วัน: 20 กันยายน 2025

น้ำท่วมอยุธยา อ่วม! 7 อำเภอวิกฤต

สถานการณ์น้ำท่วมอยุธยายังคงน่าเป็นห่วงครับพี่น้อง! ตอนนี้อ่วมกันไป 7 อำเภอแล้ว น้ำไหลแรงซัดเข้าบ้านเรือน ถนนทางเข้าชุมชนก็ถูกตัดขาดไปอีก ชาวบ้านทำได้แค่ภาวนาให้น้ำลดลงไวๆ เท่านั้นเอง

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมอยุธยายังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ล่าสุดเขื่อนระบายน้ำลงท้ายเขื่อนในอัตรา 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ติดต่อกันเป็นวันที่ 3 แล้ว ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ถึง 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเสนา บางบาล บางปะอิน บางไทร ผักไห่ พระนครศรีอยุธยา และบางปะหัน โดยเฉพาะที่ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเสนา นี่หนักเลยครับ

โดยเฉพาะชุมชนโรงเรียนวัดกระโดงทอง ที่ตั้งอยู่ติดคลองเจ้าเจ็ด–บางยี่หน ซึ่งรับน้ำมาจากแม่น้ำน้อย พบว่าบริเวณสนามโรงเรียนมีน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมสูงประมาณ 1 – 2 เมตร ส่วนบ้านเรือนรอบๆ และถนนทางเข้าชุมชนก็โดนน้ำท่วมอยุธยาเล่นงานไปด้วยเหมือนกัน

ในชุมชนบ้านเลียบ หมู่ 3 ตำบลบ้านโพธิ์ น้ำจากแม่น้ำน้อยทะลักเข้าท่วมสูงประมาณ 1–2 เมตร บ้านเรือนประชาชนกว่า 70 หลังคาเรือนจมอยู่ใต้น้ำ ถนนทางเข้าออกก็จมมิด บางจุดกระแสน้ำแรงมาก ประชาชนต้องใช้เรือในการเดินทางแทนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ร้านค้าในพื้นที่หลายแห่งต้องปิดร้านชั่วคราว ทำให้ขาดรายได้ไปตามๆ กัน

นางสมศรี เกิดทรง อายุ 70 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยว เล่าให้ฟังว่า ตนอยู่กับสามี เลี้ยงสุนัขและแมว เปิดร้านขายของเล็กๆ น้อยๆ พอมีรายได้เลี้ยงครอบครัว แต่พอเจอน้ำท่วมอยุธยาเข้าไปก็ต้องปิดร้าน ไม่มีรายได้ แถมบ้านยังอยู่ในจุดที่น้ำไหลแรงอีกด้วย ตอนนี้กังวลมาก กลัวว่าน้ำจะท่วมถึงพื้นบ้าน ถ้ายังมีการระบายน้ำในระดับสูงแบบนี้ คงจะอยู่อาศัยไม่ได้ ซึ่งเจอปัญหาน้ำท่วมทุกปี แต่ปีนี้น้ำมาเร็วกว่าปกติ ได้แต่ภาวนาขอให้น้ำลดไวๆ

มีรายงานเพิ่มเติมว่า ตอนนี้พื้นที่อำเภอเสนาถูกน้ำท่วมไปแล้ว 13 ตำบล 102 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 6,470 ครัวเรือน

น้ำท่วมอยุธยา อ่วม 7 อำเภอ น้ำไหลแรงซัดเข้าบ้าน ถนนทางเข้าชุมชนถูกตัดขาด

สถานการณ์น้ำท่วมอยุธยาครั้งนี้ถือว่ารุนแรงและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ทางภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้มากที่สุด

ผลกระทบจากน้ำท่วมอยุธยา

ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมนั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • ความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สิน
  • ผลกระทบต่อการทำมาหากินของประชาชน
  • ความเสี่ยงต่อสุขภาพและชีวิต
  • การคมนาคมถูกตัดขาด

ดังนั้นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และภาวนาว่าสถานการณ์น้ำท่วมอยุธยาจะคลี่คลายโดยเร็ววันครับ

ที่มา – น้ำท่วมอยุธยา อ่วม 7 อำเภอ น้ำไหลแรงซัดเข้าบ้าน ถนนทางเข้าชุมชนถูกตัดขาด

รัฐบาลจัดพิธี วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8

“ภูมิธรรม” เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร 20 กันยายน 2568

วันที่ 20 กันยายน 2568 เมื่อเวลา 07.30 น. ณ พระวิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวราราม ถนนบำรุงเมือง เขตพระนครกรุงเทพฯ นายภูมิธรรม เวชยชัย ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร โดยมี คณะองคมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา (ผู้แทนประธานรัฐสภา) ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีและคู่สมรส และหน่วยราชการในพระองค์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (ผู้แทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ร่วมพิธี

