วัน: 20 กันยายน 2025

คนละครึ่ง 2568: สิทธิพิเศษบัตรคนจน-คนเสียภาษี

เช็กเงื่อนไขใหม่ “คนละครึ่ง 2568” อัปเดตล่าสุด จ่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้อยู่ในระบบภาษี – ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

“คนละครึ่ง 2568” อัปเดตความคืบหน้าล่าสุด ภายหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศสานต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยในระยะสั้น เตรียมที่จะฟื้นโครงการคนละครึ่ง แต่อาจจะมีการปรับเงื่อนไขการลงทะเบียน และสิทธิการใช้จ่าย โดยเน้นสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี 

ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังได้ให้ความมั่นใจกับ “นโยบายคนละครึ่ง” เมื่อถามว่าประชาชนคาดหวังนโยบายคนละครึ่งเปิดกระเป๋ารอได้เลยใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า “รอได้ครับ เดี๋ยวรายละเอียดจะให้ รมว.คลัง ชี้แจงแผนที่เราได้วางเอาไว้และดำเนินการ เมื่อเราเข้ามาบริหารเต็มตัว เพื่อให้ดำเนินการได้เร็วที่สุด” 

ขณะที่ทางด้าน “กระทรวงการคลัง” ได้ออกมายืนยันว่า มีความพร้อมที่จะทำโครงการคนละครึ่งได้ทันที หากมีนโยบายออกมาชัดเจน เพราะขณะนี้มีความพร้อมทั้งในส่วนระบบ งบประมาณ และความเหมาะสมต่อสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน

โดยคาดการณ์ว่าโครงการคนละครึ่งฉบับอัปเกรด หรือ “คนละครึ่งอนุทิน” นี้ จะเริ่มใช้ได้ในช่วงเดือนตุลาคม 2568 โดยใช้งบประมาณปี 2569 ในหมวดงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงินราว 25,000 ล้านบาท

เงื่อนไข “คนละครึ่งอัปเกรด” หรือ “คนละครึ่งพลัส”

ก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เคยให้สัมภาษณ์ว่า โครงการคนละครึ่งรอบใหม่จะให้สิทธิประชาชนคนไทยทุกคน โดยแบ่งสิทธิออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

  • ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะได้รับสิทธิพิเศษ “รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40%” หรือรูปแบบ 60:40 โดยกลุ่มนี้จะมีผู้ได้รับสิทธิ ประมาณ 11 ล้านคน
  • ประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิจ่ายคนละครึ่ง หรือ 50:50 โดยประชาชนจ่าย 50% และรัฐช่วยจ่ายอีก 50%

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้สิทธิมากกว่า คือผู้ที่อยู่ในระบบภาษีหรือยื่นแบบแสดงรายการภาษี ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่เสียภาษีจริงกับรัฐเท่านั้น โดยเงื่อนไขการใช้จ่ายเบื้องต้นจะไม่แตกต่างจากโครงการเดิมมากนัก แต่อาจมีลูกเล่นใหม่เพิ่มเติมให้น่าสนใจมากขึ้น ส่วนวงเงินการใช้จ่ายต่อวันและวงเงินรวมของโครงการยังไม่ได้ข้อสรุป

อัปเดตล่าสุด “คนละครึ่งอนุทิน” ใครได้บ้าง

สำหรับเงื่อนไข คนละครึ่ง 2568 ล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เผยว่า ในส่วนของนโยบายคนละครึ่ง กำลังเป็นที่จับตามอง แม้จะยังไม่ได้มีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่มีแนวทางเบื้องต้น คือ

  • เพิ่มสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จ่อรับเงินรวม 1,000 บาท

ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิในลักษณะ top up เช่น หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ 300 บาท รัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อไม่ให้น้อยกว่าประชาชนทั่วไป 

  • มอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี

ขณะเดียวกัน ยังมีการพิจารณามอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เช่น อาจได้รับสิทธิ์ 1,200 บาทต่อคน แทน 1,000 บาท จากนี้ต้องไปดูขั้นตอนทางเทคนิค แต่นโยบายนี้ปฏิบัติแน่ เพราะหารือกันมาถึงแนวทางการปฏิบัติแล้ว

  • ชงเพิ่มวงเงิน 200 บาทต่อวัน

โดยก่อนหน้านี้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังได้เปิดเผยอีกว่า ภาคเอกชนได้เสนอให้เพิ่มวงเงินในโครงการคนละครึ่ง จากเดิม 150 บาทต่อวัน เป็น 200 บาทต่อวัน คนที่ใช้แพลตฟอร์ม และมีสิทธิอยู่แล้วจะไม่ต้องลงทะเบียนใหม่เมื่อถึงเวลาสามารถใช้ได้ทันที ส่วนคนที่ยังไม่เคยใช้ต้องลงทะเบียน และสำหรับคนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ก็มีระบบออฟไลน์รองรับ

วิธีใช้สิทธิ “คนละครึ่ง 2568” ลงทะเบียนที่ไหน

ทั้งนี้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดเผยไว้ว่า การระงับบัญชีม้า จะไม่กระทบกับ “โครงการคนละครึ่ง” ที่เป็นนโยบายของรัฐบาล เพราะโครงการจะดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน ไม่เกี่ยวข้องกับบัญชี

ทั้งนี้ การลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ “โครงการคนละครึ่ง” ที่ผ่านมาสามารถลงทะเบียนได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ 

  • ลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง.com
  • ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” พร้อมผูกกับกระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีชื่อว่า G-Wallet (กดแถบโครงการคนละครึ่ง) โดยจะต้องเติมเงินเข้าไปก่อนใช้บริการ

อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่ง 2568 ยังต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป.

โครงการ “คนละครึ่ง 2568” ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่น่าจับตามอง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้พลาดสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่รัฐบาลมอบให้นะคะ

ที่มา – “คนละครึ่ง 2568” แย้มเพิ่มสิทธิให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ – อยู่ในระบบภาษี

สิงคโปร์ ประเทศปลอดภัยสุดในโลก ไทยอยู่ตรงไหน?

