วัน: 10 พฤศจิกายน 2025

กมธ.ทหารฯ สว. ถกปมชายแดนไทย-กัมพูชา

คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ได้เชิญ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง หรือ “บิ๊กกุ้ง” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะประเด็นคำสั่งหยุดยิงที่เกิดขึ้นในการปะทะเมื่อปี 2568 การหารือครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจาก กมธ. เห็นถึงความสำคัญและความละเอียดอ่อนของสถานการณ์บริเวณชายแดน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธาน กมธ. ได้ออกแถลงการณ์ถึงกรณีที่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ได้กล่าวในการประชุมถึงเหตุการณ์การสู้รบกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า หลังจากเริ่มการรบได้เพียง 6 ชั่วโมง กลับมีคำสั่งให้หยุดยิง ทำให้ กมธ. ตัดสินใจเปิดประชุมด่วนเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับความมั่นคง อธิปไตย และบูรณภาพเเห่งดินแดน

กมธ.ทหารฯ สว. ถกปมชายแดนไทย-กัมพูชา

กมธ. เล็งเห็นว่าประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง จึงได้เชิญ พล.ท.บุญสิน เข้าร่วมประชุมเพื่อรับทราบข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงหารือเเละเเลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการปฏิบัติภารกิจตามบทบาทหน้าที่และอำนาจของ กมธ. ต่อไป

ทำไมต้องถกปมชายแดนไทย-กัมพูชา?

การหารือเรื่องกมธ.ทหารฯ สว. ถกปมชายแดนไทย-กัมพูชา มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสถานการณ์บริเวณชายแดนมีความซับซ้อนเเละเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ การทำความเข้าใจถึงต้นเหตุของปัญหาเเละเเนวทางการเเก้ไข จะช่วยลดความตึงเครียดเเละป้องกันความขัดเเย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ นอกจากนี้ การรับฟังข้อมูลจากผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรงอย่าง พล.ท.บุญสิน จะช่วยให้ กมธ. สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรอบด้านเเละนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องเเม่นยำ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กมธ.การทหารฯ วุฒิสภา ได้กำหนดวันประชุมในวันที่ 11 พฤศจิกายน เวลา 08.00 น. โดยได้เชิญ พล.ท.บุญสิน เข้าร่วมหารือเเละเเลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับวิกฤตการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงเเนวโน้มในอนาคต เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องการความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง การที่ กมธ.ทหารฯ สว. ให้ความสำคัญกับการรับฟังข้อมูลจากผู้มีประสบการณ์และนำมาวิเคราะห์อย่างรอบด้าน ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ การติดตามความคืบหน้าของการหารือในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนควรให้ความสนใจ

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน การที่ กมธ.ทหารฯ สว. เปิดเวทีให้มีการหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างสันติวิธี

ประเด็นเรื่อง กมธ.ทหารฯ สว. ถกปมชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ได้เป็นเพียงเเค่เรื่องของความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนด้วย การแก้ไขปัญหาชายแดนจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขา การสร้างความเจริญและความมั่นคงให้กับพื้นที่ชายแดน จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้ง และสร้างความสงบสุขให้กับประเทศ

การที่ กมธ.ทหารฯ สว. ให้ความสำคัญกับการหารือเรื่องกมธ.ทหารฯ สว. ถกปมชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความตระหนักในความสำคัญของปัญหาและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การติดตามความคืบหน้าของการหารือในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนควรให้ความสนใจ และร่วมกันสนับสนุนให้เกิดการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างยั่งยืน

ที่มา – กมธ.ทหารฯ สว. เชิญ “บิ๊กกุ้ง” ให้ข้อมูล หารือชายแดนไทย-กัมพูชา เค้นปมคำสั่งหยุดยิง

“ศุภจี” ทุ่ม 1.28 พันล้าน ดูแลเสถียรภาพมันสำปะหลังปี 68/69

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ครั้งที่ 1/2568 ที่กระทรวงการคลัง ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพสินค้าเกษตร โดยเฉพาะ “มันสำปะหลัง” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ และเป็นหนึ่งใน 7 ประเด็นภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งแก้ปัญหาสินค้าเกษตรผ่านการบริหารสมดุลอุปสงค์–อุปทาน และลดภาระต้นทุนของเกษตรกร

โดยที่ประชุมเห็นชอบแนวทางขับเคลื่อน 4 มาตรการสำคัญ รวม 8 โครงการ ใช้งบประมาณรวมกว่า 1,279.22 ล้านบาท เพื่อรักษาดูแลเสถียรภาพมันสำปะหลังปี 68/69 ครอบคลุมทั้งด้านการผลิต การตลาด และการควบคุมศัตรูพืช

มาตรการที่ 1 คือการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง ใช้งบประมาณ 453.15 ล้านบาท เพื่อชะลอการเก็บเกี่ยวและชดเชยดอกเบี้ยให้ลานมัน โรงแป้ง โรงงานเอทานอล และสถาบันเกษตรกร เพิ่มสภาพคล่องและลดแรงกดดันราคาช่วงผลผลิตออกมามาก โดยมีโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการเก็บสต็อกมันสำปะหลัง เป้าหมาย 6 ล้านตัน โครงการชะลอการเก็บเกี่ยวผลผลิต เป้าหมาย 50,000 ครัวเรือน และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมผลผลิตมันสำปะหลังของสถาบันเกษตรกร เป้าหมาย 200,000 ตัน

มาตรการที่ 2 ส่งเสริมการผลิตและการแปรรูป โดยสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดี ทนโรค และให้ผลผลิตสูง พร้อมเพิ่มมูลค่าผลผลิต ผ่านโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก (เป้าหมาย 3,000 ราย) และโครงการยกระดับศักยภาพการแปรรูปหรือเครื่องสับมัน (เป้าหมาย 380 เครื่อง)

มาตรการที่ 3 เป็นการเพิ่มช่องทางการตลาด โดยสนับสนุนค่าขนส่ง 500 บาทต่อตันให้ผู้รับซื้อนอกพื้นที่ เป้าหมาย 200,000 ตัน เพื่อกระจายผลผลิตและเชื่อมโยงตลาดระหว่างภูมิภาค