เมื่อประธานในพิธีเดินทางถึงบริเวณด้านในพระวิหารหลวงและเข้านั่งประจำที่นั่ง พระสงฆ์ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ จำนวน 10 รูป ขึ้นนั่งอาสน์สงฆ์ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เครื่องทองน้อยหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ถวายคำนับ และถวายธูปเทียนแพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ จำนวน 10 รูปให้ศีล พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์

จากนั้น ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี องคมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา (ผู้แทนประธานรัฐสภา) และประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ 10 รูป ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ถวายผ้าไตรจำนวน 10 ไตร กรวดน้ำรับพร กราบนมัสการพระรัตนตรัย แล้วถวายความเคารพหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และถวายคำนับหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จากนั้นร่วมตักบาตรพระสงฆ์ 100 รูป ณ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และเยี่ยมชมนิทรรศการ อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจที่สำคัญ เสร็จพิธี

วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8

ความสำคัญของวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8

การจัดงานวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8 นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเคารพและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้เรียนรู้และเข้าใจถึงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระองค์ ซึ่งมีคุณูปการอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

นอกจากนี้ การจัดพิธีทางศาสนาและการทำบุญตักบาตรยังเป็นการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมในสังคมไทย เป็นการสร้างความเป็นสิริมงคลและความสามัคคีในหมู่ประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

การเยี่ยมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสเรื่องราวและพระราชกรณียกิจของพระองค์อย่างใกล้ชิด ทำให้เกิดความซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณมากยิ่งขึ้น

วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8 เป็นโอกาสอันดีที่เราทุกคนจะได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และนำแนวทางในการดำเนินชีวิตและการทำงานของพระองค์มาเป็นแบบอย่างในการพัฒนาตนเองและสังคมให้ดียิ่งขึ้น

การร่วมกันทำความดี เนื่องในวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8 เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และเป็นการสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมส่วนรวมอีกด้วย

ที่มา – รัฐบาล จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์-ทำบุญตักบาตร วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ 1,671 ราย

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ “แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ” ให้ดำรงตำแหน่งในศาลต่างๆ จำนวน 1,671 ราย ถือเป็นประกาศที่สำคัญในวงการตุลาการ

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง “แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ” อย่างเป็นทางการ โดยระบุถึงพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าราชการตุลาการให้ดำรงตำแหน่งในศาลต่างๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 1,671 รายชื่อ ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงตำแหน่งครั้งใหญ่

การ“แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ” ในครั้งนี้ มีผลต่อการบริหารงานและความยุติธรรมในหลายระดับชั้นศาล เพื่อให้การพิจารณาคดีและการดำเนินงานของศาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น รายชื่อผู้ได้รับการแต่งตั้งมีดังต่อไปนี้:

  1. นายบุญเขตร์ พุ่มทิพย์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
  2. นางชวิณดา เลิศไพรวัลย์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลฎีกา
  3. นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์
  4. นางดณยา วีรฤทธิ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์
  5. นายถาวร เศษมะพล ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
  6. นายศิระ โกสิยารักษ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
  7. นางสุนทรี วิไลสรการ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
  8. นายสัณพัชญ รัตนเมกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญามีนบุรี ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
  9. นางสาวศศิธร พงศ์พันธุ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
  10. นายเทิดทูล ภาสะฐิติ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 3 ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงการหมุนเวียนและความก้าวหน้าในสายงานของข้าราชการตุลาการ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ

สำหรับประชาชนทั่วไป การรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในระดับสูงเช่นนี้ เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ การเปิดเผยรายชื่อและตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้ง ทำให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการตุลาการ

นอกเหนือจากรายชื่อที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีข้าราชการตุลาการอีกจำนวนมากที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในศาลต่างๆ ทั่วประเทศ ท่านสามารถตรวจสอบรายชื่อทั้งหมดได้จากประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยตรง เพื่อให้ทราบถึงรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

การ“แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ” ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง แต่ยังเป็นการมอบหมายความรับผิดชอบที่สำคัญยิ่งต่อการตัดสินและพิจารณาคดีต่างๆ ให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในวงการตุลาการจึงเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสนใจ

(อ่านประกาศฉบับเต็ม เช็กทุกรายชื่อ – คลิกที่นี่)

การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการบุคลากรในระบบศาล เพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ “แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ” ให้ดำรงตำแหน่งในศาล 1,671 ราย

