วัน: 18 กันยายน 2025

วอร์มรถน้ำ “จีโน่” บ้านหนองหญ้าแก้ว สลายม็อบ?

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อมีการชุมนุมประท้วงที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมพร้อมรับมือ โดยมีการวอร์มรถน้ำ “จีโน่” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสลายการชุมนุมหากสถานการณ์บานปลาย มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นและรถน้ำจีโน่มีความสำคัญอย่างไร

วอร์มรถน้ำ “จีโน่” บ้านหนองหญ้าแก้ว สลายม็อบ?

จากเหตุการณ์การรวมตัวของชาวกัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งนำไปสู่การปะทะกับเจ้าหน้าที่ไทย ทำให้มีตำรวจควบคุมฝูงชนได้รับบาดเจ็บ ทางเจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อควบคุมสถานการณ์ ล่าสุด มีรายงานว่าตำรวจได้เตรียม “จีโน่” รถน้ำแรงดันสูง เพื่อรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีก

พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผู้บังคับการกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (ผบก.อคฝ.) ได้ให้สัมภาษณ์ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมในการสนับสนุนภารกิจ โดยให้จัดเตรียมรถน้ำจีโน่ ซึ่งเป็นรถที่ใช้ในการสลายการชุมนุม

“ทาง บก.อคฝ. มีความพร้อมในการสนับสนุน โดยได้จัดเตรียมรถน้ำจีโน่ทั้งหมด 10 คัน และมีการบำรุงรักษารถอย่างสม่ำเสมอ ตอนนี้อยู่ในระหว่างรอคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาในการออกไปสนับสนุนภารกิจ” พล.ต.ต.ชัยกฤต กล่าว

ทำความรู้จักรถน้ำ “จีโน่”

รถน้ำ “จีโน่” เป็นที่รู้จักกันดีในการใช้สลายการชุมนุม โดยเคยถูกนำมาใช้ในการสลายการชุมนุมของคณะราษฎรบริเวณแยกปทุมวันเมื่อปี 2563 รถบรรทุกน้ำสีฟ้าคันนี้สามารถบรรจุน้ำได้ถึง 12,000 ลิตร และมีกระบอกฉีดน้ำบนหลังคารถที่สามารถฉีดได้ไกลถึง 65 เมตร นอกจากนี้ยังสามารถปรับระดับการฉีดได้รอบคัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ รถน้ำ “จีโน่” สามารถผสมสีลงในน้ำได้ ทำให้ผู้ที่ถูกฉีดมีสีติดตัวและเสื้อผ้า ทำให้ง่ายต่อการสังเกต นอกจากนี้ รถควบคุมฝูงชนรุ่นนี้ยังติดตั้งเครื่องเสียงความถี่สูง LRAD (Long Range Acoustic Device) ซึ่งเป็นเครื่องขยายเสียงที่ใช้ในการปราบจลาจล รวมถึงแก๊สน้ำตาและโฟมดับไฟ

  • คุณสมบัติเด่นของรถน้ำจีโน่:
  • บรรจุน้ำได้ 12,000 ลิตร
  • ฉีดน้ำได้ไกล 65 เมตร
  • ปรับระดับการฉีดได้รอบคัน
  • ผสมสีในน้ำได้
  • มีเครื่องเสียงความถี่สูง LRAD
  • มีแก๊สน้ำตาและโฟมดับไฟ
  • ล้อกันกระสุน
  • ตะแกรงป้องกันกระจกรอบคัน
  • คันกั้นเหล็กหน้ารถ
  • กล้องวงจรปิดรอบคัน

นอกจากนี้ ล้อของรถ “จีโน่” ยังเป็นล้อกันกระสุน มีตะแกรงป้องกันกระจกรอบคัน และมีคันกั้นเหล็กหน้ารถไว้เคลียร์พื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวาง รอบตัวรถมีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้เพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์รอบทิศทาง ซึ่งสามารถใช้เป็นหลักฐานได้หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น

น้ำที่ใช้ฉีดนั้นมักจะผสมสีต่างๆ ลงไป ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ในการแบ่งแยกกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากประชาชนทั่วไป สีเหล่านี้มีคุณสมบัติล้างออกยาก ทำให้ผู้ที่ถูกฉีดถูกระบุตัวได้ง่าย

ในอดีต เคยมีการใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงที่นำเข้าจากประเทศอเมริกา ฉีดน้ำผสมแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ที่พยายามฝ่าแบริเออร์และลวดหนาม บริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลเพื่อบุกเข้าทำเนียบรัฐบาล

สถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นอย่างไร?

สถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้วยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การเตรียมพร้อมของรถน้ำ “จีโน่” แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจบานปลาย อย่างไรก็ตาม การใช้รถน้ำแรงดันสูงและแก๊สน้ำตาในการสลายการชุมนุมก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบและสิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุมด้วย

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงและการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น การเตรียมพร้อมของเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งจำเป็น แต่การรักษาสันติภาพและการเคารพสิทธิของทุกฝ่ายก็เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า

ที่มา – วอร์มรถน้ำ “จีโน่” รอคำสั่ง สลายม็อบกัมพูชา “บ้านหนองหญ้าแก้ว”

ตำรวจเจ็บไหล่หลุด หนุ่มแย่งปืนหน้าธนาคาร

เกิดเหตุระทึกขวัญเมื่อหนุ่มสติไม่ดี จู่โจมเข้าแย่งปืนตำรวจหน้าธนาคาร จนเกิดการต่อสู้ชุลมุน ทำให้ตำรวจได้รับบาดเจ็บไหล่หลุด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 บริเวณหน้าธนาคารออมสิน สาขาแยก นย. ริมถนนสุขุมวิท ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ขณะที่ จ.ส.ต.วิวัฒน์ คำสี ผบ.หมู่ สภ.สัตหีบ พร้อมเจ้าหน้าที่สายตรวจรถยนต์ กำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัย ได้มีนายอุดม (สงวนนามสกุล) เดินเข้ามาหา และพูดจาในลักษณะที่ไม่ปกติ โดยกล่าวว่าตำรวจแต่งกายไม่เรียบร้อย และถามว่า “ปืนมีกระสุนหรือไม่”

