วัน: 14 ตุลาคม 2025

ยักษ์เขียว Capricorn 01 Zagato สุดยอดซูเปอร์คาร์!

คุณอาจไม่เคยได้ยินชื่อ Capricorn Group แต่คุณน่าจะเคยเห็นผลงานของพวกเขามาบ้างแล้ว บริษัทนี้เป็นบริษัทสัญชาติเยอรมันที่จัดหาชิ้นส่วนให้กับ Formula 1, LMP1, World Endurance Championship และลูกค้าแข่งรถอื่นๆ กลุ่มนี้เพิ่งเปิดตัวซูเปอร์คาร์คันแรก ซึ่งถือว่าแตกต่างจากรถรุ่นอื่นๆ ในตลาดปัจจุบัน

รถรุ่นนี้มีชื่อว่า 01 Zagato เป็นรถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางลำ ขับเคลื่อนล้อหลัง โครงสร้างอะลูมิเนียม + คอมโพสิต ภายนอกอุดมไปด้วยงานคาร์บอนไฟเบอร์ที่รังสรรค์โดยผู้ผลิตตัวถังรถยนต์ชื่อดังที่มีชื่อเดียวกัน Capricorn Group ไม่ได้ให้ความสำคัญกับหน้าจอหรือเทคโนโลยีล้ำสมัยใดๆ เนื่องจากรู้ดีว่าสิ่งเหล่านี้รบกวนสมาธิการขับ  ซูเปอร์คาร์คันนี้ มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ และระบบส่งกำลังสันดาปภายในก็สื่อให้เห็นว่าเครื่องยนต์ในรถสปอร์ตนั้นขับสนุกกว่ามอเตอร์ในรถไฟฟ้า พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าจะซื้อรถประเภทนี้เอาไว้ขับเล่น คนยุโรป เลือกที่จะซื้อซุปเปอร์คาร์ เครื่องยนต์เพียวๆที่ไม่มีแม้แต่ระบบปลั๊กอินไฮบริด  

ใต้ฝากระโปรงของปีศาจหมายเลขหนึ่ง 01 Zagato เป็นเครื่องยนต์เบนซิน V-8 ขนาด 5.2 ลิตร ระบบอัดอากาศซูเปอร์ชาร์จ ทั้งหมดมาจาก Ford จับคู่กับเกียร์ธรรมดาแบบด็อกเลก 5 สปีด ส่งกำลัง 888 แรงม้า แรงบิด 1000 นิวตันเมตร (738 ปอนด์-ฟุต) ถูกเทไปยังล้อหลัง ซูเปอร์คาร์คันนี้ สามารถเร่งความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาไม่ถึง 3.0 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 360 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (224 ไมล์ต่อชั่วโมง)

“รถคันนี้ออกแบบมาเพื่อความสนุกสนานในการขับขี่ ไม่ใช่เพื่อสร้างสถิติ” โรแบร์ติโน ไวลด์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของแคปริคอร์น กรุ๊ป กล่าว

ระบบส่งกำลังของ Zagato มีส่วนประกอบเฉพาะจุดมากมายหลายชิ้น และมีความซับซ้อนสูง เช่น ระบบหล่อลื่นปั๊มแห้ง เพลาข้อเหวี่ยง ลูกสูบ ท่อไอเสีย และอื่นๆ อีกเพียบ แม้กระทั่งการปรับแต่ง ECU ที่เป็นกรรมสิทธิ์และซอฟต์แวร์ ABS แบบพิเศษ เบรกคาร์บอนเซรามิก คาลิปเปอร์หกลูกสูบของแบรนด์ดัง Brembo ซ่อนอยู่หลังล้อขนาด 21 นิ้วที่ออกแบบโดย Capricorn  มีให้เลือกทั้งแบบอัลลอยด์น้ำหนักเบาและล้อคาร์บอนไฟเบอร์

ห้องโดยสาร  มาตรวัดแบบอนาล็อกสามตัว อยู่ด้านหลังพวงมาลัยหุ้มหนังที่มีเพียงสองปุ่ม คือ ปุ่มสตาร์ท-สต็อป และปุ่มเลือกโหมดการขับขี่ เท่านี้ก็ไปได้แล้ว ภายในห้องโดยสาร ติดตั้งเบาะนั่งแบบปรับตำแหน่งได้ พร้อมแป้นเหยียบแบบพิเศษ พวงมาลัย และคันเกียร์ที่ปรับได้ ผู้ขับสามารถปรับคันเกียร์ตามยาวได้ถึง 3.1 นิ้ว

ห้องโดยสารเกือบทั้งหมดทำจากคาร์บอนไฟเบอร์แบบเปลือย Capricorn เลือกใช้สวิตช์เกียร์ทำจากโลหะเบาไทเทเนียมผสมอะลูมิเนียมเนื้อแข็ง เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง Connolly ตกแต่งด้วยหนังกลับ Alcantara ทั้งคัน และ สามารถเลือกปรับแต่งเฉดสีงานตกแต่งภายในได้ตามต้องการ (ออปชันเสริม)

Zagato 01 ไม่มีวิงหลังราวตากผ้าที่เว่อร์วังอลังการ ไม่มีครีบ หรือองค์ประกอบด้านอากาศพลศาสตร์อื่นๆ เลย แบรนด์ระบุว่ามีเป้าหมายที่จะออกแบบซูเปอร์คาร์ที่มีแรงกดสูงแต่ให้ความสม่ำเสมอแบบคงที่ ซึ่ง Zagato ทำได้สำเร็จผ่าน “การจัดการการไหลเวียนของอากาศภายในและการออกแบบใต้ท้องรถ”

ซูเปอร์คาร์คันนี้ยังมีดิฟฟิวเซอร์ด้านหน้าและด้านหลัง  แอร์ฟอยล์ด้านหลังบางเฉียบ เพียงแต่วิงหลังยักษ์ๆแนว GT3 นั้นไม่มี แต่ได้รับการชดเชยด้วยช่องรับอากาศและช่องระบายอากาศเพื่อสร้างแรงกดส่วนท้ายแทน ภายใต้รูปลักษณ์ภายนอกอันน่าทึ่งของ Zagato คือแชสซีส์ที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ประกอบด้วยโครงสร้างแบบโมโนค็อก ชิ้นส่วนกันกระแทกของห้องโดยสาร  ซับเฟรมด้านหน้าและด้านหลัง มีระบบกันสะเทือนแบบปีกนกคู่ พร้อมก้านกระทุ้ง พร้อมสปริงและโช้คอัพ Bilstein ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

Capricorn จะเริ่มผลิต Zagato 01 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยผลิตตามใบสั่งจองเพียง 19 คันเท่านั้น  ซูเปอร์คาร์คันใหม่นี้มีราคา 2.95 ล้านยูโร (3.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 111,185,0000 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันยังไม่รวมภาษีนำเข้า 300%++)

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/ 

ยักษ์เขียว Capricorn 01 Zagato

เจ้ารถ ยักษ์เขียว Capricorn 01 Zagato คันนี้คือสุดยอดซุปเปอร์คาร์ที่น่าจับตามอง ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและสมรรถนะที่เร้าใจ ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถสปอร์ตเครื่องยนต์สันดาปภายใน

ทำไม ยักษ์เขียว Capricorn 01 Zagato ถึงน่าสนใจ?