ส่วนมาตรการที่ 4 มุ่งแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยอนุมัติโครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดี วงเงิน 25.75 ล้านบาท จากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อจัดหาและกระจายพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดี เป้าหมาย 5 ล้านลำ แบบเร่งด่วน และโครงการบริหารจัดการพันธุ์มันสำปะหลังเพื่อควบคุมโรคใบด่างและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว วงเงิน 800.322 ล้านบาท จากงบกลาง เพื่อขยายพันธุ์ต้านทานโรคในช่วงปี 2569–2571 รวมกว่า 262 ล้านลำ โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณารายละเอียดก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้ นบมส. จำนวน 5 คณะ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารจัดการระดับจังหวัด การชดเชยดอกเบี้ย การควบคุมศัตรูพืช และการจัดทำยุทธศาสตร์มันสำปะหลังระยะ 5 ปี (2569–2573)

สำหรับสถานการณ์มันสำปะหลัง จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดว่า ปีการผลิต 2568/69 จะมีพื้นที่เก็บเกี่ยว 8.12 ล้านไร่ ลดลงร้อยละ 6 ผลผลิตรวมประมาณ 25.56 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 5 ขณะที่ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 3,148 กิโลกรัมต่อไร่ ความต้องการใช้ทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ 38–40 ล้านตันต่อปี โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะออกสู่ตลาดระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2569 ราคามันสำปะหลังเฉลี่ย (1–7 พฤศจิกายน 2568) อยู่ที่ 2.18 บาทต่อกิโลกรัม แนวโน้มอ่อนตัวจากคุณภาพผลผลิตลดลง เนื่องจากโรคใบด่างและการเก็บเกี่ยวก่อนอายุครบกำหนด

“ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้พิจารณามาตรการช่วยเหลือในทุกประเด็นที่เป็นความกังวลของทุกภาคส่วน โดยมุ่งให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน ผ่านการกำหนดกรอบแนวทางระยะยาว เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับภาคเกษตร และลดผลกระทบต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด ทั้งนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการได้รับประโยชน์สูงสุด” นางศุภจี กล่าวทิ้งท้าย

มาตรการต่างๆ ที่ออกมานี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการดูแลเสถียรภาพมันสำปะหลังปี 68/69 อย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ หวังว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร และสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทย

“ศุภจี” ทุ่ม 1.28 พันล้าน ดูแลเสถียรภาพมันสำปะหลังปี 68/69

จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ครั้งที่ 1/2568 มีมติเห็นชอบมาตรการสำคัญเพื่อดูแลเสถียรภาพมันสำปะหลังปี 68/69 ด้วยงบประมาณกว่า 1,279.22 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งด้านการผลิต การตลาด และการควบคุมศัตรูพืช

4 มาตรการหลักในการดูแลเสถียรภาพมันสำปะหลังปี 68/69

มาตรการต่างๆ มุ่งเน้นไปที่การรักษาเสถียรภาพราคา การส่งเสริมการผลิตและการแปรรูป การเพิ่มช่องทางการตลาด และการแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง เพื่อให้เกษตรกรสามารถดูแลเสถียรภาพมันสำปะหลังปี 68/69 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ศุภจี” ทุ่ม 1.28 พันล้าน เดินหน้า 4 มาตรการ ดูแลเสถียรภาพมันสำปะหลังปี 68/69

นนทบุรีอ่วม! น้ำท่วมชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สูง 50 ซม.

สถานการณ์น้ำท่วมยังคงน่าเป็นห่วง! น้ำเอ่อล้นทะลักข้ามแนวกระสอบทรายเข้าท่วม ชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง (เดิม) จังหวัดนนทบุรี ระดับน้ำสูงกว่า 50 เซนติเมตร ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนและการเปิดเรียนของโรงเรียนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง (เดิม) หมู่ 3 ตำบลบางศรีเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาหนุนสูงและไหลเข้าท่วมชุมชนอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำสูงเกินกว่า 50 เซนติเมตร

น.ส.ฐิติมา บัวคำ ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา น้ำเริ่มเอ่อท่วมบ้างแล้ว แต่ปริมาณยังไม่มากเท่าครั้งนี้ กระทั่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนในชุมชนทั้งหมด โดยเมื่อวานนี้น้ำยังไหลข้ามแนวกระสอบทราย เข้าท่วมศาลเจ้าพ่อหลักเมืองอีกด้วย ชาวบ้านเข้าใจดีว่าการอาศัยอยู่ริมแม่น้ำย่อมต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม แต่ปีนี้น้ำมามากและรวดเร็วกว่าที่เคย เพราะไม่เคยท่วมสูงถึงพื้นอาคารศาลมาก่อน

น้ำท่วมชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

ชาวบ้านในชุมชนไม่ได้เรียกร้องอะไรมาก เพียงแต่ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐ ทั้งจังหวัดและอำเภอ เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นเท่านั้น ส่วนการเดินทางเข้าออกชุมชน ทางเทศบาลได้จัดทำสะพานไม้ชั่วคราวให้แล้ว

โรงเรียนรุ่งเรืองวิทยา ตำบลท่าอิฐ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเช่นกัน นายปรีดา เชื้อผู้ดี นายก อบต.ท่าอิฐ นางสาววรรณวิภา ฉลาด ผู้อำนวยการโรงเรียนรุ่งเรืองวิทยา นายกษมา ท่าอิฐ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 และเจ้าหน้าที่ ได้ร่วมกันนำกระสอบทรายมากั้นบริเวณทางเข้าโรงเรียน และขนย้ายสิ่งของออกจากห้องเรียนชั้นล่าง แต่ไม่สามารถต้านทานปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นได้ ทำให้ชั้นล่างของโรงเรียนจมอยู่ใต้น้ำ โต๊ะนักเรียน ตู้เก็บของ โต๊ะครู และอุปกรณ์ของเล่นเด็กอนุบาลได้รับความเสียหาย โรงเรียนจึงประกาศเลื่อนเปิดเรียนไปเป็นวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 และหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น อาจต้องเลื่อนการเปิดเรียนออกไปอีก และปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นออนไลน์แทน

