วัน: 18 ตุลาคม 2025

ตามคาด! “ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” นั่งแม่บ้าน ปชป.

เป็นไปตามคาด! ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อย่างเป็นทางการในการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรค นอกจากนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคคนใหม่ ยังได้แต่งตั้งรองหัวหน้าพรรคด้านภารกิจอีก 8 คน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความหลากหลายในการดำเนินงานของพรรค

ตามคาด! ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ นั่งแม่บ้าน ปชป.

ในการประชุมใหญ่วิสามัญเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ หลักสี่ กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ได้ทำการเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคคนที่ 7 ได้รับเลือกให้กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง โดยไม่มีผู้ท้าชิง

ภายหลังจากการเลือกหัวหน้าพรรค ที่ประชุมได้ดำเนินการเลือก รองหัวหน้าพรรคด้านภารกิจ จำนวน 8 คน และเลขาธิการพรรค ตามที่นายอภิสิทธิ์ได้เสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสม โดยมีรายชื่อดังนี้:

  • นายกรณ์ จาติกวณิช: รองหัวหน้าพรรคด้านภารกิจ ดูแลด้านนโยบายพรรค
  • นางการดี เลียวไพโรจน์: รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านเศรษฐกิจดิจิทัล
  • นายจุรี นุ่มแก้ว: รองหัวหน้าพรรค ด้านสื่อสารองค์กร (ดาวติ๊กต๊อก)
  • นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี: รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านสตรี เยาวชน และความยั่งยืน
  • นายวีระพงษ์ ประภา: รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
  • นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย: รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านยุทธศาสตร์การเมืองและการประสานงานภาคประชาสังคม
  • นายอิสรา สุนทรวัฒน์: รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านการต่างประเทศ
  • นายอัมพร พินะสา: รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านการศึกษาและภาคอีสาน

ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ กับบทบาทเลขาธิการพรรค

ตำแหน่งที่สำคัญอีกตำแหน่งหนึ่งคือ เลขาธิการพรรค ซึ่งนายอภิสิทธิ์ได้เสนอชื่อ ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และอดีตรองหัวหน้าพรรคภาคเหนือ ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค การได้รับเลือก ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ให้ดำรงตำแหน่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่พรรคมีต่อประสบการณ์และความสามารถของท่านในการบริหารจัดการและนำพาพรรคไปข้างหน้า

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาธิปัตย์ในการปรับปรุงและพัฒนาองค์กรให้มีความทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น การมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่หลากหลาย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พรรคสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

การได้ ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ มาเป็นเลขาธิการพรรค ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า และการเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ในอนาคต ด้วยประสบการณ์ทางการเมืองที่ยาวนานและความเข้าใจในปัญหาของประเทศอย่างลึกซึ้ง ชัยวุฒิจึงเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่จะนำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จ

การปรับโครงสร้างพรรคครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความตั้งใจจริงของพรรคในการที่จะเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง การมีทีมงานที่แข็งแกร่งและมีความสามัคคี จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย

การได้อดีตรัฐมนตรีมากประสบการณ์อย่างคุณชัยวุฒิ บรรณวัฒน์กลับมาครั้งนี้ ผมมองว่าเป็นผลดีต่อพรรคอย่างแน่นอน เพราะท่านมีประสบการณ์ที่หลากหลายและสามารถนำพายุทธศาสตร์ต่างๆ มาปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

ที่มา – ตามคาด “ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” นั่งแม่บ้านปชป. “อภิสิทธิ์” ตั้ง 8 รองหัวหน้าภารกิจ

Moomin จับมือ Annapurna สร้างหนังแอนิเมชัน

แฟนๆ เตรียมเฮ! Moomin Characters จับมือ Annapurna และผู้กำกับ รีเบคกา ชูการ์ สร้างภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องใหม่ที่น่าติดตามสุดๆ

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม มีรายงานว่า Moomin Characters บริษัทผู้สร้างสรรค์ตัวละครระดับโลกอย่าง “มูมิน” ได้ประกาศความร่วมมือกับ Annapurna ในการนำตัวละครมูมินสุดที่รักกลับมาโลดแล่นบนจอภาพยนตร์อีกครั้งในรูปแบบแอนิเมชัน ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์มูมินเรื่องแรกที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา โดยภาพยนตร์เรื่องนี้จะเขียนบทและกำกับโดย รีเบคกา ชูการ์ (Rebecca Sugar) ผู้สร้างซีรีส์ยอดนิยม Steven Universe ของ Cartoon Network และได้ จูเลีย พิสเตอร์ (Julia Pistor) ผู้อยู่เบื้องหลังแอนิเมชันชื่อดังอย่าง The SpongeBob SquarePants Movie และ Rugrats มาเป็นผู้อำนวยการสร้าง

สำหรับมูมินนั้น ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยศิลปิน นักวาดภาพประกอบ และนักเขียนชาวฟินแลนด์ ตูเว ยานซอน (Tove Jansson) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มูมินเป็นโทรลล์รูปร่างกลม หน้าตาอ่อนโยน อาศัยอยู่ใน “หุบเขามูมิน” (Moominvalley) ดินแดนมหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยการผจญภัย แนวคิดหลักของมูมินคือเรื่องของมิตรภาพ ความกล้าหาญ และความเคารพซึ่งกันและกัน ต้นฉบับหนังสือนิยายมูมินได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ กว่า 60 ภาษา ถูกดัดแปลงเป็นรายการโทรทัศน์ในกว่า 120 ประเทศ และการ์ตูนช่องมูมินที่วาดโดยยานซอนเองเคยตีพิมพ์ในกว่า 40 ประเทศ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มูมินกลับมาได้รับความสนใจในสหรัฐฯ อีกครั้ง จากบทความใน The New Yorker เรื่อง “joys of Moomscrolling” และนิทรรศการที่ห้องสมุดสาธารณะในบรูคลิน

