วัน: 2 พฤศจิกายน 2025

นายกฯ แคนาดาขอโทษทรัมป์ ปมโฆษณาต้านกำแพงภาษี


นายกฯ แคนาดาขอโทษทรัมป์ ปมโฆษณาต้านกำแพงภาษี! มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ยืนยันว่า เขาได้กล่าวขอโทษประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แล้ว เกี่ยวกับกรณีโฆษณาต้านกำแพงภาษีซึ่งอ้างคำพูดอดีตประธานาธิบดีเรแกน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ยืนยันว่า เขาได้กล่าวขอโทษประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แล้ว สำหรับกรณีที่รัฐออนแทริโอตัดทอนคำพูดของอดีตประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ของสหรัฐฯ แล้วนำไปใช้ในโฆษณาต่อต้านมาตรการกำแพงภาษีของนายทรัมป์

โฆษณาดังกล่าวใช้คลิปชุดหนึ่งจากสุนทรพจน์ทางวิทยุระดับชาติของอดีตประธานาธิบดีเรแกนในปี 2530 ซึ่งเขาพูดว่า ภาษีนำเข้าจะทำลายเศรษฐกิจของอเมริกา “มาตรการกีดกันทางการค้าแบบนั้นจะทำร้ายคนงานและผู้บริโภคชาวอเมริกันทุกคน” เรแกนระบุ

“ผมได้กล่าวขอโทษประธานาธิบดีแล้ว” นายคาร์นีย์บอกผู้สื่อข่าวที่การประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ในเกาหลีใต้ โดยยืนยันว่า โฆษณาแบบนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาจะทำ และเสริมว่า นายทรัมป์ไม่พอใจกับมันมากๆ

ผลจากโฆษณานี้ทำให้เมื่อสัปดาห์ก่อน โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาแคนาดาว่าใช้โฆษณาเพื่อแทรกแซงการพิจารณาของศาลสูงสุด ที่จะตัดสินว่ามาตรการกำแพงภาษีของเขาผิดกฎหมายหรือไม่ พร้อมทั้งประกาศระงับการเจรจาทางการค้ากับแคนาดา และกล่าวว่าจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาเพิ่มเติมอีก 10%

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์เปิดเผยว่า นายคาร์นีย์ได้กล่าวขอโทษเขาสำหรับกรณีโฆษณาดังกล่าวแล้ว และเสริมว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ “ที่ดีมาก” แต่นายทรัมป์ย้ำว่า สิ่งที่แคนาดาทำมันผิด

ด้านนายคาร์นีย์อ้างว่า นายดั๊ก ฟอร์ด ผู้ว่าการรัฐออนแทริโอ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโฆษณาดังกล่าว ได้แสดงคลิปให้เขาดูก่อนหน้านี้ และตัวเขาก็แนะนำไม่ให้เขานำโฆษณาออกเผยแพร่

ทั้งนี้ นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เขาได้เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากหลายประเทศ รวมถึงแคนาดา

สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาในอัตรา 35% แม้ว่าส่วนใหญ่จะได้รับการยกเว้นภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่ นอกจากนั้น สินค้าบางภาคส่วนมีอัตราภาษีที่แยกต่างหาก ซึ่งรวมถึงเหล็กกล้ากับอะลูมิเนียมที่ถูกเรียกเก็บ 50% และรถยนต์ที่ถูกเรียกเก็บ 25%

นายกฯ แคนาดาขอโทษทรัมป์ ปมโฆษณาต้านกำแพงภาษี

ทำไมนายกฯ แคนาดาต้องขอโทษทรัมป์ เรื่องโฆษณา?

เรื่องราวเริ่มต้นจากโฆษณาที่รัฐออนแทริโอทำขึ้นเพื่อต่อต้านกำแพงภาษีของทรัมป์ โดยใช้คำพูดของอดีตประธานาธิบดีเรแกน ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นการแทรกแซงทางการเมือง และนำไปสู่การตอบโต้ทางการค้าที่รุนแรง การที่นายกฯ แคนาดาขอโทษทรัมป์ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่เปราะบางระหว่างสองประเทศ และความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดี

ประเด็นสำคัญจากเหตุการณ์นี้:

  • ความสำคัญของความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ
  • ผลกระทบของการเมืองภายในประเทศต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • ความละเอียดอ่อนในการใช้โฆษณาเพื่อสื่อสารประเด็นทางการเมือง

นายกฯ แคนาดาออกมาขอโทษทรัมป์ ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดคลี่คลายลงได้บ้าง แต่ก็ยังคงต้องจับตาดูผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการเจรจาทางการค้าในอนาคต ท่าทีของทรัมป์ที่แข็งกร้าวแสดงให้เห็นว่าเขาพร้อมที่จะใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าอย่างรุนแรง หากรู้สึกว่าถูกคุกคามผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

แล้วอนาคตความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไรต่อไป? มีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในทั้งสองประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

ถึงเเม้ นายกฯ แคนาดาขอโทษทรัมป์แล้ว แต่ความขัดแย้งทางการค้ายังคงมีอยู่ และเราต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไรต่อไป

ที่มา – นายกฯ แคนาดาขอโทษทรัมป์ ปมโฆษณาต้านกำแพงภาษี

วิลล่า, แมนยูฯ สน เอ็นดริค – ข่าวลือวันอาทิตย์

แอสตัน วิลล่า, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ลียง ต่างให้ความสนใจ เอ็นดริค กองหน้าของ เรอัล มาดริด นาโปลี ต้องการตัว ค็อบบี้ ไมนู ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเดือนมกราคม และ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ อาจจะกลับมาเล่นในฝรั่งเศส

แอสตัน วิลล่า ได้ร่วมวงกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในการต้องการตัว เอ็นดริค กองหน้าดาวรุ่งวัย 19 ปีชาวบราซิล มาร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัวจาก เรอัล มาดริด ในเดือนมกราคม (Daily Star on Sunday)

อย่างไรก็ตาม ลียง เป็นทีมเต็งที่จะได้ตัว เอ็นดริค ไปครอง ซึ่งตัวนักเตะเองก็ต้องการย้ายทีมเพื่อให้ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่องและเพิ่มโอกาสในการติดทีมชาติบราซิลไปเล่นในฟุตบอลโลก 2026 (Foot Mercato – in French)

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมที่จะเร่งเครื่องในการคว้าตัว เอลเลียต แอนเดอร์สัน กองกลางชาวอังกฤษวัย 22 ปีจาก น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ในเดือนมกราคม แต่ก็อาจจะต้องเจอการแข่งขันจาก เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Caught Offside)

นาโปลี ต้องการคว้าตัว ค็อบบี้ ไมนู กองกลางดาวรุ่งของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมชาติอังกฤษวัย 20 ปี มาร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัวในเดือนมกราคม โดยมีแผนที่จะซื้อขาดในช่วงซัมเมอร์ (Mirror)

ข้อผูกมัดของ แอสตัน วิลล่า ที่จะต้องเปลี่ยนสัญญายืมตัวของ ฮาร์วีย์ เอลเลียต กองกลางตัวรุกชาวอังกฤษจาก ลิเวอร์พูล ให้เป็นการย้ายทีมถาวรนั้น คาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้หากนักเตะวัย 22 ปีรายนี้ลงเล่นให้กับสโมสรในย่านมิดแลนด์ครบ 10 นัด (Independent)