สิงคโปร์ครองแชมป์ประเทศปลอดภัยสุดในโลก 12 สมัย ผลสำรวจชี้ ชาวสิงคโปร์ 98% รู้สึกปลอดภัยเวลาเดินกลางคืน ขณะที่ไทยได้ 70% ติดกลุ่มค่ากลางของภูมิภาค แล้ว สิงคโปร์ ประเทศปลอดภัยสุดในโลก ได้รับปัจจัยหนุนอะไรบ้าง? มาหาคำตอบกัน

วันที่ 19 กันยายน 2568 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานอ้างอิง รายงาน Gallup Global Safety Report ประจำปี 2025 ที่ระบุว่า สิงคโปร์ยังคงรั้งอันดับ 1 ประเทศปลอดภัยสุดในโลก โดยชาวสิงคโปร์ถึง 98% ระบุว่า รู้สึกปลอดภัยเมื่อต้องเดินคนเดียวกลางคืน ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 12 ตั้งแต่ปี 2006 ที่สิงคโปร์คว้าแชมป์ประเภทนี้

นอกจากนี้ ประเทศที่ตามมาใน 5 อันดับแรก ได้แก่ ทาจิกิสถาน (95%), จีน (94%), โอมาน (94%) และซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ใน สหรัฐฯ มีเพียง 71% ของประชาชนที่รู้สึกปลอดภัยเวลาเดินกลางคืน

สำหรับประเทศในอาเซียน พบว่า ไทยมีคะแนน 70% อยู่ในระดับปานกลางใกล้เคียงค่าเฉลี่ยโลก (73%) และสูงกว่ามาเลเซีย (58%) แต่ยังตามหลังอินโดนีเซีย (83%) อย่างชัดเจน

ผลสำรวจระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้สิงคโปร์รักษาความปลอดภัยสูงสุดได้ต่อเนื่อง มาจากอัตราอาชญากรรมต่ำ การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ และความสงบเรียบร้อยในสังคม โดยคะแนนดัชนี Law and Order ปีล่าสุด สิงคโปร์ได้ 95 คะแนนจาก 100 คะแนน รองจากทาจิกิสถานเพียง 2 คะแนน

ทั้งนี้ การสำรวจครอบคลุมผู้ใหญ่กว่า 145,000 คน ใน 144 ประเทศและดินแดน และพบว่าภาพรวมทั่วโลก ปี 2024 มีประชาชนถึง 73% รู้สึกปลอดภัยเมื่อต้องเดินคนเดียวกลางคืน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลมาในปี 2006.

สิงคโปร์ ประเทศปลอดภัยสุดในโลก

ทำไม สิงคโปร์ ประเทศปลอดภัยสุดในโลก ถึงสามารถครองแชมป์ได้อย่างต่อเนื่อง? ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สิงคโปร์ยังคงรักษาตำแหน่งประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลกได้ยาวนานถึง 12 สมัยนั้น มีหลายประการ ได้แก่

  • อัตราอาชญากรรมที่ต่ำ: สิงคโปร์มีระบบการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด อัตราการเกิดอาชญากรรมจึงอยู่ในระดับต่ำมาก ส่งผลให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวัน
  • การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ: กฎหมายในสิงคโปร์มีความศักดิ์สิทธิ์และถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง ทำให้ผู้ที่คิดจะกระทำผิดเกรงกลัว
  • ความสงบเรียบร้อยในสังคม: สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ทำให้สังคมมีความมั่นคงและปลอดภัย

ไทยอยู่ตรงไหนในเรื่องความปลอดภัย?

ถึงแม้ว่าไทยจะไม่ได้อยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลก แต่ผลสำรวจก็แสดงให้เห็นว่า คนไทยส่วนใหญ่ (70%) ยังคงรู้สึกปลอดภัยเมื่อเดินคนเดียวในเวลากลางคืน ตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในอาเซียนบางประเทศ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยก็มีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะยังต้องพัฒนาต่อไป

อย่างไรก็ตาม การที่ไทยมีคะแนนความปลอดภัยต่ำกว่าสิงคโปร์และอีกหลายประเทศในอาเซียน ก็เป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาและปรับปรุง เพื่อยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

การเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรักษาความปลอดภัย และการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมอย่างจริงจัง ล้วนเป็นแนวทางที่สามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาความปลอดภัยในประเทศไทยได้

การสร้างสังคมที่ปลอดภัยเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่แค่ภาครัฐเท่านั้น การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในสังคม จะช่วยให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่น่าอยู่และปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – สิงคโปร์ครองแชมป์ประเทศปลอดภัยสุดในโลก 12 สมัย ไทยติดอันดับกลางๆ ของเอเชีย

คลายความกดดัน! การเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบของคลินตัน

เกรซ คลินตันเริ่มต้นได้อย่างสมบูรณ์แบบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ช่วยคลายความกดดัน

รอยยิ้มมากมายปรากฏบนใบหน้าของนักเตะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังจากชัยชนะที่น่าประทับใจเหนือท็อตแนมในศึกวีเมนส์ ซูเปอร์ ลีก เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่มีรอยยิ้มน้อยคนที่สดใสไปกว่า เกรซ คลินตัน

นักเตะทีมชาติอังกฤษวัย 22 ปี ประเดิมสนามด้วยการลงมาเป็นตัวสำรองและทำประตูได้ในเกมที่ทีมเอาชนะไป 5-1 ที่บริสเบน โร้ด

คลินตันยังมีส่วนร่วมในการทำประตูของ ลอร่า คูมบ์ส ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เมื่อลูกยิงของเธอแฉลบไปเข้าทางเพื่อนร่วมทีมคนใหม่

มันเป็นการเริ่มต้นชีวิตที่สมบูรณ์แบบกับซิตี้ ซึ่งเธอย้ายมาร่วมทีมในวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายนักเตะ จากคู่แข่งร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยมี เจสส์ พาร์ค เพื่อนร่วมทีมชาติอังกฤษย้ายสลับขั้วไป

คลินตันไม่มีชื่อในทีมสำหรับสองเกมแรกของฤดูกาลที่พบกับเชลซีและไบรท์ตัน แต่รู้สึกตื่นเต้นที่ได้สร้างผลกระทบในการลงสนามครั้งแรก โดยซิตี้ขึ้นไปอยู่อันดับสามของตาราง