จากนั้น นายอุดมได้พยายามเข้าประชิดตัว จ.ส.ต.วิวัฒน์ และจู่โจมเพื่อแย่งปืนจากเอว ทำให้เกิดการต่อสู้ชุลมุนขึ้น ตำรวจเจ็บไหล่หลุด ในระหว่างการต่อสู้เพื่อป้องกันตนเองและควบคุมสถานการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวนายอุดมไว้ได้ในที่สุด โดย จ.ส.ต.วิวัฒน์ ได้รับบาดเจ็บบริเวณไหล่ เนื่องจากไหล่หลุด

ตำรวจเจ็บไหล่หลุด หลังหนุ่มสติไม่ดี จู่โจมบุกแย่งปืนหน้าธนาคาร

หลังเกิดเหตุ พนักงานสอบสวน สภ.สัตหีบ ได้แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ และต่อสู้ขัดขวางเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎหมายแก่นายอุดม และนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่านายอุดมมีอาการทางจิต ไม่สามารถควบคุมสติและการกระทำของตนเองได้ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ก่อเหตุ ตำรวจเจ็บไหล่หลุด ในครั้งนี้

ผลกระทบจากเหตุการณ์ ตำรวจเจ็บไหล่หลุด

เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตกใจให้กับประชาชนที่อยู่ในบริเวณนั้นเป็นอย่างมาก และยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเผชิญหน้ากับบุคคลที่มีอาการทางจิต หรือมีพฤติกรรมที่น่าสงสัย การประเมินสถานการณ์และการใช้ยุทธวิธีที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้

นอกจากนี้ เหตุการณ์ ตำรวจเจ็บไหล่หลุด ยังแสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความกล้าหาญของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปกป้องความสงบเรียบร้อยของสังคม แม้จะต้องเสี่ยงกับอันตรายต่อตนเองก็ตาม

มาตรการป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย

  • เพิ่มการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับการรับมือกับบุคคลที่มีอาการทางจิต
  • ติดตั้งกล้องวงจรปิดในบริเวณที่มีความเสี่ยง
  • เพิ่มการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
  • ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงวิธีการแจ้งเหตุฉุกเฉิน

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตของประชาชน และการให้ความช่วยเหลือผู้ที่มีอาการทางจิตอย่างเหมาะสม หากเราสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในสังคมได้

ที่มา – ตำรวจเจ็บไหล่หลุด หลังหนุ่มสติไม่ดี จู่โจมบุกแย่งปืนหน้าธนาคาร

สาวโดนหมายเรียก หลังโพสต์โอดไม่กล้าตาย เพราะค่าเผาศพแพง

กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อสาวรายหนึ่งถูกหมายเรียกหลังจากโพสต์ข้อความว่าไม่กล้าตาย เพราะค่าเผาศพแพง ล่าสุดเรื่องราวนี้จบลงด้วยการถอนแจ้งความ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2566 เมื่อพนักงานสาวจากศูนย์ความงามในจังหวัดมุกดาหาร ได้โพสต์ข้อความตัดพ้อชีวิตลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยใจความสำคัญเป็นการระบายความรู้สึกว่าอยากตาย แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีเงิน และยังระบุด้วยภาษาอีสานว่า “สิตาย ก็ไม่กล้าตาย บ่มีเงิน ไผ๋ทุกข์ ไผ๋ยาก ไปหาเผาในป่า อย่าเผาวัด” พร้อมกับแสดงความเห็นเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการจัดการศพที่สูงเกินไป

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปได้ไม่นาน ตัวแทนจากคณะกรรมการวัดแห่งหนึ่งได้เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองมุกดาหาร โดยอ้างว่าข้อความดังกล่าวเข้าข่าย พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ และหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา พนักงานสอบสวนจึงได้ออกหมายเรียกให้เจ้าของโพสต์มารับทราบข้อกล่าวหา และเชิญผู้เสียหายมาพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

นางสาวพรหมภัรสร เจ้าของโพสต์ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า เธอโพสต์ข้อความดังกล่าวบนเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยความรู้สึกน้อยใจที่ค่าใช้จ่ายในการเผาศพมีราคาสูง และต้องการเตือนให้ทุกคนตระหนักว่าในยุคปัจจุบัน การตายโดยไม่มีเงินเก็บเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะวัดหลายแห่งมีค่าใช้จ่ายในการจัดการศพที่สูงมาก หลังจากโพสต์ไป ก็มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นในทิศทางเดียวกัน แต่หลังจากนั้นประมาณ 3 วัน เธอก็ได้รับหมายเรียกจากตำรวจให้ไปพบที่ สภ.เมืองมุกดาหาร

ชาวบ้านในชุมชนที่ทราบข่าวต่างเดินทางมาให้กำลังใจนางสาวพรหมภัรสร และต้องการพูดคุยกับตัวแทนของวัดที่แจ้งความร้องทุกข์ เพื่อทำความเข้าใจถึงเหตุผลในการแจ้งความ ทางตำรวจจึงตัดสินใจเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อหาทางออกร่วมกัน

ในการประชุมดังกล่าว มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่ สำนักพระพุทธศาสนา มุกดาหาร ตัวแทนวัด และตัวแทนชาวบ้าน ผลสรุปของการประชุมคือ ทางวัดยอมรับว่าได้มีการกำหนดราคาค่าใช้จ่ายในการเผาศพไว้ 2 แบบ คือ

แบบที่ 1 อัตราค่าใช้จ่ายในงานเผาศพ (20,000 บาท): ครอบคลุมอุปกรณ์และบริการต่างๆ เช่น สถานที่, ไฟฟ้า, น้ำประปา, เครื่องเสียง, น้ำมันเชื้อเพลิง, โต๊ะเก้าอี้, ร่มเต็นท์, พนักงานจัดเตรียมอุปกรณ์, พนักงานเผาศพ, และพนักงานทำความสะอาด

แบบที่ 2 อัตราค่าใช้จ่ายในการตั้งศพบำเพ็ญกุศลในวัด (30,000 บาท): ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในแบบที่ 1 เพิ่มเติมในส่วนของโรงเย็น, โรงศพ, และระยะเวลาในการตั้งศพภายใน 3 วัน (หากเกินกำหนด จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)

หลังจากหารือร่วมกัน ทุกฝ่ายได้ข้อสรุปว่า เจ้าภาพสามารถเลือกได้ว่าจะใช้บริการใดบ้าง หรือหากมีการจัดเตรียมสิ่งของบางอย่างมาเอง ราคาก็จะถูกปรับลดลงตามสัดส่วน โดยสำนักพระพุทธศาสนา มุกดาหาร จะเป็นตัวกลางในการประเมินราคาค่าใช้จ่ายในแต่ละส่วน และหาข้อสรุปอีกครั้ง นอกจากนี้ ทางวัดได้ตัดสินใจถอนแจ้งความ