ปารีส เอฟซี กระตือรือร้นที่จะยื่นข้อเสนอเพื่อคว้าตัว เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางชาวฝรั่งเศสวัย 34 ปี ซึ่งสัญญากับ อัล-อิตติฮัด จะหมดลงในช่วงซัมเมอร์หน้า (Foot Mercato – in French)

ซานติอาโก้ กิเมเนซ กองหน้าชาวเม็กซิโกวัย 24 ปี มีเวลาจนถึงช่วงตลาดซื้อขายนักเตะเดือนมกราคมเพื่อโน้มน้าวให้ เอซี มิลาน เชื่อว่าเขาสมควรที่จะอยู่กับสโมสรต่อไป แทนที่จะถูกขายออกไป (Gazzetta dello Sport – in Italian)

ลอเรนโซ่ อินซิเญ่ กองหน้าชาวอิตาลีวัย 34 ปี กลายเป็นนักเตะฟรีเอเยนต์หลังจากออกจาก โตรอนโต เอฟซี และรอคอยที่จะย้ายไป ลาซิโอ (Football Italia)

วิลล่า, แมนยูฯ สน เอ็นดริค

ข่าวลือล่าสุดในวงการฟุตบอลพุ่งเป้าไปที่ความสนใจของหลายสโมสรชั้นนำที่มีต่อ เอ็นดริค กองหน้าดาวรุ่งชาวบราซิลของเรอัล มาดริด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แอสตัน วิลล่า และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่แสดงความสนใจอย่างชัดเจนในการคว้าตัวมาร่วมทีม

สถานการณ์ของเอ็นดริคในถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว ดูเหมือนจะไม่ราบรื่นนัก เนื่องจากโอกาสในการลงเล่นเป็นตัวจริงค่อนข้างจำกัด ทำให้เจ้าตัวเริ่มมองหาความเป็นไปได้ในการย้ายทีมเพื่อโอกาสในการพัฒนาฝีเท้าและเก็บเกี่ยวประสบการณ์

ทำไม วิลล่า และ แมนยูฯ ถึงสนใจ เอ็นดริค?

ทั้ง แอสตัน วิลล่า และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่างกำลังมองหากองหน้าตัวเป้าที่มีความสามารถในการจบสกอร์ที่เฉียบคม และเอ็นดริคก็ตอบโจทย์ในจุดนี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยวัยเพียง 19 ปี แต่มีศักยภาพในการพัฒนาอีกมาก ทำให้เขาเป็นที่หมายปองของหลายสโมสรในยุโรป

นอกจากนี้ การที่ เอ็นดริค ต้องการลงเล่นอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มโอกาสในการติดทีมชาติบราซิลไปลุยศึกฟุตบอลโลก 2026 ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขามีแนวโน้มที่จะย้ายทีมในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะเดือนมกราคมนี้

การย้ายทีมของเอ็นดริค จะเป็นในรูปแบบของการยืมตัวหรือซื้อขาดนั้น ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ที่แน่ๆ คือ การแข่งขันในการคว้าตัวกองหน้าดาวรุ่งรายนี้จะดุเดือดอย่างแน่นอน

ความสนใจจาก วิลล่า, แมนยูฯ สน เอ็นดริค และทีมอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์และความสามารถของเขาที่มีอยู่มากมาย การตัดสินใจเลือกสโมสรต่อไปของเอ็นดริค จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างยิ่ง ว่าเขาจะเลือกสโมสรที่สามารถให้โอกาสในการลงเล่นและพัฒนาฝีเท้าได้อย่างเต็มที่

ที่มา – Villa & Man Utd want Endrick – Sunday’s gossip

เจอร์ราร์ดเกือบหวนคุมเรนเจอร์ส: บทสรุป

เจอร์ราร์ดเกือบหวนคุมเรนเจอร์ส

สตีเวน เจอร์ราร์ด เปิดเผยว่าเขา “เกือบจะ” กลับไปคุมทีมเรนเจอร์สอีกครั้ง แต่สุดท้ายปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวเนื่องจากสถานการณ์ “ไม่สมบูรณ์แบบ”

อดีตผู้จัดการทีมไอบรอกซ์รายนี้ได้พูดคุยกับสโมสรในสกอตติช พรีเมียร์ชิพ หลังจากที่รัสเซลล์ มาร์ติน ถูกไล่ออกเมื่อเดือนที่แล้ว แต่เลือกที่จะถอนตัวออกจากกระบวนการ

อดีตกัปตันทีมลิเวอร์พูลและทีมชาติอังกฤษรายนี้เคยเป็นผู้จัดการทีมเรนเจอร์สระหว่างปี 2018 ถึง 2021 โดยคว้าแชมป์ลีกสกอตแลนด์ในฤดูกาล 2020-21 ก่อนที่จะมีช่วงเวลาที่ไม่ประสบความสำเร็จกับแอสตัน วิลล่า และสโมสร อัล-เอตติฟาก ในซาอุดีอาระเบีย

เจอร์ราร์ดกล่าวว่า “หัวใจของผมอยู่ที่นั่น 100%” แต่ “เวลา” ไม่เหมาะสมสำหรับการกลับไปไอบรอกซ์ โดยครอบครัวของเขายังคงอยู่ในบาห์เรน

“ผมได้พูดคุยในเชิงบวกและน่าสนใจกับเจ้าของทีม” เขากล่าวกับ TNT Sports “แต่รู้สึกว่ามันค่อนข้างเร่งรีบ ผมมีเรื่องให้คิดมากมายและมีเวลาตัดสินใจไม่นาน”

ทำไมเจอร์ราร์ดถึงไม่กลับไปคุมเรนเจอร์ส?

“มีบางสิ่งที่ไม่แน่นอน และถ้าผมจะรับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่และสำคัญขนาดนั้น ซึ่งผมมีความรักและความผูกพันกับเรนเจอร์ส การที่ผมจะรับมันอีกครั้ง มันต้องสมบูรณ์แบบและผมต้องพร้อม 100%”

มีการคาดการณ์ว่าเจอร์ราร์ดไม่เต็มใจที่จะทำงานภายใต้โครงสร้างที่มีอยู่ในเรนเจอร์สในปัจจุบัน ภายใต้การดูแลของ เควิน เธลเวลล์ ผู้อำนวยการกีฬา และแพทริค สจวร์ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งเขาอาจจะเป็นเพียงหัวหน้าโค้ชมากกว่าผู้จัดการทีม

เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ เจอร์ราร์ดวัย 45 ปี ย้ำว่า “เวลาไม่เหมาะสมจากมุมมองของครอบครัว” แต่ยอมรับว่า “คุณต้องตรวจสอบสถานะของคุณในบางสิ่ง”

“ผมต้องวิเคราะห์ว่ามันเหมาะสมกับผมไหม เวลาเหมาะสมหรือไม่ และทุกอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับผมที่จะเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดในงานนั้นหรือไม่ น่าเสียดายที่เวลาไม่รู้สึกว่าใช่สำหรับผม” เจอร์ราร์ดกล่าวเสริม

“ผมเคารพเรนเจอร์สมากจนผมจะไม่เข้าไปที่นั่นถ้าผมพร้อมแค่ 80-90% แต่หวังว่าสักวันหนึ่งผมจะพร้อมและเตรียมพร้อมมากกว่านี้ และโอกาสนั้นอาจจะมาอีกครั้ง”