ยักษ์เขียว Capricorn 01 Zagato ไม่ได้เน้นที่เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่เน้นประสบการณ์การขับขี่ที่แท้จริง ด้วยเครื่องยนต์ V8 ซูเปอร์ชาร์จ และเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกถึงพลังและความดิบของรถสปอร์ตอย่างแท้จริง

  • เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.2 ลิตร พร้อมซูเปอร์ชาร์จ
  • เกียร์ธรรมดาแบบด็อกเลก 5 สปีด
  • แรงม้า 888 แรงม้า
  • ตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์
  • ผลิตเพียง 19 คันเท่านั้น

ยักษ์เขียว Capricorn 01 Zagato เป็นรถที่บ่งบอกถึงความหลงใหลในรถสปอร์ตอย่างแท้จริง ด้วยราคาที่สูงถึง 2.95 ล้านยูโร ทำให้มันเป็นรถที่ไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน แต่สำหรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ นี่คือรถที่ไม่ควรพลาด

สำหรับใครที่กำลังมองหารถสปอร์ตที่เน้นความดิบ ความแรง และประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ ลองพิจารณา ยักษ์เขียว Capricorn 01 Zagato ดู แล้วคุณจะพบว่ามันเป็นรถที่คุ้มค่ากับราคาอย่างแน่นอน

ที่มา – ยักษ์เขียว Capricorn 01 Zagato

เท้งถาม ปล่อยเปิดซาวด์ผี เสียเปรียบโลก?

“เท้ง” ถามปล่อยให้เปิดซาวด์ผี ในพื้นที่อัยการศึก แม้เจตนาดี แต่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่ ห่วงรัฐบาลปล่อยผ่านอาจถูกมองให้การสนับสนุน

เมื่อเวลา 8.30 น. วันที่ 14 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกัน จอมพลัง นำเครื่องขยายเสียงไปเปิดซาวด์ผี รวมถึงฉายหนังกลางแปลง ที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ว่า ตนเชื่อว่าประชาชนทุกคนที่เป็นคนไทยอยากจะช่วยเหลือการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนเรื่องเสียงสะท้อนที่ออกมาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ตนคิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีโดยตรง ที่จะทำอย่างไรให้ประชาชนทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือนายกัน จอมพลัง ก็ตาม ที่อยากจะช่วยเหลือคนไทย ให้ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากประเทศกัมพูชา หรือช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ เป็นหน้าที่ของนายกฯ และรัฐบาล ในการบริหารจัดการให้ทุกความช่วยเหลือ ทำให้ทุกการช่วยเหลือมีแต่การยกระดับทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น ไม่ได้ทำให้ไทยเพลี่ยงพล้ำหรือเสียเปรียบในเวทีโลก

เท้งถาม ปล่อยให้เปิดซาวด์ผี แม้เจตนาดี แต่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึง การปล่อยคลิปเสียงผี จะปลุกกระแสชาตินิยม จนทำให้ควบคุมไม่ได้มากขึ้นหรือไม่ นั้น ว่า ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว เป็นพื้นที่ที่ประกาศกฎอัยการศึก การที่มีภาคประชาชนเข้าไปดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งก็มีบางส่วนมีข้อห่วงใยว่าจะเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ เพราะส่งผลกระทบทางด้านจิตวิทยาต่อพลเรือนฝั่งตรงข้ามโดยตรง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าหน่วยงานความมั่นคงและรัฐบาลจะต้องเป็นผู้มีความรับผิดชอบโดยตรง เพราะเป็นพื้นที่ควบคุม

ความรับผิดชอบของรัฐบาลกรณีปล่อยให้เปิดซาวด์ผี

เมื่อถามว่าจะทำให้การต่างประเทศของไทยเดินหน้ายากขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องถามไปยังนายกฯ หรือนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เพราะพื้นที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่อัยการศึก การที่รัฐบาลปล่อยให้มีการดำเนินการแบบนี้ ถึงแม้จะเป็นการดำเนินการที่มีเจตนาดี จะถือว่าหน่วยงานภาครัฐประเทศไทยให้การสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวที่อาจจะละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ แล้วจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีการต่างประเทศ หรือไม่ ซึ่งคำถามนี้เชื่อว่าเป็นคำถามที่นายกฯ และรมว.ต่างประเทศต้องตอบให้ชัด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การที่นายกัน จอมพลัง เข้าไปดำเนินการโดยการเปิดซาวด์ผี แม้จะมีเจตนาดีในการช่วยเหลือและสร้างความได้เปรียบให้กับประเทศไทย แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกได้

สิ่งที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ตั้งคำถาม เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องตอบให้ชัดเจน การปล่อยให้มีการดำเนินการเช่นนี้โดยไม่เข้าไปควบคุมดูแล อาจถูกมองว่ารัฐบาลให้การสนับสนุนการกระทำที่อาจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ควรดำเนินการอย่างมีเหตุผลและรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก การเปิดซาวด์ผี อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด และอาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในระยะยาวได้

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยให้มีการเปิดซาวด์ผี และหาแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และไม่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลก การดำเนินการใดๆ ควรอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ และคำนึงถึงหลักการของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

การดำเนินการของกัน จอมพลัง อาจมีเจตนาดี แต่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าการกระทำดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อประเทศหรือไม่ และควรเข้ามาดูแลจัดการให้การช่วยเหลือต่างๆ เป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ และไม่สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ประเด็นที่ว่าการปล่อยให้เปิดซาวด์ผี จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่ นั้น เป็นคำถามที่สำคัญและสมควรได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจากรัฐบาล เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ควรเป็นการเจรจาทางการทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่ใช่การใช้มาตรการที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ การเปิดซาวด์ผี อาจสร้างความฮึกเหิมในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจนำมาซึ่งผลเสียที่ร้ายแรงกว่า

รัฐบาลควรตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และดำเนินการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลก

คำถามคือ รัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร จะมีการทบทวนแนวทางการจัดการปัญหาชายแดนหรือไม่ และจะสร้างความมั่นใจให้กับนานาชาติได้อย่างไรว่าประเทศไทยจะไม่สนับสนุนการกระทำที่อาจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ที่มา – เท้ง” ถามปล่อยให้เปิดซาวด์ผี แม้เจตนาดี แต่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่

“อนุทิน” ขอบคุณ ครม. ช่วยประชาชน แก้ปัญหาตลอดสัปดาห์

“อนุทิน” ขอบคุณ ครม. ลุยพื้นที่ช่วยประชาชนน้ำท่วม-สั่งการแก้ปัญหาตลอดสัปดาห์ สั่งการแก้ปัญหาตลอดสัปดาห์ “สีหศักดิ์” เผย บินมาเลเซียถก 4 ฝ่าย แก้ปมปัญหาไทย-กัมพูชา ผลเป็นไปด้วยดี ย้ำข้อเสนอ 4 ประเด็น รอจับตาดูผลปฏิบัติ

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 3/2568 โดยเป็นอีกครั้งที่นายกรัฐมนตรีนำ ครม. มาประชุมที่อาคารรัฐสภา เนื่องจากมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอขอบพระคุณคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ซึ่งตนติดตามจากข่าวสารเห็นว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาประเทศไทยมีเหตุการณ์อุทกภัยและมีเรื่องที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนมากมาย ได้เห็นรัฐมนตรีแทบจะทุกท่านลงพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยมีการสั่งการและหาวิธีเยียวยาให้กับประชาชน ถือว่าเป็นสิ่งที่มีความหมายและเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนจะได้เชื่อมั่นในการดูแลเอาใจใส่ของรัฐบาลเมื่อประชาชนมีความเดือดร้อน

นายอนุทิน เผยต่อไปว่า ในช่วงเดียวกัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้บินไปประเทศมาเลเซียเพื่อเจรจาเรื่องการแสวงหาสันติภาพของทั้งสองประเทศ ซึ่งการเจรจามีความคืบหน้า ไปในทิศทางที่ดีมาก และเป็นสิ่งที่ประเทศไทยได้รับการตอบสนองต่อเงื่อนไขต่างๆ เพื่อจะนำไปสู่การดำเนินการขั้นต่อไป แต่ก็ยังไม่จบ เพราะเราเริ่มมาเป็นรอบๆ และภายในสัปดาห์นี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ต้องเดินทางไปหารืออีกครั้งหนึ่ง เพราะเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก

ขณะที่เวลา 09.05 น. นายสีหศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางเยือนมาเลเซียและร่วมประชุม 4 ฝ่าย ระหว่างมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา ไทย และกัมพูชา เพื่อหารือแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า การหารือเป็นไปด้วยดี และแต่ละฝ่ายจะกลับมาปรึกษารัฐบาล รวมถึงวันนี้ตนจะรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ ซึ่งจากการไปประชุมครั้งนี้ถือว่ามีความคืบหน้า แต่เมื่อคืบหน้าประเด็นคือต้องมาดูจะปฏิบัติอย่างไร โดยจะมีการประชุมที่เกี่ยวข้องต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าสิ่งที่พูดคุยกันจะปรากฏผล

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะยังคงยืนยันข้อเสนอ 4 ประเด็นในการพูดคุยวงประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ต่อหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ตอบว่า เหมือนเดิม แล้วเราก็คุยตามนั้น และต้องนำไปหารือในที่ประชุม JBC ด้วย เมื่อถามถึงกรณีอินฟลูเอนเซอร์ไปเปิดซาวน์เสียงผีบริเวณชายแดนจะส่งผลกระทบหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ตนขอเน้นเรื่องการเจรจาก่อน ทางด้านคำถามถึงกรณีที่มีคนไทยถูกจับในกัมพูชา นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เป็นไปตามขั้นตอน ถ้าเราคุยกันคืบหน้า.

จากรายงานข่าวนี้ เราได้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุทกภัยหรือปัญหาชายแดน การลงพื้นที่ของคณะรัฐมนตรีและการเจรจาในระดับนานาชาติ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการบรรเทาผลกระทบและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ

“อนุทิน” ขอบคุณ ครม. ช่วยประชาชน แก้ปัญหาตลอดสัปดาห์

การทำงานอย่างหนักของรัฐบาลเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง การแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ความคืบหน้าล่าสุดในการแก้ปัญหา

ถึงแม้ว่าการแก้ไขปัญหาต่างๆ จะยังไม่สิ้นสุด แต่ความคืบหน้าในการเจรจาและการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนเป็นสัญญาณที่ดี การติดตามและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

การที่นายอนุทินออกมา “อนุทิน” ขอบคุณ ครม. ช่วยประชาชน แก้ปัญหาตลอดสัปดาห์ ถือเป็นกำลังใจสำคัญให้กับทีมงานทุกคนในการทำงานเพื่อชาติและประชาชนต่อไป นอกจากนี้ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางไปเจรจาในต่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดน ก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่น่าชื่นชม

การ “อนุทิน” ขอบคุณ ครม. ช่วยประชาชน แก้ปัญหาตลอดสัปดาห์ นี้ สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานเป็นทีมของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอุทกภัย หรือปัญหาความขัดแย้งชายแดน

ที่มา – “อนุทิน” ขอบคุณ ครม. ลงพื้นที่ช่วยประชาชน สั่งการแก้ปัญหาตลอดสัปดาห์

โซลสร้าง “หลุมหลบภัยนิวเคลียร์” ปี 2028

ทางการกรุงโซลกําลังเดินหน้าโครงการ “Defense Seoul 2030” ท่ามกลางภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ โดยเตรียมสร้างหลุมหลบภัยนิวเคลียร์ใต้ดินในโครงการที่พักอาศัยขนาดใหญ่ บริเวณซงพา-กู ซึ่งจะมีระบบช่วยชีวิตที่ครบครัน เพื่อให้ประชาชนสามารถเอาตัวรอดจากการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ เคมี หรือชีวภาพ ได้นานถึง 14 วัน

กรุงโซลเตรียมสร้าง “หลุมหลบภัยนิวเคลียร์” สำหรับพลเรือน ภายในปี 2028

กรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ เตรียมสร้างหลุมหลบภัยนิวเคลียร์แห่งแรกสําหรับพลเรือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาคารชุดพักอาศัยขนาดใหญ่ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2028

