วัน: 17 ตุลาคม 2025

The Wayne Rooney Show: เวย์น รูนีย์ โชว์

The Wayne Rooney Show: เวย์น รูนีย์ โชว์

เตรียมพบกับความสนุกและสาระใน เวย์น รูนีย์ โชว์ ที่จะพาคุณไปเจาะลึกเรื่องราวในโลกของฟุตบอลและชีวิตส่วนตัวของ เวย์น รูนีย์ อดีตนักเตะชื่อดังระดับตำนาน ในรายการนี้คุณจะได้ฟังทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับเกมลูกหนัง รวมถึงเรื่องราวเบื้องหลังที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน

เวย์น รูนีย์ โชว์

ใน เวย์น รูนีย์ โชว์ ตอนล่าสุดนี้ เวย์นจะมาพูดคุยถึง:

  • ลิเวอร์พูลต้องเอาชนะแมนฯ ยูไนเต็ดให้ได้
  • ช่วงสุดสัปดาห์วันเกิดของเขา
  • ความคิดเห็นเกี่ยวกับทีมชาติอังกฤษ
  • ความคิดเห็นเกี่ยวกับมาร์คัส แรชฟอร์ด
  • การพบปะกับ 50 Cent และ Ed Sheeran

เวย์นจะพาเราไปชมงานฉลองวันเกิดอายุ 40 ปีของเขา แต่เขาแต่งตัวเป็นใคร? เพลงอะไรที่เขาปล่อยพลังเสียงในการร้องคาราโอเกะ? และใครที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส?

เจมี เว็บสเตอร์ นักดนตรีและแฟนบอลลิเวอร์พูล มาร่วมรายการกับเวย์น เคลลี และเค เพื่อพูดคุยว่าทำไมการแข่งขันกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถึงเป็นการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการฟุตบอลอังกฤษ แต่การแข่งขันนี้มีความสำคัญต่อใครมากกว่ากัน: อาร์เน สล็อต หรือ รูเบน อามอริม?

การปรากฏตัวของเจมีในรายการนำไปสู่การเปิดเผยเรื่องราวทางดนตรีจากเวย์น เขาขึ้นไปบนเวทีกับ 50 Cent ได้อย่างไร? และทำไมโคลีนต้องเข้ามาแทรกแซงตอนที่เขาพยายามเปลี่ยนเพลงของ Ed Sheeran?

เวย์นแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการคัดเลือกฟุตบอลโลกของอังกฤษ และอธิบายว่าทำไมเขาถึงพอใจที่นักเตะไม่มั่นใจในตำแหน่งของตนเองภายใต้การคุมทีมของโธมัส ทูเคิล นอกจากนี้ เขายังมีคำพูดที่รุนแรงต่อความคิดเห็นล่าสุดของมาร์คัส แรชฟอร์ดเกี่ยวกับ “สภาพแวดล้อมที่ไม่สอดคล้องกัน” ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรในการพัฒนาฟอร์มการเล่นของเขาเลย

นอกจากนี้ เรายังได้ทราบว่าอะไรที่ทำให้เวย์นและเจอร์เมน เดโฟ ดูดีวีดีงานแต่งงานของเขาด้วยกันขณะที่พวกเขาไปร่วมในฟุตบอลโลกปี 2010 และอะไรที่ทำให้เวย์นเสียใจที่ได้รู้ในวันสุดท้ายที่กลาสตันบูรี?

คุณสามารถรับชม เวย์น รูนีย์ โชว์ ได้ทาง BBC Sport YouTube, iPlayer รวมถึงรับฟังได้ทาง BBC Sounds

ทำไมต้องฟัง เวย์น รูนีย์ โชว์

เวย์น รูนีย์ โชว์ ไม่ได้เป็นแค่รายการกีฬา แต่เป็นรายการที่เปิดโอกาสให้คุณได้สัมผัสตัวตนที่แท้จริงของ เวย์น รูนีย์ ฟังความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมา และติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจจากชีวิตของเขา

อย่าพลาด เวย์น รูนีย์ โชว์ รายการที่จะทำให้คุณรู้จัก เวย์น รูนีย์ ในมุมมองใหม่!

นี่คือรายการที่คุณไม่ควรพลาด หากคุณเป็นแฟนฟุตบอลตัวยง หรือชื่นชอบในความเป็น เวย์น รูนีย์

ที่มา – The Wayne Rooney Show

ญี่ปุ่นเตรียมโหวตนายกฯใหม่ 21 ต.ค.นี้

สภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นนัดลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ โดยพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) เสนอวันดังกล่าว หลังพันธมิตรเก่าล่มสลาย และอยู่ระหว่างเจรจาจัดตั้งรัฐบาลใหม่กับพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น เพื่อผลักดัน “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” หัวหน้าพรรคคนใหม่ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ

รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า คณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่น ได้ตกลงที่จะจัดการลงคะแนนในรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไปในวันอังคารที่ 21 ตุลาคมนี้ แม้ว่าพรรคฝ่ายค้านจะแสดงความไม่เห็นด้วยกับกำหนดเวลาดังกล่าว โดยอ้างว่าการเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสมยังคงดำเนินอยู่

ซานาเอะ ทาคาอิจิ วัย 64 ปี ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค เสรีประชาธิปไตย (LDP) ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม แต่ความฝันในการเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นต้องสะดุดลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อพรรค โคเมอิโตะซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลมานาน 26 ปี ประกาศถอนตัวเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม เนื่องจากปัญหาเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการจัดการเงินทุนของพรรค LDP

ขณะนี้พรรค LDP กำลังเร่งเจรจาเพื่อจัดตั้งแนวร่วมใหม่กับพรรคฝ่ายค้านสายอนุรักษ์อย่างพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (JIP) หากการเจรจาสำเร็จ แนวร่วมใหม่นี้จะช่วยให้นางทาคาอิจิ มีโอกาสสูงที่จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจำนวนที่นั่งของสองพรรคจะยังขาดไป 2 ที่นั่งในการได้เสียงข้างมากเด็ดขาดก็ตาม แต่ตามกฎการลงคะแนนรอบที่สอง นางทาคาอิจิเพียงแค่ต้องได้รับคะแนนมากกว่าคู่แข่งเท่านั้น

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีคนใหม่มีภารกิจทางการทูตสำคัญรออยู่หลายรายการในช่วงปลายเดือนนี้ ทั้งการประชุมสุดยอดระหว่างประเทศใน มาเลเซีย และ เกาหลีใต้ รวมถึงการเยือนญี่ปุ่นของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ซึ่งการเยือนครั้งนี้มีประเด็นทางการค้า การหยุดการนำเข้าพลังงานรัสเซีย และการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเป็นวาระสำคัญ

นอกจากนี้ ทาคาอิจิ ซึ่งถูกมองว่าเป็นนักอนุรักษ์นิยมสุดโต่งและสายเหยี่ยวต่อจีน ก็ได้เคยไปเยือนศาลเจ้ายาสุคุนิ ซึ่งเป็นสถานที่ที่สร้างความไม่พอใจต่อจีนและเกาหลีใต้มาแล้วในอดีต อย่างไรก็ตาม ในวันศุกร์ซึ่งเป็นวันเปิดเทศกาลฤดูใบไม้ร่วง นางทาคาอิจิได้ส่งเครื่องสักการะไปแทน และมีรายงานว่าเธอน่าจะงดเว้นการเดินทางไปเยือนด้วยตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความขุ่นเคืองให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนับเป็นแนวทางเดียวกับอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ซึ่งเป็นอาจารย์ทางการเมืองของเธอ.

การญี่ปุ่นเตรียมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ 21 ต.ค.นี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การตัดสินใจของสภาผู้แทนราษฎรจะส่งผลต่อทิศทางทางการเมือง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของญี่ปุ่นในอนาคต

ญี่ปุ่นเตรียมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ 21 ต.ค.

การญี่ปุ่นเตรียมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ 21 ต.ค.นี้ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ความท้าทายที่รออยู่ และนโยบายที่จะถูกนำมาใช้

ความท้าทายที่รออยู่สำหรับนายกรัฐมนตรีคนใหม่

นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่นจะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19
  • การแก้ไขปัญหาประชากรสูงวัยและอัตราการเกิดต่ำ
  • การจัดการกับความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
  • การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนหลังจากการลาออกของอดีตนายกรัฐมนตรี

การรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ จำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ความสามารถในการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม และความสามารถในการเจรจาต่อรองกับฝ่ายต่างๆ

การญี่ปุ่นเตรียมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ 21 ต.ค.นี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่สำหรับญี่ปุ่นหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – ญี่ปุ่นเตรียมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ 21 ต.ค.

ทลายแหล่งขายสมุนไพรเถื่อนพระนคร ยึด 5 ล้าน!

ตำรวจ ปคบ. ร่วมกับ อย. บุกทลายแหล่งขายสมุนไพรเถื่อนย่านพระนคร ยึดของกลางมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท! งานนี้เตือนผู้บริโภคให้ระวัง อย่าหลงเชื่อสินค้าไม่ได้มาตรฐาน อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ปคบ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้สนธิกำลังกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้าตรวจค้นร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ได้รับอนุญาต ในพื้นที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ผลการตรวจค้นสามารถยึดผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาได้ถึง 21,320 ชิ้น คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 5,000,000 บาท และจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย

การบุกทลายครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. ได้รับการประสานงานจาก อย. ให้ตรวจสอบกรณีมีการลักลอบจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรหลายชนิดผ่านช่องทางออนไลน์ แถมยังกระจายสินค้าไปยังหลายจังหวัดทั่วประเทศ ที่สำคัญคือ ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นไม่มีเลขทะเบียนสมุนไพร และยังอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ชวนให้หลงเชื่อ เช่น บำรุงสมอง, บำรุงหัวใจ, ใช้ได้ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และสตรีมีครรภ์, แก้อัมพาต, แก้ปวดตามข้อ, แก้เส้นเอ็นพิการ, สมานกระดูกที่แตกหรือหัก, แก้ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก, แก้ถอนพิษแมลงกัดต่อย, แก้คันตามผิวหนัง และใช้ใส่แผลสดหรือทาริดสีดวงทวารได้ เป็นต้น ซึ่งเป็นการสร้างความเข้าใจผิดและอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง

ทลายแหล่งขายสมุนไพรเถื่อนย่านพระนคร

หลังจากรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่จึงได้ขอหมายค้นจากศาลอาญา และเข้าตรวจค้นร้านสมุนไพรแห่งหนึ่งในพื้นที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร พบ น.ส.รุ่ง (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี กำลังจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรผิดกฎหมายให้กับประชาชน เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยารวม 16 รายการ เช่น ยาหม่องคลายเส้น, ยาหม่องสมุนไพร, ยาดมสมุนไพรไทย, น้ำมันว่าน, และครีมนวดสมุนไพรไทย รวมทั้งสิ้น 21,320 ชิ้น นอกจากนี้ ร้านค้าดังกล่าวยังไม่มีใบอนุญาตขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรอีกด้วย เรียกได้ว่าผิดกฎหมายเต็มๆ

รายละเอียดการทลายแหล่งขายสมุนไพรเถื่อนย่านพระนคร

จากการสอบสวน น.ส.รุ่งฯ ให้การว่า ได้เรียนรู้และปรับปรุงสูตรสมุนไพรต่างๆ ร่วมกับเพื่อน ก่อนจะนำมาผลิตและจำหน่ายให้กับลูกค้าทั่วไป ทั้งเปิดหน้าร้านและขายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยอ้างว่าทำเลที่ตั้งร้านใกล้แหล่งท่องเที่ยว ทำให้มีลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดของกลาง 56 รายการ รวม 21,320 ชิ้น มูลค่ากว่า 5,000,000 บาท

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา น.ส.รุ่งฯ ในข้อหา “ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา” และ “ไม่มีใบอนุญาตขายผลิตภัณฑ์สมุนไพร” ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ด้าน พล.ต.ต.คงกฤช ฯ ผบก.ปคบ. ได้ออกมาเตือนประชาชนให้ใช้ความระมัดระวังในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อรักษาโรค ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจาก อย. เท่านั้น และซื้อจากร้านค้าที่ได้รับอนุญาตขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งกำชับไปยังผู้ที่ลักลอบผลิตและขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรปลอม หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต ให้หยุดการกระทำดังกล่าวทันที หากตรวจพบจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะการกระทำดังกล่าวส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับอันตราย และเสียโอกาสในการได้รับการรักษาที่ถูกต้อง หากประชาชนพบเบาะแสที่น่าสงสัย สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน บก.ปคบ. 1135 หรือ เพจ ปคบ. เตือนภัยผู้บริโภค

การทลายแหล่งขายสมุนไพรเถื่อนย่านพระนครครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งปฏิบัติการสำคัญที่ช่วยปกป้องผู้บริโภคจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานและอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพร ควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และตรวจสอบเลขทะเบียน อย. ทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและคนที่ท่านรัก

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ถูกต้องตามกฎหมายนะคะ อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง และอย่าเสี่ยงกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการรับรอง เพราะสุขภาพของเราสำคัญที่สุดค่ะ

ที่มา – ทลายแหล่งขายสมุนไพรเถื่อนย่านพระนคร อวดอ้างเกินจริง ยึดของกลาง มูลค่า 5 ล้านบาท

อะแลสกาอพยพประชาชนหนีพายุหะลอง ดับ 1

ทางการรัฐอะแลสกา เร่งอะแลสกาอพยพประชาชนหนีพายุหะลองกว่า 1,600 คน หลังได้รับผลกระทบจากปลายพายุไต้ฝุ่นหะลอง พัดถล่มหมู่บ้านพื้นเมืองเสียหายหนัก มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ และสูญหาย 2 ราย

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ทางการรัฐอะแลสกาของสหรัฐอเมริกาได้เริ่มปฏิบัติการอะแลสกาอพยพประชาชนหนีพายุหะลอง จากหมู่บ้านพื้นเมืองที่ได้รับผลกระทบจากปลายพายุไต้ฝุ่น “หะลอง” (Halong) หลังจากพายุลูกนี้ได้พัดถล่มพื้นที่ลุ่มต่ำทางตะวันตกของรัฐเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และมีผู้สูญหายอีก 2 รายด้วยกัน

พายุหะลอง ซึ่งอ่อนกำลังลงจากพายุไต้ฝุ่นกลายเป็นพายุโซนร้อนเมื่อเคลื่อนตัวเข้าสู่แผ่นดิน ได้พัดพาน้ำทะเลหนุนสูงเป็นประวัติการณ์เข้าท่วมหมู่บ้านชายฝั่งขนาดเล็ก เช่น คิปนุก และ ควิกกิลลิงกอก ในเขต ยูคอน–คัสโคควิม จนระดับน้ำสูงกว่า 1.8 เมตรจากระดับน้ำทะเลปกติเลยทีเดียว