นางสาววรรณวิภา ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวว่า โรงเรียนเพิ่งเปิดภาคเรียนที่สองไปเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา แต่เปิดเรียนได้เพียง 3 วัน ก็ต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ โดยได้มอบหมายงานและทำการบ้านให้นักเรียนผ่านทางไลน์กลุ่มที่มีผู้ปกครองอยู่ ซึ่งจะมีการเรียนการสอนออนไลน์ไปจนถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน และจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่าจะสามารถกลับมาเปิดเรียน On-site ได้ตามปกติหรือไม่ เพราะหากหยุดเรียนไปเลย จะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของนักเรียน

โรงเรียนรุ่งเรืองวิทยา น้ำท่วม

ในช่วงปิดภาคเรียนในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทางโรงเรียนได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม โดยการยกสิ่งของขึ้นที่สูง และวางกระสอบทรายรอบบริเวณโรงเรียน แต่สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้

ด้าน นายปรีดา เชื้อผู้ดี นายก อบต.ท่าอิฐ กล่าวว่า ทาง อบต. พร้อมให้การสนับสนุนและดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากมีพื้นที่รับผิดชอบถึง 10 หมู่บ้าน และมีบ้านเรือนริมแม่น้ำกว่า 5,000 หลังคาเรือน ทำให้การช่วยเหลืออาจไม่ทั่วถึง ปัญหาเร่งด่วนที่ชาวบ้านต้องการคือ เตียงนอนและห้องสุขา หากกรมชลประทานมีการปล่อยน้ำเพิ่มขึ้น ทาง อบต. ก็ได้เตรียมแผนอพยพชาวบ้านมายังโรงเรียน ซึ่งสามารถรองรับได้กว่า 200 ครอบครัว ถึงแม้สถานการณ์จะยากลำบาก แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็พร้อมรับมือกับน้ำท่วม เพราะเคยผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 มาแล้ว

อบต.ท่าอิฐ ช่วยเหลือน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง นนทบุรี

ผลกระทบจากน้ำท่วมชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

  • บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย
  • การเดินทางสัญจรลำบาก
  • โรงเรียนต้องเลื่อนเปิดเรียนและปรับการเรียนการสอนเป็นออนไลน์
  • สุขอนามัยของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค

ชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี การแก้ไขปัญหาระยะยาว เช่น การสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม หรือการปรับปรุงระบบระบายน้ำ จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่

ที่มา – กั้นไม่อยู่ น้ำท่วมชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง นนทบุรี สูงกว่า 50 ซม.

“ภูมิธรรม” ชี้ คำสั่งหยุดยิงไม่ตรงข้อเท็จจริง

ปมคำสั่งหยุดยิง “ภูมิธรรม” แจงไม่ตรงข้อเท็จจริง เผยมติ สมช. ให้กองทัพมีอำนาจเต็มตัดสินใจเชิงยุทธวิธีเพื่อป้องกันประเทศตามสถานการณ์โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากฝ่ายการเมือง ย้ำจุดยืนปกป้องอธิปไตยไทย

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึง “คำสั่งหยุดยิง” ในช่วงระหว่างเหตุการณ์ที่มีการปะทะกันระหว่างกองทัพไทยกับกัมพูชา ทำให้เกิดคำถามคาดเดาไปต่างๆ นานา และสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม ในฐานะผู้เคยปฏิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลด้านความมั่นคง และประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตนเห็นว่าควรนำข้อเท็จจริงจากช่วงเวลานั้นมาอธิบายให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจนดังนี้

นายภูมิธรรม ระบุว่า หลังจากเกิดเหตุความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐบาลในขณะนั้นได้เรียกประชุม สมช. เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ที่ประชุมได้มีการหารืออย่างรอบคอบ และมีมติสำคัญคือ “มอบอำนาจให้กองทัพสามารถตัดสินใจได้ตามหลัก Rules Of Engagement (ROE)” ซึ่งหมายความว่า กองทัพไทยมีอำนาจเต็มในการตัดสินใจเชิงยุทธวิธีเพื่อป้องกันประเทศตามสถานการณ์ในพื้นที่ โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากฝ่ายการเมือง

ประการต่อมา การปฏิบัติการป้องกันประเทศในครั้งนั้นมี 2 ระดับที่ชัดเจน คือ ระดับนโยบาย (รัฐบาล) กำหนดกรอบยุทธศาสตร์และแนวทางทางการเมือง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และระดับปฏิบัติ (กองทัพ) เป็นผู้ดำเนินการตามหลักยุทธวิธีและ ROE ที่ได้รับมอบอำนาจเต็มจาก สมช. ดังนั้น ความเชื่อที่ว่า “มีคำสั่งหยุดยิงจากฝ่ายการเมือง” ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะในห้วงเวลานั้นกองทัพได้รับอำนาจในการปฏิบัติอย่างอิสระภายใต้กรอบกฎหมายและกติกาสากล

ตลอดช่วงสถานการณ์ มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่าง สมช. กระทรวงกลาโหม และกองทัพภาคที่เกี่ยวข้อง โดย สมช. ทำหน้าที่ “กำหนดทิศทางและเป็นศูนย์รวมข้อมูล” ให้รัฐบาลใช้ตัดสินใจในเชิงนโยบาย ในขณะที่หน่วยปฏิบัติได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายและเสรีในการปฏิบัติหน้าที่ ผ่านกลไกของกฎอัยการศึกเฉพาะพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับสามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลทางกฎหมายภายหลัง ทั้งนี้ ในกระบวนการขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวในข้างต้น รัฐบาลในขณะนั้นมีหลักการสำคัญ โดยยึดมั่นในสันติวิธีตามหลักสากลและการเคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศ แต่จะไม่ยอมให้ใครละเมิดแผ่นดินไทยแม้แต่ตารางนิ้วเดียว และทุกการตัดสินใจอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและกลไกความมั่นคงของรัฐ

