วัน: 2 พฤศจิกายน 2025

รวบหนุ่มลักมิเตอร์น้ำ: อ้างซ่อมน้ำรั่ว!


เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สุดแปลก เมื่อตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ ได้ทำการจับกุมหนุ่มวัย 26 ปี ที่แอบเข้าไปลักมิเตอร์น้ำที่บ้านของผู้การจังหวัดในพื้นที่ ภ.1 โดยผู้ต้องหาอ้างว่าที่ทำไปเพราะเห็นน้ำรั่ว เลยเข้าไปช่วยซ่อม แต่เรื่องราวกลับไม่จบแค่นั้น เพราะหลังจากซ่อมแล้ว น้ำกลับไหลไม่หยุด

รวบหนุ่มวัย 26 ปี ลักมิเตอร์น้ำ อ้างเห็นน้ำรั่วเลยช่วยซ่อม

พ.ต.อ.พิสุทธิ์ จันทรสุวรรณ ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์ พร้อมด้วยทีมสืบสวน ได้ร่วมกันจับกุมตัวนายสิริพงษ์ ทองแห้ว อายุ 26 ปี ชาว จ.สกลนคร ได้ที่ห้องเช่าในซอยสรณคมน์ 3 เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ พร้อมของกลางเป็นรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า เทียร่า สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน, เสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันก่อเหตุ, คีมล็อก และที่สำคัญคือ มิเตอร์น้ำของการประปา 1 ตัว

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายพรชัย กลัดโพธิ์ พนักงานการประปานครหลวง ได้รับมอบอำนาจจากสำนักงานประปา สาขานนทบุรี เข้าแจ้งความว่า มิเตอร์น้ำของบ้านเลขที่ 38/120 ซอยรัตนาธิเบศร์ 9 ได้หายไปในช่วงเวลา 03.00 น. ของวันที่ 2 ตุลาคม 2566

จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่าคนร้ายขับรถจักรยานยนต์มาจอดหน้าปากซอยในเวลา 02.55 น. ก่อนจะเดินเข้าไปก่อเหตุและออกมาในเวลา 03.09 น. ซึ่งต่อมาตำรวจสืบทราบว่าคนร้ายคือนายสิริพงษ์ ทองแห้ว จึงได้ติดตามไปจับกุมตัวได้พร้อมของกลาง

คำสารภาพของหนุ่มลักมิเตอร์น้ำ

ในการสอบสวน นายสิริพงษ์ ทองแห้ว ให้การรับสารภาพ โดยอ้างว่าตนทำงานขับรถแมคโควางท่อประปาให้กับบริษัทที่รับช่วงต่อจากการประปา ในวันเกิดเหตุ ตนเห็นน้ำประปารั่ว จึงจอดรถเข้าไปช่วยซ่อม แต่หลังจากซ่อมแล้วน้ำกลับไหลไม่หยุด ตนจึงปิดวาล์วน้ำและถอดมิเตอร์ออกไป โดยตั้งใจจะนำมิเตอร์มาคืนในวันรุ่งขึ้น แต่กลัวเจ้าของบ้านด่า จึงนำไปขายให้กับซาเล้งรับซื้อของเก่า ได้เงินมา 120 บาท ก่อนที่จะถูกตำรวจตามมาจับกุม

อย่างไรก็ตาม ตำรวจได้แจ้งข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การหลบหนี และนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ว่า การกระทำโดยพลการโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจนำมาซึ่งปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิมได้ แม้ว่าเจตนาอาจจะดี แต่การลักทรัพย์ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ถือเป็นความผิดทางอาญา

และที่น่าสนใจคือ บ้านที่เกิดเหตุลักมิเตอร์น้ำ เป็นบ้านของผู้การจังหวัดท่านหนึ่งในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 เรื่องนี้จึงกลายเป็นที่สนใจของสังคมเป็นอย่างมาก

อย่าลืมตรวจสอบมิเตอร์น้ำที่บ้านของท่าน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และหากพบเห็นสิ่งผิดปกติ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที

หากใครประสบปัญหาเกี่ยวกับท่อประปา หรือมิเตอร์น้ำ อย่าเสี่ยงซ่อมเอง ควรแจ้งเจ้าหน้าที่การประปาโดยตรงนะครับ เพื่อความปลอดภัยและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

เรื่องการลักมิเตอร์น้ำนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เรามองข้ามไม่ได้เลยนะครับ

ที่มา – ตร.รวบหนุ่มวัย 26 ปี ย่องลักมิเตอร์น้ำบ้านผู้การฯ อ้างเห็นน้ำรั่วเลยช่วยซ่อม

“ศิริกัญญา” ชู 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน

“ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน ชู “สวัสดิการติดตัว-บัญชีแรงงาน” รับมือโลกงานยุคใหม่ ย้ำเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น  คุณภาพชีวิตของแรงงานต้องดีขึ้นด้วย

วันที่ 2 พ.ย. 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในงานประชุมวิชาการด้านแรงงานของประเทศไทย หัวข้อ “แรงงานไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง” ซึ่งจัดโดยกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา, มูลนิธิ ฟรีดริช เอแบร์ท ประเทศไทย, ไทยรัฐกรุ๊ป และพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย 

ในช่วงเช้ามีน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ตัวแทน สส. จากพรรคประชาชน ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตของแรงงานและการปฏิรูประบบสวัสดิการเพื่อรองรับรูปแบบงานใหม่ โดยระบุว่า ทั้งแรงงาน นโยบาย และระบบราชการ ล้วนตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลกที่รวดเร็วไม่ทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบราชการ ที่อาจมีความล่าช้าและเชื่องช้าที่สุดในการปรับตัว น.ส.ศิริกัญญา เสนอว่า รัฐและผู้กำหนดนโยบายต้องเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือให้แรงงานปรับตัว และไม่ควรปล่อยให้แรงงานต้องใช้ทรัพยากรส่วนตัวในการตัดสินใจปรับตัวด้วยตนเอง

แรงกดดันที่แรงงานไทยเผชิญ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีและการเข้าสู่สังคมสูงวัยได้สร้างแรงกดดันหลัก 3 ประการต่อกำลังแรงงานไทย

1. อายุ (Age) ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้กำลังแรงงานมีแนวโน้มอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

2. ทักษะ (Skills) ปัญหาด้านทักษะของแรงงานไทยเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมายาวนาน ข้อมูลล่าสุดพบว่า กำลังแรงงานไทย 40 ล้านคน มีถึง 60% (ประมาณ 24 ล้านคน) ที่จบการศึกษาเพียงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งไม่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าในสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปได้

3. เทคโนโลยี (Technology Disruption) การเข้ามาของ AI และเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อทั้งแรงงานปกขาวและภาคการผลิต

