วัน: 26 ตุลาคม 2025

เพื่อไทยชิงหัวหน้า! “จาตุรนต์” เต็งหนึ่ง

สส.เพื่อไทย โยน 4 รายชื่อชิงหัวหน้าพรรคคนใหม่ “จาตุรนต์ ฉายแสง” ตัวเต็ง “ชลน่าน ศรีแก้ว” ลุ้นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคเพื่อไทยกำลังเป็นที่จับตา

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย สำหรับการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทย เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคชุดใหม่ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ภายหลังจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ทำให้ขณะนี้บรรดา สส. ของพรรคเพื่อไทยต่างพูดคุยถึงแคนดิเดตของคนที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ จากเดิมที่มี 2 รายชื่อคือ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ ที่มีความโดดเด่น จุดแข็งในเรื่องของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ถือเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายประชาธิปไตยในเวทีการเมืองมาอย่างยาวนาน, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ ที่มีเสียงสนับสนุนในความเป็นคนรุ่นใหม่ ทำงานช่วย น.ส.แพทองธาร ในช่วงที่อยู่ในตำแหน่ง ล่าสุดมีการหยิบยกรายชื่อขึ้นมาอีก 2 รายชื่อคือ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่านพรรคเพื่อไทย ที่มีความโดดเด่นในสภาผู้แทนราษฎร และเคยเป็นหัวหน้าพรรคในช่วงการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มีบทบาทนำอย่างชัดเจน อีกรายชื่อ นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ เนื่องจากมีความโดดเด่นงานสภาฯ เช่นเดียวกัน เพราะเคยทำหน้าที่เป็นผู้อภิปรายสรุปจบในหลายๆ ครั้ง

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า รายชื่อที่ได้รับเสียงสนับสนุนมากที่สุดคือ นายจาตุรนต์ เพราะต่างมองที่จุดเด่นในความเป็นนักประชาธิปไตย ที่เหมาะจะมานำพรรคในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อเรียกคะแนนนิยมให้กับพรรค ในส่วนของ นพ.ชลน่าน ที่มีความโดดเด่นเรื่องความเป็นผู้นำ สส.บางส่วน เห็นว่าควรให้ไปลุ้นเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยที่ต้องเสนอจำนวน 3 รายชื่อ โดยการเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ทางผู้บริหารพรรคค่อนข้างเปิดกว้างกว่าครั้งก่อนๆ ทำให้วันที่ 28 ตุลาคมที่จะมีการประชุมสส.พรรค จะเปิดโอกาสให้ สส. ได้แสดงความคิดเห็นอย่างเปิดกว้างเพื่อสะท้อนมุมมองให้สมาชิกนำข้อคิดเห็นไปประกอบการตัดสินใจในวันเลือกหัวหน้าพรรควันที่ 31 ตุลาคมนี้

ใครจะเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่?

การเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ นับว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญที่พรรคเพื่อไทยต้องตัดสินใจเลือกบุคคลที่เหมาะสมที่สุดเพื่อนำพาพรรคไปข้างหน้า ท่ามกลางความท้าทายทางการเมืองที่ซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่รวดเร็ว

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

การพิจารณาเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่นี้ มีหลายปัจจัยที่ต้องนำมาประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ:

  • ความเป็นผู้นำ: หัวหน้าพรรคต้องมีภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง สามารถนำพา สส. และสมาชิกพรรคให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้
  • วิสัยทัศน์: ต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาของประชาชน
  • ความสามารถในการสื่อสาร: สามารถสื่อสารนโยบายของพรรคให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างชัดเจน
  • ประสบการณ์: มีประสบการณ์ทางการเมืองที่เพียงพอในการบริหารพรรคและแก้ไขปัญหาต่างๆ
  • ภาพลักษณ์: มีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นที่ยอมรับของประชาชน

การตัดสินใจเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ จะส่งผลต่อทิศทางและอนาคตของพรรคเพื่อไทยอย่างมาก พรรคจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเลือกบุคคลที่เหมาะสมที่สุดเพื่อนำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จ ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การมีผู้นำที่สามารถปรับตัวและนำพาพรรคไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การเลือกหัวหน้าพรรคไม่ได้เป็นเพียงแค่การหาผู้นำ แต่เป็นการกำหนดทิศทางของพรรคเพื่อไทยในอนาคต

ที่มา – สส.เพื่อไทยโยน 4 รายชื่อชิงหัวหน้า “จาตุรนต์” ตัวเต็ง “ชลน่าน” ลุ้นแคนดิเดตนายกฯ

สลด! ดับยกคัน 4 ศพ เก๋งเสียหลักตกน้ำ

อุบัติเหตุสลดเกิดขึ้นที่พะเยา เมื่อรถเก๋งเสียหลักตกลงไปในน้ำข้างทาง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 4 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดการณ์ว่าสาเหตุอาจเกิดจากคนขับไม่ชำนาญเส้นทาง ทำให้ ดับยกคัน 4 ศพ เก๋งเสียหลักตกน้ำข้างทาง

เหตุการณ์ ดับยกคัน 4 ศพ เก๋งเสียหลักตกน้ำข้างทาง นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม เวลา 18.57 น. ร.ต.อ.ชาติศิริ จี๋คำวัน รองสว.(สอบสวน) สภ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์เก๋งตกลงไปในคูน้ำริมถนนสายป่าซาง-ดงสุวรรณ บ้านกองแล ม.6 ต.ดงสุวรรณ เขตรอยต่อ ต.ป่าซาง อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยแพทย์นิติเวชและชุดกู้ภัยจากหลายหน่วยงาน

ในที่เกิดเหตุ พบพลเมืองดีได้ช่วยกันนำร่างของผู้ประสบเหตุออกจากรถเก๋งยี่ห้อนิสสัน อัลเมร่า สีดำ ทะเบียนพะเยา ซึ่งจมอยู่ในน้ำ โดยพบว่าเป็นผู้เสียชีวิตทั้งหมด 4 ราย ประกอบด้วยผู้ใหญ่ 3 ราย และเด็ก 1 ราย ได้แก่ นายสยามพล อายุ 29 ปี, นายสิทธิชัย อายุ 32 ปี, น.ส.สุกัญญา อายุ 27 ปี และเด็กชาย อายุ 3 ขวบ

เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำร่างผู้เสียชีวิตส่งไปยังแผนกนิติเวช โรงพยาบาลดอกคำใต้ เพื่อให้แพทย์ทำการชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนที่จะมอบร่างให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ดับยกคัน 4 ศพ เก๋งเสียหลักตกน้ำข้างทาง