ZEEKR 009: ราคาดีงาม รถ Luxury MPV EV 7 ที่นั่ง

ZEEKR Thailand เน้นย้ำการทำตลาดของ Luxury EV MPV ด้วยการเปิดตัว ZEEKR 009 รุ่น Standard (7 ที่นั่ง มอเตอร์เดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหน้า) รุ่นล่าสุดในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเอ็มพีวีติดหรูของไทย ดีไซน์แนว Luxury MPV ฟังก์ชันความสะดวกสบายครบ ระบบความปลอดภัยนับสิบรายการ เคลมว่าชาร์จไฟเต็ม วิ่งได้ไกล 712 กิโลเมตร

ปัจจุบัน ZEEKR Thailand ส่งมอบรถในไทยรวมแล้วกว่า 3,000 คัน ทั่วประเทศ จากการรวบรวมข้อมูลด้านความต้องการรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ พบว่า ตลาดนี้มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ZEEKR จึงเปิดตัว ZEEKR 009 6-Seater Luxury MPV รถเอ็มพีวีพลังงานไฟฟ้าหรู แบบ 6 ที่นั่งสู่ตลาดเมืองไทยช่วงเดือนกันยายนในปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าไทย โดยเฉพาะในกลุ่มไฮเอนด์ เจ้าของธุรกิจ หรือผู้บริหารระดับสูง

ZEEKR 009 ตกแต่งห้องโดยสารหรูหรา เบาะแถว 2 แบบ Sofaro First Class Airline Seats พร้อมโหมดการปรับแบบ Eames Lounge Chair Mode ปรับเอนนอนได้โดยใช้ปุ่มเดียว โต๊ะแบบพับเก็บได้ เบาะนั่งบุด้วยหนัง Soft Nappa นุ่มสบาย ระบบนวดไฟฟ้าสำหรับเบาะนั่งแถว 1 และเบาะนั่งแถวสอง ติดตั้งหน้าจอ OLED แบบสัมผัสขนาด 15.05 นิ้ว และหน้าจอ AR HUD ขนาด 35.95 นิ้ว หน้าจอเพดานสำหรับผู้โดยสารด้านหลังแบบสัมผัส OLED ขนาด 17 นิ้ว ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 8295 จำนวน 2 ชุด รองรับคำสั่งได้ 60 ล้านครั้งต่อวินาที ระบบไฟตกแต่ง Ambient Light และระบบเสียงรอบทิศทาง YAMAHA ลำโพง 30 ตัว

สมรรถนะของ ZEEKR 009 มอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 2 ตัว กำลังสูงสุด 603 แรงม้า (450 kW) แรงบิดสูงสุด 693 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.5 วินาที แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 116 kWh ระยะทางขับขี่สูงสุด 686 กม. (ตามมาตรฐาน NEDC) ช่วงล่างของ ZEEKR 009 เป็นแบบถุงลมไฟฟ้า พร้อมชุดปรับระบบกันสะเทือน CCD Electromagnetic Vibration Reduction System ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนเข้ามายังห้องโดยสาร โครงสร้างด้านท้าย ผลิตจากอะลูมิเนียมชิ้นเดียวที่มีความแข็งแรงสูงพร้อมถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่งรอบคัน

ต่อมา ZEEKR 009 รุ่น 7 ที่นั่ง เปิดตัวในเมืองไทยเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นำเสนอทางเลือกใหม่สำหรับครอบครัว ทำให้ ZEEKR 009 มีทั้งสมรรถนะ ห้องโดยสารระดับเฟิร์สคลาส วัสดุคุณภาพสูง สะท้อนถึงความประณีตในทุกรายละเอียด ฟีเจอร์ระดับไฮเอนด์ครบครัน

การเปิดตัว ZEEKR 009 รุ่น Standard 7-Seater The Premium Mobility MPV สร้างบรรทัดฐานใหม่สำหรับตลาดรถเอ็มพีวีในประเทศไทย มีระยะทางขับขี่ไกลกว่าเดิม 712 กม. (ตามมาตรฐาน NEDC) ดึงเอาจุดเด่นจาก ZEEKR 009 ทั้ง 2 รุ่น มาไว้ด้วยกัน รองรับผู้โดยสาร 7 ที่นั่ง พื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวางและพื้นที่เก็บสัมภาระที่เพียงพอ เหมาะสำหรับครอบครัว ลูกค้าองค์กร กลุ่มการบริการ หรือการเดินทางที่มีผู้โดยสารและสัมภาระจำนวนมาก หรือการใช้งานในชีวิตประจำวัน และการเดินทางท่องเที่ยว การเดินทางระยะไกลในขณะที่ยังได้รับความสะดวกสบาย

Luxury Design

การตกแต่งภายในที่มาพร้อมกับเบาะ NAPPA โหมดการปรับที่นั่งแบบ Eames Lounge Chair Mode สามารถปรับที่นั่งแบบเอนนอนอัตโนมัติ เพื่อการผ่อนคลายตลอดการเดินทาง เสริมด้วยDual Glass Roofs ขนาดใหญ่พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า ช่วยปกป้องแสงแดดยามกลางวัน และสามารถเปิดดูดาวยามค่ำคืน

