วัน: 17 ตุลาคม 2025

Postecoglou ป้องป้องมรดกคุมทีม

Postecoglou ป้องป้องมรดกคุมทีม

Postecoglou ป้องป้องมรดกคุมทีม

Ange Postecoglou ผู้จัดการทีมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ได้ออกมาปกป้องมรดกการคุมทีมของเขาอย่างแข็งขัน พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะคว้าแชมป์ให้กับ Nottingham Forest หากได้รับเวลา

กุนซือวัย 60 ปี กำลังเผชิญกับแรงกดดันหลังจากไม่สามารถเอาชนะได้เลยในการแข่งขัน 7 นัดแรก นับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งแทน Nuno Espirito Santo เมื่อเดือนที่แล้ว

อ่านเพิ่มเติม: Defiant Postecoglou says ‘give me time’ at Forest

Postecoglou ป้องป้องมรดกคุมทีม: เรื่องราวกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการฟุตบอล เมื่อ Ange Postecoglou ออกมาตอบโต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับผลงานของเขา หลังจากเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีม Nottingham Forest ได้ไม่นานนัก ท่ามกลางความกดดันที่ถาโถมเข้ามา Postecoglou ยืนยันว่าเขายังคงมุ่งมั่นที่จะนำพาทีมไปสู่ความสำเร็จ และต้องการเวลาในการสร้างทีมตามแนวทางของตนเอง

Postecoglou ป้องป้องมรดกคุมทีม

สถานการณ์ปัจจุบันของ Nottingham Forest: Nottingham Forest ภายใต้การคุมทีมของ Postecoglou ยังไม่สามารถหาฟอร์มที่คงที่ได้ในฤดูกาลนี้ แม้ว่าจะมีผู้เล่นที่มีศักยภาพหลายคนในทีม แต่การประสานงานและความเข้าใจในแท็คติกยังคงเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ทำไม Postecoglou ถึงต้องออกมาป้องป้องมรดกคุมทีม?

การออกมาปกป้องตนเองของ Postecoglou เกิดขึ้นหลังจากที่ผลงานของทีมไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากแฟนบอลและสื่อมวลชนอย่างหนัก Postecoglou เชื่อว่าเขามีแนวทางการทำทีมที่ชัดเจน และต้องการเวลาในการนำแนวทางนั้นมาปรับใช้ให้เข้ากับผู้เล่นที่มีอยู่

สิ่งที่ Postecoglou ต้องทำ: เพื่อพิสูจน์ว่าเขาสามารถนำพา Nottingham Forest ไปสู่ความสำเร็จได้ Postecoglou จำเป็นต้องปรับปรุงผลงานของทีมอย่างต่อเนื่อง เขาต้องหาแท็คติกที่เหมาะสมกับผู้เล่นที่มีอยู่ สร้างความมั่นใจให้กับนักเตะ และทำให้ทีมมีความสม่ำเสมอในการเล่น

ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า: การแข่งขันในลีกสูงสุดของอังกฤษเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง Postecoglou จะต้องเผชิญหน้ากับทีมชั้นนำมากมายที่มีผู้เล่นระดับโลกและผู้จัดการทีมที่มีประสบการณ์ การเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Postecoglou ยังคงเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง

อนาคตของ Postecoglou กับ Nottingham Forest: อนาคตของ Postecoglou กับ Nottingham Forest ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป หากเขาสามารถปรับปรุงผลงานของทีมได้ โอกาสในการประสบความสำเร็จก็จะเปิดกว้าง แต่หากผลงานยังคงไม่ดีขึ้น แรงกดดันก็จะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แฟนบอล Nottingham Forest คงต้องให้เวลาและให้กำลังใจ Postecoglou ในการสร้างทีมต่อไป

แนวทางการทำทีมของ Postecoglou: Postecoglou เป็นที่รู้จักในฐานะผู้จัดการทีมที่เน้นการเล่นเกมรุกที่ดุดันและมีสไตล์การเล่นที่น่าตื่นเต้น เขาเชื่อว่าการเล่นฟุตบอลที่สนุกสนานและสร้างสรรค์คือหนทางสู่ความสำเร็จ

การสร้างทีมในระยะยาว: Postecoglou มองว่าการสร้างทีมไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำได้ในชั่วข้ามคืน เขาต้องการเวลาในการสร้างทีมที่มีความแข็งแกร่งทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ และพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อความสำเร็จในระยะยาว หาก Nottingham Forest ให้เวลาและสนับสนุน Postecoglou อย่างเต็มที่ โอกาสในการกลับมาเป็นทีมชั้นนำของลีกก็มีความเป็นไปได้

โดยรวมแล้ว การที่ Postecoglou ป้องป้องมรดกคุมทีมของตัวเอง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะนำพา Nottingham Forest ไปสู่ความสำเร็จ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าเขาจะสามารถทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้หรือไม่

ที่มา – Passionate Postecoglou defends his managerial legacy

คืบหน้า ถนนทรุดหน้า รพ.วชิรฯ ถมทรายแล้ว

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้แจ้งความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับเหตุการณ์ถนนทรุดหน้า รพ.วชิรพยาบาล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) โดยขณะนี้ได้ดำเนินการถมทรายไปแล้วกว่า 8,200 ลูกบาศก์เมตร