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า รถคันดังกล่าวได้ขับมาตามถนน แต่คนขับอาจจะไม่ชำนาญเส้นทาง เนื่องจากเป็นถนนเส้นทางรอง และไม่มีแสงสว่างเพียงพอ อีกทั้งถนนมีลักษณะแคบ ทำให้รถเสียหลักตกลงไปในคูน้ำริมถนน เป็นเหตุให้มีผู้ติดอยู่ในรถและเสียชีวิตทั้งหมด

สาเหตุเบื้องต้น ดับยกคัน 4 ศพ เก๋งเสียหลักตกน้ำข้างทาง

ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่จะได้สันนิษฐานถึงสาเหตุเบื้องต้นของการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้แล้ว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการเร่งหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อสืบหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุที่นำมาซึ่งความสูญเสียอันน่าเศร้าในครั้งนี้ต่อไป

อุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้นได้เสมอ การขับขี่ยานพาหนะด้วยความระมัดระวัง การพักผ่อนให้เพียงพอ และการทำความคุ้นเคยกับเส้นทางที่ไม่เคยไป จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – ดับยกคัน 4 ศพ เก๋งเสียหลักตกน้ำข้างทาง คาดคนขับไม่ชินทาง

NARIT คาดการณ์ “ลูกไฟเหนือท้องฟ้า” ดาวตกชนิดระเบิด


เมื่อช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา หลายคนอาจจะเห็นปรากฏการณ์ “ลูกไฟเหนือท้องฟ้า” กันบ้างแล้ว ซึ่งทางสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ได้ออกมาคาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจเป็นดาวตกชนิดระเบิด

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ทางเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า ในช่วงเวลาประมาณ 00.28 น. ได้เกิด“ลูกไฟเหนือท้องฟ้า” สว่างวาบบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออกของประเทศไทย พร้อมกับเสียงดัง โดยเบื้องต้นคาดว่าจะเป็น ‘ดาวตกชนิดระเบิด’ (Bolide) ที่อาจเกี่ยวข้องกับฝนดาวตกโอไรออนิดส์ (Orionids) แต่ไม่เกี่ยวข้องกับดาวหางเลมมอน

“ลูกไฟเหนือท้องฟ้า” คืออะไร?

จากลักษณะที่ปรากฏในคลิปวิดีโอต่างๆ ทาง NARIT คาดว่าเป็นดาวตกชนิดระเบิด (Bolide) ที่มีความสว่างมากกว่าแมกนิจูดปรากฏ -14.0 (สว่างกว่าดวงจันทร์เต็มดวง) โดยทั่วไปแล้ว จะมีความสูงอยู่ที่ 80 ถึง 120 กิโลเมตร ทำให้สามารถสังเกตเห็นได้ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก

ทำไมถึงเกิด “ลูกไฟเหนือท้องฟ้า” ในช่วงนี้?

ในช่วงวันที่ 2 ตุลาคม – 7 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นช่วงของฝนดาวตกโอไรออนิดส์ ซึ่งมีต้นกำเนิดจากดาวหางฮัลเลย์ มีความเป็นไปได้ที่“ลูกไฟเหนือท้องฟ้า” ดวงนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของฝนดาวตกดังกล่าว โดยมีอัตราการตกเฉลี่ยสูงสุดประมาณ 20 ดวงต่อชั่วโมง ในคืนวันที่ 21 ถึงรุ่งเช้า 22 ตุลาคม 2568 นอกจากนี้ในประเทศไทยเองก็เคยมีปรากฏการณ์ดาวตกชนิดระเบิดจากฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ (Perseids) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

แม้ว่าวัตถุที่กลายเป็นดาวตกดวงนี้จะไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลวัตถุใกล้โลก (Near-Earth Object: NEO) แต่ทางศูนย์การศึกษาวัตถุใกล้โลก ห้องปฏิบัติการเครื่องยนต์ขับเคลื่อนไอพ่น (Jet Propulsion Laboratory หรือ JPL) ขององค์การนาซา ได้ตรวจพบดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกแล้ว 39,771 ดวง (ข้อมูล ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2568) แบ่งเป็น:

  • ขนาดใหญ่กว่า 140 เมตร: 11,466 ดวง
  • ขนาดใหญ่กว่า 1 กิโลเมตร: 877 ดวง
  • ดาวหางใกล้โลก: 123 ดวง

แสดงให้เห็นว่า วัตถุใกล้โลกที่มีขนาดใหญ่นั้น นักดาราศาสตร์ตรวจพบและคำนวณวงโคจรหมดแล้ว และไม่พบความเสี่ยงที่จะพุ่งชนโลก อย่างไรก็ตาม วัตถุใกล้โลกขนาดเล็ก ยังตรวจพบได้ไม่หมดเนื่องจากขนาดเล็กและระยะห่างที่ไกล แต่เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้นักดาราศาสตร์ตรวจพบวัตถุใกล้โลกเพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ปรากฏการณ์“ลูกไฟเหนือท้องฟ้า” ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สวยงามและน่าสนใจ ถึงแม้ว่าอาจจะดูน่าตกใจ แต่ก็เป็นโอกาสดีที่ทำให้เราได้เรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับดาราศาสตร์มากยิ่งขึ้น อย่าลืมติดตามข่าวสารและข้อมูลจาก NARIT เพื่ออัปเดตปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกมากมาย

ที่มา – NARIT คาด “ลูกไฟเหนือท้องฟ้า” ช่วงเที่ยงคืน อาจเป็นดาวตกชนิดระเบิด

อภิสิทธิ์เชิดชู “สมเด็จพระพันปีหลวง” ต้นแบบซอฟต์พาวเวอร์

ในยุคที่ Soft Power กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ “อภิสิทธิ์” ได้ออกมาเชิดชูพระราชจริยวัตร “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในฐานะต้นแบบซอฟต์พาวเวอร์ที่ดีที่สุดของชาติ บนเวที BITKUB SUMMIT 2025

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในงานเสวนาหัวข้อ “THAILAND GAME CHANGER 2026: ความหวัง? เศรษฐกิจ สังคม ประชาชน ประเทศไทย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน BITKUB SUMMIT 2025 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งานเสวนาดังกล่าวนับเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้นำทางการเมืองจากหลายพรรคมาเเลกเปลี่ยนความคิดเห็น

“สมเด็จพระพันปีหลวง” ต้นแบบซอฟต์พาวเวอร์ของชาติ

นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวย้ำถึงรากฐานของการพัฒนาประเทศ โดยน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ โครงการที่สร้างทักษะใหม่และผลักดันสินค้าชุมชนตั้งแต่ 50 ปีที่แล้ว การที่ “อภิสิทธิ์” กล่าวถึงพระองค์ท่าน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสืบสานพระราชดำริเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้อัญเชิญพระราชดำรัสที่ตอกย้ำความสำคัญของการพัฒนาที่สมดุลว่า “ถ้าพระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า…” ที่ทำให้คนไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาที่สมดุล พร้อมกันนี้ยังได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในพระราชจริยวัตร การแย้มพระสรวลเมื่อทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเยือนต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นต้นแบบที่ดีที่สุดของซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทย จากคำกล่าวของนายอภิสิทธิ์ ถือเป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลง (Game Changer) สำหรับประเทศไทยในปี 2569 ทั้งเป็นการตอกย้ำว่า การขับเคลื่อนประเทศให้เข้าสู่โอกาสใหม่ๆ ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาที่คำนึงถึงความยั่งยืนและความสมดุลอันมีรากฐานมรดกทางวัฒนธรรม และการน้อมนำพระราชจริยวัตรอันเป็นที่ประจักษ์ จะเป็นการสร้างสรรค์ภาพลักษณ์และโอกาสใหม่ๆ ให้แก่ประเทศชาติได้อย่างแท้จริง” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

ทำไมต้อง “สมเด็จพระพันปีหลวง” กับซอฟต์พาวเวอร์?