สาวโดนหมายเรียก หลังโพสต์โอดไม่กล้าตาย เพราะค่าเผาศพแพง

เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นในปัจจุบัน แม้กระทั่งการตายก็กลายเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนัก หลายคนอาจรู้สึกเห็นใจนางสาวพรหมภัรสร ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นด้วยความรู้สึกส่วนตัว แต่กลับต้องเผชิญกับปัญหาทางกฎหมาย ในขณะเดียวกัน ก็เข้าใจทางวัดที่ต้องบริหารจัดการค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

แง่มุมทางกฎหมายและสังคมจากเคส สาวโดนหมายเรียก หลังโพสต์โอดไม่กล้าตาย เพราะค่าเผาศพแพง

กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เราได้ทบทวนถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายใต้กฎหมาย การวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น และไม่สร้างความเสียหายให้กับใคร นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในชีวิต รวมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดการศพ ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนอาจมองข้าม

การออกมาแสดงความคิดเห็นของนางสาวพรหมภัรสร ทำให้เกิดการตระหนักถึงปัญหาค่าใช้จ่ายในการจัดการศพที่สูงเกินจริง และนำไปสู่การหาทางออกร่วมกันระหว่างวัดและประชาชน การแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนสามารถจัดการศพของคนที่รักได้อย่างสมศักดิ์ศรี โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่มากเกินไป

เรื่องราว สาวโดนหมายเรียก หลังโพสต์โอดไม่กล้าตาย เพราะค่าเผาศพแพง จบลงด้วยดี แต่ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้สังคมได้ฉุกคิดถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่ และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ที่มา – สาวโดนหมายเรียก หลังโพสต์โอดไม่กล้าตาย เพราะค่าเผาศพแพง

สส.ข้องใจ! รายชื่อ ครม.อนุทิน มีคนถูกสอบ?

สส. พรรคประชาชนตั้งคำถามถึง “อนุทิน” เหตุใดมีชื่อคนที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลทุจริต อยู่ในโผ ครม.ด้วย ขู่หากไม่เคลียร์เจอแฉในอภิปรายไม่ไว้วางใจ

วันที่ 18 กันยายน 2568 นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงการจัดทำรายชื่อ ครม.อนุทินชุดใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กรณีที่มีชื่อบุคคลที่ถูกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดฐานทุจริตอยู่ในโผรายชื่อด้วย โดยระบุว่า ตนมีเอกสารที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดในปี 2565 อย่างชัดเจน ซึ่งเอกสารระบุว่าบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์ทุจริตเบิกจ่ายเงินงบประมาณโครงการทั้งที่ยังไม่แล้วเสร็จ ถือเป็นพฤติกรรมที่เสื่อมเสียและส่งผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งแม้จะยังไม่เปิดเผยชื่อในตอนนี้ แต่ยืนยันว่าบุคคลท่านนี้อยู่ในรายชื่อ ครม.อนุทิน ที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว

นายชุติพงศ์ยังได้ตั้งคำถามไปยังนายกรัฐมนตรีว่า ได้ตรวจสอบรายชื่ออย่างดีแล้วหรือไม่ เหตุใดจึงยังเสนอชื่อบุคคลที่ถูกชี้มูลความผิดอย่างชัดเจนขึ้นเป็นรัฐมนตรี พร้อมทั้งตั้งคำถามไปยัง ป.ป.ช. ว่าเหตุใดจึงยังไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินคดี และตั้งคำถามไปยังกลุ่มโควตาที่เสนอชื่อบุคคลดังกล่าวด้วย และหากยังไม่มีการปรับเปลี่ยนรายชื่อ นายกรัฐมนตรียังคงยืนยันที่จะตั้งบุคคลท่านนี้ จะนำประเด็นดังกล่าวไปเปิดเผยอย่างเต็มรูปแบบในการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อไป

สส. ประชาชนข้องใจรายชื่อ ครม.อนุทิน มีคนถูก ป.ป.ช. สอบทุจริตติดโผ

ประเด็นรายชื่อ ครม.อนุทิน กลายเป็นที่จับตามองอย่างมากในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสและความเหมาะสมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี การที่ สส. พรรคประชาชนออกมาตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนต่อกระบวนการสรรหาบุคลากรทางการเมือง และความคาดหวังที่จะเห็นรัฐบาลที่ปราศจากการทุจริต

คำถามที่ยังต้องการคำตอบ: รายชื่อ ครม.อนุทิน โปร่งใสจริงหรือไม่?

คำถามสำคัญที่ สส. ชุติพงศ์ได้ตั้งไว้ คือ นายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบรายชื่อ ครม.อนุทิน อย่างละเอียดรอบคอบแล้วหรือไม่ ก่อนที่จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ การมีชื่อของผู้ที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดในฐานทุจริต ย่อมสร้างความเคลือบแคลงสงสัยในกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ และอาจนำไปสู่ข้อครหาเรื่องการเอื้อประโยชน์หรือการปกป้องพวกพ้องได้

นอกจากนี้ คำถามที่ส่งไปยัง ป.ป.ช. เกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินคดี ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ เนื่องจากหากคดีทุจริตยังไม่มีความคืบหน้า อาจทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรอิสระ และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

การที่ สส. ชุติพงศ์ขู่ว่าจะนำประเด็นนี้ไปเปิดเผยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบและเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลในรัฐบาล ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญได้

การจัดตั้งรัฐบาลที่โปร่งใสและมีธรรมาภิบาลเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ การที่ประชาชนและผู้แทนราษฎรออกมาตรวจสอบและตั้งคำถามต่อการแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง

ดังนั้น การที่ สส. พรรคประชาชนออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับรายชื่อคณะรัฐมนตรี จึงเป็นการทำหน้าที่ของผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง และหวังว่านายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะให้ความกระจ่างในประเด็นดังกล่าว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและรักษาไว้ซึ่งหลักการแห่งธรรมาภิบาล

สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและพร้อมที่จะตอบคำถามและข้อสงสัยอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน และสามารถตัดสินใจได้ว่ารัฐบาลนี้มีความเหมาะสมที่จะบริหารประเทศต่อไปหรือไม่

ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าประเด็นนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในรัฐบาลหรือไม่ และนายกรัฐมนตรีจะสามารถตอบคำถามและความกังวลของประชาชนได้อย่างไร การเมืองไทยยังคงต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด

ที่มา – สส. ประชาชนข้องใจรายชื่อ ครม.อนุทิน มีคนถูก ป.ป.ช. สอบทุจริตติดโผ

23 กันยายน 2568: วันศารทวิษุวัต กลางวันเท่ากลางคืน

เตรียมตัวพบกับ “วันศารทวิษุวัต” ในวันที่ 23 กันยายน 2568 ที่จะมาถึงนี้! ปรากฏการณ์ที่ช่วงเวลากลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากันพอดี NARIT เผยว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นจากขอบฟ้าเวลาประมาณ 06:07 น. และตกลับขอบฟ้าเวลาประมาณ 18:13 น. (เวลา ณ กรุงเทพมหานคร) เตรียมตัวสัมผัสประสบการณ์วันที่กลางวันและกลางคืนสมดุลกัน

เพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “วันศารทวิษุวัต” นี้ว่า เป็นวันที่สำคัญทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจ

23 กันยายน 2568: วันศารทวิษุวัต กลางวันเท่ากลางคืน

“ศารทวิษุวัต” (Autumnal Equinox) คือวันที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่มาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลกพอดี ทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออกและตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกอย่างแม่นยำ ผลที่ตามมาคือ ช่วงเวลากลางวันและกลางคืนจะยาวนานเท่ากัน ซึ่งถือเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วงในซีกโลกเหนือ (เช่น เอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ และแอฟริกาตอนเหนือ) และฤดูใบไม้ผลิในซีกโลกใต้ (เช่น อเมริกาใต้ แอฟริกาตอนใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์)

ในประเทศไทย ดวงอาทิตย์จะขึ้นเวลาประมาณ 06:07 น. และตกเวลาประมาณ 18:13 น. อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตกอาจดูไม่เท่ากันเป๊ะ เนื่องจากการนิยาม “ดวงอาทิตย์ขึ้น–ตก” นั้นยึดตามตำแหน่งขอบบนของดวงอาทิตย์ที่สัมผัสเส้นขอบฟ้า ไม่ใช่จุดกึ่งกลาง นอกจากนี้ การหักเหของแสงในชั้นบรรยากาศก็มีผล ทำให้ช่วงเวลากลางวันดูยาวนานขึ้นประมาณ 8-10 นาที

ตามหลักดาราศาสตร์ “วันวิษุวัต” หมายถึงวันที่ดวงอาทิตย์โคจรอยู่บนเส้นศูนย์สูตรฟ้า (Celestial Equator) หากนับตามเวลาที่จุดกึ่งกลางของดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่านเส้นขอบฟ้า วันนั้นจะมีช่วงเวลากลางวันและกลางคืนยาวนาน 12 ชั่วโมงเท่ากัน

คำว่า Equinox มาจากภาษาละติน “aequus” (เท่ากัน) และ “nox” (กลางคืน) รวมกันหมายถึง “กลางวันยาวนานเท่ากับกลางคืน” ซึ่งตรงกับคำว่า “วิษุวัต” ในภาษาสันสกฤต ซึ่งแปลว่า จุดราตรีเสมอภาค เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือช่วงเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ (Vernal Equinox หรือ วสันตวิษุวัต) และช่วงเริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วง (Autumnal Equinox หรือ ศารทวิษุวัต)

ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ถัดไป: วันเหมายัน

ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจถัดไปคือ “วันเหมายัน” (Winter Solstice) ในวันที่ 21 ธันวาคม 2568 วันนั้นดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด ทำให้ช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุด และกลางคืนยาวที่สุดในรอบปี หรือที่คนไทยเรียกว่า “ตะวันอ้อมข้าว” ในซีกโลกเหนือถือเป็นวันเริ่มต้นฤดูหนาว ส่วนในซีกโลกใต้จะเป็นวันที่กลางวันยาวนานที่สุด นับเป็นวันเริ่มต้นฤดูร้อน

อย่าลืมติดตามปรากฏการณ์ “วันศารทวิษุวัต” ในวันที่ 23 กันยายน 2568 นี้นะครับ! เป็นโอกาสดีที่จะสังเกตความเปลี่ยนแปลงของช่วงเวลากลางวันและกลางคืน และเรียนรู้เกี่ยวกับดาราศาสตร์

ที่มา – 23 กันยายนยน 2568 “วันศารทวิษุวัต” ช่วงเวลากลางวันยาวนานเท่ากับกลางคืน

บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ

“บิ๊กเล็ก” งง “ฮุน มาเนต” ประท้วงไทย ถามกลับวางทุ่นระเบิด-รั้วลวดหนาม อันไหนแรงกว่ากัน ซัดพฤติกรรมคล้ายมีการวางแผน ก่อกวนเสร็จ วันรุ่งขึ้นทำหนังสือฟ้องนานาชาติ

วันที่ 18 ก.ย.2568 ที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม และว่าที่รมว.กลาโหม กล่าวถึงเหตุปะทะที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว ว่า แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ระดับที่ตนรับผิดชอบคือการเจรจา เริ่มจาก GBC ก่อน ในข้อ 4 ระบุไว้แล้วว่าให้บริหารจัดการพื้นที่ และผู้ว่าฯ ทั้ง 2 ฝ่ายคุยกัน และเมื่อวานนี้ (17 ก.ย. 68) ที่ผู้ว่าฯสระแก้ว ไปคุยกับผู้ว่าบันเตียเมียนเจย ก็ยังไม่มีผลคืบหน้า ซึ่งต้องรอรัฐบาล และเมื่อเกิดเหตุการณ์เมื่อวาน ในขั้นการประชุม ก็คงให้ประชุม RBC โดยเมื่อเช้านี้ได้โทรไปคุยกับแม่ทัพภาคที่ 1 ให้เร่งประชุม RBC ถ้าไม่ได้ความชัดเจน คราวหน้าตนก็จะไปทวงในการประชุม GBC อีกครั้ง “ผมยืนยันว่า เราตกลงกันแล้ว โดยได้คุยกับ พลเอก เตีย เซยฮา รองนายกฯ และ รมว.กลาโหมกัมพูชา แล้ว ว่าในพื้นที่ของฝ่ายไทย จะดำเนินการตามกฎหมายไทย” พล.อ.ณัฐพล กล่าว

