วัน: 25 ตุลาคม 2025

“มาริษ” แนะ ปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชา

“มาริษ” ชี้ ภัยสแกมเมอร์เป็นสงครามมวลมนุษยชาติ แนะรัฐบาลปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาของรัฐบาลเพื่อไทยกับกัมพูชา ใช้การทูตดึงพลังมหาอำนาจ-UN ร่วมแก้ปัญหา

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีแรงงานต่างชาติหลายประเทศ ถูกหลอกกว่า 1,000 คน หลบหนีจากพื้นที่ชายแดนเมียนมาเข้ามาในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หลังกองทัพเมียนมาได้บุกทลาย “เคเคพาร์ค” ว่า เป็นศูนย์ปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งพบว่ามีการใช้อุปกรณ์สตาร์ลิงก์ในศูนย์ปฏิบัติการเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้ว่ามาตรการปราบปรามสแกมเมอร์ที่เข้มงวดของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เริ่มหย่อนสมรรถภาพลงเรื่อยๆ

ทั้งนี้ หลัง นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเด็ดขาดด้วยนโยบาย 3 ตัดแล้ว มีแรงงานหลากหลายประเทศที่ถูกหลอกเข้าไปทำงานในเมียนมา หลบหนีข้ามพรมแดนเข้ามาในฝั่งไทยหลายพันคน ตนเองจึงได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยในทันที และร่วมกับนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเชิญ “กงอัน” หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน มาร่วมประชุมเพื่อคัดกรองแรงงานชาวจีนและเร่งส่งกลับ

รวมถึงตนเองยังได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นที่กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ประสานกับสถานทูตตามหลักมนุษยธรรม จนสามารถช่วยแรงงานต่างชาติให้เดินทางกลับมาตุภูมิได้โดยปลอดภัย ดังนั้น ตนอยากเห็นรัฐบาลเร่งจัดตั้งทีมเฉพาะกิจประสานงานกับประเทศต่างๆ เพื่อช่วยเหลือแรงงานชาติต่างๆ ที่ถูกหลอกเข้าไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา โดยใช้แบบแผนการทำงานที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ได้ดำเนินการไว้ และประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือแรงงานต่างชาติที่ถูกหลอกเข้าไปทำงานในเมียนมา จนได้รับความชื่นชมไปจากทุกภูมิภาค

ขณะเดียวกัน นายมาริษ ยังย้ำถึงปัญหาสแกมเมอร์ว่า ถือเป็นสงครามมวลมนุษยชาติของประชาคมโลก ฉะนั้น ในขณะที่มีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่มาเลเซีย รัฐบาลควรจะมองเห็นและมีบทบาทนำในการดึงความร่วมมือกับนานาประเทศที่ประสบปัญหาการถูกโกงจากสแกมเมอร์ รวมทั้งจะต้องส่งเสริมความร่วมมืออย่างเข้มแข็งกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของสหประชาชาติ ที่พยายามแก้ไขปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ ให้หมดไปจากประชาคม 

ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของนางสาวแพรทองธาร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการอย่างเข้มงวด มีจุดยืนที่ชัดเจน ในการร่วมมือกับนานาประเทศ และเข้าร่วมในกรอบความร่วมมือทั้งหลายขององค์การสหประชาชาติ และอาเซียนทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศว่า เส้นทางการขนส่งเม็ดเงิน และได้ออกมาตรการต่างๆ มารองรับ เช่น ให้กระทรวงการคลังดำเนินการแก้ไขปัญหา ร่วมกับธนาคารต่างๆ เพื่อที่จะอายัดบัญชีเงินของนักธุรกิจที่ทำผิดกฎหมาย หรือจะนำไปใช้เป็นทุนในการสร้างธุรกิจสีเทา รวมทั้งมีการร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ภายในประเทศ ที่มีมาตรการต่างๆ ในการเข้าไปปิดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา

นายมาริษ ยังยกตัวอย่างสิ่งที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยทำไว้ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่เห็นการดำเนินการหรือการต่อยอดจากสิ่งที่รัฐบาลได้ทำในอดีต คือ กระทรวงต่างประเทศ โดยตนและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ริเริ่ม การประชุมหารือครั้งสำคัญ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการประชุม 3 ฝ่าย โดยมีไทย เมียนมา และอินเดีย ส่วนครั้งที่ 2 เป็นการประชุม 4 ฝ่าย โดยมีไทย จีน ลาว และเมียนมา ซึ่งวัตถุประสงค์ของการประชุม 2 ครั้งที่ผ่านมาต้องการที่จะผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ 2 ประการ คือ ความพยายามที่จะเข้าไปแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ในประเทศเมียนมา เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ และความต้องการที่จะแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ข้ามพรมแดน

โดยเฉพาะเรื่องสแกมเมอร์ ทั้ง 2 เรื่องนี้ เป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งสามารถแก้ปัญหา 2 อย่างได้โดยใช้มาตรการ-กลยุทธ์เพียงอันเดียว ซึ่งหลังจากที่ไทยได้มีมาตรการในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในฝั่งประเทศเมียนมาอย่างรุนแรง จึงเป็นเรื่องปกติที่กลุ่มธุรกิจสีเทาจะหาทางออกโดยการย้ายฐานเข้าไปในฝั่งกัมพูชา ดังนั้น หากรัฐบาลปัจจุบันยังไม่ได้มีการดำเนินการสานต่อ หรือยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการต่อยอดจากสิ่งที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ทำไว้ ก็จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยสัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นรูปธรรมสูญเสียไป และเรื่องดังกล่าวทั้งหมด ควรจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันต้องต่อยอด เพื่อรักษาโมเมนตัมของการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาค ซึ่งไทยสามารถให้ประเทศเพื่อนบ้าน และมหาอำนาจในการเข้ามาช่วยกดดัน