การตัดสินใจของเจอร์ราร์ดที่ไม่ได้หวนกลับไปคุมทีมเรนเจอร์สสร้างความผิดหวังให้กับแฟนบอลจำนวนมาก แต่ก็เข้าใจได้ถึงเหตุผลส่วนตัวและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจครั้งนี้ การที่ เจอร์ราร์ดเกือบหวนคุมเรนเจอร์ส แสดงให้เห็นถึงความผูกพันที่เขามีต่อสโมสรแห่งนี้

อนาคตของเจอร์ราร์ดในวงการฟุตบอลยังคงเป็นสิ่งที่น่าติดตาม แม้ว่าการกลับไปคุมเรนเจอร์สจะไม่เกิดขึ้นในตอนนี้ แต่โอกาสในอนาคตอาจจะเปิดกว้างสำหรับเขาเสมอ เจอร์ราร์ดเกือบหวนคุมเรนเจอร์ส กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมาก และทำให้แฟนบอลหลายคนตั้งตารอคอยการกลับมาของเขาในฐานะผู้จัดการทีม

สถานการณ์ที่ เจอร์ราร์ดเกือบหวนคุมเรนเจอร์ส สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในการตัดสินใจของผู้จัดการทีมฟุตบอล ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของสโมสรและแฟนบอลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัจจัยส่วนตัวและครอบครัวอีกด้วย

ที่มา – Gerrard came ‘very close’ to Rangers return

ไคเซโด้ มิดฟิลด์รับเบอร์ 1 – มาเรสก้า

ไคเซโด้ มิดฟิลด์รับเบอร์ 1 ของโลก – มาเรสก้า

เอ็นโซ่ มาเรสก้า กล่าวว่าทีมเชลซีของเขาชนะท็อตแนม 1-0 เป็น “ผลงานที่ดีมาก” พร้อมทั้งยกย่อง มอยเซส ไคเซโด้ ว่าเป็นหนึ่งในไคเซโด้ มิดฟิลด์รับเบอร์ 1 ของโลก

รายงานการแข่งขัน: ท็อตแนม 0-1 เชลซี

สำหรับผู้ใช้ในสหราชอาณาจักรเท่านั้น

ไคเซโด้ มิดฟิลด์รับเบอร์ 1 ของโลก – มาเรสก้า

ชัยชนะเหนือท็อตแนมด้วยสกอร์ 1-0 ทำให้เชลซีเก็บสามแต้มสำคัญได้สำเร็จ เอ็นโซ่ มาเรสก้า ผู้จัดการทีมเชลซี ออกมาให้สัมภาษณ์หลังจบเกม โดยกล่าวชื่นชมผลงานของลูกทีม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มอยเซส ไคเซโด้ กองกลางตัวรับชาวเอกวาดอร์ ที่ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมจนได้รับการยกย่องว่าเป็น “ไคเซโด้ มิดฟิลด์รับเบอร์ 1 ของโลก

มาเรสก้า กล่าวว่า ไคเซโด้ มีความสามารถในการอ่านเกมที่ยอดเยี่ยม การเข้าสกัดที่แม่นยำ และการจ่ายบอลที่ชาญฉลาด ทำให้เขาสามารถควบคุมแดนกลางได้อย่างเบ็ดเสร็จ และเป็นหัวใจสำคัญในเกมรับของทีมเชลซี

ไคเซโด้ คือสุดยอดมิดฟิลด์ตัวรับ

นอกจากนี้ มาเรสก้า ยังกล่าวเสริมว่า ไคเซโด้ ยังมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง และมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในกองกลางตัวรับที่ดีที่สุดในโลกได้อย่างแน่นอน

“ผมคิดว่าเขาเป็นหนึ่งในกองกลางตัวรับที่ดีที่สุดในโลก” มาเรสก้า กล่าว “เขามีทุกสิ่งที่คุณต้องการในกองกลางตัวรับ เขาแข็งแกร่ง เขาเร็ว เขาฉลาด และเขามีทัศนคติที่ยอดเยี่ยม”

ผลงานของ ไคเซโด้ ในเกมกับท็อตแนมได้รับการยกย่องจากแฟนบอลและผู้เชี่ยวชาญมากมาย หลายคนเชื่อว่าเขามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เชลซีเก็บชัยชนะได้สำเร็จ และเป็นนักเตะที่ทีมขาดไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะเหนือท็อตแนมไม่ใช่เรื่องง่าย เชลซีต้องเจอกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับมือกับเกมรุกที่ดุดันของท็อตแนม แต่ด้วยความแข็งแกร่งในเกมรับและความเฉียบคมในเกมรุก ทำให้เชลซีสามารถคว้าชัยชนะมาได้สำเร็จ

มาเรสก้า กล่าวว่า เขาพอใจกับผลงานของทีมโดยรวม และเชื่อว่าพวกเขากำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง “ผมคิดว่าเราเล่นได้ดีมาก” มาเรสก้า กล่าว “เราสร้างโอกาสได้มากมาย และเราก็ป้องกันได้ดี ผมมีความสุขกับผลงานของทีม”

ชัยชนะเหนือท็อตแนมเป็นกำลังใจสำคัญให้กับเชลซีในการสู้ศึกพรีเมียร์ลีกต่อไป พวกเขาจะต้องรักษาฟอร์มการเล่นที่ดีต่อไป และทำงานหนักเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

สำหรับมอยเซส ไคเซโด้ ความท้าทายของเขาเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น เขาจะต้องพัฒนาตัวเองต่อไป และพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาสมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นไคเซโด้ มิดฟิลด์รับเบอร์ 1 ของโลกอย่างแท้จริง

การที่มาเรสก้าออกมาให้สัมภาษณ์เช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เขามีต่อตัวของไคเซโด้ และคาดหวังว่าเขาจะเป็นกำลังสำคัญของทีมต่อไปในอนาคต ส่วนแฟนบอลก็หวังว่าไคเซโด้จะสามารถรักษาฟอร์มการเล่นที่ดีแบบนี้ต่อไป และนำพาเชลซีไปสู่ความสำเร็จ

ในฐานะแฟนบอลของเชลซี เราก็ร่วมเป็นกำลังใจให้ไคเซโด้และทีมเชลซี ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้นะคะ

ที่มา – Caicedo one of world’s best defensive midfielders – Maresca

วูล์ฟส์โดนสับยับ! ส่อแววตกชั้น

“น่าอับอาย” แซม จอห์นสโตน ระเบิดอารมณ์

ผู้รักษาประตูของวูล์ฟส์ไม่ไว้หน้าฟอร์มการเล่นของทีมตัวเอง หลังพ่ายแพ่อย่างน่าอนาถ 3-0 ที่ฟูแล่ม ทำให้พวกเขามีความเสี่ยงที่จะถูกตัดขาดจากทีมอื่นๆ ที่อยู่ท้ายตารางพรีเมียร์ลีก

“มันไม่ดีพอ และเราต้องทำให้ดีกว่านี้ เราควรจะรู้สึกอับอาย และพวกเขาอาจไม่อยากได้ยิน แต่เราต้องขอโทษแฟนๆ” จอห์นสโตนกล่าวต่อ

“เราพยายามอย่างเต็มที่แล้ว และต้องเดินหน้าต่อไป เรามีผู้เล่นที่ดี และเราต้องพลิกสถานการณ์ให้ได้โดยเร็ว”

วูล์ฟส์มีแต้มตามหลังโซนปลอดภัยอยู่ 8 แต้ม และยังไม่ชนะใครเลยในการลงเล่น 10 นัดแรก ซึ่งเหมือนกับช่วงเริ่มต้นของฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งพวกเขาคว้าชัยชนะนัดแรกได้ในนัดที่ 11

