วัน: 25 ตุลาคม 2025

ครม. มอบกรมศิลปากรจัดสร้างพระเมรุมาศ

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มอบหมายให้กรมศิลปากรดูแลรับผิดชอบรูปแบบ พิธีการ และการจัดสร้างพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีพระศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงถึงมติ ครม. ที่เห็นชอบตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต โดยมีรายละเอียดดังนี้

รัฐบาลได้รับทราบด้วยความโทมนัสอย่างยิ่งต่อการสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และได้มีมติให้ดำเนินการดังนี้:

  1. ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ และสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
  2. ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไว้ทุกข์ มีกำหนด 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป สำหรับประชาชนทั่วไปขอให้พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม
  3. ขอความร่วมมือสถานบันเทิง และสถานบริการต่าง ๆ งดหรือลดกิจกรรมเพื่อความบันเทิง ตามความเหมาะสม เป็นระยะเวลา 30 วัน

เพื่อให้การดำเนินการจัดพระราชพิธีพระศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นไปอย่างสมพระเกียรติตามโบราณขัตติยราชประเพณี จึงให้มีการดำเนินการ ดังนี้:

  1. เปิดให้ประชาชนเข้าถวายน้ำสรงพระศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ ในวันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2568 เวลา 08.00 น. ถึง เวลา 12.00 น. ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง
  2. มอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรับไปดำเนินการแต่งตั้ง คณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีพระศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ และกราบบังคมทูลเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นองค์ที่ปรึกษา รวมทั้งให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ เช่น ฝ่ายอำนวยการจัดงานพระราชพิธี ฝ่ายจัดการพระราชพิธี ฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้าง ราชรถ พระยานมาศ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายรักษาความปลอดภัย และแจ้งส่วนราชการให้จัดข้าราชการไปร่วมเฝ้า ฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม เป็นเวลา 100 วัน เป็นประจำทุกวัน
  3. มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม (กรมศิลปากร) ดูแลรับผิดชอบในเรื่องรูปแบบ พิธีการ และการจัดสร้างพระเมรุมาศ โดยขอรับพระราชวินิจฉัยจากองค์ที่ปรึกษาตามข้อ (2) ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดสร้างพระเมรุมาศนี้ จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการแสดงออกถึงความเคารพและอาลัย
  4. มอบหมายให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจัดผลัดเวรเฝ้า ฯ ของคณะรัฐมนตรี ไปเฝ้า ฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมทุกวันตลอดระยะเวลาของพระราชพิธี
  5. มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานครจัดกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศล เพื่อให้ประชาชนร่วมในการถวายสักการะแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
  6. มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์รับไปดำเนินการเผยแพร่พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อย่างต่อเนื่อง และประสานความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศในการจัดทำคำแปลภาษาอังกฤษด้วย

ครม. มอบกรมศิลปากรดูแลรับผิดชอบรูปแบบ พิธีการ และจัดสร้างพระเมรุมาศ

ความสำคัญของการมอบหมายกรมศิลปากรจัดสร้างพระเมรุมาศ

การที่ ครม. มอบหมายให้กรมศิลปากรดูแลรับผิดชอบรูปแบบ พิธีการ และการจัดสร้างพระเมรุมาศ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจในความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของกรมศิลปากรในการดำเนินการเกี่ยวกับงานศิลปะและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ การจัดสร้างพระเมรุมาศ ถือเป็นงานที่มีความละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความรู้ความสามารถเฉพาะทาง เพื่อให้การจัดสร้างเป็นไปอย่างสมพระเกียรติและถูกต้องตามโบราณราชประเพณี

การดำเนินการของกรมศิลปากรในการจัดสร้างพระเมรุมาศ จะต้องมีการศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด รวมถึงการขอพระราชวินิจฉัยจากองค์ที่ปรึกษา เพื่อให้การจัดสร้างเป็นไปตามพระราชประสงค์และมีความถูกต้องตามหลักโบราณราชประเพณี

การจัดสร้างพระเมรุมาศ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างสิ่งปลูกสร้าง แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและความอาลัยรักของประชาชนชาวไทยที่มีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อีกด้วย

ดังนั้น การที่กรมศิลปากรได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานสำคัญนี้ จึงถือเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่ต้องดำเนินการด้วยความตั้งใจและความละเอียดรอบคอบ เพื่อให้การจัดพระราชพิธีพระศพเป็นไปอย่างสมพระเกียรติและเป็นที่ภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ

การติดตามความคืบหน้าในการจัดสร้างพระเมรุมาศ และการมีส่วนร่วมในการถวายความอาลัย ถือเป็นหน้าที่ของพสกนิกรชาวไทยทุกคนที่พึงกระทำ

ที่มา – ครม. มอบกรมศิลปากรดูแลรับผิดชอบรูปแบบ พิธีการ และจัดสร้างพระเมรุมาศ

ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ประดับผ้าขาวดำ อาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง

เจ้าหน้าที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ต่างร่วมใจกันประดับผ้าขาวดำ เพื่อแสดงความอาลัยถวาย “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ณ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากศูนย์ศิลปาชีพบางไทร สังกัดสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรม (องค์การมหาชน) ได้เริ่มดำเนินการประดับผ้าขาวดำบริเวณอาคารต่างๆ และรั้วของศูนย์ฯ อย่างพร้อมเพรียงกัน การกระทำนี้เป็นการแสดงออกถึงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง ภายหลังจากที่สำนักพระราชวังได้ประกาศเรื่องการสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

บรรยากาศโดยรวมภายในศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เต็มไปด้วยความโศกเศร้าอาลัย เจ้าหน้าที่และประชาชนที่เดินทางมา ต่างร่วมมือร่วมใจกันจัดเตรียมสถานที่ด้วยความเรียบง่ายและสำรวม เพื่อเป็นการแสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ประดับผ้าขาวดำ แสดงความอาลัยถวาย "สมเด็จพระพันปีหลวง"

