วัน: 3 ตุลาคม 2025

ตำรวจขอเส้นเงิน 10 ปี คดีพระคึกฤทธิ์

ตำรวจขอข้อมูลเส้นเงิน 10 ปีย้อนหลัง บก.ปปป. และ บก.ป. เตรียมถกทิศทางคดี “พระคึกฤทธิ์”

คดีความผิดของพระคึกฤทธิ์ เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง กำลังเป็นที่สนใจของสังคมอย่างมาก หลังจากตำรวจขอข้อมูลเส้นเงิน 10 ปีย้อนหลัง เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมทุจริตและยักยอกเงินวัด ล่าสุด พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เผยว่ากำลังเตรียมเรียกกองปราบและ บก.ปปป. มาร่วมหารือความคืบหน้าในคดีนี้ โดยธนาคารจะส่งข้อมูลเส้นทางการเงินให้ในสัปดาห์หน้า การดำเนินการครั้งนี้ยืนยันว่าจะทำอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ความกระจ่างแก่ประชาชน

ตำรวจขอข้อมูลเส้นเงิน 10 ปีย้อนหลัง

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ที่กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของคดีพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ซึ่งถูกสงสัยว่ามีพฤติกรรมทุจริต โดยเฉพาะการนำเงินวัดไปใช้ส่วนตัว การสอบปากคำนางกัญญาภัค ชไนเดอร์ หรือสีกายุ ในครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง หลังจากก่อนหน้านี้เธอเคยมาแจ้งความร้องทุกข์แล้ว การพูดคุยครั้งล่าสุดมุ่งเน้นไปที่เอกสารหลักฐานเพิ่มเติมที่นำมามอบให้พนักงานสอบสวน

เอกสารที่เกี่ยวข้องครอบคลุมความเคลื่อนไหวของเงินตั้งแต่กองทุนมูลนิธิไปจนถึงปลายทาง โดยเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบทีละขั้นตอน ตั้งแต่เงินออกจากบัญชีวัด ผ่านบุคคลอื่นๆ จนถึงกองทุนต่างๆ เพื่อดูว่าส่วนไหนเข้าข่ายความผิด เช่น การนำเงินวัดไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือเกี่ยวข้องกับคดีนอกราชอาณาจักร นอกจากนี้ ยังต้องสอบปากคำพยานบุคคลเพิ่มเติมเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน โดยเฉพาะเส้นทางการเงิน

ขณะนี้ ตำรวจกองปราบได้ประสานงานกับธนาคารต่างๆ เพื่อขอเดินบัญชีย้อนหลังเกือบ 10 ปี คาดว่าจะได้รับข้อมูลเริ่มต้นในวันจันทร์หน้า การตรวจสอบนี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมของการเงินที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้ต้องหาอาจเกี่ยวข้องกับการโอนเงินจำนวนมาก ซึ่งหากพบความผิดพลาด จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

การโอนคดีและการหารือทิศทาง

คดีที่เคยแจ้งความกับกองปราบปรามไว้ ได้รับการอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาให้โอนสำนวนทั้งหมดมาอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกองกำกับการ 2 บก.ปปป. และในวันอังคารที่จะถึงนี้ ตำรวจ บก.ปปป. และกองปราบ จะประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดทิศทางการสืบสวนเพิ่มเติม การโอนคดีนี้แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการจัดการกับคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับวัดและพระสงฆ์

นอกจากประเด็นเส้นเงินแล้ว ยังมีข้อสงสัยอื่นๆ เช่น การโอนชื่อผู้ครอบครองที่ดินวัดที่ได้จากการบริจาคของญาติโยมไปเป็นชื่อของพระคึกฤทธิ์เอง รวมถึงการนำเงินวัดไปซื้อรถหรูให้คนใกล้ชิด พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ชี้แจงว่าสำหรับเรื่องที่ดิน มีการฟ้องร้องจบไปแล้ว แต่ตำรวจต้องตรวจสอบว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายหรือไม่ เช่นเดียวกับเรื่องรถยนต์และเงินกฐิน ที่จะถูกสอบสวนอย่างละเอียด

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา แต่ขอเวลารวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วน โดยตอนนี้หลักฐานที่ได้ยังเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น ต้องรอผลตรวจสอบเส้นทางการเงินและสอบพยานจากบริษัทต่างๆ ก่อน ส่วนการเชิญพระคึกฤทธิ์มาสอบปากคำ ยังไม่ใช่ช่วงเวลานี้ เนื่องจากต้องมีพยานหลักฐานที่แน่นหนาก่อน

  • การประสานธนาคารเพื่อขอข้อมูล 10 ปี
  • การโอนสำนวนคดีมาที่ บก.ปปป.
  • การหารือร่วมระหว่างหน่วยงานตำรวจ
  • การตรวจสอบที่ดิน รถยนต์ และเงินกฐิน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการคุกคามสีกายุ พยานสำคัญในคดี ตำรวจรับปากว่าจะช่วยเหลือและสอบถามรายละเอียด เช่น รูปถ่ายและทะเบียนรถ เพื่อตรวจสอบตัวผู้กระทำผิดและความเกี่ยวข้อง คดีนี้ไม่เพียงสะท้อนปัญหาการทุจริตในวัดเท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนให้สังคมตระหนักถึงการบริจาคและการบริหารจัดการเงินวัดให้โปร่งใส

การสืบสวนคดีพระคึกฤทธิ์นี้คาดว่าจะมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง หากประชาชนมีข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งเบาะแสได้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อช่วยให้คดีคลี่คลายเร็วขึ้น ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการบังคับใช้กฎหมายกับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ผู้มีสถานะทางสังคม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

ที่มา – ตำรวจขอข้อมูลเส้นเงิน 10 ปีย้อนหลัง บก.ปปป. และ บก.ป. เตรียมถกทิศทางคดี “พระคึกฤทธิ์”

ไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” 2568 ลงทะเบียนเมื่อไหร่

เปิดไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” 2568 อัปเดตเงื่อนไขล่าสุด เช็กชัดๆ ลงทะเบียนเมื่อไหร่ เริ่มใช้สิทธิวันไหน และใครได้บ้าง โครงการนี้กำลังมาแรงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในช่วงวิกฤต โดยรัฐบาลภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำลังเตรียมเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 7 ตุลาคม 2568

ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยรายละเอียดของ ไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” 2568 ว่าทางรัฐบาลจะสนับสนุนประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยคาดว่าโครงการนี้จะใช้เงินงบประมาณรวมกว่า 44,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 จำนวน 25,000 ล้านบาท และงบกลางปี 2569 อีก 19,000 ล้านบาท

ไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” 2568 จาก “คนละครึ่ง” สู่เวอร์ชันอัปเกรด

หลักการของ “คนละครึ่งพลัส” 2568 ยังคงคล้ายกับโครงการเดิม คือประชาชนจ่ายเงินซื้อสินค้า รัฐบาลสมทบให้ครึ่งหนึ่ง แต่ครั้งนี้เพิ่มยอดสมทบเป็นวันละ 200 บาท จากเดิม 150 บาท เพื่อให้เพียงพอต่อการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่ โครงการนี้ใช้เงินที่มีอยู่แล้ว ไม่เพิ่มภาระงบประมาณใหม่

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับคือสิทธิ์สำหรับประชาชน 20 ล้านคน ช่วยลดค่าครองชีพ โดยเงินจะหมุนเวียนไปยังร้านค้าขนาดเล็กและ SME ไม่รวมร้านค้าขนาดใหญ่ของบริษัทใหญ่ เพื่อให้เงินถึงมือประชาชนจริงๆ นอกจากนี้ ยังขยายช่วงอายุผู้เข้าร่วมเริ่มจาก 16 ปีขึ้นไป (จากเดิม 18 ปี) และเปิดโอกาสให้ร้านค้า SME เล็กๆ เข้าร่วมได้มากขึ้น

คุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิในไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” 2568

ตามที่นายเอกนิติ ระบุ สำหรับ “คนละครึ่งพลัส” 2568 รัฐบาลสมทบ 200 บาทต่อวัน ประชาชนจ่ายเพิ่มอีก 200 บาท ทำให้ช้อปปิ้งได้คุ้มค่ามากขึ้น โดยปรับเงื่อนไขอายุต่ำสุดเหลือ 16 ปี และขยายฐานร้านค้าให้รวมบริการต่างๆ เช่น ร้านอาหาร สปา ขนส่งสาธารณะ

สรุปเงื่อนไข “คนละครึ่งพลัส” 2568

  • อายุ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป (จากเดิม 18 ปี)
  • มีสัญชาติไทย
  • ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (แต่โครงการนี้ครอบคลุมผู้ถือบัตรด้วยในบางส่วน)

เงื่อนไขเหล่านี้ช่วยให้ประชาชนจำนวนมากเข้าถึงสิทธิ์ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะวัยรุ่นที่เริ่มมีรายได้

ไทม์ไลน์ลงทะเบียนและเริ่มใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” 2568

สำหรับ ไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” 2568 ลงทะเบียนเมื่อไหร่ นี่คือกำหนดการล่าสุด:

  • 15 ตุลาคม 2568: เปิดลงทะเบียนร้านค้า ใช้ระบบเดิมแต่ขยายให้ร้านใหม่เข้าร่วมได้ รวมถึงร้านอาหาร เครื่องดื่ม บริการนวดสปา ทำผม ทำเล็บ และขนส่งสาธารณะอย่างแท็กซี่ รถรับจ้าง

1. ร้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วไป

2. ผู้ประกอบการบริการ เช่น นวด สปา ทำผม ทำเล็บ

3. บริการขนส่งสาธารณะ เช่น แท็กซี่ รถรับจ้างที่มีใบอนุญาต

  • 20-26 ตุลาคม 2568: เปิดลงทะเบียนประชาชนทั่วไป 20 ล้านสิทธิ์ ผ่านแอป “เป๋าตัง” ผู้ที่เคยลงทะเบียนมาก่อนสามารถยืนยันสิทธิ์ได้ทันที ระบบจะเร็วและสะดวกเพราะใช้ฐานข้อมูลเดิม
  • 29 ตุลาคม 2568: เริ่มใช้จ่ายสิทธิ์ “คนละครึ่งพลัส” ได้ทันที จนถึง 31 ธันวาคม 2568 หากใช้ไม่หมด 200 บาทต่อวัน สามารถสะสมไปวันถัดไปได้
ไทม์ไลน์คนละครึ่งพลัส 2568

โครงการนี้ไม่เพียงช่วยประชาชนลดรายจ่าย แต่ยังกระตุ้นการหมุนเวียนเงินในเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะร้านค้าท้องถิ่นที่กำลังเดือดร้อนจากสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติมหลังประชุมครม. หากมีอัปเดต เราจะนำมารายงานให้ทราบ

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเตรียมตัวลงทะเบียนผ่าน “เป๋าตัง” ได้เลย เพื่อไม่พลาดสิทธิ์ 200 บาทต่อวันนี้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพได้อย่างมาก

ที่มา – ไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” 2568 ลงทะเบียนเมื่อไหร่ เริ่มใช้สิทธิวันไหน ใครได้บ้าง

มจพ. จัดสัมมนา พัฒนาขีดความสามารถแรงงานในยุค AI

มจพ. จัดสัมมนา พัฒนาขีดความสามารถแรงงานในยุค AI

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ หรือ มจพ. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม จึงได้จัดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติขึ้น เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถแรงงานในยุค AI โดยเฉพาะ

