วัน: 9 พฤศจิกายน 2025

ชนินทร์ยัน! เพื่อไทยอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ” แน่

“ชนินทร์” ยัน พรรคเพื่อไทย พร้อมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในเวลาเหมาะสม มี “นายกฯ” แน่นอน ชี้ รัฐบาลทำผิดพลาดหลายเรื่อง ลั่น ไม่มีฮั้วกับภูมิใจไทย

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า พรรคเพื่อไทยทยอยเปิดเหตุผลที่เราไม่สามารถไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ อาทิ แต่งตั้งโยกย้ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว, ปัดเป่าคดีพวกพ้อง, บริหารจัดการน้ำล้มเหลว, ใช้งบ 4,000 ล้าน อุ้ม Moto GP ไม่คุ้มค่า, ไม่จริงจังแก้ปัญหาสแกมเมอร์, มุบมิบเซ็น MOU แร่หายาก, เสี่ยงทำไทยเสียดินแดน และอีกมากมายที่เตรียมเปิดต่อ ถ้าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ผิดถึงขั้นต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว

นายชนินทร์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล และต้องดูหลายปัจจัยว่าจะยื่นวันไหน เพราะมีประเด็นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อยากให้เดินหน้าเต็มที่ เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยจะยื่นอภิปรายหรือไม่ นายชนินทร์ ตอบว่า การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกลไกตรวจสอบรัฐบาล ที่ผ่านมาเราเห็นความผิดพลาดหลายเรื่องที่รัฐบาลทำแล้ว เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเรายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน ซึ่งใช้เสียง สส. 1 ใน 5 หรือขั้นต่ำ 100 สส. พรรคเพื่อไทยมีเพียงพอ ส่วนจะเป็นประเด็นไหนช่วงไหนต้องพิจารณาอีกครั้ง พร้อมยืนยันเราไม่มีการฮั้วกับภูมิใจไทยเพื่อหลีกเลี่ยงการซักฟอกแน่นอน ถ้าจะสงสัยให้สงสัยไปที่พรรคประชาชนมากกว่า เพราะมีกระแสข่าวว่ายื่นอภิปรายเป็นรายบุคคลโดยเว้นนายกรัฐมนตรี แต่ของเรามีการซักฟอกไปที่ตัวนายกรัฐมนตรีแน่นอน.

ชนินทร์ยัน! เพื่อไทยอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ” แน่

จากกรณีดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายถึงความชอบธรรมในการบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน และความพร้อมของพรรคเพื่อไทยในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย การที่พรรคเพื่อไทยออกมาประกาศชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา และพร้อมที่จะนำเสนอข้อมูลความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ประชาชนได้รับทราบ

ทำไมเพื่อไทยถึงเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ”

เหตุผลหลักที่พรรคเพื่อไทยยกขึ้นมาเพื่อเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ” นั้น มีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว การปัดเป่าคดีพวกพ้อง การบริหารจัดการน้ำที่ล้มเหลว การใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่า รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรง และสมควรที่จะต้องมีการตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ” ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลว่า พรรคฝ่ายค้านจะจับตาดูการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะตรวจสอบทุกการกระทำที่ไม่โปร่งใสหรือไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล การอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการบริหารราชการแผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ” ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้เสียงสนับสนุนจาก สส. จำนวนมากพอสมควร ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะต้องรวบรวมเสียงให้ได้ตามจำนวนที่กำหนด เพื่อให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจสามารถเกิดขึ้นได้จริง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในการบริหารประเทศ

  • การเตรียมความพร้อมของพรรคเพื่อไทย: พรรคเพื่อไทยกำลังรวบรวมข้อมูลและหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความผิดพลาดของรัฐบาล เพื่อนำมาใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
  • ประเด็นสำคัญในการอภิปราย: ประเด็นสำคัญที่จะถูกหยิบยกมาอภิปราย ได้แก่ การทุจริตคอร์รัปชัน การบริหารงานที่ผิดพลาด และการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
  • เป้าหมายของการอภิปราย: เป้าหมายหลักของการอภิปรายคือการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

อนาคตทางการเมืองของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนและการทำงานของนักการเมืองทุกคน การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเพียงหนึ่งในกระบวนการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและแสดงความคิดเห็น เพื่อให้การเมืองไทยเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ที่มา – “ชนินทร์” ยันเพื่อไทยอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ” แน่ ชี้ รัฐบาลผิดพลาดหลายเรื่อง

ปภ.ส่ง Cell Broadcast เตือน! อ่างทอง-อยุธยาน้ำสูง

สถานการณ์น้ำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่จังหวัดอ่างทองและพระนครศรีอยุธยาให้เตรียมรับมือกับระดับน้ำที่อาจเพิ่มสูงขึ้น โดยมีการส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างทันท่วงที

ปภ.ส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชน “อ่างทอง-อยุธยา”ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 ปภ. รายงานว่า เขื่อนเจ้าพระยาได้เพิ่มการระบายน้ำในอัตรา 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และคลองสาขาต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ จังหวัดอ่างทอง (อำเภอป่าโมก, อำเภอวิเศษชัยชาญ, อำเภอเมือง, อำเภอไชโย) และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (อำเภอบางบาล, อำเภอผักไห่, อำเภอเสนา, อำเภอบางไทร, อำเภอบางปะอิน, อำเภอพระนครศรีอยุธยา) รวมทั้งพื้นที่ต่อเนื่อง

ดังนั้น ปภ. จึงได้ประสานงานกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (AIS, True, และ NT) เพื่อส่งข้อความแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำผ่านระบบ Cell Broadcast ไปยังประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

พื้นที่ไหนบ้างที่ต้องเฝ้าระวัง?

สำหรับพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ พื้นที่ริมน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำในอำเภอต่างๆ ดังนี้:

  • จังหวัดอ่างทอง: อำเภอป่าโมก, อำเภอวิเศษชัยชาญ, อำเภอเมือง, อำเภอไชโย
  • จังหวัดพระนครศรีอยุธยา: อำเภอบางบาล, อำเภอผักไห่, อำเภอเสนา, อำเภอบางไทร, อำเภอบางปะอิน, อำเภอพระนครศรีอยุธยา

ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ ควรติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เตรียมความพร้อมในการขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็กเล็ก และสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ควรสังเกตพนังกั้นน้ำและคันกั้นน้ำ หากพบรอยแตกร้าวหรือจุดที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ให้รีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทันที

การที่ ปภ.ส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชน “อ่างทอง-อยุธยา”ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น นี้ ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่ช่วยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลสถานการณ์น้ำอย่างรวดเร็วและทันท่วงที ทำให้สามารถเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อควรปฏิบัติเมื่อได้รับการแจ้งเตือน:

  • ติดตามข่าวสารและประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง
  • ดูแลสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
  • ตรวจสอบสภาพบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้าง
  • เตรียมยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น
  • หากสถานการณ์รุนแรง ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

ช่องทางการติดต่อขอความช่วยเหลือ:

  • ติดต่อสายด่วนนิรภัย (ปภ.) 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง
  • แจ้งเหตุผ่านทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” (Line ID: @1784DDPM)

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง จังหวัดอ่างทองและอยุธยา เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม การที่ ปภ.ส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชน “อ่างทอง-อยุธยา”ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นการช่วยลดความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น การตื่นตัวและเตรียมพร้อมอยู่เสมอจะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย

อย่าลืมตรวจสอบข่าวสารและประกาศจากทางราชการอย่างสม่ำเสมอนะคะ ความปลอดภัยของทุกท่านสำคัญที่สุดค่ะ

ที่มา – ปภ.ส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชน “อ่างทอง-อยุธยา”ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น.

นฤมล บุกพัทลุง ขับเคลื่อนเรียนดี มีคุณธรรม

รมว.ศึกษาธิการ บุกพัทลุง ขับเคลื่อนเรียนดี มีคุณธรรม ลุยลดภาระงาน-แก้หนี้ครู ตั้งสหกรณ์กลาง 1 แสนล้าน รวมหนี้ไว้ที่เดียว ขออย่าก่อหนี้เพิ่ม พร้อมเปิดทางนักเรียนโชว์ผลงาน-ฝึกอาชีพเต็มสูบ

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง โดยเดินทางไปยังวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง เพื่อตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาตามนโยบาย เรียนดี มีคุณธรรม โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายศุภชัย จันทร์ปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา ตลอดจนผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการจากส่วนกลาง และในพื้นที่พัทลุง รวมถึง นางสุพัชรี ธรรมเพชร สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ และนายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สส.พัทลุง พรรครวมไทยสร้างชาติ ลูกชายนายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง ให้การต้อนรับ

นางนฤมล กล่าวว่า การลงพื้นที่ทุกครั้ง เพื่อรับฟังปัญหาและรับข้อเสนอแนะในพื้นที่ด้วยตนเอง ซึ่ง 2 วันที่ผ่านมา ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเชื่อว่าแต่ละพื้นที่มีสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่จะแตกต่างกัน และจะมีผู้บริหารองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับมาด้วย เพื่อที่จะได้มารับข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ปัญหาต่างๆ ช่วยกันหาทางออกในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขับเคลื่อนงานก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะเรื่องหนี้สินครู เป็นเรื่องใหญ่ที่รองนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญและสั่งการให้ ศธ. ต้องดำเนินการแก้หนี้เพื่อครู ให้ได้รับดอกเบี้ยอัตราพิเศษ ซึ่งขณะนี้ได้หารือและทำงานร่วมกับเลขาธิการ สกสค. เพื่อจัดตั้งสหกรณ์กลาง เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) วงเงิน 1 แสนล้านบาท เพื่อรวมหนี้ไว้ที่เดียว

“ครูจะต้องย้ายหนี้จากสหกรณ์ต่างๆ เข้าสู่สหกรณ์กลางเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และจะช่วยเหลือด้านดอกเบี้ยให้ครูที่เข้าร่วมโครงการ โดยปีแรกดอกเบี้ย 0% ปีที่สอง 1% ปีที่สาม 2% ปีที่สี่ 3% และปีต่อไปไม่เกิน 4% มีเรื่องจะขอเพียงอย่างเดียวคือ ขอให้ครูอย่าก่อหนี้เพิ่มอีก”

นอกจากนี้ ในเรื่องของการลดภาระงานของครู โดยนำอัตราครูเกินเกณฑ์มาเป็นบุคลากรทางการศึกษา 38ค นั้น ขณะนี้ดำเนินการไปแล้วกว่า 2,000 อัตรา ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะยังไม่เพียงพอ แต่เราก็พยายามที่จะบริหารจัดการ ใน 2 ส่วน คือ ส่วนแรกจัดให้โรงเรียนในพื้นที่ยุ่งยากก่อน จากนั้นจะจัดส่งอัตราไปยังเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อช่วยเหลือในลักษณะของกลุ่มโรงเรียน ทั้งนี้ จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ในแต่ละปีต่อไป

จากนั้น นางนฤมล และคณะได้เยี่ยมชมนิทรรศการและผลงานนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ พัทลุง ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดพัทลุง โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 65 จังหวัดพัทลุง โรงเรียนบ้านหารเทาฯ การฝึกวิชาชีพระยะสั้นของกรมส่งเสริมการเรียนรู้พัทลุง ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ของวิทยาลัยการอาชีพควนขนุน วิทยาลัยสารพัดช่างพัทลุง และวิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดพัทลุง อย่างไรก็ตามเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นางนฤมล ยังได้ลงพื้นที่ลานคนเดินสนามกีฬามหาราช เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เพื่อพบปะผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดนราธิวาส พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการและผลงานนักเรียนโรงเรียนในพื้นที่ด้วย.

