วัน: 20 กันยายน 2025

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวกัมพูชาชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวกัมพูชา ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด หลังพบโดรนบินวนบริเวณพื้นที่ชายแดนหลายจุด ยืนยันกำลังพลพร้อมตอบโต้ทุกสถานการณ์

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ประจำวันที่ 20 กันยายน 2568 เวลา 14.00 น. โดยระบุว่าสถานการณ์โดยรวมยังคงต้องเฝ้าระวัง

จากการรายงานสถานการณ์ล่าสุด พบว่ามีความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา โดยมีการตรวจพบโดรนบินในบริเวณพื้นที่ช่องบก จำนวน 1 ลำ, บริเวณปราสาทตาเมือน จำนวน 1 ลำ, บริเวณช่องสายตะกู จำนวน 1 ลำ และบริเวณพื้นที่ปราสาทตาควาย จำนวน 1 ลำ ซึ่งทางกองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยได้จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจอย่างเข้มงวด เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างเต็มที่

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวกัมพูชา บริเวณชายแดน

นอกจากการเฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนแล้ว กองทัพภาคที่ 2 ยังได้ดำเนินงานด้านจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อีกด้วย โดยศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับกองบิน 21 กองทัพอากาศ และประชาชนจิตอาสา ได้นำเครื่องอุปโภคบริโภค และสิ่งของจำเป็นต่างๆ มอบให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อบำรุงขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน ณ กรมทหารราบที่ 6 มณฑลทหารบกที่ 22 อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานีกองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือประชาชน

เพื่อป้องกันการรับข้อมูลที่อาจคลาดเคลื่อน บิดเบือน หรือเป็นข่าวปลอม (Fake news) กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากช่องทางที่เป็นทางการของส่วนราชการ ซึ่งสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้องและทันเวลา ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยันอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและสร้างความตื่นตระหนกในสังคมได้

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การมีข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง กองทัพภาคที่ 2 มุ่งมั่นที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และพร้อมที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนเสมอ

การตรวจพบความเคลื่อนไหวกัมพูชาครั้งนี้ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ แต่การมีสติและเตรียมพร้อมอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญ การประสานงานและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดังนั้น การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และการใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อมูล จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนควรให้ความสำคัญ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวกัมพูชาบริเวณชายแดนไทย ทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังเฝ้าระวังมากยิ่งขึ้น

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวกัมพูชา ยังเจอโดรนโผล่บริเวณพื้นที่ชายแดน

ภราดร มอบมาลัย อนุทิน! นายกฯชม เก่งยกเว้นเมีย ยัน 4 เดือนยุบสภา

“อนุทิน” อวยพรวันเกิด “ภราดร” วัย 46 ปี เจ้าตัวถึงกับคุกเข่ามอบมาลัย ขอบคุณ อ้อนชาวอ่างทอง อสม.แฟนเก่า ขอยืมตัว “ลูกแบด” ไปเป็น รมต. ชม “เก่งทุกเรื่อง ยกเว้นหาเมีย” ประกาศ 4 เดือนจบ ยุบสภา ไม่ต้องลุ้น คนดังการเมืองตบเท้าแน่นร่วมงาน “บิ๊กแจ๊ส – ซ้อสมทรง” มาด้วย

วันที่ 20 ก.ย. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังใช้โอกาสก่อนลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วม เดินทางมาที่ อบจ.อ่างทอง เพื่อพบปะกับประชาชน และร่วมอวยพรวันเกิดให้กับนายภราดร คุกเข่ามอบมาลัย อนุทิน ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อายุครบ 46 ปี ซึ่งมีครอบครัว ทั้งนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รวมถึงน้องชาย นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย และพบว่ามีบุคคลทางการเมืองมาร่วมงานในวันนี้ด้วย อาทิ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง หรือบิ๊กแจ๊ส นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอยุธยา นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา นายจองชัย เที่ยงธรรม อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย ท่ามกลางกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทย เตรียมกวาดเก้าอี้ สส.ในพื้นที่ภาคกลาง รวมถึงจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ของพรรคชาติไทยพัฒนา นอกจากนี้ ยังมีประชาชนและพี่น้อง อสม.ในพื้นที่จังหวัดอ่างทองมาร่วมงานอย่างคับคั่ง

โดยนายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ได้กล่าวต้อนรับนายอนุทิน ว่า นายกฯ มาเยือนอ่างทองเป็นจังหวัดแรก หลังจากมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เป็นสิ่งที่น่าปลื้มปิติของชาวอ่างทอง

จากนั้น นายกรัฐมนตรีและครอบครัวปริศนานันทกุล ได้ขึ้นเวทีร่วมกัน ซึ่งนายภราดร คุกเข่ามอบมาลัย อนุทิน ได้ก้มลงที่เท้าพร้อมมอบพวงมาลัยให้ นายอนุทิน แต่นายอนุทิน ดึงให้ลุกขึ้นมา

ภราดร คุกเข่ามอบมาลัย อนุทิน

นายอนุทิน กล่าวบนเวทีต่อว่า สวัสดีพ่อแม่พี่น้องชาวอ่างทอง ปรบมือหน่อยได้ไหมครับ พ่อแม่พี่น้องชาวอ่างทองที่เคารพรัก วันนี้เรามีแขกผู้ใหญ่มาร่วมในงานวันคล้ายวันเกิดของ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ผู้ใหญ่ที่เห็นในวันนี้ ท่านแรกผมเคารพนับถือเป็นแบบอย่างในการทำงานทางการเมืองมานาน คือ นายจองชัย เที่ยงธรรม นายจองชัย มาจากจังหวัดสุพรรณบุรี นายนิกร จำนง เปรียบเสมือนพี่ชายที่เคารพ รักกันมานาน เป็นคณะรัฐมนตรีอยู่ด้วยกันเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และยังมีผู้ว่าฯอ่างทอง นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ใครอยากให้ผู้ว่าฯ อยู่กับเราตบมือให้ดัง ๆ ไปถึงกระทรวงมหาดไทย ให้คืนความเป็นธรรม “ตนขอตบมือด้วยเชียร์ๆ จะต้องให้คนตั้งพิจารณา เราจัดตั้งอะไรไม่ได้” และยังจะมีผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง นายกเทศบาล นายก อบต.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อสม.แฟนเก่าตน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านมากันครบ มาที่นี่เพื่อมาแสดงความรักและแสดงความยินดีเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของนายภราดร

“ที่นี่ไม่มีรัฐมนตรีแบด มีแต่ไอ้แบดของพวกเราเหมือนเดิม เขาเป็นคนอื่นไม่ได้ เราเลือกเขาไปทำงาน ไม่ได้เลือกเขาให้เป็นเจ้าคนนายคน เลือกไปทำงาน ทั้งแบดทั้งแชมป์ ไปเป็นผู้แทนของชาวอ่างทองทุกคน”

ตนมายืนอยู่บนเวทีที่จังหวัดอ่างทองแห่งนี้ตั้งแต่ยังเป็นวุ้นทางการเมือง ยังเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงสาธารณสุข เติบโตตามลำดับ พี่น้องชาวอ่างทองก็ให้โอกาสกับตนเสมอ การให้โอกาสที่ดีที่สุดก็คือให้ท่านสมศักดิ์ ให้แบด ให้แชมป์มาอยู่ในพรรคภูมิใจไทย นี่คือของขวัญอันล้ำค่าที่ผมได้มาจากชาวจังหวัดอ่างทอง ทำให้ผมไม่สามารถลืมจังหวัดอ่างทองได้ ทุกครั้งเมื่อมีภารกิจใดๆ กิจกรรมใดๆ ของจังหวัดอ่างทอง พูดง่ายๆ ไม่เชิญผมก็ต้องมา เพราะมีความรู้สึกติดหนี้บุญคุณพี่น้องชาวจังหวัดอ่างทองไว้เยอะแยะมากมาย

ดังนั้น การทำงานทางการเมืองของผม ผมดูแนวทางรุ่นพี่ผมคือ เฮียตือ ท่านสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เห็นไหมครับ บุคลิกเหมือนกันต่างกันแค่ส่วนสูงเท่านั้นเอง ที่เหลือเหมือนกันหมด ไปไหนก็ยิ้มทั้งวัน ถึงแม้จะมีความเครียด ความกังวล ความห่วงใยใดๆ แต่หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เพราะเรามั่นใจว่าเราทำสิ่งที่เป็นคุณงามความดีอยู่ตลอดเวลา เรามีประชาชนอยู่ข้างหลังตลอดเวลา ไปไหนก็อารมณ์ดี ครอบครัวดี ลูกหลานเจริญเติบโตทำงานให้กับประชาชนได้ มีคุณธรรมทุกอย่างที่อยู่ในท่านสมศักดิ์หรือพี่ตือผม ผมก็ซึมซับมาทำให้ผมเจริญเติบโตในทางการเมืองมาโดยลำดับ ด้วยการซึมซับคุณงามความดีของต้นแบบที่ดีของ นายจองชัย นายนิกร ผมก็ซึมซับมาหมด นายนิกรเล่นดนตรีเก่ง ผมก็เล่นตาม ไปที่ไหนเจอชาวบ้านอยากให้ขับกล่อมผมก็ขับกล่อม ถ้าอยากให้ผมร้องเพลงให้ฟังผมก็บอกผมจะร้องเพลงให้ฟัง นี่คือชีวิตของความเป็นผู้แทนราษฎร ซึ่งมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เหนือตำแหน่งใดๆ การที่เรามีตำแหน่งนั้นเพราะเราได้เป็นผู้แทนราษฎร พี่น้องประชาชนเลือกให้เราได้มาทำหน้าที่ เราก็มีหน้าที่ ใช้ตำแหน่งตรงนั้นทำคุณประโยชน์ ตอบแทนพระคุณประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่ความสามารถจะพึงมี พ้นจากตรงนี้พวกผมจะยกโขยงไปดูน้ำท่วมที่จังหวัดอ่างทอง ไปดูว่าที่เราได้แก้ปัญหามาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 2 ปีกว่า ก่อนที่จะพักร้อนไป 2 เดือน

4 เดือนยุบสภา! อนุทินยัน ภราดร เก่งทุกเรื่องจริงไหม?

นายอนุทิน กล่าวว่า มาที่จังหวัดอ่างทองมาดูน้ำท่วม ปีแรกท่วมเกือบมิดหัวและวางแผนกับผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทองก็ค่อยๆ ลดลงมา วันนี้ทราบว่าปริมาณน้ำถ้าเทียบกับปีที่แล้วน้อยลงกว่าปีที่แล้วเยอะ แต่เราตั้งมั่นด้วยความไม่ประมาท ต้องเตรียมเรื่องการดูแลประชาชน ดูแลการบริหารจัดการน้ำ

“วันนี้ชาวอ่างทองได้รัฐมนตรีมาหนึ่งคน คือนายภราดร ปริศนานันทกุล จงมั่นใจว่าเดี๋ยวก็จะเห็นน้องชายเป็นรัฐมนตรีหรือเป็นตำแหน่งสำคัญในระบบการเมืองของประเทศไทย นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ก็ไม่พ้นเช่นกัน สิ่งที่ทั้งสองพี่น้องได้ความตั้งใจในการทำหน้าที่ แน่นอนว่าเขาเป็นลูกท่านสมศักดิ์ แต่ความสามารถของเขามาจากดีเอ็นเอ มาจากความขยัน มาจากความทุ่มเท มาจากความมั่นใจที่เขามั่นใจว่าพ่อแม่พี่น้องชาวอ่างทองอยู่ข้างหลังตลอดเวลา เขาทุ่มเทสุดชีวิตสุดซอย ทำให้พรรคภูมิใจไทยเวลามีบทบาททางการเมือง เราต้องมีตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้เขาไปทำหน้าที่ให้กับประเทศชาติให้มากที่สุด”