นายมาริษ ยังย้ำด้วยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทยร่วมกับจีน และได้มีการประชุมแบบลงรายละเอียดในการแก้ไขปัญหา มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล เส้นทางการเงินของการทำธุรกิจสีเทา ซึ่งในท้ายที่สุดรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้รับคำชื่นชมจากนานาประเทศว่าได้มีการดำเนินนโยบายที่เข้มงวดในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ ผ่านนโยบาย 3 ตัด ซึ่งทั้งเมียนมา และรัฐบาลจีนเอง ก็ได้ให้ความร่วมมือจนนำไปซึ่งการแก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ส่วนการแก้ไขปัญหากัมพูชานั้น นายมาริษ ระบุว่า ช่วงที่ผ่านมาไทย-กัมพูชามีปัญหาการกระทบกระทั่งกันบริเวณชายแดน ซึ่งทำให้เห็นชัดว่ากัมพูชาไม่มีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาร่วมกันกับไทยในการปราบปรามสแกมเมอร์ หรืออาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีความตั้งใจว่า จะใช้กลไกเช่นเดียวกันในการประชุม 3 ฝ่าย ซึ่งจะมีไทย จีน และกัมพูชา ที่ไทยเคยทำสำเร็จมาแล้วในฝั่งของประเทศเมียนมา แต่ด้วยเหตุการณ์การกระทบกระทั่งกันจึงทำให้เรื่องเหล่านี้มีความล่าช้าออกไป แต่ในช่วงที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้หารือกับประเทศจีน รวมทั้งได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ในการสร้างความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา

ในช่วงท้าย นายมาริษ ระบุอีกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทยดำเนินการไว้ ทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการต่างประเทศ แต่โจทย์วันนี้ไม่ใช่เรื่องของการมีนโยบาย แต่เป็นเรื่องของการนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ให้ประเทศไทยมีบทบาทนำในการปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชาในภูมิภาค โดยเฉพาะในอาเซียนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง.

“มาริษ” แนะรัฐบาลปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาของรัฐบาลเพื่อไทย กับกัมพูชา

ทำไมต้องปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชา?

การที่นายมาริษออกมาแนะนำให้รัฐบาลปัจจุบันปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชา สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ การนำแนวทางที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วมาปรับใช้ จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างยิ่ง

โมเดลที่ว่านี้มีความสำคัญอย่างไร? การที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยในอดีตสามารถแก้ไขปัญหาได้นั้น เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ การมีนโยบายที่ชัดเจน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และการประสานงานกับต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแก้ไขปัญหาประสบความสำเร็จ

สถานการณ์ปัจจุบันมีความแตกต่างจากในอดีตอย่างไร? แม้ว่าปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะยังคงอยู่ แต่รูปแบบและวิธีการอาจมีการเปลี่ยนแปลงไป การที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ย้ายฐานไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้การแก้ไขปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้น การที่นายมาริษออกมาเสนอแนะให้รัฐบาลปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชา จึงเป็นข้อเสนอแนะที่มีคุณค่า รัฐบาลควรพิจารณาถึงข้อดีข้อเสีย และนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน การร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและการดึงพลังจากนานาชาติก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากรัฐบาลมีความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง และพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วน ปัญหาแก๊งคอลฯ ก็จะสามารถแก้ไขได้ในที่สุด

การแก้ไขปัญหา ปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชาจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การตระหนักถึงภัยร้ายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการร่วมมือกันป้องกันและแก้ไขปัญหา จะเป็นหนทางที่นำไปสู่การลดปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “มาริษ” แนะรัฐบาลปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาของรัฐบาลเพื่อไทย กับกัมพูชา

“บิ๊กเล็ก” โยนอำนาจ นายกฯ ประกาศสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

ความคืบหน้าล่าสุดกรณีการประกาศความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชาในเวทีอาเซียน พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่าเรื่องนี้ควรเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการตัดสินใจ

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความชัดเจนในการเดินหน้าร่วมลงนามสันติภาพระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยกล่าวว่ามีความเป็นไปได้ แต่ขอให้เรื่องนี้อยู่ในอำนาจการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี

สำหรับคำถามที่ว่า นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ใครเป็นผู้แทนในการลงนาม หรือจะเดินทางไปลงนามด้วยตนเอง พลเอกณัฐพล ตอบสั้นๆ ว่า “ใช่ครับ ใช่ครับ” ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของนายกรัฐมนตรี

“บิ๊กเล็ก” โยนอำนาจ นายกฯ ประกาศสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

ประเด็นเรื่องการลงนามในข้อตกลงสันติภาพและการประกาศความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะที่ให้เกียรติและมอบอำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายให้กับนายกรัฐมนตรี ถือเป็นท่าทีที่เหมาะสมและสอดคล้องกับหลักการบริหารประเทศ

ความสำคัญของการประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

การประกาศความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชาในเวทีอาเซียน มีความสำคัญในหลายมิติ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม การสร้างความเข้าใจอันดีและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและความมั่นคงในภูมิภาค

  • ด้านการเมือง: การประกาศความสัมพันธ์จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ลดความขัดแย้งและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น
  • ด้านเศรษฐกิจ: ความร่วมมือทางเศรษฐกิจจะขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
  • ด้านสังคมวัฒนธรรม: การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการศึกษาจะส่งเสริมความเข้าใจและความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในเรื่องนี้จะต้องพิจารณาถึงผลประโยชน์และความเหมาะสมในทุกด้านอย่างรอบคอบ การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาในอนาคต

การที่ พลเอกณัฐพล ระบุว่าเรื่องนี้อยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรี ก็เป็นการแสดงความเคารพต่อบทบาทและหน้าที่ของผู้นำประเทศในการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาชนและประชาคมระหว่างประเทศว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับประเทศกัมพูชา และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้ความสัมพันธ์นั้นเป็นไปในทิศทางที่ดี

การประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในเวทีอาเซียน ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สร้างสรรค์ของประเทศไทยในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การที่ประเทศไทยและกัมพูชาสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจอันดีต่อกันได้ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่อง “บิ๊กเล็ก” โยนอำนาจ นายกฯ ประกาศสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา นั้น ยังคงต้องติดตามความคืบหน้าต่อไป ว่านายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจอย่างไร และจะมีขั้นตอนการดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่สิ่งที่แน่นอนคือ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับประเทศกัมพูชา และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้ความสัมพันธ์นั้นเป็นไปในทิศทางที่ดี

โดยสรุปแล้ว การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่อง “บิ๊กเล็ก” โยนอำนาจ นายกฯ ประกาศสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความระมัดระวังและความรอบคอบในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลไทย การให้เกียรติและมอบอำนาจการตัดสินใจให้กับนายกรัฐมนตรี ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม และหวังว่าการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีจะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

และสุดท้ายนี้ การประกาศความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชา จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคของเรา

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” โยนเป็นอำนาจนายกฯ ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ในวงอาเซียน

ประชาชนถวายอาลัย “พระพันปีหลวง” หน้าโรงพยาบาลจุฬาฯ

พสกนิกรสวมชุดดำ เดินทางมาถวายความอาลัย “พระพันปีหลวง” หน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์อย่างต่อเนื่องด้วยความโศกเศร้า หลังสำนักพระราชวังออกประกาศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ท่ามกลางความเสียใจของประชาชน

