วัน: 3 ตุลาคม 2025

กองหลังสมัยนี้ไม่ดีเท่าสมัยผม – รูนีย์

อดีตกองหน้าของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมชาติอังกฤษ เวย์น รูนีย์ เคยลงเล่นทั้งในทีมเดียวกันและเป็นคู่ต่อสู้กับกองหลังระดับท็อปมากมาย

รูนีย์ใช้เวลาถึง 13 ปีกับยูไนเต็ด ซึ่งประสบความสำเร็จทั้งในลีกและยุโรป ทำให้เขาได้เผชิญหน้ากับเซ็นเตอร์แบ็คที่ดีที่สุดในทวีปยุโรป

แต่ในตอนล่าสุดของพอดแคสต์ BBC The Wayne Rooney Show กองหน้ารายนี้กล่าวว่ากองหลังสมัยนี้ไม่สามารถเทียบเคียงกับผู้ที่เขาเคยเจอในอาชีพ 19 ปีของเขา

“ในยุคปัจจุบัน เซ็นเตอร์แบ็คเหล่านี้ไม่ดีเท่าพวกที่ผมเคยเล่นด้วยเลย” ชายวัย 39 ปีกล่าว

จากกองหลังในพรีเมียร์ลีกปัจจุบัน เขายกย่องวิลเลียม ซาลิบา และกาเบรียลของอาร์เซนอลว่าเป็นคู่หูที่ดีที่สุด

“ซาลิบาและกาเบรียลเสริมกันได้ดีจริงๆ” เขากล่าว

“คุณจะเห็นพวกเขานำทีมและพูดคุย นั่นคือสิ่งที่เซ็นเตอร์แบ็คต้องการ พวกเขาต้องเป็นผู้นำที่พูดเก่ง

“ผมจะวางพวกเขาในระดับเดียวกับผู้เล่นที่ผมเคยเจอไหม? ไม่หรอก แต่พวกเขาอาจเป็นคู่หูที่ดีที่สุดในยุคนี้”

ซาลิบาเพิ่งเซ็นสัญญาใหม่กับทีมปืนใหญ่สัปดาห์นี้ และรูนีย์กล่าวว่ามันเป็นเรื่อง “ยิ่งใหญ่” ที่ผู้จัดการทีมมิเกล อาร์เตต้าสามารถรั้งตัวนักเตะชาวฝรั่งเศสรายนี้ไว้ได้

“นั่นช่วยให้ผู้เล่นคนอื่นๆ ตามมา และผู้เล่นใหม่เข้ามาในเดือนมกราคมหรือซัมเมอร์หน้า” เขากล่าว

“เมื่อคุณรู้ว่ามีความมั่นคง มันช่วยทุกคน”

ในตอนล่าสุดของพอดแคสต์ รูนีย์จัดอันดับ 5 กองหลังที่ดีที่สุดที่เขาเคยเจอ

เขาไม่รอช้าที่จะชื่นชมดาวิดเฟอร์ดินานด์และเนมันยา วิดิช จากแมนฯ ยูไนเต็ด และกล่าวว่าทั้งคู่สมควรติดอันดับ 5 อันดับแรกของเขา

แต่รายการนี้ประกอบด้วยเฉพาะ 5 กองหลังที่ดีที่สุดที่เขาเจอในแชมเปียนส์ลีกเท่านั้น

5. อเลสซานโดร เนสต้า

รูนีย์กล่าวว่า: “เราลงเล่นกับเขาตอนปี 2007 ในแชมเปียนส์ลีก เขาเก่งมาก ดูเหมือนควบคุมทุกอย่างได้เสมอ และเขาสามารถน่าเกลียดได้ด้วย

“เราลงเล่นกับเอซี มิลานที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดในเลกแรก หลังจาก 10 นาที ผมได้ยินเสียงหายใจหนักๆ จากด้านหลัง และคิดว่า ‘ฉันได้เขาละ เขาจะไม่ไหว 90 นาที’ เขารอดมาได้ – แต่ผมยิงประตูในนาทีสุดท้าย [ยูไนเต็ดชนะ 3-2]

“แต่ในเลกสอง – และเหตุผลใหญ่ที่ผมเลือกเขา – เขาเป็นผู้เล่นที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ไม่มีเสียงหายใจหนักหรือหอบเหนื่อย

“เรแพ้ 3-0… ผมรู้สึกว่าเราพัฒนาเป็นทีม แต่[เอซี มิลาน]เป็นทีมที่เหลือเชื่อ – และนั่นเป็นบทเรียนสำหรับเรา”

4. ริคาร์โด คาร์วัลโญ่

รูนีย์กล่าวว่า: “ยากที่จะเล่นด้วย มีประสบการณ์เป็นผู้นำ เก่งในเรื่องทำให้ผมโดนไล่ออกในฟุตบอลโลก [ปี 2006]

“เขาจัดการดี หัวเก่ง สามารถตะโกนได้ อาจถูกมองข้ามเพราะจอห์น เทอร์รี่ที่เชลซี

“แต่คาร์วัลโญ่เป็นส่วนสำคัญในการประสบความสำเร็จของเชลซี เขาน่าเกลียดด้วย มีธีมในผู้เล่นที่ผมเลือก พวกเขาทุกคนเก่งและรู้กลโกงเล็กๆ น้อยๆ”

3. พาโอโล มัลดินี

รูนีย์กล่าวว่า: “ผมเคยดูเขาเติบโตขึ้นมา และเขาเป็นผู้เล่นไอคอนิก เมื่อผมได้เจอเขา มันเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ผมรู้สึกทึ่งบนสนาม เขาเก่งมาก

“สิ่งที่ผมชอบจริงๆ คือเขาเข้าใจว่าจะเกิดอะไรใน 5 นาทีถัดไป เมื่อเขาพูดกับเพื่อนร่วมทีม คุณเห็นพวกเขาฟังเขา เขามีออร่าอย่างนั้น

“การป้องกันของเขา การอ่านเกม คุณคิดว่าผ่านเขาไปแล้ว แต่เขาจะวางตัวในตำแหน่งที่ดีกว่า”