นางสมศรี จันโท อายุ 55 ปี หนึ่งในประชาชนที่เคยได้รับการฝึกอาชีพจากศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ได้กล่าวถึงความรู้สึกว่า ตนเองติดตามข่าวพระอาการประชวรของพระองค์ท่านมาโดยตลอด และเมื่อทราบข่าวการสวรรคต ก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง

“ดิฉันเป็นคนบ้านนอก ไม่ได้มีความรู้มากนัก พระองค์ท่านทรงพระเมตตาเปิดโอกาสให้ประชาชนอย่างเรามีอาชีพ มีความรู้ ดิฉันมาเรียนที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรตั้งแต่ปี 2535 จนทุกวันนี้มีอาชีพตัดผ้าไหมขายได้ ก็เพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์” นางสมศรีกล่าวด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ประดับผ้าขาวดำ อาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง

การประดับผ้าขาวดำเพื่อแสดงความอาลัย ณ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของประชาชนชาวไทยที่มีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน ทรงอุทิศพระองค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรม ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ

ความสำคัญของศูนย์ศิลปาชีพบางไทร

ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และฝึกอาชีพด้านศิลปหัตถกรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ นอกจากจะเป็นสถานที่ฝึกอาชีพแล้ว ยังเป็นแหล่งอนุรักษ์และสืบสานศิลปะพื้นบ้านอันทรงคุณค่าอีกด้วย การที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ร่วมแสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จพระพันปีหลวงในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที และเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีต่อศูนย์ศิลปาชีพบางไทร และประชาชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้

การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้ กระตุ้นเตือนให้เราชาวไทยตระหนักถึงคุณค่าของสถาบันพระมหากษัตริย์ และความสำคัญของการอนุรักษ์และสืบสานศิลปหัตถกรรมไทยให้คงอยู่สืบไป เพื่อเป็นการสนองพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน และเพื่อเป็นมรดกอันล้ำค่าแก่ลูกหลานสืบไป

มาร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่านในการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยให้ก้าวไกล

ที่มา – ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ประดับผ้าขาวดำ แสดงความอาลัยถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

รถยนต์พระที่นั่ง MERCEDES BENZ: ตำนานเหนือกาลเวลา

รถยนต์พระที่นั่ง MERCEDES BENZ 300SL Gullwing ปี 1955 หมายเลขทะเบียน 1ด – 1110 นี้ ถือเป็นหนึ่งในรถสปอร์ตรุ่น 300SL ที่สง่างามมากที่สุดคันหนึ่งในโลกแห่งยนตรกรรม รถ 300SL Gullwing เข้าประจำการเพื่อเป็นพระราชพาหนะในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พุทธศักราช 2498

พระบรมฉายาลักษณ์ ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผมถ่ายที่งานมอเตอร์โชว์เมื่อ 7-8 ปีก่อน พระบรมฉายาลักษณ์ของทั้งสองพระองค์ ทรงประทับในรถยนต์พระที่นั่ง MERCEDES BENZ 300SL Gullwing สะท้อนกรอบกระจก เนื่องจากภาพจริงนั้นหายากมาก 

พระราชพาหนะ หรือรถยนต์พระที่นั่ง ตามคำอธิบายในราชาศัพท์หมายถึงยานพาหนะสำหรับพระมหากษัตริย์ทรง หรือประทับ เพื่อเสด็จพระราชดำเนินในพระราชกรณียกิจต่างๆ โดยกล่าวถึงรถยนต์ เครื่องบินทั้งประเภทใบพัด ไอพ่น และเฮลิคอปเตอร์ในการเสด็จพระราชดำเนินไปยังที่ต่างๆ ให้ต่อท้าย คำว่า “พระที่นั่ง” โดยใช้คำต่อท้ายเช่น “รถยนต์พระที่นั่ง” “เครื่องบินพระที่นั่ง” และ “เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง” โดยคำว่า “พระที่นั่ง” ใช้เฉพาะยานพาหนะสำหรับพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระอัครมเหสี สมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระบรมราชกุมารี ส่วนเจ้านายพระองค์อื่นใช้คำว่า “ที่นั่ง” แทนคำว่า “พระที่นั่ง”

หลังจากนั้นได้มีการเปิดให้นิตยสารทั้งในและต่างประเทศ มีโอกาศได้บันทึกภาพพร้อมนำเสนอในนิตยสาร Mercedes Enthusiast ฉบับเดือนเมษายน พุทธศักราช 2552 รถยนต์พระที่นั่ง MERCEDES BENZ 300SL Gullwing เข้าประจำการและเป็นราชพาหนะที่ข้ามผ่านกาลเวลามาเกือบ 60 ปี กับเลขไมล์ ณ ปี 2009 เพียง 2,021 กิโลเมตรเท่านั้น ปัจจุบัน Mercedes Benz 300SL Gullwing เลขทะเบียน 1ด -1110 อยู่ในพิพิธภัณฑ์รถยนต์ส่วนพระองค์ ณ วังศุโขทัย โดยอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา

Mercedes Benz 300SL Gullwing รถยนต์สปอร์ตคลาสสิกของค่ายดาวสามแฉกที่มีรูปทรงสวยงามลงตัว นี่คือนวัตกรรมบวกกับสไตล์ที่โดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของรถในตระกูล SL มายาวนานกว่า 50 ปี คำว่า SL ในภาษาเยอรมันย่อมาจากคำว่า Sport Leicht ซึ่งตรงกับคำว่า Sport Light ในภาษาอังกฤษ หมายถึงรถสปอร์ตน้ำหนักเบา

