วัน: 24 กันยายน 2025

ซิเมโอเน่ งานเข้า! ยูฟ่าตั้งข้อหา-คาดแบน 1 เกม

ซิเมโอเน่ งานเข้า! ยูฟ่าตั้งข้อหา-คาดแบน 1 เกม หลังโดนไล่พ่ายลิเวอร์พูล

ยูฟ่า ประกาศตั้งข้อหา ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ตามคาดหลังนายใหญ่ทีม แอตเลติโก มาดริด แสดงปฏิกริยาไม่เหมาะสมจนโดนไล่ออกจากเกมบุกไปแพ้ ลิเวอร์พูล แบบเฉียดฉิว 3-2 ในถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก ขณะที่สื่อเชื่อว่าเจ้าตัวจะโดนแบนเกมเดียว

ซิเมโอเน่ ได้ใบแดงจากผู้ตัดสินในช่วงท้ายเกมที่ แอนฟิลด์ หลังจาก เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กัปตันทีม ลิเวอร์พูล โขกพังประตูชัยในช่วงทดเวลาให้เจ้าบ้านกำชัยไปแบบหวุดหวิด 3-2 โดยกุนซือชาวอาร์เจนไตน์ปรี่เข้าไปต่อปากต่อคำกับแฟนบอล หงส์แดง อย่างเดือดดาลกระทั่งการ์ดสนามต้องเข้ามาห้ามปราม

หลังแสดงพฤติกรรมดังกล่าว ผู้ตัดสินได้ชูใบแดงไล่ ซิเมโอเน่ ซึ่งเผยกับสื่อหลังเกมว่าทนไม่ได้ที่ถูกแฟนบอล เร้ด แมชีน หยามตลอดทั้งเกม

อย่างไรก็ดี เป็นที่เชื่อกันว่า สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) จะสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว กระทั่งล่าสุดเมื่อ 23 ก.ย.This Is Anfield สื่อเมืองลิเวอร์พูลเผยว่า ยูฟ่า ตั้งข้อหา ซิเมโอเน่ แล้ว

ด้าน พอล จอยซ์ นักข่าวจาก เดอะ ไทม์ส คาดหมายว่า ซิเมโอเน่ จะได้รับโทษแบนเกมเดียวนัดหน้าที่ทีมตราหมีจะเปิดบ้านดวลกับ แฟร้งค์เฟิร์ต วันอังคารที่ 30 ก.ย.

ขณะเดียวกัน สำหรับเหตุการณ์ชุลมุนช่วงท้ายเกมที่ แอนฟิลด์ ซึ่งมีการเผยว่าสตาฟฟ์ทีม แอตเลติโก มาดริด ถ่มน้ำลายใส่แฟนบอล ลิเวอร์พูล รายหนึ่งนั้นมีการยืนยันตัวตนแล้วว่าได้แก่ ดาบิด ลากอส นักโภชนาการของทีมโดยถึงขณะนี้ ยูฟ่า ยังไม่ได้ตั้งข้อหาเขา แต่จะยังคงสอบสวนต่อไป ขณะที่สโมสรจาก ลา ลีกา ประกาศสอบสวนพฤติกรรมของเขาเช่นกัน

“เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์” ระยอง ที่ 1!

เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง ได้รับคะแนนเมืองอัจฉริยะสูงสุดในประเทศ ด้วยคะแนน 84.85% รองลงมาเป็นสามย่านและฉะเชิงเทรา ส่วนเขตส่งเสริมที่มีความพร้อมเป็นเมืองอัจฉริยะในอนาคต ได้แก่ อุโมงค์เมืองอัจฉริยะ จังหวัดลำพูน และปทุมธานีเมืองอัจฉริยะ

นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า ดีป้า โดยสำนักงานเมืองอัจฉริยะประเทศไทย ได้จัดทำดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันเมืองอัจฉริยะประเทศไทย (Thailand Smart City Competitiveness Index (TSCCI)) และดัชนีประเมินความพร้อมเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ (Smart City Promotional Zone Readiness Index (SCPRI)) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และก่อให้เกิดการแข่งขันในเชิงบวกระหว่างเมืองอัจฉริยะ

โดยดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันเมืองอัจฉริยะประเทศไทย ประจำปี 2567 (Thailand Smart City Competitiveness Index (TSCCI) 2024) จาก 22 เมือง 36 จังหวัด และดัชนีประเมินความพร้อมเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ประจำปี 2567 (Smart City Promotional Zone Readiness Index (SCPRI) 2024) จาก 74 เมือง พิจารณาจาก 5 องค์ประกอบของแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย วัตถุประสงค์ และลักษณะของเมืองอัจฉริยะ, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางกายภาพและดิจิทัล, การพัฒนาระบบข้อมูลและความปลอดภัย, การบริการระบบเมืองอัจฉริยะ 7 ด้าน และการระบุแนวทางการลงทุนและการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน

ผลปรากฏว่า เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ สามารถคว้าอันดับหนึ่งไปครองได้สำเร็จ

พบเมืองอัจฉริยะที่ได้รับคะแนนชี้วัดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุด 3 อันดับแรก ประกอบด้วย เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง ได้รับคะแนน 84.85%, สามย่านสมาร์ทซิตี้ กรุงเทพมหานคร ได้รับคะแนน 78.22% และฉะเชิงเทรา เมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว น่าลงทุน จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับคะแนน 77.45%