พวกเขาแพ้ไป 8 จาก 10 นัด มีเพียง 2 แต้ม เป็นทีมที่ทำประตูได้น้อยที่สุดร่วมกัน และมีเกมรับที่แย่ที่สุดในลีก

เจ้าของทีมอย่าง Fosun ไม่ต้องการปลดผู้จัดการทีม วิตอร์ เปเรย์รา แต่ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นผลการแข่งขันหรือตัวผู้เล่น วูล์ฟส์ก็จะต้องมุ่งหน้าสู่แชมเปี้ยนชิพ

วูล์ฟส์โดนสับยับ! ส่อแววตกชั้น

เมื่อถูกถามถึงสิ่งที่ผิดพลาดที่ฟูแล่ม จอห์นสโตนกล่าวว่า “แทบทุกอย่าง ผมพูดตามตรง”

“มันยากที่จะหาคำพูด มีหลายอารมณ์ มันยากมากในนั้น [ห้องแต่งตัว]”

กองเชียร์วูล์ฟส์กลับมาโห่ใส่ผู้เล่นอีกครั้งหลังจากที่พวกเขาเดินเข้าไปหลังเสียงนกหวีดสุดท้าย และหันมาเล่นงานเปเรย์ราอีกครั้งด้วยความโกรธ

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้มีองค์ประกอบทั้งหมดของทีมที่ถูกกำหนดให้ตกชั้น: เสียประตูตั้งแต่ต้นเกม ใบแดงในนาทีที่ 36 ของเอ็มมานูเอล อักบาดู หลังจากการบุกของฟูแล่ม และการทำเข้าประตูตัวเองที่น่าขันของเยอร์ซอน มอสเกรา

เปเรย์รากล่าวเมื่อวันศุกร์ว่าเขาไม่รู้สึกว่าสโมสรอยู่ในภาวะวิกฤต แต่มันเป็น “วิกฤตผลการแข่งขัน” และการแสดงที่ Craven Cottage ทำให้สัญญาณเตือนดังขึ้นอย่างแน่นอน

ไม่มีทีมใดรอดพ้นจากการตกชั้นในพรีเมียร์ลีกด้วยการมีเพียง 2 แต้มหลังจากผ่านไป 10 เกม และจาก 20 ทีมก่อนหน้านี้ที่ไม่ชนะใครเลยหลังจาก 10 เกมแรกของฤดูกาลในลีกสูงสุด มี 14 ทีมที่ตกชั้น

เมื่อฤดูกาลที่แล้ว วูล์ฟส์มี 3 แต้มหลังเสมอ 2-2 กับคริสตัล พาเลซ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน และในขณะที่พวกเขารอดพ้นจากการตกชั้นหลังจากเปลี่ยนแกรี่ โอนีลมาเป็นเปเรย์รา แตภาพรวมดูมืดมนกว่าในครั้งนี้

“ผมไม่มีคำตอบ [ว่าวูล์ฟส์จะสามารถเป็นทีมที่รอดพ้นจากการตกชั้นได้อย่างไร] แต่ผมสามารถตอบได้โดยการบอกว่าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว คุณคิดว่าสำหรับสโมสรอย่างวูล์ฟส์ มันเป็นไปได้ไหมที่จะชนะ 6 เกมติดต่อกัน?” เปเรย์รากล่าว

“มันยากมาก แม้แต่สำหรับทีมใหญ่ๆ ก็ยังยากที่จะชนะ 6 เกมติดต่อกัน นี่คือคำตอบของผม”

เปเรย์ราจะมีโอกาสพลิกสถานการณ์หรือไม่?

“ผมกำลังทำอย่างเต็มที่ ทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยผู้เล่นและสโมสรของผม ผมไม่สามารถควบคุมเวลา ความมั่นใจที่สโมสรมีในการทำงานของเราได้” เขากล่าวเสริม

“สิ่งที่ผมพูดได้คือผมและทีมงานของผม เราพยายามทำทุกอย่าง เปลี่ยนระบบ เปลี่ยนผู้เล่น เพื่อช่วยให้ทีมแสดงศักยภาพและได้ผลการแข่งขัน”

ความพ่ายแพ้ 3-2 ต่อเบิร์นลีย์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา วูล์ฟส์แพ้ให้กับทีมที่ยินดีจะเสมอด้วยการเหลือเวลาอีก 15 นาที และการแพ้คาราบาว คัพ รอบสี่ 4-3 ในบ้านต่อเชลซีเมื่อวันพุธที่ผ่านมา อย่างน้อยก็มีความมุ่งมั่นและใจสู้

พวกเขาอ่อนปวกเปียกที่ฟูแล่ม ทำผิดพลาด รวมถึงความผิดพลาดของซานติ บูเอโน่ สำหรับประตูเปิดของไรอัน เซสเซญง และทำให้เปเรย์ราผิดหวังกับความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในช่วงที่เขาคุมทีม

“มันแย่ที่สุดแล้ว” โค้ชชาวโปรตุกีสกล่าว ซึ่งทีมของเขาได้ลิ้มรสชัยชนะครั้งสุดท้ายกับเลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อวันที่ 26 เมษายน

“ผมรู้สึกว่าสภาพร่างกายของทีมผมไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับฟูแล่ม ในเชิงแท็คติกมีความผิดพลาดบางอย่าง ในทางเทคนิคเราไม่ได้อยู่ที่นั่น เราพลาดการส่งบอล การเคลื่อนที่ และเราเสียประตูแรก”

“เกมสำหรับเราและฟูแล่มไม่ใช่เกมที่ยอดเยี่ยม แต่หลังจากใบแดง มันยากมาก”

วางแผนสรุปบทเรียน ‘เพื่อหาทางออก’

เปเรย์ราและผู้เล่นของเขาจะมีการประชุมสุดยอด ซึ่งน่าจะเป็นวันจันทร์ เพื่อสรุปบทเรียนสิ่งที่เกิดขึ้น

ผู้จัดการทีมไม่ชอบพูดมากเกินไปหลังเกม เพราะกลัวว่าข้อความของเขาจะหลงทางหรือพูดผิดในช่วงเวลาที่ร้อนระอุ ดังนั้นจะมีการหารือที่ศูนย์ฝึกซ้อม Compton ของพวกเขาเพื่อพยายามแก้ไขปัญหา

“เราต้องมีการสนทนาร่วมกันเพื่อทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะเราไม่ได้เล่นในระดับที่เราต้องเล่น” เปเรย์รากล่าว

“ผมชอบฟังผู้เล่นและทำความเข้าใจสิ่งที่พวกเขารู้สึกในสนาม ทั้งในด้านแท็คติก ร่างกาย และจิตใจ ผมต้องพูดคุยกับพวกเขา ไม่ใช่ตอนจบเกม เพราะเราหงุดหงิดและเป็นไปไม่ได้ที่จะพูดคุยกันในห้องแต่งตัว

“การฝึกซ้อมครั้งต่อไป [เซสชั่น] เราจะพูดคุยกัน และผมจะพยายามทำความเข้าใจว่าอะไรขาดหายไปในสนาม เพราะเราต้องเล่นให้ดีกว่านี้ เรามีระดับมากกว่าที่เราแสดงออกมา

“ผมต้องเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อคุณไม่ได้รับผลการแข่งขันในฐานะผู้จัดการทีม คุณจะพยายามทำอะไร? คุณพยายามหาทางออก”

สถานการณ์ วูล์ฟส์โดนสับยับ! ส่อแววตกชั้น เป็นอย่างไร?