นฤมล บุกพัทลุง ขับเคลื่อนเรียนดี มีคุณธรรม

การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้หนี้สินครู และการลดภาระงาน เพื่อให้ครูสามารถทุ่มเทกับการสอนได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ โครงการ นฤมล บุกพัทลุง ขับเคลื่อนเรียนดี มีคุณธรรม ยังเป็นโอกาสอันดีที่นักเรียนจะได้แสดงศักยภาพ และพัฒนาทักษะอาชีพของตนเองอีกด้วย

ความสำคัญของโครงการ นฤมล บุกพัทลุง ขับเคลื่อนเรียนดี มีคุณธรรม

โครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาในจังหวัดพัทลุง และอาจเป็นต้นแบบให้กับการพัฒนาการศึกษาในจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลงพื้นที่ด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างจริงจัง

การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู: การจัดตั้งสหกรณ์กลางเพื่อรวมหนี้ของครู และการให้ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ จะช่วยลดภาระหนี้สินของครู และทำให้ครูมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น

การลดภาระงานของครู: การนำอัตราครูเกินเกณฑ์มาเป็นบุคลากรทางการศึกษา 38ค จะช่วยลดภาระงานของครู และทำให้ครูมีเวลาในการเตรียมการสอน และพัฒนาตนเองมากขึ้น

การส่งเสริมการเรียนดี มีคุณธรรม: การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงผลงาน และฝึกอาชีพ จะช่วยให้นักเรียนมีทักษะและความรู้ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต

โครงการ นฤมล บุกพัทลุง ขับเคลื่อนเรียนดี มีคุณธรรม จึงเป็นโครงการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาในประเทศไทย และควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเน้นย้ำให้ครู “อย่าก่อหนี้เพิ่ม” เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะการก่อหนี้เกินตัวจะส่งผลเสียต่อสภาพคล่องทางการเงิน และอาจนำไปสู่ปัญหาที่ร้ายแรงกว่าเดิมได้ ครูควรวางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และหลีกเลี่ยงการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็น

การบุกพัทลุงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีของการพัฒนาการศึกษาในประเทศไทย เราหวังว่าโครงการต่างๆ ที่ริเริ่มขึ้น จะประสบความสำเร็จ และส่งผลดีต่อครู นักเรียน และสังคมโดยรวม

ที่มา – “นฤมล” บุกพัทลุง ขับเคลื่อนเรียนดีมีคุณธรรม ลุยแก้หนี้ครู ขออย่าก่อหนี้เพิ่ม

บิ๊กก้องทลายแก๊ง AI หลอก AI สแกมเมอร์

“บิ๊กก้อง” นำทีมบุกทลายรังการเงินของแก๊งสแกมเมอร์ที่หนีมาจากกัมพูชา พบกับนวัตกรรมสุดล้ำที่ใช้ AI หลอก AI โดยการนำภาพนิ่งของเหยื่อมาสร้างเป็นคลิปวิดีโอที่สามารถขยับใบหน้าได้ เพื่อหลอกระบบ KYC ของธนาคารและเงินดิจิทัล งานนี้จับกุมชาวจีนได้ 4 ราย พร้อมของกลางมากมาย

“บิ๊กก้อง” บุกรังการเงินสแกมเมอร์ ใช้คอนโดหรู ตั้งฐาน นวัตกรรมใหม่สุดล้ำ AI หลอก AI

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ทีมตำรวจเข้าตรวจค้นคอนโดหรูในซอยสุขุมวิท 16 หลังสืบทราบว่า เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนได้ 4 ราย พร้อมของกลางเป็นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และยาเสพติด

ของกลางที่ตรวจยึดได้มีรายการดังนี้:

  • คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 2 เครื่อง (พบข้อมูลการตัดต่อวิดีโอเพื่อสแกนหน้า)
  • คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 2 เครื่อง (พบข้อมูลทำการเงินเพื่อนำเงินออกในประเทศกัมพูชา)
  • โทรศัพท์มือถือ 60 เครื่อง
  • ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) จำนวน 2 ถุง
  • อุปกรณ์การเสพยาเสพติด

ผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ได้แก่ Mr.Xiahou Xin, Mr.Liu Ming, Mr.Li Lei และ Mr.Zeng Lingquan ถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันเป็นอั้งยี่, มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต”

เปิดโปงกลโกง AI หลอก AI

พฤติการณ์ของแก๊งนี้คือการใช้ AI หลอก AI โดยนำภาพนิ่งของเหยื่อมาเข้าระบบ AI เพื่อสร้างคลิปวิดีโอที่เหยื่อสามารถขยับใบหน้าได้ จากนั้นนำคลิปนี้ไปใช้หลอกระบบยืนยันตัวตน (KYC) ของธนาคารและแพลตฟอร์มเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นวิธีการที่แยบยลและเป็นอันตรายอย่างมาก

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังพบว่ากลุ่มบอสหนุ่มชาวจีนหลายรายได้หลบหนีจากกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้สืบทราบเบาะแสและนำไปสู่การจับกุมในครั้งนี้

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. มอบหมายให้ พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. นำกำลังสืบสวนจนพบกลุ่มชาวจีนต้องสงสัย 4 ราย แอบขนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้าไปในคอนโดหรูซอยสุขุมวิท 16

จากการสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาได้ตั้งห้อง “วอร์รูม” เป็นฐานบัญชาการภายในคอนโด และมีการมั่วสุมยาเสพติดด้วย ต่อมาในวันที่ 9 พ.ย. 68 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาได้ในที่สุด

ผลการตรวจค้นพบว่า คอมพิวเตอร์ 4 เครื่องยังคงเปิดค้างไว้ และพบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเงินของแก๊งสแกมเมอร์ รวมถึงวิธีการใช้ AI หลอก AI เพื่อหลอกระบบ KYC ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในการก่ออาชญากรรมออนไลน์

นอกจากนี้ ยังพบโทรศัพท์มือถือ 60 เครื่อง ยาเสพติด (ยาไอซ์) และอุปกรณ์การเสพยาเสพติด จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหาเพิ่งเดินทางมาจากประเทศกัมพูชา

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมแถลงผลการจับกุมและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้ในวันพรุ่งนี้ เวลา 10.00 น.

การใช้ AI ในการหลอกลวงนับวันจะยิ่งซับซ้อนและแนบเนียนขึ้นเรื่อยๆ พวกเราจึงควรระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ บนโลกออนไลน์ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ที่มา – “บิ๊กก้อง” บุกรังการเงินสแกมเมอร์ ใช้คอนโดหรู ตั้งฐาน นวัตกรรมใหม่สุดล้ำ AI หลอก AI

“ไหม” ใจชื้น! โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน”

“ศิริกัญญา” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” ยัน ตรวจสอบพรรคกล้าธรรมไม่ได้ทำเพื่อคะแนนเสียง ชี้ ยังไม่พบข้อมูลร้ายแรงสุดๆ ซักฟอกรัฐบาลภูมิใจไทย ให้เวลาแก้ปมคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์ ชี้ คนละครึ่งพลัส ตอบโจทย์แค่ระยะสั้น

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงกรณีนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจกระแสการเมืองภาคเหนือ ซึ่งยังไม่มีพรรคการเมือง และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใดได้อันดับหนึ่ง แต่คะแนน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นำนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ว่า จากผลสำรวจก็ใจชื้นขึ้นมา เพราะแม้ว่าคะแนนสูงสุดจะยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร แต่ทั้งพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาชน ยังนำเป็นอันดับหนึ่ง คงต้องเก็บเป็นข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งต่อไป

สำหรับยุทธศาสตร์การหาเสียงของพรรคนั้น จะมีการเปิดตัวฝ่ายบริหารในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตำแหน่งบริหารสำคัญๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ส่วนการเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ กระบวนการทาบทามเดินหน้าอย่างเต็มที่ และมีการตอบรับมาหลายคนแล้ว ซึ่งแคนดิเดตนายกฯ ตนว่าจะต้องมีนายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชนเป็นเบอร์ 1 แต่สถานการณ์ที่ผ่านมาเพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมืองที่เกิดขึ้น เบอร์ 2 และเบอร์ 3 อาจจะยังไม่ได้รีบร้อนในการตัดสินใจ พร้อมเผยว่าได้บุคคลที่จะมาลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแล้ว รอเปิดตัวสิ้นเดือนนี้

เมื่อถามว่าช่วงนี้โจมตีพรรคกล้าธรรมเป็นพิเศษ เป็นยุทธศาสตร์ในการวางเพื่อหาเสียงหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า จริงๆ ต้องแยกกัน การที่พรรคประชาชนพุ่งเป้าไปที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในช่วงนี้ เป็นเรื่องการตรวจสอบรัฐบาล ยังไม่ได้เริ่มเป็นยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ถ้าวิเคราะห์กันดีๆ ฐานเสียงที่จะเลือกพรรคกล้าธรรมหรือพรรคประชาชนอาจไม่ได้ทับซ้อนกันขนาดนั้น เป็นกระบวนการตรวจสอบตามปกติที่ฝ่ายค้านพึงกระทำ ไม่ได้มีการพุ่งเป้าเป็นพิเศษ แต่ช่วงนี้โจทย์ใหญ่ของประเทศคือเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ ดังนั้น รัฐมนตรีที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันก็จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากพรรคประชาชน ไม่ได้มีเจตนาที่จะเป็นเรื่องเกมการเมือง เพื่อการเลือกตั้งเลย

ในประเด็นมีการไปยื่นยุบพรรคประชาชนจากกรณีคุณสมบัติผู้ช่วย สส. ถือว่าเป็นหมัดสวนจากพรรคกล้าธรรมหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า ไม่ได้มีความกังวลอะไร คิดว่าเรื่องข้อมูล ข้อเท็จจริง เราสามารถชี้แจงได้

ขณะเดียวกัน น.ส.ศิริกัญญา ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ทุกวันนี้เราก็ทำหน้าที่ในการตรวจสอบทุกวัน โดยไม่ต้องรอให้มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเราคิดว่าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเครื่องมือสำคัญใช้ในการกำกับพรรคภูมิใจไทยให้ปฏิบัติตาม MOA แต่ไม่ปฏิเสธว่า ถ้ามีเรื่องร้ายแรงที่เราไม่สามารถให้รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นแกนนำบริหารประเทศต่อไปได้อีกแม้แต่วันเดียว เราไม่ลังเลใจที่จะยื่นแน่นอน แม้จะเท่ากับว่า MOA จะสูญเปล่า แต่จนถึงทุกวันนี้เรายังไม่พบข้อมูลที่คิดว่าร้ายแรงสุดๆ จริงๆ ที่เราอยากกระทุ้งให้รัฐบาลแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือทำอะไรบางอย่าง เราได้พยายามผลักดันในทุกวิถีทางด้วยกลไกที่เรามีอยู่แล้ว ถ้าจะมีพรรคฝ่ายค้านที่มีเสียงร่วมกันเกิน 1 ใน 5 ของสมาชิกสภา ไปยื่นเราคงห้ามไม่ได้ เป็นสิทธิ์ของเขา แต่ในฐานะที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านเหมือนกัน ก็คงต้องมาคุยกันว่าจะยื่นเมื่อไหร่

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงเรื่องทุนเทาที่มีการเปิดประเด็นออกมา ยังไม่ร้ายแรงอีกใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา ตอบว่า ต้องรอรีแอ็กชัน ว่ารัฐบาลจะมีการปฏิบัติอย่างไรในเรื่องนี้ ซึ่งเรายังให้เวลาว่าจะแก้ไขอย่างไรต่อไป จะมีการปลดหรือเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันหรือไม่ หรือมีข้อมูลข้อเท็จจริงอะไรที่นำมาใช้เป็นเบาะแสในการแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ เราก็ยินดีรอว่ามีการกระทำอะไรเกิดขึ้น ในส่วนอื่นๆ เราคิดว่าแอ็กชันของรัฐบาลเรื่องการแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ก็เป็นไปตามแนวทางที่พรรคประชาชนได้นำเสนอต่อประชาชน แม้จะช้าไปหน่อย ทั้งในการประกาศตัวว่าจะเป็นเจ้าภาพและประกาศสงคราม รวมถึงตั้งคณะกรรมการต่างๆ ขึ้นมา เราก็ยังเห็นว่าค่อนข้างช้า ต้องกระทุ้งรัฐบาลต่อไปให้แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้กระจ่างแจ้ง ไม่ใช่แค่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน แต่น่าจะเป็นการร่วมมือต่อต้านการค้ามนุษย์ในสมัยใหม่ รวมถึงแสวงหาความร่วมมือกับนานาชาติที่เจอปัญหาเดียวกับประเทศไทย

เมื่อถามอีกว่าจะให้เวลารัฐบาลถึงเมื่อไหร่ เพราะเหลือเวลาอีกไม่มาก น.ส.ศิริกัญญา เผยว่า จริงๆ แล้วรัฐบาลก็พยายามทำตามมาเรื่อยๆ แต่ในท้ายที่สุดคงจะมีจุดสำคัญ ที่ถ้าข้ามจุดนี้ไปแล้วยังแก้ไม่ได้ก็คงจะเป็นปัญหา ตอนนี้เรายังติดตามอยู่ว่ากระบวนการต่างๆ เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ รอบคอบ รัดกุมหรือไม่ คงต้องให้เวลากับรัฐบาลในเรื่องนี้

จากนั้น น.ส.ศิริกัญญา เข้าร่วมงานเสวนา หัวข้อ “นโยบายทางเศรษฐกิจทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทย” ซึ่งเป็นเวทีที่นิสิตระดับปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้น โดยได้บรรยายตอนหนึ่ง ว่า นโยบายของทุกรัฐบาลส่วนใหญ่ก็จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อตอบโจทย์ระยะสั้นท่าเดียว แต่จะทำแต่ระยะสั้นโดยไม่วางรากฐานไปสู่ระยะยาวก็ไม่ได้ พร้อมย้ำว่าโครงการนโยบายคนละครึ่งพลัส ไม่ตอบโจทย์ในการกระตุ้น GDP เพราะตัวโครงการนี้ เราแค่เปลี่ยนที่ใช้เงิน แต่ไม่ได้ควักกระเป๋าสตางค์เพิ่ม แค่เปลี่ยนร้านใช้ ซึ่งโครงการนี้ช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับร้านขนาดเล็ก ขนาดย่อยได้ดี รวมถึงช่วยลดค่าครองชีพ และเราก็สนับสนุน เพราะเมื่อเงินเฟ้อแล้วมันไม่ลง

“ดังนั้น โครงการนี้ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจแน่นอน ตอบโจทย์บางโจทย์ ไม่ได้ตอบทุกโจทย์ เราเห็นด้วย เราไม่เคยบ่นเรื่องคนละครึ่งเลย แต่ที่เราบ่นเพราะเขาแอบไปเติมเงินให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเป็นงบประมาณของปี 2568 เราก็บ่นอยู่แล้วว่าปี 2568 มันขาดดุลมหาศาลอยู่แล้ว ถ้าจะประหยัดอะไรได้ก็ควรจะประหยัด”

ทั้งนี้ ในช่วงตอบคำถาม มีนิสิตถามว่าทำอย่างไรให้รัฐบาลโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้สังคม มีวิธีการอย่างไรลดคอร์รัปชัน น.ส.ศิริกัญญา ตอบว่า เวลาที่เราบอกว่าตรวจสอบ สส. ต้องเป็นคนตรวจสอบ สส. 500 คน ก็มีดวงตา 500 คู่ในการจับจ้องตรวจสอบ แต่ถ้าเมื่อไหร่มีการเปิดข้อมูลแบบ OPEN DATA จะมีตาอีกเป็นล้านคู่ที่ช่วยตรวจสอบ ทางนิสิตถามอีกว่า หากนักการเมืองในพรรคเป็นคนที่มีอรรถประโยชน์ต่อพรรคมากๆ แต่เขาทุจริตรับสินบน มีความเห็นอย่างไร และเราควรจะดำเนินการอย่างไร น.ส.ศิริกัญญา ตอบกลับว่า ถ้ามีใครทำผิดก็ต้องกล้าฟัน อรรถประโยชน์นิยมคือของส่วนรวมไม่ใช่ของพรรค ดังนั้น ต้องฟันให้เห็น ถ้าเรากล้าที่จะดำเนินคดีกับรัฐมนตรีของเราเอง ถ้าปรากฏว่ามีการคอร์รัปชัน เราคิดว่าน่าจะเป็นแบบแผนที่ดี เป็นกรณีตัวอย่างที่ดีได้เลย

“หนึ่งในส่วนประกอบของ MOA ถ้าหากเราต้องเป็นร่วมรัฐบาลแบบไม่ใช่พรรคเดียวรอบหน้า หนึ่งในเกณฑ์ที่จะต้องจัดการคือถ้ามีรัฐมนตรีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวกับคอร์รัปชัน ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว ต้องลาออกสถานเดียว บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่านี่คือวิธีการทำงานของพรรคประชาชน ใครก็ตามถ้าอยากเป็นรัฐมนตรีร่วมกับรัฐบาลเรา ถ้ามีคดีทุจริตที่ชี้มูลแล้วลาออกสถานเดียวเท่านั้น”

“ไหม” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน”

“ศิริกัญญา” ใจชื้น! โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” จริงหรือไม่?

จากบทสัมภาษณ์ของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ทำให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า “ไหม” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” นั้น เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอะไรในการเลือกตั้งครั้งหน้า?

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวน และผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนภาพรวมเท่านั้น การวางแผนและปรับกลยุทธ์ของแต่ละพรรคจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะชี้วัดผลสำเร็จในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การออกมาให้สัมภาษณ์ของ น.ส.ศิริกัญญา ยังแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของพรรคประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

นอกจากนี้ นโยบายทางเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็นประเด็นที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญ และพร้อมที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ ในประเด็นเรื่อง “ไหม” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” เป็นข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง แต่สิ่งสำคัญคือการที่ทุกพรรคการเมืองมุ่งเน้นการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

โดยสรุปแล้ว การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศของเรา

ที่มา – “ไหม” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” แจงให้เวลารัฐบาลแก้สแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์

ชาวบ้านบางบาลปิดถนน! เร่งเปิดประตูระบายน้ำบางกุ้ง

เจรจาสำเร็จ! กรณีชาวบ้านบางบาลรวมตัวปิดถนนอยุธยา-อ่างทอง เรียกร้องเปิดประตูระบายน้ำบางกุ้ง หลังเผชิญปัญหาน้ำท่วมขังนานกว่า 4 เดือน ล่าสุดกรมชลประทานยอมเปิดบานประตูน้ำบางกุ้ง 1 เมตร เป็นเวลา 10 วัน เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ และจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งหลังครบกำหนด

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มชาวบ้านบางบาล จากพื้นที่ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมตัวกันปิดถนนสายอยุธยา–อ่างทอง ทั้ง 4 ช่องจราจร ทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก เพื่อกดดันให้กรมชลประทานเร่งเปิดประตูระบายน้ำบางกุ้งลงทุ่งรับน้ำ หลังพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขังต่อเนื่องนานกว่า 4 เดือน

ชาวบ้านบางบาล รวมตัวปิดถนน

ชาวบ้านบางบาลเรียกร้องให้กรมชลประทาน “เปิดบานประตูระบายน้ำบางกุ้งอย่างน้อย 1 เมตร” เพื่อช่วยระบายน้ำออกจากพื้นที่ หากไม่มีการดำเนินการในวันนี้ กลุ่มชาวบ้านประกาศว่าจะไม่ยอมถอย

นางทองแท้ อายุ 71 ปี ชาวบ้านหมู่ 1 ตำบลบ้านกุ่ม เปิดเผยว่า น้ำท่วมบ้านจนถึงชั้นสอง ต้องหนุนพื้นอยู่อาศัยทุกวัน ความเดือดร้อนสะสมมานานหลายเดือน จึงตัดสินใจออกมาร่วมปิดถนน พร้อมกล่าวว่า “ขอยอมตายกลางถนน” หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่แก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ สาเหตุความเดือดร้อนเกิดจากการที่เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำลงใต้เขื่อนอยู่ที่ระดับ 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ประตูระบายน้ำบางกุ้งยังคงปิด ทำให้น้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำในอำเภอบางบาลเป็นเวลานาน

สถานการณ์น้ำท่วม

ระหว่างการชุมนุม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายทวิวงค์ โตทวิวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต 1 พรรคประชาชน นายประพันธ์ ตรีบุบผา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา(รักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและเจรจากับชาวบ้าน เพื่อหาทางออกร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เข้าดูแลความเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

ต่อมาเวลา 12.00 น. ชาวบ้านได้ทยอยเคลื่อนย้ายออกจากถนน เปิดการจราจรให้กลับมาเป็นปกติ หลังการเจรจาเป็นไปด้วยดี โดยกรมชลประทานรับปากว่าจะเปิดบานประตูระบายน้ำบางกุ้ง หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านกุ่ม ขึ้น 1 เมตร เป็นระยะเวลา 10 วัน เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ และจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งหลังครบกำหนด

หลังการเจรจาสิ้นสุด ชาวบ้านบางบาลต่างแสดงความดีใจ หลายคนถึงกับร้องเฮด้วยความโล่งอก เนื่องจากคาดว่าระดับน้ำในพื้นที่จะลดลง ถือเป็นสัญญาณดีหลังต้องทนทุกข์จากน้ำท่วมยาวนานกว่า 4 เดือน ชาวบ้านส่วนใหญ่หวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในอนาคต

ชาวบ้านดีใจหลังเจรจาสำเร็จ

นายประพันธ์ ตรีบุบผา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา(รักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา) เผยว่า ต้องขอบคุณพี่น้องอำเภอบางบาลและอำเภอบางปะหัน วันนี้เรามีข้อตกลงกันว่า เราจะยกประตูระบายน้ำบางกุ้งแห่งนี้ 1 เมตร เป็นเวลา 10 วัน แล้วหลังจากนั้นเราจะประเมินสถานการณ์กันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหลังจากนั้นทางผมเอง และท่านผู้การ และรายงานทั้งจังหวัด เดี๋ยวเราต้องถอดบทเรียนจากตรงนี้ จะต้องมาวางแผนกันว่าทำอย่างไรจะต้องไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก เพราะว่า 1 มันเกิดความรู้สึกว่ามันไม่ดี ว่าส่วนพี่น้องของ 2 อำเภอ เราควรจะต้องมีการพูดจาและตกลงกันก่อน ตรงนี้ก็ต้องเป็นอีกอย่างที่จังหวัดจะต้องดำเนินการ

ชาวบ้านบางบาล รวมตัวปิดถนนอยุธยา–อ่างทอง เรียกร้องเปิดประตูระบายน้ำบางกุ้ง

สถานการณ์ล่าสุด: ชาวบ้านบางบาลกับการเรียกร้องเปิดประตูระบายน้ำ

  • ความเดือดร้อนของชาวบ้าน: ชาวบ้านในอำเภอบางบาลประสบปัญหาน้ำท่วมขังมานานกว่า 4 เดือน ทำให้เกิดความยากลำบากในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ

  • การรวมตัวประท้วง: ด้วยความอดทนที่สิ้นสุด ชาวบ้านบางบาลจึงรวมตัวกันปิดถนนเพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหา

  • การเจรจาและการแก้ไข: หลังจากการเจรจา กรมชลประทานได้ตัดสินใจเปิดประตูระบายน้ำบางกุ้งเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม และจะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ ชาวบ้านบางบาลครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังของการรวมตัวเรียกร้องและความสำคัญของการรับฟังปัญหาจากประชาชน หวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะให้ความสำคัญกับการวางแผนป้องกันปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

ที่มา – ชาวบ้านบางบาล รวมตัวปิดถนนอยุธยา–อ่างทอง เรียกร้องเปิดประตูระบายน้ำบางกุ้ง

คนุตเซ่นสนใจคุมเซลติกหลังโบโด/กลิมท์ร่วงยุโรป

ข่าวลือหนาหูว่า Kjetil Knutsen หัวหน้าโค้ช Bodo/Glimt แสดงความสนใจในตำแหน่งผู้จัดการทีม Celtic โดยมีเงื่อนไขบางประการ นอกจากนี้ Andy Robertson กัปตันทีมชาติสกอตแลนด์ก็พร้อมที่จะย้ายไปร่วมทีมแชมป์ลีกสกอตแลนด์ด้วยเช่นกัน

คนุตเซ่นสนใจคุมเซลติกหลังโบโด/กลิมท์ร่วงยุโรป

Kjetil Knutsen หัวหน้าโค้ช Bodo/Glimt ซึ่งสัญญาของเขากำลังจะหมดลงในช่วงสิ้นปี มีความกระตือรือร้นที่จะเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีม Celtic ที่ว่างอยู่ แต่ต้องการที่จะทำหน้าที่ในแคมเปญ Champions League ของทีมจากนอร์เวย์ให้เสร็จสิ้นก่อน ซึ่งอาจยาวไปจนถึงเดือนมกราคมหรือหลังจากนั้น (Graeme Bailey บน X)

Robbie Keane อดีตกองหน้าทีมชาติไอร์แลนด์ยินดีที่มีข่าวเชื่อมโยงกับตำแหน่งผู้จัดการทีม Celtic เพราะมันหมายความว่าเขากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องในการคุมทีม Ferencvaros (The Herald On Sunday)

Keylor Navas อดีตผู้รักษาประตู Real Madrid กล่าวว่ารายงานข่าวที่เชื่อมโยง Efrain Juarez หัวหน้าโค้ช Pumas UNAM กับ Celtic แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีผู้จัดการทีมที่มีคุณภาพ (AS Mexico)

บริษัทรับพนันต่างประเทศมองว่าเป็นการแข่งขันโดยตรงระหว่าง Kjetil Knutsen ของ Bodo/Glimt หรือ Wilfried Nancy ของ Columbus Crew ที่จะเป็นผู้จัดการทีม Celtic คนต่อไป (Scottish Sun On Sunday)

Liam Fox อดีตผู้จัดการทีม Dundee United กล่าวว่าเขาต้องการพิสูจน์ว่าเขาสามารถเป็นโค้ชภายนอกสกอตแลนด์ได้เมื่อเข้ารับตำแหน่ง Sporting Club Jacksonville ที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ แม้ว่าสโมสรจะไม่มีผู้เล่นเซ็นสัญญาและไม่มีสนามกีฬาถาวรก่อนฤดูกาลเปิดตัวใน USL Championship (Sunday Mail)

Ajax ต้องการพูดคุยกับ Philippe Clement อดีตผู้จัดการทีม Rangers เพื่อหาตัวแทน John Heitinga ที่ถูกไล่ออก (Scottish Sun On Sunday)

Nacho Novo อดีตกองหน้า Rangers ซึ่งเป็นโค้ชให้กับทีม Drumchapel United ใน West of Scotland Premier Division เตรียมที่จะรับงานแรกในฐานะผู้จัดการทีมกับ Darvel สโมสรใน West of Scotland First Division (Scottish Sun On Sunday)

Andy Robertson อาจย้ายไป Celtic ได้เร็วสุดในเดือนมกราคม โดยกัปตันทีมชาติสกอตแลนด์เปิดรับข้อตกลงล่วงหน้ากับสโมสรในวัยเด็กของเขา แต่การขยายสัญญาหนึ่งปีกับ Liverpool ก็ยังคงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับแบ็คซ้ายวัย 31 ปี (TeamTalk)

Calvin Ramsay แบ็คขวาทีมชาติสกอตแลนด์คาดว่าจะย้ายจาก Liverpool ไปด้วยสัญญายืมตัวในเดือนมกราคม โดยมีหลายสโมสรใน English Football League เฝ้าติดตามสถานการณ์ของเขาอย่างใกล้ชิด (Daily Mail, ฉบับพิมพ์)

Jack Hendry เซ็นเตอร์ฮาล์ฟทีมชาติสกอตแลนด์ซึ่งกำลังจะหมดสัญญาในช่วงซัมเมอร์หน้า ได้ออกมาปกป้องความแข็งแกร่งของ Saudi Pro League และเปิดเผยว่าเขากำลังพิจารณาที่จะขยายเวลาการอยู่กับ Al-Ettifaq เป็นเวลาสองปีครึ่ง (Scotland On Sunday)

การตัดสินใจของ Ruben Amorim ที่จะใส่ชื่อ Jack Fletcher ลูกชายวัย 18 ปีของ Darren อดีตกองกลางทีมชาติสกอตแลนด์ ให้อยู่ในรายชื่อตัวสำรองสำหรับการเสมอ 2-2 กับ Tottenham Hotspur เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้รักษาสถิติ 88 ปีของการมีผู้เล่นจากอะคาเดมีอย่างน้อยหนึ่งคนในทีมของพวกเขาสำหรับการแข่งขันในลีกสูงสุด (Football Transfers)

Denmark มีแนวโน้มที่จะไม่มี William Osula กองหน้า Newcastle United สำหรับเกม World Cup รอบคัดเลือกในสกอตแลนด์ในเดือนนี้หลังจากได้รับบาดเจ็บ (The Herald On Sunday)

Adam Webb มั่นใจว่า St Johnstone สามารถ “ผ่านพ้นพายุ” ของการตกชั้นจาก Scottish Premiership ทางการเงินได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการฉีดเงินทุนจากตัวเขาเองและเจ้าของร่วม แม้ว่าจะมีการพิจารณาขายหุ้นเพิ่มเติมและการลงทุนจากภายนอก (The Courier)

ทำไมคนุตเซ่นถึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับเซลติก

Kjetil Knutsen แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างทีมที่แข็งแกร่งและเล่นฟุตบอลที่น่าตื่นเต้นกับ Bodo/Glimt ซึ่งทำให้เขาเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับ Celtic ที่กำลังมองหาผู้จัดการทีมคนใหม่

จากข่าวลือต่างๆ ที่ออกมา บ่งชี้ว่า คนุตเซ่นสนใจคุมเซลติกหลังโบโด/กลิมท์ร่วงยุโรป ถือเป็นโอกาสที่ท้าทายและน่าสนใจสำหรับเขาอย่างมาก สไตล์การทำทีมที่เน้นเกมรุกและความสามารถในการพัฒนานักเตะดาวรุ่ง อาจเป็นสิ่งที่ Celtic มองหาเพื่อยกระดับทีม

สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ คนุตเซ่นสนใจเงื่อนไขอะไรบ้างในการเข้ารับตำแหน่ง และ Celtic จะสามารถตอบสนองความต้องการเหล่านั้นได้หรือไม่ การเจรจาต่อรองอาจเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจ

นอกจากนี้ การเข้ามาของ Andy Robertson จะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมอย่างมาก ประสบการณ์และความเป็นผู้นำของเขาจะเป็นประโยชน์ต่อ Celtic ในการแข่งขันทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ

การเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมและการเสริมทัพนักเตะใหม่ อาจนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับ Celtic ในฤดูกาลหน้า แฟนบอลคงต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าทีมรักของพวกเขาจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ที่ คนุตเซ่นสนใจคุมเซลติกหลังโบโด/กลิมท์ร่วงยุโรป เป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิดสำหรับแฟนบอล Celtic และวงการฟุตบอลสกอตแลนด์

ที่มา – ‘Knutsen keen on Celtic job, after Bodo/Glimt Euro exit’ – gossip

กองทุนหทัยทิพย์ เร่งสร้างหลุมบุคคลคู่ ปกป้องทหาร

ความคืบหน้าล่าสุดจาก “กองทุนหทัยทิพย์” ที่กำลังเร่งสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยในพื้นที่ชายแดน กองทัพภาคที่ 2 เดินหน้าสร้างหลุมบุคคลคู่จำนวน 256 แห่ง ควบคู่ไปกับหลุมหลบภัยสำหรับประชาชนอีก 7 แห่ง โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องกำลังพลและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเหตุการณ์โดรนจากกัมพูชาทิ้งระเบิดบริเวณช่องอานม้า