ขณะที่เขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะที่มีความพร้อมสูงที่สุดในการก้าวไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะคือ อุโมงค์เมืองอัจฉริยะ เทศบาลตำบลอุโมงค์ จังหวัดลำพูน ได้รับคะแนน 71.44% และ ปทุมธานีเมืองอัจฉริยะ จังหวัดปทุมธานี ได้รับคะแนน 70.20% โดยผลการจัดอันดับเมืองอัจฉริยะและเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ขึ้นอยู่กับข้อมูลการประเมินตนเองและการรายงานผลที่ได้รับจากผู้พัฒนาเมือง

“รายงานดังกล่าวเป็นการสร้างระบบวัดและประเมินผล เพื่อให้สามารถติดตามและปรับปรุงการดำเนินงาน เพื่อให้เมืองพัฒนาไปในทิศทางที่เหมาะสม พลิกโฉมประเทศไทย ขยายเขตเมืองอัจฉริยะให้ครอบคลุมทั่วประเทศ”

เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์

การที่เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ได้รับตำแหน่งอันดับ 1 ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างความยั่งยืนให้กับเมือง เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและควรสนับสนุนอย่างยิ่ง

ทำไมเมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ถึงได้ที่ 1?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ประสบความสำเร็จ มาจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การบริการสาธารณะอัจฉริยะ การบริหารจัดการเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาเมือง นอกจากนี้ การมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและแผนการดำเนินงานที่เป็นระบบ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เมืองสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

การพัฒนาเมืองอัจฉริยะไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เมืองสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความสำเร็จของ เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับเมืองอื่นๆ ในประเทศไทย ให้หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าท่องเที่ยวสำหรับทุกคน

ความสำเร็จของ เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเมืองให้ทันสมัยและน่าอยู่เทียบเท่ากับนานาชาติ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

ที่มา – “เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์” ระยอง คว้าอันดับ 1 ดัชนีการแข่งขัน 84.85%

ถนนทรุด ไม่กระทบอาคาร รพ.วชิรพยาบาล จริงหรือ?

จากกรณีถนนทรุด ไม่กระทบอาคาร รพ.วชิรพยาบาล ทำให้หลายคนเกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ ล่าสุดทางโรงพยาบาลได้ออกมาอธิบายถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดความวิตกกังวลของประชาชน

ถนนทรุด ไม่กระทบอาคาร รพ.วชิรพยาบาล จริงหรือไม่?

ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ได้กล่าวถึงกรณีถนนทรุด ไม่กระทบอาคาร รพ.วชิรพยาบาล ว่าตัวอาคารของโรงพยาบาลไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เนื่องจากด้านหน้าของโรงพยาบาลมีกำแพงกั้นดินที่ลึกถึง 60 เมตร และตัวอาคารทีปังกรฯ ก็มีกำแพงป้องกันเช่นกัน ทำให้มั่นใจได้ว่าโครงสร้างของอาคารมีความแข็งแรงและปลอดภัย

มาตรการของโรงพยาบาลหลังเกิดเหตุถนนทรุด

ถึงแม้ว่าตัวอาคารจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่เพื่อความไม่ประมาทและเนื่องจากปัญหาการจราจรที่เกิดขึ้น ทางโรงพยาบาลจึงได้ตัดสินใจหยุดให้บริการตึกผู้ป่วยนอกเป็นเวลา 2 วัน อย่างไรก็ตาม ทางโรงพยาบาลยังคงเปิดให้บริการสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉิน และมีการจัดการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโดยใช้ประตูอื่น ๆ บริเวณโดยรอบโรงพยาบาล

  • ปิดให้บริการตึกผู้ป่วยนอกชั่วคราว (2 วัน)
  • ยังคงให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉิน
  • จัดการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยผ่านประตูอื่น ๆ

ทางโรงพยาบาลเข้าใจถึงความกังวลของประชาชน และได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรเป็นอันดับแรก จึงได้ดำเนินการตรวจสอบโครงสร้างอาคารอย่างละเอียด และยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยงใด ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการให้บริการทางการแพทย์

สิ่งที่ทางโรงพยาบาลกังวลในขณะนี้คือการเดินทางมาทำงานของเจ้าหน้าที่ภายในโรงพยาบาล เนื่องจากปัญหาการจราจรที่เกิดขึ้นอาจทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างยากลำบาก ทางโรงพยาบาลกำลังพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง

ถึงแม้จะมีข่าวถนนทรุด ไม่กระทบอาคาร รพ.วชิรพยาบาล แต่ทางโรงพยาบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะให้บริการทางการแพทย์ที่ดีที่สุดแก่ประชาชน และพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ดังนั้น หากท่านมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว สามารถติดต่อสอบถามได้โดยตรงที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล หรือติดตามข่าวสารจากช่องทางของโรงพยาบาลอย่างเป็นทางการ

ที่มา – ถนนทรุด ไม่กระทบอาคาร รพ.วชิรพยาบาล เหตุมีกำแพงกั้นดิน ลึก 60 เมตร

WHO ยัน! วัคซีน-ไทลินอล ไม่เกี่ยวออทิสติก

องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวอ้างที่ว่าวัคซีนและยาไทลินอลอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดออทิสติก โดยยืนยันว่าไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว หลังจากที่อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยแนะนำให้สตรีมีครรภ์หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดดังกล่าว ทำให้เกิดความสับสนและความกังวลในวงกว้าง

