วัน: 12 ตุลาคม 2025

ปธน.มาดากัสการ์เผย ทหารพยายามยึดอำนาจ

ประธานาธิบดีมาดากัสการ์ออกมาเปิดเผยว่า กำลังเกิดความเคลื่อนไหวเพื่อยึดอำนาจในประเทศด้วยการใช้กำลัง ขณะที่หน่วย CAPSAT อ้างว่า พวกเขายึดการควบคุมกองทัพได้แล้ว

เมื่อ 12 ต.ค. 2568 สำนักงานประธานาธิบดี อันดรี ราโจเอลินา แห่งมาดากัสการ์ ได้ออกแถลงการณ์ว่า ขณะนี้กำลังเกิดความพยายาม ยึดอำนาจ อย่างผิดกฎหมายโดยใช้กำลัง เกิดขึ้นในประเทศ หลังจากรัฐบาลเผชิญการประท้วงของประชาชนหนุ่มสาว ซึ่งเรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออก

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา หน่วยทหารที่รู้จักกันในชื่อ “แคปแซต” (CAPSAT) ได้อ้างว่าพวกเขายึดการควบคุมกองบัญชาการทหารไว้ได้แล้ว และขณะนี้พวกเขาควบคุมกองทัพทั้งหมด ทั้งทัพบก ทัพอากาศ และทัพเรือ

หน่วยแคปแซต เป็นทหารหน่วยเดียวกันกับที่มีบทบาทสำคัญในวิกฤตการณ์ทางการเมืองมาดากัสการ์เมื่อปี 2552 ซึ่งช่วยให้นายราโจเอลินาก้าวขึ้นสู่อำนาจ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากกลุ่มเยาวชนเริ่มการประท้วงเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ภายใต้ชื่อ “Gen Z Mada” เพื่อต่อต้านปัญหาการขาดแคลนน้ำและไฟฟ้า แต่การประท้วงได้ขยายวงกว้างขึ้น สะท้อนถึงความไม่พอใจเป็นวงกว้างต่อรัฐบาลของนายราโจเอลินาในเรื่องต่างๆ เช่น อัตราการว่างงานที่สูง, การทุจริตคอร์รัปชัน และวิกฤตค่าครองชีพ

นายราโจเอลินาระบุในแถลงการณ์ว่า “ขณะนี้มีความพยายามที่จะ ยึดอำนาจ ในอาณาเขตของสาธารณรัฐ ซึ่งเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญและหลักการประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง”

เขายังขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อสิ่งที่เขาเรียกว่า เป็นความพยายามบ่อนทำลายเสถียรภาพของประเทศ และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนหลักของประเทศรวมกันเป็นหนึ่งในการปกป้องรัฐธรรมนูญ และอำนาจอธิปไตยของชาติ

กลุ่มผู้ประท้วง Gen Z ชุมนุมในกรุงอันตานานาริโว
กลุ่มผู้ประท้วง Gen Z ชุมนุมในกรุงอันตานานาริโว

ด้านหน่วยแคปแซตแถลงผ่านเพจเฟซบุ๊กของตัวเองว่า พวกเขาได้แต่งตั้ง พลเอก เดโมสเตน พิคูลัส ให้เป็นผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่แล้ว ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า นายมานันต์โซอา เดรามาซินจาคา ราโคโทอาริเวโล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพ ได้ยอมรับการแต่งตั้งดังกล่าวแล้ว

ในวันเดียวกัน ผู้ประท้วงได้รวมตัวกันที่จัตุรัสหลักในกรุงอันตานานาริโว เมืองหลวงของมาดากัสการ์เป็นวันที่ 2 ติดต่อกันแล้ว และนี่ถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญ เนื่องจากก่อนหน้านี้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงจัตุรัส 13 พฤษภาคม (May 13 Square) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการลุกฮือครั้งก่อนๆ ได้เลย

ผู้ประท้วงรายหนึ่งบอกกับสำนักข่าวบีบีซี ว่า ในที่สุดพวกเขาก็พิชิตจัตุรัส 13 พฤษภาคม ซึ่งเป็นจัตุรัสแห่งประชาธิปไตยได้แล้ว “พวกเรามีความสุขและโล่งใจ นี่คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ เราจะไม่หยุดการต่อสู้จนกว่าประธานาธิบดีราโจเอลินา จะลาออก”

ความสำเร็จของผู้ประท้วงเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาได้รับ “การสนับสนุนอย่างไม่คาดคิด” จากหน่วยแคปแซต เมื่อวันเสาร์ (11 ต.ค.) เมื่อทหารบางส่วนของหน่วยได้ออกจากค่ายทหารเพื่อเข้าร่วมการประท้วง โดยหน่วยแคปแซต ประณามหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ ที่ใช้กำลังกับผู้ประท้วง

นอกจากนั้น มีรายงานด้วยว่า เกิดการยิงปะทะที่ค่ายของหน่วยแคปแซต ทั้งในวันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยมีทหารนายหนึ่งถูกยิงเสียชีวิต

ด้านสายการบินแอร์ฟรานซ์ ระบุว่า พวกเขาระงับเที่ยวบินไปยังกรุงอันตานานาริโวอย่างน้อยจนถึงวันอังคาร (14 ต.ค.) เนื่องจากสถานการณ์ด้านความมั่นคง

ก่อนหน้านี้ นายโวลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้กองกำลังความมั่นคงหยุดใช้ “กำลังที่ไม่จำเป็นและไม่สมสัดส่วน” เพื่อปราบปรามความไม่สงบ โดยเขากล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 ราย และบาดเจ็บอีก 100 รายแล้ว

แต่นายราโจเอลินาออกมาโต้แย้งตัวเลขดังกล่าว โดยระบุว่า มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันเพียง 12 ราย เท่านั้น และบุคคลเหล่านี้ทั้งหมดเป็นผู้ที่ก่อการปล้นสะดมและทำลายทรัพย์สิน

สถานการณ์ในมาดากัสการ์ยังคงน่าจับตามอง การประท้วงของคนรุ่นใหม่และความเคลื่อนไหวของทหารหน่วย CAPSAT ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างมาก เป็นสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบที่จะตามมา