การพัฒนาขีดความสามารถแรงงานในยุค AI: กุญแจสู่ความยั่งยืน

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 มจพ. โดยคณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม ได้จัดงานสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาขีดความสามารถแรงงานในองค์กรธุรกิจอุตสาหกรรม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในยุคปัญญาประดิษฐ์” เพื่อฉลองครบรอบ 66 ปีของการก่อตั้งมหาวิทยาลัย งานนี้มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Empowering Workforce Capabilities in Industrial Business Organizations for Sustainable Development in the Age of Artificial Intelligence (AI)” โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัย เปิดบ้านต้อนรับผู้เข้าร่วม

การพัฒนาขีดความสามารถแรงงานในยุค AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะ AI กำลังเข้ามาแทนที่งาน routine หลายประเภท ทำให้แรงงานต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร ปัจจุบัน AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ได้อย่างแม่นยำ แต่หากแรงงานขาดทักษะที่เหมาะสม องค์กรอาจเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณภาพ

ภาพงานสัมมนา มจพ.

วิทยากรชั้นนำแบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาขีดความสามารถแรงงานในยุค AI

งานนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีตประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษเรื่อง “พลิกโฉมแรงงานอุตสาหกรรมอัจฉริยะรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน: บทบาทองค์กรในยุค AI และอุตสาหกรรมก้าวหน้า” นอกจากนี้ ยังมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน 3 ท่าน ได้แก่ ดร.ณรงค์ชัย ใหญ่สว่าง ผู้ทรงคุณวุฒิเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI, คุณประภาศรี พันธุจริยา ผู้จัดการส่วนกลยุทธ์และมาตรฐานเพื่อความยั่งยืนจากบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), และคุณสุดคนึง ขัมภรัตน์ นายกสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ที่ปรึกษาด้าน People & Organization

วิทยากรแต่ละท่านได้แบ่งปันมุมมองที่หลากหลาย เช่น ดร.ณรงค์ชัย เน้นย้ำถึงการใช้ AI ในการฝึกอบรมบุคลากรเพื่อเพิ่ม productivity ในขณะที่คุณประภาศรี พูดถึงการผสานความยั่งยืนเข้ากับเทคโนโลยี AI เพื่อให้องค์กรเติบโตอย่างสมดุล ส่วนคุณสุดคนึง ชี้ให้เห็นถึงการจัดการทรัพยากรบุคคลในยุคที่ AI เปลี่ยนรูปแบบการจ้างงาน

วิทยากรในงานสัมมนา มจพ.

วัตถุประสงค์หลักของงานนี้คือการเสริมสร้างทักษะให้ผู้ประกอบการ บุคลากรอุตสาหกรรม นักวิจัย นักวิชาการ และนักศึกษา โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อนำไปปรับใช้ในองค์กร แรงงานไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างงาน ทักษะที่จำเป็น และรูปแบบการจ้างงาน หากไม่พัฒนาให้ทัน อาจเสียโอกาสในการแข่งขันระดับโลก

  • ประโยชน์ของ AI ในอุตสาหกรรม: เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน สร้างนวัตกรรม
  • ความท้าทายสำหรับแรงงาน: ต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ เช่น data analytics และ machine learning
  • บทบาทขององค์กร: ลงทุนใน training program เพื่อยั่งยืน

นอกจากนี้ งานยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วม networking กับผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งช่วยให้เกิดไอเดียใหม่ๆ สำหรับการพัฒนาขีดความสามารถแรงงานในยุค AI ในอนาคต มจพ. ยังวางแผนจัดกิจกรรมต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่ smart industry

การพัฒนาขีดความสามารถแรงงานในยุค AI คือก้าวสำคัญที่องค์กรไทยต้องไม่ละเลย หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือบุคลากรในอุตสาหกรรม แนะนำให้ติดตามข่าวสารและเข้าร่วมงานสัมมนาเหล่านี้เพื่ออัปเดตตัวเอง ลองเริ่มจากศึกษาคอร์สออนไลน์เกี่ยวกับ AI วันนี้ แล้วนำไปประยุกต์ใช้เพื่อความได้เปรียบในตลาด

ที่มา – มจพ. จัดสัมมนาการพัฒนาขีดความสามารถแรงงาน องค์กรธุรกิจอุตสาหกรรมในยุค AI

สว.สำรองแจ้งความ ม.157 ฟ้อง กกต. ละเลยสอบฮั้วสว.

สว.สำรองแจ้งความ ม.157 ฟ้อง กกต. ละเลยสอบคดี “ฮั้ว สว.”

ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง ได้ยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีอาญากับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งคณะ และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 172 สว.สำรองแจ้งความ ม.157 ฟ้อง กกต. ทั้งคณะข้อหาละเลยสอบคดี “ฮั้ว สว.” นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งที่อาจมีปัญหา

สว.สำรองแจ้งความ ม.157 ฟ้อง กกต. ละเลยอย่างไร

นายอัครวัฒน์กล่าวหาว่า กกต. และเลขาธิการ กกต. ร่วมกันปล่อยปละละเลย ให้เกิดการทุจริตในการเลือกตั้ง สว. รอบที่ผ่านมา ทำให้กระบวนการเลือกตั้งเสียหายอย่างร้ายแรง นับตั้งแต่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่าหนึ่งปี แต่ กกต. ยังไม่สามารถชี้แจงหรือแก้ไขข้อสงสัยต่อสาธารณชนได้ ทั้งที่มีกระแสสังคมและหลักฐานจำนวนมากบ่งชี้ถึงการทุจริตและการ “ฮั้ว” ในการเลือกตั้ง สว.