WHO ยัน! วัคซีน-ไทลินอล ไม่เกี่ยวออทิสติก

WHO ย้ำว่า พาราเซตามอล หรือ อะเซตามิโนเฟน ซึ่งเป็นตัวยาหลักในไทลินอล ถือเป็นยาแก้ปวดที่ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับสตรีมีครรภ์ แม้ว่าจะมีงานวิจัยบางชิ้นที่เสนอความเชื่อมโยงระหว่างการใช้พาราเซตามอลในช่วงตั้งครรภ์กับความเสี่ยงในการเกิดออทิสติกในเด็ก แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นไม่สอดคล้องกัน และงานวิจัยในภายหลังจำนวนมากก็ไม่พบความสัมพันธ์ดังกล่าว

โฆษกของ WHO นายทาริก จาซาเรวิช กล่าวว่า หากความเชื่อมโยงดังกล่าวเป็นจริง เราควรจะเห็นหลักฐานที่ชัดเจนและสม่ำเสมอในการศึกษาต่างๆ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวอ้างนั้นอย่างชัดเจน

วัคซีนปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดออทิสติก

นอกจากนี้ WHO ยังได้ตอบโต้ข้อกังวลที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามเชื่อมโยงวัคซีนกับการเกิดออทิสติก โดยเน้นย้ำว่าวัคซีนไม่ได้ก่อให้เกิดออทิสติก และตารางการฉีดวัคซีนในเด็กที่ WHO แนะนำนั้นได้รับการใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกมานานกว่า 50 ปีแล้ว ซึ่งสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้กว่า 154 ล้านคน

WHO เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงตารางการฉีดวัคซีนโดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการระบาดของโรคร้ายแรง ทั้งในตัวเด็กเองและในชุมชนโดยรอบ ดังนั้น การพลาดการฉีดวัคซีนแต่ละครั้ง จะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคอันตรายที่อาจถึงชีวิตได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการสมองกล่าวว่า ออทิสติกเป็นภาวะที่ซับซ้อนซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาการของสมอง และมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยทางพันธุกรรม ไม่ได้เกิดจากวัคซีนหรือยาแก้ปวดอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง

การออกมาแถลงการณ์ของ WHO ในครั้งนี้ ถือเป็นความพยายามล่าสุดในการแก้ไขความเข้าใจผิดและความกังวลของประชาชน หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมากล่าวว่า สตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ไทลินอล โดยอ้างถึงความเชื่อมโยงที่ไม่ได้รับการพิสูจน์กับภาวะออทิสติก และยังเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงตารางการฉีดวัคซีนในเด็ก รวมถึงวัคซีน MMR (หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน) พร้อมทั้งตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับส่วนผสมอะลูมิเนียมที่ใช้ในวัคซีน

การทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสาเหตุของออทิสติกเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ผู้ปกครองและสังคมโดยรวมสามารถให้การสนับสนุนและดูแลเด็กที่มีภาวะออทิสติกได้อย่างเหมาะสม การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความกังวลที่ไม่จำเป็น ดังนั้น การรับฟังข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่าง WHO และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ข้อสรุปที่สำคัญคือ วัคซีน-ไทลินอล ไม่ได้เป็นสาเหตุของออทิสติก และการได้รับวัคซีนตามกำหนดเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคร้ายแรง

ที่มา – WHO โต้ทรัมป์ “วัคซีน-ไทลินอล” ไม่เกี่ยวข้องกับออทิสติก

ถนนทรุดล่าสุด! ปิดจราจรถนนสามเสน เลี่ยงเส้นทาง!

ผบ.ตร. สั่งด่วน! ดูแลความปลอดภัยและอำนวยการจราจร เหตุถนนทรุดล่าสุด ปิดการจราจรถนนสามเสน ตั้งแต่แยกศรีย่าน มุ่งหน้าแยกซังฮี้ และถนนขาว พร้อมแนะนำเส้นทางเลี่ยง

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการด่วนให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลเร่งดูแลประชาชนและอำนวยการจราจร กรณีเมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. เกิดเหตุถนนทรุดล่าสุด บริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถ.สามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เป็นหลุมกว้าง 30 x 30 เมตร ลึก 50 เมตร และมีแนวโน้มทรุดตัวเพิ่มขึ้น โดยต่อมาในที่เกิดเหตุมีเสาไฟฟ้าตกลงไปจำนวน 2 ต้น และมีรถของสถานีตำรวจนครบาลสามเสน ตกลงไป และการทรุดตัวได้ขยายวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน และส่งผลให้การจราจรบริเวณดังกล่าวรวมทั้งบริเวณใกล้เคียงติดขัดอย่างหนัก

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรุงเทพมหานคร ในการดำเนินการเหตุถนนทรุดล่าสุด ท่อประปาขนาดใหญ่ชำรุด และดูแลประชาชนให้เกิดความปลอดภัย รวมทั้งเร่งอำนวยความสะดวกการจราจรรอบบริเวณ เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อผู้สัญจรใกล้เคียงได้

สำหรับการดูแลการจราจร ล่าสุด พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผู้บังคับการตำรวจจราจร ได้สั่งการให้ฝ่ายจราจร สน.สามเสน ปิดการจราจรถนนสามเสน ตั้งแต่แยกศรีย่าน มุ่งหน้าแยกซังฮี้ และถนนขาว โดยให้มีเส้นทางเลี่ยงดังนี้