การที่นายอภิสิทธิ์ยกย่อง “สมเด็จพระพันปีหลวง” ในฐานะต้นแบบของซอฟต์พาวเวอร์นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ไทยในการสร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดใจในระดับนานาชาติ พระราชจริยวัตรที่งดงามและการทรงงานเพื่อประชาชนเป็นที่ประจักษ์ ทำให้ประเทศไทยได้รับความชื่นชมและยอมรับจากทั่วโลก

ซอฟต์พาวเวอร์ไม่ใช่แค่การส่งออกวัฒนธรรมป๊อป แต่ยังรวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ การมีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ และการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาระดับโลก การน้อมนำพระราชจริยวัตรของ “สมเด็จพระพันปีหลวง” มาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถสร้างซอฟต์พาวเวอร์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนได้

การที่ผู้นำทางการเมืองให้ความสำคัญกับซอฟต์พาวเวอร์เป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของประเทศไทย การลงทุนในวัฒนธรรม การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน

ดังนั้น การเชิดชูและน้อมนำพระราชจริยวัตรของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ที่แท้จริงของประเทศไทย

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เชิดชูพระราชจริยวัตร “สมเด็จพระพันปีหลวง” ทรงเป็นต้นแบบซอฟต์พาวเวอร์ของชาติ

“ทรัมป์” สักขีพยาน ไทย-กัมพูชา ถกสันติภาพ

“อนุทิน” บินมาเลเซีย ลงนามสันติภาพ “ไทย- กัมพูชา” มี “ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยาน ขณะเดียวกัน มอบ “สีหศักดิ์” ร่วมวงเอเปกแทน ด้านแม่ทัพภาคที่ 2 หารือผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชา เห็นพ้องปรับอาวุธหนักออกจากพื้นที่ขัดแย้ง สร้างเสถียรภาพชายแดน เตรียมตั้งกลไก AOT และนัดหารือวันเริ่มปฏิบัติอีกครั้งหลัง 26 ต.ค.นี้

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 26 ต.ค.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ว่า คืนวันที่ 25 ต.ค.ตนเดินทางไปที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อลงนามในถ้อยแถลงไทย-กัมพูชา ช่วงเช้าวันที่ 26 ต.ค. ได้ประสานงาน และแจ้งถึงเหตุผลที่ขอร่นเวลาลงนามมาเป็นช่วงเช้า ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ส่วนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ (เอเปก) ที่ประเทศเกาหลีใต้ ตนขอเป็นมติ ครม.คลุมไว้ก่อนหากไม่สามารถไปได้ จะมอบหมายให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เข้าร่วมแทน แต่มีเรื่องที่จะหารือกับผู้นำหลายประเทศ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเหมือนกัน ดังนั้น พยายามจะบริหารเวลาให้ดีที่สุด เพราะนอกจากกลุ่มอาเซียนและกลุ่มเอเปก จะมีการเชิญผู้นำที่อยู่นอกกลุ่มมาด้วย และในส่วนของประเทศไทยช่วงนี้ได้รับการร้องขอในระดับผู้นำแบบทวิภาคีหลายราย ล้วนก่อให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือด้านต่างๆ ตนจะพยายามบริหารเวลาให้ดีที่สุด

ต่อมาเวลา 16.00 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานกรุงกัวลาลัมเปอร์ เวลา 21.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) มีดาโต๊ะ ซรี โมฮาเม็ด คาเล็ด นอร์ดิน รมว.กลาโหมมาเลเซีย ต้อนรับ ภารกิจวันที่ 26 ต.ค. นายอนุทินจะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง และพิธีลงนามเอกสารรับติมอร์ เลสเต เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ นายกฯมีกำหนดหารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อกระชับความร่วมมือในประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค ก่อนเข้าร่วมพิธีลงนาม “Joint Declaration by the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia and the Prime Minister of the Kingdom of Thailand” ว่าด้วยแนวทางการดำเนินการบริหารจัดการชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยของสองประเทศ มีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนถึงความจริงใจของไทยต่อการผลักดันกระบวนการสันติภาพชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ส่วนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ที่เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.-1 พ.ย. นายอนุทิน กล่าวว่า ได้ขอมติคณะรัฐมนตรีว่า ถ้าไม่มีประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ที่จะต้องให้ผู้นำประเทศร่วมหารือ จะให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ทำหน้าที่แทน ส่วนตัวมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าจะต้องอยู่ในประเทศ

ด้านนายนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า การลงนามในคำประกาศที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นการย้ำความตกลงเรื่องเดิมที่ไทยและกัมพูชามีการประชุม JBC-GBC ได้หารือข้อตกลง 4 ข้อของฝ่ายไทยที่เสนอไปยังกัมพูชา ทั้งการถอนอาวุธหนัก การกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามคอลเซ็นเตอร์ และการจัดระเบียบชายแดน ซึ่งทั้ง 4 เรื่องได้เริ่มแล้ว ไทยหวังว่าการมีสหรัฐฯมาร่วมสังเกตการณ์จะทำให้ฝ่ายกัมพูชามีความจริงใจ ตั้งใจจริง มีสปิริตของการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และยังไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพ

ขณะเดียวกัน พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงผลการประชุมหารือระหว่างแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ณ จุดผ่านแดนช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 25 ต.ค.ในประเด็นการเห็นชอบ “แผนปฏิบัติการ (Action Plan)” ว่าด้วยการปรับอาวุธหนักและอาวุธที่มีการยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้ง เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อันเป็นผลจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Com mittee: GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 20-23 ต.ค. ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ว่า การหารือเป็นไปด้วยบรรยากาศแห่งความร่วมมือ ทั้งสองฝ่ายยืนยันความเห็นชอบในการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อนำไปสู่ผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมแท้จริง