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าโครงการก่อสร้างฐานที่มั่นกำบัง (หลุมบุคคลคู่) ภายใต้โครงการ “กองทุนหทัยทิพย์” ของมูลนิธิจุฬาภรณ์ ณ ฐานปฏิบัติการแดนไกล ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านี้กำลังพลไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงเนื่องจากขาดที่กำบัง ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุโดรนโจมตี

กองทุนหทัยทิพย์ เร่งสร้างหลุมบุคคลคู่ให้ทหาร 256 จุด หลุมหลบภัยชาวบ้าน 7 แห่ง

พลโทวีระยุทธ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพภาคที่ 2 และกองกำลังสุรนารี โดยมีเป้าหมายหลักในการเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่กำลังพลและประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างหลุมบุคคลคู่แล้ว 256 แห่ง และหลุมหลบภัยสำหรับประชาชนอีก 7 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ พลตรีสมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี, พลตรี กิติศักดิ์ ถารวร ผู้บัญชาการกองพลพัฒนา 2 และพันเอก คุณนิธ สิทธิชัยกานต์ ผู้บังคับการช่างที่ 2 พัน 202 ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการก่อสร้าง ได้รายงานความคืบหน้าของโครงการให้แม่ทัพภาคที่ 2 ทราบ

ความสำคัญของหลุมบุคคลคู่จากกองทุนหทัยทิพย์

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างฐานที่มั่นกำบัง หรือบังเกอร์ ในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยระบุว่าเป็นการปกป้องชีวิตนักรบชายแดน พร้อมทั้งขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนโครงการกองทุนหทัยทิพย์ ซึ่งช่วยให้กำลังพลสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้น

“ไทยนี้รักสงบ แต่หากจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตย เราก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง” แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว

โครงการก่อสร้างหลุมบุคคลคู่และหลุมหลบภัยยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพร้อมและความปลอดภัยสูงสุดให้กับทั้งกำลังพลและประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา

โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความห่วงใยของกองทัพและทุกภาคส่วนในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การมีหลุมบุคคลคู่และหลุมหลบภัยที่ได้มาตรฐานจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมาก

ที่มา – “กองทุนหทัยทิพย์” เร่งสร้างหลุมบุคคลคู่ให้ทหาร 256 จุด หลุมหลบภัยชาวบ้าน 7 แห่ง

ฝุ่น PM 2.5 เริ่มมาแล้ว! หวัง สว.ดัน พ.ร.บ.

สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 เริ่มมาแล้ว! นายจักรพล หวัง สว. เร่งผ่าน พ.ร.บ.อากาศสะอาด หวั่นคนไทยต้องเผชิญปัญหาสุขภาพ

นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. และอดีต สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เช้านี้หลายๆ คนส่งภาพที่กรุงเทพมหานคร มาให้ดูว่าท้องฟ้าที่กรุงเทพฯ เริ่มมีฝุ่น PM 2.5 เริ่มมาแล้ว ทุกปีตนพูดมาตลอดว่าช่วงไตรมาส 4 นี่เตรียมตัวได้เลย บางวันโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเช้าแทบมองไม่เห็นยอดตึกสูงด้วยซ้ำ ทุกปีประเทศไทยต้องเจอ PM 2.5 ตั้งแต่ปลายปียาวไปถึงช่วงเมษายน หรือพฤษภาคม วงจรอุบาทว์นี้จะจบเมื่อไร

นายจักรพล เผยต่อไปว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่กำลังอยู่ในชั้นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แต่ก็เห็นแววว่าจะโดนกลุ่มทุนสกัด อ้างเรื่องเป็นภาระภาคเอกชน ต่างชาติไม่มาลงทุน แต่เห็นหรือไม่ว่าต้นทุนสุขภาพ ต้นทุนชีวิตของคนไทยมากกว่าเท่าไร เราคงไม่มีใครอยากต้องมาใส่ Mask กันตลอด หรือต้องเจอมะเร็งปอดในอนาคต

สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 เริ่มมาแล้ว ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ การป้องกันตัวเองจากฝุ่น PM 2.5 ทำได้โดยการสวมหน้ากากอนามัย N95, หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้ง, ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในบ้าน และติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 อย่างใกล้ชิด

ฝุ่น PM 2.5 เริ่มมาแล้ว

การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ภาครัฐต้องมีมาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่น PM 2.5 ภาคเอกชนต้องใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประชาชนต้องร่วมมือกันลดการปล่อยฝุ่น PM 2.5 เช่น การใช้รถยนต์ส่วนตัวให้น้อยลง การใช้ขนส่งสาธารณะ และการปลูกต้นไม้

การมีกฎหมายที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้

ความหวังอยู่ที่ พ.ร.บ. อากาศสะอาด

“ตอนนี้คงต้องฝากความหวังไว้ที่ท่านวุฒิสภาที่จะเร่งพิจารณากฎหมายฉบับนี้ให้บังคับใช้ได้เร็วที่สุด อย่างน้อยเพื่อไม่ให้ปลายปีหน้าเราต้องเจอภาพอย่างนี้อีก และที่สำคัญที่สุดคือสุขภาพพี่น้องคนไทยครับ” นายจักรพลกล่าว

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มีสาระสำคัญคือ การกำหนดให้มีคณะกรรมการอากาศสะอาดแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและแผนการจัดการอากาศสะอาด การกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศ การควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการอากาศสะอาด นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ยังกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอากาศสะอาด

หากร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านการพิจารณาจากวุฒิสภาและมีผลบังคับใช้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 เริ่มมาแล้ว และจะช่วยให้คนไทยมีอากาศที่สะอาดและสุขภาพที่ดีขึ้น

การผลักดันกฎหมายฉบับนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทยและสุขภาพของคนไทยทุกคน

เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ได้ เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ขนส่งสาธารณะ การลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว และการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ที่มา – ฝุ่น PM 2.5 เริ่มมาแล้ว “จักรพล” หวัง สว. เร่งผ่าน พ.ร.บ.อากาศสะอาด