ตปท.จ้างคนรุ่นเด็กลดลง

ขณะที่บริษัทเอกชนขนาดใหญ่บางแห่งเริ่มกำหนด อายุสูงสุดในการรับพนักงานใหม่ที่ไม่ใช่ First Jobber เช่น ไม่รับผู้ที่มีอายุเกิน 30 ปี โดยพวกเขาต้องการคนที่เรียกว่า “AI Native” คือกลุ่มคนที่คุ้นเคยกับการใช้ Large Language Model   เช่นเดียวกับภาพในต่างประเทศ (AI Adopting Firm) มีงานสำรวจการจ้างงานในต่างประเทศพบว่า หลังจากการเปิดตัว GPT เวอร์ชั่น 3.5 ในเดือนธันวาคม 2565 บริษัทที่ใช้ AI มีการจ้างงานคนรุ่นเด็กลดลง แต่กลับมีการจ้างงาน คนรุ่นใหญ่/ผู้มีประสบการณ์เพิ่มขึ้น เนื่องจาก AI สามารถทำแทนงานที่รุ่นเด็กทำได้ แต่ทักษะในการตัดสินใจ (Judgment) และประสบการณ์ของคนรุ่นใหญ่ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

เสนอ 4 ด้านรับมือปัญหาแรงงาน

ในส่วนของแรงงานภาคการผลิต (Blue-collar) ภาคการผลิตเผชิญการถูกทดแทนด้วย เครื่องจักร ออโตเมชัน และหุ่นยนต์ มานานแล้ว อย่างไรก็ตาม แรงงานรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์จะมีความต้องการสูงขึ้น เพื่อทำหน้าที่ ควบคุมดูแลเครื่องจักรหรือระบบอัตโนมัติ ในสายพานการผลิต แทนการดูแลแรงงานมนุษย์แบบดั้งเดิม  ตนจึงมีข้อเสนอแนะ 4 ด้าน ในการปรับโครงสร้างสวัสดิการและยกระดับทักษะ พร้อมขอนำเสนอแนวทางนโยบายเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการจ้างงาน (เช่น งานชั่วคราว สัญญาจ้างรายโครงการ หรือแรงงานแพลตฟอร์ม)

1. Portable Benefits (สวัสดิการติดตัวแรงงาน) 

สิทธิสวัสดิการต้องติดอยู่กับตัวแรงงาน ไม่ใช่ติดอยู่กับนายจ้าง การเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานไม่ควรทำให้สิทธิสวัสดิการหลุดหายไป หรือถูกบังคับให้เปลี่ยนไปใช้การสมทบในรูปแบบอื่น เช่น จากมาตรา 33 ไปสู่มาตรา 39

2.Universal Labour Account (บัญชีแรงงานเชื่อมสิทธิและทักษะ) 

ปัจจุบัน แพลตฟอร์มฝึกอบรมและงบประมาณมีความกระจัดกระจาย สิ่งที่จำเป็นคือการจัดทำ ฐานข้อมูลกลาง (Central Database) ที่ระบุตัวตนและบันทึกประวัติทักษะและการอบรมของแรงงานทุกคน ฐานข้อมูลนี้จะสำคัญต่อการ Matching การจ้างงาน และควรเชื่อมต่อกับ แพลตฟอร์มการ Up/Reskill ที่มีแกนกลางหลัก (Core) เพียงหนึ่งเดียว เพื่อให้มีประสิทธิภาพ

3.Platform Co-Funding (รัฐ แรงงาน แพลตฟอร์มร่วมสมทบ) 

รูปแบบงานบนแพลตฟอร์มทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “นายจ้าง” และ “ตัวกลาง” เบลอไม่ชัดเจน ควรพิจารณาแนวทางจากต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้หรือสิงคโปร์ ที่ให้ แพลตฟอร์มจ่ายเงินสมทบส่วนหนึ่งเข้ากองทุน นอกจากนี้ อาจพิจารณาให้ คนจ้างตัวจริง (เช่น ลูกค้าที่ซื้ออาหารสำหรับไรเดอร์) มีส่วนร่วมสมทบเข้ากองทุนเพื่อรักษาสวัสดิการของแรงงานแพลตฟอร์ม

4. Wellbeing Beyond Income (ดูแลชีวิตมากกว่ารายได้) 

การกำหนดนโยบายต้องคิดไปไกลกว่าแค่เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ แต่ต้องรวมถึงการให้ เงินชดเชย (Wage Replacement) ในช่วงที่แรงงานต้องหยุดงานเพื่อไปฝึกอบรมเพื่อแก้ปัญหาทั้งด้านทักษะและรายได้พร้อมกัน รวมถึงการกำหนด จำนวนชั่วโมงทำงานต่อสัปดาห์ที่เหมาะสม เพื่อให้มีเวลาพักผ่อน และการดูแลสวัสดิการด้านสุขภาพจิต

สส.ศิริกัญญา ยังปิดท้ายด้วยการย้ำหลักการสำคัญที่ว่า “เราต้องยืนยันว่า คุณภาพชีวิตของแรงงานต้องดีขึ้น ไม่ใช่แย่ลง เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเข้ามา ไม่ว่าแนวทางการทำงานจะเปลี่ยนไปอย่างไรในอนาคต สิทธิและสวัสดิการที่แรงงานต้องได้รับจะต้องดีขึ้นกว่าเดิม”

“ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน

จากสถานการณ์ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส. จากพรรคประชาชน ได้เสนอ 4 แนวทางหลักในการ “ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน เพื่อช่วยให้แรงงานไทยสามารถปรับตัวและเติบโตได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ข้อเสนอเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบสวัสดิการที่ยืดหยุ่น การพัฒนาทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาด และการแบ่งปันความรับผิดชอบระหว่างรัฐ นายจ้าง และแรงงาน

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับ “ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน

ข้อเสนอ “ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน นั้นครอบคลุมสวัสดิการติดตัวแรงงาน บัญชีแรงงานเชื่อมสิทธิและทักษะ แพลตฟอร์มร่วมสมทบ และการดูแลชีวิตมากกว่ารายได้ แนวทางเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมให้แรงงานไทยสามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ และคว้าโอกาสที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ

การสนับสนุนนโยบายเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ยังเป็นการลงทุนที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย การที่แรงงานมีทักษะที่ทันสมัย สวัสดิการที่มั่นคง และโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกและสร้างความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

โดยรวมแล้ว “ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน ถือเป็นแผนที่สำคัญที่ช่วยให้เรานำทางผ่านความท้าทายและคว้าโอกาสในโลกแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในการสนับสนุนและพัฒนานโยบายเหล่านี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับแรงงานไทยทุกคน

ที่มา – “ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน แนะใช้ “สวัสดิการติดตัว-บัญชีแรงงาน” เสริม

อดีตทีมงานอังกฤษหวังสร้าง ‘มหาอำนาจ’

หากมีบางสิ่งประสบความสำเร็จ การทำซ้ำย่อมสมเหตุสมผล

เมื่อทีมสิงโตสาว (Lionesses) คว้าแชมป์ยูโรในปี 2022 และอีกครั้งในปี 2025 ปัจจัยสำคัญ – แม้จะไม่ได้รับความสนใจมากนัก – คือความเชี่ยวชาญของ Kay Cossington และ Anja van Ginhoven

อดีตพนักงานของสมาคมฟุตบอล (Football Association) ได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งที่ Bay Collective ซึ่งเป็นองค์กรที่ลงทุนในสโมสรฟุตบอลหญิงทั่วโลก