ปธน.มาดากัสการ์เผย ทหารกำลังพยายามยึดอำนาจ

เหตุการณ์นี้บ่งชี้ถึงความเปราะบางของรัฐบาลและสังคมในมาดากัสการ์ การประท้วงที่ขยายวงกว้างและความพยายาม ยึดอำนาจ โดยทหาร สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานาน

ความพยายามยึดอำนาจในมาดากัสการ์

การที่ทหารออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนผู้ประท้วง สะท้อนความไม่พอใจภายในกองทัพต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งเป็นสัญญานอันตรายต่อเสถียรภาพของชาติ

การที่สายการบินแอร์ฟรานซ์ระงับเที่ยวบินนั้น เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสถานการณ์ในมาดากัสการ์นั้นตึงเครียดและคาดเดาไม่ได้ นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังมาดากัสการ์ในช่วงนี้

ที่มา – ปธน.มาดากัสการ์เผย ทหารกำลังพยายามยึดอำนาจ หลังหนุนม็อบ Gen Z

เวลส์สัมผัสช่วงเวลาพิเศษ ก่อนดวลเบลเยียม

ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก: เวลส์ พบ เบลเยียม

สนาม: คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ สเตเดี้ยม วันที่: วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม เวลา: 19:45 BST

การถ่ายทอดสด: BBC One Wales, BBC3 และ iPlayer, BBC Radio Wales, Radio Cymru, BBC Radio 5 Live และ BBC Sounds, เว็บไซต์และแอป BBC Sport พร้อมทั้งการบรรยายสด

การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกของเวลส์ในบ้านที่จะพบกับเบลเยียมในวันจันทร์นี้ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเกมใหญ่ และตอนนี้มันกำลังสร้างค่ำคืนแห่งการตัดสิน

นั่นเป็นเพราะชะตากรรมของเวลส์กลับมาอยู่ในมือของพวกเขาเองแล้ว ต้องขอบคุณผลเสมอแบบไร้สกอร์ของเบลเยียมในบ้านที่พบกับนอร์ทมาซิโดเนียเมื่อวันศุกร์

หากทีมของเคร็ก เบลามีชนะเกมที่เหลืออีกสามเกม พวกเขาจะขึ้นเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม J และผ่านเข้ารอบสุดท้ายของการแข่งขันในช่วงฤดูร้อนหน้าในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโกโดยอัตโนมัติ

แต่นั่นก็เป็นเรื่องใหญ่มาก

อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะต้องก้าวข้ามไปให้ได้คืออุปสรรคต่อไปของพวกเขา

นี่อาจจะไม่ใช่เบลเยียมที่จบอันดับสามในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2018 หรือทีมที่ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกเมื่อสามปีที่แล้ว แต่พวกเขายังคงเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขาม ซึ่งมีผู้เล่นอย่างเควิน เดอ บรอยน์ และเฌเรมี่ โดกู รวมอยู่ในกลุ่มผู้เล่นแนวรุกที่มีพรสวรรค์ของพวกเขา

ไม่ใช่ว่าเวลส์จะรู้สึกหวาดกลัว กับหัวหน้าโค้ชที่มีความคิดเดียว – และมองโลกในแง่ดี – อย่างเบลามี

“ผมเชื่อว่า เวลส์สัมผัสช่วงเวลาพิเศษ กำลังจะมาถึงเสมอ” เขากล่าว

“ผู้เล่นอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มาหลายครั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในค่ำคืนที่คาร์ดิฟฟ์ เมื่อเราสามารถผ่านเข้ารอบได้สำเร็จก็คือที่นี่ ผู้ชมคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและช่วงเวลาเหล่านี้

“คุณแค่ต้องโอบรับมัน โอบรับมันและสนุกกับมัน คืนพรุ่งนี้เราจะได้เล่นในบ้าน สนามเต็ม แค่สนุกกับทุกวินาทีของมัน”

นอร์ทมาซิโดเนียนั่งเป็นจ่าฝูงของกลุ่มด้วยคะแนน 12 แต้ม นำหน้าเบลเยียมหนึ่งแต้ม และดีกว่าเวลส์สองแต้ม นอร์ทมาซิโดเนียลงเล่นมากกว่าทั้งเวลส์และเบลเยียมหนึ่งนัด

ใครก็ตามที่จบอันดับหนึ่งจะผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกโดยอัตโนมัติ ในขณะที่รองแชมป์จะได้รับตั๋วไปเล่นในรอบเพลย์ออฟ 16 ทีมสำหรับสี่ตำแหน่งที่เหลือ ซึ่งเป็นเส้นทางที่เวลส์ใช้ในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022 ซึ่งเป็นการปรากฏตัวครั้งแรกในรอบชิงชนะเลิศในรอบ 64 ปี

แต่ทั้งสามทีมจะพยายามหลีกเลี่ยงรอบเพลย์ออฟในเดือนมีนาคม โดยหวังว่าจะได้เป็นจ่าฝูงของกลุ่ม J เมื่อการแข่งขันรอบคัดเลือกรอบปกติสิ้นสุดลงในเดือนหน้า

“มันดีมาก ผมต้องพูดตามตรง” เบลามีกล่าวเสริม “นี่คือโอกาสที่คุณต้องการอย่างแน่นอน

“แต่ในขณะเดียวกัน และนี่คือวิธีที่ผมทำงาน จิตใจของผมทำงาน มันไม่ได้จบลงทั้งหมดหากมันไม่เกิดขึ้น [ในวันจันทร์] เชื่อผมสิ เราปรับตัว เราไปต่อ ผมเตรียมพร้อมหากเราชนะ ผมเตรียมพร้อมหากเราเสมอ ผมเตรียมพร้อมหากเราแพ้ ความสม่ำเสมอ

“จากประสบการณ์ของผมในวงการฟุตบอลและประสบการณ์การฝึกสอนของผมในระยะสั้น คาดหวังสิ่งที่ไม่คาดฝัน เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้”

เวลส์สัมผัสช่วงเวลาพิเศษ ก่อนดวลเบลเยียม

เวลส์สัมผัสช่วงเวลาพิเศษ จริงหรือไม่? การแข่งขันกับเบลเยี่ยมจะบอกทุกอย่าง

ความพร้อมของทีมชาติเวลส์ ก่อน เวลส์สัมผัสช่วงเวลาพิเศษ

เวลส์เตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันครั้งนี้ด้วยความพ่ายแพ้ต่ออังกฤษ 3-0 ในเกมกระชับมิตรเมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ฝ่ายเดียวอย่างสมบูรณ์ที่เวมบลีย์ ซึ่งขู่ว่าจะลุกลามไปสู่ความอัปยศอดสู หลังจากที่เจ้าบ้านทำประตูได้สามประตูใน 20 นาทีแรก