Mercedes Benz 300SL Gullwing วางจำหน่ายในปี ค.ศ. 1954-1957 ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสุดของรถแข่งในบริษัท Mercedes Benz ที่ประสบความสำเร็จคว้าชัยชนะได้เกือบทุกสนามแข่งขันรถยนต์ทางเรียบในทวีปยุโรปมาใส่ลงไปในตัวรถแทบทั้งหมด โดยมีประตูที่เปิดออกแบบปีกนกที่มีลักษณะแปลกแหวกแนวมากในยุค 1950 และนำชื่อประตูมาเป็นชื่อรุ่น ซึ่งนั่นก็คือที่มาของสุดยอดรถยนต์คลาสสิกตลอดกาล 300SL Gullwing การเรียกประตูของ 300SL ว่า Gullwing ก็เนื่องมาจากลักษณะของการเปิดประตูที่เหมือนกับนกที่กำลังกางปีก โดยประตูจะถูกยกขึ้นไปที่ด้านบนเหนือศีรษะ ซึ่งผู้ออกแบบประตูบานนี้นั้นมีชื่อว่า รูดอล์ฟ อูเลนเฮาท์ (RUDOLF UHLENHUAT) หัวหน้าวิศวกรฝ่ายพัฒนา เดมเลอร์-เบนซ์ เอจี (DBAG)

มหาเศรษฐีชาว New York ชื่อ Max Hoffman เป็นนักเลงรถสปอร์ตตัวยงที่มีรถประเภทนี้อยู่ในการครอบครองมากมายหลายสิบคัน และเป็นลูกค้าคนสำคัญที่ Mercedes Benz AG. ให้ความเชื่อถือ Max Hoffman คอยให้คำแนะนำในการทำตลาดขายรถยนต์ของบริษัท Mercedes ที่สหรัฐอเมริกา โดยเป็นคนเสนอไอเดียในการสร้างรถสปอร์ตรุ่น 300SL Gullwing ซึ่งใช้รูปทรงส่วนใหญ่จากรถ 300 SLR ที่สามารถคว้าชัยชนะจากการแข่งขันนับสิบสนามในยุโรป รวมถึงการแข่งรถ 24 ชั่วโมงในเลอมังค์

Mercedes Benz 300SL Gullwing ถูกผลิตขึ้นด้วยจำนวนน้อยนิดเพียงแค่ 1,400 คันเท่านั้น ในแบบสปอร์ตคูเป้หลังคาแข็งประตูเปิดออกแบบปีกนกและ 1,858 คันในแบบ Roadster เปิดประทุนหลังคาผ้าใบพับเก็บได้ จากจำนวนทั้งหมดที่ 300SL Gullwing ถูกสร้างขึ้นมานั้นมีเพียง 29 คันเท่านั้นที่สร้างตัวถังด้วยอลูมิเนียมทั้งคัน ในขณะที่ส่วนใหญ่จะเป็นวัสดุอลูมิเนียมเพียงแค่บางชิ้นเท่านั้น เช่น ฝากระโปรงหน้า-หลัง และบานประตู เพื่อเหตุผลเดียวคือการลดน้ำหนักของตัวรถให้น้อยลง Mercedes Benz 300SL Gullwing ใช้รหัสตัวถัง W198 ซึ่งรุ่นที่ผลิตออกจำหน่ายนั้น (road version) อาศัยต้นแบบมาจากรุ่นตัวแข่งชื่อเดียวกันคือ Mercedes Benz 300SLR แต่รหัสตัวถังเป็น W194

ประตูเปิดออกแบบปีกนกเป็นรูปลักษณ์ที่โดดเด่นของ 300SL Gullwing มีความสวยงามและแปลกใหม่มากในยุค 1950 ซึ่งต่อมาจวบจนถึงทุกวันนี้ ประตูแบบปีกนกได้ถูกติดตั้งในรถ Super Car ในยุคปัจจุบันมากมายหลายยี่ห้อ เครื่องยนต์ระบบหัวฉีดของ Gullwing เป็นเครื่องขนาด 3.0 ลิตร (2,996 C.C.) 6 สูบแถวเรียง 2 วาล์วต่อสูบ 240 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 7.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 256 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในยุคนั้นถือว่าแรงใช้ได้เลยทีเดียว

การวางเครื่องยนต์ตามยาวไว้ด้านหน้าโดยร่นตัวเครื่อง 3.0 ลิตรให้ใกล้กับกระจกหน้า สามารถทำให้การกระจายน้ำหนักหน้า-หลังเท่ากับ 49/50 ทำให้การขับขี่ทั้งทางตรงและทางโค้งมีความสมดุลสูงสุด ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์ธรรมดา 4 สปีด คลัทซ์เดี่ยวแบบแห้ง ระบบกันสะเทือนหน้า คอยล์สปริงพร้อมทอร์ชั่นบาร์ ด้านหลังเป็นคอยล์สปริง โช้คอัพของ 300SL Gullwing ทั้งหน้าและหลังเป็นแบบไฮดรอลิค ระบบเบรกด้านหน้าเป็นไฮดรอลิคพร้อมตัวจับแบบสุญญากาศ ด้านหลังเป็นดรัมเบรกที่พอจะปราบม้าทั้ง 240 ตัวให้อยู่หมัดได้ยามต้องเบรกแรงๆ เพื่อลดความเร็ว

กาลเวลาที่ผ่านมาเกือบ 70 ปี ทำให้คุณค่าของ Mercedes Benz 300SL Gullwing เพิ่มสูงขึ้นมากจนกลายเป็นรถคลาสสิกหายากมากในปัจจุบัน ซึ่งถึงแม้จะมีเงินก็ยังหารถได้ยาก เนื่องจากอาจต้องประมูลสู้ราคาในการซื้อขายรถยนต์ที่เป็นประวัติศาสตร์ของเหล่าบรรดารถสปอร์ตโบราณ การบูรณะรถเก่าต้องใช้ความพากเพียรพยายาม เวลาและทุนทรัพย์ เมื่อได้ตัวรถมาทั้งคันก็ต้องรื้อออกหมดจนเหลือแต่โครงสร้าง แล้วนำชิ้นส่วนที่หมดสภาพมาเปลี่ยนใหม่ อะไหล่ของรถรุ่นนี้พอมีจำหน่ายอยู่บ้างทั้งในเยอรมัน อเมริกา และสิงคโปร์ แต่ก็ต้องใช้ความพยายามในการควานหาและอดทนรอ