“อนุทิน”ย้ำชัดอธิปไตยอันดับแรก

ส่วนคำถามที่ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จะทำให้มีปัญหาขึ้นอีกหรือไม่ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ถ้าเกิดก็ต้องเกิด เพราะมันเขตประเทศไทย และเราใช้กฎหมายไทยอยู่ เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่ากัมพูชาปากว่าตาขยิบ พลเอก ณัฐพล ยอมรับว่า ก็คงอย่างนั้น พร้อมระบุว่าขณะนี้ ศบ.ทก. ที่ตั้งมาโดยรัฐบาลเก่ากำลังจะพ้นสภาพ ทำให้ความรับผิดชอบของตนเหลือความเป็นรัฐมนตรีกลาโหมอย่างเดียว เพราะฉะนั้นตนก็ต้องมองเรื่องความมั่นคงอย่างเดียว ส่วนเรื่องเศรษฐกิจ ก็คงต้องรัฐบาลใหม่ที่จะว่ากัน ยืนยันว่ารัฐบาลอนุทินมีความชัดเจน เรื่องอธิปไตยต้องมาอันดับแรก แต่ตัวนโยบายลายลักษณ์อักษร อาจจะยังไม่เสร็จเรียบร้อยแต่

คล้ายจงใจสร้างปัญหา

เมื่อถามว่า เวลาประชุม GBC มีการตอบรับจากกัมพูชาดี แต่ในขณะที่พื้นที่มีปัญหาหยุมหยิมตลอด พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ก็แบบที่เคยบอก คือดูคล้ายเขามีความตั้งใจที่จะเข้าสู่กระบวนการ แต่หน้างานก็เป็นแบบนี้ ทั้งพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 กองทัพภาคที่ 1 และด้านจันทบุรี-ตราด ซึ่งตนก็ย้ำอยู่เสมอว่า เจรจาก็ว่ากันไป ส่วนหน้างานก็ว่ากันไป ถ้าวันใดวันหนึ่ง ที่มารุกล้ำก็ต้องดำเนินการตามกฎการใช้กำลัง ตรงนี้ไม่ต้องเป็นห่วง เราไม่ยอมแน่นอนในเรื่องเขตอธิปไตยของเรา ถ้ามีการกระทำที่เกินกว่าเหตุมากกว่านี้ ก็ต้องมีการจับกุมบ้าง เพราะจากการสังเกตเมื่อวานนี้น่าจะเป็นการวางแผนไว้ของฝ่ายกัมพูชา พอมากระทำแล้ว วันรุ่งขึ้นก็มีหนังสือไปถึงประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นการกระทำที่สอดรับกันมาก

ชมเจ้าหน้าที่ไทยทำตามขั้นตอน

“การที่นายกฯ กัมพูชา ไปประท้วงกับประเทศต่างๆ ว่าไทยกระทำต่อชาวกัมพูชา ซึ่งภาพต่างๆที่เกิดขึ้นอยากจะเรียนว่า 1.หัวหน้าชุด IOT ของฝ่ายไทย ที่มาจากมาเลเซีย ได้กล่าวชมเชยไทยเมื่อวาน ว่าปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งเราต้องพยายามทำตามขั้นตอนไว้ แต่สิ่งที่เกินกว่าเหตุก็สามารถข้ามขั้นตอนได้ 2.การที่นายกฯ กัมพูชา ไปประท้วง ผมก็ไม่เข้าใจ ในขณะที่เราประท้วงกัมพูชาว่ามาวางกับระเบิดในพื้นที่ทัพภาค 2 กัมพูชากลับมาประท้วงไทยว่าวางรั้วลวดหนาม ซึ่งก็ต้องดูว่าอันไหนมันแรงกว่ากัน ตรงนี้ก็คงต้องทำความเข้าใจกันต่อไป ปัจจุบันกระทรวงกลาโหมได้ประสานกระทรวงต่างประเทศ ให้ทำหนังสือประท้วงไปเช่นกัน”

ย้ำกัมพูชา ขอใช้กฎหมายไทย

เมื่อถามว่า ครบ 30 วันแล้ว เดดไลน์เขายังไม่ย้ายออกจากพื้นที่ จะต้องเข้าสู่กระบวนการ JBC ในเดือนพฤศจิกายนอีกรอบ จะล่าช้าหรือไม่ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า มันยังมีการประชุม GBC คั่นกลางก่อน ซึ่งวันนั้นตนได้คุยกับ รมว.กลาโหมกัมพูชา ว่าในช่วงระหว่างนี้ให้ผู้ว่าฯ คุยกัน แต่ถ้าทำอะไรเกินกว่าเหตุ ไทยขอที่จะดำเนินการตามกฎหมาย เพราะนี่เป็นแผ่นดินไทยชัดเจน

“วันนั้นผมจำได้แม่นว่า ผมพูดกับพลเอก เตีย เซยฮา ว่า แม้ว่าเส้นเขตแดนจะไม่ชัดเจน แต่สื่อทุกสำนักทราบว่ามันมีเส้นน้ำเงิน เส้นแดง ซึ่งตอนนี้ทั้ง 2 เส้นก็เป็นที่รับทราบทั่วไปแล้ว ผมบอกเขาไปว่า ระหว่างเส้นน้ำเงินเส้นแดงไม่ว่ากัน รอ JBC แต่ใต้เส้นแดงมานี่คือเขตของไทย ขอใช้กฎหมายไทย และเราก็คำนึงถึงมนุษยธรรมอยู่ว่าประชาชน 2 ฝ่ายในที่สุดก็ต้องอยู่ด้วยกัน ก็ต้องทำตามขั้นตอน แต่ถ้าเขาทำอะไรที่เกินกว่าเหตุ ทางฝ่ายปกครองและฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาไม่มาดูแล ไม่มาจัดการ ฝ่ายไทยก็ต้องข้ามขั้นตอนไปเหมือนกัน คงต้องทำเกินกว่าที่ตกลงกันไว้“