“มันรู้สึกเหลือเชื่อมาก” กองกลางที่เกิดในเมืองลิเวอร์พูลกล่าวหลังจากนั้น “มันช่วยคลายความกดดันไปได้เล็กน้อย ตอนนี้ฉันสามารถเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างเต็มที่”

“สิ่งสำคัญสำหรับฉันคือการได้ลงสนาม สร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีม และทุ่มเทอย่างเต็มที่”

“ฉันสนุกกับมันมากที่นั่น และฉันมีความสุขมากกับการประเดิมสนาม”

เมื่อคลินตันย้ายสโมสรในแมนเชสเตอร์เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ตลาดซื้อขายนักเตะจะปิดตัวลง เธอระบุในอินสตาแกรม, external ว่าเธอและยูไนเต็ด “ไม่ได้อยู่ในหน้าเดียวกัน”

“เธอดูมีความสุขเมื่อลงมาในสนามและดูเหมือนจะสนุกกับเกม” เบ็คกี้ สเปนเซอร์ ผู้รักษาประตูของเชลซีกล่าว ซึ่งเคยเล่นร่วมกับคลินตันที่สเปอร์สระหว่างการยืมตัวของเธอในช่วงฤดูกาล 2023-24

คลินตันไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับทีมของผู้จัดการทีมคนใหม่ของซิตี้อย่าง อันเดรีย เจเกิลซ์

“ฉันมีความสุขมากสำหรับเธอเพราะเธอทำงานได้ดีมากตั้งแต่เธออยู่กับทีมและสมควรได้รับโอกาสลงเล่น” โค้ชชาวสวีเดนกล่าว

“เกรซเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมเมื่อมีบอล เธอพยายามหาบอลในพื้นที่ต่างๆ และดึงแนวรับเข้าหา

“แต่เธอก็พยายามอย่างหนักเพื่อปรับตัวเข้ากับกลุ่มและทีม และวิธีการเล่นของเรา ซึ่งจะต้องใช้เวลาสำหรับเธอ”

“เธอต้องการที่จะเลี้ยงบอล เธอเล่นด้วยความมั่นใจอย่างมาก ดังนั้นฉันจึงมีความสุขสำหรับเธอ”

คลายความกดดัน

การย้ายมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ของ เกรซ คลินตัน ไม่ได้เป็นเพียงการเสริมทัพ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงความทะเยอทะยานของสโมสรอีกด้วย การได้เห็นนักเตะดาวรุ่งอย่างคลินตันมีความสุขและสามารถสร้างผลงานได้ทันที ย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับทีม

เกรซ คลินตัน: ผู้เล่นที่พร้อมสร้างความแตกต่าง

ความสามารถของคลินตันในการสร้างสรรค์เกม การยิงประตู และการทำงานหนักเพื่อทีม ทำให้เธอเป็นผู้เล่นที่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้ หวังว่าเธอจะยังคงพัฒนาฝีเท้าต่อไปและเป็นกำลังสำคัญของทีมในอนาคต การมีเธอในทีมช่วยคลายความกดดันของนักเตะคนอื่นๆ ได้มากเลยทีเดียว

การเข้ามาของคลินตันยังส่งผลดีต่อบรรยากาศในทีมอีกด้วย การมีผู้เล่นใหม่ที่กระตือรือร้นและมีความสามารถ จะช่วยกระตุ้นให้ผู้เล่นคนอื่นๆ พัฒนาตัวเองตามไปด้วย และช่วยให้ทีมมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

โดยรวมแล้ว การเริ่มต้นกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ของ เกรซ คลินตัน เป็นไปในทิศทางที่ดีมาก เธอสามารถทำประตูได้ในการประเดิมสนาม สร้างผลงานที่น่าประทับใจ และได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมทีมและโค้ช การมีเธอในทีมช่วยคลายความกดดันและเพิ่มมิติในการเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้อย่างแน่นอน

การย้ายทีมครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของเธอ และเชื่อว่าเธอจะสามารถประสบความสำเร็จได้ที่นี่

ที่มา – ‘It takes pressure off’ – Clinton’s perfect start

นาโต้สกัด! เครื่องบินรบรัสเซียล้ำน่านฟ้าเอสโตเนีย

นาโต้สกัดด่วน! ขับไล่ 3 เครื่องบินรบรัสเซียล้ำฟ้าเอสโตเนีย 12 นาที เอสโตเนียประณามเป็นการยั่วยุอุกอาจ เรียกร้องเปิดมาตรา 4 ปรึกษาฉุกเฉินในกลุ่มชาติพันธมิตร

สถานการณ์ความตึงเครียดในยุโรปตะวันออกปะทุเดือดอีกครั้ง หลังองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต้ แถลงว่าได้ส่งเครื่องบินไปสกัดกั้น เครื่องบินรบมิก-31 ของรัสเซีย จำนวน 3 ลำ ที่บินล้ำเข้ามาในเครื่องบินรบรัสเซียล้ำน่านฟ้าเอสโตเนีย บริเวณกลางอ่าวฟินแลนด์ เป็นเวลา 12 นาทีเต็ม

โดยนายคริสเตน มิคาล นายกรัฐมนตรีของเอสโตเนีย ประณามการกระทำของรัสเซียว่าเป็น “การยั่วยุที่อุกอาจที่สุดครั้งหนึ่ง” พร้อมเรียกตัวอุปทูตรัสเซียเข้าพบเพื่อยื่นประท้วงทันที พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลได้ตัดสินใจร้องขอให้มีการปรึกษาตาม มาตรา 4 ของสนธิสัญญานาโต้ ซึ่งถือเป็นการหารือฉุกเฉินของชาติสมาชิกทั้ง 32 ประเทศ

นายฮันโน เปฟคูร์ รัฐมนตรีกลาโหมเอสโตเนีย ชี้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่รัสเซียล้ำอากาศนานถึง 12 นาที พร้อมย้ำว่าสิ่งที่ถูกต้องมีเพียงการผลักดันให้ออกไปจากน่านฟ้าเอสโตเนียเท่านั้น