รัฐบาลกรุงโซลและบริษัท Seoul Housing and Communities ได้วางแผนก่อสร้างหลุมหลบภัยนิวเคลียร์ใต้ดินนี้ เพื่อใช้เป็นที่หลบภัยสําหรับผู้พักอาศัยในกรณีที่เกิดการโจมตีจากภายนอกด้วยอาวุธ นิวเคลียร์ ชีวภาพ หรือเคมี

รายละเอียดที่ตั้งของหลุมหลบภัย

หลุมหลบภัยดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นที่ชั้นใต้ดินชั้นที่ 3 ของโครงการที่พักอาศัยในย่านการัก-ดง เขตซงพา-กู ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ ประกอบด้วยอาคารชุด 16 หลัง มีที่พักอาศัยรวม 1,240 ยูนิต

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในหลุมหลบภัย

หลุมหลบภัยนี้มีพื้นที่รวม 2,147 ตารางเมตร และสามารถรองรับผู้คนได้พร้อมกันถึง 1,020 คน โดยจะติดตั้งระบบที่จําเป็นสําหรับการยังชีพ เช่น ระบบระบายอากาศที่กรองสารอันตรายได้, ระบบกักเก็บและจ่ายน้ํา, และ ระบบสุขาภิบาลที่ครบวงจร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่เข้าไปหลบภัยสามารถเอาตัวรอดได้นานสูงสุดถึง 14 วัน

การใช้งานในยามปกติ

ทั้งนี้ เมื่อไม่ได้อยู่ในช่วงฉุกเฉิน หลุมหลบภัยแห่งนี้จะถูกปรับไปใช้เป็นศูนย์ออกกําลังกายของชุมชน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า โครงการนี้ถูกขับเคลื่อนจากความจําเป็นในการรับมือกับภัยคุกคามทางทหารที่เพิ่มขึ้นจากเกาหลีเหนือ และสถานการณ์ความมั่นคงโลกที่ไม่มีเสถียรภาพ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ

เจ้าหน้าที่ของกรุงโซลกล่าวว่า “เนื่องจากภัยคุกคามยุคใหม่แตกต่างจากในอดีต เราจึงเปิดตัวโครงการนี้เพื่อขยายบทบาทของที่พักพิงเพื่อป้องกันพลเรือน เราหวังว่านี่จะเป็นก้าวใหม่ในการปกป้องพลเมืองได้ดียิ่งขึ้น และยกระดับระบบความมั่นคงของกรุงโซล”

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานสําคัญ “Defense Seoul 2030” ที่รัฐบาลกรุงโซลประกาศไว้เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว

การสร้างหลุมหลบภัยนิวเคลียร์ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน

ที่มา – กรุงโซลเตรียมสร้าง “หลุมหลบภัยนิวเคลียร์” สำหรับพลเรือน ภายในปี 2028

สุชาติชงลลิดา นั่งรองโฆษกรัฐบาล พร้อมไอยรินทร์

การเมืองภายในคณะรัฐมนตรีเริ่มเข้มข้น! “สุชาติ” เตรียมเสนอชื่อ “ลลิดา เพริศวิวัฒนา” นั่งตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล ในสัดส่วนของกลุ่ม 16 ขณะที่พรรคกล้าธรรมเสนอชื่อ “ไอยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์” เข้าชิงตำแหน่งเดียวกัน

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ อาคารรัฐสภาที่เต็มไปด้วยความน่าสนใจ นอกเหนือจากการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยที่ได้รับความสนใจจากสื่อและประชาชนแล้ว ยังมีการเสนอชื่อแต่งตั้งข้าราชการการเมืองชุดใหญ่ ซึ่งรวมถึงตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล ที่กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด

แหล่งข่าวภายในเปิดเผยว่า ในส่วนของกลุ่ม 16 สส. ที่มีนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นแกนนำ ได้เตรียมเสนอชื่อนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ผู้ชำนาญการของนายเกรียงยศ สุดลาภา สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้ดำรงตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล เพื่อเข้ามาเสริมทีมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สุชาติชงลลิดา นั่งรองโฆษกรัฐบาล

การเสนอชื่อนางสาวลลิดาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความต้องการของกลุ่ม 16 ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล และมีบทบาทในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชนให้มีความถูกต้อง รวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันเพื่อให้ได้ตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล ในครั้งนี้ไม่ได้ง่ายดายนัก เพราะยังมีผู้ที่สนใจและมีความสามารถอีกหลายท่านที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ามาชิงชัย

พรรคกล้าธรรมเสนอชื่อไอยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์

ในส่วนของพรรคกล้าธรรม (กธ.) ก็ได้เตรียมเสนอชื่อนางสาวไอยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ อดีตโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารมาอย่างยาวนาน เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล

นางสาวไอยรินทร์ ถือเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในการทำงานด้านการสื่อสารในภาครัฐมาอย่างโชกโชน การที่พรรคกล้าธรรมเสนอชื่อเธอในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมบุคลากรที่มีคุณภาพเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติ

การพิจารณาตัดสินใจเลือกบุคคลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงคุณสมบัติ ประสบการณ์ และความสามารถของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะได้บุคคลที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

ตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลในการสื่อสารนโยบายและผลงานไปยังประชาชน ดังนั้น การเลือกสรรบุคคลที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อให้การสื่อสารของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความเข้าใจอันดีกับประชาชน

การเสนอชื่อทั้งนางสาวลลิดา และนางสาวไอยรินทร์ ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในรัฐบาลที่น่าจับตามอง ซึ่งการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนี้ จะส่งผลต่อทิศทางการสื่อสารของรัฐบาลในอนาคตอย่างแน่นอน

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและการแข่งขัน การจับตาดูความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจถึงสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตของเราได้

การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีในการเลือกรองโฆษกรัฐบาลคนใหม่ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “สุชาติ” ชง “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาล สัดส่วนกลุ่ม 16 กล้าธรรมเสนอ “ไอยรินทร์”

กพท. ชงเลิกจำกัดอายุ ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน

กพท.เร่งเครื่องเพิ่มศักยภาพการแข่งขันไทยในตลาดโลก จ่อชง กบร.ยกเลิกเกณฑ์อายุอากาศยานใช้มาตรฐานความสมควรเดินอากาศแทน พร้อมขยับค่า PSC เพื่อพัฒนาความปลอดภัยและการให้บริการยกระดับสนามบินไทยสู่มาตรฐานโลก