2. เคราร์ด ปิเก้

รูนีย์กล่าวว่า: “ผู้เล่นที่ผมเล่นด้วยและเจอ เขาเป็นเด็กหนุ่มที่แมนฯ ยูไนเต็ด แต่เขาไม่ได้รับความเคารพที่สมควรได้ เขาไม่ใช่คนที่เร็วที่สุด แต่เขาวางตัวในตำแหน่งดีเพื่อชดเชย

“ความสามารถในการครองบอลของเขาดีเท่ากองหลังที่คุณเคยเห็น ในเรื่องการจ่ายทะลุแนวและเริ่มการโจมตี

“เขาเป็นผู้ชนะ มีบุคลิกดี สนุกที่ได้อยู่ด้วยตอนเล่นด้วยกัน ปัญหาของเขาที่ยูไนเต็ดคือตอนที่เขาขึ้นมา ทักษะเทคนิคของเขายอดเยี่ยม แต่คำถามคือเขาจะรับมือร่างกายได้ไหม

“มันเป็นการโยนเหรียญระหว่างเขากับจอนนี่ อีแวนส์ ทุกคนรู้สึกว่าจอนนี่ดีกว่าและเหมาะกับพรีเมียร์ลีกมากกว่า ผู้จัดการเก็บจอนนี่และปล่อยปิเก้กลับบาร์เซโลนา ผมไม่คิดว่าใครคาดถึงอาชีพที่เขาจะมี”

1. จอห์น เทอร์รี่

รูนีย์กล่าวว่า: “โดยไม่มีข้อสงสัย ดีที่สุด เขาน่าเกลียดที่จะเล่นด้วย พูดถึงผู้นำ เขายอดเยี่ยมในฐานะกัปตันทีมชาติอังกฤษตอนที่ผมเล่นด้วย

“วิธีการป้องกันของเขา เขาแข็งแกร่ง ดีในลูกกลางอากาศ ไม่เคยหลบการเข้าปะทะ เป็นภัยคุกคามในลูกตั้งเตะ

“เขาเป็นหนึ่งในกองหลังที่เมื่อคุณเข้าใกล้ เขาจะทำให้คุณเจ็บ เขาไม่ได้ตั้งใจ แต่เขาจะทิ้งรอยไว้เสมอ

“ผมไม่คิดว่าคนให้เครดิตเขามากพอ เขาเหลือเชื่อกับทั้งสองเท้า”

จากมุมมองของรูนีย์ กองหลังสมัยนี้ไม่ดีเท่าสมัยผม แต่คู่ซาลิบาและกาเบรียลแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ หากอาร์เซนอลรักษาความมั่นคงได้ พวกเขาอาจพัฒนาได้อีก คุณคิดอย่างไรกับความเห็นนี้? แชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

กองหลังสมัยนี้ไม่ดีเท่าสมัยผม – รูนีย์: มุมมองจากตำนาน

ทำไมรูนีย์ถึงมองว่ากองหลังยุคเก่าเหนือกว่า

ในยุคที่ฟุตบอลเปลี่ยนไปมาก รูนีย์เชื่อว่าประสบการณ์และความดุดันของกองหลังสมัยก่อนทำให้พวกเขายอดเยี่ยมกว่า ซึ่งเป็นบทเรียนสำหรับนักเตะรุ่นใหม่ในการพัฒนาตัวเอง

ที่มา – Defenders not as good as they were in my day – Rooney

แม่ทัพภาค 1 ยื่นคำขาด เลื่อนถก RBC ชายแดน

แม่ทัพภาค 1 ยื่นคำขาด เลื่อนถก RBC หากไร้แผนอพยพคนกัมพูชาพ้นบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อแม่ทัพภาคที่ 1 ออกมาส่งสัญญาณชัดเจนเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC ที่กำลังจะมีขึ้นในช่วงวันที่ 10-12 ตุลาคมนี้ ล่าสุด กองทัพภาคที่ 1 ได้ส่งหนังสือตอบกลับไปยังฝ่ายกัมพูชา โดยยืนยันว่าจะเลื่อนการประชุมออกไป หากไม่มีวาระหารือเรื่องแผนการอพยพชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ในอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว

แม่ทัพภาค 1 ยื่นคำขาด เลื่อนถก RBC หากไร้แผนอพยพคนกัมพูชาพ้นบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ฝ่ายกัมพูชาเชิญกองทัพภาคที่ 1 ไปประชุม RBC ที่บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา เพื่อติดตามผลจากข้อตกลงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา หัวข้อหลักที่เคยหารือกัน ได้แก่ การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการจัดระเบียบชายแดน แต่สำหรับการประชุมครั้งนี้ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้สั่งการให้ทีมงานยื่นข้อเรียกร้องชัดเจน หากไม่มีแผนอพยพประชาชนกัมพูชาออกจากพื้นที่ดังกล่าว ก็ไม่จำเป็นต้องประชุม

ผลกระทบจากการเลื่อนประชุม RBC

การตัดสินใจของแม่ทัพภาคที่ 1 ครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หากกองทัพภาคที่ 1 ไม่สามารถจัดการประชุม RBC ได้ กองทัพภาคที่ 2 และกองบัญชาการกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด (กปช.จต.) ก็จะไม่มีการประชุมเช่นกัน จนกว่าจะมีความชัดเจนทั้งหมด นอกจากนี้ การประชุมระดับสูงอย่าง GBC ระหว่าง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย กับ พล.อ.เตียเซรยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ก็จะไม่สามารถดำเนินการได้ หากการประชุม RBC ใน 3 พื้นที่ชายแดนยังไม่แล้วเสร็จ

ปัญหาที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้วนี้เป็นประเด็นละเอียดอ่อนมานาน ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการบุกรุกชายแดน และอาจเชื่อมโยงกับกิจกรรมผิดกฎหมายอื่นๆ การอพยพประชาชนเหล่านี้ออกจากพื้นที่จึงเป็นกุญแจสำคัญในการคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ แม่ทัพภาคที่ 1 ยื่นคำขาดครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดของฝ่ายไทยในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงชายแดน

  • ประเด็นหลัก: แผนอพยพชาวกัมพูชาจากบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว
  • วันที่ประชุมเดิม: 10-12 ตุลาคม 2568
  • สถานที่: บันเตียเมียนเจย กัมพูชา
  • ผลกระทบ: เลื่อนทุกการประชุมที่เกี่ยวข้อง