คดีที่มีหลักฐานปรากฏตั้งแต่แรก กลับถูกปล่อยให้ยืดเยื้อนานนับเดือนนับปี สิ่งที่ปรากฏกลับตรงกันข้ามกับที่ทุกคนคาดหวังว่าการเลือกตั้งจะต้องสุจริตยุติธรรม นายอัครวัฒน์ ยังเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยสำนวนและหลักฐานต่อสาธารณะโดยไม่มีเหตุผลสมควรในการปกปิด และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาสืบสวนโดยไม่ถูกแทรกแซง เพื่อปกป้องหลักการประชาธิปไตยและความเป็นธรรม

ผลกระทบจากการละเลยของ กกต.

การละเลยสอบคดี “ฮั้ว สว.” ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นในระบบการเมืองไทย ผู้สมัครและประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่ากระบวนการเลือกตั้งไม่โปร่งใส สว.สำรองแจ้งความ ม.157 ฟ้อง กกต. ทั้งคณะข้อหาละเลยสอบคดี “ฮั้ว สว.” จึงเป็นการจุดประกายให้เกิดการตรวจสอบที่เข้มข้นยิ่งขึ้น หาก กกต. ไม่ดำเนินการอย่างจริงจัง อาจนำไปสู่ปัญหาการทุจริตที่รุนแรงกว่าเดิมในอนาคต

  • ขาดความโปร่งใสในกระบวนการสอบสวน
  • หลักฐานถูกปกปิดจากสาธารณะ
  • ความเชื่อมั่นใน สว. ลดลง
  • เรียกร้อง DSI เข้ามาช่วยเหลือ

นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สว. ที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อร้องเรียนจำนวนมากเกี่ยวกับการฮั้วประมูลและการสมรู้ร่วมคิดระหว่างผู้สมัคร นายอัครวัฒน์ ในฐานะ สว.สำรอง ได้รวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนการแจ้งความครั้งนี้ โดยหวังว่าจะนำไปสู่การสอบสวนที่เป็นธรรม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสสังคมที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบเลือกตั้งให้โปร่งใสยิ่งขึ้น ในฐานะผู้ดูแลการเลือกตั้ง กกต. มีหน้าที่สำคัญในการรักษาความสุจริต หากพบการละเลยจริง อาจนำไปสู่การดำเนินคดีทางอาญาที่รุนแรงได้ สว.สำรองแจ้งความ ม.157 ฟ้อง กกต. ทั้งคณะข้อหาละเลยสอบคดี “ฮั้ว สว.” จึงไม่ใช่แค่คดีส่วนตัว แต่เป็นประเด็นสาธารณะที่ทุกคนควรติดตาม

จากข้อมูลที่ได้รับ ทีมทนายความของนายอัครวัฒน์ได้ยื่นเอกสารครบถ้วนต่อพนักงานสอบสวนแล้ว และคาดว่าจะมีการไต่สวนในเร็ววันนี้ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมต่อกระบวนการเลือกตั้งทั้งระบบ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีในการต่อสู้กับการทุจริต หากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกัน จะช่วยยกระดับคุณภาพการเมืองไทยให้ดีขึ้นได้ ลองติดตามพัฒนาการของคดีนี้ และแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เกิดการอภิปรายที่กว้างขวางยิ่งขึ้น

ที่มา – สว.สำรองแจ้งความ ม.157 ฟ้อง กกต. ทั้งคณะข้อหาละเลยสอบคดี “ฮั้ว สว.”

“ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมสินบน 40 ล้าน

“ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมไม่แจ้งความเอาผิดคนเสนอสินบน 40 ล้าน

การเมืองไทยในช่วงนี้เต็มไปด้วยดราม่าร้อนแรง โดยเฉพาะประเด็นการทุจริตและการใช้อำนาจที่ถูกจับตามองจากประชาชน วันนี้เราจะมาพูดถึงกรณีที่ “ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมไม่แจ้งความเอาผิดคนเสนอสินบน 40 ล้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความฮือฮาและอาจส่งผลกระทบต่อวงการการเมืองอย่างมาก

“ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมไม่แจ้งความเอาผิดคนเสนอสินบน 40 ล้าน

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในประเด็นที่ละเลยไม่แจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่เสนอสินบนจำนวน 40 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อแลกกับการไม่จับกุมขบวนการคอลเซ็นเตอร์

เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 29-30 กันยายน 2568 ที่นายไชยชนกได้เปิดเผยต่อที่ประชุมว่า ได้รับการติดต่อผ่านเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสนอเงินสินบนดังกล่าวเพื่อหยุดยั้งการดำเนินคดีกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์ผิดกฎหมายต่างๆ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นความผิดฐานติดสินบนเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ซึ่งเป็นความผิดที่สำเร็จรูปแล้ว แม้จะไม่ได้รับเงินจริง

พื้นหลังและข้อสังเกตจากนายศรีสุวรรณ

นายศรีสุวรรณชี้ให้เห็นว่า แม้ “ไชยชนก” จะทราบถึงการเสนอสินบนที่ชัดเจน แต่กลับไม่ดำเนินการแจ้งความทันที ซึ่งอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ การที่นายไชยชนกอ้างว่าสั่งการให้ปลัดกระทรวงดีอีตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานนั้น ถูกมองว่าเป็นเพียงการแก้ตัวหรือกลยุทธ์ในการหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ เพราะปลัดกระทรวงซึ่งเป็นข้าราชการประจำ ไม่มีอำนาจในการตรวจสอบบุคคลภายนอกที่ติดต่อผ่านช่องทางส่วนตัวของรัฐมนตรี

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่สะท้อนถึงปัญหาใหญ่ในระบบการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ของไทย โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความเสียหายให้ประชาชนนับพันล้านบาทต่อปี การที่รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านดิจิทัลไม่จัดการกับการทุจริตที่เกี่ยวข้องโดยตรง อาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในหน่วยงานรัฐ และเปิดช่องให้อาชญากรออนไลน์ลอยนวลมากขึ้น