ประชาชนร่วมถวายความอาลัย “พระพันปีหลวง”

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 บรรยากาศที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เต็มไปด้วยความโศกเศร้า มีประชาชนจำนวนมากแต่งกายด้วยชุดดำ เดินทางมาถวายความอาลัยแด่ “พระพันปีหลวง” ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ บริเวณหน้าอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ตั้งแต่เช้ามืด ท่ามกลางบรรยากาศท้องฟ้าครึ้ม

ความรู้สึกจากใจประชาชนที่มาถวายความอาลัย

นายศุภณัฐ ดิษยนุกูล ภัสสร อาจารย์โรงเรียนนานาชาติ โชรส์เบอรี่ เล่าว่า ทราบข่าวการเสด็จสวรรคต และรีบเดินทางมาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตั้งแต่ตีสอง พร้อมนำภาพคุณทวดที่เคยเฝ้าฯ รับเสด็จและนำผลไม้จากสวนทูลเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่จังหวัดสุโขทัย “ครอบครัวผมมีความผูกพันกับพระองค์ท่านมาก ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงช่วยเหลือราษฎรให้มีความอยู่ดีกินดีตลอดรัชสมัย” นายศุภณัฐกล่าว

นางธันยพร อร่ามเมฆา ชาวจังหวัดชลบุรี กล่าวด้วยความอาลัยว่า ในปี 2520 เมื่อครั้งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปในพิธีพระราชทานธงลูกเสือชาวบ้าน ทรงทักทายประชาชนในจังหวัดชลบุรี “ตอนนั้นดิฉันเป็นเด็กที่สุดในกลุ่มคนที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ จึงก้มกราบพระบาท เมื่อเงยหน้าขึ้นมา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง รับสั่งว่า ‘หนูจ๊ะมากับใคร อยู่ที่บ้านกับใคร’ คำถามนั้นทำให้ดิฉันซึ่งเป็นลูกกำพร้ารู้สึกอบอุ่นใจเป็นอย่างมาก” หลังจากนั้น นางธันยพรจึงสมัครเป็นลูกเสือชาวบ้าน อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณ

ประชาชนจากทั่วสารทิศ ต่างเดินทางมาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อร่วมกันถวายความอาลัย “พระพันปีหลวง” แสดงความรักและความเคารพที่มีต่อพระองค์ท่านอย่างสุดซึ้ง เรื่องราวความประทับใจและความทรงจำดีๆ ที่ประชาชนมีต่อพระองค์ท่าน ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยน้ำตาแห่งความอาลัยและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ความสูญเสียครั้งนี้คือความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนของประชาชนตลอดมา พระองค์ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน ทรงอุทิศพระวรกายและพระสติปัญญาเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง พระราชกรณียกิจนานัปการของพระองค์ จะยังคงอยู่ในความทรงจำของคนไทยตลอดไป

ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ขอตั้งจิตอธิษฐาน ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยความเคารพรักและอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้

ภาพ : ธนัท ชยพัทธฤทธี

ที่มา – พสกนิกรสวมชุดดำ เดินทางมาถวายความอาลัย “พระพันปีหลวง” หน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ปีนี้หมีดุ! ญี่ปุ่นทุบสถิติหมีทำร้ายคน

สถานการณ์ ปีนี้หมีดุ ในญี่ปุ่นน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เมื่อจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุหมีทำร้ายคนเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ กลายเป็นสถิติที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตรวมแล้วถึง 10 ราย แซงหน้าสถิติเดิมเมื่อปีที่แล้วที่ 9 ราย เหตุการณ์เหล่านี้สร้างความหวาดกลัวและความกังวลให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทและใกล้ป่า

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นในหมู่บ้านบนภูเขาในจังหวัดอากิตะ ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 3 ราย จากการถูกหมีทำร้าย นอกจากนี้ ยังมีรายงานเหตุการณ์ที่หญิงวัย 70 ปี ถูกหมีทำร้ายในจังหวัดโทยามะ แม้ว่าจะรอดชีวิตมาได้ แต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหา ปีนี้หมีดุ ที่กำลังเกิดขึ้น

ปีนี้หมีดุ: สถิติหมีทำร้ายคนในญี่ปุ่นสูงสุดเป็นประวัติการณ์

รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ ปีนี้หมีดุ และประกาศว่าจะดำเนินมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยจะเพิ่มการฝึกอบรมและสนับสนุนพรานของรัฐ รวมถึงจัดการจำนวนประชากรหมีอย่างเป็นระบบ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุหมีทำร้ายคน

อะไรคือสาเหตุของสถานการณ์ปีนี้หมีดุในญี่ปุ่น?

นักอนุรักษ์ระบุว่า สาเหตุของการเพิ่มขึ้นของเหตุหมีบุกเมืองและทำร้ายคน มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่:

  • ภาวะโลกร้อน: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อแหล่งอาหารตามธรรมชาติของหมี ทำให้พวกมันต้องออกมาหาอาหารในพื้นที่ของมนุษย์มากขึ้น
  • จำนวนประชากรมนุษย์ในพื้นที่ชนบทที่ลดลง: การลดลงของประชากรในพื้นที่ชนบท ทำให้พื้นที่ระหว่างคนกับสัตว์ป่าทับซ้อนกันมากขึ้น เพิ่มโอกาสในการเผชิญหน้าระหว่างคนและหมี
  • สังคมผู้สูงอายุ: จำนวนพรานในประเทศกำลังลดลง เนื่องจากสังคมผู้สูงอายุ ทำให้การจัดการประชากรหมีเป็นเรื่องท้าทายมากขึ้น

ญี่ปุ่นมีหมีอยู่สองสายพันธุ์หลัก ได้แก่ หมีดำเอเชีย และ หมีสีน้ำตาลที่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะฮอกไกโดทางตอนเหนือ แม้จะมีการยิงหมีเพื่อควบคุมจำนวนหลายพันตัวต่อปี แต่สถานการณ์ ปีนี้หมีดุ ก็ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

การแก้ไขปัญหา ปีนี้หมีดุ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อหาแนวทางในการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับหมีอย่างยั่งยืน การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีป้องกันตนเองจากหมี การจัดการแหล่งอาหารของหมีอย่างเหมาะสม และการควบคุมจำนวนประชากรหมีอย่างมีประสิทธิภาพ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุหมีทำร้ายคน