โฆษกกองทัพบกกล่าวอีกว่า ส่วนของการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการเข้าสังเกตการณ์ผลการปฏิบัติตาม “แผนปฏิบัติการ” ในการปรับอาวุธหนักและอาวุธที่มีการยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้งของทั้งสองประเทศ ฝ่ายไทยได้ยืนยันความพร้อมว่าสามารถให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค.นี้เป็นต้นไป ส่วนฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่าอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม คาดว่าจะจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์ได้ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ และหลังจากนั้นจะเชิญฝ่ายไทยเข้าร่วมประชุมเพิ่มเติมภายใน 1-2 วัน เพื่อหารือในการกำหนดวันเริ่มปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้คณะทำงานร่วมประสานงาน อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ข้อตกลงที่มีระหว่างกันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ และคงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความร่วมมือระหว่างกัน

วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เผยกับผู้สื่อข่าวถึงการเดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย เพื่อลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชา ในวันที่ 26 ต.ค. และเดินทางกลับประเทศไทย จากนั้น เพื่อเตรียมงานพระบรมศพของสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน รวมทั้งยกเลิกการเข้าร่วมประชุมสุดยอดเอเปก ที่เมืองคยองจู เกาหลีใต้ มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย.

ต่อมาช่วงเย็น ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 25 ต.ค. ณ เวลา 17.00 น. ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ที่น่าสนใจคือสืบเนื่องจากการลงนามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว โดยกำหนดให้มีการสำรวจร่วมและการวางหลักเขตชั่วคราวในพื้นที่สำคัญระหว่างหลักเขต แดนหมายเลข 42 ถึง 47 นั้น เมื่อวันที่ 24 ต.ค.กกล.บูรพา โดย ฉก.12 พร้อมด้วย พ.อ.ยุทธพล สุจริต แม่กองสนามสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน บ.หนองจาน และ บ.หนองหญ้าแก้ว เกี่ยวกับการกำหนดให้มีการปักหมุดชั่วคราว และในวันนี้ พ.อ.ยุทธพล จะปักหมุดชั่วคราว ซึ่งจากการคำนวณจากหลักหมุดที่ 42 ถึง 47 ต้องวางหมุดชั่วคราวทั้งหมด 838 หมุด จากหลักเขตทั้งสองพื้นที่ต้องปักหมุดทุก 25-50 เมตร เพื่อให้เห็นแนวของแต่ละฝ่ายที่อ้างสิทธิ์ จากนั้นจะเป็นหน้าที่ระดับนโยบายที่จะปรับการถือครองพื้นที่ต่อไป ซึ่งจะมีการคำนวณในโปรแกรม GPS เมื่อลงพื้นที่จริง หากเดินครบ 25 หรือ 50 เมตร จะมีสัญญาณดังขึ้นแล้วปักหมุดชั่วคราว เพื่อให้เห็นแนวของแต่ละฝ่ายที่อ้างสิทธิ์ และหลักหมุดอาจจะมีการทำสัญลักษณ์ เช่น กัมพูชาทาสีแดง ไทยทา สีน้ำเงิน ที่ปักหมุด ซึ่งการลงไปปักหมุดชั่วคราว จะไปพร้อมกันทั้งสองฝั่ง

สำหรับการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว กองทัพภาคที่ 1 ระบุว่า ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ในการสร้างหลุมหลบภัย จำนวน 3 จุด และบังเกอร์ จำนวน 10 จุด ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 30 และได้เริ่มดำเนินการสร้างบังเกอร์เพิ่มเติมตามแผนอีก 2 จุด โดยเริ่มต้นก่อสร้างในพื้นที่ ต.ป่าไร อ.อรัญประเทศ ปัจจุบันก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 70

การลงนามสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา โดยมี “ทรัมป์” สักขีพยาน ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในภูมิภาคต่อไป

“ทรัมป์” สักขีพยาน ลงนามสันติภาพ นายกฯบินถกมาเลย์ หย่าศึกไทย-กัมพูชา

“ทรัมป์” มีบทบาทสำคัญในการลงนามสันติภาพ ไทย-กัมพูชา

การที่ “ทรัมป์” สักขีพยาน ในการลงนามสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่นานาชาติให้กับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การมีส่วนร่วมของบุคคลระดับโลกอย่าง “ทรัมป์” จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจในการดำเนินการตามข้อตกลงสันติภาพ

การลงนามสันติภาพครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการ แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสองประเทศในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน การมีกลไกและมาตรการที่ชัดเจนในการบริหารจัดการชายแดน จะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการเกิดความขัดแย้งในอนาคต

ความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องความมั่นคงชายแดน แต่ยังครอบคลุมถึงด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว การสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ในทุกมิติ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นกระบวนการที่ยาวนานและซับซ้อน แต่การลงนามสันติภาพครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นในอนาคต การที่ “ทรัมป์” สักขีพยาน การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

“ทรัมป์” สักขีพยาน การสร้างสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากทุกประเทศในภูมิภาคร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จะสามารถสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับลูกหลานได้

การเดินทางไปมาเลเซียเพื่อร่วมลงนามสันติภาพ “ไทย-กัมพูชา” โดยมี “ทรัมป์” สักขีพยาน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลปัจจุบันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในระดับภูมิภาค

ที่มา – “ทรัมป์” สักขีพยาน ลงนามสันติภาพ นายกฯบินถกมาเลย์ หย่าศึกไทย-กัมพูชา

หวยงวดนี้ออกวันเสาร์ สถิติเลขเด็ดที่น่าจับตา

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดนี้พิเศษหน่อยเพราะ หวยงวดนี้ออกวันเสาร์ หลายคนจึงเริ่มมองหาเลขเด็ด เลขดัง เพื่อนำไปเสี่ยงโชคกัน วันนี้เราจะพาทุกท่านไปส่อง “สถิติหวยออกวันเสาร์” ย้อนหลัง 5 ปี เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจ เผื่อจะเจอ “เลขเด็ด” ที่ถูกใจ หรือเห็นแนวโน้มที่น่าสนใจ

จากการรวบรวมสถิติ พบว่ามีเลขที่ออกซ้ำ และเลขเบิ้ลที่ออกมาบ่อยพอสมควร เรามาดูกันว่ามีเลขอะไรบ้างที่น่าสนใจจาก สถิติหวยออกวันเสาร์ ย้อนหลัง:

หวยงวดนี้ออกวันเสาร์: สถิติย้อนหลังที่น่าสนใจ

ก่อนอื่น มาดูสถิติโดยรวมกันก่อน เพื่อจับทิศทางของตัวเลขที่มักจะปรากฏในการออกรางวัลวันเสาร์:

  • วันเสาร์ที่ 16 ส.ค. 2568

    รางวัลที่ 1: 994865

    เลขท้าย 2 ตัว: 63

    เลขหน้า 3 ตัว: 247, 602

    เลขท้าย 3 ตัว: 834, 989

  • วันเสาร์ที่ 1 มี.ค. 2568

    รางวัลที่ 1: 818894

    เลขท้าย 2 ตัว: 54

    เลขหน้า 3 ตัว: 139, 530

    เลขท้าย 3 ตัว: 656, 781

  • วันเสาร์ที่ 1 ก.พ. 2568

    รางวัลที่ 1: 558700

    เลขท้าย 2 ตัว: 51

    เลขหน้า 3 ตัว: 285, 418

    เลขท้าย 3 ตัว: 824, 685

  • วันเสาร์ที่ 1 พ.ย. 2567

    รางวัลที่ 1: 187221

    เลขท้าย 2 ตัว: 38

    เลขหน้า 3 ตัว: 036, 923

    เลขท้าย 3 ตัว: 980, 547

  • วันเสาร์ที่ 1 มิ.ย. 2567

    รางวัลที่ 1: 530593

    เลขท้าย 2 ตัว: 42

    เลขหน้า 3 ตัว: 194, 364

    เลขท้าย 3 ตัว: 734, 421

  • วันเสาร์ที่ 16 มี.ค. 2567

    รางวัลที่ 1: 997626

    เลขท้าย 2 ตัว: 78

    เลขหน้า 3 ตัว: 509, 571

    เลขท้าย 3 ตัว: 794, 329

  • วันเสาร์ที่ 30 ธ.ค. 2566

    รางวัลที่ 1: 625544

    เลขท้าย 2 ตัว: 89

    เลขหน้า 3 ตัว: 600, 648

    เลขท้าย 3 ตัว: 882, 456

  • วันเสาร์ที่ 16 ธ.ค. 2566

    รางวัลที่ 1: 356757

    เลขท้าย 2 ตัว: 85

    เลขหน้า 3 ตัว: 058, 410

    เลขท้าย 3 ตัว: 584, 964

  • วันเสาร์ที่ 16 ก.ย. 2566

    รางวัลที่ 1: 320812

    เลขท้าย 2 ตัว: 46

    เลขหน้า 3 ตัว: 037, 699

    เลขท้าย 3 ตัว: 344, 057

  • วันเสาร์ที่ 1 ก.ค. 2566

    รางวัลที่ 1: 922605

    เลขท้าย 2 ตัว: 16

    เลขหน้า 3 ตัว: 281, 867

    เลขท้าย 3 ตัว: 491, 947

  • วันเสาร์ที่ 1 เม.ย. 2566

    รางวัลที่ 1: 087907

    เลขท้าย 2 ตัว: 99

    เลขหน้า 3 ตัว: 111, 914

    เลขท้าย 3 ตัว: 290, 698

  • วันเสาร์ที่ 1 ต.ค. 2565

    รางวัลที่ 1: 484669

    เลขท้าย 2 ตัว: 50

    เลขหน้า 3 ตัว: 206, 996

    เลขท้าย 3 ตัว: 194, 278

  • วันเสาร์ 16 ก.ค. 2565

    รางวัลที่ 1: 620405

    เลขท้าย 2 ตัว: 53

    เลขหน้า 3 ตัว: 834, 159

    เลขท้าย 3 ตัว: 061, 279

  • วันเสาร์ 16 เม.ย. 2565

    รางวัลที่ 1: 395919

    เลขท้าย 2 ตัว: 58

    เลขหน้า 3 ตัว: 859, 289

    เลขท้าย 3 ตัว: 413, 508

  • วันเสาร์ 16 ต.ค. 2564

    รางวัลที่ 1: 386372

    เลขท้าย 2 ตัว: 38

    เลขหน้า 3 ตัว: 602, 964

    เลขท้าย 3 ตัว: 295, 798

จากสถิติข้างต้น จะเห็นได้ว่าเลข 38 เคยออกซ้ำมาแล้วถึง 2 ครั้งในเลขท้าย 2 ตัว ซึ่งถือว่าเป็นเลขที่น่าสนใจ นอกจากนี้ ยังมีเลขเบิ้ลที่ออกบ่อยพอสมควร เช่น 11, 99, 55 เป็นต้น

การวิเคราะห์ สถิติหวยออกวันเสาร์ เป็นเพียงแนวทางหนึ่งในการพิจารณาตัวเลขเท่านั้น การตัดสินใจว่าจะเลือกเลขใดนั้น ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและความชอบส่วนบุคคล ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการเสี่ยงโชคใน หวยงวดนี้ออกวันเสาร์ นะคะ

ที่มา – หวยงวดนี้ออกวันเสาร์ สถิติย้อนหลังพบ “เลขเด็ด” ออกซ้ำ 2 รอบ มี “เลขเบิ้ล” เพียบ

รถยนต์พระที่นั่งในอดีต: MERCEDES BENZ 190SL

Mercedes-Benz 190SL เคยเป็นรถยนต์พระที่นั่ง เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยือนทวีปยุโรปห้าประเทศ ในปีพุทธศักราช 2503

Mercedes Benz 190SL เป็นรถยนต์เปิดประทุน 2 ที่นั่ง หลังคาผ้าใบแบบพับเก็บได้ มีประวัติความเป็นมาดังต่อไปนี้…

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง บริษัท Mercedes Benz พยายามกอบกู้สถานะที่เคยมั่นคงตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามให้ฟื้นกลับคืนมาอีกครั้ง การกอบกู้ฟื้นคืนสถานภาพของบริษัทเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากโรงงานและโชว์รูมของ Mercedes Benz ในเยอรมนีถูกทำลายลงอย่างย่อยยับในช่วงท้ายของสงคราม แนวคิดผลิตรถสปอร์ตสองที่นั่งแบบเปิดหลังคาได้โดยเหนี่ยวนำเอาความงามของรูปโฉมในแบบสปอร์ตโรดสเตอร์เปิดประทุนด้วยราคาขายที่ไม่แพงเสียบแทนที่รถสปอร์ตที่มีราคาสูงอย่าง 300SL ผู้บริหารของแบรนด์ตราดาวมอบหมายแผนงานสร้างรถเล็กเปิดหลังคา โดยนำเอาเรือนร่างที่ลงตัวสุดๆ ของรถแข่งโมเดล 300 SLR มาเป็นต้นแบบแล้วทำการผสมผสานความลงตัวของ Mercedes Benz 300SL Roadster เพื่อคงความงดงามตามสไตล์และแบบฉบับผู้ดีทุกกระเบียดนิ้วของค่ายดาวสามแฉกเอาไว้อย่างเหนียวแน่น Mercedes-Benz 190SL เคยเป็นรถยนต์พระที่นั่ง เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงขับเมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนทวีปยุโรปห้าประเทศ ในปีพุทธศักราช 2503