จากข้อมูลของกองทัพภาคที่ 1 เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 แหล่งข่าวยืนยันว่าหนังสือตอบกลับได้ถูกส่งไปแล้ว และฝ่ายกัมพูชาจะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่วาระ หากต้องการให้การประชุมเดินหน้าต่อ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในจังหวัดสระแก้วที่เป็นจุดร้อนประจำ

นอกจากนี้ การจัดการปัญหาชายแดนยังเกี่ยวข้องกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ซุกซ่อนอยู่ในพื้นที่ชายแดน การเก็บกู้ทุ่นระเบิดจากสงครามเก่าๆ ก็เป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญที่ต้องเร่งรัด ในความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ การยื่นคำขาดจากแม่ทัพภาคที่ 1 ครั้งนี้เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพื่อกดดันให้กัมพูชาแสดงความจริงใจในการแก้ปัญหา หากปล่อยให้ยืดเยื้อ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น

สำหรับประชาชนที่อาศัยใกล้ชายแดน ควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง หากคุณสนใจประเด็นความมั่นคงชายแดน แนะนำให้ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด สถานการณ์นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชา

ที่มา – แม่ทัพภาค 1 ยื่นคำขาด เลื่อนถก RBC หากไร้แผนอพยพคนกัมพูชาพ้นบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ รัฐบาลช่วยทุนแต่ไม่ให้ชี้นำ

ในยุคที่ความยั่งยืนกลายเป็นคำฮิต นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Sustainability Expo 2025 โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของรัฐบาลในการสนับสนุนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายจากสงครามการค้าและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ บอกรัฐบาลช่วยเหลือกลุ่มทุน แต่ต้องไม่มาชี้นำ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าอย่างมั่นคง

นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ รัฐบาลช่วยเหลือกลุ่มทุน

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในเวทีสัมมนา Sustainability Expo 2025 หัวข้อ “ยกระดับอุตสาหกรรม-การค้า-การลงทุนสู่ความยั่งยืน” โดยชื่นชมรัฐบาลชุดก่อนที่นำโดย “สองพิชัย” คือ นายพิชัย ชุณหวชิร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่สามารถต่อรองกับสหรัฐอเมริกาเพื่อลดกำแพงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมเหลือเพียง 19% ส่งผลดีต่อผู้ส่งออกไทย นอกจากนี้ ยังเป็นตัวกลางในการสงบศึกชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลมีเวลาจำกัดเพียง 4 เดือน แต่จะทำงานแบบ Quick Win เพื่อวางรากฐานความยั่งยืน โดยไม่ให้รัฐบาลชุดถัดไปต้องล้มเลิกนโยบายเก่า หากทำเช่นนั้น คำว่าความยั่งยืนจะไร้ความหมาย นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ เพราะการเมืองที่ติดหล่มอาจทำให้ไทยชะงักงัน แต่ไทยยังมีอนาคตสดใส หากรัฐบาลเข้มแข็ง สนับสนุนกลุ่มทุนโดยไม่ให้พวกเขาชี้นำนโยบาย

นายกรัฐมนตรีปาฐกถาในงาน Sustainability Expo 2025

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นายกฯ กล่าวถึงคือสังคมผู้สูงอายุ โดยคาดการณ์ว่าคนไทยอาจมีอายุยืนถึง 90 ปี หากสุขภาพดี รัฐบาลจึงควรปรับอายุเกษียณเป็น 65 ปี เพื่อให้ผู้สูงอายุดูแลตัวเองได้ ไม่เป็นภาระลูกหลาน กระทรวงสาธารณสุขกำลังเตรียมระบบดูแลสุขภาพที่ครอบคลุม เพื่อรับมือกับสังคมสูงวัยที่กำลังมาถึง

ศักยภาพไทยในฐานะศูนย์กลางอาเซียน

นายกฯ มองว่าประเทศไทยมีตำแหน่งยุทธศาสตร์เป็นไข่แดงของอาเซียน มีทั้งภูเขา ทะเล และเส้นทางเชื่อมโยงตะวันออก-ตะวันตก รัฐบาลจะผลักดันให้ไทยเป็นจุดแวะพักสำหรับการค้าและการลงทุน ไม่ใช่แค่เก็บค่าผ่านทาง แต่ให้เกิดการผลิตและลงทุนจริง นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ แต่ให้ประชาชนและเอกชนนำทาง เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ติดขัดจากกลุ่มอิทธิพล

ภาพประกอบการเมืองและเศรษฐกิจไทย

ด้านการเมือง นายกฯ เชื่อว่ามีเสถียรภาพพอสมควร นักการเมืองรู้ดีไม่ควรแทรกแซงผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลจะสนับสนุนทุกมาตรการ แต่ต้องรักษาความเป็นอิสระ ท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน กฎการค้าซับซ้อนขึ้น ผู้ประกอบการต้องปรับตัว รัฐบาลไทยจะช่วยหาตลาดใหม่เมื่อสหรัฐฯ ขึ้นภาษี 19% โดยยกตัวอย่างสินค้าไทยอย่างกุ้งและเบียร์ที่ไม่มีใครเทียบได้ หากขึ้นภาษีสูง สหรัฐฯ เองก็เดือดร้อน

นายกฯ ชื่นชมทีมเจรจาของรัฐบาลเก่าที่ใช้กลไกทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ไทย และเสนอว่าอาจต่อรองลดภาษีเพิ่ม หากสหรัฐฯ ช่วยสงบศึกภูมิภาค ซึ่งจะเป็นประโยชน์ร่วมกัน สุดท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่าไทยไม่ขาดอนาคต เพียงแต่การเมืองอาจชะงักบ้าง หากประชาชนสามัคคี ไม่ให้ นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ แต่ให้ประชาชนนำนักการเมือง รัฐบาลจะทำหน้าที่สนับสนุนเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพให้ยั่งยืน