จากรายงานของกรมทหารผ่านศึกและกิจการทหารรัฐอะแลสการะบุว่า ขณะนี้มีประชาชนที่ต้องอะแลสกาอพยพประชาชนหนีพายุหะลอง ประมาณ 1,600 คน ถูกส่งตัวไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว 13 แห่ง ที่ได้จัดตั้งขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีผู้อพยพมากกว่า 300 คน ได้รับการลำเลียงโดยเครื่องบินไปยังเมืองแองเคอเรจ ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่ภัยพิบัติประมาณ 800 กิโลเมตร เพื่อเข้าพักในอาคารกีฬา Alaska Airlines Center ซึ่งสามารถรองรับผู้คนได้ราว 400 คน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกล่าวว่า ภารกิจนี้ถือเป็นหนึ่งในภารกิจการอพยพทางอากาศที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐอะแลสกา โดยมีความหวังว่าจะสามารถย้ายผู้อพยพทั้งหมดไปยังที่พักถาวร เช่น โรงแรม หรือ หอพัก ได้ภายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ก่อนหน้านี้ พายุไต้ฝุ่นหะลองได้ก่อตัวขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก และเคยสร้างความเสียหายอย่างหนักในประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่จะพัดขึ้นเหนือและอ่อนกำลังลงเมื่อเข้าสู่อะแลสกา ทำให้พื้นที่ชายฝั่งหลายแห่งต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมสูง และความสูญเสียทางทรัพย์สินจำนวนมหาศาล

อะแลสกาอพยพประชาชนหนีพายุหะลอง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่รุนแรงของสภาพอากาศแปรปรวนที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่ได้เลือกสถานที่ที่จะเกิด และการเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกชุมชนทั่วโลก การช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม

ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

นานาชาติต่างยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ อะแลสกาอพยพประชาชนหนีพายุหะลองครั้งนี้ การส่งมอบอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่ม เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนสำหรับผู้ที่สูญเสียบ้านเรือนและทรัพย์สิน การให้กำลังใจและเยียวยาจิตใจก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

นอกจากความช่วยเหลือเร่งด่วนแล้ว การวางแผนระยะยาวเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติในอนาคตก็เป็นสิ่งจำเป็น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรลงทุนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง การพัฒนาระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการรับมือกับภัยพิบัติ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างโลกที่ปลอดภัยและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นสิ่งสำคัญในการปกป้องโลกของเราจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ในขณะที่เราส่งกำลังใจและความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยในอะแลสกา เราก็ควรตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในชุมชนของเราเอง การเรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอด การมีชุดอุปกรณ์ฉุกเฉิน และการมีแผนการอพยพที่ชัดเจน สามารถช่วยชีวิตและลดความเสียหายได้ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

การมีส่วนร่วมในกิจกรรมช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัยและการสนับสนุนองค์กรที่ทำงานด้านนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เราสามารถสร้างความแตกต่างได้ แม้ว่าเราจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้ แต่เราสามารถเรียนรู้จากมันและสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมได้

ที่มา – อะแลสกาอพยพปชช.กว่า 1,600 คนหนีปลายพายุไต้ฝุ่นหะลอง ทำผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ สูญหาย 2 ราย

ป้าดวงเฮง! **ทะเบียนรถให้โชค** ถูกรางวัลที่ 1 รับ 6 ล้าน

เรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นอีกแล้ว! คุณป้าจากสุรินทร์กลายเป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืน เพราะทะเบียนรถให้โชค ถูกรางวัลที่ 1 รับเงินรางวัลไปเต็มๆ 6 ล้านบาท! ลูกสาวทราบข่าวรีบมารับคุณแม่เข้ากรุงเทพฯ ด่วนจี๋ เพื่อไปขึ้นเงินรางวัลที่กองสลาก ทำเอาหลายคนอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถว

ตามรายงานข่าว คุณป้าสกล (นามสมมติ) วัย 62 ปี ชาวจังหวัดสุรินทร์ สุดเฮง! ซื้อลอตเตอรี่เพียงใบเดียว แต่กลับถูกรางวัลที่ 1 หมายเลขเด็ด รับทรัพย์ก้อนโต 6 ล้านบาท หลังจากทราบข่าวดี คุณป้าก็ได้เดินทางไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรบัวเชด เพื่อความสบายใจ

คุณป้าสกลเล่าว่า ก่อนวันหวยออก ฝันเห็นเลขทะเบียนรถให้โชคของตัวเอง คือเลข 96 ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ตั้งใจจะซื้อแค่เลขท้ายสองตัวขำๆ แต่ใครจะไปรู้ว่าโชคใหญ่จะหล่นทับ ถูกรางวัลที่ 1 แบบไม่ทันตั้งตัว! แต่ถึงจะถูกรางวัลใหญ่ คุณป้าก็ยังคงทำใจให้ปกติ ไม่ได้ตื่นเต้นดีใจจนเกินงาม สมกับเป็นผู้ใหญ่ที่มากด้วยประสบการณ์