เบลามีเลือกอังกฤษเป็นคู่ต่อสู้สำหรับการแข่งขันกระชับมิตรภาคบังคับ เพราะเขาต้องการให้ผู้เล่นของเขาได้สัมผัสกับคู่ต่อสู้ระดับโลก โดยคำนึงถึงเกมกับเบลเยียม – และทัวร์นาเมนต์สำคัญในอนาคต

ผู้สนับสนุนเวลส์บางคนตั้งคำถามถึงความฉลาดในการเลือกเล่นกับอังกฤษ โดยพิจารณาจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับอันดับโลกหรือความมั่นใจของผู้เล่นก่อนการแข่งขันที่สำคัญอย่างวันจันทร์

แต่เบลามีเชื่อว่าเขาและทีมของเขาได้เรียนรู้บทเรียนที่มีค่าที่เวมบลีย์ ทำให้เขามีความหวังสำหรับอนาคต ทั้งต่อเบลเยียมและหลังจากนั้น

“ผมแตกต่างออกไปเล็กน้อย และผมไม่ได้สนับสนุนให้ทุกคนเป็นแบบนี้ ผมค่อนข้างชอบที่จะแพ้ในบางครั้ง” เขากล่าว

“มันทำให้ผมผลักดัน ทำให้ผมเห็นสิ่งต่างๆ มากยิ่งขึ้น ผมเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น และผมเตรียมพร้อมเสมอ ผมต้องมีความสม่ำเสมอในทุกสิ่งที่ผมทำ ทั้งในและนอกสนาม”

“มัน [เกมกับอังกฤษ] ทำให้ผมรู้สึกว่าทีมนี้สามารถไปได้ไกลกว่านี้มาก สิ่งนั้นทำให้คุณตื่นเต้น”

เกมกับอังกฤษทำให้เห็นจุดที่ต้องแก้ไขมากมาย ทำให้เวลส์ต้องทำการบ้านอย่างหนักก่อนพบกับเบลเยียม หวังว่าเวลส์จะสามารถใช้ความได้เปรียบจากการเล่นในบ้านเพื่อเอาชนะเบลเยียมไปได้

ที่มา – Wales sense ‘special moment coming’ before Belgium showdown

เกาหลีใต้ส่งตำรวจกัมพูชา ชันสูตรคดีฆ่า นศ.

เกาหลีใต้เตรียมส่งตำรวจไปประจำการในกัมพูชา เพื่อช่วยเหลือพลเมืองที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม และเตรียมร่วมทำการชันสูตรศพนักศึกษาที่ถูกลักพาตัวและฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมด้วย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ต.ค. 2568 ตำรวจเกาหลีใต้เปิดเผยว่า พวกเขาวางแผนจะจัดตั้ง “แผนกตำรวจเกาหลี” (Korean Desk) ในประเทศกัมพูชา เพื่อให้ความช่วยเหลือพลเรือนที่ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงและอาชญากรรมในกัมพูชา หลังมีชาวเกาหลีถูกลักพาตัวและทรมานในประเทศแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ความตึงเครียดทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้น เรื่ององค์กรอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงทางออนไลน์ และการลักพาตัวซึ่งมุ่งเป้าหมายไปที่ชาวเกาหลีใต้

ตามรายงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (National Police Agency – NPA) ความร่วมมือในการรับมือกับอาชญากรรมเหล่านี้จะเป็นวาระสำคัญในการประชุมทวิภาคีระหว่างผู้บัญชาการตำรวจของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะจัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุมสุดยอดตำรวจสากล (International Police Summit 2025) ที่กรุงโซลระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคมนี้

คาดกันว่าในการประชุมดังกล่าวจะมีการลงนามใน บันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อจัดตั้งแผนกตำรวจเกาหลีในกัมพูชา และส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีไปประจำการในกัมพูชา

Korean Desk หมายถึง การที่ตำรวจเกาหลีใต้ไปประจำการภายในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของต่างประเทศ (ในกรณีนี้คือกัมพูชา) เพื่อจัดการปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับพลเมืองเกาหลี โดย แผนกเกาหลีแห่งแรก ถูกจัดตั้งขึ้นที่ฟิลิปปินส์ในปี 2555 ตามด้วยแห่งที่ 2 ที่ประเทศไทย ตามรายงานของสำนักข่าว Korea Times

ก่อนหน้านี้ในวันอาทิตย์ สำนักงานตำรวจเกาหลีใต้ประกาศแผนการที่จะร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กัมพูชา เพื่อทำการชันสูตรศพ นักศึกษาชาวเกาหลีใต้ที่ถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่และถูกทรมานจนเสียชีวิตเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม และผลการชันสูตรเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่กัมพูชาชี้ว่า ชายคนนี้เสียชีวิตเนื่องจากหัวใจวายเพราะความเจ็บปวดจากการถูกทรมาน

สำนักงานตำรวจจังหวัดคยองบุกระบุว่า จะดำเนินการชันสูตรศพพลเมืองเกาหลีที่เสียชีวิตในกัมพูชา ร่วมกับหน่วยนิติวิทยาศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้

“สาเหตุการเสียชีวิตนั้นไม่สามารถยืนยันได้จากการชันสูตรเบื้องต้นเพียงอย่างเดียว” ตำรวจเกาหลีใต้บอกกับสำนักข่าว ยอนฮัป และเสริมว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนจะออกเดินทางทันทีที่มีการยืนยันกำหนดการขั้นสุดท้ายกับทางการกัมพูชา

ทั้งนี้ นักศึกษาชายวัย 22 ปี จากเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ ถูกพบเป็นศพในประเทศกัมพูชาเมื่อต้นเดือนสิงหาคม เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากเขาเดินทางไปกัมพูชา โดยบอกกับครอบครัวว่าเพื่อร่วมงานเทศกาล เมื่อ 17 ก.ค.

โดยหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่เขาออกเดินทาง ครอบครัวของเขาได้รับโทรศัพท์จากบุคคลปริศนา เรียกค่าไถ่เป็นจำนวน 50 ล้านวอน (ราว 1.15 ล้านบาท) โดยอ้างว่านักศึกษาคนนี้ “ก่อปัญหา” แต่ไม่ระบุว่าปัญหาดังกล่าวคืออะไร

แต่การติดต่อกับคนร้ายเรียกค่าไถ่ถูกตัดขาดไปไม่กี่วันหลังจากนั้น และนักศึกษารายนี้ก็ถูกพบเป็นศพในวันที่ 8 ส.ค. ใกล้กับภูเขาบกกอร์ จังหวัดกำปอต โดยพยานที่อ้างว่าเคยถูกคุมขังที่เดียวกัน ระบุว่า นักศึกษารายนี้ถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงจนไม่สามารถเดินหรือหายใจได้ และเสียชีวิตในระหว่างที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางท่ามกลางการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา

ตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ที่ยื่นต่อ ส.ส. พัค ชาน-แด จากพรรคประชาธิปไตยเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล พบว่าระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมของปีนี้ เกิดคดีลักพาตัวหรือการกักขังชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาถึง 330 คดี เพิ่มขึ้นจาก 221 คดีในปี 2567, 21 คดีในปี 2566, 11 คดีในปี 2565 และ 4 คดีในปี 2564

จำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจุดชนวนปัญหาทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชา โดยเมื่อวันศุกร์ กระทรวงต่างประเทศเรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อแสดงความกังวล และขอให้รัฐบาลกัมพูชาร่วมมือกับทางการเกาหลีใต้ในการจัดตั้ง แผนกเกาหลี เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังประกาศยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ และอีกหลายเมืองในกัมพูชา จากเดิมอยู่ที่ระดับ 2 ให้เป็นระดับ “พิเศษ” โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 21.00 น. วันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น

คำเตือนการเดินทางระดับ “พิเศษ” ของเกาหลีใต้ เทียบเท่ากับระดับ 2.5 จากทั้งหมด 4 ระดับ หมายความว่า ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองที่ถูกประกาศ หรือให้พลเรือนออกจากเมืองดังกล่าวหากอยู่ที่นั่น โดยจะมีผลบังคับใช้นาน 90 วัน และสามารถขยายเวลาได้หากจำเป็น

เมื่อวันเสาร์ ประธานาธิบดี อี แจ มยอง ของเกาหลีใต้ ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศใช้ มาตรการทั้งหมดอย่างเต็มที่ เพื่อตอบโต้อาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับชาวเกาหลีในประเทศกัมพูชา

เกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา ร่วมชันสูตรกรณี น.ศ.หนุ่มถูกอุ้มฆ่า

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวและชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางไปกัมพูชา และเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดถึงความคืบหน้าในการร่วมมือระหว่างตำรวจทั้งสองประเทศในการคลี่คลายคดี และป้องกันเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ทำไมเกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา?

เหตุผลหลักที่เกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา คือการเพิ่มขึ้นของอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลี รวมถึงกรณีสะเทือนขวัญของการลักพาตัวและฆาตกรรมนักศึกษาหนุ่ม การส่งตำรวจไปประจำการจะช่วยให้การช่วยเหลือเหยื่อและการสืบสวนคดีต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ การที่เกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องพลเมืองของตนเองในต่างแดน และเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลกัมพูชาให้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย และปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ

การตัดสินใจของเกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และเป็นตัวอย่างที่ดีในการร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับพลเมืองของตน

ที่มา – เกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา ร่วมชันสูตรกรณี น.ศ.หนุ่มถูกอุ้มฆ่า

“พีระพันธุ์” รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่

“พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 รับปากเดินหน้าติดตามแก้ไขปัญหาสาธารณูปโภคพื้นฐาน และผลกระทบจากแผ่นดินไหว ขาดพื้นที่สันทนาการ

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ลงพื้นที่พบปะและรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน ณ โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 โดยมี นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต และนางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติร่วมลงพื้นที่เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนด้วย

อุ่นใจทุกครั้งเจอชาวดินแดง

นายพีระพันธุ์เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ตนได้ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในเขตดินแดง และได้เข้ามาทำงานการเมืองจนถึงวันนี้ก็นับเป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว รู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่ได้มาร่วมกิจกรรมกับพี่น้องประชาชนชาวดินแดง ซึ่งในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็ได้มอบหมายให้ นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต มาประสานงานการดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดินแดงมาโดยตลอด และแม้ในวันนี้ตนจะไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตดินแดง แต่ตนยังคงรักและเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในเขตดินแดงเหมือนเดิม และพร้อมที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง

ชาวบ้านร้องซ่อมแซมล่าช้า

ในโอกาสนี้ ทางด้านตัวแทนประชาชนผู้อยู่อาศัย ณ โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดงได้นำปัญหาที่เกิดขึ้นมาร้องเรียนต่อนายพีระพันธุ์ ได้แก่ ปัญหาการซ่อมแซมอาคารหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวซึ่งเป็นไปด้วยความล่าช้า และทุกวันนี้หลายห้องพักก็ยังไม่สามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้ ทำให้ผู้พักอาศัยได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก รวมทั้งปัญหาการขาดการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้าส่องสว่าง ทำให้เกิดปัญหาลักขโมย และอุบัติเหตุตามมา

ร้องขอพื้นที่สันทนาการ

นอกจากนี้ ทางผู้อยู่อาศัยในโครงการดังกล่าวยังได้ร้องขอพื้นที่สันทนาการสำหรับผู้สูงวัย เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ส่วนกลางของโครงการได้ โดยขอให้มีการร่วมมือระหว่างการเคหะแห่งชาติและผู้อยู่อาศัยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย

รับปากตามเรื่องแก้ไข

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า เรื่องร้องเรียนทั้งหมดนี้ ตนจะดำเนินการตรวจสอบและประสานงานกับการเคหะแห่งชาติ โดยจะติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาพร้อมทั้งแจ้งถึงผลการดำเนินงานให้พี่น้องประชาชนทราบเป็นระยะ ๆ

“ผมดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดินแดงมาตั้งแต่ปี 2539 ทุกเรื่องที่ผมรับปาก ผมทำให้ทุกเรื่อง ผมไม่รับรองว่าจะทำได้สำเร็จทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่ก็ทำได้หมด ขอให้พวกเรามั่นใจว่าปัญหาทั้งหมดของพี่น้องประชาชน ผมจะเป็นปากเสียงให้ และจะไปประสานงานกับการเคหะแห่งชาติในการดูแลพี่น้องประชาชนต่อไป” นายพีระพันธุ์กล่าว

จากนั้น นายพีระพันธุ์ได้ลงพื้นที่สำรวจโครงสร้างอาคารที่เสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว สาธารณูปโภคพื้นฐานของอาคาร และพื้นที่ส่วนกลางของโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 พร้อมพบปะพูดคุย ให้กำลังใจชาวบ้านชุมชนแฟลต 8 ชั้นดินแดง โดยมีพี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

“พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ความสำคัญของการลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวแฟลตดินแดงใหม่

การลงพื้นที่ของนายพีระพันธุ์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่ดินแดง ซึ่งเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายและความต้องการที่แตกต่างกัน การรับฟังโดยตรงจากประชาชน ช่วยให้นักการเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจถึงปัญหาที่แท้จริงและความต้องการของประชาชนได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

ปัญหาที่ชาวแฟลตดินแดงใหม่ร้องเรียนนั้น มีทั้งปัญหาการซ่อมแซมที่ล่าช้าหลังเหตุแผ่นดินไหว ปัญหาการขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐาน และความต้องการพื้นที่สันทนาการสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง

นายพีระพันธุ์รับปากที่จะนำเรื่องร้องเรียนทั้งหมดไปประสานงานกับการเคหะแห่งชาติ เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดินแดงให้ดีขึ้น การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชนต่อภาครัฐอีกด้วย

การแก้ไขปัญหา “พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและวางแผนการพัฒนา จะช่วยให้การพัฒนาเป็นไปในทิศทางที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

“พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 เป็นสัญญาณที่ดีของการเมืองที่ใส่ใจประชาชน และมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง หวังว่าการดำเนินการแก้ไขปัญหาของนายพีระพันธุ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนในพื้นที่ดินแดงต่อไป

“พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการช่วยเหลือเเละดูเเลประชาชนอย่างเเท้จริง

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 รับปากช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน

ทวี ย้ำ! พรรคประชาชาติเน้นจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

“ทวี” ย้ำจุดยืน “พรรคประชาชาติ” เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเน้น “จัดทำใหม่ทั้งฉบับ” เหตุอำนาจไม่สมดุล งบเหลื่อมล้ำสูง หวังส่งมอบมรดกใหม่ที่ดีสู่สังคมไทย

วันที่ 12 ต.ค. 2568 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ เปิดใจถึงจุดยืนของพรรคในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ในวันที่ 15-16 ต.ค.นี้ จุดยืนของพรรคประชาชาติคือต้องเป็นรูปแบบ “จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่” ไม่ใช่การแก้ไขรายมาตรา เนื่องจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันมีปัญหาเชิงโครงสร้าง มีบางอย่างที่มากเกินไป เช่น อำนาจขององค์กรอิสระ อำนาจของสมาชิกวุฒิสภา ขณะที่อำนาจของประชาชนในการเลือก สส. และจัดตั้งรัฐบาลกลับน้อยเกินไป จนอาจถูกปลดเมื่อไหร่ก็ได้ และมีบางอย่างที่ไม่มีเลย เช่น กลไกตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ การปฏิรูปศาลอัยการ และการตรวจสอบทหาร ซึ่งทำให้คนกลุ่มนี้ใช้งบประมาณไปมาก

พรรคประชาชาติชูธง จัดทำใหม่ทั้งฉบับ

พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง การแก้ไขเพียงบางส่วนจะไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกได้ จำเป็นต้อง จัดทำใหม่ทั้งฉบับ เพื่อให้รัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง พรรคประชาชาติจึงมุ่งมั่นที่จะผลักดันประเด็นนี้ให้สำเร็จ เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืน

เหตุผลที่ต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

พ.ต.อ.ทวี ได้แจกแจงเหตุผลสำคัญที่พรรคประชาชาติเห็นว่าจำเป็นต้อง จัดทำใหม่ทั้งฉบับ ดังนี้:

  • อำนาจไม่สมดุล: องค์กรอิสระและสมาชิกวุฒิสภามีอำนาจมากเกินไป ขณะที่ประชาชนมีอำนาจน้อยเกินไป
  • ขาดกลไกตรวจสอบ: รัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่มีกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ การปฏิรูปศาลอัยการ และการตรวจสอบทหาร
  • งบประมาณเหลื่อมล้ำ: การจัดสรรงบประมาณไม่เป็นธรรม คนในส่วนกลาง (กทม.) ได้รับงบประมาณมากเกินไป ขณะที่จังหวัดอื่นๆ ได้รับงบประมาณน้อยเกินไป
  • แก้ไขรายมาตราไม่ตอบโจทย์: การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้

แจงเหตุเหลื่อมล้ำสูง

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้เกิดการ “แย่งชิงงบประมาณ” โดยคนในส่วนกลาง (กทม.) ไม่ถึง 10% ได้งบประมาณเกือบ 80% ส่วน 60 จังหวัด (60 ล้านคน) ได้ไปเพียง 20% และองค์กรท้องถิ่นเหลือแค่ 8%

“การแก้ไขรายมาตราคงยากที่จะแก้ไข ควรจะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่” และจะมีการทำประชามติถึง 3 ครั้ง โดยมีเป้าหมายคือ “ส่งมอบมรดกใหม่ๆ ที่ดี สู่สังคมไทยและสังคมโลก”

ต้องการนักสร้างสันติภาพ

พ.ต.อ.ทวี ยังกล่าวถึงหลักการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยว่า ปัญหาหลักไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจหรือยาเสพติด แต่ต้องการ “นักสร้างสันติภาพ” ไม่ใช่นักความมั่นคงหรือนักกฎหมาย ขอเรียกร้องประชาชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สนับสนุนการพูดคุยสันติสุข และใช้ช่วงเวลาการเลือกตั้งแสดงบทบาททางการเมืองเพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยหวังว่ารัฐบาลจะนำรายงานของกรรมาธิการสันติภาพฯ ไปดำเนินการต่อ เพราะพรรคร่วมรัฐบาลก็เป็นกรรมาธิการด้วย เรื่องนี้ไม่มีการเมือง มีแต่ความห่วงใยของทุกฝ่าย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ และการ จัดทำใหม่ทั้งฉบับ อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับประเทศไทย

ที่มา – “ทวี” ย้ำจุดยืน “พรรคประชาชาติ” เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเน้น “จัดทำใหม่ทั้งฉบับ”

“ธนกร” ดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เสริมความมั่นคงชาติ

“ธนกร” เดินหน้าดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หนุนโดรนไทยเสริมความมั่นคงชาติ สร้างเม็ดเงินลงทุนใหม่ โอกาสและรายได้ ยัน รัฐบาลพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยก้าวข้ามอุปสรรคแข่งขันในเวทีโลก

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าเยี่ยมชมศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง (Deep Tech Innovation Center) ประกอบด้วย ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังความปลอดภัยไซเบอร์ (CSOC) สำหรับปกป้องระบบดิจิทัลและข้อมูลที่สำคัญ สถานที่ผลิตวัสดุคอมโพสิตและชิ้นส่วนโลหะ สายการผลิต SMT สำหรับประกอบแผงวงจรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ความแม่นยำสูง และห้องประกอบและทดสอบชิ้นส่วนดาวเทียม System Integration Lab (SIL) เพื่อบูรณาการระบบขั้นสูง รวมถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ พร้อมทั้งรับฟังการนำเสนอความร่วมมือกับหน่วยงานศูนย์ทหารปืนใหญ่ เช่น การพัฒนาระบบ Autopilot, ระบบ Fuel Cell สำหรับโดรนพลังงานสะอาด และการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีสำหรับเครื่องบินโจมตี ที่บริษัท อาร์วี คอนเน็กซ์ จำกัด (RV Connex) จ.ปทุมธานี

จากนั้น นายธนกร ให้ข้อเสนอในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ว่า ตามนโยบาย ฝ่า ฟัน ดึง ดัน ทำทันทีภายใน 120 วัน กระทรวงอุตสาหกรรมเห็นความสำคัญและโอกาสในการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ New S Curve ที่ 12 ที่จะผลักดัน เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ และลดการนำเข้า โดยได้กำหนดผลิตภัณฑ์เป้าหมายนำร่อง แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มอากาศยานไร้คนขับ 2. กลุ่มยานพาหนะรบ 3. กลุ่มอุตสาหกรรมต่อเรือ และ 4. กลุ่มอาวุธและกระสุนปืน

กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งผลักดันให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศผ่านกลไกการลดต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบ โดยผลักดันการจัดตั้งเขตปลอดอากรสำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขึ้นเป็นการเฉพาะ นอกจากนี้ยังได้จัดทำฐานข้อมูลอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Intelligence Unit) เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ศูนย์สารสนเทศอัจฉริยะอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อให้ภาคเอกชนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจและใช้ประกอบการจัดทำนโยบายของภาครัฐ นอกจากนั้น ยังได้เร่งผลักดันการปรับปรุงกรอบระยะเวลาการส่งออก จากเดิมจะต้องใช้ระยะเวลารวม 81 วัน ให้เหลือเพียง 30 วันเท่านั้น เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงในเวทีโลก

นายธนกร กล่าวอีกว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ซึ่งมีโอกาสเติบโตสูงในตลาดโลก โดยเป็นอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีนวัตกรรมที่สามารถนำไปต่อยอดหรือประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมอื่นได้ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้อีกมาก อันจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ ซึ่งทางบริษัทฯ มีจุดแข็งรอบด้าน แต่ยังคงเผชิญความท้าทาย ทั้งต้นทุนการทดสอบที่สูง ความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน การแข่งขันในตลาดโลก และการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทางอย่าง Software Engineering และ Cyber Security โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ คือการแสดงจุดยืนว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ก้าวข้ามอุปสรรค สามารถแข่งขันในเวทีโลก และสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีให้ประเทศ.

“ธนกร” ดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เสริมความมั่นคงชาติ

ทำไมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจึงสำคัญ?

อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้มีความสำคัญแค่เรื่องความมั่นคงของชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สามารถนำไปต่อยอดและประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้อีกมากมาย สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

การสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจึงเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต สร้างงาน สร้างรายได้ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศในทุกมิติ

ที่มา – “ธนกร” ลุยดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หนุนโดรนไทยเสริมความมั่นคงชาติ

ธรรมนัส-นฤมล ย้ำ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง

“ธรรมนัส-นฤมล” รับฟังปัญหา 6 โรงเรียนใน จ.นนทบุรี เดินหน้าสร้างขวัญกำลังใจ ย้ำ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง เพื่อให้มีสมาธิในการถ่ายทอดความรู้แก่ลูกศิษย์

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการดำเนินงานด้านการศึกษา พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศลให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ณ โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี โดยมีคณะผู้บริหารทั้งสองกระทรวง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี และหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังนโยบายและหารือแนวทางพัฒนาการศึกษาในพื้นที่

ร.อ.ธรรมนัส และ นางนฤมล ได้รับฟังปัญหาด้านการศึกษาจากโรงเรียนในจังหวัดนนทบุรีทั้ง 6 แห่ง พร้อมกล่าวว่า ครูคือกำลังสำคัญในการสร้างอนาคตของชาติ แต่ในปัจจุบันต้องเผชิญภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทั้งค่าน้ำมัน ค่ารถ ค่าเดินทาง รวมถึงหนี้สินในครัวเรือน ซึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจและการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการสร้างสวัสดิการครูให้มั่นคงและเพียงพอ ทั้งในด้านที่อยู่อาศัยและสภาพความเป็นอยู่ เพื่อให้ครูสามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี และมีสมาธิในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกศิษย์อย่างเต็มที่

“ผมอยากให้ทุกคนได้ไปดูจริงๆ ว่าครูอยู่กันอย่างไร บ้านพักครูบางแห่งทรุดโทรมมาก ซ่อมไม่ได้เพราะเป็นทรัพย์สินของหลวง องค์กรการกุศลก็เข้าไปช่วยไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ต้องแก้เชิงระบบ ให้ครูมีบ้านที่อยู่ได้ มีสวัสดิการที่มั่นคง เพราะครูคือพ่อแม่คนที่สองของลูกหลานเรา”

ขณะที่ นางนฤมล กล่าวเสริมว่า กระทรวงศึกษาธิการกำลังเร่งเดินหน้านโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตครูควบคู่กับการพัฒนาการศึกษาในระดับพื้นที่ โดยบูรณาการความร่วมมือกับหลายกระทรวง เพื่อให้ครูมีขวัญกำลังใจ มีสวัสดิการที่ดี ก็จะสามารถทุ่มเทดูแลเด็กได้เต็มที่ เด็กก็จะเรียนดีขึ้น ครอบครัวเข้มแข็งขึ้น และชุมชนก็เติบโตไปพร้อมกัน.

ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง

จากประเด็นที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ การที่ครูมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ย่อมส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการสอนและการดูแลเด็กนักเรียน การสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัยและสวัสดิการจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่ออนาคตของชาติ

การลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดนนทบุรี เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริหารระดับสูงได้รับทราบถึงสภาพปัญหาที่แท้จริง และนำไปสู่การวางแผนแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตครู แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับการศึกษาของไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ทำไมครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง?

เหตุผลที่ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง นั้นมีความสำคัญหลายประการ ดังนี้:

  • สร้างขวัญและกำลังใจ: เมื่อครูมีความมั่นคงในชีวิตความเป็นอยู่ จะมีขวัญและกำลังใจในการทำงานมากขึ้น
  • ลดความกังวล: ภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าบ้าน ค่าเดินทาง ทำให้ครูไม่มีสมาธิในการสอน การมีสวัสดิการที่ดีจะช่วยลดความกังวลเหล่านี้ได้
  • ดึงดูดคนเก่ง: การมีสวัสดิการที่ดีจะสามารถดึงดูดผู้ที่มีความสามารถให้มาเป็นครูได้มากขึ้น
  • พัฒนาการศึกษา: เมื่อครูมีความสุขในการทำงาน จะสามารถทุ่มเทให้กับการสอนและการพัฒนาเด็กนักเรียนได้อย่างเต็มที่

การแก้ไขปัญหาบ้านพักครูที่ทรุดโทรมและสวัสดิการที่ไม่เพียงพอ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน การบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรการกุศล จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การลงทุนในด้านการศึกษาถือเป็นการลงทุนที่ยั่งยืน การที่ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนไทย

ที่มา – “ธรรมนัส-นฤมล” ย้ำ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง ให้มีสมาธิสอนเต็มที่

“นพดล” เผย กมธ.เก็บข้อมูลชายแดนตราด ยกเลิก MOU 44

“สว.นพดล” เผย กมธ.วุฒิสภา เก็บข้อมูลชายแดน จ.ตราด มองแม้ไร้ MOU 43-44 ยังมี คกก. GBC, RBC และ JBC เผย “อภิสิทธิ์” ตอบรับ 28 ต.ค. แจงชงยกเลิก MOU 44 สวน “พิธา” ยัน สว.เป็นกลาง ยึดประโยชน์ชาติ

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายนพดล อินนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กล่าวถึงความคืบหน้าในการศึกษา MOU 2543-2544 ว่า เมื่อวันที่ 9-10 ตุลาคมที่ผ่านมา กมธ. ลงพื้นที่จังหวัดตราด ไปดูหลักหมุดของเขตไทย-กัมพูชาที่ 73 ซึ่งเป็นหลักหมุดสุดท้าย อยู่บนพื้นที่ No Man’s Land โดยได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากจากนาวิกโยธิน กองทัพเรือ เช่น ข้อมูลว่ามีการละเมิดของฝั่งกัมพูชาที่จังหวัดจันทบุรีและตราดหลายครั้ง ฝ่ายไทยประท้วงไปหลายครั้ง

อีกทั้งยังได้รับรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาไม่อยากยอมรับหลักหมุดที่ 73 ของไทย และพยายามจะเลื่อนมาทางฝั่งไทย ยังไม่รวมกรณีหลักหมุดที่ 72 ที่สูญหายไป ต้องใช้หลักหมุดชั่วคราว และได้เห็นการสร้างอาคารที่จะทำเป็นแนวดักตะกอนยื่นออกไปในทะเลตรงสุดปลายเขตของไทย ที่เชื่อมระหว่างกัมพูชากับตราด ส่งผลให้มีการกัดเซาะพื้นที่ของประเทศไทย ตนจึงขอให้ทางกองทัพเรือลองนำแผนที่ดาวเทียมแล้วเปรียบเทียบไปเรื่อยๆ จะได้รู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันเซาะเท่าไหร่ ซึ่งถ้า กมธ. ไม่ได้ลงพื้นที่เราจะไม่รู้เลยว่ากัมพูชาละเมิดอาณาเขตเรากี่ครั้ง สถานการณ์เป็นอย่างไร ตนจะนำข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะการละเมิดเขตแดนไทยเข้าสู่ที่ประชุม

เมื่อถามถึงการถกเถียงว่าควรยกเลิก MOU 44 หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ประชาชนยังขาดข้อมูลอยู่ โดยในปี ค.ศ.1909-1910 หลังจาก 3 ปีที่มีไทยได้จันทบุรีและตราดคืนมาแล้ว ตอนนั้นก็มีการปักหลักหมุดไม้เกิดขึ้นตลอดแนวแล้ว หลังจากนั้น 10 ปี ก็มีการปักหลักปูน ที่สำคัญในปี พ.ศ. 2538 ช่วงที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ไปเจรจากับกัมพูชา แล้วตั้งคณะกรรมการ GBC และ RBC แล้วหลังจากนั้นจึงเกิด JBC ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดก่อน MOU 2543-2544 ตนมองว่า ไม่ว่าจะมี MOU 2543-2544 หรือไม่ ก็มีคณะกรรมการเหล่านี้อยู่ดีที่รองรับได้