เศรษฐกิจไทยปี 2569: ลดความเสี่ยง สนับสนุนเอกชน

หลังปาฐกถา นายกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยต้องลดทุกความเสี่ยง โดยรับฟังภาคเอกชน สนับสนุนค่าเงินบาทให้เหมาะสม เพิ่มการส่งออก โลคอลคอนเทนต์ และการลงทุน เมื่อถามถึงกำแพงภาษีสหรัฐฯ นายกฯ ตอบสั้นๆ ว่า “กังวลทุกเรื่อง” แต่รัฐบาลพร้อมปรับตัว

นายกฯ พูดคุยหลังปาฐกถา

จากมุมมองนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมุ่งเน้นความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยไม่ปล่อยให้การเมืองมาขัดขวาง ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อมปรับตัวตามนโยบาย เพื่อคว้าโอกาสในอาเซียนและตลาดโลก

ในฐานะนักธุรกิจที่ผันตัวสู่นักการเมือง นายกฯ อนุทินเข้าใจดีถึงความท้าทายของภาคเอกชน หากเราร่วมมือกัน สร้างธรรมาภิบาลและการแข่งขันที่โปร่งใส เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวแข็งแกร่ง ลองคิดดูสิ ถ้าเราไม่ปล่อยให้นักการเมืองชักนำ แต่เอกชนและประชาชนนำทาง ไทยจะก้าวไปไกลแค่ไหน

เชิญชวนผู้อ่านติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการเมืองไทย เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่ช่วยวางแผนธุรกิจของคุณ

ที่มา – นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ บอกรัฐบาลช่วยเหลือกลุ่มทุน แต่ต้องไม่มาชี้นำ

“ทนายอนันต์ชัย” เตรียมฟ้อง “พระคึกฤทธิ์” ใช้เงินวัด

ในวงการข่าวสารบ้านเมืองที่กำลังร้อนระอุ เรื่องราวของ “ทนายอนันต์ชัย” เตรียมแจ้งเอาผิด “พระคึกฤทธิ์” หลังพบเอาเงินวัดจ่ายโบนัสให้คนใกล้ชิด กำลังเป็นประเด็นที่คนไทยจำนวนมากให้ความสนใจ โดยเฉพาะในแง่ของการทุจริตในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างวัด ซึ่งควรเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและช่วยเหลือสังคม ไม่ใช่ที่สำหรับการใช้เงินบริจาคส่วนตัว

“ทนายอนันต์ชัย” เตรียมแจ้งเอาผิด “พระคึกฤทธิ์” หลังพบเอาเงินวัดจ่ายโบนัสให้คนใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ที่กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ได้พานางกัญญาภัค ชไนเดอร์ หรือที่รู้จักในนามสีกายุ ซึ่งเป็นพยานสำคัญ เดินทางเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และพนักงานสอบสวน โดยมุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง จังหวัดปทุมธานี ที่ถูกสงสัยว่ามีการทุจริตและยักยอกเงินของวัดไปใช้ในทางที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเรื่องความปลอดภัยของสีกายุ ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากเยอรมนีเพื่อให้ปากคำ เธอเผชิญกับการคุกคามจากกลุ่มชายฉกรรจ์ที่บุกมาถ่ายรูปหน้าบ้านพัก และมีสาวกของพระคึกฤทธิ์ดักรอที่สนามบินสุวรรณภูมิถึง 2 คน นายอนันต์ชัยต้องประสานงานกับตำรวจเพื่อให้เธอออกทางประตูอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า สีกายุยอมรับว่ากลัวและกังวลเรื่องความปลอดภัย จึงวางแผนเดินทางกลับเยอรมนีโดยเร็วที่สุดหลังจากให้ข้อมูลครบถ้วน

รายละเอียดการทุจริตที่พบในคดี “ทนายอนันต์ชัย” เตรียมแจ้งเอาผิด “พระคึกฤทธิ์”

จากข้อมูลที่นายอนันต์ชัยเปิดเผย มีหลักฐานชี้ชัด 2 ประเด็นหลักเกี่ยวกับการบริหารเงินวัดที่ผิดปกติ ประเด็นแรกคือการนำเงินบุญจากกฐินของวัดไปแจกจ่ายเป็นโบนัสให้กับคนใกล้ชิดจำนวน 4 คน ซึ่งเงินเหล่านี้ควรนำไปใช้เพื่อบำรุงพระพุทธศาสนาและชุมชน ไม่ใช่สำหรับส่วนตัว ประเด็นที่สองคือการใช้เงินวัดซื้อรถหรูให้กับบุคคลใกล้ชิดทั้งชายและหญิง ซึ่งถือเป็นการยักยอกทรัพย์โดยตรง

ทนายอนันต์ชัยระบุว่ามีพยานหลักฐานในมือถึง 80% แล้ว และมูลนิธิทนายกองทัพธรรมจะยื่นแจ้งความดำเนินคดีอย่างเป็นทางการในเร็ววันนี้ พฤติกรรมดังกล่าวชัดเจนว่ามีการนำเงินวัดมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาเรื่องยักยอกและทุจริต นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับกลุ่มชายฉกรรจ์ที่บุกบ้านสีกายุ ซึ่งสื่อบางแห่งระบุว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ทนายอนันต์ชัยจึงเรียกร้องให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบวัตถุประสงค์ของการกระทำนี้

  • การแจกโบนัสจากเงินกฐิน: เงินที่ญาติโยมบริจาคเพื่อพระสงฆ์ถูกนำไปให้คนใกล้ชิด
  • การซื้อรถหรู: ใช้เงินวัดเพื่อความสะดวกส่วนตัวของบุคคลที่เกี่ยวข้อง
  • การคุกคามพยาน: สร้างความหวาดกลัวให้กับสีกายุและทีมทนาย

กรณีนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อความเชื่อมั่นในพระสงฆ์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาการบริหารจัดการทรัพย์สินวัดในประเทศไทยที่อาจมีช่องโหว่ โดยเฉพาะวัดดังอย่างวัดนาป่าพงที่มีเงินไหลเวียนจำนวนมากจากศรัทธาของประชาชน ผู้ที่สนใจสามารถติดตามพัฒนาการของคดีได้ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ในอนาคต

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการต่อสู้กับการทุจริตในองค์กรศาสนา ซึ่งควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของวัดวาอารามให้คงอยู่ หากคุณมีประสบการณ์หรือมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – “ทนายอนันต์ชัย” เตรียมแจ้งเอาผิด “พระคึกฤทธิ์” หลังพบเอาเงินวัดจ่ายโบนัสให้คนใกล้ชิด

เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได ชาวบ้านเริ่มหนีนอนถนน

สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ จากอิทธิพลของพายุบัวลอยที่ทำให้ฝนตกหนักหลายพื้นที่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำเพิ่มสูง จนกรมชลประทานต้องออกมาตรการรับมืออย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะที่ เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได ชาวบ้านเริ่มหนีนอนถนน ซึ่งเป็นประเด็นที่ทุกคนกำลังจับตามอง

เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได ชาวบ้านเริ่มหนีนอนถนน

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 8 ไปยัง 11 จังหวัดท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่ชัยนาท อยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง และอื่นๆ จากการคาดการณ์ ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำนครสวรรค์ (C.2) จะเพิ่มขึ้นเป็น 2,700-2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในช่วง 1-9 ตุลาคม ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนสูงขึ้นตามไปด้วย

เพื่อจัดการกับสถานการณ์นี้ กรมชลประทานจำเป็นต้องใช้พื้นที่ว่างเหนือเขื่อนชะลอน้ำ และตัดยอดน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งสองฝั่ง แต่เนื่องจากฝนยังตกหนักในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา การเพาะปลูกข้าวนาปีที่ยังเกี่ยวไม่เสร็จ ทำให้ต้องแบ่งรับน้ำเข้าท่อชลประทานทั้งสองฝั่งรวม 400 ลบ.ม./วินาที จึงต้องแจ้งเตือนล่วงหน้าในการเพิ่มอัตราการระบายน้ำจากเดิมไม่เกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที เป็นไม่เกิน 2,700 ลบ.ม./วินาที แบบขั้นบันได โดยระดับน้ำท้ายเขื่อนจะเพิ่มขึ้น 10-40 เซนติเมตร ต่อการปรับแต่ละครั้ง

พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมจากเขื่อนเจ้าพระยา

พื้นที่นอกคันกั้นน้ำที่จะได้รับผลกระทบหลักๆ มีดังนี้

  • คลองโผงเผง จ.อ่างทอง และคลองบางบาล จ.อยุธยา รวมถึง ต.หัวเวียง อ.เสนา ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.อยุธยา (แม่น้ำน้อย)
  • วัดสิงห์ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี
  • อ.เมือง จ.สิงห์บุรี
  • อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี
  • วัดไชโย อ.ไชโย จ.อ่างทอง
  • ต.โพนางดำ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท
  • วัดเสือข้าม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี
  • อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง
  • บ้านท่าทราย อ.สรรพยา จ.ชัยนาท
  • ต.อินทร์บุรี อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี
  • ต.เทวราช อ.ไชโย จ.อ่างทอง

ปัจจุบัน สถานการณ์น้ำที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ อยู่ที่ 2,770 ลบ.ม./วินาที ส่วนที่เขื่อนเจ้าพระยา (C.13) ระดับน้ำเหนือเขื่อน 16.37 ม.รทก. ท้ายเขื่อน 15.70 ม.รทก. ห่างตลิ่ง 64 ซม. และระบายที่ 2,400 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้ที่ C.3 บ้านบางพุทรา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ไหลผ่าน 2,479 ลบ.ม./วินาที กรมชลประทานได้ปรับเพิ่มการระบายจาก 2,300 เป็น 2,400 ลบ.ม./วินาที เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนสูงขึ้น 20 ซม.

หากน้ำเหนือเพิ่มเกิน 2,700 ลบ.ม./วินาที จะแจ้งเพิ่มเติม กรมฯ จะบริหารจัดการเต็มศักยภาพ เพื่อลดความเสียหาย

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังแจ้งเตือน 11 จังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย รวมถึงบริษัท ห้างร้าน เช่น งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง แพร้านอาหาร ให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ในพื้นที่ท้ายเขื่อนอย่าง ต.โพนางดำ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ชาวบ้านบางส่วนเริ่มอพยพขึ้นมานอนริมถนนสายคันคลองมหาราช หลังมวลน้ำปริ่มตลิ่ง นายจรัญ ขวัญเผือก ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า “ตอนนี้ที่บ้านยังไม่ท่วมเพราะมีคันดินกั้น แต่เราขึ้นมาริมถนนกว่า 10 วันแล้ว เพื่อเตรียมขนของ ถ้าน้ำมาไม่ทัน แม้ไม่สะดวกแต่ไม่ลำบากมาก ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังอยู่บ้าน แต่แถบใต้ติด ต.ชีน้ำร้าย จ.สิงห์บุรี ขึ้นมามากกว่า”

สถานการณ์แบบนี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือภัยน้ำท่วม โดยเฉพาะในฤดูฝนที่พายุลูกแล้วลูกเล่าตามมา ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศจากกรมชลประทานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามสถานการณ์น้ำล่าสุด แนะนำให้เช็คเว็บไซต์กรมชลประทานหรือแอปพลิเคชันแจ้งเตือนน้ำท่วม เพื่อความปลอดภัย หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง อย่าลืมเตรียมเสบียงและแผนอพยพไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้รับมือได้ดีขึ้น

ที่มา – เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได ชาวบ้านเริ่มหนีนอนถนน

“อนุทิน” ไม่ทราบ สลค. ตีกลับ ขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ” รอบ 2

“อนุทิน” ไม่ทราบ สลค. ตีกลับ ขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ” รอบ 2

ในวันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ รวมถึงการเยียวยาและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมให้กำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ โดยมีคณะรัฐมนตรีร่วมเดินทางด้วย เช่น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

“อนุทิน” ไม่ทราบ สลค. ตีกลับ ขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ” รอบ 2