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหาก ป.ป.ช. ชี้มูล

หาก ป.ป.ช. มีมูลความผิดจริง นายไชยชนกอาจต้องเผชิญกับโทษรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต หรือห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ในอนาคต ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพรรคพลังประชารัฐและภาพลักษณ์ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน นายศรีสุวรรณยังเตือนให้ “ไชยชนก” เร่งแจ้งความและให้ถ้อยคำด้วยตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ละเลยหน้าที่

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย การทุจริตในระดับนี้ไม่เพียงกระทบต่อตัวบุคคล แต่ยังเป็นตัวอย่างที่อาจกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมคล้ายกันในหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้การป้องกันการทุจริตมีประสิทธิภาพ ประชาชนควรติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนการทำงานของ ป.ป.ช. ให้โปร่งใส

  • เหตุผลหลักที่ “ศรีสุวรรณ” ยื่นคำร้อง: เพื่อตรวจสอบการละเลยแจ้งความสินบน
  • ผลกระทบต่อนายไชยชนก: อาจถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง
  • บทเรียนสำหรับสังคม: เสริมสร้างความโปร่งใสในหน่วยงานรัฐ

กรณี “ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมไม่แจ้งความเอาผิดคนเสนอสินบน 40 ล้าน นี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองไทยยังคงมีช่องโหว่ที่ต้องแก้ไข หากเราต้องการประเทศที่ปราศจากทุจริต คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะ

ที่มา – “ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมไม่แจ้งความเอาผิดคนเสนอสินบน 40 ล้าน

ถึงเวลาวางแผงหลัง 5 คนแล้วหรือ? ประเด็นร้อน FPL

DefCon คืออะไรกันแน่?

ฤดูกาลนี้ คะแนนจากผลงานการป้องกัน หรือที่เรียกว่า ‘DefCon’ กำลังสร้างผลตอบแทนมหาศาลให้กับผู้จัดการทีม FPL หลายคน

ทุกการเคลียร์บอล การบล็อก การตัดบอล และการเข้าปะทะ อาจนำมาซึ่งคะแนน

ด้วยนักเตะกองหลังที่ให้ค่ามากขนาดนี้ ในตอนนี้กลยุทธ์ที่เน้นกองหลังเป็นหลักคือทางเลือกที่ถูกต้องหรือไม่?

ผู้เชี่ยวชาญ FPL Heisenberg และทีมจาก FPL Podcast โดย BBC Sport ถกเถียงประเด็นร้อน FPL สัปดาห์นี้

อย่าพลาด FPL special Q&A กับผู้เชี่ยวชาญ FPL Heisenberg แบบสดๆ บนเว็บไซต์ BBC Sport เวลา 15:30 BST วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม

‘กองหลังเจ๋งมาก’ – เหตุผลสนับสนุนกลยุทธ์ DefCon

FPL Heisenberg: การเลือกกองหลังที่เด่นเรื่องผลงานป้องกันมีประโยชน์มากมาย เพื่อเน้นย้ำเรื่องนี้ ลองมาดู Marcos Senesi กัน สตาร์กองหลังของ Bournemouth ที่มีค่ามากมายในฤดูกาลนี้

กองหลังรายนี้ทำคะแนนจาก DefCon ได้ในทุกนัดของฤดูกาลนี้ นั่นคือ 12 คะแนนมหาศาล ซึ่งเท่ากับกองหลังที่ทำประตูได้สองลูกในหกนัด – ซึ่งหายากและคาดเดายาก

Senesi เป็นกองหลังที่ทำคะแนนสูงสุดในเกม ส่วนหนึ่งมาจากคะแนน DefCon ในความเป็นจริง เขาเป็นผู้ทำคะแนนสูงอันดับสามของทั้งเกม – มีเพียง Erling Haaland และ Antoine Semenyo ที่ทำได้มากกว่า

Statman Dave: กลยุทธ์ DefCon ที่แนวหลังคือทางรอดฤดูกาลนี้ ผมพูดถึงมันมาตลอด หกในสิบผู้เล่นท็อปของเกมคือกองหลัง

กองหลังดีมากๆ ฤดูกาลนี้ Senesi, Omar Alderete, Marc Guehi, Gabriel, Jurrien Timber, Tino Livramento

มีนักเตะอย่าง Moses Caicedo ที่ทำคะแนนได้มากกว่า Mohamed Salah – ซึ่งเราไม่เคยเห็นในฟุตบอลแฟนตาซี มันทำให้ค่าของเกมแตกกระจาย

เมื่อดูสิบสองผู้เล่นท็อปจากมุมมองกองกลาง Semenyo และ Salah เป็นผู้เล่นเดียวที่ราคาเกิน 7 ล้านปอนด์ ดังนั้น เราอยู่ในสถานการณ์แปลกๆ ที่แนวหลังและกองกลาง – มันทำให้เกมแตก คุณอาจมีเงิน 20 ล้านปอนด์นอนนิ่งในธนาคาร

ถึงเวลาวางแผงหลัง 5 คนแล้วหรือ? ประเด็นร้อน FPL ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ

จากที่กล่าวมา ถึงเวลาวางแผงหลัง 5 คนแล้วหรือ? ประเด็นร้อน FPL กำลังถูกถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในฤดูกาลที่กองหลังทำคะแนนพุ่งสูง ผู้เล่นหลายคนเริ่มปรับกลยุทธ์ โดยเพิ่มกองหลังคุณภาพสูงเข้าไปในทีม เพื่อรับประโยชน์จาก DefCon ที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ FPL ฤดูกาลนี้แตกต่างจาก以往

‘ไม่ใช่ทุกอย่าง’ – เหตุผลที่คัดค้าน

FPL Heisenberg: เราควรหลีกเลี่ยงการหลงใหลกับผลงานป้องกันมากเกินไป ยังคงคุ้มค่าที่จะเลือกกองหลังที่มีโปรแกรมการแข่งขันเอื้ออำนวย ผู้เล่นจากทีมที่มีแนวรับแข็งแกร่ง และกองหลังที่มีภัยคุกคามรุกคืบ