วันนี้ขออนุญาตพ่อแม่พี่น้องชาวอ่างทอง ให้นายกรวีร์ ทำงานให้กับชาวอ่างทองอย่างเต็มที่ กับป๊ากับม้า แต่ขอเอาลูกแบดไปทำทุกอย่างให้กับประเทศไทยประสบความเจริญรุ่งเรืองทุกอย่าง ให้ไหม เขาอยู่อ่างทองแต่ขยายขอบข่ายรับฝากบริการหัวใจให้กับคนไทยทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพราะเขามีความสามารถ ผมวางแผนอยู่ในหัว รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนนี้ เดี๋ยวคนบอกทำไมไม่ไปกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ ”เพราะว่าแบดต้องอยู่ผมในฐานะนายกรัฐมนตรี 24 ชั่วโมง ผมไปไหนแบดต้องไปด้วย เพราะแบดกำกับดูแลสำนักงบประมาณ“ งบประมาณของประเทศไทยผ่านแล้ว ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 3.78 ล้านล้านบาท ผมต้องให้ นายภราดร กลั่นกรองให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศไทย สำคัญไหมครับ นี่คือความสำคัญ นี่คือสิ่งที่ผมเห็นชาวอ่างทองไว้ใจลูกแบดของท่าน แล้วผมจะไม่ไว้ใจได้อย่างไรถูกไหม เหลืออย่างเดียวหาเมียให้เท่านั้น ทำงานก็เก่ง เป็นรองประธานสภาก็ดี เป็น สส.ก็เยี่ยม เป็นลูกก็กตัญญู เป็นน้องบังเกิดเกล้าของผม สั่งผมได้ทุกเรื่องเหลืออย่างเดียว สั่งให้มีเมียสักทีไม่ยอมมี น้องชายมีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง แต่แบดยังไม่ผลิต แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรให้ไปทำงานก่อน ผมคิดว่าแบด คงจะทำงานรับใช้ประชาชนอย่างเต็มที่ ผมมั่นใจว่า นายภราดร คุกเข่ามอบมาลัย อนุทิน ปริศนานันทกุล จะไม่ทำให้คะแนนของชาวอ่างทอง ที่มาจากความไว้วางใจ ความมั่นใจที่มอบให้กับเขา ที่มอบให้กับน้องชายเขา นายกรวีร์ มอบให้กับบ้านปริศนานันทกุล มอบให้กับบ้านนายกรัฐมนตรี มีความมั่นใจที่ให้รับรองว่า เขาจะต้องทำงานสุดชีวิตให้กับชาวอ่างทองและให้กับคนไทยทุกคน ขอให้ความมั่นใจว่าจะทำหน้าที่ ไม่ว่าจะ 4 เดือน เป็นนายกฯ แล้วจบ เป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง 4 เดือน ยุบสภาแน่นอน ไม่ต้องลุ้น แต่ 4 เดือน จะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ประชาชนเลือกพวกเรากลับมารับใช้อีกครั้ง ขอให้ท่านมีความมั่นใจ 4 เดือนนี้ จะเป็น 4 เดือนที่เราทำงานอย่างเต็มสุดความสามารถ จะยืมตัวแบดไปทุกที่ จะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดเท่าที่จะทำได้ วันนี้อายุครบ 46 ปี กำลังวังชาดี ไม่เด็กเกินไปไม่แก่เกินไป กำลังดี มีแรงจูงใจอย่างเต็มที่ ผมมั่นใจว่าเขาเป็นรัฐมนตรีที่ดีเหมือนที่เขาเคยเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ดีที่สุดคนหนึ่งตั้งแต่มีมา จริงๆ เป็นรัฐมนตรีคือการลดตำแหน่ง ไม่ต้องฉลอง เพราะรองประธานใหญ่กว่า แต่รัฐมนตรีทำงานให้กับประชาชนโดยตรงมากกว่า วันนี้เห็นความเหมาะสมของนายภราดร ขออนุญาตพ่อแม่พี่น้อง อย่ากระนั้นเลย 46 ปีของเขา เราไม่มีอะไรมอบให้เขา นอกจากกำลังใจก็มอบเป็นเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์

“ขอให้รัฐมนตรีภราดร มีความสุข มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เป็นขวัญใจพี่น้องชาวอ่างทอง และสามารถทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้“

แต่งกลอนอวยพรวันเกิด ให้ร่ำรวยเงินทองยศศักดิ์

นอกจากนี้ นายอนุทิน ได้มอบบทกลอนในโอกาสวันคล้ายวันเกิดให้กับ นายภราดร ว่า “ให้โชคดีสุขศรีวันเกิด สิ่งประเสริฐให้หวังตั้งใจ ให้สมดังฝันใฝ่ จิตแจ่มใสทุกวันทุกคืน ให้ร่ำรวยเงินทองยศศักดิ์ ให้คนรักมากมีดาษดื่น ฝ่าสิ่งใดจงลุล่วงราบรื่น อายุยืนปลอดโรคปลอดภัย” พร้อมร่วมกันร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ ให้กับนายภราดร ด้วย

ขณะที่ นายภราดร คุกเข่ามอบมาลัย อนุทินได้กล่าวขอบคุณและให้คำมั่นสัญญา กับประชาชน ว่า ทุกโอกาสที่ได้รับจากนายอนุทิน จะนำมาสร้างเป็นพลังให้ชาวอ่างทอง และเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศพร้อมกับนายกรัฐมนตรีต่อไป

การที่นายภราดรคุกเข่ามอบมาลัยให้กับนายอนุทิน แสดงให้เห็นถึงความเคารพและความกตัญญูที่มีต่อนายกฯ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ให้โอกาสและความไว้วางใจเสมอมา เหตุการณ์นี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างนักการเมืองรุ่นใหม่และรุ่นเก่า เพื่อพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – “ภราดร” คุกเข่ามอบมาลัย “อนุทิน”- นายกฯ ชมเก่งทุกเรื่อง ยกเว้นหาเมีย ยัน 4 เดือนจบ ยุบสภา

คุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา! **อดีตผู้การหนองคาย**

ศาลอาญาคดีทุจริต ภาค 4 พิพากษาจำคุก “อดีต ผบก.ภ.จว.หนองคาย” 2 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานผิดใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ และปลอมแปลงเอกสารราชการเสนอต่อศาล คดีนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญในการใช้อำนาจ

วันที่ 20 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2568 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 169/2567 ระหว่างนายดำรงค์ สงค์ประเสริฐ และ พล.ต.ต.พิรัชย์ อุดมพิสุทธิคุณ อดีตผู้การหนองคาย เป็นจำเลย ในข้อหาปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอมในศาล 

โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย โดยได้รับแต่งตั้งตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจจังหวัดหนองคาย ที่ 5/2565 ลงวันที่ 17 ส.ค. 65 มีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี ขณะที่จำเลยดำรงตำแหน่ง ผบก.ภ.จว.หนองคาย และเป็นรองประธานกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจจังหวัดหนองคายคนที่ 1 จำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ฯ ให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ด้วยการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อสรรหาคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจจังหวัดหนองคาย ที่ 1/2567 ให้มีอำนาจและหน้าที่พิจารณาสรรหาและคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อแต่งตั้งในคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจจังหวัดหนองคาย 10 คน โดยอ้างว่า กรรมการเดิมพ้นจากตำแหน่งในเดือน ส.ค. 66 ทั้งที่จำเลยทราบดีว่า โจทก์ยังไม่พ้นวาระการดำรงตำแหน่ง โจทก์มีวาระการดำรงตำแหน่งจนถึง วันที่ 17 ส.ค. 67 กระทั่งโจทก์ต้องพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ 