โรเลฟ ครอกสตรอม (Roleff Kråkström) ซีอีโอของ Moomin Characters กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ รีเบคกา ชูการ์ และทีม Annapurna ในการสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่ เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นว่าทีมผู้สร้างมากฝีมือจะตีความเรื่องราวของมูมินในมุมมองใหม่อย่างไร และให้แฟนๆ ทั้งเก่าและใหม่ได้ค้นพบเสน่ห์ของมูมินอีกครั้ง”

โรเบิร์ต แบร์ดและแอนดรูว์ มิลสตีน (Robert Baird และ Andrew Millstein) ประธานร่วมของ Annapurna Animation กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้นำวิสัยทัศน์เหนือกาลเวลาของตูเว ยานซอนขึ้นสู่จอภาพยนตร์ พร้อมกับรีเบคกาและจูเลีย เราแทบรอไม่ไหวที่จะพาเหล่าตัวละครสุดที่รักเหล่านี้ รวมถึงอารมณ์ขัน ความอบอุ่น และจิตวิญญาณอันกล้าท้าทายของตูเว ไปสู่ผู้ชมรุ่นใหม่ทั่วโลก”

รีเบคกา ชูการ์ อยู่ภายใต้การดูแลของ UTA และ Fourth Wall

Moomin Characters จับมือ Annapurna สร้างหนังแอนิเมชันเรื่องใหม่

การร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับแฟนๆ มูมินทั่วโลก ที่จะได้เห็นเรื่องราวและตัวละครที่พวกเขารักกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งในรูปแบบภาพยนตร์แอนิเมชันคุณภาพเยี่ยม โดยได้ผู้กำกับมากฝีมืออย่าง รีเบคกา ชูการ์ มารับหน้าที่ดูแล ทำให้มั่นใจได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเต็มไปด้วยความสร้างสรรค์และมุมมองใหม่ๆ ที่น่าสนใจ

ทำไมการร่วมมือครั้งนี้ถึงสำคัญ?

  • เป็นการนำเรื่องราวของมูมินกลับมาสู่สายตาคนรุ่นใหม่
  • ได้ผู้กำกับมากความสามารถอย่าง รีเบคกา ชูการ์ มาสร้างสรรค์
  • Annapurna Studio มีชื่อเสียงในการผลิตภาพยนตร์คุณภาพ

การที่ Moomin Characters จับมือ Annapurna สร้างหนังแอนิเมชันเรื่องใหม่ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะขยายฐานแฟนคลับของมูมินให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และนำเสนอเรื่องราวที่อบอุ่นหัวใจและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมทั่วโลก

ภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องนี้คาดว่าจะใช้เวลาในการผลิตอีกพอสมควร แต่รับรองได้ว่าคุ้มค่ากับการรอคอยอย่างแน่นอน มาร่วมติดตามข่าวสารและอัปเดตเกี่ยวกับ Moomin Characters จับมือ Annapurna สร้างหนังแอนิเมชัน เรื่องนี้กันต่อไป

การที่ Moomin Characters จับมือ Annapurna สร้างหนังแอนิเมชัน เป็นการผสมผสานความคลาสสิกและความทันสมัยได้อย่างลงตัว เชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทุกเพศทุกวัยอย่างแน่นอน

ที่มา – Moomin Characters จับมือ Annapurna และผู้กำกับรีเบคกา ชูการ์ สร้างหนังแอนิเมชันเรื่องใหม่

ร็อดเจอส์ชี้ แรงกดดันที่เซลติกสูงกว่าบางทีมในพรีเมียร์ลีก

เบรนแดน ร็อดเจอส์ ผู้จัดการทีมเซลติก ให้สัมภาษณ์กับเคลลี ซัมเมอร์ส ในรายการ The Football Interview เกี่ยวกับเส้นทางอาชีพและความท้าทายที่เขาเคยเผชิญมา รับชม The Football Interview ได้ทาง BBC iPlayer

แรงกดดันที่เซลติกสูงกว่าบางทีมในพรีเมียร์ลีก จริงหรือไม่?

ในการสัมภาษณ์นี้ ร็อดเจอส์ได้เน้นย้ำถึงความคาดหวังที่สูงมากที่มีต่อสโมสรอย่างเซลติก ซึ่งอาจสูงกว่าสโมสรบางแห่งในพรีเมียร์ลีกด้วยซ้ำไป เขากล่าวถึงความสำคัญของการคว้าแชมป์และการตอบสนองความต้องการของแฟนบอลที่กระตือรือร้น นอกจากนี้ยังมีการเจาะลึกถึงปรัชญาการทำทีมของเขา รวมถึงวิธีการสร้างทีมที่แข็งแกร่งและประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ความกดดันในการคุมทีมใหญ่อย่างเซลติกนั้นมหาศาล เพราะแฟนบอลคาดหวังถึงชัยชนะและถ้วยรางวัลอยู่เสมอ ไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นใครก็ตาม และไม่ว่าสถานการณ์ของทีมจะเป็นอย่างไรก็ตาม แรงกดดันนี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้จัดการทีม นักเตะ และทีมงานทุกคน

ทำไมแรงกดดันที่เซลติกสูงกว่าบางทีมในพรีเมียร์ลีก

  • ความคาดหวังของแฟนบอล: แฟนบอลเซลติกขึ้นชื่อในเรื่องความกระตือรือร้นและการสนับสนุนทีมอย่างเต็มที่ พวกเขาคาดหวังถึงชัยชนะและความสำเร็จอยู่เสมอ
  • ประวัติศาสตร์ของสโมสร: เซลติกมีประวัติศาสตร์อันยาวนานและประสบความสำเร็จมากมาย ซึ่งทำให้ความคาดหวังยิ่งสูงขึ้นไปอีก
  • การแข่งขันในประเทศ: การแข่งขันกับเรนเจอร์ส ทีมคู่ปรับตลอดกาล ทำให้ทุกเกมมีความสำคัญและมีความกดดันสูง