สถานการณ์ของวูล์ฟส์ตอนนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง การเปลี่ยนแปลงอาจเป็นทางออกเดียวที่จะช่วยให้ทีมรอดพ้นจากการตกชั้นได้

ที่มา – ‘Embarrassing’ Wolves savaged as relegation looms

สเปอร์สขาดพลังงานพ่ายเชลซี – แฟรงค์

สเปอร์สขาดพลังงานและความเข้มข้นพ่ายเชลซี – แฟรงค์

โธมัส แฟรงค์ ผู้จัดการทีมท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ กล่าวว่า การสเปอร์สขาดพลังงานและความเข้มข้น ทำให้ทีมของเขาเป็นรอง และพ่ายแพ้คาบ้านต่อเชลซี 0-1

วิเคราะห์เกม: ท็อตแนม 0-1 เชลซี (สำหรับผู้ใช้ในสหราชอาณาจักรเท่านั้น)

อะไรคือสาเหตุที่สเปอร์สขาดพลังงาน

แฟรงค์ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อฟอร์มการเล่นของทีมในเกมนี้ ประการแรกคือความเหนื่อยล้าของผู้เล่นหลักหลายคนที่เพิ่งกลับมาจากการรับใช้ทีมชาติ นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงการที่เชลซีเล่นได้อย่างรัดกุม ทำให้สเปอร์สหาจังหวะเจาะเข้าทำได้ยาก และเมื่อโอกาสมาถึง พวกเขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนให้เป็นประตูได้

การแพ้ในบ้านครั้งนี้ ถือเป็นความผิดหวังครั้งใหญ่สำหรับสเปอร์สที่ต้องการรักษาพื้นที่แชมเปี้ยนส์ลีกเอาไว้ พวกเขาจำเป็นต้องกลับมาทบทวนและแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ เพื่อให้กลับมาอยู่ในฟอร์มที่ดีอีกครั้ง

ผลกระทบต่อการลุ้นพื้นที่ยุโรป:

  • การแพ้ครั้งนี้ทำให้สเปอร์สเสียแต้มสำคัญในการลุ้นพื้นที่แชมเปียนส์ลีก
  • ทีมอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันมีโอกาสแซงขึ้นไปได้
  • สเปอร์สต้องชนะในเกมที่เหลือเพื่อรักษาความหวังในการไปเล่นยุโรป

สิ่งที่ต้องปรับปรุง:

  • เพิ่มความเข้มข้นและความกระตือรือร้นในการเล่น
  • ปรับปรุงเกมรุกให้มีความหลากหลายและสร้างสรรค์มากขึ้น
  • รักษาความเหนียวแน่นในเกมรับ
  • ผู้เล่นต้องมีความมุ่งมั่นและทุ่มเทมากกว่านี้

นอกจากนี้ แฟรงค์ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีสมาธิและวินัยในการเล่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเจอกับทีมใหญ่ๆ อย่างเชลซี การสเปอร์สขาดพลังงานและความเข้มข้น ทำให้พวกเขาไม่สามารถรับมือกับการกดดันของเชลซีได้ และเสียประตูในที่สุด

อย่างไรก็ตาม แฟรงค์ยังคงมองโลกในแง่ดีและเชื่อมั่นว่าทีมของเขามีศักยภาพที่จะกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง เขาให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดและนำทีมกลับสู่เส้นทางแห่งชัยชนะให้ได้

โดยรวมแล้ว เกมนี้แสดงให้เห็นว่าสเปอร์สยังต้องพัฒนาอีกมากหากต้องการประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้ พวกเขาจำเป็นต้องมีความสม่ำเสมอมากกว่านี้ และต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับความกดดันในการเจอกับทีมใหญ่ๆ หากสเปอร์สขาดพลังงานและความเข้มข้น พวกเขาจะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลย

เกมนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าฟุตบอลไม่ได้ตัดสินกันแค่ชื่อชั้นนักเตะ แต่เป็นเรื่องของความมุ่งมั่น ทัศนคติ และทีมเวิร์คที่แข็งแกร่ง สเปอร์สต้องกลับไปทำการบ้านอย่างหนักเพื่อยกระดับทีมให้พร้อมสำหรับการแข่งขันที่เข้มข้นในอนาคต

ที่มา – Lack of energy and intensity left Tottenham second best – Frank

แมนยูฯ เปลี่ยนไป? ‘ความรู้สึกที่แตกต่าง’

ถ้าชนะไม่ได้ ก็อย่าแพ้ – สุภาษิตเก่าแก่กล่าวไว้

ก่อนเดินทางไปเยือนน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเก็บได้เพียง 8 แต้มจากสถานการณ์ที่เป็นรองภายใต้การคุมทีมของ รูเบน อโมริม พวกเขาไม่ได้รับแต้มเลยจากการแข่งขัน 6 นัดหลังสุดที่ตกเป็นฝ่ายตามหลัง นับตั้งแต่เกมเยือนบอร์นมัธเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่ง ความพยายามในช่วงท้ายเกมของ ราสมุส ฮอยลุนด์ ช่วยให้ทีมคว้าผลเสมอได้

เมื่อพวกเขาพบว่าตัวเองตามหลังที่สนามซิตี้ กราวนด์ หลังจากเสียสองประตูในเวลาไม่กี่นาที ขณะที่ฟอเรสต์พลิกสถานการณ์จากประตูแรกที่น่ากังขาในครึ่งแรก ยูไนเต็ดก็กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ยากลำบาก

คำถามที่ถามอโมริมหลังจากที่ทีมของเขากลับมาเสมอได้นั้นชัดเจนมาก

‘ถ้าเกมนั้นเกิดขึ้นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว คุณรู้สึกว่าคุณจะแพ้ไหม’

คำตอบนั้นหนักแน่นไม่แพ้กัน

“ใช่ และด้วยจำนวนประตูที่มากกว่า นั่นคือความรู้สึกของผม”

เราไม่มีทางรู้ความจริงได้ สิ่งที่เรารู้คือ อมาด ดิยัลโล แสดงให้เห็นว่าทำไมอโมริมถึงเลือกเขาในตำแหน่งวิงแบ็ค ด้วยการยิงประตูสุดสวยจากนอกกรอบเขตโทษในอีกเก้านาทีต่อมา ช่วยให้ทีมคว้าแต้มไปได้

เป็นที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มฤดูกาลว่ายูไนเต็ดเล่นได้ดีขึ้นในฤดูกาลนี้ นับตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม พวกเขายังได้รับผลการแข่งขันที่ดีขึ้นอีกด้วย

ความมุ่งมั่น ความปรารถนา การปฏิเสธที่จะยอมแพ้เป็นสิ่งที่วัดค่าไม่ได้

ในเกมนี้ อโมริมรู้สึกว่าผู้เล่นของเขาแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเก่งขึ้นในเรื่องนั้นด้วย

“ในอดีต หากเรามีช่วงเวลาที่แย่แบบนี้ 5 นาที และเสียสองประตู เราจะไม่ฟื้นตัว” อโมริมกล่าว

“วันนี้มันเป็น ‘ความรู้สึกที่แตกต่าง’ คุณสัมผัสได้ว่าเราไม่สามารถชนะเกมนี้ได้ แต่เราจะไม่แพ้ และนั่นเป็นความรู้สึกที่ทีมใหญ่ต้องมีในบางครั้ง”