ขณะที่นาโต้เปิดเผยว่า เหตุการณ์นี้เป็นอีกตัวอย่างของพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายจากรัสเซีย โดยเครื่องบินรบของรัสเซียไม่มีแผนการบิน ปิดสัญญาณทรานสปอนเดอร์ และไม่ติดต่อกับหอบังคับการบิน ก่อนถูกสกัดโดยเครื่องบินรบของฟินแลนด์และอิตาลีภายใต้ภารกิจ Baltic Air Policing ของนาโต้

ทางด้านนางอูร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปโพสต์ข้อความบน X ว่า จะตอบโต้ทุกการยั่วยุด้วยความเด็ดขาด พร้อมระบุยุโรปจะลงทุนเสริมแนวตะวันออกของนาโต้ให้แกร่งขึ้น เช่นเดียวกับนายคาอา คัลลาส ผู้แทนการทูตสหภาพยุโรปชี้ว่า การกระทำของรัสเซียเป็นการยั่วยุที่อันตรายอย่างยิ่ง และย้ำว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กำลังทดสอบความแข็งแกร่งของชาติตะวันตกพร้อมประกาศไม่อ่อนข้อ

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ต้นปี รัสเซียถูกกล่าวหาว่าล้ำอากาศเอสโตเนียแล้วอย่างน้อย 4 ครั้ง ขณะที่สัปดาห์ก่อน โปแลนด์และโรมาเนียก็เพิ่งรายงานเหตุโดรนรัสเซียละเมิดน่านฟ้า จนนำไปสู่การเคลื่อนกำลังทหารและเครื่องบินขับไล่ของชาติสมาชิกนาโต้ไปประจำการแนวตะวันออกมากขึ้น

เครื่องบินรบรัสเซีย 3 ลำ บินล้ำน่านฟ้าเอสโตเนียกลางอ่าวฟินแลนด์ นาโต้ส่งเครื่องบินรบออกสกัดทันควัน

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและกลุ่มประเทศนาโต้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเกิดเหตุการณ์เครื่องบินรบรัสเซียล้ำน่านฟ้าเอสโตเนีย ซึ่งเป็นการกระทำที่ถูกประณามอย่างหนักจากนานาชาติ และนำไปสู่การหารือฉุกเฉินภายในกลุ่มนาโต้

ทำไมเหตุการณ์เครื่องบินรบรัสเซียล้ำน่านฟ้าเอสโตเนียถึงสำคัญ?

เหตุการณ์เครื่องบินรบรัสเซียล้ำน่านฟ้าเอสโตเนีย ไม่ได้เป็นเพียงการละเมิดอธิปไตยของชาติสมาชิกนาโต้เท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความท้าทายต่อความมั่นคงของยุโรปตะวันออก และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้

การที่เครื่องบินรบรัสเซียไม่แจ้งแผนการบิน ปิดสัญญาณทรานสปอนเดอร์ และไม่ติดต่อกับหอบังคับการบิน แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่จะยั่วยุและทดสอบความพร้อมของระบบป้องกันภัยทางอากาศของนาโต้

นอกจากนี้ การที่รัสเซียถูกกล่าวหาว่าล้ำอากาศเอสโตเนียแล้วหลายครั้งตั้งแต่ต้นปี บ่งชี้ว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่ตั้งใจจะสร้างความตึงเครียดและบ่อนทำลายความมั่นคงในภูมิภาค

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้มีหลายประการ ได้แก่:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและนาโต้แย่ลง
  • การเพิ่มกำลังทหารของนาโต้ในยุโรปตะวันออก
  • ความเสี่ยงของความขัดแย้งทางทหารเพิ่มขึ้น
  • ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

การตอบสนองของนาโต้ต่อเหตุการณ์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัสเซียว่าการกระทำดังกล่าวจะไม่ได้รับการยอมรับ และจะมีการตอบโต้อย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องอธิปไตยและดินแดนของชาติสมาชิก

สถานการณ์เครื่องบินรบรัสเซียล้ำน่านฟ้าเอสโตเนีย เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งในยุโรปตะวันออกยังคงมีความเสี่ยงที่จะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเจรจาและการทูตอย่างต่อเนื่องเพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปสู่สงคราม

ที่มา – เครื่องบินรบรัสเซีย 3 ลำ บินล้ำน่านฟ้าเอสโตเนียกลางอ่าวฟินแลนด์ นาโต้ส่งเครื่องบินรบออกสกัดทันควัน

แม้แต่พระสันตะปาปาก็เปลี่ยนผมไม่ได้ – อโมริม

รูเบน อโมริม ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กล่าวว่า แม้แต่พระสันตะปาปา ก็ไม่สามารถโน้มน้าวให้เขาเปลี่ยนรูปแบบการเล่นที่เขาใช้อยู่ได้

สัปดาห์ที่วุ่นวายอีกครั้งของสโมสรหลังจากการพ่ายแพ้ในศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ที่สนามเอติฮัด สเตเดียม รวมถึงการมาเยือนของ เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ ผู้ถือหุ้นรายย่อย ซึ่งบินมาที่สนามซ้อมแคร์ริงตันเมื่อวันพฤหัสบดีด้วยเฮลิคอปเตอร์

เจ้าหน้าที่ของแมนฯ ยูไนเต็ด กล่าวว่า การมาเยือนครั้งนี้เป็นการวางแผนไว้ล่วงหน้า มากกว่าที่จะเป็นการประชุมฉุกเฉิน

อโมริม แสดงท่าทีสบายๆ เมื่อถูกถามถึงสิ่งที่เขาได้พูดคุยกับแรตคลิฟฟ์ เขาตอบด้วยเสียงหัวเราะว่า “เขาเสนอสัญญาใหม่ให้ผม” อดีตผู้จัดการทีมสปอร์ติง ลิสบอน กล่าว ซึ่งทีมของเขาชนะเพียงเกมเดียวจากสี่เกมในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ และตกรอบคาราบาว คัพ โดยแพ้ให้กับทีมจากลีก ทู อย่างกริมสบี้

เขายังติดตลกเมื่อคำถามวนเวียนอยู่กับเรื่องที่ร้ายแรงกว่านั้น ที่ว่า แรตคลิฟฟ์ ได้แนะนำให้เขาเปลี่ยนแผนการเล่น 3-4-2-1 ที่ อโมริม ดื้อรั้นที่จะไม่เปลี่ยน แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางก็ตาม