หลังจากลงบันทึกประจำวันเรียบร้อยแล้ว ในช่วงเช้าผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านของคุณป้าสกล แต่พบนายสุพรรณ (นามสมมติ) สามีของคุณป้า อยู่บ้านเพียงลำพัง โดยนายสุพรรณเล่าว่า ลูกสาวได้มารับภรรยาไปขึ้นเงินรางวัลที่กองสลาก กรุงเทพฯ ตั้งแต่เมื่อคืน และหลังจากกลับมาก็จะทำบุญเลี้ยงพระเพื่อความเป็นสิริมงคล

นายสุพรรณยังบอกอีกว่า ภรรยาฝันเห็นรถยนต์ เลยตัดสินใจซื้อลอตเตอรี่ตามเลขทะเบียนรถให้โชค หวังเพียงแค่ถูกรางวัลเลขท้าย แต่สุดท้ายกลับถูกรางวัลที่ 1 แบบเต็มๆ ทำเอาครอบครัวดีใจกันยกใหญ่ สำหรับเงินรางวัลที่ได้มานั้น ตั้งใจจะนำไปใช้หนี้สินที่มีอยู่ ส่งเสียให้ลูกหลานได้เรียนหนังสือ และเก็บออมไว้ใช้ในยามแก่เฒ่า เพราะลูกสาวทั้ง 3 คน ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ หมด ส่วนตัวเองมีอาชีพรับจ้างทั่วไป เป็นช่างเชื่อม และเลี้ยงหมูอยู่ที่บ้าน

ทะเบียนรถให้โชค

เรื่องราวของคุณป้าสกล กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ หลายคนต่างเข้ามาแสดงความยินดีกับคุณป้า และแอบหวังว่าตัวเองจะมีโชคดีแบบนี้บ้าง เรียกได้ว่าเป็นเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเสี่ยงโชคทั่วประเทศ นอกจากนี้ เลขทะเบียนรถของคุณป้าก็กลายเป็นเลขเด็ดที่หลายคนนำไปเสี่ยงโชคในงวดต่อไป

เลขทะเบียนรถให้โชค กลายเป็นเลขเด็ดงวดต่อไป

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เห็นว่าความเชื่อเรื่องโชคลาภยังคงฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทย หลายคนมองว่าการถูกรางวัลเป็นเรื่องของโชคชะตาฟ้าลิขิต แต่ก็มีอีกหลายคนที่เชื่อว่าการทำบุญและการมีจิตใจดี จะนำพาโชคลาภมาให้ นอกจากนี้ ความฝันก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่หลายคนนำมาตีเป็นเลขเด็ด เพื่อเสี่ยงโชค

สำหรับใครที่กำลังมองหาเลขเด็ดงวดต่อไป ลองพิจารณาจากสิ่งรอบตัวดู อาจจะมีทะเบียนรถให้โชค หรือเลขที่บ้านที่นำพาโชคลาภมาให้คุณก็เป็นได้ แต่อย่าลืมว่าการเสี่ยงโชคควรอยู่ในขอบเขตที่พอดี ไม่ควรหวังรวยทางลัดจนเกินไป เพราะโชคลาภเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต การทำงานหนักและการใช้ชีวิตอย่างมีสติ才是สิ่งสำคัญที่สุด

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของคุณป้าสกลเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เราเห็นว่า โอกาสและความโชคดีสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพียงแค่เราเปิดใจและพร้อมที่จะรับมัน

ที่มา – ทะเบียนรถให้โชค คุณป้าถูกรางวัลที่ 1 รับ 6 ล้าน รีบเข้า กทม. ไปขึ้นเงินกองสลาก

กองทัพไทย เปิดรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา

กองทัพไทย น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ “กรมพระศรีสวางควัฒนฯ” พระราชทานกองทุนหทัยทิพย์ พร้อมเปิดแบบรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา มีถนนตรวจการณ์คู่ขนาน

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 น.อ.จงเจต วัชรานันท์ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในนามของกองทัพไทย นำคณะผู้บังคับบัญชากองบัญชาการกองทัพไทย เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ณ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 ต.ค. ที่ผ่านมา

โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดกราบบังคมทูลสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ที่ทรงพระกรุณาโปรดจัดตั้ง “กองทุนหทัยทิพย์” อันเป็นศูนย์รวมแห่งพลังความสามัคคี ความรัก และความหวงแหนแผ่นดินของพสกนิกรชาวไทยทั้งชาติ ถือเป็นขวัญกำลังใจอันยิ่งใหญ่แก่กำลังพลกองทัพไทยในการธำรงรักษาและปกป้องอธิปไตยของชาติ

กองทัพไทย เปิดรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา

ในโอกาสนี้ กองทัพไทยได้กราบบังคมทูลรายงานความก้าวหน้าโครงการสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