ที่มา – ปีนี้หมีดุ ญี่ปุ่นทุบสถิติ หมีทำร้ายคนตายอีก 1 รวมเป็น 10 ราย

ตะครุบ! หนุ่ม**สวมรอยเป็นลูกค้า สลับเพชร 3 กะรัต**

ไม่รอดเงื้อมมือตำรวจ! หนุ่มแสบทำทีเป็นลูกค้าเข้าไปเลือกชมเพชร ก่อนจะลงมือก่อเหตุสวมรอยเป็นลูกค้า สลับเพชร 3 กะรัต มูลค่าสูงถึง 1.69 ล้านบาท ในร้านเพชรชื่อดังกลางห้างสรรพสินค้า แล้วนำไปขายต่อได้เงินมาแค่ 4 แสนบาท

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 24 ตุลาคม 2568 พ.ต.ท.ณัฐพล สิทธิมงคล รอง ผกก.(สอบสวน) รรท.ผกก.สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ พร้อมด้วย พ.ต.ท.วิชยะ พันธุ์งาม สว.สส. สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ได้ร่วมกันทำการจับกุมตัว นายณัฐวุฒิ น้อยโพธิ์ภัย อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดธัญบุรี ที่ 906/2568 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2568 โดยสามารถจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 บริเวณห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ถนนมเหสักข์ เขตบางรัก แขวงสุริยวงศ์ กรุงเทพฯ พร้อมแจ้งข้อหา “ลักทรัพย์ผู้อื่น”

พ.ต.ท.ณัฐพล สิทธิมงคล รอง ผกก.(สอบสวน) รรท.ผกก. สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 นายอภิชาติ รอดหลัก หรือเฮียหนวด อายุ 34 ปี ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ว่าถูกคนร้ายเข้ามาทำทีเป็นลูกค้าขอชมเพชรที่ร้าน จากนั้นได้ลงมือทำการสวมรอยเป็นลูกค้า สลับเพชร 3 กะรัตจริงไป มูลค่าความเสียหายรวม 1,690,000 บาท เหตุเกิดภายในร้านเพชรแห่งหนึ่งในศูนย์การค้าย่านรังสิต ซึ่งทางนายณัฐวุฒิ ผู้ต้องหา ได้ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้กระทำจริง และเพิ่งจะพ้นโทษในคดีลักทรัพย์ออกมาเมื่อ 5 เดือนที่แล้วเท่านั้น นอกจากนี้ยังพบว่ามีประวัติในการก่อคดีลักทรัพย์ในหลายท้องที่ในเขตนครบาลอีกด้วย จึงขอฝากเตือนไปยังร้านเพชร หรือผู้เสียหายรายอื่นๆ ที่พบว่ามีคนร้ายเข้าไปก่อเหตุในลักษณะเดียวกันกับผู้ต้องหารายนี้ ให้สามารถติดต่อเข้าแจ้งความเพิ่มเติม หรือมาทำการตรวจสอบตัวผู้ต้องหาได้ที่ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์

นอกจากนี้ ยังขอฝากเตือนไปยังร้านเพชรและร้านทอง ให้เพิ่มความระมัดระวังในการสังเกตลักษณะของลูกค้า และดูแลทรัพย์สินของตนเองอย่างใกล้ชิด อย่าประมาทและละสายตาจากสินค้าที่อยู่ภายในร้าน เพราะคนร้ายอาจจะแฝงตัวมาในหลากหลายรูปแบบ

ด้าน นางสาววัชรีย์ยา แสงไกร อายุ 36 ปี พนักงานร้านขายเพชร ให้การว่า คนร้ายได้เข้ามาขอชมสินค้าภายในร้าน เช่น เพชรที่เป็นเม็ด แหวนเพชร และตุ้มหูเพชร โดยครั้งแรกที่ผู้ต้องหาเข้ามาดูสินค้าคือวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ในวันนั้นผู้ต้องหาสวมเสื้อสีเหลือง และสอบถามราคาประมาณ 20 นาที จากนั้นในวันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 14.00 น. ผู้ต้องหาได้กลับมาที่ร้านอีกครั้ง โดยสวมเสื้อเชิ้ตสีเทา และบอกว่า “วันนี้ผมจะมาซื้อแล้วนะครับ” ก่อนจะขอชมต่างหูเพชร และเพชรเม็ดเดี่ยว ซึ่งเขาใช้เวลานานในการเลือกชม และยังได้นำบล็อกแหวนที่สั่งทำมา ลองใส่กับเพชรเม็ดเดี่ยว จากนั้นได้ขอยืมผ้ามาเช็ดทำความสะอาดเพชร

ระหว่างนั้น ผู้ต้องหาได้ถามหาใบเซอร์ ซึ่งเก็บไว้ในตู้เซฟของร้าน ตนจึงหันหลังไปเปิดตู้เซฟเพื่อนำใบเซอร์ออกมา คาดว่าในจังหวะนั้น ผู้ต้องหาได้ทำการสวมรอยเป็นลูกค้า สลับเพชร 3 กะรัต แต่ตนไม่ทันสังเกต พอเขาหยิบเพชรขึ้นมาก็เช็ดทำความสะอาดตามปกติ หลังจากนั้นได้ตกลงกันว่าจะซื้อสินค้า 3 ชิ้น แต่ไม่เอาเพชรเม็ดเดี่ยว และบอกกับตนว่าขอไปขายทองเพื่อนำเงินมาซื้อเพชร จากนั้นเขาก็หายไปประมาณ 2 ชั่วโมง ทำให้เริ่มรู้สึกผิดสังเกต จึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าของร้านให้นำเพชรเม็ดเดี่ยวที่เขาขอดูมาตรวจสอบ ปรากฏว่าไม่พบเลขซีเรียลนัมเบอร์ จึงทราบว่าเพชรถูกสลับเปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งเพชรเม็ดดังกล่าวมีขนาด 3.09 กะรัต ราคา 1,690,000 บาท

เบื้องต้น นายณัฐวุฒิ ให้การรับสารภาพว่า ตนได้กระทำการดังกล่าวจริง และได้นำเพชรไปขายต่อในย่านสะพานควาย ในราคา 4 แสนกว่าบาท และยืนยันว่าทำเพียงคนเดียว โดยไม่ทราบสาเหตุว่าทำไปทำไม เนื่องจากตนเคยถูกจับกุมในคดีลักทรัพย์มาแล้วในเขตนครบาล