ปัจจุบัน Bay Collective เป็นเจ้าของส่วนใหญ่ของสโมสร Bay FC ในอเมริกา และกำลังจับตามองไปยังยุโรป

Cossington เป็นหัวหน้าทีมในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และดึงตัว Van Ginhoven มาร่วมงานในเดือนตุลาคมในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการฟุตบอลหญิงระดับโลก

Cossington กล่าวกับ BBC Sport ว่า “เรามีความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่ เรามีความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่ที่ FA และเราก็ประสบความสำเร็จ ดังนั้นเราจึงตื่นเต้นกับบทต่อไปนี้”

อดีตทีมงานอังกฤษหวังสร้าง ‘มหาอำนาจ’

Cossington และ Van Ginhoven หวังที่จะใช้ประโยชน์จากเงินทุน 115 พันล้านดอลลาร์ (87 พันล้านปอนด์) ที่มีให้ผ่านบริษัท Sixth Street

ความทะเยอทะยานของพวกเขายิ่งใหญ่ แต่เรียบง่าย – ทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อช่วยให้สโมสรของพวกเขาชนะการแข่งขันฟุตบอล

Cossington ซึ่งบรรยายความรู้สึกของตนเองว่าเหมือน “เด็กอยู่ในร้านขนม” ได้รับมอบหมายให้คัดเลือก “สิ่งที่ดีที่สุดในโลก” โดย Van Ginhoven คือชื่อแรกในรายการของเธอ

อดีตผู้จัดการทั่วไปของ FA เคยทำงานร่วมกับ Sarina Wiegman ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษในการคว้าแชมป์ยูโร 3 สมัยของเธอ – ครั้งแรกกับ เนเธอร์แลนด์ในปี 2017 จากนั้นกับทีมสิงโตสาวในปี 2022 และ 2025

ทันทีที่ Cossington ทราบว่า Van Ginhoven ไม่ประสงค์จะต่อสัญญาในช่วงฤดูร้อน เธอได้ชวนเธอให้เข้าร่วมงานกับเธอในซานฟรานซิสโก

Cossington กล่าวว่า “เราต้องการเป็นองค์กรระดับโลกที่มีมาตรฐานที่สูงมาก เรามองหาสิ่งที่ดีที่สุด”

“Anja และทักษะของเธอมีความเป็นเอกลักษณ์อย่างยิ่ง เธอเข้าใจด้านธุรกิจของสโมสรฟุตบอล แต่ยังรวมถึงด้านผลงานด้วย”

“เธอมีประวัติที่พิสูจน์แล้วในการรวมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน เธออยู่ในกลุ่มผู้มีความสามารถระดับสูงที่เราได้ระบุไว้”

“นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของความเหมาะสมทางวัฒนธรรม การได้ทำงานร่วมกับคนที่ ambitions เหมือนกัน มีค่านิยมเดียวกัน และมีทักษะที่ยอดเยี่ยมในงานของพวกเขา มันเป็นการตัดสินใจที่ง่าย”

เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่สำหรับ Van Ginhoven ที่จะออกจาก FA หลังจากทำงานร่วมกับ Wiegman ที่สโมสร Den Haag ในเนเธอร์แลนด์ รวมถึงในระดับนานาชาติ

แต่เธอกล่าวว่า Bay Collective คือ “ทุกสิ่งที่เธอเชื่อมั่น” และเธอไม่สามารถพลาดโอกาสที่จะได้กลับมาร่วมงานกับ Cossington ได้

Van Ginhoven กล่าวกับ BBC Sport ว่า “มันเกี่ยวกับการใช้เอกลักษณ์ของฟุตบอลหญิงเพื่อสร้างสโมสรและพัฒนาผู้เล่นให้ดีขึ้น”

“หากคุณเชื่อมต่อกัน คุณก็สามารถเป็นมหาอำนาจในฐานะทีม สโมสร และองค์กรเพื่อพัฒนาฟุตบอลหญิงในทางที่ถูกต้องได้”

“เรามาจากต่างประเทศ เติบโตมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่รวมเราเข้าด้วยกันคือการเดินทางของเราในฟุตบอลหญิงและความรักในกีฬาที่สวยงาม”

“เราคิดว่าเราสามารถนำความเชี่ยวชาญของเรามาช่วยฟุตบอลหญิงได้ เราต้องการพัฒนาวงการกีฬาที่เรารักอย่างสุดซึ้งในทางที่ถูกต้อง” ทีมงานอังกฤษชุดเดิมหวังสร้างมหาอำนาจ

ทำไมอดีตทีมงานอังกฤษชุดนี้จึงหวังสร้าง ‘มหาอำนาจ’?

ก่อนเริ่มงานใหม่ Van Ginhoven ได้มีโอกาสเฉลิมฉลองความสำเร็จของทีมสิงโตสาวในยูโร 2025

เธอกล่าวว่า “ฉันใช้เวลาสองสามสัปดาห์เพื่อชะลอตัวลงเล็กน้อย ความประทับใจแรกนั้นน่าทึ่งมาก และเราจะทำสิ่งเจ๋ง ๆ ร่วมกัน”

Van Ginhoven เล่าถึงช่วงเวลาที่เธอบอกกับ Wiegman ว่าเธอกำลังจะจากไป

เธอกล่าวว่า “เราพูดว่า ‘เรามีความฝัน – มาทำทุกอย่างที่เราทำได้เพื่อจบอย่างสวยงาม’ บางครั้งฉันก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันเกิดขึ้นจริง ๆ”

“Sarina และฉันเดินทางมาไกล สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากเธอมากที่สุดคือเธอไม่เคยเปลี่ยนไปในฐานะบุคคล คุณปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ แต่คุณสามารถเป็นคนดีที่มีค่านิยมระดับสูงได้เสมอ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในโลกรอบตัวคุณ ฉันคิดว่ามันสำคัญมาก”

“ฉันเห็นสิ่งนั้นอย่างใกล้ชิดและฉันจะพกมันติดตัวไปตลอดชีวิต”

Cossington ออกจาก FA ในเดือนพฤษภาคม แต่มีบทบาทสำคัญในด้านลอจิสติกส์สำหรับช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์

การวางแผนแคมป์ฐานและการเดินทาง การจัดการทีมคู่แข่งที่เป็นมิตรในการสร้างทีม และการทำให้แน่ใจว่าทีมของ Wiegman มีทรัพยากรทั้งหมดที่พวกเขาต้องการเป็นสิ่งสำคัญ

เมื่อเธอมองย้อนกลับไป เธอกล่าวว่าเธอไม่แปลกใจกับความสำเร็จของอังกฤษเพราะพวกเขามีคนที่ “เข้าใจเกมของผู้หญิง” และเชื่อมั่นในกลยุทธ์

เธอกล่าวว่า “เราแค่หมกมุ่นอยู่กับกระบวนการ – วิธีที่เราโค้ช วิธีที่เราเล่น วิธีที่เราดำเนินการ สิ่งอำนวยความสะดวก แคมป์ฐาน และทุกสิ่งทุกอย่าง”

“มันไม่ใช่แค่ผลกำไรเล็กน้อย 1% แต่มันเกี่ยวกับผลกำไร 100% มันเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่าง เรามีกลยุทธ์ที่ออกแบบโดยกลุ่มคนที่อยู่ในวงการฟุตบอลหญิงมาหลายปี”

“นั่นคือเหตุผลที่ฉันนั่งอยู่ที่นี่ด้วยความมั่นใจอย่างยิ่ง โดยรู้ว่าถ้าเรานำวิธีการเดียวกันนั้นไปใช้กับ Bay Collective เราก็จะอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง” อดีตทีมงานอังกฤษชุดเดิมหวังสร้างมหาอำนาจ

การที่อดีตทีมงานอังกฤษชุดเดิมหวังสร้าง ‘มหาอำนาจ’เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างยิ่ง พวกเขาจะทำสำเร็จหรือไม่?