ตัวอย่างเช่น James Tarkowski เขาเก่งเรื่อง DefCon แต่เมื่อดูโปรแกรม ผมมองว่าทีม Everton น่าจะได้คลีนชีตน้อยในสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึง นอกจากนี้ เขายังไม่ค่อยได้คะแนนจากประตูและแอสซิสต์ โดยไม่มีส่วนร่วมรุกเลยในฤดูกาลนี้

สรุปแล้ว ผลงานป้องกันมีความสำคัญอย่างมากในการเลือกกองหลัง แต่ไม่ใช่ทุกอย่างของ FPL ฤดูกาลนี้ เราไม่ควรลืมกองหลังรุกจากทีมที่คาดว่าจะได้คลีนชีต

ถึงเวลาวางแผงหลัง 5 คนแล้วหรือ? ประเด็นร้อน FPL นี้ชี้ให้เห็นว่ากลยุทธ์ต้องสมดุล อย่าละเลยมิดฟิลด์และฟอร์เวิร์ดที่อาจพลิกเกมได้ ลองปรับทีมของคุณดู แล้วคุณจะเห็นผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมแนะนำให้ติดตามสถิติ DefCon อย่างใกล้ชิด แต่ผสมผสานกับการวิเคราะห์โปรแกรมการแข่ง นี่คือเคล็ดลับที่ทำให้คุณนำหน้าคู่แข่ง

ที่มา – Time to go five at the back? The FPL talking point

ศาลพิพากษาจำคุกจ่าเอ็ม มือยิงลิม กิมยา

ในวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาที่น่าติดตามในคดีสะเทือนขวัญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลอบยิงนักการเมืองกัมพูชาในแผ่นดินไทย คดีนี้สร้างความฮือฮาเพราะเป็นการเมืองข้ามชาติที่ลงเอยด้วยความยุติธรรมจากศาลไทย

ศาลพิพากษา จำคุกตลอดชีวิต “จ่าเอ็ม” มือยิง “ลิม กิมยา” อดีต สส.ฝ่ายค้านกัมพูชาเสียชีวิต

ศาลพิพากษา จำคุกตลอดชีวิต “จ่าเอ็ม” มือยิง “ลิม กิมยา” อดีต สส.ฝ่ายค้านกัมพูชาเสียชีวิต หลังจากพิจารณาพยานหลักฐานอย่างละเอียด คำตัดสินนี้เกิดขึ้นที่ห้องพิจารณาคดีหมายเลข 806 ของศาลอาญา เวลา 09.00 น. โดยมีนางอานน์ มารี อ็องเดร ครูช ภรรยาของผู้เสียชีวิตเป็นโจทก์ร่วม พนักงานอัยการยื่นฟ้อง พ.จ.อ.เอกลักษณ์ แพน้อย หรือ “จ่าเอ็ม” ในฐานะจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และยิงปืนโดยใช่เหตุในเขตเมือง

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2568 เวลาประมาณ 17.30 น. บริเวณวงเวียน 13 ห้าง ย่านถนนข้าวสาร ซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยวยอดนิยมในกรุงเทพฯ นายลิม กิมยา วัย 74 ปี สัญชาติกัมพูชา อดีตสมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านจากพรรคกู้ชาติกัมพูชา ถูกยิงเสียชีวิตอย่างกะทันหัน การลอบสังหารนี้เชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองในกัมพูชา โดยผู้ต้องหาหลักคือจ่าเอ็ม ซึ่งรับสารภาพต่อศาล

รายละเอียดคำพิพากษาในคดีนี้

ศาลพิจารณาว่าพยานหลักฐานของโจทก์น่าเชื่อถือ โดยยืนยันว่าจ่าเอ็มคือผู้ก่อเหตุที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายด้วยเจตนาฆ่าให้ถึงตาย ซึ่งเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลจึงพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โทษประหารชีวิต สำหรับฐานยิงปืนในที่สาธารณะ โทษจำคุก 1-5 ปี แต่เนื่องจากให้การรับสารภาพ ลดโทษครึ่งหนึ่ง ทำให้ฐานฆ่าลดเหลือจำคุกตลอดชีวิต

นอกจากนี้ จ่าเอ็มยังถูกตัดสินในฐานะครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุก 8 เดือน ลดเหลือ 4 เดือน และฐานพกพาอาวุธในเมือง โทษ 6 เดือน ลดเหลือ 3 เดือน รวมโทษทั้งหมดจึงจำคุกตลอดชีวิต พร้อมริบของกลาง และสั่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,790,599 บาท พร้อมดอกเบี้ย 5% ต่อปี แก่ภรรยาผู้ตาย

ส่วนจำเลยที่ 2 คือ นายชาคิตหรือชำนาญ บัวปลี ซึ่งถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือผู้กระทำผิด ศาลยกฟ้อง เพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอ พบเพียงว่าช่วยขับรถรับจ้างจากชลบุรีไปสระแก้ว ค่าโดยสาร 4,500 บาท ซึ่งเป็นธุรกรรมปกติ ไม่มีเจตนาพิเศษในการช่วยเหลืออาชญากรรม

  • เหตุการณ์เกิด: 7 ม.ค. 2568 ที่ถนนข้าวสาร
  • ผู้เสียชีวิต: ลิม กิมยา อดีต สส.กัมพูชา
  • ผู้ต้องหาหลัก: พ.จ.อ.เอกลักษณ์ แพน้อย (จ่าเอ็ม)
  • โทษ: จำคุกตลอดชีวิต + ชดใช้ค่าเสียหาย
  • จำเลยที่ 2: ยกฟ้อง

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของระบบยุติธรรมไทยในการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองต่างด้าว การพิพากษาครั้งนี้ไม่เพียงนำความยุติธรรมมาสู่ครอบครัวผู้เสียหาย แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของความขัดแย้งทางการเมืองที่ลุกลามข้ามพรมแดน

จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ คดีศาลพิพากษา จำคุกตลอดชีวิต “จ่าเอ็ม” มือยิง “ลิม กิมยา” อดีต สส.ฝ่ายค้านกัมพูชาเสียชีวิต ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติว่าประเทศไทยเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย แม้จะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น หากคุณสนใจเรื่องกฎหมายหรือคดีดังๆ แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ที่มา – ศาลพิพากษา จำคุกตลอดชีวิต “จ่าเอ็ม” มือยิง “ลิม กิมยา” อดีต สส.ฝ่ายค้านกัมพูชาเสียชีวิต

ครบกำหนด 15 วัน ขับไล่กัมพูชาบ้านหนองหญ้าแก้ว

ครบกำหนด 15 วัน ขับไล่กัมพูชาบ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากครบกำหนด 15 วัน สำหรับการขับไล่กัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ทหารไทยในพื้นที่ยืนยันว่าพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งจากหน่วยเหนือ แต่ทุกอย่างยังคงรอการตัดสินใจจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง

ครบกำหนด 15 วัน ขับไล่กัมพูชา รุกล้ำบ้านหนองหญ้าแก้ว ทหารไทยในพื้นที่รอคำสั่งหน่วยเหนือ

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2567 พันเอกชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ กองกำลังบูรพา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการปรับปรุงถนนเส้นทางเข้าบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมในพื้นที่ชายแดน ในระหว่างนั้น นักข่าวได้สอบถามถึงกรณีปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484

จากข้อมูลที่ได้รับ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 สาขาปราจีนบุรี ได้แจ้งความต่อสถานีตำรวจโคกสูง เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2567 ให้กัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อพยพออกไปภายใน 15 วัน ซึ่งวันนี้คือวันครบกำหนด ครบกำหนด 15 วัน ขับไล่กัมพูชา รุกล้ำบ้านหนองหญ้าแก้ว ทหารไทยในพื้นที่รอคำสั่งหน่วยเหนือ จึงกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง

พันเอกชัยณรงค์ กล่าวย้ำว่า หลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย แต่ยังไม่ทราบกำหนดการที่ชัดเจน ขณะที่ฝั่งกัมพูชาเตรียมรับมือ โดยนำคณะผู้สังเกตการณ์จาก IOT (คณะกรรมการชายแดนไทย-กัมพูชา) กาชาด และกลุ่มเด็กๆ เข้ามาในพื้นที่ คาดว่าเป็นกลยุทธ์ใช้ ‘โล่มนุษย์’ เพื่อป้องกันการดำเนินการจากฝั่งไทย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

ความพร้อมของทหารไทยและกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย

ในส่วนของกองกำลังบูรพา ยืนยันว่ามีความพร้อมเต็มที่ในการปฏิบัติ แต่ต้องรอคำสั่งจากกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งขึ้นอยู่กับกองทัพบกและรัฐบาล การดำเนินการเกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เช่น จังหวัด กรมป่าไม้ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และอื่นๆ พันเอกชัยณรงค์ เน้นว่า “ทุกอย่างอยู่ที่กระบวนการบังคับใช้กฎหมายตามปกติ”

หากมีการปฏิบัติจริง จะดำเนินคดีตามกฎหมายทั้ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว แม้ฝั่งกัมพูชาจะยังไม่ส่งแผนอพยพกลับมา แต่หากไม่ปฏิบัติตาม ก็พร้อมดำเนินการทันที

นอกจากนี้ จากการสำรวจด้วยโดรนเมื่อเวลา 10.30 น. พบว่าคณะ IOT ได้เข้าสังเกตการณ์ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วแล้ว ซึ่งแสดงถึงการเตรียมการจากฝั่งกัมพูชา โดยคาดว่าวันที่ 10 ตุลาคม ซึ่งเป็นกำหนดของบ้านหนองจาน พวกเขาอาจใช้มาตรการเดิมอีกครั้ง

  • ทหารไทยพร้อมปฏิบัติตามคำสั่ง
  • รอการตัดสินใจจากรัฐบาลและกองทัพ
  • กัมพูชาใช้กลยุทธ์โล่มนุษย์
  • ดำเนินคดีตามกฎหมายหากไม่ยอมถอนตัว

พันเอกชัยณรงค์ ยังกล่าวถึงคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 1 ว่าหมายถึงการปฏิบัติต้องได้เปรียบทั้งในด้านยุทธวิธีและภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ ไม่ให้เสียเชิงใดๆ

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นมานาน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการแก้ไขควรเน้นการเจรจาผ่านช่องทาง外交 เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจลุกลาม แต่ในขณะเดียวกัน การรักษาอธิปไตยของชาติก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้

จากมุมมองส่วนตัว สถานการณ์ครบกำหนด 15 วัน ขับไล่กัมพูชา รุกล้ำบ้านหนองหญ้าแก้ว นี้อาจเป็นโอกาสให้รัฐบาลแสดงจุดยืนที่ชัดเจน หากดำเนินการอย่างเด็ดขาดแต่มีสติ จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและป้องกันการรุกล้ำในอนาคต ผู้สนใจควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อเข้าใจบริบทที่แท้จริง

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย

ที่มา – ครบกำหนด 15 วัน ขับไล่กัมพูชา รุกล้ำบ้านหนองหญ้าแก้ว ทหารไทยในพื้นที่รอคำสั่งหน่วยเหนือ