ร็อดเจอส์ยังกล่าวถึงวิธีการรับมือกับความกดดันเหล่านี้ รวมถึงการมีสมาธิกับการทำงาน การสร้างทีมที่แข็งแกร่ง และการมีศรัทธาในปรัชญาของตนเอง

นอกจากประเด็นเรื่องความกดดันแล้ว ร็อดเจอส์ยังได้พูดถึงเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น:

  • ความสำคัญของการพัฒนาเยาวชน
  • การสร้างทีมที่มีความสามัคคี
  • การปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่

เขายังได้แสดงความชื่นชมต่อบรรดานักเตะและทีมงานทุกคนที่มีส่วนร่วมในการสร้างความสำเร็จให้กับสโมสร

โดยสรุปแล้ว การสัมภาษณ์ครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีในการทำความเข้าใจถึงความคิดและปรัชญาของเบรนแดน ร็อดเจอส์ รวมถึงความท้าทายและความกดดันที่เขาต้องเผชิญในการคุมทีมเซลติก นอกจากนี้ยังเป็นการยืนยันว่า แรงกดดันที่เซลติกสูงกว่าบางทีมในพรีเมียร์ลีก จริง

การที่ แรงกดดันที่เซลติกสูงกว่าบางทีมในพรีเมียร์ลีก นั้น ไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะด้วยประวัติศาสตร์ ความคาดหวังจากแฟนบอล และการแข่งขันภายในประเทศ ทำให้ทุกเกมมีความหมาย และทุกความผิดพลาดอาจนำมาซึ่งผลกระทบที่ใหญ่หลวง

สำหรับใครที่อยากรู้เรื่องราวเส้นทางของร็อดเจอส์และแรงกดดันต่างๆ อย่าลืมไปติดตามชม The Football Interview ที่ BBC iPlayer กันได้เลย

ที่มา – More pressure at Celtic than some Premier League clubs – Rodgers

คุมทีมพรีเมียร์ลีกเหมือนพักร้อนเมื่อเทียบกับเซลติก


The Football Interview is a new series in which the biggest names in sport and entertainment join host Kelly Somers for bold and in-depth conversations about the nation’s favourite sport.


We’ll explore mindset and motivation, and talk about defining moments, career highs and personal reflections. The Football Interview brings you the person behind the player.


Interviews will drop on Saturdays across BBC iPlayer, BBC Sounds and the BBC Sport website. This week’s interview will be broadcast on BBC One from 23:55 BST on Saturday, 18 October (and after Sportscene in Scotland).

———————————————————

Brendan Rodgers has been a manager for almost two decades, but a coach for much longer – after a knee injury ended his career as a professional footballer when he was 20.

After travelling around Europe to learn coaching methods from different countries, Rodgers became a youth team coach under Jose Mourinho at Chelsea in 2004, before taking his first steps into management, aged 35, with Watford four years later.

Now 52, the former Reading, Swansea, Liverpool and Leicester manager is in his second spell at Celtic, where he has won four Scottish Premiership titles, plus both domestic cup competitions.

Rodgers sat down with Kelly Somers to talk about not playing 11-a-side football until he was 13, his standout match as a manager, and his bid to join the 1,000 club.

Kelly Somers: What does football mean to you?

Brendan Rodgers: Football, for as long as I’ve known, has been my life. To my kids, I would often pick up a size five football and tell them: ‘This ball here has taken me around the world and given me an amazing life.’ That has purely been from when I was a child just loving the game and watching the game. I have a photograph of when I was only two when I broke my leg. It’s actually how I became left-footed because I used to kick the ball with my right foot. The my brother pushed me out of the pram and I broke my leg, and while it was in plaster they said I always wanted a football. I started kicking with my left foot and when I got the plaster off, I was all left-footed. I was very, very lucky to have then spent my life in football. For as long as I’ve known, it has been a part of my life.

Kelly: Can you remember the first proper team you played for?

Brendan: I didn’t play my first 11-a-side game until I was 13. At primary school, we loved football but never had a team. I never had a team in secondary school but it was through friends at secondary school. They played for a team called Star United in Ballymena and they asked me to come along and play for them. That was virtually my first game.

Kelly: What were those years like going through the system and you maybe realised you could maybe make it as a player?

Brendan: I’d always hoped that I could. Obviously when you go through those age groups, you are always wondering when the chance would come. Because I wasn’t playing in teams, I remember I’d read the Shoot magazine and there was the Bobby Charlton Soccer School and I must have annoyed the life out of my mum and dad with saying, ‘I needed to get to it’ – and I was able to go there in the hope I could maybe be picked up. The whole dream was to be able to move across to England and be full-time.

Kelly: You were this young boy with a dream of being a footballer but it didn’t go probably the way you would have hoped at that point, I am guessing…

Brendan: No. I think my youth career – I started at 13 and very quickly my first club that I went to was Manchester United. I got picked up within a matter of months of playing to go on trial at Manchester United. Then I went to a number of clubs and became an international player for Northern Ireland, which was an amazing feeling, and then I went to Reading. The age when I stopped playing I recognised I probably wasn’t going to be the player I hoped and someone said to me the next best thing to playing is coaching, so I moved into coaching.

Kelly: The start of your coaching journey was quite interesting, wasn’t it? Where did you go to learn your craft?

Brendan: I had been out to Spain and to Barcelona. I was always interested in youth and I tried to earmark clubs that really had that top-to-tail philosophy – so from the very top of the club right through to the bottom there is a sort of synergy there. That married in with my beliefs in the game – a technical game. I also went to Sevilla and Valencia and I was in Holland as well – to Ajax and FC Twente. For me, the start point was seeing the European game and how they develop young players in Europe, that shouldn’t be any different to how we develop our own players.