  • แยกบางพลัด ข้ามสะพานกรุงธน ให้ตรงไปแยกซังฮี้ ใช้ถนนราชวิถี
  • ถนนสุโขทัย ขาเข้า ให้เลี้ยวซ้ายแยกสวนรื่นฤดี ใช้ถนนราชวิถี
  • ถนนสามเสน ขาเข้า จากแยกเกียกกาย มุ่งหน้าแยกศรีย่าน ให้เลี้ยวซ้ายถนนนครไชยศรี

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตนเอง เพื่อดูแลสั่งการในการประสานงาน รวมทั้งดูแลความปลอดภัยและอำนวยการจราจรให้กับพี่น้องประชาชน

ถนนทรุดล่าสุด ปิดการจราจรถนนสามเสน ตั้งแต่แยกศรีย่าน มุ่งหน้าซังฮี้ แนะเส้นทางเลี่ยง

เส้นทางเลี่ยงถนนสามเสน หลังเกิดเหตุถนนทรุดล่าสุด

สำหรับใครที่จำเป็นต้องใช้เส้นทางถนนสามเสนในช่วงนี้ แนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลการจราจรอย่างใกล้ชิด และวางแผนการเดินทางเผื่อเวลา หรือเลือกใช้เส้นทางเลี่ยงตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำเพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางนะคะ

เหตุการณ์ถนนทรุดล่าสุดนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เราเห็นถึงความสำคัญของการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานของเมือง และความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ หวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคตค่ะ

ที่มา – ถนนทรุดล่าสุด ปิดการจราจรถนนสามเสน ตั้งแต่แยกศรีย่าน มุ่งหน้าซังฮี้ แนะเส้นทางเลี่ยง

ยันหว่าง! BYD U9 Xtreme เร็วสุดในสามโลก

เมื่อสถิติความเร็วท็อปสปีดบนถนนถูกทำลาย ทำให้รถยนต์ที่ผลิตออกมาเร็วที่สุดในโลกไม่ใช่ Koenigsegg, Bugatti หรือ SSC แต่มันคือ BYD โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นี่คือยันหว่าง U9 Xtreme (U9X) จากแบรนด์ย่อยสุดหรูของ BYD อย่าง Yangwang รถคันนี้ทำสถิติใหม่ ด้วยความเร็วสูงสุด 496.21 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในสนามปิดของประเทศเยอรมนี

ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นกับไฮเปอร์คาร์ U9 Xtreme รุ่นล่าสุดของ Yangwang เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2025 ณ สนามทดสอบ ATP Automotive Testing Papenburg ในประเทศเยอรมนี ทั้งนี้ Yangwang U9X เป็นรถยนต์ไฮเปอร์คาร์ ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน 100% ความสำเร็จครั้งสำคัญทางวิศวกรรมสมัยใหม่ สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับยานยนต์ไฟฟ้า ผสานพลังและความเร็วเข้าด้วยกันโดยปราศจากมลพิษ 

U9 Xtreme ขับเคลื่อนบนแพลตฟอร์ม e4 ของ BYD ให้กำลังรวม 2,978 แรงม้า จากมอเตอร์ไฟฟ้าสี่ตัว ซึ่งแต่ละตัวให้กำลัง 744 แรงม้า และสามารถหมุนได้สูงสุดถึง 30,000 รอบต่อนาที ซึ่งมากกว่า U9 รุ่นมาตรฐานที่มีกำลัง 1,288 แรงม้าถึงสองเท่า มากกว่า Rimac Nevera R ที่มีกำลัง 2,078 แรงม้า และ Aspark Owl ที่มีกำลัง 2,012 แรงม้า อัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักที่น่าทึ่ง อยู่ที่ 1,217 แรงม้าต่อตัน

Yangwang U9 Xtreme (เดิมชื่อ Track Edition) กลายเป็นรถยนต์ที่ผลิตออกมาเร็วที่สุดในโลกแล้ว ด้วยความเร็ว 308.4 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 496.21 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การบันทึกสถิติเกิดขึ้นที่สนามแข่งความเร็วสูง ATP Papenburg ในประเทศเยอรมนี

เกือบๆ 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช่แล้ว เพียงไม่กี่อาทิตย์ หลังจากทำลายสถิติความเร็วสูงสุดของรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตออกขาย  เป็นรถยนต์ที่ถูกกฎหมายสำหรับใช้งานบนท้องถนนที่เร็วที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรืออื่นๆ มันโค่นบัลลังก์ Bugatti Chiron Super Sport 300+ ซึ่งเคยทำความเร็วได้ 304.8 ไมล์ต่อชั่วโมง ( 490.05 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ในปี 2019 ก่อนหน้านี้เคยโค่น Aspark Owl (438 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) และ Rimac Nevera R (431.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) เรียกได้ว่าต่อยล้มทั้งยืนด้วยยันหว่าง! ทำลายล้างความเร็วท็อปสปีดของรถสันดาปทั้งสองคันอย่างราบคาบ

U9 ขับโดย Marc Basseng นักแข่งชาวเยอรมัน ผู้มีฝีมือไม่แพ้ใครในเรื่องความเร็ว และดูเหมือนจะเป็นชายผู้มีจิตใจแข็งแกร่ง ปีที่แล้วก็ทำสถิติส่วนตัวที่ดีที่สุดที่ 374 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน U9 รุ่น “มาตรฐาน” ปัจจุบัน Marc Basseng  เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถเข้าสู่ทำเนียบความเร็ว 480 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