อัปเดตล่าสุด ถนนทรุดหน้า รพ.วชิรพยาบาล

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 รฟม. รายงานว่า ผู้รับจ้างงานโยธาของโครงการฯ ได้ทำการปรับปรุงคุณภาพดินบริเวณหลุมยุบ เพื่อเสริมความแข็งแรง และดำเนินการถมทรายไปแล้วเป็นปริมาณมากถึง 8,286 ลูกบาศก์เมตร (ข้อมูลปริมาณทรายถมระหว่างวันที่ 14 – 17 ตุลาคม 2568)

ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาถนนทรุดหน้า รพ.วชิรพยาบาล

สถานการณ์ปัจจุบัน ระดับพื้นผิวบริเวณที่เกิดเหตุการณ์ถนนทรุดหน้า รพ.วชิรพยาบาล อยู่ต่ำกว่าระดับผิวจราจรเดิมประมาณ 85 เซนติเมตร ทางโครงการฯ กำลังเร่งดำเนินการเก็บเศษวัสดุที่กีดขวาง และทำความสะอาดพื้นที่โดยรอบ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปรับระดับพื้นที่ด้วยการถมหินคลุกหนาประมาณ 50 เซนติเมตร

เป้าหมายหลักในขณะนี้คือ การเร่งเปิดช่องทางเข้าออกให้กับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนทั่วไปที่มาใช้บริการโรงพยาบาล

รฟม. ยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับมาตรการความปลอดภัย โดยมีการเฝ้าระวัง ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินสภาพโครงสร้างของอาคารสำคัญที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอาคารสถานีตำรวจนครบาลสามเสน และอาคารแฟลตตำรวจ รวมถึงพื้นที่โดยรอบ ซึ่งจากการตรวจสอบล่าสุด พบว่าไม่มีการเคลื่อนตัวใดๆ ที่มีนัยสำคัญทางวิศวกรรม

มาตรการเหล่านี้มีขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวมีความปลอดภัย และการแก้ไขปัญหาถนนทรุดหน้า รพ.วชิรพยาบาล ดำเนินการอย่างรอบคอบและคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก

รฟม. ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและผู้ปฏิบัติงานเป็นสำคัญ เพื่อให้สามารถคืนสภาพพื้นที่ให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และลดผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด

สถานการณ์ถนนทรุดหน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การดำเนินการแก้ไขของ รฟม. เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง แต่สิ่งสำคัญคือการสื่อสารที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้

ที่มา – อัปเดตความคืบหน้า ถนนทรุดหน้า รพ.วชิรพยาบาล ถมทรายแล้วกว่า 8,200 ลบ.ม.

ทายาทรุ่นสุดท้าย กลับแผ่นดินเกิดในรอบ 260 ปี

ปลื้มน้ำตาไหล! เรื่องราวสุดประทับใจของ “ทายาทรุ่นสุดท้าย” เชื้อสายชาวอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนเป็นเชลยไปยังประเทศพม่า เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในอดีต พวกเขาได้หวนคืนสู่แผ่นดินบรรพบุรุษอีกครั้งในรอบ 260 ปี

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นายปัณณพัทธิ์ คำนึง นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ได้นำคณะจัดโปรแกรมพิเศษ “พาชาวบ้านสุขขะ” ซึ่งเป็นชุมชนของชาวอโยธยาที่เคยถูกกวาดต้อนเป็นเชลยกลับไปยังประเทศพม่าเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 เพื่อเป็นการเดินทางกลับสู่แผ่นดินบรรพบุรุษในรอบ 260 ปี

คณะเดินทางประกอบด้วยบุคคลสำคัญ ได้แก่ นายมาไจนา (MARGAINA) เจ้าอาวาสวัดในหมู่บ้านสุขขะ, นายซอวิน (ZAW WIN) ผู้ใหญ่บ้านสุขขะ, คุณยายดอตินทวย (TIN HTWE) อายุ 83 ปี, และนางดอตินย๊วด (TIN NYUNT) ทั้งหมดนี้คือ ทายาทรุ่นสุดท้าย รุ่นที่ 7 ที่เดินทางจากเมืองมัณฑะเลย์ สู่ท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

จุดแรกที่คณะได้สัมผัสแผ่นดินอโยธยาคือบริเวณหน้าศาลหลักเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทันทีที่รถจอดและชาวบ้านสุขขะก้าวลงสู่พื้นดิน ทุกคนถึงกับหลั่งน้ำตาแห่งความดีใจและความตื้นตันใจที่ได้เหยียบย่างบนแผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษ หลังจากนั้น คณะได้ร่วมกันกราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ศาลหลักเมือง พร้อมทั้งผูกผ้าที่เสาหลักเมือง คุณยายดอตินทวยกล่าวด้วยความปลื้มปีติว่าดีใจมากที่ได้มาในวันนี้ ทั้งน้ำตาและรอยยิ้มปะปนกันไป

