วัน: 3 พฤศจิกายน 2025

“ยศสิงห์” บุกโกดัง ยึดเครื่องใช้ไฟฟ้าผิดกฎหมาย

“ยศสิงห์” บุกโกดังสินค้า บางเสาธง ยึดเครื่องใช้ไฟฟ้าผิดกฎหมาย 4,068 ชิ้น ตั้งเป้าหมาย “11/11” ทุกคำสั่งซื้อ ปลอดภัยได้มาตรฐานไทย

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ที่จ.สมุทรปราการ จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นำทีมลงพื้นที่ตรวจค้นคลังสินค้า “แฟลช ฟูลฟิลล์เม้นท์” อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ขยายผลคดีเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ได้มาตรฐานจากกรณีไดร์เป่าผมช็อตเด็กเสียชีวิตที่บุรีรัมย์ ผลตรวจพบของกลางเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่มีเครื่องหมาย มอก. รวม 4,068 ชิ้น มูลค่ากว่า 6.3 ล้านบาท ยึดอายัดไว้ดำเนินคดี โดยมี น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์ ที่ปรึกษา รมช.อุตสาหกรรม นายพีรวัส สมวงศ์ เลขานุการ รมช.อุตสาหกรรม นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการ สมอ. และเจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติการ

จ่าเอก ยศสิงห์ ย้ำว่า “กระทรวงอุตสาหกรรมจะไม่ปล่อยให้สินค้าอันตรายไปถึงมือประชาชน” พร้อมกำชับ สมอ. เร่งกวาดล้างเครือข่ายที่ลักลอบผลิต–จำหน่าย–นำเข้าผิดกฎหมาย และดำเนินคดีให้ถึงที่สุด พร้อมเตือนผู้บริโภคให้สังเกตเครื่องหมาย มอก. ควบคู่ QR code, ชื่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า แหล่งที่มา และระวังราคาที่ “ถูกผิดปกติ”

ตามรอยจากไดร์มรณะ

ด้าน นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการ สมอ. ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากคดีเมื่อ 11 ตุลาคม 2568 โดย สมอ. ใช้ระบบ “มอก.ว็อทช์ (TIS Watch)” สแกนโฆษณาขายไดร์เป่าผมบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ รวม 1,531 URL พบความผิด 374 URL สั่งระงับการขายทันที และพบว่าคลังแฟลชเป็นหนึ่งในจุดกระจายสินค้าในเครือข่ายดังกล่าว ของกลางที่ยึดได้รวมถึง ไดร์เป่าผม เครื่องหนีบ ม้วนผม หวีไฟฟ้า กล่องรับสัญญาณทีวี เครื่องนวดไฟฟ้า หม้อทอด/เตา/กระทะไฟฟ้า เครื่องฟอกอากาศ หลอดไฟ LED และหมวกกันน็อก ที่ไม่มี มอก.

ตั้งเป้า 11/11 สั่งสินค้ามาตรฐาน

นอกจากนี้ จ่าเอก ยศสิงห์ ประกาศยกระดับช่วงสัปดาห์ 11.11 เป็น “เทศกาลปราบเครื่องใช้ไฟฟ้าผิดกฎหมายบนออนไลน์” ประสานทุกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพิ่มการสแกน–สุ่มซื้อ–ตรวจคลังแบบเรียลไทม์ ร่วมกับมาตรการสั่งปิดลิงก์จำหน่ายผิดกฎหมายแบบ “ตัดต้นน้ำ–ปิดกลางน้ำ–ยึดปลายน้ำ” เพื่อรับมือกระแสออเดอร์ที่จะพุ่งสูงในช่วงเทศกาลช้อปปิ้ง

ทั้งนี้ สมอ. จะเดินหน้าขยายผลสืบหาผู้นำเข้าต้นทางและเครือข่ายกระจายสินค้า พร้อมอัปเดตผลจับกุมอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายคือให้ทุกคำสั่งซื้อในช่วง 11.11 ปลอดภัยกว่าเดิม และทำให้มาตรฐานไทย “ยืนหนึ่ง” ทั้งออนไลน์และออฟไลน์—ให้ผู้บริโภค ช้อปได้มั่นใจ อุ่นใจได้จริง

“ยศสิงห์” บุกโกดังสินค้า บางเสาธง ยึดเครื่องใช้ไฟฟ้าผิดกฎหมาย กว่า 4 พันชิ้น

จากกรณีข่าวดัง จ่าเอกยศสิงห์นำทีมบุกโกดังสินค้าที่บางเสาธง ยึดเครื่องใช้ไฟฟ้าผิดกฎหมายกว่า 4 พันชิ้น สร้างความตื่นตัวให้กับผู้บริโภคเป็นอย่างมาก หลายคนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญในการตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลช้อปปิ้งออนไลน์ที่กำลังจะมาถึง

ทำไมการตรวจสอบเครื่องหมาย มอก. ถึงสำคัญ?

เครื่องหมาย มอก. หรือ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เป็นเครื่องหมายที่แสดงว่าผลิตภัณฑ์นั้นได้รับการตรวจสอบและรับรองแล้วว่ามีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด การซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมาย มอก. ช่วยให้เรามั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะไม่เป็นอันตรายต่อการใช้งาน

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน?

การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐานอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ ตั้งแต่ไฟไหม้ ไฟฟ้าช็อต ไปจนถึงการระเบิด นอกจากนี้ ยังอาจทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ที่อยู่ในระบบเสียหายได้อีกด้วย ดังนั้น การเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มี มอก. จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

“ยศสิงห์” บุกโกดัง สะท้อนปัญหาอะไร?

เหตุการณ์ “ยศสิงห์” บุกโกดังสินค้าครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานในประเทศไทย ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องผู้บริโภคจากการถูกเอารัดเอาเปรียบและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ผู้บริโภคควรทำอย่างไร?