Kelly: Moving on to you going to Chelsea, would you say that was your first big coaching job?

Brendan: Yes. I think it shone the light on me probably a lot more. Being at Reading was brilliant – they were a club who looked after me as a player. I ended up being academy manager there and had a great spell of nearly 14 years there. Going to Chelsea with Jose Mourinho coming in, where they wanted to go to as a club and how they wanted to transform the youth section… there was no doubt because when I went in there and I was only in the door two or three weeks and there were four or five high-profile coaches linked with my job. I had never had that before. I went to Jose early on and he told me: ‘When you are at these top clubs you will have at least 12 names linked with your job. It will be the same with me as a manager. Don’t worry, work hard and work well and it will be OK.’

Kelly: That must have been an incredible learning ground and taught you so many things you still use today…

Brendan: The opportunity to work with world-class players and some brilliant youth players, and then I had the chance to work closer with the first team. At that time it was John Terry, Frank Lampard, Ashley Cole and Claude Makelele – to be around that and see how they live their life every day, how they train and operate… it set the bar for me because everything they wanted to do was world class.

Kelly: You have been at such a variety of clubs since then, from starting out as a manager to Watford, Swansea, Liverpool and Celtic twice as well. How you would you sum up your coaching journey, and has it surpassed your expectations?

Brendan: I think when I first started, if I thought I’d be sat here after this duration and managed the clubs I have, I would be really proud of that, from starting as a manager at 35.

Kelly: What was that like in itself?

Brendan: Especially without the playing background, I had to really earn my stripes as a coach. Once I became a manager, you really realised that with the curtain drawn back and the light shining on you as manager, it is a different world. You can be so close as the assistant or first-team coach but being the actual lead and the guy responsible… it is a different job altogether.

Kelly: If you could relive one match, what would it be?

Brendan: A game that stands out because it really propelled me was the play-off final – Swansea v Reading. To get Swansea into the Premier League as the first Welsh club to arrive there and knowing how much it meant to people at the time…

Kelly: It’s the worst game in football to lose and the best to win, isn’t it?

Brendan: 100%. To go up out of the Championship… if you knew you could do it by winning the play-offs, you would take it, even over winning the league because of the whole drama around it and the big Wembley day. That was special. I’ve been fortunate enough to have won trophies up here with Celtic, which was special to me. Winning the FA Cup for the first time in Leicester’s history was special. But I feel that game just changed it for me going into the Premier League, and then we did well.

Kelly: Has there been a turning point in your career?

Brendan: I go back to my youth. My cousin Kieran McMullan in the little village where I was from. He played for the local football team and they would meet outside the pub. I wasn’t allowed to go in the pub when I was younger. We would be stood outside and the team would meet there to travel to play games. Guys would come out of the pub and just go past me into the car, but he always made sure I got in a car so I could see the football. I never ever forgot that. For the remaining years of my childhood, that got me started in football. If he didn’t take that time and care to look after me, I might have got into Gaelic football or hurling instead.

Kelly: You’ve managed numerous clubs in England and now you manage one of the biggest clubs in Scotland. How does the pressure compare managing Celtic?

Brendan: It’s a real unique pressure. In terms of pressure, Celtic is right up there with the most pressurised jobs in football. Even when I was managing Liverpool, you might have drawn with Manchester United and you wanted to win, but it wouldn’t have been the worst result. With Celtic, it’s an expectation to win every single game and not just win the game, but to do it in a style that is synonymous with the club. The club was the first British team to win the European Cup. They did so in a style which set the DNA for this club. It’s not just about winning. It’s Celtic, it really is more than that. The mental fortitude you need to show here as a player, as a manager, under the spotlight is huge. You can go to quite a lot of teams in the Premier League and
it would be like a holiday compared to managing Celtic, and Rangers for that matter.

Kelly: What’s the proudest thing you have achieved in your career?

Brendan: I think becoming a manager in the first place because my journey was different – the path to becoming a manager. That is the biggest achievement for me. Hopefully I can continue to be as successful as I possibly can – by that I mean helping players develop, helping them improve, helping the conditions in their life. If that allows me to win trophies along the way, then great. Being a manager is my highlight.

Kelly: If you could only achieve one more thing in your career, what would it be?

Brendan: Reach 1,000 games. That was where it all started. When I became manager at Watford, I went to a great event that the LMA [League Managers’ Association] do. On the stage that night was guys that were being inducted into the 1,000 club. I remember sitting there thinking ‘wow, to have done 1,000 games’. I was maybe on only 20-odd games. I thought to be able to do 1,000 games is a symbol of resilience and perseverance and people actually liking what you do. I’m on 800-odd games now so still have quite a few more to go, but that would be the one career thing to be able to do.

คุมทีมพรีเมียร์ลีกเหมือนพักร้อนเมื่อเทียบกับเซลติก

จากการสัมภาษณ์ของ BBC Sports ทำให้เราได้เห็นถึงความกดดันในการคุมทีม Celtic ซึ่ง Brendan Rodgers ได้กล่าวไว้ว่าการ
คุมทีมพรีเมียร์ลีกเหมือนพักร้อนเมื่อเทียบกับเซลติก เขาหมายความว่าอย่างไรกัน? ความคาดหวังของแฟนบอล Celtic นั้นสูงมาก พวกเขาต้องการให้ทีมชนะทุกนัด และชนะด้วยสไตล์ที่น่าประทับใจ

ความกดดันในการคุมทีม Celtic

ไม่ใช่แค่เรื่องของการชนะ แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและประวัติศาสตร์ของสโมสร Celtic ซึ่งเป็นทีมแรกจากสหราชอาณาจักรที่คว้าแชมป์ European Cup ด้วยสไตล์ที่กลายเป็นดีเอ็นเอของสโมสร ดังนั้น การคุมทีม Celtic จึงต้องมีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งและความสามารถในการรับมือกับแรงกดดันมหาศาล ถึงจะประสบความสำเร็จได้