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ลงโทษจำคุก 2 ปี 

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ความขัดแย้งระหว่างโจทก์จำเลย เกิดจากมีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบของบุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลย แทนที่จำเลยจะแก้ไขปัญหาตามข้อร้องเรียน กลับใช้อำนาจหน้าที่กลั่นแกล้งโจทก์ ไม่ให้โจทก์ทำหน้าที่ตรวจสอบ เมื่อถูกฟ้องคดีต่อศาลและศาลมีหมายเรียกเอกสารมาเพื่อทำการไต่สวนให้ได้ความจริง ก็ทำการปลอมแปลงเอกสารราชการเสนอต่อศาลเพื่อให้ตนเองพ้นผิด เมื่อผู้ใต้บังคับบัญชารู้เห็นความไม่ถูกต้องไม่ยอมทำตามคำสั่งที่มิชอบ จำเลยกลับหาทางกลั่นแกล้งและเล่นงานทุกวิถีทาง ทั้งทางวินัยและทางอาญา แม้กระทั่งพยานที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจมาศาลตามหมายเรียก จำเลยก็ทำหนังสือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของบุคคลเหล่านั้นว่าไม่มีหน้าที่และไม่ได้รายงานผู้บังคับบัญชาในการมาเบิกความต่อศาล ทำให้ผู้บังคับบัญชาให้พยานที่มาศาลตามหมายเรียกชี้แจงภายใน 15 วัน ทั้งที่พยานดังกล่าวมาทำหน้าที่ตามหมายเรียกของศาลที่มีอำนาจพิจารณาตามกฎหมาย แสดงว่าจำเลยไม่เคยสำนึกถึงการกระทำของตนเอง จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำเลย

ศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา “อดีตผู้การหนองคาย” ผิดใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ

คดีของอดีตผู้การหนองคายท่านนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้กับข้าราชการและผู้มีอำนาจทุกคนว่า การใช้อำนาจโดยมิชอบ และการทุจริตนั้น มีบทลงโทษที่รุนแรง และไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้ แม้ว่าจะเป็นอดีตนายตำรวจใหญ่

บทเรียนจากคดีอดีตผู้การหนองคาย

จากคดีนี้ เราสามารถเรียนรู้ถึงผลกระทบที่ร้ายแรงของการใช้อำนาจในทางที่ผิดได้ หลายครั้งที่เราเห็นข่าวการทุจริต คอร์รัปชั่น การใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งส่งผลเสียต่อสังคมโดยรวม การที่ศาลตัดสินลงโทษอดีตผู้การหนองคาย จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า สังคมไทยจะไม่ทนต่อการกระทำผิดเช่นนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นกับอดีตผู้การหนองคาย ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของบุคคล แต่เป็นการส่งสัญญาณไปยังข้าราชการและผู้มีอำนาจทุกคนว่า การใช้อำนาจต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ

การที่ศาลไม่รอลงอาญา แสดงให้เห็นถึงความร้ายแรงของการกระทำผิด และเจตนาของผู้กระทำผิดที่ไม่สำนึกในการกระทำของตนเอง การลงโทษจึงเป็นไปเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้อื่น และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีก

คดีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการทำงานของข้าราชการและผู้มีอำนาจ การมีกลไกการตรวจสอบที่เข้มแข็ง จะช่วยป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับข้าราชการและผู้มีอำนาจ ให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – ศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา “อดีตผู้การหนองคาย” ผิดใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ

อัปเดตล่าสุด! คนละครึ่ง จ่อเพิ่มสิทธิ เช็กเลย

โครงการคนละครึ่ง 2568 อัปเดตล่าสุด จ่อเพิ่มสิทธิให้ทุกกลุ่ม! ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เตรียมตัวเช็กเงื่อนไขใหม่ล่าสุด ใครจะได้สิทธิเท่าไหร่บ้าง มาดูกันเลย

อีกไม่นานเกินรอ “รัฐบาลอนุทิน” เตรียมออกมาแถลงรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่ง” 2568 ที่นำกลับมาปัดฝุ่นใหม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเร่งด่วน คาดว่านโยบายต่างๆ จะเริ่มชัดเจนภายในเดือนตุลาคม 2568 นี้ โดยหลักการเบื้องต้นคือ จะให้สิทธิประชาชนคนไทยทุกคนในอัตรา 50:50 แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี หรือยื่นแบบแสดงรายการภาษี อาจจะได้รับการสนับสนุนในอัตราที่สูงกว่า เช่น 60:40 ก็เป็นได้

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาอัปเดตข้อมูลโครงการ คนละครึ่ง ว่า แม้จะยังไม่มีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่มีแนวทางเบื้องต้นสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิ์ในลักษณะ top up เช่น หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ์ 300 บาท รัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อให้ได้รับสิทธิไม่น้อยกว่าประชาชนทั่วไป

นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาถึงการมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมให้กับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เช่น อาจจะได้รับสิทธิ์ 1,200 บาทต่อคน แทนที่จะเป็น 1,000 บาท ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้ยังต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง แต่รับรองว่านโยบายนี้เกิดขึ้นแน่นอน เพราะได้มีการหารือกันถึงแนวทางการปฏิบัติแล้ว

คนละครึ่ง: อัปเดตล่าสุดจ่อเพิ่มสิทธิให้ทุกกลุ่ม

หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ล่ะ? ยังเข้าใช้งานได้ไหม?

ณ วันที่ 20 กันยายน 2568 พบว่าเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ที่เคยใช้ในโครงการก่อนหน้านี้ ยังไม่สามารถใช้งานได้ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ว่าที่ รมช.คลังคนใหม่ ได้เคยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า “คนละครึ่งอาจถึงเวลาที่ต้องกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้จะกลับมาในเวอร์ชัน คนละครึ่ง 2.0 ให้ประชาชนซื้อขายแบบกระตือรือร้นมากขึ้น” ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าโครงการนี้กำลังจะกลับมาในรูปแบบที่น่าสนใจยิ่งขึ้น

วิธีเตรียมพร้อมสำหรับ คนละครึ่ง: อัปเดตล่าสุด

เพื่อให้ทุกคนไม่พลาดสิทธิประโยชน์จากโครงการ คนละครึ่ง ที่กำลังจะกลับมา เรามาเตรียมความพร้อมกันก่อนดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการใช้จ่าย

วิธีโหลดแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”

1. เปิดแอปฯ App Store หรือ Google Play หรือ Play Store รองรับโทรศัพท์ที่ใช้ Android 9.0 ขึ้นไป หรือ iPhone ที่มี iOS 15.0 ขึ้นไป

2. พิมพ์ค้นหา “เป๋าตัง” ในช่องค้นหา

3. เลือก “GET” หรือ เลือก “ติดตั้ง”