“ไม่ ไม่มีใคร แม้แต่พระสันตะปาปาก็เปลี่ยน…” เขากล่าว

“นี่คืองานของผม นี่คือความรับผิดชอบของผม นี่คือชีวิตของผม ดังนั้นผมจะไม่เปลี่ยนมัน”

เหตุผลที่อโมริม ยืนหยัดในระบบของเขายังคงเหมือนเดิม

เขารู้สึกว่าหากเขายอมจำนนต่อแรงกดดัน มันจะบ่อนทำลายเขาในสายตาของนักเตะ

“ถ้าผมเป็นผู้เล่น และผมมีโค้ชที่อยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมาก และ [ผู้คน] ทั่วโลกกำลังบอกว่า ‘คุณต้องเปลี่ยนระบบ’ แล้วโค้ชบอกว่า ‘ผมจะเปลี่ยน’ พวกเขาจะมองผมในแบบที่ต่างออกไป”

“ทุกสิ่งทุกอย่างมีความสำคัญ เมื่อคุณคิดถึงผลกระทบที่การตัดสินใจจะมีต่อทีม”

“ผมกำลังทำสิ่งต่างๆ ในแบบของผมเอง ผมหวังว่าจะมีเวลาที่จะเปลี่ยนแปลง แต่มันจะเป็นวิวัฒนาการ”

ก่อนเกมที่เชลซีจะมาเยือนโอลด์ แทรฟฟอร์ด อโมริม กล่าวว่าเขาเข้าใจถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการชนะเกม

แม้ว่าเจ้าหน้าที่ของยูไนเต็ดจะปฏิเสธแนวคิดที่ว่าเขามีเวลาสามเกมจนถึงช่วงพักเบรกทีมชาติในเดือนหน้าเพื่อรักษาตำแหน่งของเขา อโมริม รู้ว่าการแข่งขันกับเชลซี เบรนท์ฟอร์ด และซันเดอร์แลนด์ที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาใหม่ มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาได้

การกลับมาจากอาการบาดเจ็บของ มาเธอุส คุนญ่า กองหน้าราคา 62.5 ล้านปอนด์ น่าจะทำให้ บรูโน่ แฟร์นานเดส กัปตันทีม กลับไปเริ่มต้นในตำแหน่งกองกลางที่ต่ำลงอีกครั้งในการเจอกับเชลซี

ความล้มเหลวของ แฟร์นานเดส ในการตามประกบ ฟิล โฟเด้น ในกรอบเขตโทษของยูไนเต็ด ก่อนที่จะเสียประตูแรกในการเจอกับซิตี้ ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่คล้ายกันที่ปล่อยให้ เอมิล สมิธ โรว์ ยิงตีเสมอให้ฟูแล่มที่คราเวน คอตเทจ เมื่อเดือนที่แล้ว ได้ถูกยกมาเป็นหลักฐานว่าทำไมดาวเตะวัย 31 ปีรายนี้จึงควรถูกขยับขึ้นไปเล่นในตำแหน่งที่สูงขึ้นในสนาม

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ อโมริม อธิบายว่าทำไมเขาถึงรู้สึกว่า แฟร์นานเดส สามารถมีประสิทธิภาพมากขึ้นในตำแหน่งกองกลางตัวกลาง

“ผมต้องการให้ บรูโน่ ครองบอลให้มากขึ้นเพื่อพยายามควบคุมเกม” เขากล่าว

“บางทีเขาอาจจะไม่มีอิสระที่จะเข้าไปในกรอบเขตโทษมากเท่าเดิม แต่เขาก็กำลังจะไปถึงที่นั่น และเขาสามารถยิงประตูของเขาได้”

“บางครั้งเราคิดถึง บรูโน่ ในแดนหน้าเล็กน้อย แต่ถ้า คุนญ่า อยู่ตรงนั้น เราก็จะมีผู้เล่นเพิ่มอีกคน”

“ผมแค่พยายามปรับสมดุลของทีมและจินตนาการถึงเกม และผมเห็นว่า บรูโน่ ทำได้ดี”

“เขารู้สึกหงุดหงิดเพราะเขาไม่ชนะ และบางครั้งเขาชอบที่จะไปให้ไกลกว่านี้ แต่เขามีงานที่ต้องทำ”

ในขณะเดียวกัน เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการฟุตบอล ได้ให้สัมภาษณ์ที่หายากซึ่งเขาได้พูดคุยถึง “ความท้าทาย” ที่เขาได้พบเจอที่สโมสรตั้งแต่เขาเข้าร่วมทีมเมื่อเดือนเมษายน 2024

ในการกล่าวสุนทรพจน์ในงาน Association of Former Manchester United Players เมื่อคืนวันพฤหัสบดีในคำถามและคำตอบที่แชร์โดยช่อง Man Utd The Religion Youtube นักเตะวัย 54 ปีกล่าวว่า เขา “คิดว่าสโมสรอยู่ในสถานะที่ดีกว่าที่เป็นอยู่มาก” และ “โครงสร้างทั้งหมดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง”

“ผมภาวนาว่าเราจะได้รับโอกาสในการพลิกสถานการณ์ ผมรู้สึกจริงๆ ว่ามันไม่ใช่ ‘เราจะชนะอีกครั้งหรือไม่?’ แต่ ‘เมื่อไหร่ที่เราจะชนะอีกครั้ง'” เขากล่าวเสริม

แม้แต่พระสันตะปาปาก็เปลี่ยนผมไม่ได้

ทำไมอโมริมถึงยึดมั่นในแท็คติกเดิม แม้แต่พระสันตะปาปาก็เปลี่ยนเขาไม่ได้?