ระวัง! กลโกง สวมรอยเป็นลูกค้า สลับเพชร 3 กะรัต

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง? การสวมรอยเป็นลูกค้า สลับเพชร 3 กะรัต เป็นอาชญากรรมที่สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับร้านค้าเพชรและทอง การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

ข้อควรระวังสำหรับร้านเพชรและทอง ป้องกันการ สวมรอยเป็นลูกค้า สลับเพชร 3 กะรัต

  • ติดตั้งกล้องวงจรปิดที่มีความคมชัดสูง
  • ฝึกอบรมพนักงานให้สังเกตพฤติกรรมของลูกค้า
  • ตรวจสอบสินค้าคงคลังอย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการวางเพชรเม็ดใหญ่มูลค่าสูงเกินไปในที่ที่เข้าถึงง่าย

การตื่นตัวและป้องกันไว้ก่อน จะช่วยลดความเสี่ยงจากการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมลักษณะนี้ได้

ที่มา – หนุ่มสวมรอยเป็นลูกค้า สลับเพชร 3 กะรัต ราคา 1.69 ล้าน ในร้านกลางห้างฯ

วิกฤต! เวสต์แฮมออกสตาร์ทแย่สุดรอบ 52 ปี

เวสต์แฮม ยังคงเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ยากลำบากในพรีเมียร์ลีกอย่างต่อเนื่อง หลังพ่ายแพ้ต่อลีดส์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 52 ปีของสโมสร

ผลการแข่งขันดังกล่าวเป็นการพ่ายแพ้ 3 นัดติดต่อกันภายใต้การคุมทีมของผู้จัดการทีมคนใหม่อย่างนูโน เอสปิริโต ซานโต ซึ่งยังไม่สามารถพาทีมคว้าชัยชนะได้เลยนับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งแทนที่เกรแฮม พอตเตอร์เมื่อเดือนกันยายน

ทัพขุนค้อนซึ่งปัจจุบันรั้งอันดับ 19 ของตาราง ทำสถิติชนะเพียงแค่เกมเดียวในฤดูกาลนี้ และเป็นการเอาชนะน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ซึ่งนูโนยังคุมทีมอยู่ที่ซิตี้ กราวนด์ในขณะนั้น

การเก็บได้เพียง 4 คะแนนเท่านั้น ถือเป็นสถิติที่แย่ที่สุดร่วมของเวสต์แฮมในลีก โดยเทียบเท่ากับผลงานในปี 1932-33 และ 1973-74 ซึ่งจบฤดูกาลด้วยการเป็นทีมอันดับสุดท้ายของตาราง

นูโนได้รับการแต่งตั้งเข้ามาด้วยภารกิจสำคัญคือการทำให้เวสต์แฮมไม่ตกชั้น ซึ่งจะทำให้พวกเขาต้องหลุดออกจากการแข่งขันในลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2011-12 แต่สถานการณ์ปัจจุบันของนูโน ซึ่งเก็บได้เพียงแต้มเดียวในนัดแรกที่พบกับเอฟเวอร์ตัน กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในการหาทางออก

“มีปัญหามากมายในสโมสรของเรา น่าเสียดายที่ไม่สามารถซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังปัญหาได้ ทุกคนต้องตื่นตัวและทำมากกว่านี้ รวมถึงอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง” นูโนกล่าว

“เราไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์ในเกมรับได้ และรู้สึกว่าต้องการกองหน้าเพื่อครองบอล นั่นอาจไม่ใช่สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดจากผม”

“ความผิดพลาดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในพรีเมียร์ลีก”

นูโน ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมเวสต์แฮมคนแรกที่ไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลยในการคุมทีม 4 นัดแรกในพรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่มานูเอล เปเยกรินี เมื่อเดือนกันยายน 2018 กล่าวเสริมว่า “มีคุณภาพ มีเวลา แต่ไม่มีอะไรจะเกิดขึ้น หากเราไม่เปลี่ยนแปลง”

“เราต้องเปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนวิธีการเข้าหาปัญหา ต้องทุ่มเทให้มากขึ้น เตรียมตัวให้ดีขึ้น ทำงานให้หนักขึ้น”

“ทุกสิ่งทุกอย่างคือความจริง เราไม่คาดหวังว่าสิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไปเอง การตระหนักว่าเรามีเวลา อาจเป็นความผิดพลาด หากเราไม่รีบเปลี่ยนแปลง”

วิกฤต! เวสต์แฮมออกสตาร์ทแย่สุดรอบ 52 ปี

ในขณะที่น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ และวูล์ฟแฮมป์ตัน ซึ่งเป็นอีกสองสโมสรที่อยู่ในสามอันดับสุดท้ายของตาราง ทำประตูได้น้อยกว่าเวสต์แฮม ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของทัพขุนค้อนอยู่ที่เกมรับ

สโมสรจากลอนดอนเสียไปแล้ว 20 ประตูในฤดูกาลนี้ ซึ่งมากกว่าวูล์ฟแฮมป์ตัน ทีมอันดับสุดท้ายอยู่ 4 ประตู

9 ประตูจากทั้งหมดมาจากการเสียลูกเตะมุม ซึ่งเป็น 3 เท่าของทีมอื่นๆ (แอสตัน วิลลา, ฟูแล่ม และลีดส์ เสียไปทีมละ 3 ประตู) และเป็นจำนวนที่มากที่สุดที่ทีมใดทีมหนึ่งเสียประตูในลักษณะนี้ในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก ณ ช่วงเวลานี้ของฤดูกาล

นอกจากนี้ ร็อบ กรีน อดีตผู้รักษาประตูของเวสต์แฮมและทีมชาติอังกฤษ ยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของแนวทางแท็คติกของนูโนในการแข่งขันล่าสุด โดยเฉพาะการตัดสินใจให้โอลิเวอร์ สการ์เลส และอารอน วาน-บิสซาก้า เล่นในตำแหน่งที่ไม่ถนัด ซึ่งส่งผลเสียอย่างชัดเจน

“มันเหมือนกับการเล่นซ้ำรอยเดิมจากคืนวันจันทร์ (เกมที่แพ้ให้กับเบรนท์ฟอร์ด) รูปแบบการเล่นที่เราไม่เข้าใจ การใช้ฟูลแบ็กกลับด้าน การให้ฟูลแบ็กเล่นในฝั่งที่ไม่ถนัด มันไม่ได้ผลในวันจันทร์ แล้วพวกเขาก็ทำอีกครั้ง?” กรีนกล่าวกับสกายสปอร์ต