จากนั้น คณะเดินทางต่อไปยังวัดพระราม ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเยี่ยมชมโบราณสถานภายในอุทยานประวัติศาสตร์ เมื่อเดินเข้าไปในบริเวณวัดพระรามและเตรียมดอกไม้เพื่อสักการะบูชา ทุกคนก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ถอดรองเท้าเพื่อสัมผัสโบราณสถานด้วยเท้าเปล่า สถานที่ซึ่งเคยได้ยินเรื่องราวจากบรรพบุรุษรุ่นแล้วรุ่นเล่า ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้กลับมายืนอยู่บนแผ่นดินของบรรพบุรุษอีกครั้ง

นายปัณณพัทธิ์ คำนึง นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ กล่าวว่า กิจกรรมนี้เดิมทีมีกำหนดการเร็วกว่านี้ แต่เนื่องจากกระบวนการทำเอกสารและหนังสือเดินทางล่าช้า จึงเพิ่งดำเนินการได้ในระยะนี้ กลุ่มชาวบ้านที่เดินทางมาในวันนี้เป็นเชื้อสายชาวอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปเมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 พวกเขาเป็น ทายาทรุ่นสุดท้าย รุ่นที่ 7 ที่ยังได้รับฟังเรื่องราวจากพ่อแม่ที่เคยเล่าขานถึงบรรพบุรุษที่มาจากกรุงศรีอยุธยา และไม่เคยมีโอกาสได้กลับมา ได้รับรู้เพียงผ่านการบอกเล่าเท่านั้น

ในรุ่นที่ 1, 2, และ 3 เรื่องราวเหล่านี้ยังคงถูกบอกเล่าสืบต่อกันมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน ซึ่งถือเป็น ทายาทรุ่นสุดท้าย ที่ยังได้รับฟังเรื่องราวจากบรรพบุรุษ แต่ในยุคปัจจุบัน เด็กรุ่นใหม่เริ่มมีเชื้อสายพม่ามากขึ้น นายปัณณพัทธิ์เล็งเห็นถึงความสำคัญของเรื่องราวเหล่านี้ จึงเชิญคุณยายกลุ่มนี้มาเพื่อให้ได้สัมผัสแผ่นดินของบรรพบุรุษ ก่อให้เกิดโครงการนี้ขึ้น เพราะชาวบ้านกลุ่มนี้ไม่เคยเดินทางออกจากหมู่บ้านไปไหนไกล การเดินทางมาประเทศไทยครั้งนี้เกินกว่าความฝันที่เคยคิดไว้

คุณยายดอตินทวยกล่าวว่า ในสมัยก่อน คุณตาคุณยายมักจะเล่าให้ฟังว่าเรามีเชื้อสายอยุธยานะ ประเพณีของเราต้องก่อกองทรายปีละครั้งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อก่อพระเจดีย์ทราย เพราะที่พม่าไม่มีธรรมเนียมนี้ ความรู้สึกที่ได้มาในวันนี้ปลื้มใจและดีใจมากจนพูดไม่ออก ตื้นตันใจอย่างยิ่ง พร้อมทั้งพูดภาษาไทยบางคำที่ยังจำได้ เช่น ขนม, กล้วย, ดี, น้ำอ้อย แม้ว่าสำเนียงจะผิดเพี้ยนไปบ้างแล้ว และยังกล่าวว่าการมาครั้งนี้เหมือนได้กลับมาเจอญาติพี่น้อง ดีใจมาก ท่ามกลางเสียงปรบมือแสดงความยินดีด้วยความปลื้มใจ

ขณะที่นายโชควิวรรธน์ คุณะวันทนิต อายุ 38 ปี ชาวจังหวัดนครราชสีมา เดินทางมาจากโคราชเพื่อต้อนรับคุณยายดอตินทวยด้วยตนเอง หลังจากที่ได้ทราบข่าวการเดินทางมาของคณะจากเมืองมัณฑะเลย์ หรือหมู่บ้านสุขขะ ตามรอยสารคดีโยเดีย เขาไม่เคยคิดว่าจะได้พบกับ ทายาทรุ่นสุดท้าย ของชาวกรุงศรีอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาแตก คุณยายเป็นคนไทยเชื้อสายอยุธยาแท้ๆ รุ่นที่ 7 แม้ว่าจะมีการแต่งงานข้ามสายเลือดไปบ้างในบางรุ่น

แต่ตามกฎของหมู่บ้าน พวกเขายังคงรักษาความเป็นอยุธยาไว้ โดยบอกลูกหลานไม่ให้แต่งงานกับคนนอกหมู่บ้าน คุณยายยังคงครองโสด โอกาสดีที่นายปัณณพัทธิ์ คำนึง ได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมาเพื่อหวนรำลึกถึงอดีต และอยากให้ชาวอยุธยาได้กลับบ้าน จึงเกิดเป็นกิจกรรมดีๆ เช่นนี้

ทายาทรุ่นสุดท้าย กลับแผ่นดินเกิดในรอบ 260 ปี

ความรู้สึกของทายาทรุ่นสุดท้ายที่ได้กลับแผ่นดินเกิด

การได้กลับมาเหยียบแผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษในรอบ 260 ปี สำหรับ ทายาทรุ่นสุดท้าย กลุ่มนี้ ไม่ใช่แค่การเดินทาง แต่เป็นการเติมเต็มความฝันและความหวังที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เป็นการยืนยันถึงรากเหง้าและความเป็นมาของตนเอง การได้สัมผัสวัฒนธรรม ประเพณี และสถานที่ที่บรรพบุรุษเคยอาศัยอยู่ เป็นประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมายอย่างยิ่ง