ที่มา – The former England masterminds looking to build a ‘superpower’

ถนนสามเสนยุบ: ยังไม่เปิดใช้ เหตุสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้า

อัปเดตล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ ถนนสามเสนยุบ ที่หลายคนเฝ้ารอคอยการเปิดใช้งาน! หลังจากเกิดเหตุการณ์ถนนทรุดตัวบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาลเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา หลายคนคงสงสัยว่าเมื่อไหร่ถนนเส้นนี้จะกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

จากเหตุการณ์ ถนนสามเสนยุบ ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอาคาร 4 ชั้นของ สน.สามเสน ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาล ทำให้ต้องทำการทุบรื้อถอนอาคารดังกล่าวไปแล้ว ผู้ใช้รถใช้ถนนต่างรอคอยว่าเมื่อไหร่การซ่อมแซมจะแล้วเสร็จและสามารถกลับมาใช้เส้นทางนี้ได้อีกครั้ง

ถนนสามเสนยุบ: ยังไม่มีกำหนดเปิดใช้

ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจความคืบหน้าของการซ่อมแซมถนน พบว่ายังมีคนงานและเครื่องจักรทำงานอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ถนนสามเสนยุบ และบริเวณที่ได้ทำการถมดินไปแล้ว

จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้างาน ได้รับข้อมูลที่อาจทำให้หลายคนต้องรอคอยกันต่อไป เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีกำหนดการที่แน่ชัดว่าจะสามารถเทพื้นผิวถนนและเปิดใช้งานได้เมื่อใด

สาเหตุที่ถนนสามเสนยุบยังไม่เปิดใช้

สาเหตุหลักที่ทำให้การเปิดใช้งาน ถนนสามเสนยุบ ยังไม่สามารถกำหนดวันที่แน่นอนได้ เนื่องจากคนงานยังคงต้องตรวจสอบความเรียบร้อยของการก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินในบริเวณดังกล่าวให้เสร็จสมบูรณ์เสียก่อน การวางระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ต้องดำเนินการก่อนที่จะทำการเทพื้นผิวถนน หากเร่งรีบเทพื้นผิวถนนก่อน อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างใต้ดินในภายหลังได้

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่า จะมีการเทพื้นผิวถนนบริเวณรอบอาคารโรงพยาบาลก่อน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่เดินทางมาใช้บริการโรงพยาบาลเท่านั้น

ผลกระทบจากการปิดถนนสามเสน

การปิด ถนนสามเสนยุบ ส่งผลกระทบต่อการจราจรในบริเวณนั้นอย่างมาก ผู้ที่ต้องเดินทางผ่านเส้นทางนี้ควรวางแผนการเดินทางล่วงหน้าและเผื่อเวลาในการเดินทาง เนื่องจากอาจต้องใช้เส้นทางอื่นแทน

ทางเลือกในการเดินทางในช่วงถนนสามเสนปิด

  • ใช้ถนนนครไชยศรี: เป็นเส้นทางเลี่ยงที่สามารถใช้ได้ แต่ต้องเผื่อเวลาเนื่องจากปริมาณรถอาจหนาแน่น
  • ใช้บริการขนส่งสาธารณะ: รถโดยสารประจำทางและรถไฟฟ้า (หากเปิดให้บริการในอนาคต) เป็นทางเลือกที่สะดวก
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงเวลาเร่งด่วน: หากไม่จำเป็น ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงเช้าและเย็น

สถานการณ์ ถนนสามเสนยุบ ยังคงต้องติดตามกันต่อไป หวังว่าการก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าจะแล้วเสร็จโดยเร็ว และถนนเส้นนี้จะกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – เหตุถนนสามเสนยุบ ยังไม่มีกำหนดเปิดใช้ ต้องดูความเรียบร้อยการสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้า

อัปเดต! เส้นทางพายุโซนร้อน “คัลแมกี” ใกล้ฟิลิปปินส์

สถานการณ์สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา! วันนี้เรามาอัปเดตเส้นทางพายุโซนร้อน “คัลแมกี” ที่กำลังจะเคลื่อนผ่านประเทศฟิลิปปินส์กันค่ะ ข่าวนี้สำคัญมากๆ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ ดังนั้นเราต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดนะคะ

อัปเดตเส้นทางพายุโซนร้อน “คัลแมกี” จ่อเคลื่อนผ่านฟิลิปปินส์ ต้องติดตามเป็นระยะ

“กรมอุตุนิยมวิทยา” ได้ออกมาอัปเดตข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับเส้นทางของพายุโซนร้อน “คัลแมกี” อย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าพายุกำลังจ่อเคลื่อนผ่านประเทศฟิลิปปินส์ แต่ทิศทางของพายุยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ทางเฟซบุ๊กของ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้โพสต์ข้อความอัปเดตสถานการณ์พายุในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยระบุว่า พายุโซนร้อน “คัลแมกี” (KALMAEGI) ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก (ทางตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์) กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก และคาดว่าจะเคลื่อนผ่านตอนกลางของประเทศฟิลิปปินส์ลงสู่ทะเลจีนใต้

คาดการณ์เส้นทาง “คัลแมกี” และผลกระทบ

จากข้อมูลล่าสุด คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 6-8 พฤศจิกายน 2568 พายุโซนร้อน “คัลแมกี” จะเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งประเทศเวียดนาม แต่เมื่อปะทะกับอากาศเย็นก็จะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เนื่องจากทิศทางและความรุนแรงของพายุยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้

สิ่งที่น่ากังวลคือ แม้ว่าพายุจะอ่อนกำลังลงเมื่อเข้าใกล้เวียดนาม แต่ก็อาจจะยังคงมีฝนตกหนักและลมกระโชกแรงในหลายพื้นที่ ดังนั้นเราจึงควรเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

  • ตรวจสอบสภาพบ้านเรือนให้อยู่ในสภาพที่แข็งแรง
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน
  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างต่อเนื่อง
  • เตรียมสิ่งของจำเป็น เช่น อาหาร น้ำดื่ม ยา

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์พายุเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของเรา ดังนั้นอย่าลืมติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัดนะคะ

หวังว่าข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับเส้นทางพายุโซนร้อน “คัลแมกี” นี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านนะคะ อย่าลืมแชร์ข้อมูลนี้ให้เพื่อนและครอบครัวของคุณ เพื่อให้ทุกคนได้เตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – อัปเดตเส้นทางพายุโซนร้อน “คัลแมกี” จ่อเคลื่อนผ่านฟิลิปปินส์ ต้องติดตามเป็นระยะ