การตัดสินใจของรูเบน อโมริม ที่จะยึดมั่นในรูปแบบการเล่น 3-4-2-1 สร้างความสงสัยให้กับหลาย ๆ คน ทำไมเขาถึงไม่ยอมเปลี่ยน แม้แต่ พระสันตะปาปาก็เปลี่ยน เขาไม่ได้? คำตอบคือความเชื่อมั่นในระบบและความต้องการรักษาความน่าเชื่อถือในฐานะโค้ชต่อหน้าผู้เล่นของเขา

การที่โค้ชเปลี่ยนแผนตามแรงกดดันภายนอกอาจทำให้ผู้เล่นขาดความเชื่อมั่นในตัวเขาได้ และอโมริมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงควรมาจากการวิวัฒนาการ ไม่ใช่การยอมจำนนต่อแรงกดดัน

แน่นอนว่าผลลัพธ์ในสนามคือสิ่งสำคัญ อโมริม รับรู้ถึงแรงกดดันในการคว้าชัยชนะ และการแข่งขันที่กำลังจะมาถึงกับเชลซี เบรนท์ฟอร์ด และซันเดอร์แลนด์ จะเป็นบททดสอบสำคัญ แต่สำหรับตอนนี้ แม้แต่พระสันตะปาปาก็เปลี่ยน ความคิดของเขาไม่ได้เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่น

การยืนกรานในแท็คติกเดิมของอโมริม อาจถูกมองว่าเป็นความดื้อรั้น หรืออาจเป็นความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของตนเอง เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าการตัดสินใจของเขาจะถูกต้องหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือสโมสรและผู้สนับสนุนต่างต้องมีความอดทนเพื่อรอผลลัพธ์

อนาคตของอโมริมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงเป็นที่น่าจับตามอง แต่ความมุ่งมั่นของเขาในการทำตามแนวทางของตนเองเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นจะต้องเป็นไปตามจังหวะของเขาเอง ไม่ใช่ตามความต้องการของคนอื่น แม้แต่พระสันตะปาปาก็เปลี่ยน เขาไม่ได้

ที่มา – Not even the Pope could persuade me to change tactics – Amorim

74 ข้อหาเชลซีคืออะไร? บทลงโทษจะเป็นอย่างไร

เชลซีถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษตั้งข้อหาละเมิดกฎ 74 ข้อหา – แต่ข้อหาเหล่านั้นคืออะไร และบทลงโทษที่เป็นไปได้คืออะไร

ข้อหาที่ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินให้ตัวแทนระหว่างปี 2009 ถึง 2022 – ในช่วงที่โรมัน อับราโมวิชเป็นเจ้าของสโมสร

ข้อกล่าวหาส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การย้ายทีมที่เกิดขึ้นระหว่างฤดูกาล 2010-11 ถึง 2015-16 รวมถึงข้อตกลงสำหรับเอเดน อาซาร์, ซามูเอล เอโต้ และวิลเลี่ยน

ไม่มีข้อบ่งชี้ถึงการกระทำผิดใดๆ ในส่วนของผู้เล่นเหล่านั้น

เชลซีมีเวลาจนถึงวันศุกร์ที่ 19 กันยายนในการตอบสนองต่อข้อกล่าวหา ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาได้รายงานการละเมิดกฎที่เป็นไปได้ต่อ FA

ทำไมพวกเขาถึงถูกตั้งข้อหา?

ข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดกฎหมายเกี่ยวข้องกับตัวแทน นายหน้า และการลงทุนของบุคคลที่สามในผู้เล่น

เป็นที่เข้าใจกันว่าการย้ายทีมของอาซาร์จากลีลล์ และวิลเลี่ยนและเอโต้จากอันจิ มาคัชคาลา ทีมจากรัสเซียเป็นศูนย์กลางในกรณีนี้

พรีเมียร์ลีกยืนยันกับ BBC Sport ว่าการสอบสวนแยกต่างหากยังคงดำเนินต่อไป

ในปี 2023 เชลซีถูกปรับ 8.6 ล้านปอนด์โดยยูฟ่าเนื่องจาก “ส่งข้อมูลทางการเงินที่ไม่สมบูรณ์” ระหว่างปี 2012 ถึง 2019

ปัจจุบันสโมสรเป็นเจ้าของโดยกลุ่มบริษัทที่นำโดยนักลงทุนชาวอเมริกัน ท็อดด์ โบห์ลี และบริษัทไพรเวทอิควิตี้ Clearlake Capital

เชลซีพูดอะไร?

มหาเศรษฐีชาวรัสเซีย อับราโมวิช ควบคุมสโมสรตั้งแต่ปี 2003 ถึง 2022 ก่อนที่จะขายในราคา 4.25 พันล้านปอนด์ในปี 2022

ขณะที่ดำเนินการตรวจสอบสถานะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อตกลง เจ้าของใหม่กล่าวว่าพวกเขาพบ “รายงานทางการเงินที่ไม่สมบูรณ์” ในช่วงยุคอับราโมวิช และรายงานเรื่องนั้นต่อ FA, พรีเมียร์ลีก และยูฟ่า

หลังจากข้อกล่าวหาของ FA สโมสรกล่าวว่าพวกเขาได้ “แสดงความโปร่งใสอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในระหว่างกระบวนการนี้” และให้ “การเข้าถึงไฟล์และข้อมูลในอดีตของสโมสรอย่างครอบคลุม”

เชลซีเปิดเผยและโปร่งใสมากที่สุดเท่าที่พวกเขาเชื่อว่าสามารถทำได้เกี่ยวกับข้อกล่าวหา

แถลงการณ์ที่สโมสรปล่อยออกมานั้นเข้าถึงหัวใจของการป้องกันของพวกเขา – ที่เกิดขึ้นภายใต้การบริหารของอับราโมวิช

พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาได้เปลือยตัวเองและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่ทั้งหมด

สโมสรยังกล่าวอีกว่ากระบวนการนี้ใกล้จะ “เสร็จสิ้น” แล้ว

การที่อับราโมวิชไม่ได้เป็นเจ้าของอีกต่อไปมีความสำคัญหรือไม่?