ไม่บอก กระชับพื้นที่คืนหรือไม่

เมื่อถามว่า จะใช้โอกาสนี้ในการกระชับพื้นที่คืนหรือไม่ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า อันนี้ไม่ขอบอก เพราะตนต้องระมัดระวังในการพูด เนื่องจากเป็นช่วงที่เป็น 2 สถานะคือ รักษาการรัฐบาลเก่า และตามสื่อก็อาจเป็นรัฐบาลใหม่ สถานะจึงยังไม่สามารถสั่งการอะไรได้ แต่ก็ได้คุยเป็นการส่วนตัวกับผู้บัญชาการทหารบก แม่ทัพภาคที่ 1 ว่าขอให้ดำเนินการตามกรอบที่มีอยู่ เพราะเรามีกฎการใช้กำลังอยู่แล้ว ประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง แม้ว่ารัฐบาลจะยังไม่สามารถดำเนินงานได้ตามกฎหมาย แต่กฎการใช้กำลังของกระทรวงกลาโหมมีอยู่แล้ว และมอบอำนาจให้ตั้งแต่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก แม่ทัพภาค และ ผบ.กองกำลัง ทุกท่านมีอำนาจตัดสินใจได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการกระทำใดก็ตามที่ เป็นการล่วงล้ำอธิปไตย สามารถตัดสินใจได้ทันที

รอ “สมช.”เคาะสร้างรั้วชายแดน

พล.อ.ณัฐพล ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการสร้างรั้วชายแดนด้าน จ.สระแก้ว ว่า ขณะนี้มีความเห็นสองด้าน เนื่องจากในบางจุด มีคลองคั่นอยู่ตรงกลาง ทำให้เขตแดนอยู่กลางคลอง ถ้าเราสร้างรั้วขึ้นมาอยู่บนตลิ่ง จะมีความเห็นเป็นสองทาง ทางฝ่ายที่อยากให้สร้าง ต้องการมีไว้เพื่อป้องกันอาชญากรรม ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยจะบอกว่า เราจะเสียสภาพ การครอบครองระหว่างกลางคลองขึ้นมาได้ ตนจึงได้ให้ไปหารือในรายละเอียดอีกครั้ง อยากขอความเห็นใจว่า พอเราทำอะไรลงไป อีกฝ่ายหนึ่งก็จะประท้วง เราจึงต้องทำในสิ่งที่สองฝ่ายตกลงร่วมกันได้ 

พล.อ.ณัฐพล กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้จะต้องนำเข้าไปพิจารณาในสภาความมั่นคงแห่งชาติก่อน เพราะเกี่ยวเนื่องกับอธิปไตย และเป็นเรื่องที่มีคนพร้อมจะตัดพ้อต่อว่า ดังนั้น เมื่อเราเป็นรัฐบาลก็ต้องระมัดระวัง หลังจากครม. ชุดใหม่เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ก็จะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยทันที ที่ผ่านมาก็ไม่ได้นั่งกันเฉยๆ มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีมาโดยตลอด ปัญหาก็คือ ตอนนี้ยังไม่สามารถทำอะไรได้อย่างเป็นทางการ ต้องรอคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อน

บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ

จากกรณีความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อพฤติกรรมของกัมพูชาที่ดูคล้ายมีการวางแผน บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ โดยมองว่าการกระทำต่างๆ สอดคล้องกับการฟ้องร้องต่อองค์กรระหว่างประเทศในวันรุ่งขึ้น

ท่าทีของไทยต่อกรณี บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ

ทางฝั่งไทยยืนยันที่จะรักษากฎหมายและอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งดำเนินการตามขั้นตอน แต่หากสถานการณ์เกินเลย ก็พร้อมที่จะตอบโต้เพื่อปกป้องดินแดน นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังได้ตั้งคำถามถึงการประท้วงของกัมพูชาว่า การวางทุ่นระเบิดกับการสร้างรั้วลวดหนาม สิ่งใดรุนแรงกว่ากัน

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด และการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม การปกป้องอธิปไตยและรักษาความปลอดภัยของประชาชนก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ เป็นประเด็นที่สะท้อนถึงความซับซ้อนของการแก้ไขปัญหาชายแดน

การกระทำดังกล่าวของกัมพูชาทำให้เกิดคำถามถึงความตั้งใจที่แท้จริงในการแก้ไขปัญหาชายแดน การที่ บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ นั้นแสดงให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจและความระมัดระวังที่ไทยมีต่อการกระทำของกัมพูชา

ที่มา – “บิ๊กเล็ก”ซัดพฤติกรรมกัมพูชาคล้ายวางแผน ก่อกวนเสร็จ วันรุ่งขึ้นทำหนังสือฟ้องนานาชาติ

รวบ 13 คนไทย ลักลอบข้ามแดน อ้างถูกหลอกไปกัมพูชา

เจ้าหน้าที่รวบ 13 คนไทย กำลังจะลักลอบข้ามแดน อ้างเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกไปทำงานกัมพูชา ขณะที่ผู้นำทางอาศัยความชุลมุนหลบหนี

วันที่ 18 กันยายน 2568 พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ กองกำลังบูรพา พร้อมด้วย พ.อ.เมธี คำเต็ม ผู้บังคับการชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 ได้นำกำลังหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ และชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 ออกสกัดจับ 13 คนไทย (ชาย 8 คน, หญิง 5 คน) ขณะกำลังเดินเท้าอยู่ในไร่อ้อยริมชายแดน ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว มุ่งหน้าจะลักลอบข้ามพรมแดนช่องทางธรรมชาติออกไปประเทศกัมพูชา พร้อมผู้นำพาชาวกัมพูชา 3 คน

แต่ขณะเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบอยู่นั้น ผู้นำพาซึ่งเป็นชาวกัมพูชาทั้ง 3 คนได้อาศัยความชุลมุนในไร่อ้อยแยกย้ายกันวิ่งหลบหนีเข้าไปในไร่อ้อยแล้ววิ่งหนีข้ามพรมแดนออกไปฝั่งกัมพูชาได้ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวคนไทยทั้ง 13 คน มาซักถามที่ กองร้อยทหารพรานที่ 1206 ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

จากการซักถามเบื้องต้น กลุ่มคนไทยทั้งหมดให้การว่า ได้รับการชักชวนให้ไปทำงานที่ชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ผ่านแอปพลิเคชัน LINE และ Facebook โดยผู้จัดหางานอ้างว่า จะได้เงินเดือนสูงถึง 8,000-12,000 บาท และไม่ต้องเสียค่าเดินทาง ทำให้พวกตนหลงเชื่อ เนื่องจากต้องการหางานทำเพื่อมีรายได้