จากความสำเร็จในสนามแข่งของรถ Mercedes Benz 300SLR แบรนด์ตราดาวได้ผลิตรถสปอร์ตรุ่น 300SL ซึ่งเป็น DNA ที่ถ่ายทอดมาจากรถแข่งโมเดล SLR ถือเป็นการนำเอาความสำเร็จของรถแข่งมาผลิตเพื่อออกขายในช่วงปี ค.ศ.1954 นับเป็นรถสปอร์ตจากค่ายตราดาวที่มีประสิทธิภาพสูงในยุคนั้น ด้วยโครงสร้างและเทคโนโลยีใหม่หมด ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบ fuel injection เป็นครั้งแรกในวงการยนตรกรรม รวมถึงการออกแบบประตูแบบปีกนกนางนวล หรือ Gullwing กับเรือนร่างที่ปราดเปรียวเพรียวลมในแบบเปิดประทุนโรดสเตอร์สองที่นั่ง หรือ Roadster ทำให้ Mercedes Benz 300SL ที่แปลงร่างมาจาก 300SLR ทั้งแบบ Coupe และ Roadster ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงกลางยุค 50′

แม้จะไปได้ดีในตลาดรถสปอร์ตระดับสูงของโลกแห่งยานยนต์ในยุคนั้น แต่ราคาที่ค่อนข้างสูงของ Mercedes Benz 300SL ทำให้ผู้บริหารของแบรนด์ตราดาวเกิดความคิดที่จะทำรถสปอร์ตเปิดประทุนราคาถูกสำหรับคนทั่วไป นักออกแบบและวิศวกรตราดาวจึงทำการปรับโมเดลของรถสปอร์ตในตระกูล SL เพื่อทำให้รถสปอร์ตรุ่นนี้มีราคาที่ถูกลงและทำให้คนทั่วไปสามารถเป็นเจ้าของได้ 190SL จึงถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อกดราคาไม่ให้แพงมากจนเกินไป

ราคาที่ต่ำลงของ 190SL Roadster ทำให้ Mercedes Benz สามารถแข่งขันกับรถสปอร์ตจากอิตาลีและอเมริกาได้ นักออกแบบและทีมวิศวกรของ Mercedes Benz พัฒนาโครงสร้างแบบ Ponton วางรูปแบบของแชสซี welded platform-type ทำการแยกซับเฟรมด้านหน้าให้รวมกับระบบกันสะเทือนเพื่อเพิ่มเติมประสิทธิภาพในการทรงตัว แม้ระยะห่างของฐานล้อจะเท่ากับรุ่น 300SL แต่ขนาดความยาวของตัวถังในรุ่น 190SL กลับสั้นกว่าเล็กน้อย รูปแบบคูเป้หลังคาแข็งและประตูแบบปีกนกของ 300SL เมื่อถูกปรับแก้ให้กลายเป็นรถที่มีขนาดเล็กกว่า โดยใช้ตัวถังแบบโรดสเตอร์เปิดประทุนสองที่นั่งพร้อมกับหลังคาอ่อนซึ่งเป็นหลังคาผ้าใบแบบพับเก็บได้

ขุมกำลังของ Mercedes Benz 190SL วางเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง รหัส R121 ซึ่งในยุค 1955 นั้น เครื่อง M121 เป็นขุมกำลังที่ใช้พื้นฐานเดียวกันกับ 300SL โดยลดจำนวนกระบอกสูบจาก 6 สูบมาเหลือแค่ 4 สูบ ความกว้างของกระบอกสูบ 85 มิลลิเมตร กับช่วงชักที่สั้นกว่าบนตัวเลข 86.3 มิลลิเมตร ทำให้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบตัวนี้เป็นเครื่องแบบชักสั้นดันเร็ว ปริมาตรความจุ 1,897 ซีซี ซิงเกิลโอเวอร์เฮตแคมชาร์ปใช้แคมแท่งเดี่ยวหรือ SOHC (ซิงเกิลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป) ขับเพลาราวลิ้นเดี่ยวด้วยโซ่คู่ที่ทนทานแบบ Duplex chain driven overhead camshaft

ระบบจ่ายเชื้อเพลิงใช้คาร์บูเรเตอร์คู่แบบทวินโช้คลิ้นคู่ของ Solex Caburator มีอัตราส่วนกำลังอัด 8.5:1 ซึ่งในยุค 50′ นับว่าเป็นเครื่องยนต์เบนซินที่มีอัตราส่วนกำลังอัดสูงมาก เครื่องยนต์ของ Mercedes Benz 190SL สร้างเรี่ยวแรงได้ 105 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิด 142 นิวตันเมตร ที่ 3,200 รอบต่อนาที แม้จะมีกำลังพอตัว แต่เครื่องยนต์ขนาดเล็กที่มีความจุเพียงแค่ 1.9 ลิตรนั้น ก็ไม่สามารถทำให้ 190 SL ที่มีน้ำหนักตัวถึง 1.2 ตัน ทะยานขึ้นสู่ทำเนียบรถแรงในยุคนั้นได้ Mercedes Benz 190SL จึงเป็นรถยนต์เปิดหลังคาแบบขับกินลมชมวิวไปเรื่อยๆ ไม่เน้นทำความเร็ว

เกียร์ของ Mercedes Benz 190SL เป็นเกียร์ธรรมดาแบบ 4 สปีด fully synchronized อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 14.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 172 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 12.5 ลิตร ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร จุดเด่นของ Mercedes Benz 190 SL Roadster อยู่ตรงย่านของกำลังซึ่งแปรเป็นแรงบิดในระดับ 105 ปอนด์-ฟุต หรือ 142 นิวตันเมตร ที่ 3,200 รอบต่อนาที รอบของการหมุนปานกลางที่ค่อนข้างสูงแสดงออกอย่างชัดแจ้งว่า 190SL เป็นรถสปอร์ตที่ขับขี่ได้ดี ให้อารมณ์รถโรดสเตอร์เปิดหลังคาจนกลายเป็นรถยอดนิยม น้ำหนักของคันเกียร์และแป้นคลัตช์ให้ความรู้สึกหนักหน่วงราวกับรถแข่ง เป็นเรื่องปกติในปี ค.ศ.1955 จากเทคโนโลยีที่ยังไม่ก้าวไกลเท่าที่ควร อารมณ์การขับแบบรถเปิดหลังคากลายเป็นจุดดึงดูดนักขับที่มีความต้องการรถสปอร์ตที่ให้ความแตกต่างทางด้านอารมณ์ของการควบคุม