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า ขณะที่ กพท.อยู่ระหว่างเร่งผลักดันนโยบายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินไทยในระดับสากล ได้แก่ การยกเลิกข้อจำกัดด้านอายุสูงสุดของอากาศยาน หรือ เลิกจำกัดอายุเครื่องบิน ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน ที่นำเข้าใช้งานในประเทศ และการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge – PSC) เพื่อใช้ลงทุนพัฒนาระบบบริการในท่าอากาศยาน โดยทั้งสองวาระเตรียมเสนอให้คณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ซึ่งขณะนี้ได้รับการแต่งตั้งครบองค์คณะแล้วพิจารณาอนุมัติให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด

พล.อ.อ.มนัท กล่าวว่า ปัจจุบันข้อกำหนดที่จำกัดอายุสูงสุดของอากาศยานที่สามารถนำเข้ามาใช้งานในประเทศไทยได้ กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของสายการบินไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ทั่วโลกประสบปัญหาการขาดแคลนเครื่องบินใหม่จากผู้ผลิตรายใหญ่ ตามข้อกำหนดเดิมของไทย อากาศยานแต่ละประเภทมีอายุสูงสุดที่สามารถนำเข้าได้ คือ เฮลิคอปเตอร์ไม่เกิน 5 ปี, เครื่องบินโดยสารไม่เกิน 16 ปี และเครื่องบินขนส่งสินค้าไม่เกิน 22 ปี ซึ่งข้อจำกัดนี้ทำให้สายการบินไทยสูญเสียโอกาสในการจัดหาเครื่องบินเพื่อเช่าที่ยังอยู่ในสภาพดีและพร้อมใช้งานได้อีกหลายปี ขณะที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาคไม่มีข้อจำกัดเช่นนี้

“กพท. จึงเสนอแนวทางใหม่ ยกเลิกเกณฑ์อายุอากาศยาน หรือ เลิกจำกัดอายุเครื่องบิน ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน และหันมาใช้การตรวจสอบความสมควรเดินอากาศ เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแทน ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกใช้ โดยอากาศยานที่ผ่านการตรวจสอบว่ามีความปลอดภัยและพร้อมให้บริการจะได้รับอนุญาตให้นำเข้าใช้งานได้ โดยไม่จำกัดอายุ” พล.อ.อ.มนัท กล่าว

สำหรับแนวทางใหม่นี้สะท้อนความจริงทางเทคโนโลยีการบินยุคใหม่ ซึ่งเครื่องบินรุ่นปัจจุบันสามารถมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 30-40 ปี หากได้รับการดูแลและบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง การแก้ไขกฎเกณฑ์ดังกล่าวอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) และเมื่อได้รับความเห็นชอบ ก็สามารถประกาศบังคับใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจัดหาเครื่องบินได้คล่องตัวขึ้นทันที

พล.อ.อ.มนัท กล่าวว่า กพท. ได้พิจารณาคำขอปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) จากผู้ประกอบการท่าอากาศยาน โดยยึดหลักความสมเหตุสมผลและการลงทุนเพื่อยกระดับบริการ โดยเฉพาะสนามบินที่มีการลงทุนเพิ่มเติมเท่านั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการพิจารณาจากคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) โดย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เสนอปรับขึ้นค่า PSC สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5 บาท จากอัตราเดิม 730 บาท เป็น 735 บาท เพื่อใช้ลงทุนพัฒนาและบำรุงรักษาระบบบริการในสนามบินหลักทั่วประเทศ

ขณะที่กรมท่าอากาศยาน (ทย.) โดยเฉพาะ ท่าอากาศยานตรัง ปรับเพิ่มค่า PSC ขึ้น 25 บาท ระหว่างประเทศ จากเดิม 400 เป็น 425 บาทต่อคน และภายในประเทศ จากเดิม 50 เป็น 75 บาทต่อคน ก่อนหน้านี้ได้อนุมัติให้ ทย. ปรับขึ้นค่า PSC อัตราใหม่ไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2568 จำนวน 6 สนามบิน ประกอบด้วย ท่าอากาศยานกระบี่, สุราษฎร์ธานี, อุบลราชธานี, ขอนแก่น, นครศรีธรรมราช และพิษณุโลก ทั้งนี้ ท่าอากาศยานของ ทย. จะปรับเพิ่มขึ้นเฉพาะสนามบินที่มีการติดตั้งเทคโนโลยีระบบบริการผู้โดยสารขึ้นเครื่อง 3 ระบบมาใช้งาน ได้แก่ บริการตรวจบัตรโดยสารขึ้นเครื่อง, บริการเช็คอินด้วยตัวเองอัตโนมัติ และบริการรับกระเป๋าสัมภาระอัตโนมัติ ซึ่งหาก กบร.เห็นชอบการปรับขึ้นค่า PSC ของ ทอท. และ ทย. ก็จะสามารถปรับเพิ่มขึ้นได้ทันที คาดว่าจะประชุม กบร. ไม่เกินเดือน พ.ย.นี้

พล.อ.อ.มนัท กล่าวว่า การปรับขึ้นค่า PSC ไม่ใช่เพียงการเพิ่มรายได้ แต่เป็นการลงทุนเพื่อความปลอดภัยและคุณภาพบริการในระยะยาว เพื่อให้สนามบินของไทยก้าวสู่มาตรฐานเดียวกับประเทศชั้นนำในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ เก็บค่า PSC ประมาณ 1,500 บาท ซึ่งสูงกว่าไทยเกือบเท่าตัว โดยยืนยันว่าทุกการปรับปรุงของ กพท. มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารให้ดียิ่งขึ้น พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้อุตสาหกรรมการบินไทยก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนกรณีที่มีเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับการพัฒนาบริการในสนามบินนั้นหากมีการปรับขึ้นค่า PSC แล้วนั้น ในส่วนของ ทอท. ได้แก้ไขปัญหาคอขวดในการให้บริการในสนามบิน เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวไทยที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การนำเทคโนโลยีอัตโนมัติมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการบริการ โดยมีการติดตั้งระบบ Biometric และระบบตรวจคนเข้าเมืองแบบอัตโนมัติ (Automated Immigration) ที่ช่วยลดเวลารอคิวของผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงได้อนุมัติให้มีผู้ให้บริการภาคพื้นรายที่ 3 เข้ามาดำเนินการ เพื่อเพิ่มทางเลือกแก่สายการบินและลดระยะเวลารอของผู้โดยสาร

กพท. ชงเลิกจำกัดอายุ ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน

ทำไมต้องเลิกจำกัดอายุเครื่องบิน ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน?