“ที่ผ่านมา ในช่วงที่ผมเป็น รมว.กลาโหม ได้ทำงานประสานกับผู้นำเหล่าทัพต่างๆ อย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน มีการหารือและรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบคอบ ผมเชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพของผู้นำเหล่าทัพทุกท่าน ทำให้ภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศผ่านไปด้วยความราบรื่น และอำนวยประโยชน์ให้ประเทศอย่างสูงสุด โดยยึดหลักความรับผิดชอบ โปร่งใส และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าทุกการตัดสินใจในช่วงเวลานั้นมีจุดยืนเพียงหนึ่งเดียวคือ ปกป้องอธิปไตยของไทยด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และหลีกเลี่ยงความรุนแรง เพื่อลดความสูญเสียของกำลังพลและพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนให้ได้มากที่สุด”

“ภูมิธรรม” ชี้ คำสั่งหยุดยิงไม่ตรงข้อเท็จจริง

จากกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้ออกมาอธิบายถึงประเด็น “คำสั่งหยุดยิง” ที่เกิดขึ้นในช่วงความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา สิ่งที่น่าสนใจคือการเน้นย้ำถึงอำนาจการตัดสินใจของกองทัพที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล โดยมีสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นผู้กำกับดูแลและให้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจในเชิงนโยบาย การอธิบายนี้ช่วยคลายความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น และแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนในการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหารในช่วงเวลาดังกล่าว

ความสำคัญของการทำความเข้าใจเรื่อง “คำสั่งหยุดยิง”

การที่นายภูมิธรรมออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง “คำสั่งหยุดยิง” ถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการดำเนินการทางทหาร การที่ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจะช่วยลดความเข้าใจผิดและความสับสนที่อาจเกิดขึ้น และช่วยสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลและกองทัพ

นอกจากนี้ การที่นายภูมิธรรมอดีตรองนายกรัฐมนตรีและผู้ที่มีบทบาทสำคัญในด้านความมั่นคง ได้ออกมาให้ข้อมูลด้วยตนเอง ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบของรัฐบาลในการจัดการกับสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศ การที่ข้อมูลถูกเปิดเผยอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน และส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมในการติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาล

โดยสรุปแล้ว การที่นายภูมิธรรมออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง “คำสั่งหยุดยิง” ไม่เพียงแต่ช่วยคลายความเข้าใจผิดและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตยของไทยและการรักษาความมั่นคงของประเทศ

การที่รัฐบาลในขณะนั้นมอบอำนาจให้กองทัพสามารถตัดสินใจได้ตามสถานการณ์จริง ถือเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ และในปัจจุบันการที่เราได้รับทราบข้อมูลเหล่านี้ก็ยิ่งทำให้เรามั่นใจในการทำงานของกองทัพและรัฐบาลที่มุ่งมั่นปกป้องประเทศชาติ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ชี้ คำสั่งหยุดยิงไม่ตรงข้อเท็จจริง กองทัพได้รับอำนาจปฏิบัติอย่างอิสระ

เปลี่ยนโค้ชใหม่ = เจ็บเยอะขึ้น จริงหรือ?

สิ่งที่ผู้จัดการทีมฟุตบอลที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ไม่อยากเจอมากที่สุดคือ การที่ผู้เล่นคนสำคัญได้รับบาดเจ็บหลังจากเพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ มันแทบไม่ใช่การเริ่มต้นที่พวกเขาหวังไว้เลย แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้หรือไม่?

นอกเหนือจากเป้าหมายที่ชัดเจนคือการชนะเกมแล้ว หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้จัดการทีมทุกคนคือการมีทีมที่แข็งแกร่งและพร้อมให้เลือกใช้งาน

แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจะบอกคุณว่าการมาถึงของผู้จัดการทีมและทีมงานใหม่มักจะนำไปสู่การบาดเจ็บที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น

นักกายภาพบำบัด เบน วอร์เบอร์ตัน (น้องชายของแซม วอร์เบอร์ตัน ตำนานรักบี้ทีมชาติเวลส์) ก็เป็นหนึ่งในนั้น

วอร์เบอร์ตันเริ่มต้นอาชีพด้วยการทำงานกับผู้เล่นในอะคาเดมีของคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ และทีมรักบี้เวลส์ที่ชื่อ Dragons หลังจากนั้นเขาก็ทำงานด้านรักบี้เป็นหลัก และเป็นนักกายภาพบำบัดของเวลส์สำหรับการทัวร์ญี่ปุ่นในช่วงซัมเมอร์ปีนี้

“เป็นที่ทราบกันดีในวงการแพทย์ว่าคุณจะได้รับการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นเมื่อมีโค้ชคนใหม่เข้ามา” เขากล่าวกับ BBC Sport

“ผู้เล่นต้องการสร้างความประทับใจให้โค้ชคนใหม่และเข้าไปอยู่ในทีม 11 ตัวจริง มันเหมือนเป็นการเริ่มต้นใหม่ พวกเขามักจะรายงานปัญหาสุขภาพต่อเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์น้อยลง และอาจฝึกซ้อมทั้งๆ ที่มีอาการเจ็บเล็กน้อย ซึ่งอาจนำไปสู่การบาดเจ็บได้”

การเปลี่ยนแปลงประเภทของการฝึกซ้อมก็สามารถสร้างความแตกต่างอย่างมากได้เช่นกัน

“ตัวอย่างเช่น หากผู้จัดการทีมคนใหม่เข้ามาและต้องการเปลี่ยนจุดสนใจไปที่การออกกำลังกายในยิม นั่นอาจทำให้เกิดปัญหาการบาดเจ็บได้หากผู้เล่นไม่คุ้นเคยกับการฝึกแบบนั้น” วอร์เบอร์ตันกล่าว

เบน ดินเนอรี่ ผู้ก่อตั้ง Premier Injuries ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ใช้ติดตามและบันทึกข้อมูลการบาดเจ็บสำหรับพรีเมียร์ลีก เห็นด้วยกับเรื่องนี้

“มีปัจจัยมากมายที่เกี่ยวข้อง” เขากล่าว “มีประวัติการบาดเจ็บของผู้เล่นบางคนที่ผู้จัดการทีมคนใหม่อาจไม่ทราบมากเท่ากับทีมงานโค้ชชุดก่อน”

“นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องความเหนื่อยล้าของผู้เล่น ผู้จัดการทีมคนใหม่จะต้องการดึงศักยภาพสูงสุดของผู้เล่นออกมา แต่อาจมีความเสี่ยงที่จะทำมากเกินไป”