ก่อนการเดินทาง ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามนายอนุทินเกี่ยวกับกรณีที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้ตีกลับการยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษครั้งที่ 2 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมายังกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างมาก อย่างไรก็ตาม นายอนุทินได้ตอบเพียงสั้นๆ ว่ายังไม่รับทราบเรื่องดังกล่าว ก่อนที่จะขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางไปยังจุดหมาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวการเมืองที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะประเด็นการขอพระราชทานอภัยโทษของนายทักษิณ ซึ่งครั้งแรกได้รับการพิจารณาแต่ครั้งที่ 2 กลับถูกตีกลับจาก สลค. ทำให้เกิดคำถามถึงกระบวนการทางกฎหมายและการตัดสินใจของรัฐบาลในเรื่องนี้ การที่นายอนุทิน ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายค้านและมีบทบาทสำคัญในพรรคภูมิใจไทย ไม่ทราบเรื่องนี้ อาจสะท้อนถึงการสื่อสารภายในรัฐบาลที่ยังไม่โปร่งใส หรืออาจเป็นกลยุทธ์ในการหลีกเลี่ยงการแสดงท่าทีที่อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ทางการเมือง

ผลกระทบจากการตีกลับขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ”

การตีกลับครั้งนี้ส่งผลให้กระทรวงยุติธรรมต้องปรับปรุงเอกสารและยื่นใหม่ ซึ่งอาจล่าช้ากระบวนการทั้งหมด นายทักษิณ ซึ่งถูกตัดสินจำคุกในคดีต่างๆ มานาน ได้รับพระราชทานอภัยโทษครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว ทำให้พ้นโทษ แต่การยื่นรอบ 2 นี้คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับคดีอื่นๆ ที่ยังค้างคา ประชาชนจำนวนไม่น้อยติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากนายทักษิณยังคงมีอิทธิพลในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะในฐานะพ่อของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ การเดินทางลงพื้นที่สุรินทร์ของนายอนุทินครั้งนี้ ยังรวมถึงการหารือกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเกี่ยวกับปัญหาความมั่นคงและเศรษฐกิจในภาคอีสาน ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคภูมิใจไทย การที่นายอนุทินเลือกที่จะไม่แสดงความเห็นต่อประเด็น “อนุทิน” ไม่ทราบ สลค. ตีกลับ ขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ” รอบ 2 อาจช่วยให้เขาโฟกัสกับภารกิจหลักได้มากขึ้น โดยไม่ถูกดึงเข้าสู่การเมืองระดับชาติในทันที

ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง เรื่องนี้ยังคงเป็นจุดถกเถียงที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล หากการยื่นขออภัยโทษล่าช้า อาจนำไปสู่การประท้วงหรือกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายตรงข้าม รัฐบาลจึงควรเร่งเคลียร์ประเด็นนี้ให้ชัดเจนเพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชน

  • สาเหตุที่ สลค. ตีกลับ: เอกสารไม่ครบถ้วนหรือขั้นตอนไม่ถูกต้อง
  • บทบาทของกระทรวงยุติธรรม: ต้องรับผิดชอบในการปรับแก้
  • ผลต่อนายทักษิณ: ยังคงถูกคุมขังหรือรอพิจารณาต่อไป
  • ปฏิกิริยาของรัฐบาล: ยังเงียบงันในเรื่องนี้

ปัญหาความไม่สงบในสุรินทร์ที่นายอนุทินลงพื้นที่ตรวจสอบนั้น เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชายแดนและปัญหาชายขอบ ซึ่งรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบภัย นี่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “ไทยรักไทย” ที่เน้นการพัฒนาชนบท

สุดท้ายแล้ว ประเด็น “อนุทิน” ไม่ทราบ สลค. ตีกลับ ขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ” รอบ 2 นี้ สะท้อนถึงความซับซ้อนของระบบยุติธรรมไทยที่ยังต้องปรับปรุง หากคุณสนใจเรื่องการเมืองไทย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบทให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ทราบ สลค. ตีกลับ ขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ” รอบ 2

อุบลราชธานี แม่น้ำมูลล้นตลิ่ง 10 อำเภอ อพยพ 522 ครอบครัว

สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดอุบลราชธานีกำลังรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากแม่น้ำมูลที่ล้นตลิ่ง ส่งผลกระทบให้พื้นที่หลายแห่งถูกน้ำท่วมหนัก ชาวบ้านจำนวนมากต้องอพยพหนีน้ำเพื่อความปลอดภัย ล่าสุดมีรายงานว่าอุบลราชธานี แม่น้ำมูลล้นตลิ่ง 10 อำเภอ อพยพ 522 ครอบครัว แล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วงสำหรับชาวอีสานในช่วงฤดูฝนปีนี้

อุบลราชธานี แม่น้ำมูลล้นตลิ่ง 10 อำเภอ อพยพ 522 ครอบครัว

จากข้อมูลล่าสุดของจังหวัดอุบลราชธานี พบว่าน้ำจากแม่น้ำมูลและลำน้ำสาขาได้ไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่ 10 อำเภอ รวมถึง 46 ตำบล และ 279 หมู่บ้าน ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมีถึง 9,324 ครอบครัว โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมที่ถูกน้ำท่วมกว่า 67,000 ไร่ สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้ ยังมีครอบครัวที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนแล้ว 522 ครอบครัว หรือประมาณ 1,610 คน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ความเดือดร้อนในอำเภอวารินชำราบ

ในส่วนของอำเภอวารินชำราบ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 22 ได้นำกำลังพลลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้าน โดยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ได้ช่วยกางเต็นท์ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวริมถนนด้านข้างสำนักงานที่ดินอำเภอวารินชำราบ เพื่อรองรับผู้ประสบภัย ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองวารินชำราบมี 12 ชุมชนที่ถูกน้ำท่วม จำนวน 394 ครอบครัว หรือ 1,311 คน โดยมี 141 ครอบครัว หรือ 499 คน ที่ต้องอพยพมาพักอาศัยในศูนย์ดังกล่าวแล้ว สถานการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านต้องทิ้งบ้านเรือนและทรัพย์สินไว้เบื้องหลัง สร้างความลำบากใจอย่างมาก

ระดับน้ำในแม่น้ำมูลยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยที่สถานีวัดน้ำ M.7 สะพานเสรีประชาธิปไตย ระดับน้ำอยู่ที่ 8.31 เมตร สูงกว่าระดับตลิ่งถึง 1.31 เมตร ทำให้คาดการณ์ว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อไปอีกหลายวัน หากฝนยังคงตกหนัก ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงควรเตรียมตัวให้พร้อม และติดตามประกาศเตือนภัยจากทางการอย่างใกล้ชิด