จากนั้นพวกตนได้เดินทางมาถึง จ.สระแก้ว ได้มีคนไทยขับรถยนต์มารับไปพักที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง ไม่ทราบว่าที่ไหนก่อนจะถูกพาตัวมายังชายแดน จากนั้นได้มีชายชาวกัมพูชา 3 คน มารับช่วงต่อ แล้วนำพาเดินเท้าเพื่อข้ามแดนตามเส้นทางธรรมชาติ ซึ่งทุกคนยืนยันว่าไม่ทราบมาก่อนว่าจะต้องเดินทางไปทำงานถึงต่างประเทศ

เจ้าหน้าที่คาดว่ากลุ่มคนไทยทั้งหมดอาจตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ โดยอาศัยสถานการณ์ที่คนส่วนใหญ่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจและไม่มีงานทำเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงไปทำงานแบบผิดกฎหมายในฝั่งกัมพูชา

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวคนไทยทั้ง 13 คนไปส่งมอบให้กับ พนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศฯ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและสอบสวนขยายผลหาขบวนการหลอกลวงรายนี้ต่อไป.

รวบ 13 คนไทย กำลังลักลอบข้ามแดน อ้างเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกไปกัมพูชา

สถานการณ์การหลอกลวงคนไทยไปทำงานต่างประเทศยังคงมีอยู่เรื่อยๆ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ทำการรวบตัว รวบ 13 คนไทย กำลังลักลอบข้ามแดน อ้างเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกไปกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าเศร้าใจและควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ความเสี่ยงของการลักลอบข้ามแดน

การลักลอบข้ามแดนเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และมีความเสี่ยงมากมายที่อาจเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการถูกหลอกลวง การถูกทำร้าย หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิต ดังนั้นการเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกกฎหมายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

  • การตรวจสอบข้อมูลบริษัทจัดหางาน: ก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ควรตรวจสอบข้อมูลบริษัทจัดหางานให้ละเอียดถี่ถ้วน ว่ามีความน่าเชื่อถือและได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องหรือไม่
  • การทำสัญญาจ้างงาน: ควรทำสัญญาจ้างงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับค่าจ้าง สวัสดิการ และเงื่อนไขการทำงานต่างๆ อย่างชัดเจน
  • การแจ้งข้อมูลแก่สถานทูต: แจ้งข้อมูลการเดินทางและที่อยู่ให้สถานทูตไทยในประเทศนั้นๆ ทราบ เพื่อขอความช่วยเหลือหากเกิดปัญหา

การที่ รวบ 13 คนไทย กำลังลักลอบข้ามแดน อ้างเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกไปกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับภัยของการหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ และวิธีการป้องกันตนเองจากภัยดังกล่าว ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง

หากคุณกำลังพิจารณาที่จะไปทำงานต่างประเทศ ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ และเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

เรื่องราวของ รวบ 13 คนไทย กำลังลักลอบข้ามแดน อ้างเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกไปกัมพูชา เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญ ที่เตือนใจให้เราทุกคนต้องระมัดระวัง และตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจใดๆ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวง

ที่มา – รวบ 13 คนไทย กำลังลักลอบข้ามแดน อ้างเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกไปกัมพูชา

ซน ฮึง-มิน แฮตทริกแรก! ชนะ LAFC

ซน ฮึง-มิน ทำแฮตทริกแรกในเมเจอร์ลีก ซอกเกอร์ (MLS) ช่วยให้ลอสแอนเจลิส เอฟซี (LAFC) เอาชนะรีล ซอลต์เลก ไปด้วยสกอร์ 4-1 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

กองหน้าชาวเกาหลีใต้รายนี้ยิงสองประตูใน 16 นาทีแรก ช่วยให้ LAFC ขึ้นนำ 2-0 ก่อนที่จะทำแฮตทริกสำเร็จในนาทีที่ 82 ทำให้ทีมนำ 3-1

จากผลงานนี้ทำให้ยอดรวมประตูของดาวเตะวัย 33 ปีเพิ่มเป็น 5 ประตูจาก 6 เกมให้กับ LAFC นับตั้งแต่ย้ายจากท็อตแนม ฮอตสเปอร์ส เมื่อเดือนที่แล้ว หลังใช้เวลา 10 ปีกับสโมสรดังแห่งลอนดอน

“มันวิเศษมากที่ทำแฮตทริกแรกได้ใน MLS” ซนกล่าว “ผมมีความสุขและขอบคุณทุกคนมากครับ”

“ถึงแม้ผมจะทำประตูไม่ได้ ผมก็ยังสนุกกับการเล่นให้กับสโมสรแห่งนี้ และการได้ผลการแข่งขันที่ดีนอกบ้าน”

“ผมมีความสุขกับทุกช่วงเวลา ทุกการฝึกซ้อม และทุกเกมการแข่งขัน”

เดนิส บูอังก้า เพื่อนร่วมทีมเป็นผู้ทำประตูปิดท้ายในนาทีที่ 94 ซึ่งเป็นประตูที่ 19 ของเขาในฤดูกาลนี้ ทำให้เขากลายเป็นผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของ LAFC แซงหน้า คาร์ลอส เวล่า กองหน้าชาวเม็กซิกัน

บูอังก้า ซึ่งย้ายมาจากสโมสรแซงต์-เอเตียน ในฝรั่งเศสเมื่อปี 2022 ทำไปแล้ว 19 ประตูใน MLS ฤดูกาลนี้ เป็นรองเพียงแค่ แซม เซอร์ริดจ์ กองหน้าชาวอังกฤษของ แนชวิลล์ (21 ประตู) และ ลิโอเนล เมสซี่ ซูเปอร์สตาร์ของ อินเตอร์ ไมอามี (20 ประตู)

กองหน้าชาวกาบองวัย 30 ปีรายนี้ยังได้จ่ายบอลอย่างไม่เห็นแก่ตัวให้ ซน ทำแฮตทริก ซึ่งเป็นแฮตทริกที่สองของ LAFC ในสองเกมติดต่อกัน หลังจากที่ บูอังก้า ทำแฮตทริกในเกมที่ชนะ ซาน โฮเซ เอิร์ธเควกส์ 4-2 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ชัยชนะล่าสุดของ LAFC ทำให้พวกเขาขึ้นไปอยู่อันดับ 4 ในสายตะวันตก เหนือซีแอตเทิล ซาวน์เดอร์ส และเหลือการแข่งขันในฤดูกาลปกติอีก 6 เกม