สำหรับบุคคลทั่วไป การมีรถยนต์โบราณคลาสสิกอย่าง Mercedes Benz 300SL Gullwing ต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะ เวลา และทุนรอน เพื่อรักษาสภาพให้มีความสมบูรณ์พร้อม และหลังจากทุกอย่างที่ทำลงไปในรถยนต์โบราณเสร็จสิ้น คุณค่าทางประวัติศาสตร์ ความพึงพอใจในยามที่ได้ขับออกไปบนถนนที่เคยวิ่งเมื่อนานมาแล้ว บวกกับราคาของรถที่หายาก เปรียบเหมือนของเก่าแก่หายากที่ตั้งแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ เพียงแต่รถยนต์โบราณเหล่านี้ เจ้าของสามารถนำมาวิ่งบนถนนเพื่อรำลึกถึงอดีตที่ในยุคหนึ่งรถยนต์เหล่านี้เคยผ่านความรุ่งเรื่อง แสดงออกถึงความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคสมัยนั้น เทคโนโลยีที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของรถยนต์ในปัจจุบันและตำนานแห่งชัยชนะในสนามแข่งรถอย่างเช่นรถ Mercedes Benz 300SL Gullwing.

เครื่องยนต์ แถวเรียงหกสูบ วางตามยาวด้านหน้า

ลูกสูบ/บล็อกเสื้อสูบ ลูกสูบอลูมินัมอัลลอย/โลหะ
ปริมาตรความจุ  2,996 C.C.
ความจุกระบอกสูบ/ช่วงชัก …85.0 m.m./88.0 m.m.
อัตราส่วนกำลังอัด 8:6:1
ระบบส่งกำลัง เกียร์ธรรมดา สี่จังหวะ
ระบบขับเคลื่อน ขับเคลื่อนล้อหลัง
วาล์ว 2 วาล์วต่อสูบ ซิงเกิ้ลโอเวอร์เฮตแคมชาปต์ (SOHC)
ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง หัวฉีด BOSCH DIRECT INJECTION
ระบบกันสะเทือนด้านหน้า ดับเบิ้ลวิชโบน คอยล์สปริง เทเลสโคปิค ไฮดรอลิค โช้คอัพ ทอร์ชั่นบาร์
ระบบกันสะเทือนด้านหลัง ดับเบิ้ลสวิง คอยล์สปริง
เบรก ด้านหน้า ไฮดรอลิคพร้อมตัวจับสุญญากาศเบรก 
ด้านหลัง ดรัมเบรก
น้ำหนัก 1,300 กิโลกรัม
อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร ใน 7.2 วินาที
ความเร็วสูงสุด 256 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
แรงม้าสูงสุด 240 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด 210 lb ft ที่ 4,800 รอบต่อนาที
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/ 

รถยนต์พระที่นั่ง MERCEDES BENZ

ทำไมรถยนต์พระที่นั่ง MERCEDES BENZ 300SL Gullwing ถึงเป็นตำนาน?

Mercedes Benz 300SL Gullwing ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์ แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งยุคสมัย สะท้อนความหรูหรา สง่างาม และเทคโนโลยีล้ำสมัย การได้ครอบครองหรือแม้แต่ได้เห็นรถคันนี้ จึงเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ

ที่มา – รถยนต์พระที่นั่ง MERCEDES BENZ

อนุทินบินมาเลย์ ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา รีบกลับ

อนุทินบินมาเลย์ ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา เช้า 26 ต.ค.! นายกฯ เผยต้องรีบกลับไทยให้ทันพระราชพิธีฯ ด้านสมเด็จพระพันปีหลวง มอบหมาย ‘สีหศักดิ์’ ร่วมประชุมเอเปกแทน

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 25 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ โดยช่วงหนึ่งตอบคำถามถึงกำหนดการเดินทางร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 25-28 ตุลาคม 2568 ว่า จริงๆ วันนี้ตนมีกำหนดการเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ซึ่งได้ขอยกเลิกไป แต่วันที่ 26 ตุลาคม 2568 จะมีเรื่องการลงนามในถ้อยแถลงเรื่องการกำหนดแนวทางที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพไทย-กัมพูชา โดยมีสักขีพยานคือนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตนได้ขอให้ร่นระยะเวลามาลงนามในช่วงเช้า โดยจะเดินทางไปและรีบกลับมาให้ทันพระราชพิธีฯ

นายอนุทิน ระบุต่อไป ขอยืนยันให้ประชาชนทราบว่ากว่าจะถึงจุดนี้ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานความมั่นคง กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมเจรจามาตั้งแต่ในชั้นการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) จนได้ข้อสรุปที่เป็นเงื่อนไขแนวทางให้ทางกัมพูชาได้ปฏิบัติ เมื่อเขาปฏิบัติเราก็จะพิจารณาว่า เมื่อความเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศหากหมดไป เราก็ค่อยดำเนินการตามธรรมเนียมทางการทูต ขณะนี้จึงยังไม่มีสิ่งใดที่เป็นความกังวลว่าลงนามแล้วจะเกิดการเสียเปรียบหรือไม่ หรือทำให้สูญเสียอธิปไตย เรื่องแบบนี้ไม่มีทั้งสิ้น แต่เป็นการทำเพื่อให้เกิดความปลอดภัยของประชาชนและลดความสูญเสีย รวมถึงรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย

อนุทินบินมาเลย์ ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา รีบกลับ

การลงนามในถ้อยแถลงเรื่องการกำหนดแนวทางที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพไทย-กัมพูชานี้ ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่นายกรัฐมนตรีอนุทินตัดสินใจเดินทางไปลงนามด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลไทยให้ต่อเรื่องนี้อย่างยิ่ง การที่ต้องเร่งรัดเวลาเพื่อกลับมาร่วมพระราชพิธีฯ ก็สะท้อนถึงความจงรักภักดีและความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสูงสุด

ทำไมการลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชาถึงสำคัญ?

การสร้างสันติภาพและความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศไทย การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความร่วมมือกันในด้านต่างๆ จะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศอีกด้วย

เมื่อถามถึงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ที่เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน กล่าวว่า ตนได้ขอมติคณะรัฐมนตรีว่า ถ้าไม่มีประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะต้องให้ผู้นำประเทศร่วมหารือ ก็จะให้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทำหน้าที่แทน ซึ่งส่วนตัวมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าจะต้องอยู่ในประเทศ.

การตัดสินใจมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการประชุมเอเปกแทน แสดงให้เห็นถึงการจัดลำดับความสำคัญของภารกิจภายในประเทศ การที่นายกรัฐมนตรีเลือกที่จะอยู่ในประเทศในช่วงเวลานี้ อาจเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองหรือประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

โดยสรุปแล้ว การเดินทางไปลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา ของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ถือเป็นภารกิจสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการรักษาผลประโยชน์ของชาติ โดยคำนึงถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์และการบริหารจัดการภารกิจภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “อนุทิน” บินมาเลย์ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชาเช้า 26 ต.ค. รีบกลับให้ทันพระราชพิธีฯ

รัฐบาลขอ งดกิจกรรมรื่นเริง 30 วัน

โฆษกรัฐบาลออกมาเปิดเผยว่า ทางรัฐบาลได้ขอความร่วมมือไปยังภาคธุรกิจบันเทิงและสถานบันเทิงต่างๆ ให้งดหรือลดกิจกรรมรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน สืบเนื่องมาจากการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเป็นการแสดงความอาลัยและความเคารพในช่วงเวลาที่สำคัญนี้

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล ได้แถลงการณ์ในช่วงเวลา 12.05 น. ว่า ภายหลังจากการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รัฐบาลจึงขอความร่วมมือจากภาคธุรกิจบันเทิง สถานบันเทิง รวมถึงสถานบริการต่างๆ ให้งดหรือลดกิจกรรมรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงเวลาแห่งความอาลัยของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ

สำหรับกิจกรรมใดๆ ที่ได้มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว ทางรัฐบาลขอความกรุณาให้ผู้จัดงานพิจารณาปรับรูปแบบของงานให้มีความเหมาะสมกับกาลเทศะ และสำหรับกิจกรรมที่ยังไม่ได้เริ่มต้นดำเนินการ ขอให้พิจารณาเลื่อนการจัดงานออกไปก่อน จนกว่าช่วงเวลาแห่งความอาลัยนี้จะสิ้นสุดลง ทั้งนี้ ขอให้ทุกภาคส่วนคำนึงถึงความเหมาะสม ความสำรวม และความเคารพต่อพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงสุด

รองโฆษกรัฐบาลยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของข้าราชการและหน่วยงานของรัฐ ได้มีการดำเนินการตามมาตรการไว้ทุกข์อย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่ประชาชนและภาคเอกชนสามารถร่วมแสดงความอาลัยได้ตามความเหมาะสม และรัฐบาลขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันรักษาบรรยากาศแห่งความสงบเรียบร้อย เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระพันปีหลวง

รัฐบาลขอ งดหรือลดกิจกรรมรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน

การตัดสินใจของรัฐบาลในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงความเคารพและความอาลัยอย่างสูงสุดต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเป็นที่รักและเคารพยิ่งของปวงชนชาวไทย การงดหรือลดกิจกรรมรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการร่วมกันแสดงความเสียใจและระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

ทำไมรัฐบาลจึงขอความร่วมมือให้งดกิจกรรมรื่นเริง?

เหตุผลหลักที่รัฐบาลขอความร่วมมือให้งดหรือลดกิจกรรมรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน นั้น สืบเนื่องมาจาก:

  • การแสดงความเคารพและความอาลัย: เป็นการแสดงออกถึงความเคารพและความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่
  • การรักษากาลเทศะ: เพื่อให้สอดคล้องกับบรรยากาศแห่งความโศกเศร้า และเป็นการรักษากาลเทศะที่เหมาะสม
  • การแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ: เพื่อเป็นการแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง

ดังนั้น การให้ความร่วมมือกับทางรัฐบาลในการงดหรือลดกิจกรรมรื่นเริงในช่วงเวลาดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่สมควรและเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคม

การที่รัฐบาลออกมาตรการขอความร่วมมืองดกิจกรรมรื่นเริงนั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก แต่เป็นการคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังอยู่ในความโศกเศร้า การปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ภาคธุรกิจต่างๆ สามารถปรับตัวโดยการจัดกิจกรรมที่แสดงความอาลัย หรือกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมแทนได้ อีกทั้งยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรอีกด้วย

การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ การร่วมกันแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้

ที่มา – รัฐบาล ของดหรือลดกิจกรรมรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน ภายหลังการเสด็จสวรรคต สมเด็จพระพันปีหลวง

ประกาศสำนักนายกฯ แนวทางไว้ทุกข์ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

“อนุทิน” ลงนามประกาศสำนักนายกฯ แนวทางไว้ทุกข์ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่ของรัฐ 1 ปี ลดธงครึ่งเสา 30 วัน ส่วนประชาชนขอให้พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต มีเนื้อหาดังนี้

ตามที่ได้มีประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2568 นั้น รัฐบาลได้รับทราบด้วยความโทมนัสยิ่ง จึงเห็นสมควรประกาศดังต่อไปนี้

1. ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐและสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

2. ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์ มีกำหนด 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป สำหรับประชาชนทั่วไป ขอให้พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม

ประกาศ ณ วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568
อนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรี

ประกาศสำนักนายกฯ แนวทางไว้ทุกข์ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

จาก ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ประกาศสำนักนายกฯ แนวทางไว้ทุกข์ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และประชาชนทั่วไป ในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้:

แนวทางการลดธงครึ่งเสา

สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ และสถานศึกษาทุกแห่ง จะต้องลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 30 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป การลดธงครึ่งเสาถือเป็นสัญลักษณ์ของการไว้อาลัยและการแสดงความเคารพต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แนวทางการไว้ทุกข์สำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะต้องไว้ทุกข์เป็นเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป การไว้ทุกข์ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐถือเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพและความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