2,978 แรงม้า เพิ่มขึ้นสองเท่าจาก 1,288 แรงม้าของรถรุ่นปกติ จากมอเตอร์ไฟฟ้าสี่ตัว (ซึ่งใช้เหล็กซูเปอร์ซิลิคอนที่บางที่สุดในโลกเพียง 0.1 มิลลิเมตรในการผลิตจำนวนมาก) มอเตอร์แต่ละตัว สามารถหมุนได้สูงสุด 30,000 รอบต่อนาที

นอกจากนี้ U9 ยังเป็นไฮเปอร์คาร์รุ่นแรกที่ผลิตออกมาโดยใช้แพลตฟอร์มไฟฟ้าแรงดันไฟฟ้าสูงพิเศษ 1,200 โวลต์ ต่อยอดจากระบบ 800 โวลต์ ของ U9 รุ่นมาตรฐาน ช่วยให้สามารถส่งกระแสไฟฟ้าผ่านแพลตฟอร์มไปยังมอเตอร์ได้รวดเร็ว การแผดความร้อน ลดลงถึง 67 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์ม 800 โวลต์ ที่ให้กำลังเท่ากัน เมื่อผสานกับแบตเตอรี่ Blade สุดล้ำของ BYD ความหนาแน่นของแต่ละเซลล์ จะเพิ่มขึ้น 170 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับระบบ 800V ทำให้มีอัตราการคายประจุสูงสุดถึง 30 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าแบตเตอรี่ EV ทั่วไปถึง 10 เท่า!! ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องทางเทคนิค แต่พูดอีกอย่างก็คือ มันสามารถรักษาระดับกระแสไฟขาออกที่สูงมากๆ ได้โดยแบตฯใบมีดไม่ระเบิดตูมไปเสียก่อน นั้นถือเป็นข่าวดี สำหรับการวิ่งด้วยความเร็วสูงเฉียดๆ 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

U9 มีล้อเล็กลงเช่นกัน คือขนาด 20 นิ้ว แทนที่จะเป็น 21 นิ้ว ยางล้อหน้ามีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 325 มม. จากเดิม 275 มม. เพื่อให้เข้ากับล้อหลัง นักเลงรถหลายคน คงคิดว่ายางต้องรับแรงกดดันมหาศาลมากๆ เมื่อต้อววิ่งด้วยความเร็วสูงสุด และแน่นอน น้ำหนักของแบตเตอรี่ก็หนักโคตร น้ำหนักรถเปล่ารวมอยู่ที่ 2,480 กิโลกรัม เบากว่า X7 XDrive 40d แค่นิดเดียวเท่านั้นเอง 

รถไฮเปอร์คาร์ยันหว่าง! BYD U9 Xtreme เร็วสุดในสามโลกผลิตเพียง 30 คัน และราคาน่าจะสูงกว่า U9 รุ่นมาตรฐาน ที่ราคา 200,000 ปอนด์ จุดหมายปลายทางต่อไป คือ การทำลายสถิติความเร็วบนบกด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 341.264 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 549.211 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นเป็นตัวเลขสถิติของยานยนต์ไฟฟ้าทรงหัวกระสุนอย่าง Buckeye Bullet 3 ซึ่งคาดว่าน่าจะไม่ยากเย็นอะไรนัก!

ยันหว่าง! BYD U9 Xtreme เร็วสุดในสามโลก

หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบความเร็วและเทคโนโลยีล้ำสมัย ยันหว่าง! BYD U9 Xtreme เร็วสุดในสามโลก คือรถที่คุณต้องจับตามอง ด้วยสถิติความเร็วที่ทำลายสถิติโลกและเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ทำให้รถคันนี้เป็นผู้นำในยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง

ทำความรู้จัก ยันหว่าง! BYD U9 Xtreme เร็วสุดในสามโลก

ยันหว่าง! BYD U9 Xtreme เร็วสุดในสามโลก ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์ที่เร็วที่สุดเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความมุ่งมั่นในการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าของ BYD การทำลายสถิติโลกครั้งนี้เป็นการประกาศศักดาว่า BYD สามารถสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงเทียบเท่าหรือเหนือกว่ารถยนต์สันดาปภายในได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ BYD ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ความเร็ว แต่ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความยั่งยืน การใช้แบตเตอรี่ Blade ที่มีความปลอดภัยสูงและแพลตฟอร์มไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ 1,200 โวลต์ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดและความมุ่งมั่นในการสร้างยานยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุด

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]   
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom   
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/   

ที่มา – ยันหว่าง! BYD U9 Xtreme เร็วสุดในสามโลก

เหตุถนนทรุดตัว รพ.วชิรฯ ปิดผู้ป่วยนอก

จากกรณี เหตุถนนทรุดตัว รพ.วชิรพยาบาล ประกาศปิดให้บริการผู้ป่วยนอกทุกกรณี สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่โดยรอบ โรงพยาบาลได้ประกาศถึงมาตรการดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ เหตุถนนทรุดตัว รพ.วชิรพยาบาล ประกาศปิดให้บริการผู้ป่วยนอกทุกกรณี ถนนสามเสน บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล เกิดการทรุดตัวเป็นหลุมลึกและขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่โดยรอบ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