การปรับปรุงกฎระเบียบและการลงทุนในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมการบินของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล การยกเลิกข้อจำกัดด้านอายุเครื่องบินเปิดโอกาสให้สายการบินสามารถเข้าถึงเครื่องบินที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ในขณะที่การปรับขึ้นค่า PSC จะนำไปสู่การพัฒนาสนามบินให้มีความทันสมัยและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้จะส่งผลดีต่อผู้โดยสารและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

โดยสรุปแล้ว การตัดสินใจของ กพท. ที่จะเลิกจำกัดอายุเครื่องบิน ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน เป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมการบินไทย การลงทุนในวันนี้จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่ยั่งยืนในวันหน้า

ที่มา – กพท. จ่อชงเลิกจำกัดอายุเครื่องบิน ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน

สามห่วงทะลวงความหรู Toyota Century Coupe Concept 2026

Toyota เตรียมเปิดตัวรถหรูรุ่นพิเศษ สามห่วงทะลวงความหรู Toyota Century Coupe Concept 2026 เป็นรถต้นแบบที่สร้างขึ้นเพื่อการจัดแสดงเพียงแค่คันเดียวเท่านั้น อย่างน้อย หากกระแสตอบรับดีพอ Century Coupe อาจถูกผลิตออกมาขายจริงๆ ต่อจาก Century SUV ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าในประเทศจีน ถือเป็นข่าวที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการเปิดตัวเอสยูวีทรงคูเป้สองประตูสุดหรู ซึ่งคาดว่าจะโผล่ในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2025 ช่วงปลายเดือนนี้

สาเหตุหลักของแนวคิด Coupe SUV ก็คือ Century นั้นถือเป็นแบรนด์ที่สูงส่งของ Toyota นอกจากจะเป็นพระราชพาหนะของราชวงค์ญี่ปุ่นแล้ว ความยอดเยี่ยมของแบรนด์ทำให้ Century กลายเป็นยานพาหนะของนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูงในญี่ปุ่นมานานแล้ว รถซาลูนเรือธงและ SUV รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นที่ผลิตในญี่ปุ่น ถือเป็นผลิตภัณฑ์ระดับตำนานของ Toyota ภาพของรถรุ่นใหม่ บ่งชี้ให้เห็นว่า Toyota ภายใต้การนำของผู้บริหารรุ่นใหม่ กำลังวางแผนโปรเจกต์พิเศษที่จะถูกสร้างขึ้นเพียงคันเดียวเท่านั้น

ภาพ Century SUV Coupe สีส้ม มีข้อความว่า “one-of-one” พร้อมกับคำว่า “new project” แน่นอนว่าต้องมีคำว่า “Century” แม้แต่ Century ทุกคันยังติดตราสัญลักษณ์นกฟีนิกซ์สีทองไว้ด้วย เมื่อมองผ่านๆ ก็รู้ว่ามันคือรถคูเป้เอสยูวีที่แปลกประหลาด โดยมีทรงคล้าย Rolls Royce Cullinan

Century SUV Coupe คันใหญ่ อวบอ้วนแต่สง่างาม ไม่ต่างจาก Rolls-Royce Spectre ของ BMW ถึงแม้จะเป็นรถต้นแบบ แต่กลับมีการตกแต่งแบบคลาสสิก ตามคอนเซ็ปต์ของบานประตูแบบพิเศษ ประตูแบบนี้จะเลื่อนไปข้างหน้า เผยให้เห็นเบาะนั่ง แดชบอร์ดขนาดใหญ่ที่มาพร้อมความหรูหราเต็มพิกัด ไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Century SUV Coupe ซึ่งตัวเป็นๆ น่าจะไปจัดแสดงภายในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ 2025 ช่วงปลายเดือนตุลาคม.

สามห่วงทะลวงความหรู Toyota Century Coupe Concept 2026

สามห่วงทะลวงความหรู Toyota Century Coupe Concept 2026 กำลังจะมา! รถยนต์ต้นแบบสุดหรูที่ Toyota เตรียมเปิดตัวนี้ สร้างความฮือฮาให้กับวงการรถยนต์อย่างมาก ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และความหรูหราระดับพรีเมียม ทำให้หลายคนตั้งตารอคอยที่จะได้เห็นตัวจริงของรถคันนี้

ทำไมต้อง Toyota Century Coupe Concept 2026 สามห่วงทะลวงความหรู?

เหตุผลที่รถคันนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก ไม่ใช่แค่เพราะเป็นรถยนต์จากแบรนด์ดังอย่าง Toyota แต่ยังเป็นเพราะแนวคิดการออกแบบที่ผสมผสานความหรูหราเข้ากับสไตล์สปอร์ตได้อย่างลงตัว ทำให้ สามห่วงทะลวงความหรู Toyota Century Coupe Concept 2026 แตกต่างจากรถยนต์รุ่นอื่นๆ ในตลาด

  • ดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่น: ด้วยรูปทรงคูเป้ที่โฉบเฉี่ยว ทำให้รถคันนี้ดูสปอร์ตและหรูหราในเวลาเดียวกัน
  • ความสะดวกสบายภายใน: ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายสูงสุด
  • เทคโนโลยีที่ทันสมัย: รถยนต์คันนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีล่าสุด ที่ช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

สุดท้ายนี้ สามห่วงทะลวงความหรู Toyota Century Coupe Concept 2026 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Toyota ในการพัฒนารถยนต์ที่มีคุณภาพและความหรูหราที่เหนือระดับ หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบรถยนต์ที่มีดีไซน์โดดเด่นและเทคโนโลยีที่ทันสมัย รถคันนี้อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคุณ

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

ที่มา – สามห่วงทะลวงความหรู Toyota Century Coupe Concept 2026

แห่ชมหินงูยักษ์ ลำน้ำเข็ก! คอหวยส่องเลขเด็ด

นักท่องเที่ยวแห่ชม หินงูยักษ์ ริมลำน้ำเข็ก รถจอดติดยาว! เหล่านักเสี่ยงโชคไม่พลาด ส่อง “หินงูยักษ์” ขอเลขเด็ดลุ้นรวยงวดนี้

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา มีรายงานว่า พบก้อนหินขนาดใหญ่ลักษณะคล้าย หินงูยักษ์ บริเวณริมลำน้ำเข็ก ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง รอยต่อระหว่างจังหวัดเพชรบูรณ์และพิษณุโลก ทำให้ผู้ที่ทราบข่าวต่างเดินทางมาชม และขอโชคลาภกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว 3 วันที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวและผู้โชคดี นำเครื่องเซ่นไหว้มาสักการะ ขอพรกันอย่างเนืองแน่น ทำให้รถจอดริมถนนสาย 12 (หล่มสัก-พิษณุโลก) เป็นระยะทางยาว สร้างความกังวลเรื่องอุบัติเหตุ