ในฐานะผู้บริโภค เราควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องใช้ไฟฟ้า ควรมองหาเครื่องหมาย มอก. และตรวจสอบรายละเอียดอื่นๆ เช่น ชื่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า และแหล่งที่มา นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าที่มีราคาถูกผิดปกติ เพราะอาจเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

การบุกจับสินค้าผิดกฎหมายของ “ยศสิงห์” เป็นสัญญาณที่ดีในการปราบปรามสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้บริโภคทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกซื้อสินค้าที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ อย่ามองข้ามเครื่องหมาย มอก. เพราะความปลอดภัยของคุณสำคัญที่สุด

ที่มา – “ยศสิงห์” บุกโกดังสินค้า บางเสาธง ยึดเครื่องใช้ไฟฟ้าผิดกฎหมาย กว่า 4 พันชิ้น

“ชุดเต็มเหนี่ยว” สั่งปิด! ตรวจโรงงานรีไซเคิลแปดริ้ว

“ธนกร” ส่ง “ชุดเต็มเหนี่ยว” ตรวจโรงงานรีไซเคิล เมืองแปดริ้ว พบติดตั้งเครื่องจักรไม่ตรงกับได้รับอนุญาต ไร้ระบบขจัดฝุ่นละออง พบตะกอนในระบบบำบัด ออกคำสั่งปิดโรงงาน ให้แก้ไขทันที

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2566 ที่จ.ฉะเชิงเทรา นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการให้ทีมชุดปฏิบัติการเต็มเหนี่ยวกระทรวงอุตสาหกรรม นำโดย นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุรศักดิ์ จันทร์ชุม อุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้แทนกรมโรงงานอุตสาหกรรม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ บริษัท ทรัพย์เจริญ รีไซเคิล จำกัด ตั้งอยู่ที่ ถ.เขาหินช้อน – หนองว่าน ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน 3 ทะเบียนโรงงาน คือ 1.นำของเสียจากอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มาผ่านกรรมวิธีบดย่อย เพื่อคัดแยก นำโลหะกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ 2.กิจการหลอมหล่อเศษโลหะจากเศษชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อกลับมาใช้ใหม่ และ 3.กิจการคัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย เพื่อตรวจความถูกต้องในการดำเนินกิจการ

การลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานรีไซเคิลในครั้งนี้ สืบเนื่องจากข้อร้องเรียนของประชาชนในพื้นที่ เกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการประกอบกิจการของโรงงาน ทางกระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้ส่งทีม “ชุดเต็มเหนี่ยว” ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง

“ชุดเต็มเหนี่ยว” ตรวจโรงงานรีไซเคิล เมืองแปดริ้ว

ไร้ระบบขจัดฝุ่น พบตะกอนระบบบำบัด

จากการตรวจสอบของชุดเต็มเหนี่ยว พบว่า โรงงานฯ มีอาคารโรงงานและผังการติดตั้งเครื่องจักรไม่ตรงกับที่ได้รับอนุญาตไว้ ไม่มีห้องเฉพาะสำหรับบดย่อย และไม่มีระบบขจัดฝุ่นละอองที่เกิดจากการบดย่อย ซึ่งไม่ถูกต้องตามเงื่อนไขการอนุญาต และยังพบตะกอนอยู่ในระบบบำบัดน้ำเสียที่ยังไม่มีการกำจัด นอกจากนี้ยังพบตะกอนในถุงบิ๊กแบคเป็นจำนวนมาก ปล่องระบายอากาศระบบขจัดมลพิษทางอากาศจากการหลอมมีการชำรุดรั่วไหล

สั่งปิดปรับปรุง

“การเข้าตรวจสอบโรงงานในวันนี้ แม้จะไม่พบสิ่งผิดปกติร้ายแรง แต่พบว่ามีหลายอย่างที่โรงงานไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขการอนุญาต ทั้งเรื่องการติดตั้งเครื่องจักร การพบตะกอนที่ไม่มีการระบุชนิด รวมถึงปล่องกำจัดมลพิษ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจจะทำให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนในภายภาคหน้าได้ จึงได้สั่งโรงงานให้ระงับการดำเนินการและปรับปรุงแก้ไข และเจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างกากและน้ำในระบบบำบัดน้ำเสียไปตรวจสอบ และจะมีหนังสือเตือนให้ควบคุมและให้โรงงานฯ มีการปฏิบัติและดำเนินการต่างๆ ให้ถูกต้อง” นายฐาปกรณ์ กล่าว

จากผลการตรวจสอบดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน การที่ “ชุดเต็มเหนี่ยว” ลงพื้นที่ตรวจสอบในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ประกอบการโรงงานทุกแห่ง ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ผลจากการตรวจโรงงานรีไซเคิลของ “ชุดเต็มเหนี่ยว”

  • โรงงานต้องระงับการดำเนินการและปรับปรุงแก้ไข
  • เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างกากและน้ำในระบบบำบัดน้ำเสียไปตรวจสอบ
  • โรงงานจะได้รับหนังสือเตือนให้ควบคุมและดำเนินการให้ถูกต้อง

หากคุณพบเห็นโรงงานที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือสงสัยว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้ทันที เพื่อให้มีการตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขอย่างทันท่วงที

ที่มา – “ชุดเต็มเหนี่ยว” ตรวจโรงงานรีไซเคิล เมืองแปดริ้ว พบหลายข้อบกพร่อง สั่งปิดโรงงานให้ปรับปรุง

อดีตผู้จัดการทีม โอ’นีล เจรจาคัมแบ็ก วูล์ฟส์

แกรี่ โอ’นีล กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส เกี่ยวกับการกลับมารับตำแหน่งอีกครั้ง หลังจากที่เขาถูกปลดออกจากตำแหน่งเมื่อไม่ถึง 12 เดือนที่แล้ว โดยสโมสรในพรีเมียร์ลีกกำลังอยู่ในช่วงหนีตกชั้น

ทีมหมาป่าได้เริ่มกระบวนการแต่งตั้งหัวหน้าโค้ชคนใหม่ หลังจากที่ปลด วิตอร์ เปเรยร่า ออกจากตำแหน่งเมื่อเช้าวันอาทิตย์

BBC Sport รายงานเมื่อวันอาทิตย์ว่า โอ’นีล พร้อมด้วย ร็อบ เอ็ดเวิร์ดส์ บอสใหญ่ของ มิดเดิลสโบรห์ เป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงที่จะเข้ามาแทนที่ เปเรยร่า ที่สโมสรในแถบมิดแลนด์

เป็นที่เข้าใจกันว่า โอ’นีล วัย 42 ปี กำลังอยู่ในระหว่างการพูดคุยกับ วูล์ฟส์ เกี่ยวกับการกลับมาที่เป็นไปได้ และการพูดคุยเบื้องต้นเป็นไปในเชิงบวก

การแต่งตั้ง เอ็ดเวิร์ดส์ ซึ่งปัจจุบันยังคงมีงานทำ จะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย เนื่องจากเชื่อกันว่า มิดเดิลสโบรห์ มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยจำนวนมาก หากผู้จัดการทีมของพวกเขาตัดสินใจย้ายออก

ทำให้ โอ’นีล อยู่ในตำแหน่งที่ดีในการกลับมา แต่แหล่งข่าวระบุว่า ถึงแม้เขาจะเป็นผู้สมัครที่แข็งแกร่ง แต่เขาก็ไม่ใช่ผู้ท้าชิงเพียงคนเดียว

วูล์ฟส์ มีประวัติในการแต่งตั้งผู้จัดการทีมที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ จอร์จ เมนเดส เอเยนต์ชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็น นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้, บรูโน่ ลาเช่ และ เปเรยร่า

และเป็นที่เข้าใจกันว่า นอกเหนือจาก โอ’นีล แล้ว วูล์ฟส์ ยังกำลังพูดคุยกับผู้จัดการทีมอย่างน้อยหนึ่งคนจากคอกของ เมนเดส

โอ’นีล ถูก วูล์ฟส์ ปลดออกจากตำแหน่งในเดือนธันวาคม 2024 หลังจากเริ่มต้นฤดูกาล 2024-25 ที่น่าผิดหวัง

แต่ อดีตกองกลาง เวสต์แฮม พร้อมสำหรับการกลับมาคุมทีม และเปิดกว้างสำหรับการกลับไปร่วมทีม วูล์ฟส์ ซึ่งยังไม่ชนะใครเลยหลังจาก 10 เกมแรกของฤดูกาลพรีเมียร์ลีก

อดีตผู้จัดการทีม โอ’นีล เจรจาคัมแบ็ก วูล์ฟส์

การเจรจาของ แกรี่ โอ’นีล กับ วูล์ฟส์ สร้างความฮือฮาในวงการฟุตบอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ที่เขาเคยถูกปลดออกจากตำแหน่งก่อนหน้านี้ การกลับมาครั้งนี้หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตามอย่างใกล้ชิด

ทำไมการกลับมาของ โอ’นีล ถึงมีความเป็นไปได้?

ปัจจัยหลายอย่างบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ในการกลับมาของ โอ’นีล ประการแรก ประสบการณ์ของเขากับสโมสรทำให้เขามีความเข้าใจในวัฒนธรรมและโครงสร้างของทีมเป็นอย่างดี ประการที่สอง ความสัมพันธ์ของ วูล์ฟส์ กับ จอร์จ เมนเดส ซึ่งเป็นเอเยนต์ที่มีอิทธิพล อาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการเจรจาได้

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญคือการที่ โอ’นีล ถูกปลดออกจากตำแหน่งเนื่องจากผลงานที่ไม่น่าพอใจในอดีต สโมสรจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเขาเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดหรือไม่

  • ประสบการณ์และความคุ้นเคยกับสโมสร
  • ความสัมพันธ์กับ จอร์จ เมนเดส
  • ความต้องการที่จะพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง

ผลกระทบต่อ วูล์ฟส์ หากมีการแต่งตั้ง โอ’นีล จริง

การกลับมาของ โอ’นีล อาจนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในหลายด้านของ วูล์ฟส์ เขาอาจนำแผนการเล่นใหม่ๆ มาปรับใช้ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงในทีมผู้เล่น นอกจากนี้ การที่เขาเคยทำงานกับสโมสรมาก่อน อาจทำให้เขาสามารถสร้างความเชื่อมั่นและความสามัคคีในทีมได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากผลงานของทีมไม่ดีขึ้น ความกดดันก็จะถาโถมมาที่ โอ’นีล อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาจะต้องเผชิญกับความท้าทายในการพิสูจน์ว่าเขาสามารถนำพา วูล์ฟส์ ไปสู่ความสำเร็จได้

ความเห็นส่วนตัว

การเจรจาดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวงการฟุตบอล ที่ซึ่งโอกาสครั้งที่สองมักเปิดกว้างสำหรับผู้ที่เคยพลาดพลั้งมาก่อน การตัดสินใจของ วูล์ฟส์ จะเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด และจะเป็นบทพิสูจน์ว่าการให้โอกาสครั้งที่สองนั้นจะนำมาซึ่งความสำเร็จได้หรือไม่

การกลับมาของ โอ’นีล อาจเป็นเรื่องดีสำหรับ วูล์ฟส์ หากเขาได้เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีตและสามารถนำพาทีมไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น การตัดสินใจครั้งนี้อาจกลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่

ที่มา – Ex-manager O’Neil in talks over Wolves return

สกอตแลนด์เรียกตัวแชงค์แลนด์ลุยบอลโลก

ลอว์เรนซ์ แชงค์แลนด์ กัปตันทีมฮาร์ท ออฟ มิดโลเธียน ได้รับการเรียกตัวกลับสู่ทีมชาติสกอตแลนด์ สำหรับเกมสำคัญในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่จะพบกับกรีซและเดนมาร์กในช่วงปลายเดือนนี้

กองหน้าซึ่งเคยลงเล่นให้สกอตแลนด์ครั้งล่าสุดในเกมเนชั่นส์ ลีกที่เอาชนะโปแลนด์เมื่อ 12 เดือนก่อน กลับมาสู่ทีมของสตีฟ คล้าร์ก พร้อมกับกองหลังอย่าง รอสส์ แม็คครอรี่ และ จอช โด อีกด้วย

แองกัส กันน์ ผู้ซึ่งออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมรอบคัดเลือกทั้งสี่นัดก่อนหน้านี้ จะพลาดการลงสนามเนื่องจากอาการบาดเจ็บ ทำให้ สกอตต์ เบน จากฟัลเคิร์ก ซึ่งเคยลงเล่นให้สกอตแลนด์ครั้งล่าสุดในปี 2019 ในเกมพบกับซานมารีโน กลับมาสู่ทีมอีกครั้ง

กำหนดการแข่งขันของทีมชาติสกอตแลนด์

สกอตแลนด์จะเดินทางไปพบกับกรีซที่ไพรีอุสในวันที่ 15 พฤศจิกายน ก่อนที่จะเล่นกับเดนมาร์กซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มที่แฮมป์เดน พาร์คในอีกสามวันต่อมา

ทีมของคล้าร์กอยู่อันดับสองในกลุ่ม C หลังจากชนะ 3 นัดและเสมอ 1 นัด และได้ secured อย่างน้อยหนึ่งที่ในการเล่นรอบเพลย์ออฟฟุตบอลโลกในเดือนมีนาคมแล้ว

สกอตแลนด์เรียกตัวแชงค์แลนด์ลุยบอลโลก: รายชื่อผู้เล่น

ผู้รักษาประตู: สกอตต์ เบน (ฟัลเคิร์ก), เคร็ก กอร์ดอน (ฮาร์ท ออฟ มิดโลเธียน), เลียม เคลลี (เรนเจอร์ส)

กองหลัง: จอช โด (ซัสซูโอโล), แกรนท์ แฮนลีย์ (ฮิเบอร์เนียน), แจ็ค เฮนดรี (อัล-เอตติฟาก), อารอน ฮิคกีย์ (เบรนท์ฟอร์ด), รอสส์ แม็คครอรี่ (บริสตอล ซิตี้), สกอตต์ แม็คเคนนา (ดินาโม ซาเกร็บ), แอนโธนี ราลสตัน (เซลติก), แอนดี้ โรเบิร์ตสัน (ลิเวอร์พูล), จอห์น เซาตาร์ (เรนเจอร์ส), คีแรน เทียร์นีย์ (เซลติก)

กองกลาง: ไรอัน คริสตี (บอร์นมัธ), ลูอิส เฟอร์กูสัน (โบโลญญา), เบน แกนนอน-ดูค (บอร์นมัธ?), บิลลี กิลมอร์ (นาโปลี?), จอห์น แม็คกินน์ (แอสตัน วิลลา), เคนนี แม็คลีน (นอริช ซิตี้), สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ (นาโปลี), เลนนอน มิลเลอร์ (อูดิเนเซ)

กองหน้า: เช อดัมส์ (โตริโน), ลินดอน ไดค์ส (เบอร์มิงแฮม ซิตี้), จอร์จ เฮิร์สต์ (อิปสวิช ทาวน์), ลอว์เรนซ์ แชงค์แลนด์ (ฮาร์ท ออฟ มิดโลเธียน)

การกลับมาของ ลอว์เรนซ์ แชงค์แลนด์ ถือเป็นข่าวดีสำหรับทีมชาติสกอตแลนด์ เนื่องจากเขาเป็นกองหน้าที่มีฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมและมีประสบการณ์ในการเล่นในระดับนานาชาติ การมีเขาอยู่ในทีมจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำประตูและสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้

นอกจากนี้ การเรียกตัวรอสส์ แม็คครอรี่ และ จอช โด กลับมาสู่ทีม ก็ถือเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับแนวรับของสกอตแลนด์ด้วยเช่นกัน ผู้เล่นทั้งสองคนนี้มีความสามารถในการเล่นเกมรับที่แข็งแกร่งและสามารถช่วยป้องกันไม่ให้ทีมเสียประตูได้

อย่างไรก็ตาม การขาดหายไปของแองกัส กันน์ เนื่องจากอาการบาดเจ็บ ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับทีมชาติสกอตแลนด์เช่นกัน กันน์เป็นผู้รักษาประตูที่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับทีมได้เป็นอย่างดี การไม่มีเขาอยู่ในทีมอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในแนวรับของทีมได้

โดยรวมแล้ว ทีมชาติสกอตแลนด์ชุดนี้ถือเป็นทีมที่มีความแข็งแกร่งและมีความสามารถในการแข่งขันที่สูง การมีผู้เล่นที่มีประสบการณ์และผู้เล่นดาวรุ่งที่กำลังพัฒนาฝีเท้า จะทำให้ทีมชาติสกอตแลนด์ชุดนี้เป็นทีมที่น่าจับตามองในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกครั้งนี้อย่างแน่นอน การที่ สกอตแลนด์เรียกตัวแชงค์แลนด์ลุยบอลโลก รอบคัดเลือกครั้งนี้ เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และน่าติดตามชมเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องติดตามคือการปรับตัวของนักเตะใหม่ที่ถูกเรียกเข้ามา รวมถึงการวางแผนการเล่นของ สตีฟ คล้าร์ก ว่าจะสามารถดึงศักยภาพของผู้เล่นออกมาได้มากน้อยแค่ไหน เพราะการแข่งขันรอบคัดเลือกครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

ดังนั้นแฟนบอลชาวไทยที่ชื่นชอบในเกมลูกหนัง สามารถติดตามและให้กำลังใจทีมชาติสกอตแลนด์ ในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่จะมาถึงนี้ได้ เพราะทุกกำลังใจมีความหมายต่อทีมชาติ

ที่มา – Scotland recall Shankland for World Cup qualifiers

ระทึก! ช่วยนักท่องเที่ยวติดน้ำป่า 25 ราย

จากนักท่องเที่ยวสู่ผู้ประสบภัย! เจ้าหน้าที่เร่งเข้าช่วยเหลือนักท่องเที่ยว 25 ชีวิตที่ไปตั้งแคมป์บริเวณ “น้ำตกแม่เตี๊ยะ” แต่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ กู้ภัยเข้าช่วย 25 นักท่องเที่ยวตั้งแคมป์ ติดน้ำป่าไหลหลาก ต้องไต่เชือกข้ามกลับ อย่างทุลักทุเล โชคดีที่ทุกคนปลอดภัย

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ได้รับรายงานว่า ในช่วงกลางดึกของวันที่ 2 พฤศจิกายน เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในพื้นที่อุทยานแห่งชาติออบหลวง จังหวัดเชียงใหม่ ส่งผลให้เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากบริเวณน้ำตกแม่เตี๊ยะ ซึ่งเป็นจุดกางเต็นท์ยอดนิยมใน ตำบลดอยแก้ว อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

กระแสน้ำที่เชี่ยวแรงและระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ นักท่องเที่ยวจำนวน 25 คน ติดค้างอยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามของน้ำตก ไม่สามารถข้ามกลับมาได้ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ร่วมกับทีมกู้ภัยทางสูงแห่งประเทศไทย จึงระดมกำลังเข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ปฏิบัติการ กู้ภัยเข้าช่วย 25 นักท่องเที่ยวตั้งแคมป์ ติดน้ำป่าไหลหลาก ต้องไต่เชือกข้ามกลับ เริ่มต้นขึ้น โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากอุทยานแห่งชาติฯ และหน่วยกู้ภัยต่างๆ กว่า 50 นาย ได้เข้าพื้นที่ให้การช่วยเหลือ ใช้วิธีการติดตั้งเชือกเพื่อลำเลียงนักท่องเที่ยวที่ติดอยู่บริเวณลานกางเต็นท์ข้ามฝั่ง ท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวและสถานการณ์ที่ทุกคนต่างลุ้นระทึก

เจ้าหน้าที่ค่อยๆ ทยอยพานักท่องเที่ยวออกมาทีละคน จนในที่สุดก็สามารถช่วยเหลือนักท่องเที่ยวทั้งหมดออกมาได้อย่างปลอดภัย นับเป็นปฏิบัติการ กู้ภัยเข้าช่วย 25 นักท่องเที่ยวตั้งแคมป์ ติดน้ำป่าไหลหลาก ต้องไต่เชือกข้ามกลับ ที่ประสบความสำเร็จ

ด้านอุทยานแห่งชาติออบหลวง ได้ประกาศปิดการท่องเที่ยวที่น้ำตกแม่เตี๊ยะเป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว จนกว่าสถานการณ์น้ำป่าจะคลี่คลายและกลับสู่สภาวะปกติ

กู้ภัยเข้าช่วย 25 นักท่องเที่ยวตั้งแคมป์ ติดน้ำป่าไหลหลาก ต้องไต่เชือกข้ามกลับ

สถานการณ์น้ำป่าไหลหลากในครั้งนี้ เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่รักการผจญภัยในธรรมชาติ ต้องเพิ่มความระมัดระวังและติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้

การเตรียมตัวก่อนไปตั้งแคมป์ในป่า

เพื่อความปลอดภัยในการท่องเที่ยวและตั้งแคมป์ในป่า ควรเตรียมตัวให้พร้อมดังนี้:

  • ศึกษาเส้นทางและสภาพภูมิประเทศ
  • ตรวจสอบพยากรณ์อากาศ
  • เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เช่น เชือก ไฟฉาย ยาสามัญประจำบ้าน
  • แจ้งเจ้าหน้าที่อุทยานฯ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • หลีกเลี่ยงการตั้งแคมป์ใกล้แหล่งน้ำในช่วงฤดูฝน

การท่องเที่ยวในธรรมชาติเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและสร้างความสุข แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัย การเตรียมตัวให้พร้อมและการไม่ประมาท จะช่วยให้เราสามารถเพลิดเพลินกับธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ กู้ภัยเข้าช่วย 25 นักท่องเที่ยวตั้งแคมป์ ติดน้ำป่าไหลหลาก ต้องไต่เชือกข้ามกลับ ที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – กู้ภัยเข้าช่วย 25 นักท่องเที่ยวตั้งแคมป์ ติดน้ำป่าไหลหลาก ต้องไต่เชือกข้ามกลับ

รวบ! **จับ 3 สาวไทย ร่วมแก๊งโรแมนซ์สแกมไนจีเรีย**

กองปราบปรามบุกรวบ **จับ 3 สาวไทย ร่วมแก๊งโรแมนซ์สแกมไนจีเรีย** เครือข่ายใหญ่ระดับสั่งการ จัดหาบัญชีม้าและเบิกเงินสด สร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาลกว่า 6 พันล้านบาท! มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ ผกก.1 บก.ป. พร้อมชุดสืบสวน นำกำลังเข้าจับกุม น.ส.จุฑารัตน์ อายุ 36 ปี, น.ส.จันทร์จิรา หรือ ยวรดี อายุ 29 ปี และ น.ส.จิราพรรณ อายุ 32 ปี ในข้อหาสำคัญ ได้แก่ “มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน”

การจับกุมเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดย น.ส.จุฑารัตน์ ถูก **จับ** ได้ที่ จ.ฉะเชิงเทรา, น.ส.จันทร์จิรา ที่ จ.นนทบุรี และ น.ส.จิราพรรณ ที่ จ.ยะลา แสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของเครือข่ายนี้

**จับ 3 สาวไทย ร่วมแก๊งโรแมนซ์สแกมไนจีเรีย**

คดีนี้เริ่มต้นจากการที่กลุ่มคนร้าย Romance Scam ชาวไนจีเรียใช้วิธีการหลอกลวงสุดคลาสสิก นั่นคือ การตีสนิทเหยื่อ ซึ่งในกรณีนี้คืออดีตประธานหญิงของบริษัทผลิตเลนส์สายตาระดับโลก โดยอ้างว่าเป็นแพทย์ทหารชาวอเมริกันที่ประจำการในอัฟกานิสถาน

เมื่อเหยื่อตายใจและตกหลุมรัก คนร้ายก็จะเริ่มออกอุบายว่าได้รับมรดกจำนวนมาก ต้องการโอนเงินมาให้ แต่มีปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียม ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินให้หลายครั้ง รวมเป็นมูลค่าสูงถึง 6.2 พันล้านบาท! ก่อนที่คนร้ายจะเชิดเงินหนีไป อดีตประธานหญิงจึงถูกดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์”

บทบาทของ 3 สาวไทยในแก๊งโรแมนซ์สแกมไนจีเรีย

จากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย มีบทบาทสำคัญในขบวนการ **โรแมนซ์สแกม** นี้ พวกเธอทำหน้าที่เป็นแม่ข่ายในการว่าจ้างและชักชวนบุคคลอื่นให้เปิดบัญชีม้า เพื่อใช้รับโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวง นอกจากนี้ ยังมีส่วนร่วมในการถอนเงินสดออกจากบัญชี และได้รับผลประโยชน์เป็นค่าตอบแทนประมาณ 2-10% ของยอดเงินที่ถอนได้ทั้งหมด ถือว่าเป็นส่วนแบ่งที่ไม่น้อยเลยทีเดียว

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมหลักฐานและขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญา ก่อนที่จะสามารถติดตาม **จับกุม** ตัวผู้ต้องหาทั้งหมดได้ในที่สุด

เบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงเดินหน้าสืบสวนและรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ความเสียหายจากแก๊งโรแมนซ์สแกม

คดี **จับ 3 สาวไทย ร่วมแก๊งโรแมนซ์สแกมไนจีเรีย** นี้ เป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความร้ายกาจของแก๊ง **โรแมนซ์สแกม** ที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับเหยื่อได้เป็นจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน เงินทอง หรือแม้แต่ความรู้สึก

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีสติและไม่หลงเชื่อใครง่ายๆ โดยเฉพาะคนที่รู้จักกันผ่านทางออนไลน์ หากมีใครมาแสดงความรักหรือเสนอมอบผลประโยชน์ที่มากเกินจริง ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพเหล่านี้

ที่มา – จับ 3 สาวไทย ร่วมแก๊งโรแมนซ์สแกมไนจีเรีย สร้างความเสียหายกว่า 6 พันล้านบาท

อนุดิษฐ์ ซัดโรม ปั่นเกมใส่ร้าย กล้าธรรมไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

“อนุดิษฐ์” ซัด “โรม” ปั่นเกมการเมืองใส่ร้ายกล้าธรรม ลั่น “ธรรมนัส” ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์ ท้ามีหลักฐานจริง ส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีได้ทันที พร้อมสนับสนุนรัฐบาลปราบสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ

วันที่ 3 พ.ย. 2568 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม (กธ.) ในฐานะคณะทำงานวอร์รูมพรรคกธ.เพื่อตรวจสอบกรณีการอภิปรายและให้สัมภาษณ์กล่าวพาดพิงสมาชิกพรรคกธ.เชื่อมโยงสแกมเมอร์ ออกแถลงการณ์ตอบโต้กรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.) อภิปรายและให้สัมภาษณ์เชื่อมโยงชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกับขบวนการสแกมเมอร์-ทุนสีเทาข้ามชาติ ว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว ไม่มีหลักฐานและบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง เป็นความพยายามจงใจโยงชื่อบุคคลและพรรคเพื่อหวังผลทางการเมือง มากกว่าจะเป็นการตรวจสอบโดยสุจริต

ซัดทำให้สังคมเข้าใจผิด

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า การนำข้อมูลผิดมาขยายความในสภา จนทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบและสร้างความเสียหายต่อบุคคลบริสุทธิ์ และการที่ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่ได้เข้าชี้แจง กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2568 ด้วยเหตุผลด้านภารกิจราชการและหลักการทางการเมือง ซึ่งเวที กมธ. ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าเวทีค้นหาความจริง พรรคกล้าธรรมเห็นว่า การตอบโต้บนเวทีลักษณะนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน

“ร.อ.ธรรมนัสได้ชี้แจงผ่านช่องทางราชการครบถ้วน และพร้อมให้ข้อมูลต่อหน่วยงานที่ตรวจสอบด้วยความเป็นธรรม หากฝ่ายค้านมีหลักฐานจริง ก็สามารถส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีได้ทันที”น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวและว่า

เสนอวาระแห่งชาติปราบสแกมฯ

 พรรคกล้าธรรมขอเสนอแนวทางเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาแก๊งหลอกลวงออนไลน์ โดยประกาศผลักดันให้รัฐบาลจัดตั้ง “วาระแห่งชาติปราบสแกมเมอร์” เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงาน ตั้งแต่ตำรวจ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้าน แนวนโยบายดังกล่าวครอบคลุมทั้งการใช้ Big Data และ AI วิเคราะห์ธุรกรรมต้องสงสัย การจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ และการดำเนินคดีโดยไม่ละเว้นผู้มีอิทธิพล การปราบปรามต้องไม่มีสองมาตรฐาน ไม่ว่าคนเล็กหรือคนใหญ่ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ข้อกล่าวหาไม่ใช่คำพิพากษา ความจริงต้องชนะการบิดเบือน

ลั่นพร้อมพิสูจน์ความจริงทุกเวที

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวด้วยว่า พรรคกธ.ยืนหยัดในความจริง ไม่ยอมให้การเมืองสกปรกทำลายคนบริสุทธิ์อีกต่อไป และจะเดินหน้าพิสูจน์ความจริงในทุกเวที และยึดมั่นทำงานเพื่อประชาชนด้วยความสุจริต โปร่งใส ไม่หวั่นไหวต่อแรงโจมตีทางการเมือง

อนุดิษฐ์ ซัดโรม ปั่นเกมใส่ร้าย กล้าธรรมไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

จากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้มีการอภิปรายและให้สัมภาษณ์เชื่อมโยง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กับขบวนการสแกมเมอร์ ทำให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม ต้องออกมาตอบโต้ โดยยืนยันว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นไม่มีมูลความจริง และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นความพยายามที่จะโยงชื่อบุคคลและพรรคเพื่อหวังผลทางการเมืองมากกว่า

น.อ.อนุดิษฐ์ ยังกล่าวอีกว่า การนำข้อมูลที่ไม่ถูกต้องมาขยายความในสภา ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบ และสร้างความเสียหายต่อบุคคลบริสุทธิ์ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ไม่ได้เข้าชี้แจง กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ เนื่องจากติดภารกิจราชการและหลักการทางการเมือง เพราะเห็นว่าเวที กมธ. ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าการค้นหาความจริง

กล้าธรรม ลั่น ธรรมนัสไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

น.อ.อนุดิษฐ์ ยังเน้นย้ำว่า ร.อ.ธรรมนัส ได้ชี้แจงผ่านช่องทางราชการครบถ้วน และพร้อมที่จะให้ข้อมูลต่อหน่วยงานที่ตรวจสอบด้วยความเป็นธรรม หากฝ่ายค้านมีหลักฐานจริง ก็สามารถส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการทางกฎหมายได้ทันที พรรคกล้าธรรมพร้อมที่จะพิสูจน์ความจริงในทุกเวที และยืนยันว่าจะทำงานเพื่อประชาชนด้วยความสุจริต โปร่งใส และไม่หวั่นไหวต่อแรงโจมตีทางการเมือง

นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรมยังได้เสนอแนวทางเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาแก๊งหลอกลวงออนไลน์ โดยผลักดันให้รัฐบาลจัดตั้ง “วาระแห่งชาติปราบสแกมเมอร์” เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ตำรวจ ปปง. กระทรวงดิจิทัลฯ ไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะมีการใช้ Big Data และ AI วิเคราะห์ธุรกรรมที่น่าสงสัย จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นคนเล็กหรือคนใหญ่ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

ดังนั้นการออกมาตอบโต้ของ น.อ.อนุดิษฐ์ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคกล้าธรรมที่จะปกป้องชื่อเสียงของพรรค และยืนยันว่า ธรรมนัสไม่เกี่ยวสแกมเมอร์ อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ และแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติอย่างจริงจัง

ที่มา – “อนุดิษฐ์” ซัด “โรม” ปั่นเกมการเมืองใส่ร้ายกล้าธรรม ลั่น “ธรรมนัส” ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

จุลพันธ์รับ อัศวเหม ซบเพื่อไทย เปิดตัว 7 พ.ย.นี้

“จุลพันธ์” รับบ้านใหญ่ “ตระกูลอัศวเหม” ซบเพื่อไทย เตรียมเปิดตัว 7 พ.ย.นี้ ไม่บอกใครบ้าง แต่มีระดับบิ๊กเนมแน่นอน โว สะท้อนความนิยมและความเชื่อมั่นของพรรค

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้ง สส. ในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ ทางด้านกระแสข่าวบ้านใหญ่ “อัศวเหม” จะมาซบพรรคเพื่อไทยนั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่าจะมีบิ๊กเนม “อัศวเหม” มาแน่นอน ส่วนจะมีใครบ้างยังเปิดเผยไม่ได้ ให้รอดูในวันที่ 7 พฤศจิกายน

นายจุลพันธ์ ยังย้ำด้วยว่า การเข้ามาของบ้านอัศวเหม ถือเป็นความเชื่อมั่น และเป็นการบอกถึงเรื่องกระแสและความนิยมของพรรคเพื่อไทยว่ายังเป็นที่สนใจของประชาชน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีนักการเมืองทยอยเดินเข้าพรรคเพื่อไทย.

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมายืนยันกระแสข่าวที่หลายคนจับตามอง นั่นคือ การที่ตระกูล “อัศวเหม” ซบเพื่อไทย เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ ข่าวนี้สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองเป็นอย่างมาก เพราะตระกูลอัศวเหมถือเป็นบ้านใหญ่ที่มีอิทธิพลในพื้นที่สมุทรปราการ การตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยจึงมีความน่าสนใจและมีความหมายทางการเมืองอย่างยิ่ง

การที่นายจุลพันธ์ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันเรื่อง “อัศวเหม” ซบเพื่อไทย ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยกำลังเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง การได้ตระกูลอัศวเหมมาร่วมทีม ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มคะแนนเสียงในพื้นที่สมุทรปราการเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่นักการเมืองมีต่อพรรคเพื่อไทยอีกด้วย

จุลพันธ์รับ อัศวเหม ซบเพื่อไทย จริงหรือไม่?

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไมตระกูลอัศวเหมถึงตัดสินใจเลือกพรรคเพื่อไทย? อะไรคือปัจจัยที่ดึงดูดให้บ้านใหญ่แห่งสมุทรปราการมาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย? คำถามเหล่านี้คงต้องรอฟังคำตอบจากปากของคนในตระกูลอัศวเหมเองในวันที่ 7 พฤศจิกายน แต่สิ่งที่แน่นอนคือ การเข้ามาของตระกูลอัศวเหม จะส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองอย่างแน่นอน

ทำไมข่าว จุลพันธ์รับ อัศวเหม ซบเพื่อไทย ถึงสำคัญ?

ข่าว จุลพันธ์รับ อัศวเหม ซบเพื่อไทย มีความสำคัญด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • เสริมความแข็งแกร่งให้พรรคเพื่อไทย: การได้บ้านใหญ่ที่มีฐานเสียงแข็งแกร่งอย่างตระกูลอัศวเหมมาร่วมทีม จะช่วยเพิ่มโอกาสในการชนะการเลือกตั้งในพื้นที่สมุทรปราการ
  • ส่งสัญญาณบวก: การที่นักการเมืองชื่อดังและมีอิทธิพลตัดสินใจเข้าร่วมพรรคเพื่อไทย สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่พวกเขามีต่อพรรค และอาจเป็นการดึงดูดให้นักการเมืองคนอื่นๆ ตัดสินใจเข้าร่วมพรรคเพื่อไทยมากขึ้น
  • เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมือง: การรวมตัวของพรรคเพื่อไทยและตระกูลอัศวเหม อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง และส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การ“อัศวเหม” ซบเพื่อไทย จะนำมาซึ่งผลดีต่อพรรคเพื่อไทยจริงหรือไม่ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูกันต่อไป การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นบทพิสูจน์ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของทั้งสองฝ่ายจะประสบความสำเร็จหรือไม่

สิ่งที่น่าสนใจคือการเปิดตัวในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ จะมี “บิ๊กเนม” คนอื่นๆ มาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยอีกหรือไม่ และการประกาศตัวของตระกูลอัศวเหมในครั้งนี้ จะมีผลต่อการตัดสินใจของนักการเมืองคนอื่นๆ อย่างไรบ้าง คงต้องติดตามข่าวสารกันอย่างใกล้ชิด เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

การที่พรรคการเมืองต่างๆ พยายามดึงดูดนักการเมืองที่มีชื่อเสียงและมีฐานเสียงของตนเองเข้ามาร่วมทีม เป็นกลยุทธ์ที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน เพราะการมี “แม่เหล็ก” ที่สามารถดึงดูดคะแนนเสียงได้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการชนะการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองของนักการเมืองแต่ละคนก็มีปัจจัยที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ทางการเมือง ผลประโยชน์ส่วนตัว หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนของเราได้อย่างมีข้อมูลและเหตุผล

ที่มา – “จุลพันธ์” รับ “อัศวเหม” ซบเพื่อไทย จ่อเปิดตัว 7 พ.ย. แง้ม “บิ๊กเนม” มาแน่

ควรเปิดเผยความเห็น ‘เชิงลบ’ ของเอียร์ปส์ต่อแฮมป์ตัน?

ควรเปิดเผยความเห็น ‘เชิงลบ’ ของเอียร์ปส์ต่อแฮมป์ตัน?

ประเด็นร้อนในวงการฟุตบอลหญิง! ความคิดเห็น ‘เชิงลบ’ ของแมรี เอียร์ปส์ อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษ ที่มีต่อแฮนนาห์ แฮมป์ตัน ผู้รักษาประตูคนปัจจุบัน กลายเป็นหัวข้อที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความคิดเห็นเหล่านั้นถูกเผยแพร่ต่อสาธารณชน

ในรายการ Women’s Football Show นักวิเคราะห์อย่าง ลินด์เซย์ จอห์นสัน และ เฟิร์น วีแลน ได้ร่วมกันอภิปรายถึงความเหมาะสมในการเปิดเผยความคิดเห็นดังกล่าว พวกเขาตั้งคำถามว่าการกระทำเช่นนี้เป็นประโยชน์ต่อทีมชาติหรือไม่ หรือเป็นการสร้างความขัดแย้งภายในมากกว่ากัน

บริบทของเรื่องราว: ก่อนหน้านี้ แมรี เอียร์ปส์ เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเธอรู้สึก ‘ไม่ยุติธรรม’ ที่ถูกดร็อปจากทีมชาติ และให้แฮนนาห์ แฮมป์ตัน ลงเล่นแทน คำพูดดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลบางส่วนที่มองว่าเป็นการไม่ให้เกียรติเพื่อนร่วมทีม

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปิดเผยความเห็น ‘เชิงลบ’ ของเอียร์ปส์ต่อแฮมป์ตัน

  • ผลกระทบต่อแฮนนาห์ แฮมป์ตัน: การถูกวิพากษ์วิจารณ์จากรุ่นพี่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นใจและฟอร์มการเล่นของแฮมป์ตันได้
  • ผลกระทบต่อทีมชาติอังกฤษ: ความขัดแย้งภายในทีมอาจส่งผลเสียต่อบรรยากาศและความสามัคคี ซึ่งอาจส่งผลต่อผลงานในสนาม
  • ศีลธรรมและจริยธรรม: การเปิดเผยความคิดเห็น ‘เชิงลบ’ ของเอียร์ปส์ต่อแฮมป์ตัน ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับจริยธรรมของนักกีฬาและสื่อมวลชน

อย่างไรก็ตาม บางคนก็มองว่าการที่เอียร์ปส์ออกมาพูดอย่างตรงไปตรงมาเป็นการแสดงความเห็นอย่างเปิดเผยและโปร่งใส พวกเขาเชื่อว่านักกีฬาควรมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นของตนเองได้ ตราบใดที่ไม่เป็นการดูถูกเหยียดหยามหรือสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น

ถึงกระนั้น การแสดงความเห็น ‘เชิงลบ’ ของเอียร์ปส์ต่อแฮมป์ตัน ก็จุดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างนักกีฬา ความคาดหวังของสาธารณชน และความรับผิดชอบของสื่อมวลชนในการรายงานข่าว

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจว่าจะเปิดเผยความคิดเห็น ‘เชิงลบ’ ของเอียร์ปส์ต่อแฮมป์ตัน เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดอย่างชัดเจน สิ่งสำคัญคือการพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และคำนึงถึงหลักการของความยุติธรรมและความเคารพซึ่งกันและกัน

ในฐานะที่เป็นแฟนบอล เราควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงข้อมูลที่เราได้รับและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจเกี่ยวกับข้อมูลนั้น การสนับสนุนนักกีฬาและทีมของเราควรมาพร้อมกับการตระหนักถึงความซับซ้อนของสถานการณ์และผลที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – Should Earps’ ‘negative’ comments on Hampton been made public?