ผลโพลชี้ “อนุทิน” โดดเด่น “ไอซ์ รักชนก” ที่ 1

สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจ คะแนนดัชนีการเมืองไทยประจำตุลาคม 2568 เท่าเดือนก่อน “อนุทิน” นักการเมืองโดดเด่นฝ่ายรัฐบาล คนชอบคนละครึ่งพลัส “ไอซ์ รักชนก” อันดับ 1 ของฝ่ายค้านแซงหัวหน้าพรรค

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนตุลาคม 2568” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,126 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 28-31 ตุลาคม 2568 โดยมีตัวชี้วัด 25 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยในด้านต่างๆ ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน สรุปผลเรียงลำดับจากค่าคะแนนสูงสุดไปถึงต่ำสุด พบว่า

1. ดัชนีการเมืองไทย เดือนตุลาคม 2568 ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 4.02 คะแนน (เดือนกันยายน 2568 ได้ 4.02 คะแนน)

2. ประชาชนให้คะแนน 25 ตัวชี้วัดดัชนีการเมืองไทยเดือนตุลาคม 2568 โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้

  • ผลงานของฝ่ายค้าน ได้คะแนน 4.60 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน 4.44 เท่าเดิม
  • สิทธิและเสรีภาพของประชาชน 4.40 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • ความมั่นคงของประเทศ 4.32 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การพัฒนาด้านการศึกษาสำหรับประชาชน 4.26 ลดลงจากเดือนก่อน
  • เสถียรภาพทางการเมือง 4.22 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • สภาพสังคมโดยรวม 4.19 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การแก้ปัญหาต่างๆ ในภาพรวม 4.18 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม 4.14 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ 4.10 ลดลงจากเดือนก่อน
  • ผลงานของรัฐบาล 4.07 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า 4.06 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ 4.04 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • ผลงานของนายกรัฐมนตรี 3.99 ลดลงจากเดือนก่อน
  • ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน 3.97 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • ค่าครองชีพ เงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ 3.97 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 3.92 ลดลงจากเดือนก่อน
  • การปฏิบัติตนและพฤติกรรมของนักการเมือง 3.90 ลดลงจากเดือนก่อน
  • กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม 3.81 ลดลงจากเดือนก่อน
  • ราคาสินค้า 3.75 ลดลงจากเดือนก่อน
  • สภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวม 3.73 ลดลงจากเดือนก่อน
  • การแก้ปัญหาความยากจน 3.67 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การแก้ปัญหาการว่างงาน 3.64 ลดลงจากเดือนก่อน
  • การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล 3.64 ลดลงจากเดือนก่อน
  • การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส 3.58 ลดลงจากเดือนก่อน

3. นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ประชาชนคิดว่ามีบทบาทโดดเด่นในเดือนตุลาคม 2568

นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล

  • อันดับ 1 อนุทิน ชาญวีรกูล 48.01%
  • อันดับ 2 ชาบีดา ไทยเศรษฐ์ 28.99%
  • อันดับ 3 ภราดร ปริศนานันทกุล 23.00%

นักการเมืองฝ่ายค้าน

  • อันดับ 1 รักชนก ศรีนอก 37.85%
  • อันดับ 2 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 33.23%
  • อันดับ 3 รังสิมันต์ โรม 28.92%

4. ผลงานของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ประชาชนชื่นชอบในเดือนตุลาคม 2568

ผลงานฝ่ายรัฐบาล

  • อันดับ 1 เปิดใช้จ่ายคนละครึ่งพลัส 64.42%
  • อันดับ 2 นายกฯ ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา 21.31%
  • อันดับ 3 เที่ยวดีมีคืน 2568 14.27%

ผลงานฝ่ายค้าน

  • อันดับ 1 ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล 53.34%
  • อันดับ 2 ติดตามการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา 24.52%
  • อันดับ 3 เร่งปราบแก๊งสแกมเมอร์ 22.14%

พร้อมสรุปว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนตุลาคม 2568 เฉลี่ย 4.02 คะแนน เท่ากับเดือนกันยายน 2568 ที่ได้ 4.02 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.60 คะแนน ส่วนตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส 3.58 คะแนน ขณะที่นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 48.01 ด้านนักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน คือ น.ส.รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 37.85 ผลงานฝ่ายรัฐบาลที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ เปิดใช้จ่ายคนละครึ่งพลัส ร้อยละ 64.42 ผลงานฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 53.34

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยเดือนตุลาคม 2568 ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนภาพรวมที่ประชาชน “เฝ้าดูแต่ยังไม่มั่นใจ” ต่อผลงานรัฐบาลชุดนี้ แม้จะพยายามเร่งขับเคลื่อนนโยบายทั้งคนละครึ่งพลัส และการแก้ปัญหาไทย–กัมพูชา แต่กระแสสังคมต่อประเด็นสแกมเมอร์ และกรณี MOU แรร์เอิร์ธ ยังเป็นเรื่องที่ถูกตั้งคำถามทำให้กระทบต่อความเชื่อมั่นรวมถึงความโปร่งใสของรัฐบาลในสายตาประชาชน

ทางด้าน ผศ.ดร.เบญจพร พึงไชย ประธานหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า เดือนตุลาคมกล่าวได้ว่ามีสถานการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการเมือง ส่วนของรัฐบาลที่ดูเหมือนจะต้องพยายามรักษาความเป็นรัฐบาลในระยะเวลา 4 เดือนให้ได้ แต่ด้วยเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยืดเยื้อแผ่ขยายไปถึงเรื่องสแกมเมอร์ การฟอกเงิน รวมไปถึงการค้ามนุษย์ และที่สำคัญคงหนีไม่พ้นประเด็น MOU แรร์เอิร์ธ ที่ประชาชนไม่ได้รับทราบมาก่อน ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนนี้

ส่วนผลงานของฝ่ายค้านที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่มั่นใจต่อรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส ที่ได้คะแนนต่ำสุด น่าจะเป็นผลพวงจากรัฐมนตรีที่มีชื่อพัวพันกับปัญหาสแกมเมอร์ที่กล่าวได้ว่าเป็นวาระแห่งชาติ ส่วนผลงานของรัฐบาลในเรื่องคนละครึ่งพลัสที่ได้คะแนนอันดับ 1 น่าจะเป็นเพียงผลงานเดียวที่ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของรัฐบาลได้ซึ่งอาจจะส่งผลต่อคะแนนดัชนีที่คงที่ในเดือนนี้ อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลยังไม่สามารถแสดงออกถึงความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น อาจส่งผลให้ความเชื่อมั่นลดลงและกระทบต่อเสถียรภาพและการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า.

ผลโพลชี้ “อนุทิน” โดดเด่นฝ่ายรัฐบาล “ไอซ์ รักชนก” คะแนนอันดับ 1 ฝ่ายค้าน

ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน: ใครโดดเด่นในสายตาประชาชน?