Intelligent Technology

จอแสดงผล 5 ส่วน ทั้ง หน้าจอมาตรวัดแบบ Full HD ขนาด 10.25 นิ้ว หน้าจอกลาง Touch Screen ขนาด 15.05 นิ้ว แบบ OLED หน้าจอเพดานสำหรับผู้โดยสารด้านหลังขนาดใหญ่ถึง 17 นิ้ว หน้าจอ AR HUD ที่มีขนาดใหญ่ถึง 35.95 นิ้ว หน้าจอ Smart Door Panel Screens สามารถปรับตั้งค่า พร้อมระบบควบคุมด้วยชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon จำนวน 2 ชุด เพิ่มสุนทรียภาพการเดินทางด้วยลำโพงจาก YAMAHA 30 ตัว

Next Level of Performance

มอเตอร์เดี่ยว ให้กำลัง 335 แรงม้า แบตเตอรี่ขนาด 116 kWh ช่วงล่างแบบ High Performance Air Suspension Package หรือช่วงล่างแบบถุงลมประสิทธิภาพสูง ควบคุมการทำงานผ่าน CCD Electromagnetic Vibration Reduction System ช่วยลดแรงกระแทกที่เข้าสู่ห้องโดยสารเพื่อให้ทุกการเดินทางนุ่มนวล และผ่อนคลาย

All Round Safety Protection

ความปลอดภัย มาพร้อมกับระบบ ZEEKR AD หรือระบบช่วยขับขี่ โครงสร้างที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะตัวรถด้านท้ายที่เป็นอะลูมิเนียม มีการออกแบบให้เป็นชิ้นเดียว เพื่อเพิ่มความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

ZEEKR 009 รุ่น Standard 7-Seater ราคาเปิดตัว 2,399,000 บาท

สีภายนอก 3 สีคือ

สีขาว Crystal White

สีเขียว Mineral Green

สีดำ Phantom Black

และทุกสีมาพร้อมภายในสีดำ Stone Black

ZEEKR 009 Standard 7-Seater มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ ดังนี้

  • Wallbox ขนาด 11 kW พร้อมแพ็กเกจติดตั้ง*
  • สายชาร์จฉุกเฉิน*
  • ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองเป็นระยะเวลา 1 ปี*
  • ค่าจดทะเบียนรถยนต์*
  • การรับประกันรถยนต์ เป็นระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
  • การรับประกันมอเตอร์ขับเคลื่อนและแบตเตอรี่แรงดันสูง เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือระยะทาง 180,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี

ZEEKR 009 Standard 7-Seater พร้อมเผยโฉม ณ ลานปาร์คไซด์ฮอลล์ ชั้น G ดุสิต เซ็นทรัล ปาร์ค โดยจะมีการจัดแสดงยานยนต์รุ่นอื่นร่วมด้วยตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 23 กันยายนนี้.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcomhttps://
www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/       

ZEEKR 009 LUXURY MPV EV 7 ที่นั่ง

ZEEKR 009 เป็นมากกว่ารถยนต์ แต่เป็นประสบการณ์การเดินทางที่เหนือระดับ ด้วยดีไซน์หรูหรา ฟังก์ชันครบครัน และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ทำให้ ZEEKR 009 LUXURY MPV EV 7 ที่นั่ง เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ MPV ไฟฟ้าสุดหรู

ทำไมต้องเลือกรถ ZEEKR 009 LUXURY MPV EV 7 ที่นั่ง

  • ดีไซน์หรูหรา: ภายนอกโดดเด่น ภายในตกแต่งอย่างประณีต
  • ฟังก์ชันครบครัน: ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน
  • สมรรถนะยอดเยี่ยม: ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

หากคุณกำลังมองหารถยนต์ MPV ไฟฟ้าที่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งความหรูหรา ความสะดวกสบาย และความประหยัดพลังงาน ZEEKR 009 LUXURY MPV EV 7 ที่นั่ง คือคำตอบ

ZEEKR 009 LUXURY MPV EV 7 ที่นั่ง ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและความมุ่งมั่นที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

ที่มา – ราคาดีงาม ZEEKR 009 LUXURY MPV EV 7 ที่นั่ง

อดีตนายกฯ เนปาล แถลงหลังลาออก ยันบริสุทธิ์

อดีตนายกรัฐมนตรี เค.พี. โอรี ของเนปาล แถลงครั้งแรกหลังถูกกดดันออกจากตำแหน่ง ยืนยันรัฐบาลไม่สั่งใช้กำลังสังหารผู้ประท้วง พร้อมเรียกร้องสอบสวนเบื้องหลังความรุนแรงที่คร่าชีวิตเยาวชนกว่า 70 ศพ