“หลักหมุด 73 หลัก ที่ตกลงกันได้ 45 หลัก ถ้าทั้งสองฝ่ายจริงใจต่อกัน ผมคิดว่ายกเลิกหรือไม่ตรงนั้นเขายอมรับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมาจากพื้นฐานอะไร แต่นี่คือข้อเท็จจริงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับอยู่แล้ว ถ้าทะเลาะกันมากๆ ถึงมี MOU อยู่ ถ้าเขาจะไม่ยอมรับขึ้นมา มันก็เป็นไปได้หมด ขึ้นอยู่กับการเคารพของแต่ละฝ่าย อันนี้สำคัญ”

นายนพดล เผยต่อไปว่า ตนได้ประสาน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มาให้ข้อมูลกับ กมธ. ในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ เพราะขณะที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เคยนำเรื่องเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิก MOU 44 แต่ยังไม่สำเร็จ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็ได้รับปากตกลง และตนก็พร้อมพอดี

ส่วนกรณีที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดรัฐบาลไม่ใช้กลไกสภาฯ ในการยกเลิก MOU 2543-2544 ทำไมถึงใช้การทำประชามติ นายนพดล ตอบว่า ขณะนี้อย่างน้อยก็มี กมธ.ของ สว.อยู่แล้ว ซึ่งตนได้เรียนกับ กมธ. ตั้งแต่วันแรกว่าเราจะไม่ยึดโยงกับเรื่องอื่น เราจะยึดผลประโยชน์ของชาติและแผ่นดินเป็นหลัก เป็นกลางจริงๆ เราอยากให้ข้อมูลกับประชาชน ศึกษาข้อดี-ข้อเสีย เราจะบอกและให้ข้อมูลเป็นระยะๆ ตนได้ประสานไปยังประธานวุฒิสภาแล้วว่าจะรายงานความคืบหน้า ไม่ประชุมลับ เปิดเผยได้ตลอด อยากให้ประชาชนได้เห็นด้วยว่าเป็นอย่างไร และจะทำอย่างไรต่อ.

กมธ.วุฒิฯ เก็บข้อมูลชายแดนตราด ยกเลิก MOU 44

ความคืบหน้าการศึกษาการยกเลิก MOU 44

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ กำลังศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิก MOU 44 โดยลงพื้นที่เก็บข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาอย่างรอบด้าน

การพิจารณาว่าจะยกเลิก MOU 44 หรือไม่นั้น เป็นประเด็นที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว ดังนั้น การศึกษาข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับ MOU 43 และ MOU 44 จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติในระยะยาว ดังนั้นการพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

ที่มา – “นพดล” เผย กมธ.วุฒิฯ เก็บข้อมูลชายแดนตราด “อภิสิทธิ์” จ่อแจงเคยชงยกเลิก MOU 44

ทภ.1 ย้ำ! เปิดเครื่องเสียงเป็นจิตวิทยา

กองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) สรุปสถานการณ์พื้นที่ชายแดนสระแก้ว บริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว ย้ำเจ้าหน้าที่ยังตรึงกำลังตามมาตรการ โดยการเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยา ตามแผนจากเบาไปหาหนัก

กองทัพภาคที่ 1 ย้ำการเปิดเครื่องเสียง เป็นปฏิบัติการจิตวิทยา ตามแผนจากเบาไปหาหนัก

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวัน บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว สรุปได้ดังนี้:

สถานการณ์บ้านหนองจาน

ฝั่งไทยมีมวลชน พ่อค้าแม่ค้า นักข่าว ราว 150 คน และมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ นำตู้คอนเทนเนอร์ 20 ตู้ มาวางบริเวณ จต.ส.40 ฝั่งกัมพูชามีประชาชน สื่อ ทหาร ตำรวจ คอยติดตามการเคลื่อนไหวของไทย ประมาณ 30-40 คน สถานการณ์ทั่วไปปกติ กกล.บูรพา ยังคงตรึงกำลังตามมาตรการ

สถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว

ฝั่งไทยมีมวลชน ยังไม่มีความเคลื่อนไหวสำคัญ ฝั่งกัมพูชามีประชาชน มวลชน ผู้สื่อข่าว ประมาณ 30-40 คน ในวัดเปรยจัน เป็นศูนย์กลางในการแสดงจุดยืน แจ้งข่าวสาร รับ-ส่งเสบียง สถานการณ์ทั่วไปปกติ กกล.บูรพา ยังคงตรึงกำลังตามมาตรการ

กรณีที่ฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่า คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ลงพื้นที่ตรวจสอบการเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยาของไทย อ้างว่าเป็น การข่มขู่ คุกคามทางจิตใจ สร้างความรำคาญ ทีมงานไทยได้ทำการกระจายเสียงสารคดีประวัติศาสตร์ในค่ายอพยพ เมื่อประชาชนกัมพูชาหนีภัยสงคราม และประชาสัมพันธ์แจ้งให้ผู้บุกรุกชาวกัมพูชาในพื้นที่อธิปไตยไทย ในข้อหาบุกรุกและครอบครองพื้นที่ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มีโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

นอกจากนี้ ฝกร.ศปก.ทภ.1 ร่วมกับจังหวัดสระแก้ว กกล.บูรพา และ มทบ.19 ซักซ้อมแผนอพยพประชาชน จาก 4 อำเภอชายแดน ได้แก่ อ.ตาพระยา, อ.โคกสูง, อ.อรัญประเทศ และ อ.คลองหาด เข้าพื้นที่พักพิงชั่วคราว 10 แห่ง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และ ผบ.กกล.บูรพา ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

ภารกิจเก็บกู้ระเบิด กกล.บูรพา ยังคงดำเนินการตรวจสอบค้นหาวัตถุระเบิดบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว โดยใช้กำลังพล ยุทโธปกรณ์ พร้อมอุปกรณ์ตรวจค้น และได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) หากตรวจพบทุ่นระเบิดเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบ

ทภ.1 ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือ และขอบคุณกำลังใจจากประชาชน ขอให้เชื่อมั่นว่าจะดำเนินการร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อทวงคืนพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถ การเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยาเป็นหนึ่งในเเผนการนี้

การดำเนินการของกองทัพภาคที่ 1 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน แม้ว่าการดำเนินการบางอย่าง เช่น การเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยา อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็เป็นการดำเนินการภายใต้แผนที่วางไว้ และมุ่งหวังที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 ย้ำการเปิดเครื่องเสียง เป็นปฏิบัติการจิตวิทยา ตามแผนจากเบาไปหาหนัก