แนวทางการปฏิบัติสำหรับประชาชนทั่วไป

สำหรับประชาชนทั่วไป ขอให้พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม เนื่องจากสถานการณ์และความเชื่อของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน การไว้ทุกข์ของประชาชนจึงเป็นไปตามความสมัครใจและความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

เพื่อให้การดำเนินการตาม ประกาศสำนักนายกฯ แนวทางไว้ทุกข์ “สมเด็จพระพันปีหลวง” เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ ขอให้ทุกหน่วยงานและประชาชนทั่วไปได้รับทราบและปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดไว้

การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ พระองค์ทรงเป็นที่รักและเคารพยิ่งของปวงชนชาวไทย พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย การไว้อาลัยและการแสดงความเคารพต่อพระองค์จึงเป็นสิ่งที่สมควรอย่างยิ่ง

ขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และร่วมกันปฏิบัติตาม ประกาศสำนักนายกฯ แนวทางไว้ทุกข์ “สมเด็จพระพันปีหลวง” โดยพร้อมเพรียงกัน

ที่มา – ประกาศสำนักนายกฯ แนวทางไว้ทุกข์ “สมเด็จพระพันปีหลวง” รัฐ-ประชาชน ลดธงครึ่งเสา 30 วัน

สมเด็จพระสังฆราช ทรงบำเพ็ญพระกุศล อุทิศถวาย

“สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” ทรงบำเพ็ญพระกุศล อุทิศถวายพระราชกุศล แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงบำเพ็ญพระกุศลถวายสังฆทานอุทิศถวายพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเสด็จสวรรคตเมื่อวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2568 เวลา 21.21 น. สิริพระชนมพรรษาปีที่ 93

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทรงเป็นธรรมราชินี ผู้พระราชทานพระบรมราชินูปถัมภ์แก่คณะสงฆ์และกิจการพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนานตลอดพระชนม์ชีพ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานจตุปัจจัยทำนุบำรุงคณะสงฆ์วัดราชบพิธและวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม อย่างต่อเนื่องเป็นเนืองนิตย์ เช่นได้พระราชทานพระราชทรัพย์ก่อตั้งทุน “นิธิกิติยากรศาสนูปถัมภ์” ไว้ในนิธิวัดราชบพิธ สำหรับนำดอกผลบำรุงพระภิกษุสามเณรด้วยปัจจัยสี่และเป็นคิลานปัจจัยสำหรับพระภิกษุสามเณรอาพาธ

โอกาสนี้ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พร้อมด้วยคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน จึงพร้อมเพรียงกัน ทรงบำเพ็ญพระกุศลและบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

อนึ่ง ทรงบำเพ็ญพระกุศลอุทิศถวายเจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์, เจ้าอาวาสวัดราชบพิธ ยุคที่ 4, พระราชอุปัธยาจารย์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระอุปัชฌายะของสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ปัจจุบันด้วย

คณะศิษยานุศิษย์และผู้เคารพเลื่อมใสในเจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ บำเพ็ญกุศลสังฆทานอุทิศถวายเป็นประจำทุกวันเสาร์สุดท้ายของเดือน นับแต่สิ้นพระชนม์เมื่อวันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม 2531 เป็นต้นมา.

สมเด็จพระสังฆราช ทรงบำเพ็ญพระกุศล อุทิศถวาย

การที่สมเด็จพระสังฆราช ทรงบำเพ็ญพระกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จพระพันปีหลวงนั้น ถือเป็นแบบอย่างอันงดงามของการแสดงความกตัญญูกตเวที และเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้

ความสำคัญของการบำเพ็ญพระกุศลของสมเด็จพระสังฆราช

การบำเพ็ญพระกุศลของ สมเด็จพระสังฆราช ไม่เพียงแต่เป็นการอุทิศถวายแด่สมเด็จพระพันปีหลวงเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพุทธศาสนิกชน ในการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาอีกด้วย การทำบุญ การให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา ล้วนเป็นหนทางในการสร้างความสุขและความสงบให้กับจิตใจ

นอกจากนี้ การที่ สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นผู้นำในการบำเพ็ญพระกุศล ยังส่งผลให้เกิดการรวมพลังของพุทธศาสนิกชน ในการทำความดีเพื่อสังคมส่วนรวม ซึ่งเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระพันปีหลวง ในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนชาวไทย การที่พระองค์ทรงนำในการทำความดี ย่อมเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนทำตาม และเชื่อมั่นว่าการทำบุญเป็นสิ่งที่ดีงาม และส่งผลให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการให้

การที่ สมเด็จพระสังฆราช ทรงบำเพ็ญพระกุศลในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพุทธศาสนิกชนชาวไทย และเป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการทำความดี เพื่อสร้างความสุขและความเจริญให้กับตนเองและสังคมส่วนรวม

ที่มา – “สมเด็จพระสังฆราช” ทรงบำเพ็ญพระกุศล อุทิศถวายพระราชกุศล “สมเด็จพระพันปีหลวง”

ส่องก่อนเปิดตัว BMW NEW i3 แพลตฟอร์มใหม่ Neue Klasse

ส่องก่อนเปิดตัว BMW NEW i3 แพลตฟอร์มใหม่ Neue Klasse

BMW i3 ใหม่ รถยนต์ที่มีความสำคัญของแบรนด์ตราใบพัด มีกำหนดจะมาถึงโลกมนุษย์ในปีหน้า (2026) ในฐานะสมาชิกใหม่ของ New Series-3 ซึ่งกลายเป็นรถยนต์ซีดานไฟฟ้าเต็มรูปแบบรุ่นแรกในตระกูล 3 Series  พร้อมระยะทางวิ่งมากกว่า 700 กิโลเมตร  Oliver Zipse CEO ของ BMW แจ้งว่า BMW i3 รุ่นใหม่ จะมอบ “ความเพลิดเพลินในการขับขี่อย่างแท้จริง”

i3 ใหม่ มีรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงกับรถต้นแบบ Vision Neue Klasse ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2023 โ เป็นรถซีดานพลังงานไฟฟ้า รุ่นแรกในตระกูล Neue Klasse ที่เปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ของแบรนด์รถยนต์ชั้นนำจากมิวนิก BMW i3  ใช้แพลตฟอร์ม Gen6 ออกแบบมาสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า(สั่งทำพิเศษ) เช่นเดียวกับ iX3 SUV ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนที่แล้ว 