สำหรับผู้จัดการทีมแล้ว การต้องรักษามาตรฐานและตอบสนองความคาดหวังของแฟนบอลเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การเผชิญหน้ากับคู่แข่งอย่าง Rangers ก็เพิ่มความเข้มข้นให้กับความกดดันมากยิ่งขึ้น

Brendan Rodgers ยังกล่าวอีกว่า การ
คุมทีมพรีเมียร์ลีกเหมือนพักร้อนเมื่อเทียบกับเซลติก เพราะความคาดหวังและแรงกดดันที่ Celtic นั้นสูงกว่ามาก ทำให้ผู้จัดการทีมต้องทำงานอย่างหนักและมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่

ถึงแม้ว่าการ
คุมทีมพรีเมียร์ลีกเหมือนพักร้อนเมื่อเทียบกับเซลติก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการคุมทีมในพรีเมียร์ลีกนั้นง่าย แต่เป็นเพียงการเปรียบเทียบเพื่อเน้นย้ำถึงความท้าทายและความกดดันในการคุมทีม Celtic นั่นเอง

บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราเห็นผู้จัดการทีมมากความสามารถหลายคน เลือกที่จะลองสัมผัสประสบการณ์การคุมทีมใน Scottish Premiership เพราะเป็นลีกที่เต็มไปด้วยความท้าทายที่วัดความสามารถในการเป็นผู้นำอย่างแท้จริง

สุดท้ายแล้ว การคุมทีมฟุตบอลไม่ว่าจะเป็นลีกใดก็ตาม ล้วนมีความท้าทายและความกดดันที่แตกต่างกันไป สิ่งสำคัญคือการมีใจรักในเกม มีความมุ่งมั่น และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกอุปสรรค เพื่อนำทีมไปสู่ความสำเร็จให้ได้

ที่มา – ‘Managing a lot of Premier League teams like a holiday compared to Celtic’

“อภิสิทธิ์” นั่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกสมัย

ไม่พลิกโผ! “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับมานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกสมัยอย่างเป็นเอกฉันท์ ด้วยคะแนนเสียง 96.1810% สร้างความฮือฮาให้กับสมาชิกพรรคและผู้ติดตามข่าวสารทางการเมือง

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 เวลา 10:00 น. ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดการประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อทำการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ รวมถึงกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก มี สส. อดีต สส. อดีตรัฐมนตรี และสมาชิกพรรคเข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ในการประชุมครั้งนี้ ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่วาระการเลือกหัวหน้าพรรค ซึ่งนายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคคนที่ 7 ให้กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง และที่น่าสนใจคือ การเสนอชื่อครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น โดยไม่มีผู้ใดเสนอชื่อบุคคลอื่นเข้าแข่งขัน ทำให้ “อภิสิทธิ์” นอนมาสำหรับการเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกสมัย

หลังจากมีการเสนอชื่อแล้ว สมาชิกพรรคได้ดำเนินการลงคะแนนเสียงตามขั้นตอนที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด โดยแบ่งสัดส่วนคะแนนเสียงเป็น สส. 40 เปอร์เซ็นต์ อดีต สส. 40 เปอร์เซ็นต์ และสาขาพรรค/สมาชิกพรรค 20 เปอร์เซ็นต์ ผลปรากฏว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นถึง 96.1810 เปอร์เซ็นต์ สร้างความยินดีให้กับผู้สนับสนุนและสมาชิกพรรคอย่างมาก

“อภิสิทธิ์” นั่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกสมัย

การกลับมาของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจสำหรับทิศทางของพรรคในอนาคต หลายฝ่ายคาดหวังว่า ด้วยประสบการณ์และความสามารถของนายอภิสิทธิ์ จะสามารถนำพาพรรคประชาธิปัตย์ก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ และกลับมาเป็นพรรคการเมืองหลักที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศได้

อนาคตพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์”

คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ หลังจาก “อภิสิทธิ์” นั่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกสมัย พรรคจะมีทิศทางอย่างไร? จะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายหรือยุทธศาสตร์อะไรหรือไม่? และที่สำคัญ จะสามารถเรียกศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมาได้มากน้อยเพียงใด?

ต้องยอมรับว่า พรรคประชาธิปัตย์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก ทั้งจากการแข่งขันทางการเมืองที่สูงขึ้น และจากกระแสความเปลี่ยนแปลงในสังคมที่รวดเร็ว การที่พรรคจะสามารถกลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง จำเป็นต้องมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน

ดังนั้น การกลับมาของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในครั้งนี้ จึงถือเป็นความหวังของสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุน ที่จะได้เห็นพรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็ง และมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมไทยต่อไป

  • ความท้าทายที่รออยู่: การสร้างความสามัคคีในพรรค การปรับภาพลักษณ์ และการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน
  • โอกาสของพรรค: การเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชนที่เบื่อหน่ายกับการเมืองแบบเดิมๆ และการสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในสังคม
  • สิ่งที่ต้องจับตา: การปรับตัวของพรรคให้เข้ากับยุคสมัย การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การกลับมาของอภิสิทธิ์ในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือ พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ จะเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญทางการเมืองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ที่มา – “อภิสิทธิ์” นอนมานั่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกสมัย แบบไร้คู่แข่ง

กัมพูชาประท้วงไทย ละเมิดหยุดยิง! ฉก.นย.ตราด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อกัมพูชาออกมาประท้วงไทย อ้างว่าไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หลังจากที่หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) พยายามฝ่าแนวกั้นระเบิดเพื่อเข้ายึดพื้นที่บริเวณบ้าน 3 หลัง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากกรณีการรื้อถอนบ้าน 3 หลังของชาวกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ความพยายามเข้ายึดพื้นที่คืนของ ฉก.นย.ตราด ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทหารกัมพูชาแอบกลับเข้ามาในพื้นที่อีกครั้ง