4. เมื่อติดตั้งเสร็จ เปิดแอปฯ เป๋าตัง

5. ให้ความยินยอมจัดการข้อมูลยืนยันตัวตน

6. เตรียมบัตรประชาชน

7. ถ่ายรูปหน้าบัตรประชาชน เพื่อยืนยันตัวตน

8. ตรวจสอบเลขบัตรประชาชน และกรอกเบอร์โทรศัพท์เพื่อรับรหัส OTP

9. ใส่รหัส OTP 6 หลักที่ได้รับจากโทรศัพท์มือถือ

10. กรอกข้อมูล บัตรประชาชน

11. เลือกวิธียืนยันตัวตน

กรณียืนยันตัวตนด้วยบัญชี Krungthai NEXT

1. เข้าสู่ Krungthai NEXT

2. ระบุรหัส PIN Krungthai NEXT

3. กดปุ่มดำเนินการบนแอปฯ เป๋าตัง

4. กรอกรหัส OTP (OTP จะถูกส่งไปที่เบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับ Krungthai NEXT)

5. ตั้งค่ารหัส PIN

6. ยืนยันรหัส PIN

ทั้งนี้ ผู้สมัครต้องใช้บัญชี Krungthai NEXT ที่มีหมายเลขบัตรประชาชนเดียวกับแอปฯ เป๋าตัง

กรณียืนยันตัวตนด้วย การสแกนใบหน้า

1. เตรียมสแกนใบหน้า

2. สแกนใบหน้า (สามารถข้ามได้ หากโทรศัพท์ไม่มีกล้อง/ชำรุด)

3. ตั้งค่ารหัส PIN

4. ยืนยันรหัส PIN

5. เปิดการใช้งานระบบสแกนใบหน้า หรือ สแกนลายนิ้วมือ

6. ยอมรับ เงื่อนไขการใช้งานแอปฯ เป๋าตัง (ผู้ขอใช้บริการต้องยอมรับเท่านั้น)

7. แสดงหน้าจอเฉพาะความยินยอมที่ผู้ใช้งานไม่เคยตอบ (การตอบคือการให้ความยินยอมหรือไม่ให้ความยินยอมก็ได้)

8. ขณะระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้งาน จะพบข้อความบนการ์ดว่า “กำลังตรวจสอบข้อมูล”

9. หากลงทะเบียนสำเร็จ จะแสดงการ์ด wallet ดังภาพ เพื่อให้สมัครใช้บริการ.

โครงการ คนละครึ่ง กำลังจะกลับมาอีกครั้ง เตรียมพร้อมรับสิทธิประโยชน์กันได้เลย! อย่าลืมติดตามข่าวสารอัปเดตล่าสุดจากทางภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสดีๆ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของเรา

ที่มา – อัปเดตล่าสุด “คนละครึ่ง” จ่อเพิ่มสิทธิให้ทุกกลุ่ม เช็กเงื่อนไข ใครได้เท่าไหร่บ้าง

ปชป. ตั้ง “วิรัช ร่มเย็น” คุมเลือกตั้งหัวหน้าพรรค!

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่ โดยแต่งตั้ง “วิรัช ร่มเย็น” เป็นกรรมการพรรค เพื่อควบคุมดูแลกระบวนการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม

ปชป. ตั้ง “วิรัช ร่มเย็น” เป็นกรรมการพรรค คุมการเลือกตั้ง หัวหน้า-กก.บห.ชุดใหม่

นายธนิตพล ไชยนันทน์ ผู้อำนวยการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคได้มอบหมายให้ตนเป็นประธานจัดการประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อคัดเลือกหัวหน้าพรรคและคณะ กก.บห.พรรคชุดใหม่ในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ พรรคจะแจ้งรายละเอียดและระเบียบวาระการประชุมให้สมาชิกพรรคที่เป็นองค์ประชุมทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน ตามข้อบังคับพรรค

องค์ประชุมประกอบด้วยกรรมการบริหารพรรค, อดีตหัวหน้าพรรค, อดีตเลขาธิการพรรค, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรค, อดีต สส., อดีตรัฐมนตรี, นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ส่งสมัครในนามพรรค, หัวหน้าสาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด โดยจำนวนองค์ประชุมทั้งหมดต้องไม่น้อยกว่า 250 คน

ประเด็นสำคัญคือ สมาชิก กก.บห. ชุดรักษาการที่เป็น สส. จะต้องแสดงความจำนงว่าจะใช้สิทธิลงคะแนนเสียงในฐานะใดฐานะหนึ่งเท่านั้น และต้องใช้สิทธินั้นตลอดการประชุม

ขั้นตอนการเสนอชื่อและลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหัวหน้าพรรค

สำหรับการเสนอชื่อผู้เข้ารับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ที่อยู่ในที่ประชุมใหญ่ การเลือกตั้งคณะ กก.บห.พรรค จะดำเนินการตามลำดับ ได้แก่ หัวหน้าพรรค, รองหัวหน้าพรรค, เลขาธิการพรรค, รองเลขาธิการพรรค, เหรัญญิกพรรค, นายทะเบียนพรรค, โฆษกพรรค และ กก.บห.พรรค โดยต้องมีสมาชิกในที่ประชุมใหญ่วิสามัญรับรองไม่น้อยกว่า 20 คน

การลงมติของที่ประชุมใหญ่เป็นไปตามข้อ 84 ซึ่งกำหนดเกณฑ์คำนวณคะแนนเสียงจากองค์ประชุมในสัดส่วนต่างๆ ดังนี้

  • กก.บห.พรรค คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20
  • สส. ของพรรค คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40
  • คะแนนเสียงเลือกตั้งขององค์ประชุมอื่นๆ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40

ที่ประชุม กก.บห.พรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับ วินิจฉัย และประกาศผลการเลือกตั้ง (กกต.พรรค) โดยมีนายวิรัช ร่มเย็น รักษาการ กก.บห.พรรค เป็นประธาน

กกต.พรรคชุดนี้มีหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค และ กก.บห.ชุดใหม่ ให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับพรรค ด้วยความโปร่งใส สุจริต และเป็นธรรม เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความราบรื่นและบรรลุเป้าหมายสูงสุด คือการเลือกผู้นำที่ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกพรรคอย่างแท้จริง และพร้อมนำพาพรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าต่อไป

นายธนิตพลกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่พรรค ปชป. ตั้ง “วิรัช ร่มเย็น” มาควบคุมการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านผู้นำของพรรคเป็นไปอย่างราบรื่น และเป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตยภายในพรรคอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของพรรคประชาธิปัตย์

การตัดสินใจของ ปชป. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะรักษาความเป็นสถาบันทางการเมือง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป

ที่มา – ปชป. ตั้ง “วิรัช ร่มเย็น” เป็นกรรมการพรรค คุมการเลือกตั้ง หัวหน้า-กก.บห.ชุดใหม่

อุตุฯ เตือน! 22-27 ก.ย. เฝ้าระวังฝนตกหนักสะสม

กรมอุตุนิยมวิทยาออกมาเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ ฝนตกหนักสะสม ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 22-27 กันยายนนี้ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและเตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

จากรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา ณ วันที่ 20 กันยายน 2568 พบว่า สภาพอากาศโดยรวมของประเทศไทยในช่วงนี้ยังคงมีฝนตกชุก โดยมีฝนตกหนักเบาสลับกันไปในแต่ละพื้นที่

ในช่วงวันที่ 20 กันยายน – 1 ตุลาคม 2568 ทั่วประเทศไทยจะมีปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่กำลังแรงขึ้น ประกอบกับร่องความกดอากาศต่ำที่พาดผ่านและสวิงขึ้นลง ทำให้หลายพื้นที่มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับฝนตกหนัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันที่ 22-27 กันยายน 2568 ที่กรมอุตุนิยมวิทยาเน้นย้ำให้ประชาชนเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิด ฝนตกหนักสะสม อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่สถานการณ์น้ำท่วมขัง น้ำรอการระบาย น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งได้

อุตุฯ เตือน! 22-27 ก.ย. เฝ้าระวังฝนตกหนักสะสม

สถานการณ์ ฝนตกหนักสะสม ที่เกิดขึ้นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนในหลายพื้นที่ ทำให้การเดินทางสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและพืชผลทางการเกษตรได้

พื้นที่เสี่ยงภัยที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ระบุถึงพื้นที่เสี่ยงภัยที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในช่วง ฝนตกหนักสะสม ได้แก่

  • ภาคเหนือ: บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และน่าน
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: บริเวณจังหวัดเลย หนองคาย อุดรธานี และขอนแก่น
  • ภาคกลาง: บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท และลพบุรี
  • ภาคตะวันออก: บริเวณจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด
  • ภาคใต้: บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต

ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ควรติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

คำแนะนำในการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วม

  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างสม่ำเสมอ
  • ตรวจสอบและทำความสะอาดท่อระบายน้ำบริเวณบ้านเรือน เพื่อป้องกันการอุดตัน
  • เตรียมพร้อมอุปกรณ์จำเป็น เช่น ไฟฉาย เทียน น้ำดื่ม และอาหารแห้ง
  • หากอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรเตรียมแผนอพยพในกรณีฉุกเฉิน
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง
  • หากจำเป็นต้องเดินทางในช่วงฝนตกหนัก ควรขับรถด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีน้ำท่วม

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ ฝนตกหนักสะสม อย่างรอบคอบ จะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของเราได้เป็นอย่างดี อย่าประมาท ติดตามข่าวสาร และเตรียมพร้อมเสมอ!

ที่มา – อุตุฯ เตือนช่วง 22-27 ก.ย. เฝ้าระวังฝนตกหนักสะสม อาจเกิดน้ำท่วม น้ำล้นตลิ่ง

ผบ.ทสส. ชี้ อำนาจใช้กฎอัยการศึก เปิด-ปิดด่านอยู่ที่ ผบ.ทบ.

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองล่าสุด พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผบ.ทสส. ได้ออกมากล่าวถึงอำนาจในการใช้กฎอัยการศึกเปิด-ปิดด่านชายแดน โดยชี้ว่าอำนาจดังกล่าวอยู่ที่ ผบ.ทบ. พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างรั้วชายแดนเพื่อปกป้องอธิปไตยและป้องกันภัยคุกคาม การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นภายใต้บริบทที่ซับซ้อนและความท้าทายด้านความมั่นคงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่

อำนาจใช้กฎอัยการศึก เปิด-ปิดด่านอยู่ที่ ผบ.ทบ.

พล.อ.ทรงวิทย์ กล่าวว่า การเปิด-ปิดด่านชายแดนเป็นอำนาจของ ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นผลมาจากการประชุม สมช. เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 โดยมีการมอบหมายให้ ผบ.ทบ. ควบคุมดูแลแนวชายแดน ทั้งในด้านการปฏิบัติทางการทหารและการเปิด-ปิดด่าน การตัดสินใจนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ การให้อำนาจแก่ ผบ.ทบ. ในการใช้กฎอัยการศึกเปิด-ปิดด่านนั้น เป็นการเพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน

ความจำเป็นในการสร้างรั้วชายแดน

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องอำนาจการเปิด-ปิดด่านแล้ว ผบ.ทสส. ยังกล่าวถึงความจำเป็นในการสร้างรั้วชายแดนเพื่อปกป้องอธิปไตยจากภัยคุกคามต่างๆ เขตพื้นที่ชายแดนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศ การสร้างรั้วชายแดนถือเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยป้องกันการเคลื่อนที่ผ่านแดนโดยผิดกฎหมาย และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

พล.อ.ทรงวิทย์ อธิบายว่า การสร้างรั้วชายแดนไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะปิดกั้นการค้าหรือการเดินทางโดยสุจริต แต่เป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อควบคุมและจัดการการเคลื่อนย้ายของผู้คนและสินค้าที่ผ่านเข้าออกประเทศอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การสร้างรั้วชายแดนจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและคัดกรองบุคคลและสิ่งของที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติได้ดียิ่งขึ้น

การสร้างรั้วชายแดนยังเป็นสิ่งที่หลายประเทศทั่วโลกได้ดำเนินการเพื่อรักษาความมั่นคงของตนเอง ตัวอย่างเช่น ประเทศที่เคยเผชิญกับภัยคุกคามในอดีตก็ได้สร้างรั้วชายแดนเพื่อป้องกันการแทรกซึมของผู้ก่อการร้ายและการลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมาย การสร้างรั้วชายแดนจึงถือเป็นมาตรการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงของชาติ

เหตุผลสำคัญของการสร้างรั้วชายแดน:

  • ป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
  • ลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามข้ามชาติ เช่น การก่อการร้ายและการค้ายาเสพติด
  • ควบคุมการเคลื่อนย้ายของผู้คนและสินค้า
  • รักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

การตัดสินใจสร้างรั้วชายแดนเป็นการพิจารณาอย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ แม้ว่าอาจมีข้อโต้แย้งหรือข้อกังวลบางประการ แต่รัฐบาลและกองทัพมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักการสากล โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนและประเทศเพื่อนบ้าน