“และสุดท้ายคือผลกระทบทางจิตใจของผู้เล่นที่ทำงานหนักที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อสร้างผลงาน ซึ่งทั้งหมดนี้อาจนำไปสู่การบาดเจ็บที่เพิ่มขึ้นได้”

มีตัวอย่างมากมายของการที่ผู้จัดการทีมคนใหม่ต้องเสียผู้เล่นให้กับการบาดเจ็บอย่างรวดเร็ว

เมื่อ Jurgen Klopp ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านฟุตบอลที่มีความเข้มข้นสูง เข้าร่วมทีมลิเวอร์พูลเมื่อปี 2015 ผู้เล่นของเขาได้รับบาดเจ็บมากกว่า 20 ครั้งในช่วงสามเดือนแรกที่เขาคุมทีม

Raymond Verheijen โค้ชชาวดัตช์กล่าวในภายหลังว่าคล็อปป์ “ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวาย 20 ครั้งใน 10 เดือน” และกุนซือชาวเยอรมัน “โทษปัจจัยภายนอกสำหรับการบาดเจ็บ”

เมื่อทีมหงส์แดงได้รับตารางการแข่งขันในช่วงคริสต์มาสปี 2016 ซึ่งทำให้พวกเขามีเวลาพักน้อยกว่า 48 ชั่วโมงระหว่างสองแมตช์ คล็อปป์กล่าวว่า “คุณจะนั่งอยู่ที่นั่นแล้วพูดว่า ‘คุณทำผลงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร เกิดอะไรขึ้น?’ หรือ ‘บาดเจ็บ – โอ้?’ แล้วชายชาวดัตช์คนนี้บอกว่า ‘การฝึกซ้อมไม่ดีพอ'”

มีการวิจัยจำนวนมากขึ้นที่ชี้ให้เห็นว่าการมาถึงของผู้จัดการทีมคนใหมมักจะนำไปสู่การบาดเจ็บที่เพิ่มขึ้น มีการ เปลี่ยนโค้ชใหม่ ก็มักจะมีอาการบาดเจ็บตามมาเสมอ

Uefa Elite Club Injury Study ที่เผยแพร่ในปี 2023 ได้ขอให้ทีมชาย 14 ทีมที่ไม่ระบุชื่อรายงานการเปลี่ยนแปลงบุคลากรและการบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวาย

ผลการวิจัยพบว่าผู้จัดการทีมคนใหม่ที่นำโค้ชฟิตเนสหรือโค้ชสมรรถภาพของตนเองมาที่สโมสร ทำให้การบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวายเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า

ในทำนองเดียวกัน การศึกษาในปี 2020 ของสโมสรในตุรกี ซูเปอร์ลีก พบว่าการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วงสองสัปดาห์แรกหลังจากการ เปลี่ยนโค้ชใหม่

เปลี่ยนโค้ชใหม่ = เจ็บเยอะขึ้น จริงหรือ?

แล้วสโมสรมีวิธีรับมือหลังเปลี่ยนโค้ชใหม่ยังไง?

สโมสรชั้นนำส่วนใหญ่ใช้ข้อมูล GPS เพื่อติดตามผู้เล่น ทั้งในระหว่างการแข่งขันและการฝึกซ้อม ผู้เล่นสวมอุปกรณ์ที่บันทึกเมตริกประสิทธิภาพ เช่น ระยะทางที่วิ่งและความเร็ว

“โค้ชบางคนฝึกซ้อมเบาลงในช่วงสัปดาห์ แต่เบาเกินไป แล้วเกมก็กลายเป็นเรื่องยากสำหรับผู้เล่น” วอร์เบอร์ตันกล่าว

“ในทำนองเดียวกัน บางทีมก็ฝึกหนักเกินไปในช่วงสัปดาห์ แล้วร่างกายของผู้เล่นก็เหนื่อยล้าเกินไปเมื่อเข้าสู่เกม และพวกเขาก็ได้รับบาดเจ็บ

“การสร้างสมดุลนั้นเป็นกุญแจสำคัญอย่างยิ่ง”

ปัญหาของข้อมูล

หนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในการวิเคราะห์ข้อมูลการบาดเจ็บคือการไม่เปรียบเทียบสิ่งที่เหมือนกัน

“สโมสรในพรีเมียร์ลีกที่เล่นในแชมเปียนส์ลีกภายใต้ผู้จัดการทีมคนใหม่อาจแข่งขันในเกมมากกว่า 60 เกมต่อฤดูกาล” ดินเนอรี่กล่าว

“การเปรียบเทียบอัตราการบาดเจ็บของพวกเขากับสโมสรที่อยู่ในอันดับต่ำกว่าในตารางลีก ซึ่งเล่นเกมน้อยกว่า เป็นเรื่องยากมาก

“มีตัวแปรมากมายที่ต้องพิจารณา มีประเภทของการบาดเจ็บ แล้วก็มีสิ่งที่เรียกว่ากลไกของการบาดเจ็บ พวกเขาได้รับบาดเจ็บได้อย่างไร แล้วก็มีภาระของการบาดเจ็บ ผู้เล่นจะต้องพักนานแค่ไหน

“ช่วงเวลาการเข้าร่วมสโมสรของผู้จัดการทีมคนใหม่ก็มีความสำคัญเช่นกัน หากพวกเขาได้รับการแต่งตั้งในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะเดือนมกราคมหรือในช่วงปรีซีซั่น พวกเขามักจะนำผู้เล่นจากลีกอื่นๆ เข้ามา

“หลายคนไม่ได้รับการทดสอบในระดับนี้ และยังไม่ทราบว่าผู้เล่นเหล่านี้จะแข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับความต้องการทางร่างกายของพรีเมียร์ลีกได้หรือไม่ในขั้นต้น”

‘อย่าเปลี่ยนมากเกินไป เร็วเกินไป’

เป็นที่เข้าใจได้ว่าในกีฬาที่เน้นผลลัพธ์ ผู้จัดการทีมต้องการนำปรัชญาของตนไปใช้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แต่วอร์เบอร์ตันเตือนว่าการเร่งกระบวนการอาจเป็นอันตรายได้