เหตุถนนทรุดตัว รพ.วชิรพยาบาล ประกาศปิดให้บริการผู้ป่วยนอกทุกกรณี

คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาลได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการถึงการปิดให้บริการผู้ป่วยนอกทั้งหมด สืบเนื่องจากสถานการณ์ถนนทรุดตัวที่ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงและการให้บริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาล การตัดสินใจครั้งนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย ญาติ และบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่าน

ผลกระทบและการดำเนินการแก้ไขจากเหตุถนนทรุดตัว

ผลกระทบจาก เหตุถนนทรุดตัว ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่กระทบต่อการให้บริการผู้ป่วยนอกเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการเดินทางและการดำเนินชีวิตของประชาชนในบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย โรงพยาบาลวชิรพยาบาลกำลังเร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งแก้ไขสถานการณ์และประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ ทางคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาลได้ประกาศงดการเรียนการสอนของนักศึกษาทุกหลักสูตรชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักศึกษาทุกคน และเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินงานแก้ไขปัญหาได้อย่างเต็มที่

สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกนัดหมาย ทางโรงพยาบาลจะทำการติดต่อกลับเพื่อนัดหมายการเข้ารับบริการใหม่โดยเร็วที่สุด โรงพยาบาลขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และขอขอบคุณทุกท่านสำหรับความเข้าใจและความร่วมมือในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

แนวทางการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น

  • จัดทีมเฉพาะกิจเพื่อประเมินความเสียหายของโครงสร้างโดยรอบ
  • ประสานงานกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการซ่อมแซมถนน
  • จัดเตรียมเส้นทางสำรองสำหรับการเข้าออกโรงพยาบาล
  • ให้ข้อมูลและคำแนะนำแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

สถานการณ์ เหตุถนนทรุดตัว รพ.วชิรพยาบาล ประกาศปิดให้บริการผู้ป่วยนอกทุกกรณี ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทางโรงพยาบาลจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบเป็นระยะๆ จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ

การทรุดตัวของถนนครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ และการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ หวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

ที่มา – เหตุถนนทรุดตัว รพ.วชิรพยาบาล ประกาศปิดให้บริการผู้ป่วยนอกทุกกรณี

ท่าเรือระนอง ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค

ท่าเรือระนองก้าวสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค หนุนแลนด์บริดจ์เชื่อมจีน-อินเดีย เลี่ยงช่องแคบมะละกา ด้านเอกชนแนะใช้ Sandbox วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน-เขตปลอดอากร-โรงงานอุตสาหกรรม หนุนเศรษฐกิจระนองเติบโตระยะยาว

นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาท่าเรือระนองว่า ปัจจุบันท่าเรือแห่งนี้ถูกวางบทบาทสำคัญในฐานะ “ศูนย์กลางการขนส่งหลายรูปแบบ” (Multimodal Transport Hub) ที่เชื่อมโยงจีนตอนใต้เข้าสู่กลุ่มประเทศ BIMSTEC และมหาสมุทรอินเดีย โดยจะทำหน้าที่คู่ขนานสองบทบาทที่เกื้อหนุนกัน คือ ท่าเรือระนองปัจจุบัน ซึ่งเปรียบเสมือนท่าเรือชายฝั่งสำหรับเรือขนาดเล็กในระดับภูมิภาค ส่วนโครงการท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ในโครงการแลนด์บริดจ์ ที่รัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันนั้น จะกลายเป็นประตูการค้าหลักเพื่อรองรับเรือขนาดใหญ่ในเส้นทางระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า ท่าเรือระนองในปัจจุบันจะมีข้อจำกัดด้านร่องน้ำลึกประมาณ 8 เมตร เหมาะสำหรับเรือ Feeder ขนาดบรรทุก 50-120 ตู้คอนเทนเนอร์ (TEU) ที่เชื่อมโยงการค้ากับตลาดสำคัญอย่างย่างกุ้งและจิตตะกอง ส่วนท่าเรือน้ำลึกใหม่ จะถูกออกแบบให้มีร่องน้ำลึก 18 เมตร ยื่นออกไปในทะเล เพื่อรองรับ Mother Vessel ขนาดใหญ่ตั้งแต่ 3,000–20,000 TEU โดยตรง ทำให้ไทยมีท่าเรือฝั่งอันดามันที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก และเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์เลี่ยงช่องแคบมะละกาที่แออัด

“ท่าเรือทั้งสองแห่งไม่ได้แข่งขันกัน แต่จะทำงานเสริมกัน โดยท่าเรือน้ำลึกใหม่จะเน้นรองรับเรือข้ามทวีป ส่วนท่าเรือเดิมจะยังคงเป็นหัวใจของการขนส่งชายฝั่งและภูมิภาค ซึ่งการมี Mother Vessel เข้ามาเทียบท่าจะสร้างอุปสงค์การกระจายสินค้าต่อด้วยเรือเล็ก ส่งผลให้ท่าเรือระนองปัจจุบันคึกคักยิ่งขึ้น“

นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า สิ่งที่ทำให้ท่าเรือระนองมีศักยภาพโดดเด่นคือ โครงข่ายโลจิสติกส์ที่เชื่อมตรงจากจีนตอนใต้ โดยมีทั้งเส้นทางถนนตรงมายังระนอง และเส้นทางผสมระหว่างราง-ถนน ผ่านลาวเข้าสู่ชุมพร ก่อนถ่ายสินค้าลงรถบรรทุกมายังท่าเรือระนอง ระยะเวลาเพียง 2-3 วันเมื่อเทียบกับเส้นทางเรือที่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 สัปดาห์ ขณะที่จากท่าเรือระนองสามารถส่งต่อสินค้าสู่ย่างกุ้งเพียง 2.5 วัน โคลัมโบ 7 วัน และเชนไน 5 วัน ซึ่งสั้นกว่ามากเมื่อเทียบกับเส้นทางเดิม

ขณะเดียวกันทางจีนจึงให้ความสนใจอย่างสูงต่อโครงการแลนด์บริดจ์และท่าเรือระนอง เพราะช่วยแก้ปัญหาคอขวดการขนส่งทางเรือ และยังเชื่อมต่อโดยตรงสู่ตลาดขนาดใหญ่ในภูมิภาค BIMSTEC ที่มีประชากรรวมกว่า 1 ใน 4 ของโลก โดยเฉพาะเมียนมา บังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกา ซึ่งล้วนเป็นตลาดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของไทย ดังนั้นท่าเรือระนองไม่ใช่แค่ท่าเรืออีกแห่ง แต่คือหัวใจของยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ไทยที่จะเชื่อมจีนตอนใต้เข้ากับอินเดียและมหาสมุทรอินเดียอย่างเต็มรูปแบบ

ด้านนายณัฐภูมิ เปาวรัตน์ อำนวยการอาวุโสฝ่ายการค้าพัฒนาธุรกิจและการลงทุน ผู้แทนองค์กรด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGJWD กล่าวว่า ภาคเอกชนมองว่าท่าเรือระนองจะเป็น Gateway Port ของฝั่งอันดามัน โดยใช้โครงสร้างปัจจุบันเป็นทำหน้าที่เตรียมเป็นพื้นที่ต้นแบบ Sandbox ทดสอบเส้นทางจริงทันที ไม่ต้องรอโครงการแลนด์บริดจ์เดินหน้า เพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับประเทศกลุ่ม BIMSTEC รับมือความผันผวนโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

นอกจากประโยชน์ทางการค้า โครงการพัฒนาท่าเรือระนองยังมีมิติทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ โดยจะช่วยสร้างงานใหม่ กระตุ้นการลงทุนอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ การแปรรูปอาหารทะเล และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ดันจังหวัดระนองที่มีศักยภาพสูงด้านอุตสาหกรรมทะเลก้าวขึ้นเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้

ขณะเดียวกันมองว่าการผลักดันโครงการจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมศุลกากรในการอำนวยความสะดวกกฎระเบียบการนำเข้า–ส่งออก การสนับสนุนจากพาณิชย์จังหวัด ทูตพาณิชย์ BOI และผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ในอนาคต ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ยังเตรียมต่อยอดสู่การขนส่งทางอากาศ เช่น การรวบรวมสินค้าล็อตเล็กที่สุวรรณภูมิแล้วส่งต่อทางเรือผ่านระนองไปยังประเทศปลายทาง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความหลากหลายของโครงข่ายขนส่ง ทำให้โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นเส้นทางการค้าใหม่ แต่ยังเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคและสร้างจุดยืนใหม่ให้ไทยบนเวทีการค้าโลก

ท่าเรือระนองสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค

ศักยภาพของท่าเรือระนองในการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งที่ทันสมัย จะส่งผลให้ท่าเรือระนองกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาคที่สำคัญอย่างแท้จริง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมากมายให้กับประเทศไทย

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ที่มา – ท่าเรือระนองสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค หนุนแลนด์บริดจ์เชื่อมจีน-อินเดีย สร้างเศรษฐกิจโตระยะยาว

คนละครึ่งพลัส 2568 เริ่มเมื่อไร? เช็กเงื่อนไข!

อัปเดตล่าสุดโครงการ “คนละครึ่ง 2568” หรือ “คนละครึ่งพลัส” จะเริ่มโครงการได้เมื่อไร? มาเช็กเงื่อนไขล่าสุดและดูกันว่าใครลงทะเบียนได้บ้าง

อัปเดตความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่ง” ปี 2568 หรือ “คนละครึ่งพลัส” ภายหลังจากที่ รัฐบาลอนุทินเตรียมนำโครงการดังกล่าว กลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่อาจจะมีอะไรที่มากกว่าเดิม เช่น เรื่องสิทธิประโยชน์ที่มากขึ้น 

“คนละครึ่งพลัส 2568” คืออะไร

สำหรับ “คนละครึ่ง” คือโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานราก สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยโดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่ แผงลอย เพื่อให้มีรายได้จากการขายสินค้าเพิ่มขึ้น โดยภาครัฐร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปผ่านฝ่ายของผู้ซื้อ 50% โดยใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ

โดยล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงโครงการคนละครึ่ง ระบุว่า มีประโยชน์ เพราะมีส่วนร่วมกับประชาชนโดยมีการแชร์กัน รัฐบาลจะทำโครงการคนละครึ่งพลัส เป็นแรงจูงใจให้คนที่เสียภาษี 60:40 และมั่นใจว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็ว รัฐบาลมีเวลาไม่มาก แต่อาจทำทุกอย่างที่ค้างท่อโดยเร่งปัจจัยทั้งหลายให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่เวลาที่เรามี รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่มีปัญหา พรรคร่วมไม่มีการไม่สนับสนุนกัน ทุกอย่างเป็นประโยชน์กับประเทศถือว่าเป็นบิ๊กวิน (Big Win) ของประเทศ