เพจ Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ ได้โพสต์คลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดน พร้อมระบุว่าทหารไทยกำลังสร้างถนนรุกเข้าไปในพื้นที่กัมพูชา ทำให้เกิดการเจรจาและตึงเครียดตามมา

แหล่งข่าวความมั่นคงรายงานว่า หลังจากที่ทหารไทยได้รื้อถอนบ้านและผลักดันชาวกัมพูชาออกไปแล้ว ได้มีข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่มีผู้ใดกลับเข้าไปในพื้นที่อีก แต่เมื่อใช้โดรนสำรวจกลับพบว่าทหารกัมพูชากลับเข้าไปในพื้นที่บ้าน 3 หลังอีกครั้ง ทำให้ ฉก.นย.ตราด ตัดสินใจเปิดเส้นทางเพื่อเข้าไปตั้งฐานทหาร

การเปิดเส้นทางเข้าไปยังบ้าน 3 หลังนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากต้องฝ่าดงทุ่นระเบิดเก่าสมัยสงครามเขมรแดง ทหารต้องใช้เครื่องมือสแกนและเครื่องจักรหนักในการเคลียร์เส้นทาง พร้อมทั้งทำลายทุ่นระเบิดที่พบเพื่อความปลอดภัย

แต่เมื่อทหารไทยเข้าใกล้พื้นที่บ้าน 3 หลัง กัมพูชาก็ได้ส่งหนังสือประท้วง อ้างว่าไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ทำให้การเข้ายึดพื้นที่บ้าน 3 หลังยังไม่สำเร็จ นี่ถือเป็นการประท้วงครั้งแรกจากกัมพูชาที่อ้างว่าไทยละเมิดข้อตกลง ในขณะที่ฝ่ายไทยได้ประท้วงไปยังกัมพูชาหลายร้อยครั้งแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง

อย่างไรก็ตาม ทหารไทยยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อทวงคืนพื้นที่อธิปไตย และขอให้ประชาชนชาวไทยและชาวตราดเชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่

กัมพูชาประท้วงไทยในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาชายแดนระหว่างประเทศ การอ้างว่ามีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

กัมพูชาประท้วงไทย ละเมิด “หยุดยิง” หลัง ฉก.นย.ตราด

สิ่งที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่กัมพูชาประท้วงไทยว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงนั้น อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

ทำไมกัมพูชาประท้วงไทย ละเมิด “หยุดยิง”?

เหตุผลที่กัมพูชาประท้วงไทยนั้นมาจากการที่ ฉก.นย.ตราด พยายามเข้ายึดพื้นที่บ้าน 3 หลัง ซึ่งกัมพูชาอ้างว่าเป็นพื้นที่ของตนเอง การกระทำดังกล่าวจึงถูกมองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

  • สถานการณ์ชายแดนยังคงตึงเครียด
  • การประท้วงอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงมีความตึงเครียดและมีการอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ทับซ้อนกันอยู่ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาและการรักษาสันติภาพ การที่ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากันและแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และสร้างความมั่นคงให้กับภูมิภาค

ที่มา – กัมพูชาประท้วงไทย ละเมิด “หยุดยิง” หลัง ฉก.นย.ตราด ฝ่าระเบิดยึดพื้นที่บ้าน 3 หลัง

นักวิทย์งง! ปริศนาคลื่นความร้อนกลางมหาสมุทรแปซิฟิก

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังสับสนกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ เมื่อพบว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ทำลายสถิติเดิมไปอย่างสิ้นเชิง ปรากฏการณ์ ปริศนาคลื่นความร้อนกลางมหาสมุทรแปซิฟิก นี้ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล และเกิดคำถามมากมายถึงสาเหตุที่แท้จริง

รายงานจากสำนักข่าว BBC ระบุว่า ข้อมูลที่เก็บรวบรวมระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน แสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือสูงกว่าค่าเฉลี่ยของปี 2022 ถึง 0.25 องศาเซลเซียส ตัวเลขนี้อาจดูไม่มากนัก แต่เมื่อพิจารณาถึงขนาดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งใหญ่กว่าทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถึง 10 เท่า ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

ปริศนาคลื่นความร้อนกลางมหาสมุทรแปซิฟิก: เกิดอะไรขึ้น?

ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า “คลื่นความร้อนทางทะเล” หรือ “ภาวะน้ำทะเลอุ่นขึ้นเป็นวงกว้าง” (warm blob) นักวิทยาศาสตร์ทราบดีว่าภาวะโลกร้อนมีส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้บ่อยขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้รุนแรงกว่าที่แบบจำลองสภาพอากาศส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้

ดร.ซีค เฮาส์ฟาเธอร์ นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเบิร์กเลย์ เอิร์ธ กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในพื้นที่ขนาดใหญ่เช่นนี้เป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างยิ่ง เขาเชื่อว่าไม่ใช่แค่ความแปรปรวนตามธรรมชาติ แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ยังไม่สามารถอธิบายได้

ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับ ปริศนาคลื่นความร้อนกลางมหาสมุทรแปซิฟิก

หน่วยบริการสภาพภูมิอากาศคอเปอร์นิคัสของยุโรปพบว่า อุณหภูมิทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือสูงกว่าค่าเฉลี่ยในทศวรรษที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ตามการจำลองของคอมพิวเตอร์นั้นน้อยกว่า 1% ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนชี้ว่า กระแสลมที่อ่อนกำลังลงในช่วงฤดูร้อนอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความร้อนจากแสงอาทิตย์สะสมอยู่ที่ผิวน้ำมากขึ้น แทนที่จะกระจายลงไปยังน้ำลึก