อโมริมไม่ได้พูด แต่การมาถึงของ มาเธอุส คุนญา และ ไบรอัน เอ็มเบอูโม คงต้องช่วยได้มาก

คุนญาไม่ใช่คนที่หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ยากลำบาก ตรงกันข้ามเสียอีก ในครึ่งแรก เมื่อเขาถูกแฟนบอลเจ้าบ้านโห่เพราะสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นการเล่นตุกติก เขาก็ตอบโต้ – แทนที่จะเพิกเฉย – โดยชี้ไปที่ตราสโมสรบนกางเกงขาสั้นของเขา

เอ็มเบอูโม เป็นภัยคุกคามที่วุ่นวาย เป็นแบบอย่างของผู้เล่นที่จะไม่ปล่อยให้คู่ต่อสู้ได้พัก

อโมริมถูกถามอย่างตรงไปตรงมาว่าอะไรเป็นสาเหตุของการพัฒนาด้านจิตใจ นอกเหนือจากการบอกว่าความมั่นใจที่เกิดจากชัยชนะติดต่อกันสามครั้งก่อนหน้านี้ เขาไม่ได้ให้คำตอบจริงๆ

“ความมั่นใจแน่นอนว่าแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง” เขากล่าว “เรามาจากเกมที่ดีสามเกม และเรามีความมั่นใจที่แตกต่างกัน เราเข้าใจกันดีขึ้น เราพูดคุยกันเรื่องนี้มากขึ้น

“เราพิสูจน์ให้เห็นแล้วในปีนี้ว่าเราสามารถมีช่วงเวลาที่แย่ได้ แต่จู่ๆ เราก็มีเกมที่ดีสามเกม

“เราแค่ต้องอยู่ในเกมจนถึง 10 นาทีสุดท้าย ในอดีต เราอาจสูญเสียทุกอย่างไปแล้วจากวิธีที่เราเล่นเกม วันนี้ ความรู้สึกไม่ใช่แบบนั้น”

ความไม่แน่นอนยังคงอยู่เหนืออนาคตของเซอร์คซีและไมนู

หากวันนี้เป็นวันที่ยูไนเต็ดแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของพวกเขา มันก็เป็นวันที่ต้องทำให้โจชัว เซอร์คซี และ คอบบี้ ไมนู ไม่แน่ใจในอนาคตของพวกเขาในแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดโฉมใหม่ของอโมริมมากยิ่งขึ้น

ในการแถลงข่าวก่อนเกม อโมริมกล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่ผู้เล่นที่คิดว่าตนเองเสี่ยงต่อการพลาดฟุตบอลโลกจะขอออกจากทีมในช่วงเปิดตลาดซื้อขายเดือนมกราคม

เป็นเรื่องยุติธรรมที่จะสันนิษฐานว่าเซอร์คซีและไมนูอยู่ในกลุ่มนั้น เซอร์คซีลงเล่นไปแล้ว 82 นาทีจากการลงเล่นเป็นตัวสำรองในพรีเมียร์ลีก 4 นัดในฤดูกาลนี้ สำหรับไมนู จำนวนนั้นคือ 138 จากเจ็ดนัด

ทั้งคู่ยังไม่เคยออกสตาร์ทในเกมพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ และพวกเขาไม่ได้ถูกขอให้ออกจากม้านั่งสำรองที่ซิตี้ กราวนด์ ขณะที่ยูไนเต็ดพยายามหาทางกลับเข้าสู่เกมที่พวกเขากำลังแพ้ตั้งแต่ 50 นาที

“เรามีคุณภาพมากมายบนม้านั่งสำรอง แต่บางครั้งผมก็รู้สึกว่าถ้าผมจะหยุดเกมตลอดเวลา ผมกำลังจะทำลายบางสิ่งบางอย่าง” อโมริมกล่าว

“เรากำลังพัฒนาขึ้นในช่วงครึ่งหลัง ดังนั้นความรู้สึกของผมคือไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรกับคนที่อยู่ข้างหน้า”

ไมนูมีข้อตกลงที่จะเข้าร่วมนาโปลีในช่วงวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ แต่ยูไนเต็ดจะไม่ลงโทษข้อตกลงนั้น เซอร์คซีกำลังกลับมาจากอาการบาดเจ็บ แต่ตอนนี้เปิดกว้างสำหรับแนวคิดที่จะกลับไปอิตาลี

สถานการณ์มีความซับซ้อนจากการสูญเสียเอ็มเบอูโมและอมาดให้กับแอฟริกาคัพออฟเนชันส์ในช่วงกลางเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีเกมกลางสัปดาห์สองสามเกมซึ่งจะต้องการการหมุนเวียนในระดับที่ไม่จำเป็นก่อนหน้านี้

เนื่องจากรอบชิงชนะเลิศมีขึ้นในวันที่ 18 มกราคม ทั้งคู่ควรกลับมาก่อนที่ตลาดซื้อขายจะปิดในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ซึ่งอาจหมายถึงการตัดสินใจที่ล่าช้ากว่าที่ผู้เล่นที่ต้องการย้ายทีมต้องการ

“มันเป็นลักษณะของเกม” อโมริมกล่าวเมื่อถูกถามถึงเซอร์คซีและไมนูโดยเฉพาะ “พวกเขารู้ว่ามันเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่ง

“มันไม่เกี่ยวกับคุณภาพ – และเรามีเกมมากมาย”

ทำไม ‘ความรู้สึกที่แตกต่าง’ ถึงสำคัญกับแมนยูฯ

การที่แมนยูฯ มี ‘ความรู้สึกที่แตกต่าง’ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจและความมุ่งมั่นของทีม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการสร้างทีมที่แข็งแกร่งและประสบความสำเร็จในระยะยาว การที่พวกเขาสามารถกลับมาจากการตามหลังได้ บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นในตัวเองและความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ที่กดดันได้เป็นอย่างดี

โดยรวมแล้ว ‘ความรู้สึกที่แตกต่าง’ นี้ เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของแมนยูฯ ภายใต้การคุมทีมของ รูเบน อโมริม แสดงให้เห็นว่าทีมกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง และมีความกระหายที่จะประสบความสำเร็จมากขึ้นกว่าเดิม

ที่มา – ‘A different feeling’ – have Man Utd shown mentality shift?

อาร์เซนอลจะได้แชมป์? มองไม่เห็นจุดอ่อน จริงหรือไม่?

ความหวังเป็นสิ่งที่แฟนบอลอาร์เซนอลมีมากมายในการต่อสู้เพื่อตำแหน่งแชมป์ แต่ก็มักจะพังทลายลงเมื่อทีมปืนใหญ่ไปไม่ถึงฝั่งฝันในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลนี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป

ชัยชนะ 2-0 เหนือเบิร์นลีย์เมื่อวันเสาร์ เป็นชัยชนะครั้งที่ 5 ติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก ซึ่งทำให้พวกเขาขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูง โดยมีแต้มนำหน้าทีมอื่น ๆ อยู่ 7 แต้ม แม้ว่าจะลงเล่นมากกว่าทีมอื่น ๆ ที่อยู่ข้างล่างก็ตาม

ชัยชนะครั้งนี้ยังสร้างแรงกดดันให้กับคู่แข่งสำคัญอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งตามหลังอยู่ 9 แต้มและจะเปิดบ้านพบกับบอร์นมัธในวันอาทิตย์ รวมถึงลิเวอร์พูล ซึ่งแอสตัน วิลล่า ตามหลังอยู่ 10 แต้มในวันเสาร์เช่นกัน

แน่นอนว่ายังเร็วเกินไปที่จะพูด แต่ปีนี้จะเป็นปีของอาร์เซนอลจริง ๆ หรือไม่ หลังจากรอคอยมา 22 ปีและจบอันดับรองชนะเลิศใน 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา?