รูปลักษณ์ที่แตกต่างจาก Mercedes Benz 300SL ตรงประตูทรงปกติที่เข้า-ออกจากรถได้สะดวกกว่า แม้จะไม่หล่อเหลาเท่าประตูทรงปีกนกนางนวลของ 300SL Coupe รวมถึงไม่มีช่องระบายความร้อนแบบเหงือกปลาฉลามใน 300SL Roadster แต่ฐานล้อกว้าง ตัวถังแบนและความต่ำเตี้ยทำให้ Mercedes Benz 190SL R121 มีมุมมองที่ปราดเปรียวเพรียวลมอยู่พอสมควร ค่ายตราดาวบอกกับลูกค้าว่า 190SL เป็นสปอร์ตคาร์ที่คล่องแคล่วว่องไว ซึ่งจะทำให้เจ้าของสามารถสนุกไปกับมันทุกครั้งที่อยู่หลังพวงมาลัยของ Mercedes Benz 190SL วิ่งได้ดีและขับได้สบายๆ ในรูปแบบของการขับกินลมชมวิวไม่เน้นขับเร็ว จุดประสงค์ของหลังคาผ้าใบแบบเปิดประทุนเพื่อเปิดรับสายลมและแสงแดดอันสดชื่นในช่วงต้นฤดูหนาว

สมรรถนะของเครื่องยนต์เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว เป็นรถใช้งานในชีวิตประจำวัน Mercedes Benz 190SL ถูกเปิดผ้าคลุมในงาน New York Sport Car Show เมื่อปี 1954 หลังจากนั้นได้ย้ายวิกมาโชว์ตัวเป็นๆ ที่งาน Geneva Motor Show ในช่วงปลายปี 1954 ตามด้วยการวางขายในตลาดรถสปอร์ตทั่วโลก (รวมถึงประเทศไทยโดยธนบุรีประกอบยนต์) นับเป็นยนตรกรรมแบบเปิดหลังคาที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับรถ Mercedes Benz 190SL สภาพสมบูรณ์มีราคาค่าตัวในปี 2025 ประมาณ 6.9-12 ล้านบาท ความคลาสสิกของตัวรถทำให้หา Mercedes Benz 190SL มือสองได้ยากเต็มทน เนื่องจากเจ้าของที่ครอบครองรถรุ่นนี้ไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ แม้จะมีเงินมากองอยู่ตรงหน้าก็ตาม.

1955 MERCEDES-BENZ 190SL R121 SPECIFICATIONS
Produced:……………………..1955-1963
Engine:…………………………4-cylinder-inline engine (four-stroke), front-mountedBore x Stroke:………………..85mm x 83.6mm
Displacement:……………….1897 ccMax. 
Power @ rpm:……….105PS (77kW; 104hp) @ 5700Max. 
Torque @ rpm:………142Nm (105lbft) @ 3200
Compression Ratio:………..8.5: 1, from 09/59 8.8:1
Fuel feed:……………………..twin two barrel sidedraft carburetors – Solex 44 PHH
Fuel tank capacity:…………65L (17.2USgal; 14.3impgal)
Valve train:…………………….SOHC, duplex chain
Cooling:……………………….Water
Gearbox:………………………4-speed manual, lever between seats rear-wheel drive, standard axle ratio 3.90:1Electrical system:………….12-volt
Front suspension:………….Double wishbones, coil springs, stabilizing bar
Rear suspension::…………..Swing axle, coil springs
Brakes:………………………….Drum brakes ( 230mm), 
power assisted Steering:………………………Recirculating ball steering
Body structure:…………….Sheet steel, uni-body construction
Dry weight:…………………..1,160kg (2,560lb) (Hardtop: + 20kg (44lb))
Loaded weight:……………..1,400kg (3,100lb), from 1961 1,440kg (3,170lb)Track front/rear:…………….1,430mm (56.3in) 1,475mm (58.1in)
Wheelbase:……………………2,400 mm (94.5in)
Length:…………………………4,290mm (168.9in)
Width:…………………………..1,740mm (68.5in)
Height:………………………….1,320mm (52.0in)
Tyre/Tire sizes:………………6.40-13 Sport
Top speed:…………………….171km/h (106mph)
Fuel Consumption (estimate):12.5 litres per 100 kilometres (22.6mpg-imp; 18.8mpg-US)

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/ 

รถยนต์พระที่นั่งในอดีต MERCEDES BENZ 190SL

สำหรับใครที่สนใจรถคลาสสิกอย่าง รถยนต์พระที่นั่งในอดีต MERCEDES BENZ 190SL ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจนะครับ

ทำไมรถยนต์พระที่นั่งในอดีต MERCEDES BENZ 190SL ถึงน่าสนใจ?

เพราะมีความคลาสสิก และเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ยานยนต์ที่น่าจดจำ

ที่มา – รถยนต์พระที่นั่งในอดีต MERCEDES BENZ 190SL

ทรัมป์ลั่น ลงนาม ไทย-กัมพูชา ทันทีที่ถึงมาเลเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความ ระบุว่ากำลังเดินทางไปลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชาที่มาเลเซีย และจะลงนามทันทีที่เดินทางถึง

เมื่อ 25 ต.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ (ในขณะนั้น) โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ยืนยันว่าจะเดินทางไปลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชาที่เขาเป็นผู้ไกล่เกลี่ย และย้ำว่า จะลงนามทันทีที่เดินทางไปถึงมาเลเซีย

“ผมกำลังเดินทางไปมาเลเซีย ซึ่งเป็นที่ที่ผมจะลงนามในข้อตกลงสันติภาพครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งผมภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้ไกล่เกลี่ย น่าเศร้าที่สมเด็จพระพันปีหลวงของประเทศไทยเสด็จสวรรคต ผมขอแสดงความเสียใจต่อปวงชนชาวไทยผู้ยิ่งใหญ่ทุกคน” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

“ผมจะเข้าพบกับนายกรัฐมนตรีที่น่าชื่นชมของพวกเขาเมื่อเราเดินทางถึง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกท่านสำหรับเหตุการณ์สำคัญนี้ เราจะลงนามในข้อตกลงสันติภาพทันทีที่เดินทางถึง แล้วพบกันเร็ว ๆ นี้!”

ทรัมป์ลั่น จะลงนามข้อตกลงสันติภาพ ไทย-กัมพูชา ทันทีที่ถึงมาเลเซีย

ข่าวนี้สร้างความฮือฮาอย่างมากในโลกออนไลน์ หลายคนตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้และรายละเอียดของข้อตกลงสันติภาพดังกล่าว เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม หรือมีความขัดแย้งรุนแรงที่ต้องมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม การประกาศของทรัมป์ก็จุดประกายความสนใจในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และบทบาทของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศต่างๆ

ทำไมทรัมป์ถึงประกาศเรื่องการลงนามข้อตกลงสันติภาพ ไทย-กัมพูชา?