เพื่ออนาคตที่ต้องสะอาดสะอ้าน BMW  เตรียมปรับโฉมรถรุ่นใหม่ทั้งหมด ด้วยรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ถึง 40 รุ่น พร้อมด้วยรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่หมด ทั้งหมดมีรูปลักษณ์แบบ Neue Klasse และมีกำหนดเปิดตัวภายในสิ้นปี 2027 นั่นหมายถึงรถไฟฟ้าจำนวน 40 รุ่นที่จะออกวางขายทั่วโลก เริ่มจากต้นปี 2026 ลากยาวไปจนถึงสิ้นปี 2027 เรียกว่า ออกมาเยอะจนจำกันไม่ไหวเลยทีเดียว 

ทุกวันนี้ X3 SUV ด้วยความอเนกประสงค์ทำให้มันเป็นรถ SUV ที่ขายดีที่สุดของ BMW ในขณะนี้ แต่ 3 Series ยังคงเป็นรถยนต์ซีดานแกนหลักของแบรนด์ตราใบพัด เป็นรถตัวขายที่ทำเงินให้กับ BMW มาทุกยุคทุกสมัย และนี่จะเป็นครั้งแรกที่มีการนำเสนอ Series-3 ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า BMW วางขาย i4 คูเป้สี่ประตูขนาดใกล้เคียงกันมาตั้งแต่ปี 2021 แต่ใช้แผนงานที่จะรอจนกว่าเทคโนโลยี EV ทำให้รถวิ่งไกลเกิน 600 กิโลเมตร ซึ่งใกล้เคียงกับ Series-3 รุ่นเครื่องยนต์สันดาปภายใน ก่อนที่จะเปิดตัว 3 Series ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่

i3 ต้องเผชิญกับคู่แข่งสายโหดอย่าง Mercedes-Benz C-Class EV ที่จะเปิดตัวในปีหน้าเช่นเดียวกัน และ Audi A4 EV ที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาขั้นตอนสุดท้าย แต่ i3 จะเป็นกุญแจสำคัญในการต่อกรกับคู่แข่งรุ่นใหม่ๆ เช่น Tesla และแบรนด์พรีเมียมจากจีนอย่าง Xpeng และ Denza ของ BYD คือไม่ต้องลดตัวลงไปขนาดนั้นก็ได้มั้ยครับ?

i3 /Series-3 มีระบบขับเคลื่อนหลากหลาย รวมถึง M3 พลังไฟฟ้าแรงสูง  รุ่นเปิดตัวจะเป็น 50 xDrive เช่นเดียวกับ iX3  คาดว่ามอเตอร์คู่จะให้กำลัง 464 แรงม้า  แรงบิด 650 นิวตันเมตร  มอเตอร์คู่เหมือนกับ iX3 โดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่นิกเกิล-แมงกานีส-โคบอลต์ ความจุ 108 กิโลวัตต์ชั่วโมง แบตฯขนาดใหญ่ทำให้วิ่งไกลถึงกว่า 700 กิโลเมตร 

ด้วยแบตเตอรี่ขนาดยักษ์ที่ทั้งใหญ่และหนัก ทำให้มีระยะทางวิ่งสูงสุด 700 กิโลเมตร รูปทรงที่ปราดเปรียวของมันจึงทำให้ i3 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีระยะทางวิ่งได้ไกลที่สุด  คาดว่าน่าจะมีระยะทางเหนือกว่า C-Class EV  แพลตฟอร์ม Gen6 ที่ใช้ใน i3 มาพร้อมสถาปัตยกรรม 800V รองรับความเร็วในการชาร์จสูงสุดถึง 400 กิโลวัตต์

i3 ขายคู่กับ 3 Series เครื่องยนต์เบนซินรุ่นปรับปรุงใหม่  สถาปัตยกรรม CLAR ที่ไม่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มไฟฟ้า แต่จะได้รับการปรับปรุงใหม่ด้วยสไตล์การออกแบบ Neue Klasse ที่ดูแล้ว จะนอยๆ หน่อยนึง  คอนเซ็ปต์  Vision Neue Klasse  เผยโฉมรูปลักษณ์ของรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้า 3 ซีรีส์ ที่กำลังจะเปิดตัวในปี 2026 มีการนำเสนอกระจังหน้าทรงไตคู่ของ BMW ที่แตกต่างไปจากเดิม  ซึ่งมีอยู่ใน iX3 และรถ SUV ไฟฟ้า ในอนาคต รถต้นแบบ i3 ที่พรางตัววิ่งทดสอบเมื่อไม่นานมานี้ ยืนยันว่า i3 จะยังคงรูปทรงตัวถังแบบฉบับของ 3 ซีรีส์ ไว้อย่างครบถ้วน ด้วยเส้นสายที่นุ่มนวล และเสา C ทรง Hofmeister  เอกลักษณ์ของ BMW

ภายใน i3  มาพร้อมกับระบบ Panoramic iDrive ใหม่ของ BMW ซึ่งเป็นระบบเดียวกับใน iX3 ผสมผสานระหว่างหน้าจอสัมผัสแบบเอียงและจอแสดงผลบนกระจกหน้าแบบฉายภาพยาวตลอดแนวกระจกหน้า BMW อ้างว่า ระบบนี้ช่วยให้แสดงข้อมูลสำคัญได้ใกล้กับสายตาของผู้ขับขี่มากขึ้น