บีบีซี สปอร์ต จะพาไปดูว่าทำไมการลุ้นแชมป์ของพวกเขาถึงดูแข็งแกร่งกว่าที่เคย

จุดแข็งจากลูกตั้งเตะ

เบิร์นลีย์เลื่อนชั้นจากแชมเปี้ยนชิพเมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วยสถิติเกมรับที่แข็งแกร่ง โดยเสียไปเพียง 16 ประตูจาก 46 เกม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถต้านทานได้ดีเพียงใด

สิ่งนั้นเห็นได้ชัดในวันเสาร์ แต่เมื่อลูกทีมของมิเกล อาร์เตต้า เผชิญหน้ากับแนวรับที่มีระเบียบวินัยและมีการจัดการที่ดี ซึ่งทำให้การทำประตูจากการเล่นทั่วไปเป็นเรื่องยาก ลูกตั้งเตะจึงกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง

อาร์เซนอลมีความยอดเยี่ยมในด้านนี้ โดยประตูแรกของพวกเขาที่ Turf Moor มาจากลูกเตะมุม ซึ่งเป็นลูกที่ 8 ของพวกเขาในลักษณะนี้ในระหว่างการแข่งขันในลีกฤดูกาลนี้ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดเท่าที่ทีมใดเคยทำได้ในการแข่งขัน 10 นัดแรกของฤดูกาล

โดยรวมแล้ว 12 จาก 18 ประตูในลีกของพวกเขาในฤดูกาลนี้มาจากการเล่นลูกนิ่ง ซึ่งมากกว่าทีมอื่น ๆ ในลีกสูงสุด และเป็นอัตราส่วนที่สูงที่สุดของทีมใด ๆ ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลเดียว

อลัน เชียร์เรอร์ อดีตกองหน้านิวคาสเซิล กล่าวกับบีบีซี สปอร์ตว่า “ผมมองไม่เห็นจุดอ่อน”

“พวกเขาทำประตูได้อีกครั้งจากลูกตั้งเตะ แต่มีอะไรมากกว่านั้นในการแสดง ผมชอบวิธีที่พวกเขาใช้ ริคคาร์โด คาลาฟิออรี่ และ เยอร์เรียน ทิมเบอร์ ในตำแหน่งสูงเพื่อสร้างความได้เปรียบและคว้าโอกาสจากลูกตั้งเตะ”

เกมรับที่แทบจะเจาะไม่เข้า

คุณต้องย้อนกลับไปถึงวันที่ 28 กันยายนที่พบกับนิวคาสเซิลเพื่อดูว่าครั้งสุดท้ายที่อาร์เซนอลเสียประตูคือเมื่อไร แต่ถึงกระนั้นก็ยังฮึดกลับมาชนะ 2-1

พวกเขาไม่เสียประตูใน 7 เกมนับตั้งแต่นั้นมา แม้ว่าจะเฉียดฉิวที่จะเสียสถิติดังกล่าวไปเมื่อ มาร์คัส เอ็ดเวิร์ดส์ ของเบิร์นลีย์ยิงชนเสาจากฟรีคิกในช่วงวินาทีสุดท้ายก็ตาม

แม้จะหวาดเสียวในช่วงท้าย แต่ชัยชนะ 2-0 หมายความว่าอาร์เซนอลเก็บคลีนชีตได้ 7 นัดติดต่อกันในทุกรายการเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทำได้ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน 1999 (ซึ่งก็คือ 7 นัดเช่นกัน)

ต่อไปคือการเดินทางไปเยือน สลาเวีย ปราก ในแชมเปี้ยนส์ลีกในวันอังคาร หากพวกเขาสามารถหลีกเลี่ยงการเสียประตูได้อีกครั้ง จะเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์สโมสรที่พวกเขาไม่เสียประตู 8 เกมติดต่อกัน โดยเคยทำได้ก่อนหน้านี้ในปี 1903

แต่อาร์เซนอลยังไม่ได้ปล่อยให้มีโอกาสมากนัก และเผชิญหน้ากับการยิงเข้ากรอบเพียงครั้งเดียวใน 4 เกมลีกหลังสุด

เกมเยือนเบิร์นลีย์ยังเป็นเกมที่ทีมอาร์เซนอลในฤดูกาลล่าสุดอาจถูกรังแกในการต่อสู้ทางร่างกาย แต่ตอนนี้พวกเขากำลังยืนหยัดต่อสู้กับความท้าทายดังกล่าว

เนดุม โอนูโอฮา อดีตกองหลังแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กล่าวว่า “เมื่อฉันเริ่มเป็นนักวิเคราะห์ในปี 2021 ความล้มเหลวที่ใหญ่ที่สุดของอาร์เซนอลคือพวกเขาอ่อนแอเกินไป คุณแทบจะข่มเหงพวกเขาได้เลย”

“ตอนนี้คุณดูวิธีการเล่นของพวกเขา ถ้ามันต้องเป็นการต่อสู้ มันก็จะเป็นการต่อสู้ ถ้ามันต้องเป็นเกมฟุตบอล มันก็สามารถเป็นเกมฟุตบอลได้”

“ผู้คนไม่ต้องการถูกจัดว่าเป็นทีมเต็งสำหรับอะไรก็ตามในช่วงเวลานี้ของฤดูกาล มีแรงกดดันมากมายที่มาพร้อมกับสิ่งนั้น สำหรับทีมอาร์เซนอล สามปีติดต่อกันที่พวกเขาจบอันดับสอง ทำไมถึงไม่มีความเชื่อว่าพวกเขาสามารถจบอันดับหนึ่งได้?”

ความแข็งแกร่งเชิงลึก

อาร์เซนอลใช้เงินประมาณ 250 ล้านปอนด์ในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ และเริ่มเห็นผลประโยชน์จากการมีทีมที่ลึกขึ้น

พวกเขามีรายชื่อผู้เล่นบาดเจ็บจำนวนมากแล้ว โดยกองหน้าอย่าง กาเบรียล เฆซุส และ ไค ฮาแวร์ตซ์ ต้องพักรักษาตัวในระยะยาว ขณะที่กัปตันทีม มาร์ติน โอเดการ์ด และ โนนี่ มาดูเอเก้ ก็ต้องพักรักษาตัวเช่นกัน

แต่ผู้เล่นที่ก้าวเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมากต่อฟอร์มอันยอดเยี่ยมของอาร์เซนอล ทำให้ทีมปืนใหญ่ไม่ต้องเร่งรีบให้ผู้เล่นกลับมา

โอนูโอฮา กล่าวเสริมว่า “ความลึกที่พวกเขามี ถ้าใครสักคนหลุดไป คนต่อไปก็จะก้าวขึ้นมา”

“ท้ายที่สุดนี่คือเหตุผลที่พวกเขาถูกจัดว่าเป็นทีมเต็ง เพราะพวกเขาอยู่ในตำแหน่งที่ยอดเยี่ยม”

คู่แข่งที่พลาดท่า

อาร์เตต้า เคยอ้างว่าจังหวะเวลาเป็นเหตุผลที่อาร์เซนอลไม่ชนะพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่เขาเข้ามารับตำแหน่งในปี 2019