ที่มา – ทายาทรุ่นสุดท้าย ที่ถูกต้อนเป็นเชลยไปพม่า ได้กลับแผ่นดินบรรพบุรุษในรอบ 260 ปี

กทม. จับมือ Toyota ยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน


กทม.และมูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี้นำเสนอโครงการ TRUST ยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน

กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ มูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี้ (TMF) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนและการเดินทางในงาน International Mayors Forum (IMF) 2025 ณ เมืองโตโยต้า ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิด “การลงมือวันนี้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน – การปรับใช้ SDGs ในระดับท้องถิ่น”

กรุงเทพฯ เมืองที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่การขยายตัวนี้ก็นำมาซึ่งความท้าทายด้านความปลอดภัยบนท้องถนน เนื่องจากอุบัติเหตุจราจรในกรุงเทพฯ ยังคงมีสถิติสูง การแก้ไขปัญหาจึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างเมืองที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน

กทม. ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อลดอุบัติเหตุและผลกระทบต่อประชาชน โดยนำข้อมูลเชิงลึกและเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน

โครงการ TRUST: ก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน

โครงการ TRUST (Thailand Road Users Safety through Technology) เปิดตัวในเดือนเมษายน 2568 โดย TMF ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร (BMA), สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT), โครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat), บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (TMT) และบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด (RVP) โครงการ กทม.และมูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี้นำเสนอโครงการ TRUST ยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนถนนในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

โครงการนี้ใช้ข้อมูลและวิทยาศาสตร์เพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI, ข้อมูลจากยานพาหนะ (Vehicle Probe Data), กล้องวงจรปิด (CCTV) และแหล่งข้อมูลอื่นๆ เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่ ระบุจุดเสี่ยง และหาสาเหตุของอุบัติเหตุ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสายัณห์ ทัศนโกศล ผู้อำนวยการสำนักงานวิศวกรรมจราจร กล่าวในการประชุม IMF 2025 ว่า “ความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นสิ่งสำคัญในกรุงเทพฯ และเราต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อลดอุบัติเหตุและรักษาชีวิต”

“เรายกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทางข้ามถนนที่ปลอดภัย และใช้เทคโนโลยีเพื่อบังคับใช้กฎหมายจราจรที่มีประสิทธิภาพ”

การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งหน่วยงานรัฐ ผู้ขับขี่ ผู้ให้บริการด้านการเดินทาง และคนเดินถนน โครงการอย่าง TRUST นี้ จะช่วยให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

TMF มุ่งมั่นที่จะปรับปรุงความปลอดภัยบนท้องถนนโดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีขั้นสูง ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย โดยได้ดำเนินโครงการระยะที่ 1 ในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยใช้ข้อมูลจากรถยนต์โตโยต้าที่ติดตั้งระบบเก็บข้อมูลการขับขี่

ข้อมูลเชิงลึกและมาตรการแก้ไขที่ได้จากเฟสแรกจะถูกนำไปพัฒนาเพิ่มเติมในโครงการระยะที่ 2 ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ในเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โครงการ กทม.และมูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี้นำเสนอโครงการ TRUST ยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน มีความสำคัญอย่างมากในการลดอุบัติเหตุ

นายเคนอิชิ ยากิ ผู้อำนวยการโครงการของ TMF นำเสนอความเป็นมาและแนวคิดของโครงการ TRUST ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการประชุม Tateshina โดยประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่องที่มีความสำคัญ และต่อยอดมาเป็นโครงการ TRUST

การศึกษาจะดำเนินการในเขตจตุจักร ซึ่งมีปริมาณการจราจรหนาแน่นและมีสถิติอุบัติเหตุสูง โครงการคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 24 เดือน และหากสำเร็จ จะสามารถขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศไทย

โครงการ กทม.และมูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี้นำเสนอโครงการ TRUST ยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยบนท้องถนนในกรุงเทพฯ และประเทศไทย การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนมาตรการป้องกัน จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเมืองที่ปลอดภัยและน่าอยู่ยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน

ที่มา – กทม.และมูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี้นำเสนอโครงการ TRUST ยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน

บีบีซีถ่ายทอดสด Brackley และ Eastleigh เอฟเอคัพ


บีบีซีถ่ายทอดสด Brackley และ Eastleigh เอฟเอคัพ

แฟนบอลชาวไทยเตรียมเฮ! บีบีซีเตรียมถ่ายทอดสดการแข่งขันเอฟเอคัพรอบแรก คู่ระหว่าง Brackley Town และ Eastleigh ให้ได้รับชมกันถึงบ้าน การถ่ายทอดสดครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่คอบอลจะได้สัมผัสบรรยากาศฟุตบอลอังกฤษแบบใกล้ชิด

โดยเกมที่ Brackley จะเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ Notts County ทีมจากลีกทู จะทำการแข่งขันในวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน เวลา 17:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 23:30 น. ตามเวลาประเทศไทย

ขณะที่ Eastleigh จะพบกับ Walsall อีกหนึ่งทีมจากลีกทู ในวันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน เวลา 14:15 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 20:15 น. ตามเวลาประเทศไทย