“ผมไม่เข้าใจว่าคุณสามารถเปลี่ยนตัวผู้เล่น 5 คน แล้วได้ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่ดีขึ้นและรูปแบบการเล่นที่ดีขึ้นได้อย่างไร ไม่มีอะไรสมเหตุสมผลเลย”

“พวกเขากำลังอยู่ใน วิกฤต! เวสต์แฮมออกสตาร์ทแย่สุดรอบ 52 ปี นี่เป็นสถานการณ์ที่อันตราย เราเคยเห็นทีมที่อยู่ในช่วงแพ้ติดต่อกันเช่นนี้ ร่วงหล่นจากพรีเมียร์ลีกไปแล้ว”

“เราอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย”

โดยรวมแล้ว เวสต์แฮมวิ่งน้อยกว่าลีดส์ถึงกว่า 6 กิโลเมตรในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือปฏิกิริยาของพวกเขาต่อการเสียสองประตูภายใน 15 นาที

ในขณะที่ลีดส์มีความมั่นใจมากขึ้น ผู้มาเยือนดูเหมือนจะหมดแรง และกลับมาสู่เกมได้ช้าเกินไปที่จะคว้าแต้ม

“บรรยากาศในห้องแต่งตัวย่ำแย่ เมื่อคุณอยู่อันดับรองสุดท้ายของลีก” จาร์รอด โบเวน กัปตันทีมเวสต์แฮมกล่าวกับสกายสปอร์ต

“วิธีเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ได้คือการที่เราก้าวขึ้นมาและแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น เราต้องการสิ่งนั้นมากกว่านี้ มันง่ายที่จะหลบซ่อนและหวาดกลัว มันพูดง่ายกว่าทำในบางครั้ง”

“จงลุยและขุดลึกลงไป ไม่มีใครมอบสิ่งนี้ให้กับเรา เราอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายจริง ๆ และเราต้องเผชิญหน้ากับความจริงนั้น คุณต้องเผชิญหน้ากับความจริงในสิ่งที่เราเป็น และตอนนี้เรากำลังอยู่ใน วิกฤต! เวสต์แฮมออกสตาร์ทแย่สุดรอบ 52 ปี

“พรีเมียร์ลีกคือลีกที่ยากที่สุด เราเล่นได้ไม่ดีและไม่ได้ผลการแข่งขัน เราต้องเปลี่ยนแปลงมัน เราเป็นคนเดียวที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้”

สถานการณ์ของ เวสต์แฮม น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง พวกเขาต้องแก้ไขปัญหาทั้งในด้านเกมรับ แท็คติก และทัศนคติของนักเตะก่อนที่จะสายเกินแก้ การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างเร่งด่วนเพื่อพลิกสถานการณ์และกอบกู้ฤดูกาลนี้

ที่มา – ‘They’re in trouble’ – West Ham make worst start in 52 years

Oxtoby ชี้ NI ‘ยังอยู่ในเกม’ แม้พ่ายนัดแรก

Tanya Oxtoby ผู้จัดการทีมไอร์แลนด์เหนือกล่าวว่าทีมของเธอยัง “ยังอยู่ในเกม” แม้จะแพ้ต่อไอซ์แลนด์ 2-0 ในบ้านของพวกเขาในการแข่งขันเลื่อนชั้น/ตกชั้น Nations League

เป็นการแสดงที่โดดเด่นจากทีมของ Thorsteinn Halldorsson ซึ่งขึ้นนำในนาทีที่ 31 เมื่อ Glodis Viggosdottir โหม่งฟรีคิกของ Karolina Vilhjalmsdottir ผ่าน Jackie Burns

แม้ว่าไอร์แลนด์เหนือจะป้องกันอย่างแข็งขันในระหว่างการเล่นแบบเปิด แต่พวกเขายังคงต้องดิ้นรนกับการเซ็ตพีซในครึ่งหลัง โดย Ingibjorg Sigurdardottir โหม่งฟรีคิกอีกลูกในนาทีที่ 75

“เราไม่ฉลองความพ่ายแพ้ แต่ผลงานนั้นยอดเยี่ยมมาก” Oxtoby กล่าว

“เราต้องฉลองสิ่งนั้น ฉันคิดว่าวิธีที่ผู้เล่นดำเนินการตามแผนการเล่น เราไม่ได้เสียประตูจากการเล่นแบบเปิด”

“ประตูแรกน่าหงุดหงิดเพราะฉันคิดว่ามันสามารถป้องกันได้จริงๆ จากมุมมองของเรา แต่เราจะได้เรียนรู้จากสิ่งนั้น”

“มันคือ 2-0 เรายังอยู่ในเกม มีการปรับปรุงที่ต้องทำ แต่โดยรวมแล้ว ฉันภูมิใจในกลุ่มมาก”

Northern Ireland ‘stuck together’

เมื่อเข้าสู่เกม ทีมของ Oxtoby ไม่มี Simone Magill กัปตันทีม, Laura Rafferty, Ellie Mason และ Brenna McPartlan เนื่องจากอาการบาดเจ็บ โดย Rebecca Holloway ถูกแบน

เจ้าบ้านซึ่งอยู่ในอันดับที่ 44 ในการจัดอันดับของ Fifa พยายามที่จะบุกเข้าไปในพื้นที่สุดท้าย แต่มีโอกาสครึ่งหนึ่งหลายครั้ง โดย Mia Moore ที่ประเดิมสนามยิงออกไป และ Emily Wilson ก็ยิงหลุดเป้าไปเช่นกัน

Oxtoby ชื่นชมความยืดหยุ่นของทีมของเธอในระหว่างเกมแรกและเสริมว่าเธอ “มั่นใจ” สำหรับการแข่งขันในวันอังคารที่จะถึงนี้

“เมื่อคุณเล่นกับทีมที่ดี คุณจะไม่ได้ครองบอลมากนัก และคุณจะต้องทนทุกข์ทรมาน” เธอกล่าวเสริม

“คุณจะเป็นใครในช่วงเวลานั้น? ฉันคิดว่าเราได้เห็นแล้วว่า กลุ่มนี้เกี่ยวกับอะไร พวกเขาเกาะกลุ่มกัน ถ้าคนหนึ่งถูกตี อีกคนก็เข้ามา”

“เราไม่จำเป็นต้องต้องการที่จะขยายและผลักดันเพื่อทำประตู เราต้องการอยู่ในรูปทรงของเราและมองหาการโต้กลับ”