ผลกระทบจาก ปริศนาคลื่นความร้อนกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่อุณหภูมิที่สูงขึ้นเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเลสามารถส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างกว้างขวาง ปลาและสัตว์ทะเลอื่นๆ อาจต้องอพยพไปยังแหล่งที่เย็นกว่า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร และสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการประมง

นอกจากนี้ คลื่นความร้อนในทะเลยังสามารถส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศโดยรวม ทำให้เกิดพายุที่รุนแรงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้ง

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเรายังมีความรู้อีกมากที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศของโลก และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุและผลกระทบของ ปริศนาคลื่นความร้อนกลางมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนากลยุทธ์เพื่อบรรเทาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปกป้องทรัพยากรทางทะเลของเรา

การแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือกันจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป เราทุกคนมีบทบาทในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับโลกของเรา

ที่มา – นักวิทย์สุดงง เกิดปริศนาคลื่นความร้อนกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้อุณหภูมิน้ำสูงสุดเป็นประวัติการณ์

“กรณ์” กลับ ปชป. ทำการเมืองให้ดีขึ้นเพื่อประชาชน

“กรณ์ จาติกวณิช” กลับพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทำการเมืองที่ดี แก้ปัญหาชาติ เผย ทีมบริหารใหม่ คละคนรุ่นเก่า-ใหม่ เพราะโลกเปลี่ยนเร็ว การกลับมาครั้งนี้มุ่งเน้นทำการเมืองให้ดีขึ้น

เมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 18 ต.ค. 2568 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ หลักสี่ กรุงเทพฯ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้กลับมาสู่พรรคที่ตนเริ่มต้นชีวิตทางการเมือง และเชื่อในศักยภาพของประเทศมาตลอดว่าชีวิตคนไทยต้องดีขึ้นได้ แต่การเมืองต้องดีขึ้น เพราะปัญหาใหญ่ๆ ต้องแก้ด้วยการเมือง ฉะนั้นเมื่อมีสัญญาณชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการที่จะกลับมาเป็นการเมืองที่ดี ที่จะแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้ ตนจึงเป็นคนหนึ่งที่พร้อมที่จะกลับมามีส่วนร่วม ตนคิดว่า สิ่งที่เรามีคือ ประสบการณ์ แต่เราก็ตระหนักว่าคนที่เราขาดคือความรู้ของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราเลยตั้งใจว่าการกลับมาของเราครั้งนี้กลับมาเพื่อที่จะเป็นกำลังให้กับคนรุ่นใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขับเคลื่อนพรรค แก้ปัญหาของประเทศตามความคาดหวังของประชาชน และความตั้งใจของเรา

การกลับมาของนายกรณ์สร้างความฮือฮาในวงการการเมือง และเป็นที่จับตามองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำไปสู่ทิศทางใดของพรรคประชาธิปัตย์ หลายคนคาดหวังว่าประสบการณ์และความสามารถของนายกรณ์ จะช่วยผลักดันให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง และสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

“กรณ์” กลับ ปชป. พร้อมทำการเมืองให้ดีขึ้น แก้ปัญหาให้ประชาชน

นายกรณ์ยังกล่าวอีกว่า ทีมบริหารใหม่จะเป็นการผสมผสานระหว่างคนที่มีประสบการณ์และคนรุ่นใหม่ เพื่อให้พรรคมีความแข็งแกร่งและทันสมัย สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างรวดเร็ว

“วันนี้เราจะเห็นว่าจากโครงสร้างทีมบริหารที่จะเป็นการผสมผสานระหว่างคนที่มีประสบการณ์และคนรุ่นใหม่ แต่เพียงวันนี้ยังไม่พอ บอกได้เลยว่าจากวันนี้เป็นต้นไปเรามีความจำเป็นที่จะต้องเปิดรับ ทั้งในแง่ของผู้สมัครในอนาคต ทีมงาน ประชาชนที่มีความรู้ที่อาจจะมีข้อเสนอแนะ คำแนะนำที่ดีให้พรรค เราจะจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะเปิดรับข้อคิดเห็นจากทุกๆคน และเดินหน้าไปด้วยกัน เพราะเราเชื่อว่าในแง่ความหลากหลาย ประสบการณ์ของคนรุ่นใหม่ บวกกับความรู้ความตั้งใจของคนรุ่นใหม่ เราสามารถที่จะทำให้การเมืองดีขึ้นไป และนำไปสู่โอกาสของประชาชนที่ดีขึ้นได้” นายกรณ์ กล่าว

เป้าหมายหลักคือทำการเมืองให้ดีขึ้นเพื่อประชาชน

การกลับมาของนายกรณ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเมืองที่ดี และการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนเป็นสำคัญ เขามองว่าการเมืองที่ดีเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน การที่นายกรณ์กลับมาพร้อมกับความตั้งใจที่จะทำการเมืองให้ดีขึ้นจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง และเป็นความหวังของหลาย ๆ คนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในวงการการเมืองไทย

นอกจากนี้ นายกรณ์ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาพรรค เขาตั้งใจที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการเปลี่ยนแปลง และเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ การผสมผสานประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าและความรู้ความสามารถของคนรุ่นใหม่ จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนพรรคไปข้างหน้า และสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

การกลับมาของ “กรณ์ จาติกวณิช” ครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและปรับปรุงพรรคให้ดียิ่งขึ้น เพื่อที่จะกลับมาเป็นที่พึ่งของประชาชน และนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง การ **“กรณ์” กลับ ปชป. พร้อมทำการเมืองให้ดีขึ้น แก้ปัญหาให้ประชาชน** นั้นเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

การเมืองไทยต้องการบุคลากรที่มีความสามารถและประสบการณ์ เพื่อที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ การที่นายกรณ์ตัดสินใจกลับมาทำการเมืองอีกครั้ง ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น