โครงการ “คนละครึ่งพลัส 2568” จะเริ่มเมื่อไร

สำหรับโครงการคนละครึ่งฉบับอัปเกรด หรือ “คนละครึ่งอนุทิน” ก่อนหน้านี้คาดการณ์ว่าจะเริ่มใช้ได้เร็วสุดในช่วงเดือนตุลาคม 2568 โดยใช้งบประมาณ ในหมวดงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงินราว 25,000 ล้านบาท

โดยนายอนุทิน ได้เผยความคืบหน้าบนเวทีปราศรัย ขณะหาเสียงช่วย น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล หรือ ครูอีฟ เลือกตั้งซ่อม จ.ศรีสะเกษ เขต 5 ตอนหนึ่งว่า นโยบายต่างๆ พูดอะไรไว้เราจะทำตามที่พูดภายใน 1 เดือนนี้ “คนละครึ่งพลัส 2568” จะมาถึงมือแน่นอน

คาดแถลงนโยบาย 29-30 ก.ย. ดึง 2.5 หมื่นล้าน งบประมาณปี 68 ทำ “คนละครึ่งพลัส 2568” 

ขณะที่ทางด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มการใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 และ “คนละครึ่ง” เมื่อถามว่า ส่วนงบประมาณปี 2568 จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท จะนำมาใช้ในโครงการคนละครึ่งทันหรือไม่ นายภราดร ย้ำว่า ต้องดูแนวทางและถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ ว่าจะมีช่องทางไหนที่สามารถทำได้หรือไม่ แต่ถึงอย่างไรต้องรอให้ ครม. มีความสมบูรณ์ก่อน

สำหรับการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ได้คุยนอกรอบว่า วันที่ 29-30 กันยายนนี้ ฉะนั้นน่าจะอยู่ในกรอบ แต่ถึงอย่างไรต้องรอหลังจากที่นายกรัฐมนตรีทำหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อนัดหารือ 3 ฝ่าย (ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล วุฒิสภา) เพื่อแบ่งสรรเวลาและกำหนดวันที่ชัดเจนอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นได้ประสานนอกรอบแล้วก็คิดว่าน่าจะเป็น 29-30 กันยายน ส่วนจะต้องเร่งรัดเรื่องใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายภราดร ตอบว่า ไม่ทันก็ไม่ทัน ไม่ทันก็ไปใช้งบประมาณปี 2569 หากทันก็ใช้งบประมาณปี 2568 ก็มีเท่านั้น

เงื่อนไข “คนละครึ่งพลัส 2568” ใครได้บ้าง

สำหรับโครงการคนละครึ่งรอบใหม่ จะให้สิทธิประชาชนคนไทยทุกคน โดยแบ่งสิทธิออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

  • ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 

จะได้รับสิทธิพิเศษ “รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40%” หรือรูปแบบ 60:40 โดยกลุ่มนี้จะมีผู้ได้รับสิทธิ ประมาณ 11 ล้านคน

  • ประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

จะได้รับสิทธิจ่ายคนละครึ่ง หรือ 50:50 โดยประชาชนจ่าย 50% และรัฐช่วยจ่ายอีก 50%

จ่อเพิ่มสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี – ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ขณะที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อัปเดตข้อมูลโครงการ คนละครึ่ง ว่า ในส่วนของนโยบายคนละครึ่ง กำลังเป็นที่จับตามอง แม้จะยังไม่ได้มีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่มีแนวทางเบื้องต้นว่า

  • ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิ์ในลักษณะ top up 

เช่น หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ์ 300 บาท รัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อไม่ให้น้อยกว่าประชาชนทั่วไป

  • ขณะเดียวกัน ยังมีการพิจารณามอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี 

เช่น อาจได้รับสิทธิ์ 1,200 บาทต่อคน แทน 1,000 บาท จากนี้ต้องไปดูขั้นตอนทางเทคนิค แต่นโยบายนี้ปฏิบัติแน่ เพราะหารือกันมาถึงแนวทางการปฏิบัติแล้ว

  • ชงเพิ่มวงเงิน 200 บาทต่อวัน

โดย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังได้เปิดเผยอีกว่า ภาคเอกชนได้เสนอให้เพิ่มวงเงินในโครงการคนละครึ่ง จากเดิม 150 บาทต่อวัน เป็น 200 บาทต่อวัน คนที่ใช้แพลตฟอร์ม และมีสิทธิอยู่แล้วจะไม่ต้องลงทะเบียนใหม่เมื่อถึงเวลาสามารถใช้ได้ทันที ส่วนคนที่ยังไม่เคยใช้ต้องลงทะเบียน และสำหรับคนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ก็มีระบบออฟไลน์รองรับ

อย่างไรก็ตาม สำหรับความคืบหน้า “โครงการคนละครึ่ง 2568” ยังต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้ง หากมีรายละเอียดเพิ่มเติม จะรายงานให้ทราบต่อไป.

โครงการ “คนละครึ่งพลัส 2568” เป็นโครงการที่น่าจับตามองสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย และหวังว่ารัฐบาลจะเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว

ที่มา – อัปเดตโครงการ “คนละครึ่งพลัส” จะเริ่มเมื่อไร เช็กเงื่อนไขล่าสุด ใครได้บ้าง