จากผลสำรวจล่าสุด ผลโพลชี้ “อนุทิน” โดดเด่นฝ่ายรัฐบาล “ไอซ์ รักชนก” คะแนนอันดับ 1 ฝ่ายค้าน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองทั้งสองท่าน ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรจับตามองต่อไปถึงบทบาทและผลงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การที่ผลโพลชี้ “อนุทิน” โดดเด่นฝ่ายรัฐบาล “ไอซ์ รักชนก” คะแนนอันดับ 1 ฝ่ายค้าน อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงทิศทางและความต้องการของสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป การติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองและสังคมไทยได้ดียิ่งขึ้น

ในภาพรวมแล้ว ข้อมูลจากผลโพลชี้ “อนุทิน” โดดเด่นฝ่ายรัฐบาล “ไอซ์ รักชนก” คะแนนอันดับ 1 ฝ่ายค้าน เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจและติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ผลโพลชี้ “อนุทิน” โดดเด่นฝ่ายรัฐบาล “ไอซ์ รักชนก” คะแนนอันดับ 1 ฝ่ายค้าน

ระทึก! ไล่ล่าคนร้ายกระชากสร้อยทอง หนีชนดะ

สืบบางเขนไล่ล่าระทึก “เชฟร้านอาหาร” ก่อเหตุกระชากสร้อยคอทองคำ ก่อนขับรถเก๋งหนีชนดะ สุดท้ายหนีไม่รอด สารภาพเป็นหนี้พนันออนไลน์

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 2 พ.ย. 2568 พ.ต.อ.อนันต์ วรสาตร์ ผกก.สน.บางเขน พ.ต.ท.โกศลปิยะ สีมา รอง ผกก.สส. พ.ต.ท.พรชัย ว่องประเสริฐการ สว.สส. พ.ต.ต.ยุรนันท์ เพชรมณี สว.สส. นำกำลังฝ่ายสืบสวน สน.บางเขน จับกุม นายพีระพล เชื้อชาติ อายุ 43 ปี ผู้ต้องหากระชากสร้อยคอทองคำ พร้อมของกลางสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท 1 เส้น และรถจักรยานยนต์สีเทาดำ พาหนะที่ใช้ก่อเหตุ

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 09.55 น. วันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา ร.ต.อ.ชุมพล ดวงบรรเทา รอง สว.(สอบสวน) สน.บางเขน รับแจ้งเหตุวิ่งราวทรัพย์ บริเวณปากซอยพหลโยธิน 48 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. รุดไปตรวจสอบพร้อมฝ่ายสืบสวน สน.บางเขน พบ น.ส.บัวศรี แซ่โล้ อายุ 61 ปี อยู่ในอาการตื่นตระหนกให้การว่าคนร้ายเป็นชายทำทีขี่รถจักรยานยนต์มาสอบถามเส้นทาง ก่อนกระชากสร้อยทองคำน้ำหนัก 1 บาท มูลค่ากว่า 6 หมื่นบาท ขี่รถหลบหนีไปไม่ไกลประมาณ 200 เมตร ประสบอุบัติเหตุชนกับรถกระบะคนร้ายทิ้งรถ ก่อนเรียกรถแท็กซี่หลบหนีไป

ตรวจสอบรถคนร้าย เป็นรถจักรยานยนต์สีเทาดำ เมื่อตรวจสอบทะเบียนทราบชื่อเจ้าของรถ หลังสอบสวนทราบว่ามี นายพีระพล เชื้อชาติ อายุ 43 ปี เป็นเพื่อนยืมไปคาดนำไปก่อเหตุ ต่อมาช่วงเย็นฝ่ายสืบสวน สน.บางเขน จึงวางแผนให้เจ้าของรถโทรให้นายพีระพลมาคุยเรื่องค่าซ่อมรถ นัดกันริมถนนวิภาวดีรังสิต 62

จากนั้น พ.ต.ต.ยุรนันท์ เพชรมณี สว.สส. นำกำลังฝ่ายสืบสวน สน.บางเขน ซุ่มสังเกตการณ์ ต่อมานายพีระพลขับรถเก๋งมาพบเพื่อนเจ้าของรถจักรยานยนต์ ซึ่งจอดรถริมถนน ร.ต.อ.สุรัตน์ บุญรักษ์ รอง สว.สส. ขับรถปิกอัพปิดขวางด้านหน้า เจ้าหน้าที่ลงไปเคาะกระจกให้เปิดประตูรถ แต่นายพีระพลขับรถถอยหลังหักหัวรถออก ขับไปกลับรถวิ่งถนนวิภาวดีรังสิตขาออกและหลบหนีขึ้นทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์

ขณะที่ ร.ต.อ.สุรัตน์ บุญรักษ์ ขับรถปิกอัพติดตามอย่างกระชั้นชิด ไล่ล่าไปลงทางด่วนช่วงโรงกษาปณ์ ร.ต.อ.สุรัตน์ บุญรักษ์ ตัดสินใจไล่เฉี่ยวชน 2 ครั้งเพื่อให้หยุด รถของนายพีระพลหมุนเคว้งแต่เมื่อรถตั้งหลักได้นายพีระพลขับหนีต่อไปอีก และไปเฉี่ยวชนรถยนต์ของชาวบ้านเสียหาย 3 คัน เป็นรถยนต์ของประชาชนทั่วไป 2 คัน มีคนขับเป็นผู้หญิงได้รับบาดเจ็บ และคันที่ 3 เป็นรถยนต์มีตำรวจขับ

จากนั้น ร.ต.อ.สุรัตน์ ตัดสินใจพุ่งชนท้ายรถเก๋งของคนร้ายเข้าไปในทางเข้าร้านแมคโดนัลด์ ถนนพหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี รถนายพีระพลจนมุมหนีไม่ได้ เจ้าหน้าที่จึงเข้าจับกุม จากนั้นชุดจับกุมแจ้งไปที่ตำรวจ สภ.คลองหลวง ว่ามีการติดตามขับรถไล่จับรถคนร้ายมีการเฉี่ยวชนรถชาวบ้านเสียหายมีผู้บาดเจ็บให้มาตรวจสอบเหตุ

หลังชุดจับกุมควบคุมนายพีระพล ผู้ต้องหามาสอบสวนที่ สน.บางเขน ผู้ต้องหาให้การว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยไปทำงานเป็นเชฟร้านอาหารไทยที่ประเทศเยอรมนีนานหลายปีก่อนกลับมาเปิดร้านอาหารที่ จ.ลพบุรี แต่เกิดเหตุการณ์โควิดทำให้ขาดทุน เร่รอนอยู่หลายปี ก่อนมาสมัครงานเป็นเชฟที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในซอยวิภาวดีรังสิต 60 เพิ่งทำงานได้ 2 เดือน แต่ติดพนันออนไลน์บาคาร่าเล่นเงินหมดตัว ยืมเงินเพื่อนร่วมงานด้วยเป็นหนี้หลายหมื่นเจ้าหนี้ตามทวงตลอด

ตัดสินใจไปยืมรถจักรยานยนต์เพื่อนก่อเหตุ แต่ไม่คาดคิดหลังก่อเหตุขี่รถหนีจะเกิดอุบัติเหตุ จนทิ้งรถหนีนั่งรถแท็กซี่มาลงที่พักซอยวิภาวดีรังสิต 60 เก็บเสื้อผ้าและเอาทองไปขายที่ร้านทองย่านรังสิตได้เงิน 52,800 บาท ก่อนเพื่อนเจ้าของรถจักรยานยนต์จะโทรมาตามคุยเรื่องค่าเสียหายซ่อมรถนัดพบตำรวจ ขับรถหนีไม่อยากถูกจับกุม