“ทีมงานใหม่ที่เข้ามาอาจต้องสแกนผู้เล่นแต่ละคนในโรงยิมและดูข้อมูล GPS ของพวกเขาในสนามเพื่อดูว่าพวกเขาทำอะไรไปบ้างในช่วง 4-6 สัปดาห์ที่ผ่านมา” เขากล่าว

“กุญแจสำคัญคืออย่าเปลี่ยนมากเกินไป เร็วเกินไป ตารางการฝึกซ้อมรายสัปดาห์ต้องคงที่ในช่วงสองสามสัปดาห์แรกเพื่อลดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโหลดที่ผู้เล่นไม่คุ้นเคย

“ฉันจะวางแผนปริมาณที่ผู้เล่นทำตลอดเมตริกต่างๆ ที่ใช้ทั้งหมด และพยายามจำลองสิ่งเหล่านั้นให้ดีที่สุดในการฝึกซ้อมในช่วงเดือนหรือสองเดือนแรกก่อนที่ผู้จัดการทีมจะนำโปรแกรมของพวกเขาไปใช้อย่างเต็มที่

“ไม่มีใครพบสูตรสำเร็จที่สมบูรณ์แบบ เพราะถ้ามี ผมคิดว่ามันจะถูกนำไปใช้ในทุกสโมสรในยุโรป”

ดังนั้น การ เปลี่ยนโค้ชใหม่ อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง รวมถึงวิธีการฝึกซ้อม ซึ่งอาจส่งผลต่อความเสี่ยงในการบาดเจ็บของนักเตะ สโมสรควรระมัดระวังในการปรับเปลี่ยนเพื่อรักษาสภาพร่างกายของนักกีฬา

ที่มา – Does a change in manager lead to more injuries?

พบพระสมัยอยุธยา กรุแตกที่เมียนมา โยงหลักฐานเชลย

เกิดการค้นพบครั้งสำคัญที่ประเทศเมียนมา! มีการค้นพบพระพุทธรูปบุเงินที่วัดชเวโอเยาะ ซึ่งเชื่อมโยงกับหลักฐานของเชลยจากกรุงศรีอยุธยา โดยคาดว่าสร้างขึ้นตามแบบอย่างโดยช่างพม่า สภาพงดงามอย่างยิ่ง การค้นพบนี้เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการนักประวัติศาสตร์และผู้สนใจในศิลปะโบราณ

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายปัณณพัทธิ์ คำนึง นักวิชาการอิสระ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า มีการค้นพบกรุพระบุเงินของชาวเชลยจากกรุงศรีอยุธยา ที่อมรปุระ ประเทศเมียนมา หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมียนมาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่การค้นพบหลักฐานของเชลยชาวกรุงศรีอยุธยาในดินแดนเมียนมาเพิ่มมากขึ้น การค้นพบ พระสมัยอยุธยา กรุแตกที่เมียนมา ครั้งนี้ ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ช่วยเติมเต็มความรู้ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยาและเมียนมา

เหตุการณ์แผ่นดินไหวทำให้เจดีย์องค์เล็กๆ ที่วัดชเวโอเยาะ เมืองอมรปุระ พังทลายลง และนำไปสู่การค้นพบพระบุเงินจำนวนมาก ที่มีการระบุชื่อเป็นภาษาสยาม เช่น พระออแผ้ว, พสกมีบ้านพระราม, สีสุดดา, ทิพกัญญา และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ถึงการมีอยู่ของเชลยจากกรุงศรีอยุธยาในดินแดนดังกล่าว

วัดชเวโอเยาะ ตั้งอยู่ในย่านมินตาซุ ซึ่งเป็นย่านที่พระเจ้าปดุงทรงพระราชทานให้เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของเจ้านายจากกรุงศรีอยุธยา และในย่านนี้ยังคงปรากฏร่องรอยของชาวกรุงศรีอยุธยาอยู่มากมาย นอกจากนี้ ยังอยู่ใกล้กับสุสานลินซินกง ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระเจ้าอุทุมพร พระบุเงินเหล่านี้น่าจะถูกสร้างขึ้นที่อังวะ โดยช่างพม่า โดยมีการแกะแบบจากความทรงจำของผู้สั่งทำ ทำให้รายละเอียดอาจจะไม่ประณีตเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังคงความงดงามไว้อย่างน่าทึ่ง

พบพระสมัยอยุธยา กรุแตกที่เมียนมา โยงหลักฐานเชลย

การค้นพบ พระสมัยอยุธยา กรุแตกที่เมียนมา ทำให้การศึกษาค้นคว้าเรื่อง “อยุธยาในอังวะ” มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เปรียบเสมือนการได้เห็นหลักฐานใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้เราเคยเห็นเพียงแค่จิตรกรรมเท่านั้น กรุงอมรปุระถูกสร้างขึ้นหลังจากที่เชลยจากกรุงศรีอยุธยาได้เข้าไปอาศัยอยู่แล้ว 16 ปี ดังนั้นบุคคลเหล่านี้จึงน่าจะยังพอจดจำพื้นเพของตนเองได้ หรือไม่พระเหล่านี้ก็อาจจะถูกนำมาจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อฝ่ายอังวะสร้างราชธานีใหม่ และผู้ที่นำมาได้เดินทางมาไกลจนถึงวัยชรา จึงต้องการถวายสิ่งของเหล่านี้เป็นพุทธบูชา อีกนัยหนึ่งอาจเป็นการแสดงออกถึงความเข้าใจของเชลยกลุ่มนี้ว่า กรุงศรีอยุธยาได้ล่มสลายไปแล้ว

ความสำคัญของการค้นพบพระสมัยอยุธยา กรุแตกที่เมียนมา

การค้นพบ พระสมัยอยุธยา กรุแตกที่เมียนมา นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่น่าตื่นเต้น แต่ยังเป็นการเปิดหน้าต่างบานใหม่ให้เราได้มองเห็นภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวกรุงศรีอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปยังดินแดนอื่น การศึกษาและวิเคราะห์หลักฐานเหล่านี้อย่างละเอียด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองอาณาจักรมากยิ่งขึ้น รวมถึงผลกระทบของการสงครามและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีต่อผู้คนในยุคนั้น