  1. การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย–กัมพูชา โดยกรมแผนที่ทหาร
  2. การกำหนดจุดและแนวทางการก่อสร้างรั้วชายแดน โดยกรมกิจการชายแดนทหาร
  3. แบบการก่อสร้างรั้วชายแดน ถนนตรวจการณ์ และบังเกอร์บุคคล โดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา

รูปแบบรั้วชายแดน ถนนตรวจการณ์ และบังเกอร์บุคคล ได้รับการออกแบบให้มีความมั่นคง แข็งแรง และสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ โดยใช้วัสดุคุณภาพสูง ผลิตสำเร็จรูปจากภายในประเทศ เพื่อความรวดเร็วและคงทนถาวร

รั้วชายแดนไทย–กัมพูชา

กองบัญชาการกองทัพไทย ยืนยันว่า จะน้อมนำพระดำรัสและพระราชปณิธานแห่ง “กองทุนหทัยทิพย์” ไปสู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงชายแดนของราชอาณาจักรไทย “ปกป้องผืนแผ่นดินไทย ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี”

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ได้เปิดแบบแผนการดำเนินการโครงการสร้างรั้วคอนกรีตสำเร็จรูป ครึ่งตะแกรงเหล็กชุบอลูซิงค์ติดลวดหนามหีบเพลง ที่จะสร้างกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา โดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) กองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมถนนตรวจการณ์ โดยติดตั้ง

  • ลวดหนามหีบเพลง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 45 เซนติเมตร ราคาเมตรละ 210 บาท
  • รั้วตะแกรงเหล็กชุบอลูซิงค์ระยะห่าง 2 เซนติเมตร พร้อมอุปกรณ์ ป้องกันปีนป่าย ราคาเมตรละ 3,100 บาท
  • ทับหลังสำเร็จรูป ขนาดหน้าตัด 20×15 เซนติเมตร ราคาเมตรละ 420 บาท
  • แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป ขนาด 3.00 X 0.25 เมตร หนา 7.5 ซม. (5แผ่น) ราคาเมตรละ 1,020 บาท
  • คานคอดินสำเร็จรูป ขนาด 65×20 เซนติเมตร ราคาเมตรละ 620 บาท
  • ตอม่อขนาด 1.00 x 1.00 เมตร ราคาชุดละ 550 บาท
  • เสาสำเร็จรูป ขนาดหน้าตัด 20×20 เซนติเมตร ราคาเมตรละ 1,260 บาท
  • ค่าปรับพื้นที่ถากถาง ขุดดิน ทำตอม่อ และ คานคอดิน ราคาเมตรละ 180 บาท

รวมค่าก่อสร้างรั้ว ราคาเมตรละ 7,360 บาท ราคาต่อกิโลเมตรละ 7,360,000 บาท

ถนนตรวจการณ์ชายแดน

พร้อมทั้งสร้างถนนตรวจการณ์ ที่มีผิวจราจรเป็นลูกรังกว้าง 5 เมตร เป็นพื้นลูกรังบดอัดแน่น 3 ชั้น ราคา 1,300,000 บาทต่อกิโลเมตร เมื่อรวมค่าก่อสร้างทั้งหมด กิโลเมตรละ 8,660,000 บาท

กองทัพไทย สำนึกในพระกรุณาธิคุณ พร้อมเปิดแบบรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา มีถนนตรวจการณ์คู่ขนาน

รายละเอียดโครงการรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา

โครงการรั้วชายแดนไทย–กัมพูชานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความมั่นคงของประเทศ โดยมีการออกแบบที่คำนึงถึงสภาพภูมิประเทศและใช้วัสดุที่แข็งแรงทนทาน การมีถนนตรวจการณ์ควบคู่ไปด้วยจะช่วยให้การดูแลรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การสร้างรั้วชายแดนไทย–กัมพูชาเป็นโครงการที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และยังเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

เชื่อว่าการดำเนินการโครงการรั้วชายแดนไทย–กัมพูชานี้ จะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศในระยะยาว และจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

ที่มา – กองทัพไทย สำนึกในพระกรุณาธิคุณ พร้อมเปิดแบบรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา มีถนนตรวจการณ์คู่ขนาน

ไทยบุกปักกิ่ง! ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพ

”รมว.อรรถกร” บุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก พร้อมสร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน “ไทยปลอดภัย เที่ยวง่าย มั่นใจได้”

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าร่วมกิจกรรม “Amazing Thailand, Networking Dinner” เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีนเดินทางเข้าร่วมงาน Amazing Thailand Networking Dinner ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้พบปะและหารือกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีน ได้แก่ UTour, Caissa, Qunar, Tongcheng, China Comfort Tourism (CCT), China Travel Group (CTG), 6renyou, ZX-Tour, Hainan Airlines และ Air China ซึ่งต่างเป็นพันธมิตรหลักในการขับเคลื่อนตลาด outbound ของจีน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพสูง

โดยนายอรรถกร ได้กล่าวกับทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนช่วงหนึ่งว่า ในนามของรัฐบาลไทย เรามาเพื่อขอคำแนะนำจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนว่า อยากจะให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างไรบ้าง เพราะการทำงานของตนยึดมั่นว่า ถ้าเราจะทำอะไรต้องมารับฟังจากผู้รู้ วันนี้เราต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว กระชับความสัมพันธ์ และผลักดันภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก การพบปะครั้งนี้ จึงไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ แต่ยังมาแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน

“การหารือครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระหว่างไทย–จีน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย มาตรฐานการท่องเที่ยว และการคุ้มครองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านการเดินทาง การบริการ การดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกท่านเที่ยวไทยได้อย่างสบายใจ ปลอดภัยทุกก้าว” นายอรรถกร กล่าว

ทั้งนี้ การเดินทางพบปะพันธมิตรจีนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเชิงรุกภายใต้นโยบาย “Big Impact, Act Fast” ซึ่งมุ่งสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเน้นการดำเนินงานแบบบูรณาการกับพันธมิตรสำคัญของจีนในทุกมิติ ทั้งสายการบิน แพลตฟอร์มออนไลน์ และบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ เพื่อเร่งฟื้นฟูและยกระดับตลาดนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้าง “Strategic Connectivity” ระหว่างไทยและจีน ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อยืนยันบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจีน พร้อมผลักดันให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว มีพลัง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำลังเดินหน้าอย่างเต็มกำลังในการโปรโมทประเทศไทยในตลาดจีน โดยมุ่งหวังที่จะยกระดับให้ ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก ให้ได้ การบุกตลาดจีนครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย

ทำไมต้องเน้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพ?

การเน้นนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูงและต้องการประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณภาพ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยที่ต้องการเป็น ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก

รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวจีน โดยดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ประทับใจและปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวจีนทุกคน

การที่ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะเป็น ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก ไม่ใช่แค่เป้าหมายทางการตลาด แต่เป็นการแสดงถึงความพร้อมและความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ และบริการที่อบอุ่นประทับใจ ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจและคุ้มค่าสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์ที่แตกต่างและเหนือระดับ

การบุกตลาดจีนครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและจีน และเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพ การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายในการเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลกได้อย่างแน่นอน

ที่มา – ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก

นครพนม! สนามกีฬาฟุตบอล 100 ล้าน ปล่อยร้าง

สนามกีฬาฟุตบอล สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดนครพนม (กกท.นครพนม) ที่ใช้งบประมาณสร้างเกือบ 100 ล้านบาท กำลังตกอยู่ในสภาพถูกปล่อยทิ้งร้างนานกว่า 2 ปี สร้างความเสียดายให้กับคนในพื้นที่ ลู่วิ่งยางมาตรฐานก็หลุดล่อนเสียหายหมด เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าได้เสนองบประมาณไปยังการกีฬาแห่งประเทศไทยต่อเนื่องถึง 5 ปี แต่ถูกปัดตกทุกปี พวกเขาจึงวอนขอนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดนครพนม ช่วยผลักดันหางบประมาณมาพัฒนาแก้ไขปัญหาสนามกีฬาฟุตบอล ที่ จ.นครพนมแห่งนี้

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากชาวบ้านและเยาวชนในพื้นที่ เกี่ยวกับปัญหาสนามกีฬาฟุตบอล ที่ จ.นครพนม ซึ่งถูกปล่อยทิ้งร้างจนชำรุดเสียหาย ทั้งที่เคยเป็นสนามกีฬาฟุตบอลที่ได้มาตรฐานที่สุดของจังหวัด ปัจจุบันกลับกลายเป็นสนามกีฬาที่ทรุดโทรมมากที่สุดแห่งหนึ่ง

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าสนามกีฬาฟุตบอลดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นที่หลายสิบไร่ ในเขตสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย กกท.นครพนม ในพื้นที่ ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม สภาพโดยรวมขาดการดูแล ปล่อยให้หญ้าขึ้นรกร้าง พื้นที่สนามฟุตบอลไม่ได้รับการดูแลพัฒนา รวมถึงลู่วิ่งยางที่มีสภาพเสียหายหลุดล่อน ไม่สามารถใช้งานได้ การปล่อยทิ้งร้างมานานกว่า 2 ปี ทำให้เกิดความเสียดายงบประมาณก่อสร้างเกือบ 100 ล้านบาท

นายชาญศิลป์ พุทธศาวงษ์ เจ้าหน้าที่ดูแลสนามกีฬาสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดนครพนม (กกท.นครพนม) เปิดเผยว่า สนามกีฬาดังกล่าวสร้างมานานกว่า 10 ปี เคยเป็นสนามกีฬาฟุตบอลและลู่วิ่งที่มีมาตรฐานมากที่สุดของนครพนม เคยใช้จัดการแข่งขันกีฬามาแล้วหลายครั้ง แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกิดปัญหาทรุดโทรมเสื่อมสภาพ เพราะขาดงบประมาณในการดูแลบำรุงรักษา

สนามกีฬาฟุตบอล ที่ จ.นครพนม ปล่อยร้างจริงหรือ?