วันที่ 19 กันยายน 2568 นายเค.พี. โอรี อดีตนายกรัฐมนตรีเนปาล วัย 73 ปี กล่าวเป็นครั้งแรกถึงเหตุประท้วงที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. โดยเริ่มจากการห้ามใช้โซเชียลมีเดียชั่วคราว แต่ความโกรธของประชาชนสะสมจากปัญหาคอร์รัปชันและเศรษฐกิจตกต่ำเป็นเวลานาน โดยวันแรกของการชุมนุม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 คน

นายโอรี ไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนตั้งแต่ถูกกดดันลาออกจากตำแหน่ง โดยมีผู้ช่วยระบุว่าอยู่ภายใต้การคุ้มกันของกองทัพ และเพิ่งกลับมาเมื่อวันก่อน เขากล่าวว่า รัฐบาลของเขาไม่ได้สั่งตำรวจยิงผู้ชุมนุม และเรียกร้องให้มีการสอบสวนเหตุความรุนแรงที่คร่าชีวิตผู้ประท้วงอย่างน้อย 73 คน เขายังกล่าวว่า ผู้ที่แฝงตัวเข้ามาในกลุ่มผู้ประท้วงเป็นผู้จุดชนวนความรุนแรง จนเกิดการสูญเสียชีวิตเยาวชนอย่างน่าเศร้าเขาย้ำว่า “รัฐบาลไม่ได้สั่งยิงผู้ประท้วง” พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบกรณีมีการใช้ อาวุธอัตโนมัติ ซึ่งตำรวจไม่ได้มีไว้

โดยหลังเกิดเหตุ นายกรัฐมนตรีซูชิลา คาร์กี อดีตประธานศาลสูงอายุ 73 ปี เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเฉพาะกาล ถูกมอบหมายให้ฟื้นฟูความสงบและแก้ไขข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงเรื่องความโปร่งใสและการปราบปรามคอร์รัปชันก่อนการเลือกตั้งในอีก 6 เดือนข้างหน้า.

อดีตนายกฯ เนปาล แถลงครั้งแรกหลังลาออก ยืนยันไม่เคยสั่งใช้กำลัง เรียกร้องสอบสวนการตายของเยาวชน

สถานการณ์การเมืองในเนปาลยังคงมีความตึงเครียดและน่าติดตามอย่างใกล้ชิด การแถลงการณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรีเค.พี. โอรี ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอาจส่งผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคตของประเทศ

ประเด็นสำคัญจากการแถลงของอดีตนายกฯ

  • การปฏิเสธข้อกล่าวหา: นายโอรี ยืนยันว่ารัฐบาลของเขาไม่ได้สั่งใช้กำลังสังหารผู้ประท้วง และเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างโปร่งใส
  • การกล่าวถึงผู้ก่อความรุนแรง: เขาชี้ให้เห็นว่ามีบุคคลภายนอกแฝงตัวเข้ามาในกลุ่มผู้ประท้วงและเป็นผู้จุดชนวนความรุนแรง
  • การเรียกร้องความเป็นธรรม: นายโอรี เรียกร้องให้มีการตรวจสอบกรณีการใช้อาวุธอัตโนมัติในการสลายการชุมนุม

การแถลงการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาคอร์รัปชันและเศรษฐกิจที่ตกต่ำ การลาออกของนายโอรีและการเข้ารับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีเฉพาะกาลซูชิลา คาร์กี เป็นความพยายามที่จะฟื้นฟูความสงบและตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของผู้ประท้วง

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้าจะเป็นตัวกำหนดอนาคตทางการเมืองของเนปาล การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน การสร้างความโปร่งใส และการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลการเลือกตั้ง

การที่อดีตนายกฯ เนปาล แถลงครั้งแรกหลังลาออก ยืนยันไม่เคยสั่งใช้กำลัง เรียกร้องสอบสวนการตายของเยาวชน ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์ความรุนแรงและการเสียชีวิตของเยาวชนยังคงต้องได้รับการเปิดเผย เพื่อให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นและเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

การเมืองเนปาลยังคงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ที่มา – อดีตนายกฯ เนปาล แถลงครั้งแรกหลังลาออก ยืนยันไม่เคยสั่งใช้กำลัง เรียกร้องสอบสวนการตายของเยาวชน

วีซ่าบัตรทองของทรัมป์เปิดขายแล้ว!

โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ จุดกระแสอีกครั้งด้วยการเปิดตัว “Trump Gold Card” หรือ วีซ่าบัตรทองของทรัมป์ ที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดมหาเศรษฐีจากทั่วโลกที่ต้องการเข้ามาพำนักในสหรัฐอเมริกา

โครงการนี้ถูกเปิดตัวผ่านเว็บไซต์ trumpcard.gov โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับบุคคลทั่วไป และ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับนิติบุคคล ผู้ที่ได้รับ วีซ่าบัตรทองของทรัมป์ จะได้รับสิทธิในการเป็นผู้พำนักถาวรในสหรัฐฯ (Green Card) ภายใต้ประเภทวีซ่า EB-1 หรือ EB-2 ซึ่งเป็นวีซ่าที่มอบให้กับผู้ที่มีความสามารถพิเศษหรือผู้ที่ลงทุนในสหรัฐฯ

ดีไซน์ของบัตรนั้นโดดเด่นด้วยภาพของประธานาธิบดีทรัมป์ รูปปั้นเทพีเสรีภาพ และธงชาติอเมริกันบนพื้นหลังสีทอง พร้อมตราสัญลักษณ์ “Trump Gold Card” ที่ด้านซ้ายของบัตร

ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงระบบตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ และกล่าวว่าถึงเวลาแล้วที่ชาวอเมริกันและผู้เสียภาษีควรได้รับประโยชน์จากระบบตรวจคนเข้าเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย

วีซ่าบัตรทองของทรัมป์

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่า โครงการนี้จะสร้างรายได้กว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเงินจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้ในการลดหย่อนภาษี สนับสนุนโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ และลดหนี้สาธารณะของประเทศ

รายละเอียดการสมัครวีซ่าบัตรทองของทรัมป์

สำหรับผู้ที่สนใจสมัคร วีซ่าบัตรทองของทรัมป์ สามารถเข้าไปดำเนินการผ่านเว็บไซต์ trumpcard.gov โดยจะต้องชำระค่าธรรมเนียมที่ไม่สามารถขอคืนได้ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างละเอียดโดยสำนักงานสัญชาติและตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (USCIS)

หากผู้สมัครผ่านการตรวจสอบ จะได้รับสถานะผู้พำนักถาวรถูกกฎหมาย (Green Card) ภายใต้วีซ่า EB-1 หรือ EB-2 ทำให้พวกเขาสามารถพำนักอาศัยและใช้สิทธิในทุกรัฐและดินแดนของสหรัฐฯ ได้ อย่างไรก็ตาม สถานะดังกล่าวอาจถูกเพิกถอนได้ หากบุคคลนั้นเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงของชาติ หรือมีความเสี่ยงอื่นๆ

และที่น่าสนใจคือ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีแผนที่จะเปิดตัว “Trump Platinum Card” ซึ่งเป็นวีซ่าที่มีมูลค่าสูงถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับนักลงทุนที่ต้องการพำนักในสหรัฐฯ ได้สูงสุด 270 วันต่อปี โดยไม่ต้องเสียภาษีจากรายได้ที่เกิดขึ้นภายนอกสหรัฐฯ ซึ่งวีซ่านี้มีจุดประสงค์เพื่อทดแทนวีซ่าท่องเที่ยวในอนาคต

ถึงแม้ว่า Trump Platinum Card ยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่ทางเว็บไซต์ได้ระบุว่าผู้ที่สนใจควรรีบลงชื่อในบัญชีรอ (Waitlist) เพราะการพิจารณาจะดำเนินการตามลำดับก่อนหลัง

การเปิดตัว วีซ่าบัตรทองของทรัมป์ และวีซ่า Platinum Card แสดงให้เห็นถึงความพยายามของอดีตประธานาธิบดีในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้าสู่สหรัฐอเมริกา และเป็นการเปิดโอกาสให้มหาเศรษฐีจากทั่วโลกสามารถเข้ามาใช้ชีวิตและลงทุนในประเทศได้ง่ายยิ่งขึ้น แม้ว่าโครงการนี้อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ได้

ที่มา – ซื้อได้แล้ววีซ่าบัตรทองของทรัมป์ ปูทางสิทธิพิเศษมหาเศรษฐีต่างชาติในการพำนักในสหรัฐฯ

ชุลมุน! แทงกันหน้าเวทีคอนเสิร์ต “งานสารทเดือนสิบ”

เกิดเหตุชุลมุนกลางงานเทศกาล! วัยรุ่นยกพวกตะลุมบอลแทงกันหน้าเวทีคอนเสิร์ต “งานสารทเดือนสิบ” ภายในมหาวิทยาลัยชื่อดัง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 6 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน เหตุการณ์นี้สร้างความแตกตื่นให้กับผู้ที่มาร่วมงานเป็นอย่างมาก

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 00.30 น. ของวันที่ 20 กันยายน 2568 เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หัวหมาก ได้รับแจ้งเหตุวัยรุ่นทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ หลังรับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ชีพเอราวัณ อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและมูลนิธิสยามร่วมใจ จึงรุดไปยังที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือ

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบว่ามีการจัดงานสารทเดือนสิบประจำปี 2568 ซึ่งมีประชาชนและนักศึกษาเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก บริเวณหน้าเวทีคอนเสิร์ต พบผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 6 ราย แต่ละรายมีบาดแผลถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีด เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงเร่งให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บต่อไป

ในส่วนของผู้ก่อเหตุ หลังก่อเหตุได้พยายามหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวกลุ่มวัยรุ่นต้องสงสัยไว้ได้ และจะทำการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

แทงกันหน้าเวทีคอนเสิร์ต “งานสารทเดือนสิบ”

จากรายงานเพิ่มเติมทราบว่า งานสารทเดือนสิบประจำปี 2568 ที่จัดขึ้นภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-19 กันยายน 2568 ซึ่งวันที่เกิดเหตุเป็นคืนสุดท้ายของการจัดงาน ทำให้มีประชาชนและนักศึกษาจำนวนมากเดินทางมาร่วมงานเพื่อเฉลิมฉลองและสนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นภายในงาน

แม้ว่างานสารทเดือนสิบจะเป็นงานประเพณีที่สำคัญและมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและสร้างความสนุกสนานให้กับประชาชน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียใจและควรได้รับการแก้ไข เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

มาตรการป้องกันเหตุทะเลาะวิวาทในงานเทศกาล

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในงานเทศกาลต่างๆ มักมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น การดื่มสุรา การขาดสติ การยั่วยุจากกลุ่มวัยรุ่น หรือแม้แต่ความขัดแย้งส่วนตัว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นอีก ควรมีการวางมาตรการป้องกันที่เข้มงวด เช่น

  • การตรวจตราอาวุธและสิ่งของอันตรายก่อนเข้างาน
  • การจำกัดการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • การเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
  • การติดตั้งกล้องวงจรปิดในพื้นที่จัดงาน

นอกจากนี้ ผู้จัดงานควรให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยและเป็นมิตร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนสามารถสนุกสนานและเพลิดเพลินกับกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มที่

เหตุการณ์แทงกันในงานสารทเดือนสิบครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยในงานเทศกาลต่างๆ การมีสติและการเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นได้ หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างสรรค์สังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – แทงกันหน้าเวทีคอนเสิร์ต “งานสารทเดือนสิบ” กลางมหาวิทยาลัยดัง บาดเจ็บ 6 ราย

น้องสโนว์สู้ชีวิต! พ่อทิ้งหนี้ หาเงินเคียงข้างปู่ย่า

เรื่องราวการต่อสู้ของเด็กดีหัวใจนักสู้ “น้องสโนว์” เด็กหญิงวัย 8 ขวบ จากจังหวัดเชียงใหม่ ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา แม้ชีวิตจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

น้องสโนว์ต้องเผชิญความยากลำบากตั้งแต่เด็ก พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เธออายุเพียง 7 เดือน ปู่กับย่าจึงกลายเป็นทั้งพ่อแม่และเสาหลักของบ้าน ดูแลน้องสโนว์มาโดยตลอด ตั้งแต่แม่จากไป น้องสโนว์ก็ไม่เคยได้เจอแม่อีกเลย

ก่อนที่น้องสโนว์จะไปออกรายการทีวี ย่าของน้องสโนว์ได้เอารูปแม่ให้น้องสโนว์ดูเป็นครั้งแรก ส่วนพ่อนั้นนานๆ ทีถึงจะกลับบ้าน บางปีก็ไม่กลับมาเลย เนื่องจากไปมีครอบครัวใหม่ ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่กับปู่และย่า

น้องสโนว์สู้ชีวิต! พ่อทิ้งหนี้ หาเงินเคียงข้างปู่ย่า

ความยากลำบากของครอบครัว เกิดจากพ่อของน้องสโนว์ที่ต้องการเรียนมหาวิทยาลัย ทำให้ไปกู้เงิน กยศ. มาจำนวน 35,000 บาท แต่สุดท้ายกลับไม่ยอมไปเรียน ติดเกม จนเรียนไม่จบ ภาระหนี้สินจึงตกมาอยู่ที่ปู่กับย่า ที่ต้องผ่อนเดือนละ 1,000 บาท เพราะกลัวว่าบ้านจะโดนยึด ทำให้ น้องสโนว์สู้ชีวิต! พ่อทิ้งหนี้ หาเงินเคียงข้างปู่ย่า เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ

ครอบครัวของน้องสโนว์มีรายได้หลักจากการกรอกน้ำขาย โดยรับน้ำดื่มจากโรงงานในหมู่บ้าน น้องสโนว์ช่วยงานทุกอย่าง ทั้งยกลัง ล้างขวด กรอกน้ำ ทำให้มีรายได้เหลือเพียงเดือนละ 1,500 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ย่าจึงต้องรับจ้างขัดไม้ คัดลำไย หรือทำงานก่อสร้าง น้องสโนว์จะตามไปช่วยงานทุกอย่าง และยังรับจ้างเลี้ยงวัว เพื่อหารายได้เพิ่ม