ในเดือนพฤษภาคม เขาชี้ให้เห็นว่าลิเวอร์พูลชนะพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วยคะแนนที่น้อยกว่าที่ทีมปืนใหญ่ทำได้ในสองฤดูกาลก่อนหน้านี้

แต่อาจจะเป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับพวกเขาในฤดูกาลนี้ เนื่องจากฟอร์มที่แข็งแกร่งของพวกเขานั้นเกิดขึ้นในขณะที่คู่แข่งกำลังพลาดท่า

ลิเวอร์พูลเริ่มต้นได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยชัยชนะในพรีเมียร์ลีก 5 นัดติดต่อกัน แต่ตอนนี้แพ้ 4 เกมหลังสุด

ขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ค่อนข้างจะไม่สอดคล้องกัน โดยมี 5 ชัยชนะ 3 แพ้ และ 1 เสมอ จนถึงตอนนี้

ขณะที่แฟนบอลอาร์เซนอลอาจเริ่มเชื่อมั่น แต่ไม่มีทีมใดที่เป็นจ่าฝูงในขั้นตอนนี้แล้วคว้าแชมป์ไปได้ใน 6 ฤดูกาลที่ผ่านมา

แกรี่ เนวิลล์ อดีตกองหลังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กล่าวในสกาย สปอร์ตว่า “อาร์เซนอลเชื่อถือได้ คุณสามารถไว้วางใจพวกเขาได้ นี่คือแชมป์ของคุณ อาร์เซนอล ผมไม่เคยรู้สึกมั่นใจขนาดนี้มาก่อน มันยังเร็วมากในฤดูกาล แต่สิ่งนั้นเป็นเช่นนั้นจริง ๆ”

“นั่นไม่ได้เป็นการมั่นใจมากเกินไป หรือสร้างแรงกดดัน อาร์เซนอลต้องรู้สึกด้วยตัวเอง นี่คือช่วงเวลาที่อาร์เซนอลสามารถกลับไป [คว้าแชมป์] ได้ โอกาสอยู่ที่นั่นสำหรับพวกเขา พวกเขาต้องคว้ามันไว้”

อาร์เซนอลจะได้แชมป์? (Arsenal dai champ?) มองไม่เห็นจุดอ่อน จริงหรือไม่?

การที่หลายคนมองว่า อาร์เซนอลจะได้แชมป์? (Arsenal dai champ?) นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะพวกเขามีองค์ประกอบที่ครบเครื่องจริงๆ ถึงแม้เส้นทางจะยังอีกยาวไกล แต่ด้วยฟอร์มการเล่นและความมั่นใจในทีม ทำให้หลายคนเชื่อว่าปีนี้อาจเป็นปีของพวกเขา

ยังมีอุปสรรคอีกมากมายที่ อาร์เซนอลจะได้แชมป์? (Arsenal dai champ?) ต้องเผชิญ แต่ด้วยสปิริตของทีมและความมุ่งมั่นที่จะคว้าแชมป์ จะเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาไปถึงเป้าหมาย

สุดท้ายแล้ว อาร์เซนอลจะได้แชมป์? (Arsenal dai champ?) หรือไม่ เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ แต่สิ่งที่แน่นอนคือพวกเขากำลังสร้างความตื่นเต้นและสร้างความหวังให้กับแฟนบอลทั่วโลก

ที่มา – ‘I can’t see a weakness’ – is this Arsenal’s time for a title?

ประตูไวช่วยคลายความกังวลฟูแล่ม – ซิลวา

ประตูไวช่วยคลายความกังวลฟูแล่ม – ซิลวา

มาร์โก ซิลวา กุนซือฟูแล่มกล่าวว่า ประตูแรกของไรอัน แซสเซญง ช่วยคลายความกังวลของทีมได้มาก หลังจากที่พวกเขาเอาชนะวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 3-0 ที่สนามคราเวน คอตเทจ

ฟูแล่มเริ่มต้นเกมได้อย่างยอดเยี่ยม และประตูของแซสเซญงตั้งแต่ต้นเกมช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทีมอย่างมาก ซิลวากล่าวว่าเขารู้สึกพอใจกับฟอร์มการเล่นของลูกทีม และการที่สามารถเก็บสามแต้มในบ้านได้นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

ประตูไวช่วยคลายความกังวลฟูแล่ม – ซิลวา

“ประตูแรกมีความสำคัญอย่างยิ่ง” ซิลวากล่าว “มันช่วยให้เราเล่นได้อย่างผ่อนคลายมากขึ้น และสร้างความมั่นใจให้กับทีม ผมคิดว่าเราเล่นได้ดีมากในวันนี้ และสมควรได้รับชัยชนะ”

นอกจากประตูของแซสเซญงแล้ว ฟูแล่มยังได้ประตูจาก อเล็กซานดาร์ มิโตรวิช และราอูล ฆิเมเนซ (ทำเข้าประตูตัวเอง) ทำให้พวกเขาคว้าชัยชนะไปอย่างสวยงาม

ทำไมประตูไวถึงสำคัญต่อฟูแล่ม

ประตูแรกของเกมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทีมฟุตบอล เพราะมันสามารถเปลี่ยนแปลงโมเมนตัมของเกมได้อย่างมาก สำหรับฟูแล่มในเกมนี้ ประตูของแซสเซญงช่วยคลายความกดดันและทำให้พวกเขามีความมั่นใจในการเล่นมากขึ้น

การได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็วทำให้ฟูแล่มสามารถควบคุมเกมได้ดีขึ้น และทำให้วูล์ฟแฮมป์ตันต้องเปิดเกมรุกมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ฟูแล่มสามารถใช้ประโยชน์จากได้

นอกจากนี้ ประตูแรกยังช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในทีมและในสนาม ทำให้ผู้เล่นมีความกระตือรือร้นและมุ่งมั่นที่จะทำผลงานให้ดีที่สุด

โดยรวมแล้ว ประตูไวของแซสเซญงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อชัยชนะของฟูแล่มในเกมนี้ มันช่วยคลายความกังวล สร้างความมั่นใจ และทำให้พวกเขาสามารถเล่นได้อย่างเต็มที่

ชัยชนะในเกมนี้ทำให้ฟูแล่มขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ดีขึ้นในตารางคะแนน และยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีศักยภาพที่จะต่อสู้เพื่อตำแหน่งที่ดีในฤดูกาลนี้

อย่างไรก็ตาม ซิลวายังคงเตือนลูกทีมให้รักษาความมุ่งมั่นและทำงานหนักต่อไป เพราะยังมีเกมที่ยากรอพวกเขาอยู่ในอนาคต

“เราต้องไม่ประมาท” ซิลวากล่าว “เราต้องทำงานหนักต่อไปและพยายามพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ”

ฟูแล่มภายใต้การคุมทีมของมาร์โก ซิลวา แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง พวกเขามีเกมรุกที่น่าตื่นเต้นและเกมรับที่แข็งแกร่ง ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่น่าจับตามองในฤดูกาลนี้

สิ่งที่น่าสนใจคือ ฟูแล่มจะสามารถรักษาฟอร์มการเล่นที่ดีนี้ไว้ได้หรือไม่ และพวกเขาจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้หรือไม่ ต้องติดตามดูกันต่อไป

ประตูไวช่วยคลายความกังวลฟูแล่ม และแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเริ่มต้นเกมที่ดี

ที่มา – Early goal helped settle Fulham nerves – Silva