ทางการกีฬาแห่งประเทศไทย กกท.นครพนม ได้เสนอของบประมาณไปยังการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นงบประมาณซ่อมแซมรวม 15 ล้านบาท แต่ถูกปัดตกทุกปี ทั้งที่ขอต่อเนื่องมานานถึง 5 ปี ทำให้ต้องรอความหวังทุกปี ปัญหาสนามกีฬาทรุดโทรมใช้งานไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อการสร้างโอกาสด้านการกีฬาต่อเยาวชนในพื้นที่แน่นอน เพราะเป็นสนามกีฬาหลักของจังหวัดนครพนม

ผลกระทบจากการปล่อยร้างสนามกีฬาฟุตบอล ที่ จ.นครพนม

การปล่อยสนามกีฬาฟุตบอล ที่ จ.นครพนม ให้รกร้าง ไม่ได้รับการดูแลส่งผลกระทบอย่างมากต่อการพัฒนาวงการกีฬาของจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนที่ขาดโอกาสในการฝึกซ้อมและพัฒนาทักษะกีฬาอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังเป็นการสูญเสียงบประมาณที่ลงทุนไปอย่างน่าเสียดาย

  • ขาดสถานที่ฝึกซ้อมกีฬาสำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป
  • สูญเสียโอกาสในการจัดการแข่งขันกีฬาระดับต่างๆ
  • ภาพลักษณ์ของจังหวัดนครพนมเสียหาย
  • งบประมาณที่ลงทุนไปสูญเปล่า

ข้อเสนอแนะ

  • เร่งรัดการจัดสรรงบประมาณเพื่อซ่อมแซมและปรับปรุงสนามกีฬา
  • เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนและพัฒนาสนามกีฬา
  • จัดกิจกรรมส่งเสริมการกีฬาอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาสนใจกีฬามากขึ้น

ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสนามกีฬาฟุตบอล ที่ จ.นครพนม เพื่อคืนโอกาสทางการกีฬาให้แก่เยาวชนและประชาชนชาวนครพนม

ที่มา – พบสนามกีฬาฟุตบอล ที่ จ.นครพนม งบเกือบ 100 ล้าน ถูกปล่อยร้างนานกว่า 2 ปี

วิกฤต! “อยุธยา” น้ำท่วมขยายวงกว้าง

สถานการณ์ “อยุธยา” น้ำท่วม ยังคงน่าเป็นห่วงและขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในหลายอำเภอ สร้างความเดือดร้อนให้กับครัวเรือนจำนวนมาก หลายคนออกมาบอกว่าน้ำท่วมครั้งนี้หนักหน่วงและยาวนานกว่าทุกปี เหมือนทุกอย่างจมอยู่ใต้น้ำ รอจนกว่าเทศกาลลอยกระทงจะผ่านพ้นไป

“อยุธยา” น้ำท่วม ขยายวงกว้าง

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานถึงสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สืบเนื่องมาจากการที่เขื่อนเจ้าพระยาในจังหวัดชัยนาทปรับการระบายน้ำลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนในอัตรา 2,300 – 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยายังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายพื้นที่ยังคงจมอยู่ใต้น้ำ

สถานการณ์ “อยุธยา” น้ำท่วม ในครั้งนี้กระทบ 12 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเสนา, อำเภอผักไห่, อำเภอบางบาล, อำเภอบางไทร, อำเภอพระนครศรีอยุธยา, อำเภอบางปะอิน, อำเภอมหาราช, อำเภอบางปะหัน, อำเภอบ้านแพรก, อำเภอท่าเรือ, อำเภอนครหลวง และอำเภอบางซ้าย รวม 150 ตำบล 907 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากถึง 51,235 ครัวเรือน

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคืออำเภอเสนา ซึ่งมี 17 ตำบล 135 หมู่บ้าน และ 10,784 ครัวเรือนที่ได้รับความเดือดร้อนจาก “อยุธยา” น้ำท่วม ครั้งนี้

ผลกระทบจาก “อยุธยา” น้ำท่วม

ประชาชนในหลายพื้นที่ต่างออกมาสะท้อนความรู้สึกว่าน้ำท่วมแต่ละครั้งเหมือนทุกอย่างถูกแช่แข็ง น้ำท่วมนานกว่าจะลด บางพื้นที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมขังนานถึง 3-4 เดือนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ พวกเขาหวังว่าจะมีมาตรการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างจริงจังและยั่งยืนเสียที เพราะปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกปี

สถานการณ์น้ำท่วมในอยุธยาครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งหาทางแก้ไขปัญหาระยะยาวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีกในอนาคต

พวกเราขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวอยุธยาทุกท่านครับ ขอให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นโดยเร็วนะครับ

ที่มา – “อยุธยา” น้ำท่วมยังขยายวงกว้าง กระทบ 12 อำเภอ เดือดร้อน 51,235 ครัวเรือน