  • การค้นพบนี้ยืนยันถึงการมีอยู่ของชุมชนชาวกรุงศรีอยุธยาในอมรปุระ
  • เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและศาสนาของชาวอยุธยาในต่างแดน
  • กระตุ้นให้เกิดการศึกษาและวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยาและเมียนมา

การค้นพบครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และศึกษาประวัติศาสตร์ การทำความเข้าใจอดีตจะช่วยให้เรามองเห็นปัจจุบันและอนาคตได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และ พระสมัยอยุธยา กรุแตกที่เมียนมา ก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่เราควรใส่ใจและเรียนรู้

ที่มา – เจอพระสมัยอยุธยา กรุแตกที่เมียนมา โยงหลักฐานเชลยชาวกรุงศรีฯ

ฮอยอันพบซากเรือโบราณจากพายุคัลแมกี

พายุไต้ฝุ่นคัลแมกีได้เผยให้เห็น ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม ทำให้เกิดการค้นพบทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยซากเรือดังกล่าวมีอายุราว 400-600 ปี และถูกพบเห็นอีกครั้งหลังพายุพัดพาเอาชายฝั่งออกไป

ซากเรือนี้เคยถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 2023 นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน มีความยาวอย่างน้อย 17.4 เมตร โครงสร้างซี่โครงไม้ยังคงความสมบูรณ์ค่อนข้างมาก แม้จะจมอยู่ใต้น้ำมานานหลายศตวรรษ แต่ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะทำการกู้ซากเรือได้สำเร็จ เรือก็จมลงสู่ใต้น้ำอีกครั้ง

ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ได้ระบุอายุที่แน่ชัดของซากเรือ แต่จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าน่าจะสร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 14 ถึง 16 ซึ่งเป็นช่วงที่เมืองฮอยอัน ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก เป็นศูนย์กลางการค้าที่เจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค มีการซื้อขายผ้าไหม เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องเทศ

นายฝ่าม ฝู หง็อก ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมโลกฮอยอัน กล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า “ขณะนี้เรากำลังเตรียมการขอใบอนุญาตขุดค้นฉุกเฉิน” หลังจากที่ ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม ปรากฏขึ้นอีกครั้งหลังพายุไต้ฝุ่นคัลแมกีพัดผ่านไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เขายังกล่าวอีกว่า “การค้นพบเรือโบราณลำนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงบทบาททางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของฮอยอันในการค้าขายระดับภูมิภาค” และเสริมว่าครั้งนี้ตัวเรือเผยออกมามากกว่าเดิม “ซึ่งอาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่เราได้”

ทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์อนุรักษ์ฮอยอัน, มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในนครโฮจิมินห์ และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ได้สำรวจซากเรือเมื่อปี 2024 และพบว่าเรือสร้างจาก “ไม้เนื้อแข็งที่มีความทนทานสูง” และเสริมความแข็งแรงด้วยวัสดุกันน้ำเพื่อผนึกรอยต่อต่างๆ

ศูนย์อนุรักษ์ฮอยอันระบุในแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ว่า “โครงสร้างของเรือบ่งชี้ว่าสามารถเดินทางทางทะเลได้ในระยะทางไกล น่าจะถูกใช้เพื่อการค้าทางทะเล หรือปฏิบัติการทางเรือ” อย่างไรก็ตาม ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม นี้มีความเสี่ยงที่จะ “เสื่อมสภาพอย่างรุนแรงหากไม่มีการอนุรักษ์โดยทันที” เนื่องจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรงและการเผชิญกับสภาพอากาศเลวร้ายบ่อยครั้ง

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ซากเรือยังคงสามารถมองเห็นได้ชัดเจน โดยมีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันบนชายหาดเพื่อชมโครงสร้างที่น่าทึ่งของเรือลำนี้

ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม

การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดเผยอดีตที่น่าสนใจของฮอยอัน แต่ยังกระตุ้นให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางทะเล และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลต่อแหล่งโบราณคดีชายฝั่งอีกด้วย

ความสำคัญของการค้นพบซากเรือโบราณ

  • ช่วยให้เข้าใจประวัติศาสตร์การค้าทางทะเลของฮอยอัน
  • ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีการสร้างเรือในอดีต
  • สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางทะเล

การขุดค้นและศึกษาซากเรือโบราณนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจอดีตและความเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การพบเจอ ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม ที่ถูกเปิดเผยโดยพายุคัลแมกี เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของมรดกทางวัฒนธรรมของเราต่อภัยธรรมชาติ การอนุรักษ์ซากเรือโบราณลำนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาเรื่องราวและประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ให้กับคนรุ่นหลัง

ที่มา – พายุคัลแมกีเผยให้เห็นซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม

Rooney ชี้ ชาก้า ‘ดีลแห่งฤดูกาล’

Rooney ชี้ ชาก้า ‘ดีลแห่งฤดูกาล’

อดีตกองหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมชาติอังกฤษ เวย์น รูนีย์ กล่าวว่า กรานิต ชาก้า กัปตันทีมซันเดอร์แลนด์ คือ “อาจจะเป็นดีลแห่งฤดูกาล”

ทัพแมวดำทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการกลับสู่พรีเมียร์ลีก และปัจจุบันรั้งอันดับ 4 หลังจากผ่านไป 11 เกม มี 19 คะแนน ซึ่งทำให้พวกเขาอยู่ในเส้นทางที่ดีในการบรรลุเป้าหมายหลักคือการอยู่รอดในฤดูกาลนี้

กรานิต ชาก้า อดีตกองกลางอาร์เซนอล เป็นปัจจัยสำคัญในการเริ่มต้นฤดูกาลที่แข็งแกร่งของซันเดอร์แลนด์ ด้วยประสบการณ์และทักษะความเป็นผู้นำของเขา

เขาลงเล่นเต็มเวลาในทุกนัดของเกมลีก โดยทำไป 1 ประตูและ 3 แอสซิสต์

ฤดูกาลนี้เขาเป็นผู้นำของซันเดอร์แลนด์ในด้านแอสซิสต์, การสร้างโอกาส, การสัมผัสบอล, การผ่านบอลสำเร็จ, การดวลชนะ, การครอบครองบอล และระยะทางที่วิ่ง

นักเตะวัย 33 ปี เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เซ็นสัญญาในช่วงซัมเมอร์หลายรายหลังจากการเลื่อนชั้นจากแชมเปี้ยนชิพ โดยย้ายมาจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ด้วยค่าตัวเริ่มต้น 13 ล้านปอนด์

รูนีย์กล่าวในรายการ The Wayne Rooney Show ว่า “เมื่อกลับมาสู่พรีเมียร์ลีก คุณสงสัยว่าเขาจะทำได้ไหม แน่นอนว่าด้วยทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาด้วย เขาจะมีผลกระทบอะไรได้บ้าง?