ทั้งสองแมตช์จะถ่ายทอดสดทาง BBC Two และช่องทางอื่นๆ ของ BBC Sport รวมถึง BBC iPlayer ทำให้แฟนบอลสามารถรับชมได้หลากหลายช่องทาง

โดยรวมแล้ว จะมีการถ่ายทอดสดทั้งหมด 8 คู่ในรายการเอฟเอคัพรอบนี้ ซึ่งทุกคู่จะสามารถรับชมได้ทาง TNT Sports อีกด้วย

แต่ละสโมสรที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดสดจะได้รับค่าตอบแทนเป็นจำนวน 50,000 ปอนด์สเตอร์ลิง ถือเป็นเงินรางวัลที่ช่วยให้สโมสรเล็กๆ เหล่านี้มีงบประมาณในการพัฒนาทีมต่อไป

ทำไมต้องดู บีบีซีถ่ายทอดสด Brackley และ Eastleigh เอฟเอคัพ

การแข่งขันเอฟเอคัพเต็มไปด้วยเรื่องราวเซอร์ไพรส์อยู่เสมอ ทีมเล็กๆ มักสร้างปาฏิหาริย์ล้มทีมใหญ่ให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง การรับชมเกม Brackley พบ Notts County และ Eastleigh พบ Walsall อาจเป็นโอกาสให้คุณได้เห็นดาวรุ่งแจ้งเกิด หรือทีมรองบ่อนสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ก็เป็นได้

  • Brackley Town: ทีมจากนอกลีกที่พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์
  • Eastleigh: อีกหนึ่งทีมที่หวังจะสร้างชื่อในเอฟเอคัพ
  • Notts County: ทีมจากลีกทูที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน
  • Walsall: อีกหนึ่งทีมจากลีกทูที่ต้องการผ่านเข้ารอบต่อไป

การที่ บีบีซีถ่ายทอดสด Brackley และ Eastleigh เอฟเอคัพ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของฟุตบอลระดับรากหญ้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวงการฟุตบอลอังกฤษ การสนับสนุนทีมเล็กๆ เหล่านี้ จะช่วยให้พวกเขามีกำลังใจในการพัฒนาศักยภาพ และสร้างนักเตะรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาประดับวงการ

อย่าพลาดชมการถ่ายทอดสด บีบีซีถ่ายทอดสด Brackley และ Eastleigh เอฟเอคัพ แล้วร่วมลุ้นไปกับพวกเขากัน!

สำหรับแฟนบอลชาวไทยที่สนใจ สามารถติดตามข่าวสารและผลการแข่งขันได้ทางเว็บไซต์ BBC Sport หรือช่องทางอื่นๆ ที่มีการรายงานผลฟุตบอลเอฟเอคัพ

การถ่ายทอดสดฟุตบอลเอฟเอคัพครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่แฟนบอลจะได้ร่วมเชียร์และให้กำลังใจทีมเล็กๆ ที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงในการแข่งขัน ถึงแม้ว่าพวกเขาอาจจะไม่ใช่ทีมที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่พวกเขาก็พร้อมที่จะสู้สุดใจเพื่อสร้างความสุขให้กับแฟนบอลของพวกเขา

ดังนั้น มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งกำลังใจให้กับ Brackley, Eastleigh, Notts County และ Walsall ในการแข่งขันเอฟเอคัพรอบแรกนี้ แล้วมาดูกันว่าทีมใดจะเป็นผู้ชนะและได้ผ่านเข้ารอบต่อไป

ผมเชื่อว่าการแข่งขันครั้งนี้ จะเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ตื่นเต้น และเร้าใจอย่างแน่นอน อย่าลืมติดตามชมกันนะครับ!

ที่มา – BBC to show Brackley and Eastleigh FA Cup ties

“ณัฐวุฒิ” แฉภาพ “ศักดิ์ดา” คุยนายอำเภอบ่อพลอย

“ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” โพสต์ภาพ “รมต.ศักดิ์ดา” หารือกับนายอำเภอบ่อพลอย บอกเลือกตั้งซ่อมเขต 4 กาญจนบุรี สถานการณ์กำลังเข้มข้น ห่วงว่าข้าราชการจะเป็นกลางมาก มาก ถึงมากที่สุด

วันที่ 17 ตุลาคม 2568 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก เป็นภาพนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นั่งหารือกับนายอำเภอบ่อพลอย ว่า “เลือกตั้งซ่อมเขต 4 กาญจนบุรี สถานการณ์กำลังเข้มข้น รมต.ศักดิ์ดา ท่านขยันดี ช่วงเที่ยงวันนี้ ขึ้นไปที่ว่าการอำเภอบ่อพลอยในเขตเลือกตั้ง เข้าไปนั่งในห้องนายอำเภอ สั่งการโน่น นั่น นี่ เย็นนี้ข่าวว่าจะนัดผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ กินข้าวที่บ้านนายอำเภอด้วย สื่อมวลชนว่างๆไปดูได้ ท่านคงไม่ว่าหรอก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ห่วงว่าข้าราชการจะเป็นกลางมาก มาก ถึงมากที่สุด”