ดังนั้น การกลับมาของกรณ์ จาติกวณิช จึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะการกลับมาครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การกลับมาสู่พรรคเดิม แต่เป็นการกลับมาพร้อมกับความมุ่งมั่นที่จะ **ทำการเมืองให้ดีขึ้น** และแก้ปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “กรณ์” กลับ ปชป. พร้อมทำการเมืองให้ดีขึ้น แก้ปัญหาให้ประชาชน

ยืนยันตัวตนคนละครึ่งพลัส: วิธีแก้เป๋าตังไม่ผ่าน


ขั้นตอนการยืนยันตัวตน"คนละครึ่งพลัส" แนะนำวิธีแก้ไขหากยืนยันตัวตนบนแอปฯ "เป๋าตัง" ไม่สำเร็จ พร้อมตรวจสอบขั้นตอนการลงทะเบียน

โครงการ"คนละครึ่งพลัส" เป็นโครงการของรัฐบาลที่สนับสนุนค่าสินค้าและบริการบางประเภทแก่ประชาชนเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย สร้างกำลังซื้อ และกระตุ้นเศรษฐกิจ

โครงการมีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 โดยมีจำนวนสิทธิ์ประมาณ 20 ล้านสิทธิ์ หรือจนกว่าวงเงิน 44,000 ล้านบาทจะหมด หรือจนถึงวันปิดลงทะเบียน 26 ตุลาคม 2568 แล้วแต่เงื่อนไขใดจะมาก่อน

วิธียืนยันตัวตน “คนละครึ่งพลัส” บนแอปฯ เป๋าตัง

ขั้นตอนการลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส

  • ดาวน์โหลดแอปฯ "เป๋าตัง" และเปิดใช้บริการ G Wallet
  • ลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. – 26 ต.ค. 68 เวลา 06:00 – 22:00 น.
  • ผู้ที่เคย เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565) ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง
  • ผู้ที่ไม่เคย เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565) ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่าน SMS และแอปฯ เป๋าตัง
  • ผู้ได้รับสิทธิเข้าแอปฯ เป๋าตัง และกดแบนเนอร์โครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อเริ่มใช้จ่าย วันที่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 68 เวลา 06:00 – 23:00 น.

วิธีลงทะเบียน G Wallet บนแอปฯ เป๋าตัง

  • ติดตั้งแอปฯ "เป๋าตัง" ให้เรียบร้อย
  • เลือก G Wallet และเลือก "สมัครใช้บริการ"
  • กด "ยินยอม" การจัดการข้อมูลยืนยันตัวตน
  • ถ่ายบัตรประชาชน และกรอกข้อมูลตามขั้นตอน
  • เลือกวิธีการยืนยันตัวตน "สแกนใบหน้า"
  • สแกนใบหน้า ตรวจสอบและยืนยันข้อมูล
  • เข้าสู่หน้าหลักเพื่อเริ่มใช้งาน

สำหรับผู้ที่ยืนยันตัวตนโครงการ "คนละครึ่งพลัส" บนแอปฯ เป๋าตัง ไม่สำเร็จ สามารถนำบัตรประชาชนไปยืนยันตัวตนได้ที่ตู้ ATM สีเทาของธนาคารกรุงไทย ทำตามขั้นตอนได้ด้วยตนเอง:

หน้าจอแบบมีปุ่มด้านล่าง

  1. เลือกเมนู "ทำรายการด้วยบัตรประชาชน" (ไม่ต้องใช้บัตร ATM)
  2. เลือก "บริการยืนยันตัวตน"
  3. กดปุ่ม "รับทราบและรับรอง" เพื่อยืนยันการเป็นเจ้าของบัตร
  4. เลือก "ยินยอม" เพื่อเปิดเผยข้อมูลและการพิสูจน์ตัวตน
  5. กดปุ่ม "ถัดไป"
  6. เสียบบัตรประชาชนและกดปุ่ม "ตกลง"
  7. รอการตรวจสอบข้อมูล
  8. เลือก "จบการทำรายการยืนยันตัวตน" เก็บบัตรประชาชนและดำเนินการต่อบนแอปฯ "เป๋าตัง"

หน้าจอแบบไม่มีปุ่มด้านล่าง

  1. แตะหน้าจอบริเวณแถบสีฟ้าเพื่อเลือกบริการ (ไม่ต้องใช้บัตร ATM)
  2. เลือก "ยืนยันตัวตน/สิทธิสวัสดิการ"
  3. เลือก "ยืนยันตัวตนธนาคารกรุงไทย"
  4. กดปุ่ม "รับทราบและรับรอง" เพื่อยืนยันการเป็นเจ้าของบัตร
  5. เลือก "ยินยอม" เพื่อเปิดเผยข้อมูลและการพิสูจน์ตัวตน
  6. เสียบบัตรประชาชนและกดปุ่ม "ตกลง"
  7. รอการตรวจสอบข้อมูล
  8. เลือก "จบการทำรายการยืนยันตัวตน" เก็บบัตรประชาชนและดำเนินการต่อบนแอปฯ "เป๋าตัง"

หากไม่สะดวกดำเนินการด้วยตนเอง สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยได้ทุกสาขาทั่วประเทศเพื่อขอความช่วยเหลือในการยืนยันตัวตนคนละครึ่งพลัส

การยืนยันตัวตนคนละครึ่งพลัสให้สำเร็จเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้คุณสามารถใช้จ่ายได้อย่างราบรื่น อย่าลืมลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้ หากยังพบปัญหา ควรติดต่อธนาคารทันที

ที่มา – วิธียืนยันตัวตน “คนละครึ่งพลัส” แนะวิธีแก้หากยืนยันตัวตนบนแอปฯ “เป๋าตัง” ไม่ผ่าน