นอกจากเรื่องหนี้สินแล้ว ครอบครัวน้องสโนว์ยังต้องอาศัยอยู่ในบ้านเก่าที่ทรุดโทรม และเจอปัญหาน้ำท่วมจากน้ำป่าที่ไหลผ่านบ้าน ยิ่งทำให้บ้านทรุดโทรมหนักเข้าไปอีก ทั้งปู่และย่าก็สุขภาพไม่แข็งแรง ย่าป่วยเป็นกระดูกงอกที่ส้นเท้า ทำให้เดินลำบาก แต่ไม่ยอมไปรักษา เพราะเป็นห่วงน้องสโนว์ ส่วนปู่ก็ป่วยเป็นมะเร็งตับและสมองระยะสุดท้าย

น้องสโนว์จึงตัดสินใจเข้าร่วมรายการ “เก่งเล็กใจใหญ่ หัวใจนักสู้” เพื่อสู้เพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ และความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิม ถึงแม้จะมาแต่ตัว แต่มาพร้อมกับหัวใจนักสู้ที่แข็งแกร่ง เพื่อมอบชีวิตใหม่ให้กับครอบครัว

น้องสโนว์สู้ชีวิต! พ่อทิ้งหนี้ หาเงินเคียงข้างปู่ย่า

เรื่องราวของน้องสโนว์ แสดงให้เห็นถึงความกตัญญูและความเข้มแข็งของเด็กคนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากเกินวัย น้องสโนว์เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนในการสู้ชีวิต และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆ

เรื่องราว น้องสโนว์สู้ชีวิต! พ่อทิ้งหนี้ หาเงินเคียงข้างปู่ย่า เป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในสังคมไทย และเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต อย่าท้อแท้ และจงสู้ต่อไป

ที่มา – สู้สุดกำลัง “น้องสโนว์” พ่อสร้างหนี้แล้วทิ้งไป หาเงินเคียงข้างปู่กับย่า เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

พายุโซนร้อนมิแทก: ประกาศฉบับสุดท้ายก่อนสลายตัว

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับสุดท้ายเกี่ยวกับ พายุโซนร้อน “มิแทก” จ่ออ่อนกำลังลง ก่อนสลายตัวอย่างรวดเร็ว โดยพายุนี้ได้อ่อนกำลังลงอย่างต่อเนื่องหลังจากขึ้นฝั่งประเทศจีน อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักในบางพื้นที่ของประเทศไทย

พายุโซนร้อน “มิแทก” จ่ออ่อนกำลังลง ก่อนสลายตัวอย่างรวดเร็ว

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้แจ้งข่าว พายุโซนร้อน “มิแทก” จ่ออ่อนกำลังลง ก่อนสลายตัวอย่างรวดเร็ว โดยอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา (เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 16.00 น.) พายุโซนร้อนมิแทก (Mitag) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนได้เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน และเมื่อเวลา 01.00 น. ของวันที่ 20 กันยายน 2568 ได้ลดกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว ศูนย์กลางของพายุอยู่ที่มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน (ละติจูด 23.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 114.0 องศาตะวันออก) โดยมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ถึงแม้ว่า พายุโซนร้อน “มิแทก” จ่ออ่อนกำลังลง ก่อนสลายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศในประเทศไทย โดยร่องมรสุมได้เลื่อนขึ้นมาพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมที่อาจเกิดขึ้นในระยะนี้

ผลกระทบและคำแนะนำเกี่ยวกับพายุโซนร้อน “มิแทก” จ่ออ่อนกำลังลง ก่อนสลายตัวอย่างรวดเร็ว

ถึงแม้ว่าพายุจะอ่อนกำลังลง แต่สิ่งที่ต้องระวังคือปริมาณฝนที่อาจตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด

  • ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งขณะฝนตกหนัก
  • ระวังอันตรายจากฟ้าผ่า
  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังบริเวณมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง เนื่องจากพายุยังคงส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศในบริเวณดังกล่าว

กรมอุตุนิยมวิทยาได้เน้นย้ำให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สถานการณ์ พายุโซนร้อน “มิแทก” จ่ออ่อนกำลังลง ก่อนสลายตัวอย่างรวดเร็ว นี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าพายุจะอ่อนกำลังลงแล้ว แต่ผลกระทบจากฝนตกหนักก็ยังคงต้องเฝ้าระวัง

ที่มา – ประกาศฉบับสุดท้าย พายุโซนร้อน “มิแทก” จ่ออ่อนกำลังลง ก่อนสลายตัวอย่างรวดเร็ว