ในอนาคต การบริหารจัดการชายแดนจะต้องมีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตรวจตราและเฝ้าระวังชายแดนจะช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่และเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันภัยคุกคาม ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เราจะสามารถรักษาความมั่นคงของชาติและสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน การที่ ผบ.ทสส. ชี้ อำนาจใช้กฎอัยการศึก เปิด-ปิดด่านอยู่ที่ ผบ.ทบ. ก็เพื่อความรวดเร็วในการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน

การตัดสินใจเรื่องความมั่นคงชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน การสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย การเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสและการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาล

การรักษาความมั่นคงของชาติเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่รัฐบาลหรือกองทัพเท่านั้น การที่ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของความมั่นคงชายแดนและร่วมมือกันในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแส จะเป็นพลังสำคัญในการป้องกันภัยคุกคามและสร้างความสงบสุขให้กับประเทศ

ในท้ายที่สุด การสร้างรั้วชายแดนอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการที่ครอบคลุมมากกว่านั้น การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการส่งเสริมความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างวัฒนธรรม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ที่มา – ผบ.ทสส. ชี้ อำนาจใช้กฎอัยการศึก เปิด-ปิดด่านอยู่ที่ ผบ.ทบ. มองจำเป็นต้องสร้างรั้ว

เพื่อไทยไม่ส่งวิปฝ่ายค้าน เหตุผลคือ?

“สรวงศ์” เผย มติพรรคเพื่อไทย ไม่ส่งใครเข้าไปเป็นวิปฝ่ายค้าน ยันไม่ใช่เรื่องความแค้น แต่เจตนารมณ์คนละเจตนารมณ์กัน เหตุจุดยืนหนุนนายกฯคนละทางกับ ปชน. ย้ำไม่ได้งอแงอะไร

วันที่ 20 ก.ย. 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมพรรคเพื่อไทยช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สส.ในพรรคมีการพูดคุยกัน และมีมติว่าจะไม่ตั้งใครเข้าไปเป็นวิปฝ่ายค้าน เนื่องจากเราเห็นความไม่เหมาะสมในการไปเป็นเสียงโหวตการตั้งรัฐบาล เราทำหน้าที่เต็มที่ ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร มั่นใจว่าการทำงานของพวกเราพิสูจน์ได้ว่า เราจะเป็นฝ่ายค้านอย่างเต็มตัวและทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ขอยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องความแค้น เป็นเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ เพราะไม่เห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ตอนนี้พรรคเพื่อไทยก็เตรียมเรื่องการอภิปรายนโยบายไว้แล้ว เมื่อถามถึงกรณีนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ประธานวิปฝ่ายค้าน ขอให้ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยวางอัตตาลง นายสรวงศ์ กล่าวว่า นายปกรณ์วุฒิ อาจจะคุยกับบางคน แต่ขอยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องของผู้ใหญ่ แต่เป็นเรื่องของคนในรุ่นเดียวกันที่มีความคิดเห็นคล้ายกันและชัดเจนว่า ไม่อยากร่วมเป็นวิปฝ่ายค้าน แต่การทำงานในสภาฯ อะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชนเราพร้อมให้ความร่วมมือ แต่การไปร่วมเป็นวิปฝ่ายค้านเราไม่สามารถทำได้ เพราะเจตนารมณ์คนละเจตนารมณ์กัน เมื่อถามว่า หากมีกฎหมายสำคัญเข้าพร้อมที่จะประสานงานกับพรรค ปชน. ใช่หรือไม่ นายสรวงศ์กล่าวว่า แน่นอนที่ผ่านมาเราก็เป็นองค์ประชุมและโหวตผ่านให้ตลอด อะไรที่ประชาชนได้ประโยชน์ อะไรที่ต้องตรวจสอบรัฐบาลเราทำงานเต็มที่

จุดยืนหนุนนายกฯคนละทางกับ ปชน.

ประเด็นสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทย (พท.) ตัดสินใจไม่ส่งคนเข้าร่วมวิปฝ่ายค้านนั้น มาจากความแตกต่างในจุดยืนหนุนนายกฯคนละทางกับ ปชน. ซึ่งส่งผลต่อการทำงานร่วมกันในสภา

พรรคเพื่อไทยมองว่า การเข้าร่วมวิปฝ่ายค้านอาจเป็นการขัดต่อหลักการและเจตนารมณ์ของพรรค เนื่องจากพรรคมีจุดยืนที่แตกต่างจากพรรคประชาชน (ปชน.) ในเรื่องของการสนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

ทำไมจุดยืนถึงสำคัญต่อการทำงานร่วมกัน?

จุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกันนั้น อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการลงมติในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ ดังนั้น การที่พรรคเพื่อไทยเลือกที่จะไม่เข้าร่วมวิปฝ่ายค้าน จึงเป็นการแสดงออกถึงความชัดเจนในจุดยืนของพรรค และเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันกับพรรคที่มีจุดยืนแตกต่างกัน

นอกจากนี้ นายสรวงศ์ยังได้เน้นย้ำว่า การตัดสินใจดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของความขัดแย้งส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของหลักการและเจตนารมณ์ทางการเมือง

เขากล่าวว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมืองในสภาฯ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน แต่การทำงานในวิปฝ่ายค้านนั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาถึงจุดยืนของพรรคอย่างรอบคอบ

บอกเป็นวิปไม่ได้เหตุจุดยืนหนุนนายกฯคนละทางกับ ปชน.

เมื่อถามว่า ในอนาคตหากมีการจะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะมีปัญหาในการประสานงานกับพรรคประชาชน (ปชน.) หรือไม่ นายสรวงศ์กล่าวว่า ในการประสานงานและประชุมกัน เราสามารถทำได้อยู่แล้วไม่มีปัญหา เพราะเรามีตัวแทนของพรรค พท.ที่จะไปคุยกับตัวแทนของพรรค ปชน. แต่การที่เราจะไปทำงานในวิปฝ่ายค้านนั้น เราต้องดูจุดยืนของเราด้วย จุดยืนของเราชัดเจนคือไม่สนับสนุนในการที่จะให้เขาเป็นรัฐบาล แต่เมื่อพรรค ปชน. ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ไปทำเช่นนั้น ซึ่งเราไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก แต่ยืนยันว่าเราจะทำงานในฐานะฝ่ายค้านเต็มตัว ไม่ได้งอแงอะไร

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของจุดยืนทางการเมืองในการทำงานร่วมกันในสภาฯ และอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองในอนาคตได้

ร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ในช่องทางโซเชียลมีเดียของเรา!