สถานการณ์ของทีมชาติไอร์แลนด์เหนือภายใต้การคุมทีมของ Tanya Oxtoby นั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง แม้ว่าพวกเขาจะพ่ายแพ้ในบ้านต่อไอซ์แลนด์ด้วยสกอร์ 2-0 ในเลกแรกของเกมเพลย์ออฟ Nations League แต่ผู้จัดการทีมยังคงมองโลกในแง่ดีและเชื่อว่าทีมของเธอยังยังอยู่ในเกม การขาดผู้เล่นหลักหลายคนเนื่องจากอาการบาดเจ็บและการแบนทำให้สถานการณ์ยากลำบากยิ่งขึ้น แต่ Oxtoby เน้นย้ำถึงความยืดหยุ่นและการทำงานเป็นทีมของลูกทีมของเธอ

ถึงกระนั้น ผลการแข่งขันก็ไม่สามารถบดบังความจริงที่ว่าไอร์แลนด์เหนือต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการแข่งขันกับทีมไอซ์แลนด์ที่แข็งแกร่ง การเสียประตูจากลูกตั้งเตะเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนหากพวกเขาหวังที่จะพลิกสถานการณ์ในการแข่งขันเลกที่สอง ความสามารถในการปรับปรุงเกมรับและใช้โอกาสในการโต้กลับจะเป็นกุญแจสำคัญในการประสบความสำเร็จ

แน่นอนว่าการกลับไปเล่นในบ้านของไอซ์แลนด์จะเป็นงานที่ยากลำบากอย่างยิ่ง แต่ความเชื่อมั่นของ Oxtoby ในทีมของเธอนั้นชัดเจน ความสามารถในการรักษาความมุ่งมั่นและความสามัคคีในหมู่ผู้เล่นจะเป็นสิ่งสำคัญในการเอาชนะอุปสรรคและต่อสู้เพื่อโอกาสในการเลื่อนชั้น

โอกาสของไอร์แลนด์เหนือที่จะ ‘ยังอยู่ในเกม’

การที่ Tanya Oxtoby ยังคงยืนยันว่าทีมของเธอยังยังอยู่ในเกม สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในศักยภาพของทีมและความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้จนถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้ในบ้านและขาดผู้เล่นหลัก แต่จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้และไม่ยอมแพ้ยังคงเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนทีมนี้ไปข้างหน้า

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ประสบการณ์นี้จะเป็นบทเรียนที่มีค่าสำหรับทีมไอร์แลนด์เหนือ ในการเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ พวกเขาได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง ความยืดหยุ่น และความสามัคคี ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จะช่วยให้พวกเขาเติบโตและพัฒนาต่อไปในอนาคต

การแข่งขันเลกที่สองจะเป็นบทพิสูจน์ที่แท้จริงถึงความสามารถของทีมในการเอาชนะอุปสรรคและการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงของพวกเขา ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร พวกเขาจะยังคงเป็นตัวแทนของประเทศด้วยความภาคภูมิใจและความมุ่งมั่น

ที่มา – Oxtoby: NI ‘still in the tie’ despite first-leg loss

ประมูลภาพวาดปิกัสโซ ทุบสถิติ 1,280 ล้าน

วงการศิลปะฮือฮา! การประมูลภาพวาดผลงาน “ปิกัสโซ” ที่ถูกเก็บซ่อนมากว่า 80 ปี ในกรุงปารีสสร้างสถิติใหม่ ด้วยมูลค่าสูงถึง 1,280 ล้านบาท หลังถูกเก็บรักษาในคอลเล็กชันส่วนตัวมาอย่างยาวนาน

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว France24 รายงานว่า ภาพวาดชื่อ “Bust of a Woman with a Flowered Hat” ผลงานของศิลปินเอกระดับโลก ปาโบล ปิกัสโซ ได้สร้างความตื่นตะลึงในโลกศิลปะ เมื่อถูกนำออกมาประมูลภาพวาดผลงาน “ปิกัสโซ” ที่ถูกเก็บซ่อนมากว่า 80 ปี เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 8 ทศวรรษ ณ บ้านประมูลดรูโอต์ ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมีผู้ประมูลไปด้วยราคาสูงถึง 27 ล้านยูโร และเมื่อรวมค่าธรรมเนียมแล้ว มูลค่ารวมพุ่งสูงถึง 32,012,397 ยูโร หรือประมาณ 1,280 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นราคาสูงสุดสำหรับการประมูลภาพวาดผลงาน “ปิกัสโซ” ที่ถูกเก็บซ่อนมากว่า 80 ปี ในฝรั่งเศสประจำปีนี้

คริสตอฟ ลูเซียง นายประมูลของงาน กล่าวว่า ภาพวาดชิ้นนี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในเดือนกรกฎาคม ปี 2486 เป็นภาพเหมือนของ โดรา มาร์ ศิลปินและช่างภาพ ผู้เป็นทั้งคนรักและแรงบันดาลใจของปิกัสโซ ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กำลังสิ้นสุดลงอย่างขมขื่น ผลงานชิ้นนี้ถูกซื้อเก็บไว้ตั้งแต่ปี 2487 และไม่เคยถูกนำออกจำหน่ายอีกเลย จนกระทั่งทายาทของผู้เป็นเจ้าของเดิมตัดสินใจนำออกมาประมูลในปีนี้

แอกแนส เซเวสเทร-บาร์เบ นักวิชาการด้านศิลปะ ผู้เชี่ยวชาญผลงานของปิกัสโซ กล่าวว่า ภาพวาดนี้ยังคงสภาพสมบูรณ์เหมือนกับวันที่ออกจากสตูดิโอเป็นครั้งแรก การที่ภาพไม่ได้ถูกเคลือบเงา ทำให้เราได้เห็นทุกชั้นสีที่แท้จริง และสัมผัสได้ถึงอัจฉริยภาพทางศิลปะของปิกัสโซอย่างแท้จริง

ประมูลภาพวาดผลงาน “ปิกัสโซ” ที่ถูกเก็บซ่อนมากว่า 80 ปี

แม้ว่าราคาประมูลครั้งนี้จะสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ภาพวาดชิ้นนี้ก็ยังไม่ใช่ผลงานที่มีมูลค่าสูงที่สุด ในปี 2566 ภาพ “Woman with a Watch” ถูกจำหน่ายไปด้วยราคาสูงถึง 139.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,040 ล้านบาท ในขณะที่สถิติสูงสุดยังคงเป็นของภาพ “Women of Algiers” ที่ขายได้ในราคาสูงถึง 179.4 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6,490 ล้านบาท เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา

ทำไมการประมูลภาพวาดปิกัสโซครั้งนี้ถึงเป็นที่ฮือฮา?