รีล ซอลต์เลก จะไปเยือนลอสแอนเจลิสในวันอาทิตย์นี้ ซึ่ง LAFC จะให้เกียรติ เวล่า ผู้เล่นคนแรกของสโมสร โดยดาวเตะวัย 36 ปีรายนี้ได้ประกาศเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพไปเมื่อเดือนพฤษภาคม และกลายเป็นทูตคนแรกของสโมสร LAFC

ซน ฮึง-มิน แฮตทริกแรก! ชนะ LAFC

รายละเอียดเกี่ยวกับแฮตทริกแรกของ ซน ฮึง-มิน และชัยชนะของ LAFC

เกมล่าสุดของ LAFC เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นสำหรับแฟนบอลทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้เห็น ซน ฮึง-มิน แฮตทริกแรก! ชนะ LAFC ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถของเขาในการปรับตัวเข้ากับฟุตบอล MLS ได้อย่างรวดเร็ว การย้ายทีมครั้งนี้อาจเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่สดใสในอาชีพของเขา

การที่ LAFC มีผู้เล่นที่สามารถทำประตูได้อย่างต่อเนื่องอย่าง ซน และ บูอังก้า ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่น่ากลัวสำหรับคู่แข่ง การแข่งขันในสายตะวันตกยังคงเข้มข้น และทุกเกมมีความหมายต่อการเข้ารอบเพลย์ออฟ

นอกจากนี้ การที่บูอังก้าแซงหน้าเวล่าขึ้นเป็นผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของสโมสร ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นกัน แสดงให้เห็นถึงยุคใหม่ของ LAFC ที่มีผู้เล่นมากความสามารถเข้ามาสร้างชื่อเสียง

ความสำเร็จของ ซน ฮึง-มิน แฮตทริกแรก! ชนะ LAFC ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสามารถส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการทำงานเป็นทีมและความมุ่งมั่นของผู้เล่นทุกคนในทีม LAFC

สำหรับเวล่า การได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตของสโมสร ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเขาต่อ LAFC และแฟนบอลทุกคน การที่สโมสรให้เกียรติเขาในเกมวันอาทิตย์นี้ จะเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจอย่างแน่นอน

โดยสรุปแล้ว ชัยชนะของ LAFC ในเกมนี้ ไม่ได้มีความหมายแค่สามคะแนน แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของทีม และความสามารถของผู้เล่นแต่ละคน ที่พร้อมจะนำพาสโมสรไปสู่ความสำเร็จในอนาคต การมี ซน ฮึง-มิน แฮตทริกแรก! ชนะ LAFC เป็นส่วนหนึ่งของทีม ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของทีม

แฟนบอล LAFC ควรจะตื่นเต้นกับผลงานของทีมในขณะนี้ และตั้งตารอคอยเกมที่เหลือในฤดูกาลปกติ รวมถึงการแข่งขันในรอบเพลย์ออฟที่จะมาถึง

ที่มา – Son claims first MLS hat-trick in LAFC win

“เท้ง ณัฐพงษ์” ยัน ไม่เป็นนั่งร้านภูมิใจไทย

จากกรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และบทบาทของพรรคประชาชนในการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นั้น ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในแวดวงการเมือง

“เท้ง ณัฐพงษ์” ยัน ไม่ได้เป็นนั่งร้านให้ภูมิใจไทย ละเมิด MOA ต้องดูผลการลงมติในสภาฯ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาชนไม่ได้เป็นนั่งร้านให้กับพรรคภูมิใจไทย และพร้อมที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หากมีการบิดพลิ้วหรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง (MOA) ที่ได้ทำไว้

ในวันที่ 18 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความกังวลเรื่องเสียง ส.ว. ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ส.ส. ทุกคนน่าจะพร้อมที่จะผ่านกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และหากมีกระบวนการขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นไปตาม MOA พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะใช้กลไกในสภาฯ ตรวจสอบรัฐบาลและสามารถล้มรัฐบาลได้

พรรคประชาชนไม่ได้เป็นนั่งร้านให้ใคร

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า พรรคประชาชนไม่ได้เป็นนั่งร้านให้กับใครทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคภูมิใจไทย พร้อมที่จะตรวจสอบทั้งในการอภิปรายในสภาฯ และกลไกตามมาตรา 151 หากมีเหตุที่ทำให้เชื่อได้ว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทำผิด MOA

การประเมินการละเมิด MOA ของพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่ MOA จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคภูมิใจไทย นายณัฐพงษ์ตอบว่า อาจจะเร็วเกินไปที่จะประเมินเช่นนั้น การที่จะพิจารณาว่าพรรคภูมิใจไทยละเมิด MOA หรือไม่นั้น อาจจะต้องยึดผลการลงมติในสภาฯ เป็นสำคัญ

ความสำคัญของการลงมติในสภาฯ

การลงมติในสภาฯ ถือเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และเป็นเครื่องมือที่พรรคฝ่ายค้านสามารถใช้เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ ที่รัฐบาลได้ให้ไว้ การที่นายณัฐพงษ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงมติในสภาฯ แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างจริงจัง

  • การแก้ไขรัฐธรรมนูญ: ประเด็นหลักที่พรรคประชาชนให้ความสนใจ
  • บทบาทของ ส.ว.: ความกังวลเกี่ยวกับเสียงสนับสนุนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • MOA: ข้อตกลงที่พรรคประชาชนยึดมั่นในการตรวจสอบรัฐบาล
  • การลงมติในสภาฯ: เครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

จากท่าทีของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สะท้อนให้เห็นว่า พรรคประชาชนพร้อมที่จะมีบทบาทในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น และพร้อมที่จะใช้กลไกต่างๆ ในสภาฯ เพื่อให้รัฐบาลปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้กับประชาชน การที่พรรคประชาชนยืนยันว่าจะไม่เป็นนั่งร้านให้กับพรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระในการตัดสินใจ และพร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง การจับตาดูผลการลงมติในสภาฯ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะบ่งชี้ถึงทิศทางการเมืองในอนาคต

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่พรรคเล็กอย่างพรรคประชาชนออกมาแสดงบทบาทที่ชัดเจนเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริงและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” ยัน ไม่ได้เป็นนั่งร้านให้ภูมิใจไทย ละเมิด MOA ต้องดูผลการลงมติในสภาฯ