นักท่องเที่ยวแห่ชม “หินงูยักษ์” ขอเลขเด็ด

บริเวณที่พบหินคล้ายหัวงูขนาดใหญ่นั้น ต้องเดินเท้าเข้าไปประมาณ 1.2 กิโลเมตร พบว่ามีทั้งนักท่องเที่ยว และผู้ที่เชื่อในสิ่งลี้ลับ นำบายศรี พวงมาลัย ของเซ่นไหว้มาถวาย พร้อมทั้งจุดธูปขอโชคลาภกันอย่างมากมาย จนบริเวณดังกล่าวเต็มไปด้วยควันและกลิ่นธูป ทางผู้ดูแลได้ตั้งป้ายคำบูชา และตั้งชื่อหินงูยักษ์ก้อนนี้ว่า “พญาเข็กหิรัญธาตุนาคราชราชา วังน้ำเข็ก”

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มพระภิกษุและคณะศิษย์จำนวนหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาจากต่างจังหวัด เตรียมที่จะปักกรดในบริเวณดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดอันตราย เพราะบริเวณนี้ยังมีสัตว์ป่าออกหากินในช่วงกลางคืนเป็นประจำ

ความเห็นจากเจ้าหน้าที่

นายบุณยภู ชูวัฒนา ปลัดอาวุโสอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ได้เดินทางมาพร้อมคณะฝ่ายปกครองในพื้นที่ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีนักท่องเที่ยว และผู้ที่ศรัทธาเดินทางเข้ามาในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ทางฝ่ายปกครองอำเภอนครไทย และเจ้าหน้าที่อุทยานทุ่งแสลงหลวง เตรียมที่จะหารือร่วมกับเจ้าหน้าที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมีพื้นที่คาบเกี่ยวกัน เพื่อจัดการดูแลพื้นที่ให้มีความปลอดภัย และขอความร่วมมือให้นำบายศรี และของเซ่นไหว้กลับไปด้วย เพื่อป้องกันมลภาวะ และอันตรายต่อสัตว์ป่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ที่นำเครื่องสักการะ และเซ่นไหว้มาในครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่สมหวังได้รับโชคในงวดวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา จึงเดินทางมาถวายบายศรี พร้อมทั้งจุดธูปเลขมงคล เผื่อ “พญาเข็กหิรัญธาตุนาคราชราชา วังน้ำเข็ก” จะให้โชคเป็นครั้งที่สอง โดยเลขธูปมงคลที่ปรากฏมีหลายตัวเลข เช่น 138 เป็นต้น

การแห่แหนมาชมหินงูยักษ์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อและความหวังของผู้คนที่มีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และโชคลาภ อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวในลักษณะนี้ ควรคำนึงถึงความเหมาะสม และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สถานที่ท่องเที่ยวคงความสวยงาม และศักดิ์สิทธิ์ต่อไปในระยะยาว

ที่มา – นักท่องเที่ยวแห่ชม “หินงูยักษ์” ริมลำน้ำเข็ก รถจอดติดยาว คอหวยไม่พลาดส่องเลขเด็ด

วิธีลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส สำหรับร้านค้า 15 ต.ค. นี้

เตรียมตัวให้พร้อม! ร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” 2568 มาดูวิธีลงทะเบียนกันเลย! ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าใหม่ ร้านค้าคนละครึ่งเฟส 5 เดิม หรือร้านค้าที่ผูกกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี ก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคมนี้ รับเงินง่ายๆ ผ่าน “แอปฯ ถุงเงิน”

“คนละครึ่งพลัส” เป็นโครงการดีๆ จากรัฐบาล ที่ตั้งใจกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 โดยรัฐจะช่วยจ่ายค่าสินค้าและบริการบางส่วน ให้กับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น และสร้างรายได้ให้กับร้านค้ารายย่อย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โครงการนี้มีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 มีจำนวนสิทธิประมาณ 20 ล้านสิทธิ หรือจนกว่าจะครบวงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาท

สำหรับร้านค้าที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนได้ที่จุดตั้งบูธของกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับธนาคารกรุงไทย หรือที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม – 19 ธันวาคม 2568

ส่วนประชาชนทั่วไป ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป สามารถลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันที่ 20 – 26 ตุลาคม 2568 เวลา 06.00 – 22.00 น. และเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568

วิธีลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” สำหรับร้านค้า

“คนละครึ่ง 2568” วิธีลงทะเบียนสำหรับ “ร้านค้าใหม่”

สำหรับร้านค้าใหม่ ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” สามารถสมัครได้ที่จุดตั้งบูธของกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับธนาคารกรุงไทย หรือที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม – 19 ธันวาคม 2568 โดยมีขั้นตอนดังนี้:

1. ต้องมีบัญชีธนาคารกรุงไทย

2. สมัครเป็นร้านค้าถุงเงินผ่าน www.ถุงเงินกรุงไทย.com และดาวน์โหลด/อัปเดตแอปฯ ถุงเงินเป็นเวอร์ชันล่าสุด

3. ตรวจสอบประเภทกิจการและดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร เพื่อนำไปยื่นสมัครกับหน่วยงาน

4. นำเอกสารที่ได้รับการยืนยันแล้ว มายื่นสมัครเข้าร่วมโครงการ ณ จุดให้บริการ

5. ร้านค้าจะได้รับผลการพิจารณาผ่านทาง SMS

6. เมื่อผ่านเข้าร่วมโครงการ แบนเนอร์คนละครึ่ง พลัสจะปรากฏบนแอปฯ ถุงเงิน

7. กดยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขของโครงการ

8. รับชำระค่าสินค้าและบริการจากประชาชน

9. ตรวจสอบประวัติการรับเงิน บนแอปฯ ถุงเงิน

วิธีลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” สำหรับร้านค้า

วิธีลงทะเบียนสำหรับ “ร้านค้าเดิม” (ร้านคนละครึ่งเฟส 5 ปี 2565 ที่ผ่านเกณฑ์)

1. ดาวน์โหลด/อัปเดตแอปฯ ถุงเงินให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

2. ร้านค้าที่ผ่านการอนุมัติ จะได้รับการแจ้งเตือนผ่านแอปฯ ถุงเงิน

3. เมื่อผ่านเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” แบนเนอร์คนละครึ่ง พลัสจะปรากฏบนแอปฯ ถุงเงิน

4. กดยอมรับเงื่อนไขและข้อตกลงของโครงการ

5. รับชำระค่าสินค้าและบริการจากประชาชน

6. ตรวจสอบประวัติการรับเงินบนแอปฯ ถุงเงิน

วิธีลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” สำหรับร้านค้า

วิธีลงทะเบียนสำหรับ ร้านค้าที่ผูกกับ “แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี”

1. ดาวน์โหลด/อัปเดตแอปฯ ถุงเงินให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

2. ร้านค้าที่ได้รับการอนุมัติแล้ว สามารถผูกกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีได้ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568

3. กดแบนเนอร์ “โครงการฟู้ดเดลิเวอรี” บนแอปฯ ถุงเงิน เพื่อยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข

4. เลือกผูกแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่ต้องการ

5. รับชำระค่าอาหาร/เครื่องดื่มจากประชาชน

6. แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี จัดหาไรเดอร์ไปยังร้านค้า

7. ไรเดอร์จัดส่งอาหาร/เครื่องดื่ม

8. ตรวจสอบประวัติการรับเงินบนแอปฯ ถุงเงิน

ขั้นตอนดาวน์โหลดและติดตั้ง “แอปฯ ถุงเงิน”

  • เปิดแอปฯ App Store หรือ Google Play
  • รองรับโทรศัพท์ระบบปฏิบัติการ Android 10+ และรองรับโทรศัพท์ระบบปฏิบัติการ iOS 15+ ขึ้นไป
  • พิมพ์ค้นหา “ถุงเงิน”
  • กดเลือกติดตั้ง

วิธีเข้าใช้งาน “แอปฯ ถุงเงิน” เพื่อรับเงิน “คนละครึ่งพลัส” 2568

การเข้าใช้งานแอปฯ ถุงเงินมี 2 วิธี ดังนี้

เข้าใช้งานแอปฯ “ถุงเงิน” ด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือ

1. เลือกเจ้าของร้าน

2. เลือก “เข้าใช้งานด้วย เบอร์มือถือ”

3. ระบุเบอร์โทรศัพท์ เพื่อขอ OTP

4. กรอก OTP จาก SMS เพื่อยืนยันเข้าระบบ

5. กด “ยอมรับ” ข้อตกลงและเงื่อนไข

6. กด “ตกลง” เพื่อระบุตำแหน่งร้านค้า

7. เข้าสู่หน้าหลักแอปฯ ถุงเงิน

เข้าใช้งานแอปฯ “ถุงเงิน” ด้วยแอปฯ “เป๋าตัง”

1. เลือกเจ้าของร้าน

2. เลือก “เข้าใช้งานด้วยเป๋าตัง”

3. เลือก “ดำเนินการต่อ” เพื่อไปแอปฯ เป๋าตัง

4. ใส่ PIN เป๋าตัง

5. กด “ยืนยัน”

6. กด “ยอมรับ” ข้อตกลงและเงื่อนไข

7. กด “ตกลง” เพื่อระบุตำแหน่งร้านค้า

8. เข้าสู่หน้าหลักแอปฯ ถุงเงิน

คุณสมบัติร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” 

1. เป็นผู้ประกอบการร้านค้าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป ที่มีสัญชาติไทย (ผู้ประกอบการร้านค้าฯ) ดังนี้

  • ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือ 
  • ร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านค้าธงฟ้าฯ) ที่ไม่ใช่นิติบุคคล เว้นแต่เป็นร้านค้าธงฟ้าฯ ของสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือ
  • ร้านค้าของกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมืองตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2547 (พ.ร.บ. กองทุนหมู่บ้านฯ) หรือ 
  • ร้านค้าของวิสาหกิจชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนฯ) 

ทั้งนี้ ต้องไม่เป็นร้านค้าที่มีลักษณะเป็นร้านสะดวกซื้อที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ และต้องมีการประกอบการที่สามารถตรวจสอบได้
2. เป็นผู้ประกอบการบริการนวด สปา ทำเล็บ ทำผม ที่มีสัญชาติไทย (ผู้ประกอบการบริการฯ) ดังนี้

  • ผู้ประกอบการบริการที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือ
    ผู้ประกอบการบริการของกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมือง ตาม พ.ร.บ. กองทุนหมู่บ้านฯ หรือ
  • ผู้ประกอบการบริการของวิสาหกิจชุมชนตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนฯ

ทั้งนี้ ต้องมีสถานประกอบการเป็นหลักแหล่งและตรวจสอบได้ และกรณีเป็นผู้ประกอบการบริการนวด สปา จะต้องได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

3. เป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะ ที่มีสัญชาติไทยและไม่ใช่นิติบุคคล (ผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะฯ) ดังนี้

  • ผู้ประกอบการประเภทรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (TAXI – METER) รถตู้โดยสารประจำทางที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย รถยนต์สามล้อสาธารณะ รถสองแถวรับจ้าง และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ทั้งนี้ ผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่รถสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย
  • ผู้ประกอบการรถรับจ้างขนส่งผู้โดยสารที่สามารถตรวจสอบได้ เช่น สามล้อถีบ เป็นต้น

4. เป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะ ได้แก่
รถไฟฟ้าในเขตเมือง รถไฟ รถโดยสารประจำทางสาธารณะ และเรือโดยสารสาธารณะ (ผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะฯ)

5. เป็นนิติบุคคลขนาดเล็ก เฉพาะที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 68 และงบการเงินตามมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด. 50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2567

ซึ่งขายอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป หรือให้บริการนวด สปา ทำเล็บ ทำผม และให้บริการขนส่งสาธารณะ โดยมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 กันยายน 2568
ทั้งนี้ ผู้ให้บริการนวด สปา หรือผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะจะต้องได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

6. ร้านค้าจะต้องไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ (1) โครงการคนละครึ่ง, (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2, (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3, (4) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 และ (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5

7. ประเภทสินค้าและบริการ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป บริการนวด สปา ทำเล็บ ทำผม และบริการขนส่งสาธารณะ โดยไม่รวมถึงสินค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด และบริการรูปแบบอื่นๆ ที่เป็นการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า

ทั้งนี้ การกำหนดเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงรายการสินค้าและบริการของโครงการฯ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้กำหนด

โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ถือเป็นโอกาสดีๆ สำหรับร้านค้าในการเพิ่มยอดขายและดึงดูดลูกค้า อย่ารอช้า! รีบเตรียมตัวและลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการกันนะคะ

ที่มา – วิธีลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” สำหรับร้านค้า เตรียมร่วมโครงการ 15 ต.ค. นี้