ขณะที่การเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 จะมีขึ้นในวันที่ 19 ตุลาคม 2568 นี้ โดยเป็นการแข่งขันกันระหว่าง นางสาววิสุดา วิเชียรศิลป์ ลูกสาวนายศักดิ์ดา (แชมป์เก่าพรรคเพื่อไทย) ซึ่งเป็นผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย และ พล.อ.ชินวัฒน์ แม้นเดช อดีตรองแม่ทัพภาค 4 จากพรรคเพื่อไทย

“ณัฐวุฒิ” แฉภาพ “ศักดิ์ดา” นั่งคุยนายอำเภอบ่อพลอย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองเมื่อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ออกมาเปิดเผยภาพของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กำลังพูดคุยกับนายอำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งซ่อมที่กำลังจะมาถึง การกระทำดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสมและอาจมีผลต่อความเป็นกลางของข้าราชการในการเลือกตั้ง

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ณัฐวุฒิ” แฉภาพ “ศักดิ์ดา” คุยนายอำเภอบ่อพลอย

โพสต์ของนายณัฐวุฒิ ระบุถึงการที่รัฐมนตรีศักดิ์ดาเดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอบ่อพลอยในช่วงเที่ยงวันและได้เข้าไปนั่งในห้องทำงานของนายอำเภอเพื่อสั่งการต่างๆ นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่าจะมีการนัดผู้นำท้องถิ่นและผู้นำท้องที่รับประทานอาหารเย็นที่บ้านพักของนายอำเภออีกด้วย ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำเสนอต่อสาธารณชนเพื่อให้พิจารณาถึงความโปร่งใสและความเป็นกลางในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

การเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 ที่กำลังจะมาถึงนี้เป็นการแข่งขันที่น่าจับตามอง โดยมีผู้สมัครหลักสองรายคือ นางสาววิสุดา วิเชียรศิลป์ จากพรรคภูมิใจไทย (ลูกสาวของนายศักดิ์ดา) และ พล.อ.ชินวัฒน์ แม้นเดช จากพรรคเพื่อไทย การแข่งขันครั้งนี้มีความสำคัญเนื่องจากจะเป็นตัวชี้วัดความนิยมของพรรคการเมืองต่างๆ ในพื้นที่และอาจส่งผลต่อการเมืองในระดับชาติ

ประเด็นที่น่าสนใจคือการที่นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าไปพบกับนายอำเภอบ่อพลอยในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งซ่อม ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความเหมาะสมและการใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้สมัครจากพรรคตนเองหรือไม่ เรื่องนี้เป็นประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจและรอคอยการชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าวคือการที่ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้ง หากประชาชนรู้สึกว่าการเลือกตั้งไม่เป็นธรรมและมีการใช้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซง อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่สงบในสังคมได้ ดังนั้นการรักษาความเป็นกลางและความโปร่งใสในการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนให้สังคมไทยต้องตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและข้าราชการ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ผิดและรักษาความเป็นธรรมในสังคม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบและแสดงความคิดเห็นเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การเมืองไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ในระดับพื้นที่เท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญของระบบการเมืองไทยในการรักษาความเป็นธรรมและความโปร่งใส ขอเชิญชวนให้ทุกท่านติดตามข่าวสารและร่วมกันตรวจสอบเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

ดังนั้น การออกมาแฉภาพ “ศักดิ์ดา” คุยนายอำเภอบ่อพลอยของ “ณัฐวุฒิ” ครั้งนี้ จึงสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและรักษาความเป็นธรรมในการเลือกตั้งซ่อมที่จะเกิดขึ้นนี้

ที่มา – “ณัฐวุฒิ” แฉภาพ “ศักดิ์ดา” นั่งคุยนายอำเภอบ่อพลอย ท่ามกลางศึกเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี

“ศักดิ์ดา” แจ้งความ “ณัฐวุฒิ” หมิ่นประมาท

การเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 กำลังดุเดือด เมื่อ “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” มท.3 ตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ “ณัฐวุฒิ” ในข้อหาหมิ่นประมาท จากกรณีที่นำภาพของตนเองขณะรอลูกสาวหาเสียงที่อำเภอบ่อพลอยไปโพสต์ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 นี้ มีผู้สมัครจากพรรคการเมือง 2 คน ได้แก่ นางสาววิสุดา วิเชียรศิลป์ หรือน้องดรีม พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เบอร์ 1 และ พล.อ.ดร.ชินวัฒน์ แม้นเดช หรือ บิ๊กเลน พรรคเพื่อไทย (พท.) เบอร์ 2 การหาเสียงกำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย โดยทั้ง 2 พรรคมีเวลาหาเสียงจนถึง 18.00 น. ของวันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม 2568 ก่อนที่จะต้องหยุดการหาเสียงทั้งหมด