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการกระทำผิดและหลบหนี ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สน.บางเขน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ไล่ล่าระทึก คนร้ายกระชากสร้อยทอง ขับรถเก๋งหนีชนดะ สารภาพเป็นหนี้พนันออนไลน์

คดีไล่ล่าคนร้ายกระชากสร้อยทองครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของการพนันออนไลน์ที่สามารถนำไปสู่การก่ออาชญากรรมได้ การกระทำของคนร้ายไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้เสียหายเท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทั่วไปบนท้องถนนอีกด้วย

บทเรียนจากคดีไล่ล่าคนร้ายกระชากสร้อยทอง

เหตุการณ์ไล่ล่าคนร้ายกระชากสร้อยทองครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราตระหนักถึงปัญหาการพนันออนไลน์และผลกระทบที่ตามมา การป้องกันและแก้ไขปัญหาการพนันออนไลน์ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป

การพนันออนไลน์ไม่ใช่แค่เกมสนุกๆ แต่สามารถนำไปสู่ปัญหาหนี้สิน อาชญากรรม และปัญหาทางสังคมอื่นๆ อีกมากมาย หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังเผชิญกับปัญหาการพนันออนไลน์ อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ไล่ล่าระทึก คนร้ายกระชากสร้อยทอง ขับรถเก๋งหนีชนดะ สารภาพเป็นหนี้พนันออนไลน์

“สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย

“สุดารัตน์” ชี้ ภัยทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย หว่านแจก-ซื้อเสียง ย้ำคนไทยต้องไม่เลือกนักการเมืองชั่ว จี้รัฐบาลเร่งปราบขบวนการฟอกเงิน หวั่นนำไปสู่ความพินาศทั้งระบบของชาติ

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแทรกซึมของทุนดำและขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ ปล้นเงินจากประชาชนไทยและทั่วโลก ผ่านการหลอกลวงออนไลน์และธุรกรรมผิดกฎหมาย โดยมีมูลค่าความเสียหายปีละหลายแสนล้านบาท และกำลังพยายามฟอกเงินผ่านการเมืองไทย เพื่อยึดประเทศอย่างเป็นระบบและก่ออาชญากรรมเหล่านี้

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุในตอนหนึ่งว่า ด้วยเงินเพียง 20,000 ล้านบาท จากกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ซึ่งเป็นทุนดำที่ปล้นคนไทยไปหลายแสนล้านบาท ร่วมกับนักการเมืองชั่วบางกลุ่ม ขบวนการเหล่านี้สามารถแทรกซึมเข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองได้อย่างน่ากลัว ตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา กัมพูชากลายเป็นศูนย์กลางของสแกมเมอร์ที่ใช้หลอกและปล้นเงินจากผู้คนทั่วโลก รวมถึงมีการหลอกแรงงานไทยและต่างชาติเข้าไปทำงานในเครือข่าย มีการซ้อมทรมานและเสียชีวิต เข้าข่ายการค้ามนุษย์ จนทั่วโลกเรียกกันว่าสแกมโบเดีย

เงินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการปล้นนี้จำเป็นต้องผ่านกระบวนการฟอกขาว หรือการฟอกเงิน (Money Laundering) ซึ่งประเทศไทยกลับกลายเป็นเป้าหมายหลักของอาชญากรข้ามชาติ เนื่องจากระบบการตรวจสอบและกฎหมายที่อ่อนแอ ทำให้ไทยกลายเป็นสวรรค์ของอาชญากร และเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินของขบวนการสแกมเมอร์ทั่วภูมิภาค เมื่ออาชญากรเหล่านี้เข้ามาทำธุรกิจฟอกเงินในประเทศไทย ย่อมต้องจ่ายสินบนให้กับผู้มีอำนาจบางราย โดยเฉพาะนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อแลกกับการคุ้มครองหรือการหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย จึงก่อให้เกิดขบวนการ “ทุนดำ” ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีอิทธิพลครอบงำระบบการเมือง

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เผยต่อไปว่า กลุ่มทุนดำเหล่านี้ไม่ได้เพียงฟอกเงินผ่านช่องทางเดิม เช่น การซื้ออสังหาริมทรัพย์ หมู่บ้านจัดสรร หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย สกุลเงินดิจิทัล หรือทองคำเท่านั้น ซึ่งล้วนส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งและกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยอย่างรุนแรง แต่ยังพัฒนาเป็นรูปแบบใหม่ที่น่ากลัวกว่าเดิม คือการฟอกเงินผ่านกระบวนการทางการเมืองในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง อาจมีการใช้เงินทุนดำเข้ามาซื้อเสียงและควบคุมพรรคการเมือง เพื่อยึดประเทศไทยอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีรายงานว่าขบวนการดังกล่าวเตรียมใช้งบประมาณไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางรายหัวละ 50–70 ล้านบาท เพื่อซื้อตัวและซื้อเสียงในการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ หายนะของประเทศจะมาถึงแน่ หากคนไทยไม่พร้อมใจกันลุกขึ้นสู้ ขอเรียกร้องให้ประชาชนไม่เลือกนักการเมืองที่ซื้อเสียงอย่างเด็ดขาด เพราะเงินที่นำมาแจกนั้นคือเงินที่ปล้นจากคนไทยเอง ประชาชนสามารถรับเงินได้เพราะเป็นเงินของพวกเราที่ถูกปล้นไป แต่ต้องไม่กากบาทให้กับนักการเมืองชั่วที่เอาเงินสกปรกมาซื้ออำนาจ เพื่อกลับมาโกงชาติและประชาชนต่อไป

“ขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีให้เร่งดำเนินการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ที่ซุกซ่อนอยู่ในประเทศไทย รวมถึงนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่ให้การคุ้มครองขบวนการเหล่านี้ โดยต้องสั่งอายัดทรัพย์ ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และดำเนินคดีอาญากับทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและนานาชาติเพื่อสกัดเส้นทางทุนดำไม่ให้กลับมาทำลายประเทศอีก หากประเทศไทยไม่รีบดำเนินการอย่างจริงจัง ขบวนการทุนดำจะกลายเป็นผู้ครอบงำการเมือง เศรษฐกิจ และระบบราชการไทยอย่างเบ็ดเสร็จ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศในละตินอเมริกา ซึ่งอาจนำไปสู่ความพังพินาศทั้งระบบของชาติ”

“สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาเตือนถึงภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาในประเทศไทย นั่นคือ “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย โดยขบวนการเหล่านี้กำลังใช้ช่องว่างทางกฎหมาย และความอ่อนแอของระบบตรวจสอบ เพื่อฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงประชาชน

“สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะขบวนการเหล่านี้ได้เริ่มแทรกซึมเข้ามาในระบบการเมือง และพร้อมที่จะใช้เงินสกปรกซื้ออำนาจ เพื่อที่จะเข้ามาควบคุมประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ

ทำไมต้องเร่งปราบปราม “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย?