ความสำคัญของพลวัตการขับขี่ที่มีต่อ BMW วิศวกรมุ่งเน้นอย่างยิ่งยวดในการพยายามทำให้ i3 ขับได้ทัดเทียมกับ  3 Series ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน ทั้งในด้านการขับขี่ควบคุม หัวใจสำคัญคือสถาปัตยกรรมการประมวลผลแบบรวมศูนย์ใหม่ล่าสุด จากชิปประมวลผลที่ลดจำนวนลง  ระบบนี้ประกอบด้วย ‘Heart of Joy’  รวมเอาระบบควบคุมประสบการณ์การขับขี่ทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดการตอบสนองที่รวดเร็วและเป็นธรรมชาติ ระบบนี้ยังผสานรวมระบบเบรก regenerative braking ปรับการทำงานระหว่างระบบโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ได้กำลังเบรกสูงสุด BMW อ้างว่าระบบคืนพลังงาน regenerative braking สามารถชะลอความเร็วได้ถึง 98%

ล่าสุด BMW จะยังไม่ได้ให้รายละเอียดอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับ i3 ทุกรุ่น แต่ Adrian van Hooydonk หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ BMW Group ยืนยันว่าจะมีรุ่น Touring  หรือสเตชันแวกอนตามมา พร้อมด้วยตัวเลือกระบบส่งกำลังที่หลากหลาย หลังจากนั้น M3 ไฟฟ้ารุ่นแรก  มีกำหนดเปิดตัวในปี 2028  ใช้ระบบควบคุม Heart of Joy เหมือนเดิม แต่ Frank van Meel หัวหน้าแผนก M แจ้งว่า จะใช้ชิ้นส่วนระบบส่งกำลังไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่ออกแบบพิเศษ ซึ่งจะใช้ชิ้นส่วนมาตรฐานของ BMW แต่ได้รับการพัฒนาโดย M Performance คาดว่า M3 ไฟฟ้า จะใช้มอเตอร์สี่ตัว ทำให้เป็นรถ M ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา  ระบบกระจายแรงบิดขั้นสูง ควบคุมด้วยสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ใหม่ 

BMW i3 คือชื่อรถแฮทช์แบ็กระบบขับเคลื่อนไฟฟ้ารุ่นบุกเบิกและมีสไตล์ที่ล้ำสมัย ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งคัน มีให้เลือกทั้งรุ่น Range Extender ใช้เครื่องมอเตอร์ไซค์ BMW 1000 ซีซี ปั่นไฟ และ Pure-EV โดยออกมาขายตั้งแต่ปี 2013 ถึงปี 2022.

เชื่อว่าการมาของ BMW NEW i3 แพลตฟอร์มใหม่ Neue Klasse จะสร้างความฮือฮาให้กับวงการรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแน่นอน ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม และดีไซน์ที่โดดเด่น ทำให้ BMW NEW i3 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]  
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom  
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/       

ที่มา – ส่องก่อนเปิดตัว BMW NEW i3 แพลตฟอร์มใหม่ Neue Klasse

ส่วนราชการลดธงครึ่งเสา ถวายอาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

ส่วนราชการลดธงครึ่งเสา แสดงความอาลัยถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง” สวรรคต และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิรันดร์

ภายหลังจาก สำนักพระราชวัง ออกประกาศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 93 เมื่อเวลา 21.21 น. ของวันที่ 24 ต.ค. 2568 ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

บรรยากาศที่จังหวัดเชียงใหม่เช้านี้ (25 ต.ค. 68 ) ณ ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้สั่งให้หน่วยงานราชการในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งที่หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ได้ลดธงชาติลงครึ่งเสาในเวลา 08.00 น. เพื่อเป็นการแสดงความอาลัยถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

รวมทั้งเตรียมพร้อมสำหรับดำเนินการตามพระราชพิธี ซึ่งต้องรอรับแจ้งจากส่วนกลาง ซึ่งมีรายงานว่าในเวลา 10.00 น. วันนี้ (25 ต.ค.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อวางกรอบการจัดพระราชพิธีและแต่งตั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ

ในส่วนของพสกนิกรชาวจังหวัดเชียงใหม่ที่ทราบข่าวต่างก็อยู่ในอาการเศร้าสลด พร้อมใจกันสวมเสื้อสีดำแสดงความอาลัยถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นการแสดงออกถึงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงห่วงใยราษฎร.

ส่วนราชการลดธงครึ่งเสา ถวายอาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

การลดธงครึ่งเสาถือเป็นธรรมเนียมสากลที่แสดงถึงความเคารพและความอาลัยต่อการสูญเสียบุคคลสำคัญของชาติ ในกรณีนี้ การที่ส่วนราชการต่างๆ ลดธงครึ่งเสาเป็นการแสดงออกถึงความโศกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่พระองค์ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย

ความสำคัญของการลดธงครึ่งเสาถวายอาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

การลดธงครึ่งเสามีความสำคัญในหลายด้าน ดังนี้:

  • เป็นการแสดงความเคารพและความอาลัย: เป็นการแสดงความเคารพต่อการจากไปของบุคคลสำคัญ และเป็นการแสดงความเสียใจร่วมกันของคนในชาติ
  • เป็นการน้อมรำลึกถึงคุณงามความดี: เป็นการน้อมรำลึกถึงคุณูปการที่บุคคลสำคัญได้สร้างไว้ให้กับประเทศชาติและประชาชน
  • เป็นการสร้างความสามัคคี: เป็นการรวมใจของคนในชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ในการแสดงความอาลัยและความจงรักภักดี

นอกจากนี้ การที่พสกนิกรชาวจังหวัดเชียงใหม่พร้อมใจกันสวมเสื้อสีดำ ก็เป็นการแสดงออกถึงความเศร้าโศกและความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความเคารพที่ประชาชนมีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

การสูญเสียครั้งนี้นำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างใหญ่หลวง แต่เราเชื่อมั่นว่า คุณงามความดีและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ จะยังคงอยู่ในความทรงจำของปวงชนชาวไทยตลอดไป และจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนร่วมกันสร้างสรรค์สังคมและประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ส่วนราชการลดธงครึ่งเสา เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ทรงพลัง และเป็นเครื่องเตือนใจให้เราน้อมนำพระราชดำรัสและพระราชกรณียกิจของพระองค์มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีความสุขอย่างยั่งยืน

ที่มา – ส่วนราชการลดธงครึ่งเสาแสดงความอาลัยถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง” สวรรคต