เหตุผลที่ทรัมป์ออกมาประกาศเรื่องนี้ยังคงเป็นที่สงสัย แต่มีความเป็นไปได้หลายอย่าง:

  • ความต้องการที่จะสร้างผลงาน: ทรัมป์อาจต้องการสร้างภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำที่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศได้
  • ความเข้าใจผิด: อาจมีความเข้าใจผิดในการสื่อสารเกี่ยวกับสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา
  • การสร้างกระแส: การประกาศดังกล่าวอาจเป็นเพียงการสร้างกระแสความสนใจให้กับตัวเองและแพลตฟอร์ม Truth Social

ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร การประกาศของทรัมป์ได้จุดประเด็นการถกเถียงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา และบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อข่าวสารต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวที่มาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ

การที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ออกมากล่าวถึงการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เพราะสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นต้องมีการลงนามข้อตกลงดังกล่าว การกระทำนี้อาจมีนัยยะทางการเมือง หรือเป็นความเข้าใจผิดส่วนตัวก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ข่าวสารในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และง่ายต่อการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น ผู้บริโภคข่าวสารจึงควรพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ และตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลนั้นๆ

สำหรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในปัจจุบัน ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้าที่ดีต่อกัน มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และความร่วมมือในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การที่ทรัมป์กล่าวว่าจะมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพ จึงเป็นเรื่องที่น่าสงสัย และต้องติดตามข้อมูลเพิ่มเติมอย่างใกล้ชิดต่อไป

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการวิเคราะห์ข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และไม่หลงเชื่อข้อมูลที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจน เพราะในยุคที่ข้อมูลท่วมท้น การแยกแยะข่าวจริงออกจากข่าวปลอมเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่ง

การประกาศของทรัมป์เรื่องการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา อาจเป็นเพียงข่าวลือ หรือความเข้าใจผิด แต่ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่สอนให้เรารู้จักการคิดวิเคราะห์ข้อมูล และไม่ด่วนสรุปจนกว่าจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

ทรัมป์ลั่น จะลงนามข้อตกลงสันติภาพ ไทย-กัมพูชา ทันทีที่เดินทางถึงมาเลเซีย ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับเบื้องลึกเบื้องหลังของเรื่องนี้ มาร่วมกันติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริง

ที่มา – ทรัมป์ลั่น จะลงนามข้อตกลงสันติภาพ ไทย-กัมพูชา ทันทีที่ถึงมาเลเซีย

ทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมเรแกน! รู้เลย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาเพิ่มอีก หลังรัฐออนแทริโอตัดทอนคำพูดบางส่วนของ อดีตประธานาธิบดี เรแกน มาใช้เพื่อต่อต้านมาตรการภาษีของนายทรัมป์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค. 2568 ว่า เขาจะเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่นำเข้ามาจากแคนาดาขึ้นอีก หลังจากรัฐออนแทรีโอได้เผยแพร่โฆษณาต่อต้านภาษีของนายทรัมป์ โดยใช้ภาพของนาย โรนัลด์ เรแกน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

นายทรัมป์โพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ เรียกโฆษณาว่าเป็นการฉ้อฉล และโจมตีเจ้าหน้าที่แคนาดาที่ไม่ยอมนำโฆษณาดังกล่าวออกก่อนการแข่งขันเบสบอลชิงแชมป์เวิลด์ซีรีส์

“เนื่องจากการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง และการกระทำที่เป็นปรปักษ์ของพวกเขา ผมจึงเพิ่มภาษีต่อแคนาดาอีก 10% นอกเหนือจากที่พวกเขากำลังจ่ายอยู่ในขณะนี้” นายทรัมป์โพสต์บน Truth Social

ทั้งนี้ โฆษณาดังกล่าวซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลออนแทรีโอ นำคำพูดที่ว่า “ภาษีทำร้ายชาวอเมริกันทุกคน” ของอดีตประธานาธิบดีเรแกน ผู้มาจากพรรครีพับลิกันและเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษนิยมของสหรัฐฯ มาใช้เพื่อต่อต้านมาตรการภาษีของนายทรัมป์ แต่ฝ่ายสหรัฐฯ โจมตีว่า นี่เป็นการเลือกเฉพาะส่วน และบิดเบือนคำพูดของเรแกน

โฆษณานี้ทำให้นายทรัมป์ประกาศถอนตัวจากการเจรจาการค้ากับแคนาดาเมื่อวันพฤหัสบดี (23 ต.ค.) ส่งให้นาย ดั๊ก ฟอร์ด นายกรัฐมนตรีรัฐออนแทรีโอต้องรีบออกมากล่าวว่า เขาจะถอดโฆษณาดังกล่าวออกไป โดยย้ำว่า เขาตัดสินใจเช่นนี้หลังจากหารือกับนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ แล้ว เพื่อให้การเจรจากลับมาดำเนินต่อได้

นายฟอร์ดกล่าวด้วยว่า โฆษณาดังกล่าวยังคงจะออกอากาศในช่วงสุดสัปดาห์ รวมถึงระหว่างการแข่งขันเบสบอลเวิลด์ซีรีส์ ซึ่งเป็นการพบกันระหว่างทีมโทรอนโต บลู เจย์ส กับ ลอสแอนเจลิส ดอดเจอร์ส

อนึ่ง แคนาดาเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม G7 ที่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ได้นับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มพยายามเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงลิ่วจากสินค้าของประเทศคู่ค้านทั้งหมดเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีที่จะเก็บจากสินค้านำเข้าจากแคนาดาทั้งหมดไว้ที่ 35% แม้ว่าสินค้าส่วนใหญ่จะได้รับการยกเว้นภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่ แต่สหรัฐฯ ยังกำหนดอัตราภาษีต่อสินค้าแคนาดาเฉพาะกลุ่มด้วย รวมถึง ภาษี 50% สำหรับเหล็กกล้ากับอะลูมิเนียม และ 25% สำหรับรถยนต์

ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี

สถานการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดายังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการตอบโต้แคนาดาอีกครั้ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากการที่รัฐออนแทริโอของแคนาดา นำคำพูดของอดีตประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน มาใช้ในการโฆษณาเพื่อต่อต้านนโยบายภาษีของทรัมป์ ทำให้ทรัมป์ไม่พอใจเป็นอย่างมากและตัดสินใจตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาเพิ่มเติม

การตัดสินใจของทรัมป์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการค้าระลอกใหม่ได้ หลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่ารัฐบาลแคนาดาจะตอบสนองต่อมาตรการนี้อย่างไร และผลกระทบที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมากน้อยแค่ไหน

ผลกระทบจากการที่ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา

การที่ทรัมป์ประกาศ ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่ต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและอาจทำให้การลงทุนในแคนาดาลดลงได้

ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่จำกัดเฉพาะแคนาดาเท่านั้น แต่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม เนื่องจากแคนาดาเป็นคู่ค้ารายสำคัญของหลายประเทศ การเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการค้าของแคนาดาอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการค้าระหว่างประเทศได้

การที่ ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของนโยบายทางการค้าในยุคปัจจุบัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการวางแผนธุรกิจและการลงทุนในระยะยาว ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสามารถมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและการค้าได้ การทำความเข้าใจพลวัตเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจและบุคคลทั่วไป

ที่มา – ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี