วัน: 17 ตุลาคม 2025

อนาคต โปสเตโคกลู ที่ฟอเรสต์ ส่อแววริบหรี่?

ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นจากความพ่ายแพ้สุดสัปดาห์นี้จะไม่ถูกมองข้ามโดย Ange Postecoglou หัวหน้าโค้ชของ Nottingham Forest

ถ้าใครรู้เกี่ยวกับธรรมชาติที่โหดร้ายของการจัดการฟุตบอล นั่นคือชาวออสเตรเลียคนนี้

เมื่อหกเดือนที่แล้ว Postecoglou เป็นผู้บงการชัยชนะ Europa League ที่ทำให้ Tottenham รู้สึกฮึกเหิม ยุติการรอคอยถ้วยรางวัล 17 ปีของสโมสร

เพียงสองสัปดาห์ต่อมา ชายวัย 60 ปีก็ถูกไล่ออก

ตอนนี้ ในบทบาทใหม่ของเขาในฐานะผู้จัดการทีม Forest ตำแหน่งของ Postecoglou กำลังอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวดอีกครั้ง

แต่คราวนี้ผลงานไม่น่าประทับใจเท่า Postecoglou ดูแลการแข่งขันไปแล้วเจ็ดนัดตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งแทน Nuno Espirito Santo เมื่อ 38 วันก่อน เขาไม่สามารถคว้าชัยชนะได้เลยแม้แต่นัดเดียวในช่วงเวลานั้น

ดังนั้น โอกาสที่ Postecoglou จะถูกปลดออกจากหน้าที่ในกรณีที่พ่ายแพ้เป็นครั้งที่สี่ในการแข่งขัน Premier League ห้านัดตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมากับ Chelsea จะไม่สร้างความประหลาดใจให้กับหัวหน้าทีม Forest

ท้ายที่สุด เขาเสียงานก่อนหน้านี้ไปหลังจากชนะถ้วยรางวัล

Forest พิจารณาหาตัวแทน

เป็นที่เข้าใจกันว่ากระบวนการระบุตัวแทนในกรณีที่เขาถูกไล่ออกกำลังดำเนินการอยู่ และได้รับการพัฒนาในช่วงพักเบรกระหว่างประเทศ

แน่นอนว่ามันสมเหตุสมผลสำหรับทุกสโมสรที่จะมีแผนสำรองสำหรับทุกสถานการณ์

แต่การเริ่มต้นที่เลวร้ายของ Postecoglou ที่ City Ground ควบคู่ไปกับความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้สนับสนุนบางส่วน หมายความว่าขั้นตอนที่ดำเนินการเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตที่ไม่มีอดีตหัวหน้าทีม Celtic ดูเหมือนจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ข้อบ่งชี้ทั้งหมดคือ Forest จะตั้งเป้าหมายไปที่ผู้จัดการทีมที่มีประวัติการเล่นฟุตบอลที่เน้นการปฏิบัติจริง หรืออย่างน้อยก็เป็นแนวทางที่สมดุลมากกว่าเมื่อเทียบกับวิธีการโจมตีแนวหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ของ Postecoglou

นั่นเองก็ทำให้เกิดคำถามว่าทำไม Forest ถึงตัดสินใจแยกทางกับ Nuno ซึ่งประสบความสำเร็จในการนำ Forest เข้าสู่ยุโรปโดยใช้วิธีการเล่นเกมที่สโมสร City Ground กำลังมองหาในกรณีที่พวกเขาไล่ Postecoglou ออก

ท้ายที่สุดแล้ว ความตึงเครียดเบื้องหลังหมายความว่าตำแหน่งของ Nuno ที่ Forest แทบจะยืนหยัดไม่ได้ แต่คุณก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเห็นความขัดแย้งที่พวกเขาตอนนี้กำลังมองหาผู้จัดการทีมที่มีปรัชญาคล้ายกัน

ในเรดาร์ของ Forest คือ Marco Silva หัวหน้าโค้ชของ Fulham โดยแหล่งข่าวระบุว่าชาวโปรตุเกสเป็นตัวเลือกที่ต้องการของบุคคลภายในจำนวนหนึ่งที่ City Ground

Silva ซึ่งทำงานภายใต้ Angelos Marinakis เจ้าของทีมที่ Olympiacos ได้เสริมสร้างตำแหน่งของ Fulham ใน Premier League โดยใช้วิธีการเล่นฟุตบอลที่ Forest เชื่อว่าจะช่วยรักษาเสถียรภาพของทีมหลังจากเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างย่ำแย่

แต่ Silva อยู่ภายใต้สัญญาที่ Craven Cottage โดยแหล่งข่าวแจ้ง BBC Sport ว่าชายวัย 48 ปีมีเงื่อนไขการปล่อยตัวที่ “สำคัญ” ในสัญญาของเขา

หลังจากเพิ่งจ่ายเงินให้ Nuno และด้วยโอกาสที่จะต้องชดเชยให้กับ Postecoglou ที่กำลังจะมาถึง จะมีความลังเลอย่างเห็นได้ชัดที่จะจ่ายเงินจำนวนมากเพิ่มเติมเพื่อแต่งตั้ง Silva โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาจะสามารถใช้ได้ฟรีเมื่อสัญญาของเขาหมดลงเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล

เมื่อพิจารณาถึงความยากลำบากในการดึงดูด Silva เป็นที่เข้าใจกันว่า Forest ได้ศึกษาข้อดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นของทางเลือกอื่น

แหล่งข่าวได้บอกกับ BBC Sport ว่าโอกาสในการแต่งตั้ง Steve Cooper อีกครั้ง ซึ่งนำ Forest กลับสู่ลีกสูงสุดในปี 2022 ก่อนที่จะถูกไล่ออกและถูกแทนที่ด้วย Nuno ในเดือนธันวาคม 2023 ได้รับการพิจารณาแล้ว

แต่ Cooper เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าโค้ชของสโมสร Brondby ในเดนมาร์ก