เชลซีเข้าใจว่าพวกเขาสมควรได้รับโทษบ้าง แต่ควรได้สัดส่วนที่เหมาะสมเพราะพวกเขาจะไม่ลงโทษใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

แทบจะไม่มีใครเหลืออยู่ที่สโมสรจากยุคอับราโมวิช และมีการถกเถียงกันว่าเชลซีได้รับประโยชน์มากแค่ไหน

อับราโมวิชถูกรัฐบาลสหราชอาณาจักรคว่ำบาตรในเดือนมีนาคม 2022 เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาปฏิเสธ

เขาได้รับใบอนุญาตพิเศษให้ขายเชลซีหลังจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย โดยมีเงื่อนไขว่าเขาสามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาจะไม่ได้รับผลประโยชน์จากการขาย

ชายวัย 58 ปีกล่าวว่าเงินทุนจากการขายจะบริจาคผ่านมูลนิธิ “เพื่อประโยชน์ของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของสงครามในยูเครน” ซึ่งจะรวมถึงผู้ที่อยู่ในรัสเซียด้วย

เงิน 2.5 พันล้านปอนด์ถูกแช่แข็งในบัญชีธนาคารในสหราชอาณาจักรนับตั้งแต่การขาย อับราโมวิชไม่สามารถเข้าถึงเงินได้ แต่ก็ยังเป็นของเขาตามกฎหมาย

กรณีนี้ร้ายแรงเท่ากรณีของแมนเชสเตอร์ ซิตี้หรือไม่?

ดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้นในขั้นตอนนี้ แต่ท้ายที่สุดแล้วจะขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของแต่ละกรณี

จำนวนข้อกล่าวหาที่เชลซีเผชิญหน้านั้นมีจำนวนมากอย่างไม่เคยมีมาก่อนสำหรับ FA ซึ่งดึงดูดการเปรียบเทียบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้กับรายการข้อหามากกว่าร้อยข้อหาที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้เผชิญในปี 2013 สำหรับการถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎของพรีเมียร์ลีก ซิตี้ปฏิเสธที่จะทำผิดและรอคำตัดสินจากคณะกรรมการอิสระที่จัดการไต่สวนเมื่อปีที่แล้ว

ทั้งสองกรณีนี้ร้ายแรงมากสำหรับสโมสรที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมหลายปี โดยทั้งสองเผชิญกับความเป็นไปได้ของการหักคะแนน ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ เจ้าของเชลซีกล่าวว่าพวกเขาแจ้งเรื่องนี้ด้วยตนเองหลังจากค้นพบว่า “ข้อมูลทางการเงินที่ไม่สมบูรณ์” ถูกส่งไป ในทำนองเดียวกัน ข้อกล่าวหาบางส่วนของซิตี้เกี่ยวข้องกับการถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎที่กำหนดให้สโมสรต้องให้ “ข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้อง”

อย่างไรก็ตาม มีความแตกต่างที่สำคัญ

ซิตี้กำลังโต้แย้งข้อกล่าวหาของพวกเขา ในขณะที่เชลซีไม่คิดว่าจะโต้แย้งข้อกล่าวหาของพวกเขา แม้ว่าพวกเขาจะสามารถอุทธรณ์โทษใดๆ ก็ได้

การกระทำผิดที่ถูกกล่าวหาของเชลซีนั้นมีขอบเขตที่แคบกว่า กล่าวคือเกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินให้ตัวแทนตลอดหกฤดูกาล กรณีของซิตี้กว้างขวางกว่า รวมถึงข้อกล่าวหาว่าไม่ให้รายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับรายได้ ‘บุคคลที่เกี่ยวข้อง’ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน รวมถึงค่าจ้างผู้เล่นและผู้จัดการทีม นอกจากนี้ยังถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎการเงินที่เป็นธรรมของยูฟ่า และกฎผลกำไรและความยั่งยืนตลอดเก้าฤดูกาล

ข้อกล่าวหาของ FA ต่อเชลซีเกี่ยวข้องกับยุคก่อนหน้าที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่ออับราโมวิชเป็นเจ้าของสโมสร ในทางตรงกันข้าม ข้อกล่าวหาที่ซิตี้กำลังเผชิญอยู่นั้นเกี่ยวข้องกับการเป็นเจ้าของอาบูดาบีในปัจจุบันของพวกเขา

นอกจากนี้ เชลซีอ้างว่าพวกเขาได้แสดง “ความโปร่งใสอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน” โดยรายงานเรื่องนี้ด้วยตนเองต่อหน่วยงานกำกับดูแลเมื่อค้นพบ จากนั้นจึง “ให้การเข้าถึงไฟล์และข้อมูลในอดีตของสโมสรอย่างครอบคลุม”

ในทางตรงกันข้าม ข้อกล่าวหาของซิตี้เพิ่งเกิดขึ้นหลังจากเอกสารภายในรั่วไหล และพวกเขาถูกตั้งข้อหาหลายข้อหาที่ไม่ให้ความร่วมมือกับการสอบสวนของพรีเมียร์ลีก

ซิตี้ปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างหนักแน่นและเราไม่ทราบผลลัพธ์ของการพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นต่อหน้าคณะกรรมการอิสระระหว่างเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2024

ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดการคว่ำบาตรที่แตกต่างกันจากยูฟ่า ในขณะที่หน่วยงานบริหารฟุตบอลยุโรปขว้างหนังสือใส่ซิตี้ในปี 2020 ด้วยการแบนสองปี (แม้ว่าจะถูกยกเลิกในภายหลังหลังจากการอุทธรณ์ โดยค่าปรับ 30 ล้านยูโรลดลงเหลือ 10 ล้านยูโร) พวกเขาปรับเชลซี 8.6 ล้านปอนด์ในปี 2023

เชลซีจะถูกลงโทษอย่างไร?

ในขณะที่บางคนเชื่อว่าซิตี้อาจต้องเผชิญกับการหักคะแนนจำนวนมากหากพบว่ามีความผิดจริงในข้อหาที่ร้ายแรงกว่าที่พวกเขาเผชิญอยู่ เชลซีมั่นใจว่า FA จะคำนึงถึงความร่วมมือของพวกเขา และจะหลีกเลี่ยงการ制裁ทางการกีฬา

ด้วยความที่พรีเมียร์ลีกยังคงสอบสวนเชลซีต่อไป หากพบว่ามีการทำผิดกฎหมายใดๆ โดยสโมสรที่ช่วยให้ผ่าน PSR ได้ล่ะ

นั่นอาจหมายถึงข้อกล่าวหาเพิ่มเติมจากพรีเมียร์ลีก และความเป็นไปได้ที่จะถูกหักคะแนนแบบที่เอฟเวอร์ตันและน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ได้รับในช่วงไม่กี่ฤดูกาลที่ผ่านมาหรือไม่

เชลซีผ่อนคลายเกี่ยวกับเรื่องนั้น โดยเชื่อว่าพวกเขายังคงปฏิบัติตาม PSR ได้ แม้ว่าการจ่ายเงินให้ตัวแทนทั้งหมดจะถูกส่งไปก็ตาม พวกเขาจ้างบริษัทบัญชีชั้นนำเพื่อ进行评估การจ่ายเงินให้ตัวแทน และเชื่อว่าสรุปได้ว่าเชลซีไม่ได้รับประโยชน์ทางการกีฬาอันเป็นผลมาจากการวิเคราะห์ดังกล่าว และได้ส่งต่อให้กับหน่วยงานกำกับดูแลแล้ว

เชลซียังกล่าวอีกว่าพวกเขาได้พิจารณาถึงค่าปรับที่อาจเกิดขึ้น และสิ่งนี้ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการปฏิบัติตาม PSR ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่สโมสรถูกปรับ 26.7 ล้านปอนด์โดยยูฟ่าในเดือนกรกฎาคมสำหรับการละเมิดกฎการใช้จ่ายในกรณีแยกต่างหาก นี่จึงพิสูจน์ได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่แพงที่สแตมฟอร์ด บริดจ์แล้ว

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ 74 ข้อหาเชลซี: อนาคตจะเป็นอย่างไร?

การถูกตั้ง 74 ข้อหาเชลซี ไม่ได้เป็นเรื่องเล็กน้อย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสโมสรมีความสำคัญอย่างยิ่ง การที่สโมสรให้ความร่วมมือกับการสอบสวนและการค้นพบข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ด้วยตัวเองอาจช่วยบรรเทาการลงโทษได้ แต่ผลลัพธ์สุดท้ายยังคงไม่แน่นอน แฟนบอลและผู้สังเกตการณ์ต่างเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าเรื่องนี้จะคลี่คลายไปในทิศทางใด และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสโมสรและวงการฟุตบอลในวงกว้างจะเป็นอย่างไร

บทสรุปเกี่ยวกับ 74 ข้อหาเชลซี คือ สโมสรกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่สำคัญ และผลลัพธ์ของการสอบสวนนี้จะมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่ออนาคตของพวกเขา

ที่มา – What are Chelsea’s 74 charges and how could they be punished?

จีนย้ำ! ซินเจียงรับรอง “เสรีภาพศาสนา” ตามกฎหมาย

จีนเผยแพร่สมุดปกขาว ย้ำซินเจียงรับรอง “เสรีภาพศาสนา” และบริหารกิจการศาสนาตามกฎหมาย เน้นย้ำการดำเนินนโยบายที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการนับถือศาสนา และอนุญาตให้กลุ่มศาสนาต่างๆ สามารถจัดการกิจการภายในของตนเองได้อย่างอิสระภายใต้กรอบของกฎหมาย

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สำนักงานข้อมูลข่าวสารแห่งคณะรัฐมนตรีจีน ได้เผยแพร่สมุดปกขาวฉบับใหม่ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการดูแลซินเจียงในยุคปัจจุบัน โดยมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “หลักปฏิบัติและความสำเร็จ” สาระสำคัญของสมุดปกขาวฉบับนี้คือการยืนยันว่า ซินเจียงยังคงดำเนินนโยบายที่เคารพ“เสรีภาพศาสนา” อย่างครบถ้วน ถูกต้อง และโปร่งใส

สมุดปกขาวยังระบุเพิ่มเติมว่า เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ดำเนินการบริหารจัดการกิจการทางศาสนาอย่างเคร่งครัดตามบทบัญญัติของกฎหมาย โดยอนุญาตให้กลุ่มศาสนาต่างๆ สามารถดำเนินกิจกรรมและจัดการกิจการภายในได้อย่างอิสระ อีกทั้งยังส่งเสริมให้ศาสนาต่างๆ สามารถอยู่ร่วมกันกับระบบสังคมนิยมได้อย่างสอดคล้องและกลมกลืน

รัฐบาลท้องถิ่นของซินเจียงยังให้การสนับสนุนกลุ่มศาสนาต่างๆ ในการต่อต้านแนวคิดสุดโต่ง และป้องกันการแทรกซึมของลัทธิหัวรุนแรง โดยเน้นย้ำว่า ซินเจียงเป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางศาสนามาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ เต๋า อิสลาม คาทอลิก และคริสต์ ซึ่งทุกศาสนาต่างก็มีความเจริญรุ่งเรืองและมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคนี้

จีนย้ำ ซินเจียงรับรอง “เสรีภาพศาสนา”

การเผยแพร่สมุดปกขาวฉบับนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติเกี่ยวกับสถานการณ์ในซินเจียง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการจำกัดเสรีภาพทางศาสนาของชาวอุยกูร์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนยังคงยืนยันว่านโยบายของตนมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ความสำคัญของ “เสรีภาพศาสนา” ในซินเจียง

การที่จีนออกมาเน้นย้ำเรื่อง “เสรีภาพศาสนา” ในซินเจียง แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการตอบโต้ข้อกล่าวหาต่างๆ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่รัฐบาลจีนจะต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามหลักการดังกล่าวอย่างแท้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนทุกกลุ่มในซินเจียง

นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบจากนานาชาติอย่างโปร่งใสและเป็นอิสระ ก็จะเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ในซินเจียงได้

ประเด็นเรื่อง “เสรีภาพศาสนา” ในซินเจียงจึงเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจและความอดทนในการพิจารณา เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและความสงบสุขอย่างยั่งยืนในภูมิภาคต่อไป

  • การส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนาต่างๆ
  • การเคารพในสิทธิและเสรีภาพของทุกคน
  • การสร้างสังคมที่เปิดกว้างและหลากหลาย

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในซินเจียงในระยะยาว

ที่มา – จีนออกสมุดปกขาว ย้ำซินเจียงรับรอง “เสรีภาพศาสนา” บริหารกิจการศาสนาตามกฎหมาย