ที่มา – เพื่อไทยไม่ส่งคนร่วมวิปฝ่ายค้าน เหตุจุดยืนหนุนนายกฯคนละทางกับ ปชน. ปัดงอแง

“ชลน่าน” ย้ำ เลือก สสร.ทางอ้อม ทันร่างเพื่อไทยแน่!

“นพ.ชลน่าน” มั่นใจร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทยเสร็จทันสัปดาห์หน้า เน้นเพิ่มหมวด 15/1 ชี้สภาร่างรัฐธรรมนูญ ใช้วิธีทางอ้อมได้ มาจากแต่ละจังหวัด และตัวแทนจากองค์กรต่างๆ

วันที่ 20 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่ามีความก้าวหน้า หลังประชุมไป 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 19 ก.ย. คณะทำงานพิจารณาร่างที่ได้มีการยกร่างไปแล้ว และได้ให้ฝ่ายเลขาฯไปปรับแก้ เพราะเบื้องต้นร่างของพรรคเพื่อไทยเสร็จแล้ว เพียงแต่มีข้อทักท้วงที่ต้องปรับแก้ โดยยึดหลักการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะไม่อยากให้เป็นปัญหา และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เรามุ่งเน้นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น คือเพิ่มหมวด 15/1 เข้าไป ส่วนมาตรา 256 เราไม่แตะประเด็นอื่นเลย เพราะระยะเวลามันสั้น จึงเน้นที่การจัดทำรัฐธรรมนูญ ซึ่งสิ่งที่ต้องคำนึงคือ ผู้ยกร่างจะเป็นใคร เราใช้คำว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เพราะจะเป็นถ้อยคำที่ต้องปรากฏในรัฐธรรมนูญ จึงคิดว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นที่รู้จักและเข้าใจ และเปิดช่องการมีส่วนร่วมมากที่สุด โดยที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ จึงใช้วิธีเลือก สสร.ทางอ้อม ขณะนี้วางไว้ที่ 140-150 คน เพราะยังมีตัวแทนองค์กรต่างๆ อีก และแบ่งที่มาออกเป็น 2 ส่วน คือ การมีส่วนร่วมของประชาชนให้มาจากแต่ละจังหวัดเพื่อคัดเลือกเบื้องต้นมา ซึ่งแต่ละจังหวัดจะคำนวณจากฐานประชากรกำหนดจำนวนไว้ 100 คน แต่ผู้สมควรได้รับการคัดเลือกจะเป็น 2 เท่า ส่วนจังหวัดที่ค่าเฉลี่ยประชากรไม่ถึง 1 คน ก็จะปัดให้ส่งตัวแทนมา 2 คน และส่วนที่ 2 ที่มาจากองค์กรต่างๆ ให้ส่งตัวแทนมาผ่านการแต่งตั้งของสภา โดยเมื่อได้ทั้ง 2 ส่วนมาแล้ว ให้รัฐสภาจะเป็นผู้แต่งตั้ง

เมื่อถามว่า ร่างของพรรคเพื่อไทยจะเสร็จทันภายในสัปดาห์หน้าหรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เรามั่นใจว่าทัน ถ้าไม่มีปัญหาอุปสรรคอื่น และดูจากไทม์ไลน์ที่กระชับที่สุด วาระที่ 1 อย่างช้าต้องไม่เกินวันที่ 29 ตุลาคมนี้ เพราะสภาผู้แทนราษฎรจะปิดสมัยประชุมวันที่ 31 ตุลาคม และเปิดสมัยในวันที่ 12 ธันวาคม ดังนั้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือนตุลาคมจนถึง 30 ตุลาคม จึงมีโอกาสเสนอและพิจารณาร่างได้ก่อนหน้าด้วยซ้ำในชั้นรับหลักการและตั้งกรรมาธิการเพื่อพิจารณาร่าง ทั้งนี้ ตนมั่นใจ เมื่อดูจากไทม์ไลน์ว่าเสร็จทันแน่นอน และช้าสุดวาระ 3 ต้องไม่เกิน 15 มกราคม 2569 หากดูจากวันแถลงนโยบายของรัฐบาลนี้ต่อรัฐสภา ที่คาดว่า น่าจะเป็นวันที่ 29-30 กันยายนนี้ และนับไปคำนวณเวลายุบสภา เว้นไว้ 15 วัน เพื่อส่งคำถามให้ทำประชามติ

“ชลน่าน” ย้ำเลือก สสร.ทางอ้อม 2 กลุ่ม มั่นใจ ดูไทม์ไลน์ประกอบดันร่างเพื่อไทยทันแน่

จากกรณีที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการจัดทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย โดยเน้นย้ำถึงการเพิ่มหมวด 15/1 และการเลือก สสร.ทางอ้อม ทำให้เกิดความสนใจในประเด็นนี้อย่างมาก

ทำไมต้องเลือก สสร.ทางอ้อม?

เหตุผลหลักที่ นพ.ชลน่าน เน้นย้ำถึงการเลือก สสร.ทางอ้อม นั้น เป็นเพราะต้องการเปิดโอกาสให้ประชาชนและองค์กรต่างๆ ได้มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้มากที่สุด วิธีการนี้จะช่วยให้ได้ตัวแทนจากหลากหลายภาคส่วน ทำให้รัฐธรรมนูญมีความครอบคลุมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การใช้วิธีเลือก สสร.ทางอ้อม ยังช่วยลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมและการแทรกแซงจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ

  • ข้อดีของการเลือก สสร.ทางอ้อม:
  • เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม
  • ลดความขัดแย้งและความไม่เป็นธรรม
  • ได้ตัวแทนที่มีความรู้ความสามารถหลากหลาย
  • ข้อเสียที่อาจเกิดขึ้น:
  • กระบวนการอาจซับซ้อนและใช้เวลานาน
  • อาจเกิดการล็อบบี้และผลประโยชน์ทับซ้อน

ถึงแม้ว่าการเลือก สสร.ทางอ้อม จะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็ต้องระมัดระวังข้อเสียที่อาจเกิดขึ้น รัฐสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ได้ สสร. ที่มีความรู้ความสามารถและเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศ การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การเปิดโอกาสให้ประชาชนและองค์กรต่างๆ ได้มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะช่วยให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายและเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาประเทศต่อไป

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศได้

ที่มา – “ชลน่าน” ย้ำเลือก สสร.ทางอ้อม 2 กลุ่ม มั่นใจ ดูไทม์ไลน์ประกอบดันร่างเพื่อไทยทันแน่