ผลกระทบและมาตรการช่วยเหลือ

น้ำท่วมครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลต่อที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อการสัญจร เศรษฐกิจท้องถิ่น และสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุที่อาจเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อจากน้ำเสีย หน่วยงานรัฐบาลทั้งระดับจังหวัดและชาติได้ประสานงานกันอย่างรวดเร็ว โดยมีทั้งทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครจากกิ่งทุนธนาคารครัวเรือนยากจน (ก crou) ออกช่วยเหลือ ส่งเสบียงอาหาร ยา และสิ่งของจำเป็นไปยังจุดพักพิง

  • จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่ปลอดภัย
  • แจกจ่ายถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัย
  • ตรวจสอบและซ่อมแซมระบบระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมซ้ำ
  • ให้คำแนะนำด้านการป้องกันน้ำท่วมแก่เกษตรกร

นอกจากนี้ จังหวัดยังได้ขอความช่วยเหลือจากส่วนกลางเพื่อนำเครื่องจักรสูบน้ำและเรือช่วยเหลือมาปฏิบัติการ นายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนชาวบ้านเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ สถานการณ์อุบลราชธานี แม่น้ำมูลล้นตลิ่ง 10 อำเภอ อพยพ 522 ครอบครัว นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการวางแผนจัดการน้ำท่วมระยะยาว เช่น การขุดคลองระบายน้ำใหม่หรือสร้างกำแพงป้องกันตลิ่ง

คำแนะนำสำหรับประชาชน

สำหรับพี่น้องชาวอุบลราชธานีที่ยังไม่ได้รับผลกระทบ แนะนำให้เตรียมเสบียงอาหารและน้ำดื่มสะสมไว้อย่างน้อย 3-7 วัน หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำในที่ลึก และติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ หากจำเป็นต้องอพยพ ควรนำเอกสารสำคัญและยาไปด้วย เพื่อลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด น้ำท่วมเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกปี แต่ด้วยการเตรียมพร้อม เราสามารถลดความเสียหายได้

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้ฝนตกหนักและน้ำท่วมรุนแรงขึ้น เราควรสนับสนุนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อลดผลกระทบในอนาคต หากคุณมีญาติหรือเพื่อนในพื้นที่อุบลราชธานี อย่าลืมติดต่อสอบถามและช่วยเหลือกันนะครับ สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านปลอดภัยจากน้ำท่วม

หากสนใจช่วยเหลือผู้ประสบภัย สามารถบริจาคผ่านช่องทางของมูลนิธิหรือหน่วยงานรัฐที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ชาวบ้านฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

ที่มา – อุบลราชธานี แม่น้ำมูลล้นตลิ่งไหลท่วมแล้ว 10 อำเภอ อพยพหนีน้ำแล้ว 522 ครอบครัว

เพลิงไหม้ร้านน้ำมันเครื่องเกษตรระยอง ระดมดับเพลิง

เช้าวันที่ 3 ตุลาคม 2568 เกิดเหตุ เพลิงไหม้ร้านจำหน่ายน้ำมันเครื่อง อุปกรณ์เกษตร เมืองระยอง ระดมฉีดน้ำสกัด ขึ้นอย่างน่าตกใจในเขตเทศบาลนครระยอง จังหวัดระยอง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องระดมรถดับเพลิงนับ 10 คันเข้าสกัดเพลิงที่ลุกโหมอย่างรุนแรง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบริเวณโกดังเก็บสินค้าที่ตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิทนครระยอง 29 ซึ่งเป็นร้านค้าขายน้ำมันเครื่อง อุปกรณ์การเกษตร ปั๊มน้ำ และเครื่องมือช่าง ทำให้ควันไฟพวยพุ่งสูงขึ้นฟ้าและมีเสียงระเบิดดังสนั่น

เพลิงไหม้ร้านจำหน่ายน้ำมันเครื่อง อุปกรณ์เกษตร เมืองระยอง ระดมฉีดน้ำสกัด

ตามรายงานจาก ร.ต.อ.ทองดาว โคตรหลักคำ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองระยอง ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลา 07.45 น. ทันทีที่ทราบข่าว เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลนครระยองจึงรีบนำรถดับเพลิงจำนวนมากเข้าถึงพื้นที่ แต่เพลิงที่ลุกไหม้ในโกดังซึ่งเชื่อมต่อจากด้านหน้าไปด้านหลังนั้นรุนแรงมาก โดยเฉพาะจุดเก็บน้ำมันเครื่องนับหมื่นลิตร ที่ทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดี ส่งผลให้การดับเพลิงทำได้ยาก เจ้าหน้าที่ต้องฉีดน้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อสกัดไม่ให้เพลิงลามไปยังจุดอื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งติดกับโกดังที่เกิดเหตุ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังและฉีดน้ำเลี้ยงถังน้ำมันเพื่อป้องกันการลุกลาม เพลิงได้ลามไปยังหน้าร้านแล้ว สร้างความเสียหายอย่างหนัก ชาวบ้านใกล้เคียงและผู้เห็นเหตุการณ์ต่างตื่นตระหนก เนื่องจากมองเห็นควันไฟได้จากระยะไกล

เพลิงไหม้ร้านจำหน่ายน้ำมันเครื่อง

สาเหตุเบื้องต้นและคำให้การจากพยาน

จากคำให้การของนายหน่อย ชาวบ้านใกล้จุดเกิดเหตุ ระบุว่าเห็นหม้อแปลงไฟที่ติดกับโกดังเกิดระเบิดขึ้นก่อน จากนั้นมีสะเก็ดไฟกระเด็นเข้าไปในโกดัง ทำให้เพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ รปภ.โรงแรมฝั่งตรงข้ามยืนยันเรื่องนี้เช่นกัน นายวิชิต ศรีชลา นายกเทศมนตรีนครระยอง กล่าวว่า คาดว่าสาเหตุมาจากไฟฟ้าลัดวงจร และได้สั่งการให้รถดับเพลิงฉีดสกัดเพลิง รวมถึงประสานรถโฟมจากบริษัทไออาร์พีซี เพื่อสนับสนุนการดับเพลิง