  • เป็นการประมูลครั้งแรกในรอบ 80 ปี
  • ภาพวาดอยู่ในสภาพสมบูรณ์
  • เป็นภาพเหมือนของ โดรา มาร์ คนรักของปิกัสโซ

การประมูลภาพวาดของปิกัสโซครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความต้องการในผลงานศิลปะของศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลก ที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำคัญของศิลปะในการบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และความรู้สึกของมนุษย์

ที่มา – ประมูลภาพวาดผลงาน “ปิกัสโซ” ที่ถูกเก็บซ่อนมากว่า 80 ปี ทุบราคา 1,280 ล้านบาท

ฟาร์เก้ ชม ลีดส์ เล่นกล้าหาญ

ฟาร์เก้ ชม ลีดส์ เล่นกล้าหาญ

เนื้อหานี้ไม่สามารถใช้ได้ในพื้นที่ของคุณ

เกิดข้อผิดพลาด

ผู้จัดการทีม ดาเนียล ฟาร์เก้ ชื่นชม ลีดส์ หลังจากชัยชนะเหนือ เวสต์แฮม 2-1 โดยเน้นย้ำถึง “การเล่นที่ดุดันและกล้าหาญ” ของทีม

อ่านเพิ่มเติม: ลีดส์คว้าชัยชนะพรีเมียร์ลีกนัดที่สาม ส่งผลกระทบต่อเวสต์แฮมที่กำลังดิ้นรน

สำหรับผู้ใช้ในสหราชอาณาจักรเท่านั้น

  • Section
  • Published

ฟาร์เก้ ชม ลีดส์ เล่นกล้าหาญ

ดาเนียล ฟาร์เก้ ผู้จัดการทีมลีดส์ ยูไนเต็ด ได้ออกมากล่าวชื่นชมลูกทีมหลังจบเกมที่สามารถเอาชนะเวสต์แฮมไปได้ด้วยสกอร์ 2-1 โดยฟาร์เก้ได้เน้นย้ำถึงความกล้าหาญและความดุดันในการเล่นของทีม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาเก็บชัยชนะในบ้านได้สำเร็จ

“ผมคิดว่าวันนี้เราแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความกล้าหาญอย่างมาก” ฟาร์เก้กล่าว “เราเล่นด้วยความดุดันและไม่เกรงกลัว ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำเพื่อเอาชนะทีมที่แข็งแกร่งอย่างเวสต์แฮม”

การเล่นที่กล้าหาญของลีดส์

ฟาร์เก้ยังได้กล่าวถึงการปรับปรุงในเรื่องของเกมรับและความสามารถในการจบสกอร์ของทีม ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญในการฝึกซ้อม “เราทำงานกันอย่างหนักในเรื่องของเกมรับ และผมดีใจที่ได้เห็นว่ามันเริ่มส่งผลให้เห็นในสนาม” ฟาร์เก้กล่าว “นอกจากนี้ เรายังสามารถสร้างโอกาสในการทำประตูได้มากมาย และผมหวังว่าเราจะสามารถรักษาฟอร์มแบบนี้ต่อไปได้”

ชัยชนะในนัดนี้ทำให้ลีดส์ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่สูงขึ้นในตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก และเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับทีมในการลงเล่นในนัดต่อๆ ไป แฟนบอลของลีดส์ต่างก็แสดงความดีใจกับผลงานของทีม และหวังว่าทีมจะสามารถรักษาฟอร์มการเล่นที่ดีแบบนี้ต่อไปได้ตลอดฤดูกาล

ลีดส์ เล่นกล้าหาญ ในเกมนี้อย่างเห็นได้ชัด การเพรสซิ่งสูงและการเข้าปะทะที่หนักหน่วงสร้างความยากลำบากให้กับเวสต์แฮมในการสร้างเกม และทำให้ลีดส์สามารถครองบอลและสร้างโอกาสได้มากกว่า

การที่ ฟาร์เก้ ชม ลีดส์ เล่นกล้าหาญ แสดงให้เห็นว่าเขามองเห็นถึงพัฒนาการของทีมและความมุ่งมั่นในการเล่นเพื่อชัยชนะ ชัยชนะนัดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อลีดส์ในการสร้างความมั่นใจและรักษาโมเมนตัมในการแข่งขันพรีเมียร์ลีก

นอกจากนี้ การที่ ฟาร์เก้ ชม ลีดส์ เล่นกล้าหาญ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังทีมอื่นๆ ในลีกว่าลีดส์พร้อมที่จะสู้และไม่ยอมแพ้ง่ายๆ พวกเขาจะยังคงทำงานหนักต่อไปเพื่อพัฒนาทีมและสร้างผลงานที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

ชัยชนะของลีดส์ในนัดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของโชคช่วย แต่เป็นผลมาจากการทำงานหนัก การวางแผนที่ดี และความมุ่งมั่นของนักเตะทุกคนภายใต้การนำของดาเนียล ฟาร์เก้

ทีมแสดงให้เห็นถึงสปิริตที่ยอดเยี่ยมและความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำพาพวกเขาไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

ถึงแม้ว่ายังมีสิ่งที่ต้องปรับปรุงอีกมากมาย แต่ชัยชนะในนัดนี้เป็นก้าวสำคัญในการสร้างทีมที่แข็งแกร่งและพร้อมที่จะแข่งขันในระดับสูงสุด

การที่ฟาร์เก้ให้ความสำคัญกับการเล่นอย่างกล้าหาญและดุดัน แสดงให้เห็นถึงปรัชญาการทำทีมของเขา ซึ่งเน้นการสร้างทีมที่มีความกระตือรือร้นและพร้อมที่จะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อชัยชนะ

ปรัชญาแบบนี้สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเตะทุกคนและทำให้พวกเขามีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น และนั่นคือสิ่งที่ลีดส์ต้องการเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในการแข่งขันพรีเมียร์ลีก

โดยรวมแล้ว ชัยชนะของลีดส์ในนัดนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของทีมและการทำงานที่ยอดเยี่ยมของดาเนียล ฟาร์เก้ และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของสโมสร

ดังนั้นแล้ว การที่ฟาร์เก้ได้ออกมาชมเชยลูกทีมสำหรับความกล้าหาญ มันเป็นกำลังใจและแรงผลักดันให้ผู้เล่นอยากที่จะพัฒนาตัวเองมากขึ้นไปอีก เพื่อทีมและเพื่อแฟนบอล

ที่มา – Farke praises ‘aggressive, brave performance’ from Leeds