อีกทางเลือกหนึ่งที่ได้รับการสำรวจ ตามที่ BBC Sport รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คือการแต่งตั้ง Sean Dyche

แรงดึงดูดที่มีต่ออดีตหัวหน้าโค้ช Burnley และ Everton นั้นชัดเจน เขาพิสูจน์แล้วว่าสามารถรักษาสโมสรให้อยู่ใน Premier League ได้ ในขณะที่แนวทางทางยุทธวิธีของเขาคล้ายกับสไตล์ที่ Forest ตั้งเป้าหมายไว้

Dyche อาศัยอยู่ใกล้กับ Nottingham และสามารถใช้ได้ฟรี หลังจากออกจาก Everton เมื่อต้นปีนี้

ชายวัย 54 ปีผ่านการฝึกอบรมเยาวชนที่ Forest ในฐานะผู้เล่น และผู้ช่วยของเขา – Ian Woan และ Steve Stone – เล่นให้กับสโมสรอย่างกว้างขวางในช่วงอาชีพนักฟุตบอล

Dyche ตอบโจทย์หลายข้อ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า Forest และ Dyche จะสามารถบรรลุข้อตกลงในเงื่อนไขได้หรือไม่ หากสโมสรทำให้ความสนใจในผู้จัดการทีมเป็นทางการยังคงต้องรอดูกันต่อไป

การเปลี่ยนตัว Postecoglou ใด ๆ ก็ตามจะเป็นหัวหน้าโค้ชคนที่สี่ของสโมสรนับตั้งแต่เลื่อนชั้นสู่ Premier League ในปี 2022 เมื่อพิจารณาถึงสิ่งนั้น คุณคงคิดว่าหัวหน้าทีมคนต่อไปของ Forest จะมองหาการคุ้มครองตามสัญญาในระดับสูงในกรณีที่พวกเขาเสียงานไปเช่นกัน

คุณคงคิดว่า Dyche – แม้ว่างานที่ Forest อาจจะดึงดูดใจ – ก็คงไม่ต่างกัน

เมื่อพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายที่กล่าวมาข้างต้นในการไล่ออก Nuno และจ่ายค่าชดเชยให้กับ Postecoglou ก็คงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้หาก Forest ลังเลที่จะให้คำมั่นสัญญาทางการเงินขนาดใหญ่กับผู้จัดการทีมอีกคนในฤดูกาลเดียวกัน

นั่นอาจสร้างความซับซ้อนให้กับการแต่งตั้งครั้งต่อไป หากเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ – แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ไม่สามารถเอาชนะได้

ธรรมชาติของ Postecoglou คือการสนับสนุนตัวเอง

การตรวจสอบวิเคราะห์สถานะที่ทำเสร็จแล้วเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนที่เป็นไปได้ของ Postecoglou บ่งชี้อย่างชัดเจนถึงอันตรายที่ชาวออสเตรเลียต้องเผชิญ

คงเป็นเรื่องยากสำหรับผู้จัดการทีมคนใดที่จะเปลี่ยนทิศทางของการเดินทางในสถานการณ์เช่นนี้

แน่นอนว่า Postecoglou จะสนับสนุนตัวเองให้พลิกสถานการณ์ นั่นคือธรรมชาติของเขา

ในทำนองเดียวกัน เจ้าของ Marinakis ต้องการให้เขาประสบความสำเร็จ โดยสนับสนุนประวัติการชนะรางวัลของ Postecoglou ในฐานะปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการที่เขาแต่งตั้งเขาในตอนแรก

อันที่จริง ก่อนการแข่งขัน Premier League ครั้งก่อนกับ Newcastle ซึ่งส่งผลให้แพ้ 2-0 แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้บอกกับ BBC Sport ว่า Postecoglou ยังคงได้รับการสนับสนุนในทันทีจากเจ้าของ Forest แม้ว่าจะมีการยอมรับว่าผลการแข่งขันและลักษณะการแสดงที่ St James’ Park จะมีอิทธิพลสำคัญต่อวิธีที่ Marinakis มองอนาคตของผู้จัดการทีมของเขา

ในทำนองเดียวกัน มีความรู้สึกว่า Postecoglou ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากการตัดสินของกรรมการในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง

ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่พ่ายแพ้ต่อ FC Midtjylland ใน Europa League ซึ่งเห็นว่าผู้สนับสนุนหันมาต่อต้าน Postecoglou เมื่อต้นเดือนนี้ มีความรู้สึกว่าการตัดสินใจสำคัญมากถึง 14 ครั้งขัดต่อ Forest

แต่ถึงกระนั้น การตรวจสอบภายใน Postecoglou ก็เข้มข้น

Postecoglou คาดว่าจะได้รับโอกาสให้ผู้บริหารระดับสูงของ Forest ได้ไตร่ตรองอะไรบางอย่างในช่วงสุดสัปดาห์นี้กับ Chelsea

ชัยชนะอาจทำให้โค้ชที่ถูกกดดันก้าวแรกไปสู่เส้นทางสู่การฟื้นตัวที่ไม่น่าเป็นไปได้ที่ Forest

แพ้เกม แล้วอนาคตของ อนาคต โปสเตโคกลู ที่ฟอเรสต์ ก็ส่อแววริบหรี่

ปัจจัยที่ส่งผลต่ออนาคต โปสเตโคกลู ที่ฟอเรสต์

มีหลายเหตุผลที่ทำให้อนาคตของ อนาคต โปสเตโคกลู ที่ฟอเรสต์ ไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่ไม่สม่ำเสมอของทีม ความกดดันจากแฟนบอล หรือการตัดสินใจของกรรมการที่ไม่เป็นใจ หาก Postecoglou ไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว เขาอาจต้องเผชิญกับการถูกปลดออกจากตำแหน่ง

สถานการณ์ปัจจุบันของ Postecoglou ที่ Nottingham Forest แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความกดดันที่ผู้จัดการทีมฟุตบอลต้องเผชิญ แม้ว่าเขาจะได้รับการสนับสนุนจากเจ้าของสโมสร แต่ผลงานในสนามและความพึงพอใจของแฟนบอลก็เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินอนาคตของเขา อนาคต โปสเตโคกลู ที่ฟอเรสต์ ยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย และเขาจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถนำทีมไปสู่ความสำเร็จได้

ที่มา – Is the writing already on the wall for Postecoglou at Forest?

กสทช. คุมเข้ม SMS ต่างประเทศ คัดกรอง-เตือนภัย

กสทช. คุมเข้ม SMS ส่งจากต่างประเทศ ออก 4 มาตรการเข้มงวด ให้ผู้ให้บริการทุกเครือข่ายใช้เทคโนโลยี SMS Firewall คัดกรองเนื้อหา และแจ้งเตือนประชาชนหากพบข้อความน่าสงสัย

สำนักงาน กสทช. จัดประชุมคณะอนุกรรมการบูรณาการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีโทรคมนาคมฯ ครั้งที่ 8/2568 โดยมี พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร กสทช. เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจไซเบอร์, ปปง., DSI, CIB, ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และสมาคมธนาคารไทย เพื่อติดตามมาตรการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ที่ กสทช. กำหนด โดยเน้นมาตรการควบคุม SMS จากแอปพลิเคชันถึงบุคคลทั่วไป (A2P) โดยเฉพาะ SMS ที่ส่งจากต่างประเทศ

สาระสำคัญของการประชุมคือ การออกมาตรการ กสทช. คุมเข้ม SMS ส่งจากต่างประเทศ โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการทุกเครือข่ายใช้เทคโนโลยีในการคัดกรองเนื้อหา หากพบข้อความที่น่าสงสัย จะต้องระงับการส่งต่อ หรือขึ้นเครื่องหมายเตือนประชาชน

พล.ต.อ.ณัฐธร กล่าวว่า หลังจากบังคับใช้ 8 มาตรการตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฯ เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2568 พบว่าสถิติการโทรหลอกลวงลดลง แต่ SMS หลอกลวงจากต่างประเทศกลับเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. 2568 ซึ่งมีการระงับ SMS ต้องสงสัยไปแล้วกว่า 1 ล้านข้อความต่อวัน

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กสทช. จึงได้หารือมาตรการควบคุม SMS ในรูปแบบ A2P โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้:

  1. ผู้ให้บริการต้องแบ่งกลุ่มผู้ส่ง SMS โดยแยกผู้ส่งจากต่างประเทศ และผู้ส่งในประเทศ เพื่อให้การคัดกรองมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMS ที่ใช้สำหรับการยืนยันตัวตนแบบครั้งเดียว (OTP)
  2. ผู้ให้บริการต้องมีระบบลงทะเบียนผู้ใช้งานในประเทศ ที่ต้องการส่ง SMS ในรูปแบบ A2P โดยต้องมีการยืนยันตัวตน (KYC) และจัดกลุ่มผู้ที่ผ่านการคัดกรองเป็น White List แยกจากผู้ส่งจากต่างประเทศ

กสทช. ออก 4 มาตรการคุมเข้ม SMS ส่งจากต่างประเทศ คัดกรอง-แจ้งเตือนประชาชน

  1. ผู้ให้บริการทุกเครือข่ายต้องมีระบบ SMS Firewall เพื่อตรวจสอบคัดกรองเนื้อหาที่มีความเสี่ยง โดยเน้น SMS ที่ส่งมาจากต่างประเทศ หากผ่านการคัดกรองแล้ว จะต้องติดสัญลักษณ์ เช่น เครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) เพื่อให้ผู้รับทราบว่าเป็น SMS จากต่างประเทศที่ควรระวัง และต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ
  2. การขึ้นทะเบียน Simbox จะเริ่มในเดือน พ.ย. 2568 โดย Simbox ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนจะไม่สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายโทรคมนาคมได้

ทำไม กสทช. ต้องคุมเข้ม SMS ส่งจากต่างประเทศ?

มาตรการ กสทช. คุมเข้ม SMS ส่งจากต่างประเทศ นี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อปกป้องประชาชนจากมิจฉาชีพที่ใช้ SMS เป็นเครื่องมือในการหลอกลวง การคัดกรองและแจ้งเตือน SMS ที่มาจากต่างประเทศ จะช่วยลดโอกาสที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์อื่นๆ

SMS กลายเป็นช่องทางหลักที่มิจฉาชีพใช้ในการเข้าถึงเหยื่อ เนื่องจากการเข้าถึงที่ง่ายและต้นทุนที่ต่ำ ทำให้การส่ง SMS จำนวนมากเพื่อหลอกลวงทำได้ง่าย การที่ กสทช. ออกมาตรการนี้จึงเป็นการตอบสนองต่อภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป และเป็นการปรับปรุงกลไกการป้องกันให้เท่าทันกับกลโกงของมิจฉาชีพ

มาตรการนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์ในประเทศไทย การที่ กสทช. ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามภัยร้ายเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องประชาชน และสร้างความปลอดภัยในโลกดิจิทัล

ที่มา – กสทช. ออก 4 มาตรการคุมเข้ม SMS ส่งจากต่างประเทศ คัดกรอง-แจ้งเตือนประชาชน

“มัลลิกา” สั่ง บขส. ปรับตัวสู้เอกชน รถทัวร์ร่วมคนละครึ่งพลัส

“มัลลิกา” สั่ง บขส. ปรับตัวสู้เอกชน ยกระดับบริการ ดึงผู้โดยสาร รถทัวร์ร่วม “คนละครึ่งพลัส” แน่นอน พร้อมอัพเดทแผนเช่ารถโดยสารใหม่ 311 คัน คาดปี 69 ฟันกำไรในรอบ 7 ปี

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มอบนโยบายให้ บขส. เน้นย้ำความปลอดภัย และการดูแลความสะอาดของสถานีขนส่งทั่วประเทศ พร้อมทั้งสั่งให้ปรับตัวให้เหมือนเอกชน เพื่อยกระดับการให้บริการ ดึงดูดผู้โดยสาร และเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ ยังยืนยันว่ารถทัวร์จะเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสอย่างแน่นอน

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ บขส. ดำเนินงานและโครงการที่สำคัญ โดยเน้นการให้บริการประชาชนในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย รวมทั้งการให้บริการเดินรถเชื่อมต่อแบบ Feeder Service ทั้งระบบ ล้อ ราง เรือ และอากาศ เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางเชื่อมต่อได้อย่างไร้รอยต่อ

เรื่องความปลอดภัยของพนักงานขับรถก็เป็นสิ่งสำคัญ พนักงานขับรถจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุด มีการตรวจปัสสาวะ และแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนนำรถออกให้บริการประชาชน รวมถึงระยะเวลาในการขับรถให้เป็นไปตามที่กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กำหนด พร้อมทั้งจะต้องดูแลความสะอาดของสถานีขนส่งฯ และจุดจอดรถทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน บขส. จะต้องปรับตัว และยกระดับการให้บริการให้เสมือนเป็นเอกชน ที่จะต้องดึงดูดผู้โดยสารมาใช้บริการ และสร้างรายได้ให้มากขึ้นด้วย การที่ “มัลลิกา” สั่ง บขส. ปรับตัวสู้เอกชนจึงถือเป็นเรื่องที่น่าติดตาม

สำหรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” นั้น บขส. และรถบริการร่วมเอกชน จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าวอย่างแน่นอน ซึ่งถือเป็นการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งครั้งแรก โดยได้มอบหมายให้ ขบ. ไปดำเนินการรวบรวมผู้ประกอบการที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการทั้งหมด ก่อนที่จะเปิดให้ประชาชนได้ใช้โครงการฯ ตามที่รัฐบาลกำหนด

ด้านนายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการเช่ารถโดยสาร จำนวน 311 คัน มีบริษัท อิทธิพร อิมปอร์ต จำกัด เป็นคู่สัญญา คาดว่าจะนำรถโดยสารใหม่ให้บริการประชาชนภายในปี 2568 เพื่อใช้ทดแทนรถโดยสารเช่าที่หมดสัญญาและรถโดยสาร บขส. ที่ปลดระวาง

ขณะนี้ บขส. ได้รับมอบรถโดยสารใหม่มาแล้ว 3 คัน และจะทยอยรับมอบรถโดยสารที่เหลือจนครบ 311 คันภายในเดือนธันวาคม 2568

ในปี 2569 บขส. คาดการณ์ว่าจะมีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 และจะมีกำไรประมาณ 30 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการกลับมามีกำไรในรอบ 7 ปี ตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ส่วนจำนวนผู้โดยสาร ตั้งเป้าว่าจะมีกว่า 4 ล้านคน

สำหรับรถโดยสารใหม่ที่จะนำมาให้บริการมี 3 มาตรฐาน ได้แก่ รถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 VIP (ม.1ก), รถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 พิเศษ (ม.1พ) และรถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 (ม.1ข) ใช้เครื่องยนต์มาตรฐาน Euro 5 ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีระบบความปลอดภัยครบครัน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย

“มัลลิกา” สั่ง บขส. ปรับตัวสู้เอกชน

รายงานข่าวจาก บขส. ระบุว่า รถโดยสารใหม่จะนำมาให้บริการในทุกเส้นทางทั่วประเทศ เพื่อใช้ทดแทนรถโดยสารเช่าที่หมดสัญญาและรถโดยสาร บขส. ที่ปลดระวาง ปัจจุบัน บขส. มีรถโดยสารให้บริการทั้งหมด 254 คัน

บขส. ปรับตัวสู้เอกชนตามนโยบาย “มัลลิกา”

การที่ “มัลลิกา” สั่ง บขส. ปรับตัวสู้เอกชน นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการยกระดับบริการขนส่งสาธารณะของไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยรวม

อะไรคือสิ่งที่ บขส. ต้องปรับตัวเพื่อสู้กับเอกชน?

สิ่งสำคัญที่ บขส. ต้องปรับปรุงคือ การให้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารมากขึ้น ปรับปรุงเรื่องความสะดวกสบาย ความสะอาด และความปลอดภัย รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การที่ “มัลลิกา” สั่ง บขส. ปรับตัวสู้เอกชน และรถทัวร์เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสนี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย เพราะจะทำให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “มัลลิกา” สั่ง บขส. ปรับตัวสู้เอกชน เผยรถทัวร์ร่วม “คนละครึ่งพลัส” แน่นอน

ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส: กรุงไทยเปิดจุดบริการ พร้อมวิธีโหลดเป๋าตัง

ธนาคารกรุงไทย สาขาบุรีรัมย์ เปิดจุดบริการพิเศษ ONE Stop service ให้ผู้ประกอบการ ร้านค้า ผู้ให้บริการขนส่ง ที่ต้องการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส รับชำระค่าสินค้าและบริการผ่านแอปฯ “ถุงเงิน” พร้อมแนะนำให้ผู้มีสิทธิตามเงื่อนไข โหลดแอปฯ ถุงเงิน หรือเป๋าตังผ่าน App Store และ Google Play Store เพื่อหลีกเลี่ยงการโหลดจากลิงก์ที่ไม่น่าเชื่อถือ

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 นายศรีธรรม ราชแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ได้เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของจุดบริการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาบุรีรัมย์ เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส

ตั้งแต่ช่วงเช้า มีผู้ประกอบการร้านค้าให้ความสนใจลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส เป็นจำนวนมาก โดยมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำในการเตรียมเอกสารและแบบฟอร์มการลงทะเบียน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่พอใจกับการบริการที่รวดเร็วและสะดวกสบาย

คนละครึ่งพลัส

สำหรับร้านค้าที่ต้องการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ร้านค้าเดิมสามารถกดยืนยันเข้าร่วมโครงการผ่านแอปฯ “ถุงเงิน” ได้เลย ส่วนร้านค้าใหม่จะต้องดาวน์โหลดใบสมัครจากเว็บไซต์ www.คนละครึ่งพลัส.com กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน พร้อมแนบเอกสารหลักฐาน และยื่นที่จุดบริการธนาคารกรุงไทยทุกสาขา

นายศรีธรรม ราชแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้กล่าวขอบคุณธนาคารกรุงไทยที่จัดบริการ ONE Stop service และเตือนประชาชนให้ดาวน์โหลดแอปฯ ถุงเงิน หรือเป๋าตัง จาก App Store หรือ Google Play Store เท่านั้น เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ นอกจากนี้ ยังเตือนร้านค้าไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า

คนละครึ่งพลัส

ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ต้องมีสัญชาติไทย อายุ 16 ปีขึ้นไป มีบัตรประชาชน และไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ร้านค้าสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม – 19 ธันวาคม 2568 ส่วนประชาชนทั่วไปลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 20-26 ตุลาคม 2568 และเริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ 29 ตุลาคม–31 ธันวาคม 2568

ผู้ที่ยื่นภาษีจะได้รับสิทธิ์สูงสุด 2,400 บาทต่อคน ส่วนกลุ่มทั่วไปจะได้สิทธิ์สูงสุด 2,000 บาทต่อคน จำกัดการใช้ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน โดยรัฐบาลจะร่วมจ่าย 50% ผ่านแอปฯ เป๋าตัง และร้านค้ารับเงินผ่านแอปฯ ถุงเงิน

ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส

ขั้นตอนการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสสำหรับร้านค้าใหม่

  • ดาวน์โหลดใบสมัครจากเว็บไซต์ www.คนละครึ่งพลัส.com
  • กรอกข้อมูลในใบสมัครให้ครบถ้วน
  • แนบหลักฐานสำเนาบัตรประชาชน และรูปถ่ายคู่กับร้านค้า
  • ให้กำนัน หรือผู้ใหญ่บ้านรับรอง
  • ยื่นเอกสารที่จุดบริการธนาคารกรุงไทย

การลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส เป็นโอกาสที่ดีสำหรับทั้งผู้บริโภคและร้านค้า ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือค่าครองชีพ อย่ารอช้า รีบลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสกันนะคะ!

ที่มา – ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ธ.กรุงไทย เปิดจุดให้บริการร้านค้า แนะประชาชนโหลด “เป๋าตัง”

พริษฐ์ โต้ สุริยะ: คะแนนเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ประชาชน

“พริษฐ์ วัชรสินธุ” ชี้ ความนิยมทางการเมืองของพรรคการเมืองใดขึ้นอยู่กับประชาชน ไม่ได้อยู่ที่ “สุริยะ” เผย พรรคประชาชน นัดประชุมวิสามัญสัปดาห์หน้า เตรียมนโยบายหาเสียงและเตรียมพร้อมผู้สมัคร สส.

วันที่ 17 ตุลาคม 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะโฆษกพรรค กล่าวถึงกรณีผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ระบุว่าคะแนนเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ประชาชน และเพิ่มไปยังพรรคเพื่อไทย เป็นความเห็นของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แต่ความนิยมของพรรคการเมืองใด จะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับประชาชน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนายสุริยะ พร้อมกล่าวถึงกรอบเวลาในการนำเสนอนโยบาย และเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาชน อยู่ภายในกรอบเวลาการเลือกตั้ง แต่หมุดหมายที่แจ้งต่อประชาชนได้ คือในช่วงสัปดาห์หน้า จะมีการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคประชาชน

“เป็นจังหวะที่เราสามารถสื่อสารกับประชาชน ให้เห็นกรอบและแนวทางของพรรค ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป คิดว่าภารกิจสำคัญที่ต้องการทำในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือทำอย่างไรให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น ว่าหากพรรคประชาชนได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล สามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลง ตามที่ได้สื่อสารกับประชาชนมาโดยตลอดให้เกิดขึ้นจริงได้” นายพริษฐ์กล่าว

นายพริษฐ์กล่าวว่า มุมหนึ่ง ต้องการให้ประชาชนเชื่อใจและเชื่อมือ จากนั้นทุกอย่างที่พรรคดำเนินการก็จะมุ่งเป้าไปสู่จุดหมายดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายที่ทีมบริหารจะนำเสนอในการเลือกตั้งครั้งต่อไป รวมถึงการเปิดตัวผู้สมัคร สส. ด้วย

พร้อมกันนี้ก็กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเปิดตัว “นายชัยณรงค์ ภู่พิสิฐ” ว่าที่ผู้สมัคร สส. จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นพี่ชายของนายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายก อบจ.ลำพูน สังกัดพรรคประชาชน ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะไม่มองการเมืองเป็นเรื่องของครอบครัว ดังนั้นการที่จะมีบุคคลสองคนในครอบครัวเดียวกัน อาจจะสังกัดคนละพรรคการเมือง มีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน หรือแม้กระทั่งการลงสมัครรับเลือกตั้งคนละพรรค เป็นเรื่องที่ปกติ

“ผมคิดว่าเป็นสิทธิ์ของทุกคน ในการเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ว่าคนในครอบครัวเดียวกันอาจจะมีความเห็นทางการเมืองที่ไม่เหมือนกัน”

พริษฐ์ วัชรสินธุ ย้ำ คะแนนเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ประชาชน

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และ โฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาตอบโต้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ถึงกรณีที่นายสุริยะกล่าวว่า คะแนนเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ประชาชน นั้นไม่ถูกต้อง โดยนายพริษฐ์กล่าวว่า ความนิยมของพรรคการเมืองใดจะขึ้นอยู่กับประชาชน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

สำหรับการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาชนเตรียมที่จะจัดการประชุมใหญ่วิสามัญในสัปดาห์หน้า เพื่อเตรียมความพร้อมในด้านนโยบายและการเปิดตัวผู้สมัคร สส. โดยนายพริษฐ์กล่าวว่า พรรคจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า หากพรรคประชาชนได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล จะสามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงได้ตามที่ได้สัญญาไว้

พรรคประชาชน ชู นโยบายสร้างความเชื่อมั่น คะแนนเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ประชาชน

พรรคประชาชนมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารประเทศ หากได้รับโอกาสเป็นรัฐบาล โดยพรรคจะมุ่งเน้นไปที่การผลักดันการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้นายพริษฐ์ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเปิดตัว “นายชัยณรงค์ ภู่พิสิฐ” ว่าที่ผู้สมัคร สส. จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นพี่ชายของนายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายก อบจ.ลำพูน สังกัดพรรคประชาชน ว่าถึงเวลาแล้วที่จะไม่มองการเมืองเป็นเรื่องของครอบครัว การที่คนในครอบครัวเดียวกันอาจจะมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน หรือสังกัดพรรคการเมืองที่แตกต่างกันเป็นเรื่องที่ปกติ

ดังนั้น ถึงเวลาเเล้วที่ประชาชนจะพิจารณาเเละตัดสินใจว่า พรรคการเมืองใดที่จะสามารถตอบสนองความต้องการเเละนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างเเท้จริง คะแนนเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ประชาชน ทุกคนมีสิทธิมีเสียงในการเลือกอนาคตของประเทศ

พรรคประชาชนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง เพื่อที่จะได้มีโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ และผลักดันนโยบายต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งหน้าจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคะแนนเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ประชาชน และจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศของเรา

ที่มา – “พริษฐ์” โต้ “สุริยะ” คะแนนเสียงเลือกตั้ง อยู่ที่ประชาชนตัดสิน นัดถก ปชน. สัปดาห์หน้า

รวบ! 9 แอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต

ทหารพรานสกัดจับ 9 คนไทยแอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปตกลับไทย! ยอมรับเบื่อหน่ายชีวิตสแกมเมอร์ จ่ายค่าหัวคนละ 6,000 บาทเพื่อลักลอบข้ามแดน

จับ 9 แอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ ร่วมกับชุดควบคุมทหารพรานที่ 12, หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 2 พัน 1 รอ. และหมวดลาดตระเวน ม.พัน.30 ได้ร่วมกันปฏิบัติการลาดตระเวนตรวจตราตามช่องทางธรรมชาติ บริเวณไร่อ้อยบ้านผ่านศึก ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ได้ทำการสกัดจับกลุ่มคนไทยจำนวน 9 คน เป็นชาย 5 คน และหญิง 4 คน ขณะกำลังลักลอบเดินเท้าข้ามแดนจากประเทศกัมพูชาเข้ามายังประเทศไทย

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ทั้งหมดเป็นชาวไทยที่มาจากหลากหลายจังหวัด เช่น กรุงเทพมหานคร สกลนคร พิษณุโลก และอ่างทอง โดยทั้งหมดให้การยอมรับว่าเพิ่งเดินทางกลับมาจากกรุงปอยเปต ประเทศกัมพูชา หลังจากที่ได้ทำงานเป็นแอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต และต้องการที่จะกลับบ้านเกิดเนื่องจากรู้สึกเบื่อหน่ายกับการทำงานในลักษณะดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์

ผู้ถูกจับกุมทั้งหมดให้ข้อมูลว่า พวกเขาได้จ่ายเงินค่าหัวคนละ 6,000 บาท ให้กับผู้นำพาชาวกัมพูชาเพื่อช่วยนำพาข้ามแดนกลับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าทำการจับกุม ไม่พบตัวผู้นำพาในบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ห่างจากแนวชายแดนเพียง 100 เมตรเท่านั้น

ทำไมถึงตัดสินใจเป็น แอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมคนเหล่านี้ถึงตัดสินใจไปทำงานเป็นแอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต? คำตอบส่วนใหญ่มักจะหนีไม่พ้นเรื่องของค่าตอบแทนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับงานในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ชีวิตในต่างแดนไม่ได้สวยงามเสมอไป หลายคนต้องเผชิญกับความยากลำบาก ความเหงา และความเสี่ยงต่างๆ นานา การถูกหลอกลวง การเอารัดเอาเปรียบ และสภาพการทำงานที่ไม่เป็นธรรม เป็นสิ่งที่หลายคนต้องเจอ

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ทหารได้ควบคุมตัวคนไทยทั้ง 9 คน ซึ่งไม่มีเอกสารการเดินทาง (Passport) ส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหา “ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย” ต่อไป

การลักลอบข้ามแดนเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ผลกระทบที่ตามมาอาจร้ายแรงกว่าที่คิด การตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียด การทำความเข้าใจข้อกฎหมาย และการเตรียมตัวให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ

ที่มา – จับ 9 แอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปตกลับไทย ยอมรับเบื่อหน่ายชีวิตสแกมเมอร์

SeaX Ventures **ปักธงในสแกนดิเนเวีย** สู่ AI

SeaX Ventures ปักธงในสแกนดิเนเวีย ผลักดันการพัฒนาแพลตฟอร์ม AI ยุคใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทีมขายระดับโลกด้วยการลงทุนใน “Alfred” สตาร์ทอัพ AI จากนอร์เวย์

กองทุนสตาร์ทอัพมุ่งเน้นลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ทั่วโลก ประกาศการลงทุนใน Alfred สตาร์ทอัพจากประเทศนอร์เวย์ ซึ่งพัฒนาแพลตฟอร์ม AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของทีมที่รับผิดชอบยอดขายขององค์กร ถือเป็นการลงทุนครั้งแรกของ SeaX Ventures ในภูมิภาคสแกนดิเนเวีย และเป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายการลงทุนสู่ตลาดยุโรป ต่อเนื่องจากที่เคยได้ลงทุนไปแล้วใน เยอรมนี สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์

การลงทุนครั้งนี้สะท้อนถึงพันธกิจหลักของ SeaX Ventures ที่ต้องการสร้างระบบนิเวศในการขับเคลื่อนนวัตกรรมระดับโลก และสนับสนุนสตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อ “ยกระดับการทำงานขององค์กร” และสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระดับอุตสาหกรรม

“ในยุค AI ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพไม่ว่าอยู่ที่ไหน ก็สามารถสร้างสตาร์ทอัพระดับโลกได้ การลงทุนในภูมิภาคสแกนดิเนเวีย ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศเพื่อเชื่อมโยงโลกเข้าด้วยกัน เรายินดีมากที่มี Startuplab ซึ่งเป็นกองทุนสตาร์ทอัพและศูนย์เพาะบ่มสตาร์ทอัพที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในนอร์เวย์ร่วมลงทุนในครั้งนี้ด้วย” นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ ผู้ก่อตั้งและ Managing Partner, SeaX Ventures กล่าว “เรามุ่งมั่นที่จะสนับสนุนสตาร์ทอัพที่ใช้ AI เพื่อเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานของอุตสาหกรรมต่าง ๆ และ Alfred คือตัวอย่างที่สนับสนุนวิสัยทัศน์นั้น การยกระดับงานขายจากการทำงานตาม ‘แบบแผนเดิม’ สู่ ‘กลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึก’”

Alfred ก่อตั้งโดย เอดวิน ฟเยลต์เวดต์ Serial entrepreneur ผู้เคยก่อตั้งสตาร์ทอัพ Favrit (เดิมชื่อ Ordr) ร่วมกับ Co-founder เอสเพน ซยาวิก, อเล็กซานดรา ไลส์เซอ และ อัมระ อับเดลวาฮับ สตาร์ทอัพรายนี้กำลังสร้างแพลตฟอร์ม AI เพื่อปั้น “ทีมขายอัจฉริยะระดับโลก” ที่ผสานองค์ความรู้จากทีมขายชั้นนำกับระบบ AI อันชาญฉลาด เพื่อช่วยองค์กรให้ขายได้อย่างถูกวิธี

“เทคโนโลยีส่วนใหญ่ในปัจจุบันเน้นที่ ‘ประสิทธิภาพ’ (Efficiency) แต่ไม่ใช่ ‘ประสิทธิผล’ (Effectiveness)” เอดวิน ฟเยลต์เวดต์, ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Alfred กล่าว “Alfred ไม่ได้ช่วยให้ขายเร็วขึ้นอย่างเดียว แต่ช่วยให้ปิดการขายได้สำเร็จมากยิ่งขึ้น ผ่านการผสมผสานเทคนิคการขายขั้นสูง การเรียนรู้อย่างเป็นระบบ และการเตรียมตัวก่อนเข้าพบลูกค้าด้วย AI เพื่อสร้างการเติบโตยอดขายอย่างยั่งยืน”

แพลตฟอร์มของ Alfred ขับเคลื่อนด้วย AI Agents หลายตัว ที่ทำงานร่วมกันเหมือนทีมขายมืออาชีพระดับโลก  ถ่ายทอดกลยุทธ์ ประสบการณ์ และ “สัญชาตญาณของนักขายชั้นนำ” เข้าไปในกระบวนการทำงานขององค์กร ทำให้ทีมขายสามารถเรียนรู้และปรับตัวได้ต่อเนื่อง พร้อมรับมือกับทุกโอกาสสำคัญ

การลงทุนใน Alfred ถือเป็นการเน้นย้ำวิสัยทัศน์ของ SeaX Ventures ที่มุ่งเน้นการสนับสนุนผู้ประกอบการจากทั่วโลกซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต และขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกสู่ยุค AI 

SeaX Ventures ปักธงในสแกนดิเนเวีย

การที่ SeaX Ventures ปักธงในสแกนดิเนเวีย แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของเทคโนโลยี AI ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานขององค์กรได้อย่างมีนัยสำคัญ การลงทุนใน Alfred สตาร์ทอัพ AI จากนอร์เวย์ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการขยายพอร์ตการลงทุนของ SeaX Ventures เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์ และพร้อมที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

ทำไมการปักธงในสแกนดิเนเวียจึงสำคัญ?

ภูมิภาคสแกนดิเนเวียเป็นที่รู้จักในด้านการเป็นแหล่งกำเนิดของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย การที่ SeaX Ventures ตัดสินใจปักธงในสแกนดิเนเวีย จึงเป็นการเข้าถึงระบบนิเวศของสตาร์ทอัพที่แข็งแกร่ง และเป็นการเปิดโอกาสในการร่วมมือกับผู้ที่มีความสามารถและมีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรมได้

  • การเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ
  • การสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการและนักลงทุน
  • การขยายตลาดสู่ภูมิภาคยุโรป

การลงทุนในครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนในสตาร์ทอัพ AI อื่นๆ ในภูมิภาคสแกนดิเนเวีย และอาจนำไปสู่การสร้างความร่วมมือระหว่างสตาร์ทอัพไทยและสตาร์ทอัพสแกนดิเนเวียในอนาคตก็เป็นได้

การที่ SeaX Ventures ปักธงในสแกนดิเนเวียลงทุนในสตาร์ทอัพ AI อย่าง Alfred นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพของทีมขายทั่วโลก การลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนสตาร์ทอัพ แต่ยังเป็นการลงทุนในอนาคตของ AI ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

ที่มา – SeaX Ventures ปักธงในสแกนดิเนเวีย ลงทุนในสตาร์ทอัพ AI จากนอร์เวย์

ตร. จัดพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนปี 2568

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดพิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนาม เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 17 ตุลาคม 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานในพิธีต่างๆ เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ โดยมี รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., ข้าราชการตำรวจ และคณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5, พิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ, พิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของนักเรียนนายร้อยตำรวจ

ทั้งนี้ ในปี 2568 มีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 24 นาย โดยในพิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ณ หอประชุมชุณหะวัณ นั้น ผบ.ตร.ได้เชิญผู้บังคับบัญชา สมาคมแม่บ้านตำรวจ และผู้ร่วมพิธีทุกท่าน ยืนสงบนิ่งและไว้อาลัยวีรชนทั้ง 24 นาย

ผบ.ตร.กล่าวว่า การทำงานตำรวจมีความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อตำรวจสูงมาก แม้จะเป็นงานที่มีความตรากตรำ เสี่ยงภัย เผชิญอันตรายอยู่ทุกวัน แต่ตำรวจทุกนายยังคงยืนหยัดปกป้องชีวิตประชาชน ขจัดอริราชศัตรู ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งในปี 2568 มีข้าราชการตำรวจเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่จำนวน 24 นาย ยังความโศกเศร้าและอาลัยเป็นอย่างยิ่ง ขอให้คุณงามความดีที่ผู้กล้าเหล่านั้นได้กระทำ เป็นเครื่องเตือนสติและให้พวกเราทุกคนได้ระลึกถึงความกล้าหาญเสียสละ ที่สมควรยกย่องเป็นวีรชนแห่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในการทำงานด้วยจิตวิญญาณของความเป็นตำรวจ ที่ต่อสู้ยืนหยัดปกป้องประเทศชาติโดยไม่คำนึงถึงชีวิตตน 

ซึ่งธงชาติไทยที่คลุมร่างผู้กล้าเหล่านั้น เปรียบเสมือนผืนแผ่นดินที่ได้โอบกอดร่างของตำรวจกล้าไว้ด้วยใจของพวกเราทุกคน เสียงปืนยิงสลุตที่ดังขึ้นในแต่ละนัดถือเป็นการสดุดีจิตวิญญาณ ความกล้าหาญ เกียรติยศและศักดิ์ศรีของตำรวจผู้กล้า ที่จะส่งเสียงกึกก้อง ดังอยู่ในใจเพื่อนข้าราชการตำรวจและครอบครัวทุกคน

ตร.จัดพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568

ปิดท้ายอย่างสมเกียรติเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 คือพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของข้าราชการตำรวจและนักเรียนนายร้อยตำรวจ โดยมี ผบ.ตร.เป็นประธานตรวจพลสวนสนาม และกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนต่อหน้าธงชัย

ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นเครื่องหมายของสามสถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อันเป็นหลักใจสำคัญของบ้านเมือง เพื่อย้ำคำมั่นสัญญาในการเป็นข้าราชการตำรวจที่ดี ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ในการพิทักษ์ปกป้องสถาบัน และดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชน สังคม และประเทศชาติ

ความสำคัญของพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568

พิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงพันธสัญญาที่ตำรวจมีต่อประชาชนและประเทศชาติ การได้เห็นข้าราชการตำรวจและนักเรียนนายร้อยตำรวจแสดงความเคารพต่อธงชัย แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความพร้อมเพรียงในการปฏิบัติหน้าที่

การมีตำรวจที่เข้มแข็งและพร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสงบและความปลอดภัยของสังคม พิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 จึงเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าและควรได้รับการสนับสนุน

พิธี กล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการ แต่เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อสร้างสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

ที่มา – ตร.จัดพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568

ด่วน! ส่งหนังสือหารือ กกต. ทำประชามติ ยกเลิก MOU

เรื่องด่วนที่สุด! เลขาฯ นายกฯ ส่งหนังสือถึง กกต. เพื่อหารือแนวทางการทำประชามติและการยกเลิก MOU 43 และ 44 ในวันเดียวกับการเลือกตั้งใหญ่ที่จะถึงนี้ กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร 0403(กน)/10969 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2568 เรื่องขอเข้าพบหารือคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยเรียนเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เนื้อหาในหนังสือระบุว่า นายกรัฐมนตรีมีความประสงค์จะนำคณะเข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญคือการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU43) และบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU44)

โดยกำหนดวันที่จะเข้าพบหารือคือในวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เวลา 09.00น. ถึง 11.00น. ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง การหารือในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ

ส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่

ประเด็นหลักที่น่าสนใจคือการที่รัฐบาลต้องการหารือเรื่องการทำประชามติและการยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับในวันเดียวกับการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องพิจารณาถึงข้อกฎหมายและผลกระทบต่างๆ อย่างรอบคอบ การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ถึงขั้นทำหนังสือด่วนที่สุดเพื่อขอเข้าพบ กกต. แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการความชัดเจนในเรื่องนี้โดยเร็ว

ทำไมต้องส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่?

หลายฝ่ายกำลังตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงต้องการหารือเรื่องเหล่านี้ในเวลานี้ และการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ นอกจากนี้ การยกเลิก MOU 43 และ 44 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

การส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่นี้ จึงเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความพยายามของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาต่างๆ อย่างเร่งด่วน แต่ก็ต้องจับตาดูต่อไปว่าการหารือในครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อสรุปอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไรบ้าง

เรื่องนี้ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ หลายคนมองว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจมีวาระซ่อนเร้น และอาจเป็นการใช้ประเด็นเหล่านี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาอื่นๆ ที่สำคัญกว่า ในขณะที่บางคนก็เห็นว่ารัฐบาลมีสิทธิที่จะหารือในเรื่องเหล่านี้ และการตัดสินใจใดๆ ก็ควรเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

ท้ายที่สุดแล้ว การส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่ เป็นเรื่องที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด และควรพิจารณาข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในอนาคต

ที่มา – ส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่