การปล่อยให้ “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย เป็นภัยเงียบที่กัดกินสังคมไทย จะนำไปสู่ปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • การทุจริตคอร์รัปชันที่เพิ่มขึ้น
  • ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่รุนแรงขึ้น
  • ความเสื่อมถอยของระบบเศรษฐกิจ
  • ความไม่มั่นคงทางการเมือง

ดังนั้น การเร่งปราบปรามขบวนการเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน

ไม่ใช่แค่นักการเมือง แต่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการต่อต้านภัยร้ายนี้ โดยการไม่สนับสนุนนักการเมืองที่ซื้อเสียง และร่วมกันตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน หากทุกคนร่วมมือกัน เราจะสามารถป้องกันไม่ให้ขบวนการทุนดำเหล่านี้เข้ามายึดครองประเทศไทยได้

การตระหนักถึงภัยร้ายของทุนดำและสแกมเมอร์ที่กำลังรุกคืบเข้ามาในประเทศไทยเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าที่เคย ประชาชนต้องร่วมมือกันตรวจสอบนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเกี่ยวข้องกับขบวนการเหล่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาเข้ามามีอำนาจและทำลายประเทศชาติของเรา

ที่มา – “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย จี้รัฐบาลเร่งปราบปราม

อียิปต์เปิดพิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ โชว์สมบัติตุตันคามุน!

อียิปต์ได้ฤกษ์เปิดตัว พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ (Grand Egyptian Museum: GEM) อย่างเป็นทางการ โดยมีผู้นำประเทศ นายกรัฐมนตรี และเชื้อพระวงศ์จากนานาชาติเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน พิพิธภัณฑ์แห่งใหม่นี้ตั้งตระหง่านอยู่ใกล้กับพีระมิดกีซา อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของอียิปต์ และเป็นแหล่งรวบรวมโบราณวัตถุล้ำค่ากว่า 100,000 ชิ้น ทำให้ที่นี่กลายเป็นพิพิธภัณฑ์โบราณคดีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไฮไลท์เด่นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือ การจัดแสดงสมบัติจากสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุนแบบครบชุดเป็นครั้งแรก รวมถึงหน้ากากทองคำอันเลื่องชื่อ บัลลังก์ และราชรถโบราณ

การเปิด พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ ถือเป็นจุดสิ้นสุดของการก่อสร้างที่ยาวนานกว่าสองทศวรรษ ซึ่งเต็มไปด้วยอุปสรรคและความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์อาหรับสปริง การแพร่ระบาดของโรค และสงครามในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม ความมุ่งมั่นและความพยายามของคนอียิปต์ก็ไม่สูญเปล่า

นายกรัฐมนตรีมุสตาฟา มัดบูลี กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็น “ของขวัญจากอียิปต์สู่คนทั่วโลก” จากประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 7,000 ปี และเป็นโครงการที่ “พวกเราทุกคนใฝ่ฝัน”

ในค่ำคืนแห่งการเปิดตัว ประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซิซี และแขกผู้มีเกียรติได้ร่วมชมการแสดง แสง สี เสียง สุดตระการตา มีการฉายภาพสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม พร้อมกับการแสดงของนักเต้นที่แต่งกายในสไตล์ฟาโรห์ และนักร้องเพลงป๊อปชื่อดังของอียิปต์

บรรยากาศเต็มไปด้วยความอลังการด้วยแสงเลเซอร์ ดอกไม้ไฟ และโดรนที่บินอยู่บนท้องฟ้าจนก่อตัวเป็นภาพอักษรไฮเออโรกลิฟฟิกที่เคลื่อนไหวได้ ประธานาธิบดีอัล-ซิซี กล่าวในการเปิดพิพิธภัณฑ์ว่า การเปิดตัวพิพิธภัณฑ์ครั้งนี้คือการ “เขียนบทใหม่ในเรื่องราวของชาติโบราณแห่งนี้ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ คือการนำสมบัติทั้งหมดจากสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุนมาจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงหน้ากากทองคำที่เป็นสัญลักษณ์ บัลลังก์ ราชรถ และโลงหิน นอกจากนี้ ยังมีเทวรูปขนาดมหึมาของรามเสสที่ 2 ซึ่งเคยตั้งอยู่ใจกลางกรุงไคโรมานานหลายสิบปี ถูกนำมาประดับไว้ที่โถงทางเข้าหลักของพิพิธภัณฑ์อีกด้วย

พิพิธภัณฑ์แห่งใหม่นี้มีการออกแบบที่ทันสมัยและโดดเด่น ตัดกับภาพของพีระมิดอย่างลงตัว แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์อียิปต์แห่งเก่าใจกลางจัตุรัสทาห์รีร์ ซึ่งเปิดทำการมานานกว่าศตวรรษ และมีข่าวเกี่ยวกับการจัดการที่ไม่เรียบร้อยอยู่บ่อยครั้ง

GEM ไม่ได้เป็นเพียงแค่อาคาร แต่เป็น “ปรัชญา” และเป็น “คำตอบของอียิปต์ต่อพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์หรือบริติชมิวเซียม” โดยมีความหมายว่า GEM นั้น “เกิดจากความถูกต้องแท้จริง” ไม่ได้มาจากการล่าอาณานิคม

พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ใช้เวลาก่อสร้างกว่า 20 ปี ด้วยงบประมาณกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับเงินกู้เพื่อการพัฒนาจากประเทศญี่ปุ่น ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกไอริช Heneghan Peng ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 120 เอเคอร์ คาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากถึง 8 ล้านคนต่อปี ซึ่งจะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของอียิปต์ได้อย่างมหาศาล

พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์

เตรียมตัวพบกับสมบัติฟาโรห์ตุตันคามุน

การเปิด พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปิดสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ แต่เป็นการประกาศศักดาทางวัฒนธรรมของอียิปต์ และเป็นการเปิดโอกาสให้คนทั่วโลกได้สัมผัสกับอารยธรรมอันรุ่งเรืองของอียิปต์โบราณอย่างใกล้ชิด

สำหรับใครที่วางแผนจะเดินทางไปอียิปต์ การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ถือเป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้ คุณจะได้ตื่นตาตื่นใจไปกับโบราณวัตถุล้ำค่า และได้เรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งของฟาโรห์และอาณาจักรอียิปต์

นอกจากสมบัติของตุตันคามุนแล้ว ภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีสิ่งของอื่นๆอีกมากมายที่น่าสนใจ เช่น

  • รูปปั้นขนาดใหญ่ของฟาโรห์
  • มัมมี่และโลงศพ
  • เครื่องประดับและเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวอียิปต์โบราณ
  • งานศิลปะและสถาปัตยกรรมที่สวยงาม

ดังนั้น หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม อย่าลืมแวะไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ สักครั้งในชีวิต

การเปิดพิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของชาวอียิปต์เท่านั้น แต่ยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่โลกต้องจารึกไว้

ที่มา – อียิปต์เปิด “พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์” จัดแสดงสมบัติ “ตุตันคามุน” ครบชุดครั้งแรก