บรรยากาศล่าสุดเป็นไปอย่างเข้มข้น เมื่อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และทีมหาเสียงของ พล.อ.ดร.ชินวัฒน์ แม้นเดช หรือ บิ๊กเลน ผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย (พท.) เขต 4 เบอร์ 2 ได้โพสต์ภาพบนเฟซบุ๊ก โดยเป็นภาพของ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และเป็นบิดาของนางสาววิสุดา วิเชียรศิลป์ หรือน้องดรีม ผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 1 พร้อมข้อความว่า “เลือกตั้งซ่อมเขต 4 กาญจนบุรี สถานการณ์กำลังเข้มข้น รมต.ศักดิ์ดาท่านขยันดี ช่วงเที่ยงวันนี้ ขึ้นไปที่ว่าการอำเภอบ่อพลอยในเขตเลือกตั้ง เข้าไปนั่งในห้องนายอำเภอ สั่งการโน่น นั่น นี่ เย็นนี้ข่าวว่าจะนัดผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ กินข้าวที่บ้านนายอำเภอด้วย สื่อมวลชนว่างๆไปดูได้ ท่านคงไม่ว่าหรอก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ห่วงว่าข้าราชการจะเป็นกลางมาก มาก ถึงมากที่สุด”

หลังจากภาพและข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามข้อเท็จจริงไปยังนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ซึ่งได้ชี้แจงว่า วันดังกล่าวลูกสาวและทีมงานได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนในหลายพื้นที่ และตนเองได้ไปที่ว่าการอำเภอบ่อพลอยเพื่อรอลูกสาว โดยไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง เนื่องจากที่ว่าการอำเภอเป็นสถานที่ที่ใครๆ ก็สามารถเข้าไปได้ หลังจากนั้นลูกสาวก็ได้เดินทางไปหาเสียงในพื้นที่อำเภอหนองปรือ และอำเภอเลาขวัญ โดยตนเองไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย จึงได้หาสถานที่นั่งรอซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อเดินทางถึงอำเภอเลาขวัญ จึงทราบข่าวว่านายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ได้นำภาพไปโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความดังกล่าว ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เลาขวัญ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ทำให้ตนเองได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง และสูญเสียคะแนนนิยม

นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การกระทำของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับพรรคเพื่อไทย เป็นการใส่ร้ายป้ายสี จึงจำเป็นต้องแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท ส่วนจะเข้าข่ายความผิดทางกฎหมายข้ออื่นอีกหรือไม่นั้น จะต้องตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

“ศักดิ์ดา” แจ้งความ “ณัฐวุฒิ” หมิ่นประมาท

ทำไม “ศักดิ์ดา” ถึงแจ้งความ “ณัฐวุฒิ” ข้อหาหมิ่นประมาท?

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นของการแข่งขันในการเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 การกล่าวหาหมิ่นประมาทเป็นเรื่องร้ายแรง และการแจ้งความดำเนินคดีของนายศักดิ์ดาต่อ นายณัฐวุฒิ แสดงให้เห็นว่าเขาต้องการปกป้องชื่อเสียงและคะแนนนิยมของตนเองและลูกสาว

  • การแจ้งความหมิ่นประมาท: ขั้นตอนและความสำคัญ
  • ผลกระทบต่อการเลือกตั้ง: ความสำคัญของชื่อเสียงและการกล่าวหา
  • มุมมองทางกฎหมาย: ความหมายของหมิ่นประมาทและองค์ประกอบความผิด

สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและความถูกต้องของข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีการแข่งขันทางการเมืองสูง การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือบิดเบือนความจริงอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งได้

บทสรุป

ประเด็นสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ การที่นักการเมืองต้องมีความระมัดระวังในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และควรตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนที่จะเผยแพร่ต่อสาธารณชน นอกจากนี้ ประชาชนก็ควรใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร และไม่ควรด่วนตัดสินใจจากข้อมูลที่ได้รับมาเพียงด้านเดียว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของความถูกต้องและความรับผิดชอบในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคม

ที่มา – “ศักดิ์ดา” แจ้งความ “ณัฐวุฒิ” หมิ่นประมาท โพสต์ภาพ-แคปชั่น ทำคนเข้าใจผิด

เคลียร์ชายเเดนบ้านหนองจาน เก็บกู้ระเบิด


เคลียร์ชายแดนบ้านหนองจาน: ปฏิบัติการเก็บกู้ระเบิดครั้งใหญ่

กองทัพภาคที่ 1 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเคลียร์ชายแดนบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อเก็บกู้ทุ่นระเบิดดักรถถังที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง สร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

ภารกิจเคลียร์ชายแดนบ้านหนองจาน เก็บกู้ระเบิด

จากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในอดีต ทำให้มีการวางทุ่นระเบิดไว้ในหลายพื้นที่ เพื่อป้องกันการรุกล้ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ทุ่นระเบิดเหล่านี้กลับกลายเป็นภัยร้ายที่คุกคามชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น

การค้นพบทุ่นระเบิดดักรถถัง

เจ้าหน้าที่ข่าวกรองและหน่วยงานในพื้นที่ ตรวจพบว่าบริเวณบ้านหนองจานเป็นพื้นที่ต้องสงสัยว่ามีการฝังทุ่นระเบิดดักรถถัง (Anti-Tank Mine) ชนิด Type 59 ซึ่งเป็นวัตถุระเบิดที่มีอานุภาพทำลายสูง และอาจเป็นอันตรายต่อประชาชน การเคลียร์ชายแดนบ้านหนองจานจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

กองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 และกองพันทหารช่างที่ 2 (ช.พัน.2) จัดกำลังร่วมกับ หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม 1 (นปท.1) เข้าดำเนินการสำรวจ และเตรียมเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าว โดยใช้ขั้นตอนตามมาตรฐานสากลของการปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Mine Action) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

สถานการณ์ชายแดนล่าสุด

นอกจากการเคลียร์ชายแดนบ้านหนองจานแล้ว กองทัพภาคที่ 1 ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการลักลอบเข้า-ออกประเทศโดยผิดกฎหมาย ล่าสุด สามารถจับกุมคนไทย 55 คน ที่ลักลอบข้ามแดนมาจากกัมพูชา โดยอ้างว่าถูกกลุ่มสแกมเมอร์นำมาปล่อยทิ้ง

นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 1 ยังให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยมีการประสานงานกับส่วนราชการในการทำเอกสารการครอบครองที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเตรียมวางแผนเข้าตรวจสอบค้นหาวัตถุระเบิดที่คาดว่าตกค้างในพื้นที่อื่นๆ เพิ่มเติม

การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน กองทัพภาคที่ 1 ได้รับการสนับสนุนจาก “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ ในการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยมีการเพิ่มจำนวนบังเกอร์จาก 10 แห่ง เป็น 72 แห่ง และหลุมหลบภัยสำหรับประชาชน ขนาดความจุ 40 คน จาก 2 แห่ง เป็น 6 แห่ง

ปฏิบัติการเคลียร์ชายแดนบ้านหนองจานและการสร้างความปลอดภัยตามแนวชายแดน ถือเป็นภารกิจสำคัญของกองทัพภาคที่ 1 ในการดูแลปกป้องประชาชนและผืนแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ที่มา – เคลียร์ชายแดนบ้านหนองจาน เก็บกู้ระเบิดดักรถถัง อานุภาพทำลายล้างสูง

นายกฯ งดสัมภาษณ์สื่อ: เก็บตัวทำงานท่ามกลางกระแสปราบสแกมเมอร์

ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจัง “นายกฯ อนุทิน” เลือกที่จะเข้าทำเนียบรัฐบาล ทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้าตลอดทั้งวัน โดยงดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ความเคลื่อนไหวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในวันนี้ คือการปฏิบัติภารกิจบนตึกไทยคู่ฟ้าตลอดทั้งวัน โดยไม่มีการปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนแต่อย่างใด

ในช่วงเช้า สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งให้กับสื่อมวลชนทราบว่า นายกรัฐมนตรีจะให้สัมภาษณ์ประจำวันตามปกติ แต่ต่อมาได้แจ้งยกเลิกเนื่องจากนายกรัฐมนตรียังมีภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความสงสัยในหมู่สื่อมวลชนถึงเหตุผลของการงดให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้

กระทั่งเวลาประมาณ 15.45 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางขึ้นไปยังตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งคาดการณ์กันว่าเป็นการเข้ามารายงานความคืบหน้าภายหลังจากการเรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงเพื่อหารือแนวทางการยกเลิก MOU 43-44 ในช่วงเช้าที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ตลอดทั้งวัน นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีการให้สัมภาษณ์ใดๆ และได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลในเวลา 16.30 น. สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่ายที่เฝ้าติดตามสถานการณ์

สิ่งที่น่าสังเกตคือ การที่นายกรัฐมนตรีหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจังจากสังคม รวมถึงยังเป็นการงดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกด้วย

นายกฯ งดให้สัมภาษณ์สื่อ

การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในการงดให้สัมภาษณ์สื่อครั้งนี้ ก่อให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่สังคมกำลังจับตามองและเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาสำคัญอย่างเร่งด่วน

การงดให้สัมภาษณ์สื่อของนายกฯ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสปราบสแกมเมอร์ที่รุนแรง ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าการตัดสินใจดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับแรงกดดันจากสาธารณชนที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจัง

ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

การที่นายกรัฐมนตรีเลือกที่จะเก็บตัวและงดให้สัมภาษณ์สื่อ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ การสื่อสารและการสร้างความเข้าใจกับประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาต่างๆ

การที่รัฐบาลไม่สื่อสารหรือชี้แจงถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาปราบสแกมเมอร์อย่างชัดเจน อาจทำให้ประชาชนรู้สึกไม่มั่นใจและไม่สบายใจเกี่ยวกับการดำเนินการของรัฐบาล

การทำงานอย่างหนักหลังฉากเป็นสิ่งที่ดี แต่การสื่อสารที่โปร่งใสและเปิดเผยก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคลายความกังวลของประชาชน หากรัฐบาลแสดงความมุ่งมั่นและให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา อาจช่วยลดความกังวลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนได้

นอกจากนี้ การรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนของสังคมก็เป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและมาตรการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาถึงความสำคัญของการสื่อสารและการสร้างความเข้าใจกับประชาชน ควบคู่ไปกับการทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ การสื่อสารที่โปร่งใสและเปิดเผย จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือจากประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การแก้ไขปัญหาปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจังและยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม รัฐบาลควรเป็นผู้นำในการประสานความร่วมมือและสร้างความเข้าใจระหว่างหน่วยงานต่างๆ รวมถึงประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ งดให้สัมภาษณ์สื่อ เก็บตัวเงียบทำงานบนตึกไทยฯ ท่ามกลางกระแสปราบสแกมเมอร์