เกอร์ราร์ดเปิดทางกลับเรนเจอร์ส: ข่าวลือฟุตบอล

เกอร์ราร์ดเปิดทางกลับเรนเจอร์ส: ข่าวลือล่าสุดในวงการฟุตบอลสกอตติช

ในวงการฟุตบอลสกอตแลนด์ช่วงนี้เต็มไปด้วยข่าวลือที่น่าตื่นเต้น โดยเฉพาะเรื่อง เกอร์ราร์ดเปิดทางกลับเรนเจอร์ส ซึ่งกลายเป็นหัวข้อหลักที่แฟนบอลให้ความสนใจ Steven Gerrard อดีตกุนซือชื่อดังของเรนเจอร์ส ดูเหมือนจะพร้อมกลับมาที่ไอบร็อกซ์อีกครั้ง หลังจากที่ Russell Martin กุนซือคนปัจจุบันกำลังเผชิญแรงกดดันจากผลงานที่ย่ำแย่ในช่วงเปิดฤดูกาล Gerrard วัย 45 ปี ซึ่งว่างงานตั้งแต่ลาออกจาก Al-Ettifaq ในลีกซาอุฯ เมื่อมกราคมที่ผ่านมา ยอมรับว่ายินดีพิจารณาโอกาสนี้ เพื่อนำเรนเจอร์สกลับสู่ความยิ่งใหญ่

เกอร์ราร์ดเปิดทางกลับเรนเจอร์ส: โอกาสฟื้นฟูทีมเก่า

ข่าวลือเรื่อง เกอร์ราร์ดเปิดทางกลับเรนเจอร์ส นี้มาจากรายงานของ Football Insider ซึ่งระบุว่า อังกฤษเลือดอังกฤษรายนี้ยังคงมีความผูกพันลึกซึ้งกับสโมสรที่เคยนำชัยชนะเหนือเซลติกได้ในสมัยก่อน ผลงานของ Martin ที่เริ่มต้นไม่ดี ทำให้บอร์ดบริหารเรนเจอร์สกำลังมองหาตัวเลือกใหม่ และ Gerrard คือชื่อที่โดดเด่นที่สุด หากเขาได้กลับมา อาจนำพาเรนเจอร์สสู่การลุ้นแชมป์พรีเมียร์ชิปอีกครั้ง แฟนบอลหลายคนต่างตื่นเต้นกับความเป็นไปได้นี้ เพราะ Gerrard เคยสร้างตำนานไว้มากมาย

ข่าวลืออื่นๆ ในลีกสกอตติช

นอกจากเรื่อง Gerrard แล้ว ยังมีข่าวลืออื่นที่น่าสนใจ เช่น Rafael Benitez วัย 65 ปี ซึ่งเพิ่งดูเกมแชมเปียนส์ลีกของอาร์เซนอล ได้รับการชื่นชมจาก Vladimir Smicer อดีตนักเตะลิเวอร์พูล ว่าเหมาะสมกับตำแหน่งกุนซือของเซลติกหรือเรนเจอร์ส Benitez ยังคงอยากกลับมาคุมทีมหลังจากลา Celta Vigo ข่าวนี้จาก Daily Record ทำให้แฟนบอลมองว่านี่อาจเป็นทางเลือกที่น่าคิด

Davide Ancelotti ลูกชายของ Carlo Ancelotti ซึ่งเคยถูกปฏิเสธตำแหน่งกุนซือเรนเจอร์ส ยอมรับว่าตัวเองอาจไม่แน่นอนกับ Botafogo หลังจากผลงานน่าผิดหวังในบราซิล แม้เขาจะพ่ายแพ้ให้ Martin แต่ Ancelotti วัย 36 ปีก็กำลังเผชิญปัญหาคล้ายกันในลีกบ้านเกิด

  • ข่าวผู้บริหาร: Lutz Pfannenstiel กำลังเจรจากับ Borussia Monchengladbach เพื่อรับตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอล หลังจากเคยคุยกับ Aberdeen แต่ไม่สำเร็จ
  • ข่าวนักเตะ: Trevor Carson ผู้รักษาประตูวัย 38 ปี ย้ายไป Ross County ด้วยสัญญายืมตัว เพราะไม่อยากนั่งสำรองที่ Dundee หลัง Jon McCracken ได้เป็นตัวจริง

สำหรับเซลติก Callum Osmand ดาวยิงวัย 19 ปีที่เพิ่งย้ายจาก Fulham ปฏิเสธโอกาสยืมตัวไปชิงพรีเมียร์ชิปสกอตติช เพราะ Shaun Maloney อยากให้เขาได้ลงเล่นมากขึ้น แต่ Osmand เลือกอยู่พัฒนาตัวเองในทีม B

St Johnstone ภายใต้ Simo Valakari ไม่เซ็นสัญญากับกองหน้าที่ถูกเสนอจากทีมพรีเมียร์ลีก เพราะมั่นใจในตัวนักเตะชุดปัจจุบันดีกว่า ขณะที่ Hibs ของ David Gray ชื่นชอบฟอร์มของ Josh Mulligan จาก Dundee ในเกมที่ Tynecastle ซึ่งช่วยให้การย้ายทีมในซัมเมอร์สำเร็จ และหวังให้เขาซัดเดอร์บี้ได้ดีในวันเสาร์

Reo Hatate มิดฟิลด์เซลติก วัย 27 ปี เจอข่าวร้ายเมื่อหลุดจากชุดญี่ปุ่นครั้งที่สามติดต่อกัน ทำให้โอกาสไปเวิลด์คัพริบหรี่

ด้าน Dundee มีแผนสร้างสนามใหม่ Camperdown 12,500 ที่นั่ง แต่ตำรวจกังวลเรื่องการจัดการจราจรที่อาจเสี่ยงต่อความปลอดภัยบนท้องถนน

ข่าวลือเหล่านี้สะท้อนถึงความเคลื่อนไหวในลีกสกอตติชที่กำลังเดือด โดยเฉพาะ เกอร์ราร์ดเปิดทางกลับเรนเจอร์ส ซึ่งอาจเปลี่ยนโฉมหน้าทีมได้ หากคุณเป็นแฟนเรนเจอร์ส ลองติดตามดูว่าข่าวนี้จะเป็นจริงหรือไม่ อย่าลืมแบ่งปันความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – ‘Gerrard open to Rangers return’ – gossip