เหตุการณ์ เพลิงไหม้ร้านจำหน่ายน้ำมันเครื่อง อุปกรณ์เกษตร เมืองระยอง ระดมฉีดน้ำสกัด นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของการเก็บสารไวไฟในพื้นที่อุตสาหกรรมและการเกษตร โดยเฉพาะในจังหวัดระยองที่เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การป้องกันเพลิงไหม้จึงเป็นเรื่องสำคัญ ชาวบ้านและเจ้าของกิจการควรติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติ ตรวจสอบระบบไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ และฝึกอบรมการอพยพฉุกเฉิน

  • ตรวจสอบหม้อแปลงไฟและสายไฟให้เรียบร้อย
  • จัดเก็บน้ำมันเครื่องและสารเคมีในที่ปลอดภัย
  • มีแผนรับมือเหตุเพลิงไหม้ชัดเจน
  • แจ้งเตือนเพื่อนบ้านใกล้เคียงทันทีเมื่อเกิดเหตุ

นอกจากนี้ ในพื้นที่เมืองระยองซึ่งมีโรงงานและร้านค้าอุปกรณ์เกษตรจำนวนมาก เหตุการณ์นี้ควรเป็นบทเรียนให้ทุกคนตระหนักถึงความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาวที่อากาศแห้งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเพลิงไหม้ได้ง่ายขึ้น

สุดท้ายนี้ ขอให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงได้โดยเร็ว และไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต หากคุณอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานท้องถิ่น และเตรียมความพร้อมในการป้องกันตนเอง หากมีประสบการณ์เกี่ยวกับเพลิงไหม้ในร้านค้าหรือโรงงาน สามารถแชร์ในคอมเมนต์เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านท่านอื่น

ที่มา – เพลิงไหม้ร้านจำหน่ายน้ำมันเครื่อง อุปกรณ์เกษตร เมืองระยอง ระดมฉีดน้ำสกัด

อธิบดี ทล. ชู 9 นโยบายเร่งด่วน เปิดมอเตอร์เวย์ 3 สาย

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องนโยบายใหม่จากอธิบดี ทล. ชู 9 นโยบายเร่งด่วน ลุยเปิดใช้มอเตอร์เวย์ 3 สาย “M81-M6-M82” บางส่วน ต.ค.นี้ ที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมการเดินทางในไทยให้ทันสมัยและปลอดภัยยิ่งขึ้น นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวงคนใหม่ ได้ประกาศนโยบายหลัก 9 ด้าน และวาระเร่งด่วน 10 ข้อ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานถนนทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อธิบดี ทล. ชู 9 นโยบายเร่งด่วน ลุยเปิดใช้มอเตอร์เวย์ 3 สาย “M81-M6-M82” บางส่วน ต.ค.นี้

นโยบายเหล่านี้ครอบคลุมการพัฒนาความปลอดภัยในงานก่อสร้างและบำรุงรักษา เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน นอกจากนี้ยังมีแผนเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 กว่า 1.31 แสนล้านบาท โดยโครงการขนาดเล็กกว่า 4,000 รายการ จะลงนามสัญญาภายในไตรมาสแรกของปีหน้า ส่วนโครงการใหญ่ 99 รายการ จะเริ่มประกวดราคาตั้งแต่พฤศจิกายนนี้

9 นโยบายหลัก ได้แก่ 1. ยกระดับความปลอดภัยก่อสร้าง 2. จัดการอุบัติเหตุทางถนน 3. พัฒนาคุณภาพงานทาง 4. ขยายโครงข่ายทางหลวงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 5. จัดการทางหลวงมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 6. เพิ่มประสิทธิภาพงบประมาณ 7. ส่งเสริมนวัตกรรมและวิจัย 8. พัฒนาบุคลากร 9. ประชาสัมพันธ์เชิงรุก

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง

เร่งเปิดมอเตอร์เวย์ M81-M6-M82 เพื่อการเดินทางที่รวดเร็ว

สำหรับวาระเร่งด่วนนั้น เน้นเร่งรัดงบประมาณและก่อสร้างมอเตอร์เวย์ 3 สายหลัก คือ M82 สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว (24.6 กม.) จะเปิดบางส่วน 8.3 กม. ในเดือนตุลาคมนี้ และเต็มเส้นในสงกรานต์ปีหน้า M6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา (196 กม.) เปิดเต็มในปีใหม่ 2569 โดยเริ่มฝั่งเดียวก่อน และ M81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (96 กม.) เปิดทดลองทุกวันตั้งแต่ตุลาคม

นอกจากนี้ ยังเตรียมประมูล O&M สำหรับ M82 และ Rest Area บน M6 กับ M81 ภายใน 4 เดือน และขับเคลื่อน M8 สายนครปฐม-ปากท่อ-ชะอำ ระยะ 61 กม. มูลค่า 54,400 ล้านบาท โดยขอ بودجهปี 70 เพื่อเป็นเส้นทางลัดสู่ภาคใต้

  • ยกระดับความปลอดภัยด้วย JSA ในงานก่อสร้าง
  • ปรับปรุงทางข้ามและช่องจักรยานยนต์
  • บำรุงถนนให้ไร้หลุมบ่อและป้ายชัดเจน
  • รับมือน้ำท่วมและฟื้นฟูเส้นทาง
  • อัพเกรด M-Flow เพื่อจราจรคล่องตัว
  • เสริมทักษะบุคลากร
มอเตอร์เวย์

นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดเวลาเดินทาง แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงภูมิภาคต่าง ๆ หากคุณเป็นนักเดินทางหรือนักธุรกิจ ลองติดตามความคืบหน้าเหล่านี้ เพราะมันจะทำให้การเดินทางในไทยสะดวกขึ้นมาก!

ในมุมมองของผม นโยบายนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หากนำไปปฏิบัติได้จริง จะช่วยลดอุบัติเหตุและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งได้อย่างมหาศาล

ที่มา – อธิบดี ทล. ชู 9 นโยบายเร่งด่วน ลุยเปิดใช้มอเตอร์เวย์ 3 สาย “M81-M6-M82” บางส่วน ต.ค.นี้