“แต่เขาอาจจะเป็น ดีลแห่งฤดูกาล เขานั้นยอดเยี่ยมมาก”

ชาก้าลงเล่นให้ อาร์เซนอล 297 นัด คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ 2 สมัย

แต่เขาก็เป็นเหมือนตัวร้ายในละครใบ้ และบางครั้งก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากที่กันเนอร์ส

เขาถูกไล่ออกจากสนาม 5 ครั้งสำหรับอาร์เซนอล และใช้เวลา 6 สัปดาห์ในฐานะกัปตันทีมในปี 2019 ปะทะคารมกับแฟนบอลของตัวเอง และถูกริบปลอกแขน

แต่สิ่งต่างๆ ดีขึ้นภายใต้ มิเกล อาร์เตต้า และเขาก็กลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญก่อนที่จะออกจากทีมในปี 2023 ไปยังเลเวอร์คูเซ่น ซึ่งเขาช่วยให้พวกเขาคว้าแชมป์บุนเดสลีกาครั้งแรกในฤดูกาลแรกของเขา

“เมื่อเขาเผชิญกับสถานการณ์กับอาร์เซนอล เมื่อเขาผิดใจกับแฟนบอล มันแสดงให้เห็นถึงบุคลิกของเขาที่กลับไปเล่นให้อาร์เซนอลอีกครั้ง” รูนีย์กล่าวเสริม

“การผ่านพ้นช่วงเวลานั้นไปได้ แล้วไปทำผลงานให้อาร์เซนอล จากนั้นที่เลเวอร์คูเซ่น การได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมที่เอาชนะบาเยิร์น มิวนิค คว้าแชมป์เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้เล่นที่ดีขนาดไหน

ชาก้า: ดีลแห่งฤดูกาล จริงหรือ?

“ซันเดอร์แลนด์ยังมีทีมที่อายุน้อยมากด้วย เขาแทบจะเป็นเหมือนพ่อ และเขาจะเป็นผู้ช่วยที่ยิ่งใหญ่สำหรับโค้ชด้วยในการเป็นคนกลางในฐานะกัปตันทีม

“และพวกเขาเซ็นสัญญากับผู้เล่นมากมายในช่วงซัมเมอร์ เขาจะเป็นผู้ช่วยที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้จัดการทีมและผู้เล่นเหล่านั้นอย่างแน่นอน โดยใช้ประสบการณ์ของเขา”

การมาของ ดีลแห่งฤดูกาล อย่างชาก้า ไม่ได้แค่เติมเต็มในเรื่องของฝีเท้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเป็นผู้นำที่ทีมต้องการ เขาเป็นเหมือนศูนย์รวมจิตใจของทีม

  • ประสบการณ์ของชาก้าในลีกระดับสูงเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้
  • การปรับตัวเข้ากับระบบของซันเดอร์แลนด์เป็นไปอย่างราบรื่น
  • ความเป็นผู้นำของเขาส่งผลดีต่อผู้เล่นคนอื่นๆ ในทีม

การที่ซันเดอร์แลนด์มี ดีลแห่งฤดูกาล อย่างชาก้า ทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะสร้างเซอร์ไพรส์ในฤดูกาลนี้

ผมมองว่าถึงแม้ เวย์น รูนีย์ จะออกมาบอกว่า กรานิต ชาก้า คือดีลแห่งฤดูกาล แต่ผมมองว่ามันเร็วเกินไปที่จะตัดสิน อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ชาก้า ทำให้ซันเดอร์แลนด์ แข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด

ที่มา – Xhaka ‘probably signing of the season’ – Rooney

น้องลูกชิ้น 183 กก. ลดน้ำหนักที่ รพ.

พา “น้องลูกชิ้น” เด็ก 16 อ้วน 183 กก. ลดน้ำหนักที่ รพ. ขาไม่มีแรง ต้องหยุดเรียน

เรื่องราวของ “น้องลูกชิ้น” เด็กอายุ 16 ปี ที่มีน้ำหนักมากถึง 183 กิโลกรัม กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เมื่อน้องต้องเข้ารับการรักษาและลดน้ำหนักที่โรงพยาบาล เนื่องจากปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ขาไม่มีแรงจนต้องหยุดเรียน

นายอำเภอธาตุพนม, สาธารณสุขจังหวัดนครพนม, ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพนม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าเยี่ยมและให้กำลังใจน้องลูกชิ้น พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือในการเข้ารับการรักษา โดยน้องลูกชิ้นได้ปฏิญาณตนว่าจะตั้งใจลดน้ำหนักอย่างเต็มที่ และจะไม่กลับบ้านจนกว่าน้ำหนักจะลดลงอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

ความมุ่งมั่นของน้องลูกชิ้นในการลดน้ำหนัก

น้องลูกชิ้นมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะลดน้ำหนัก เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ และสานฝันอยากเป็นคุณครู โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่จะช่วยให้น้องได้เรียนจนจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แม้จะไม่สามารถไปเรียนที่ศูนย์ได้ เนื่องจากปัญหาด้านการเคลื่อนไหว

การเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษาเป็นไปอย่างทุลักทุเล เนื่องจากเตียงเปลเหล็กไม่สามารถรองรับน้ำหนักตัวของน้องได้ ทำให้ต้องใช้รถกระบะกู้ชีพและเปลสนามในการเคลื่อนย้าย อย่างไรก็ตาม น้องลูกชิ้นไม่ได้แสดงความกังวลใดๆ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายในการลดน้ำหนักครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ น้องลูกชิ้นเคยมีน้ำหนักมากถึง 250 กิโลกรัม แต่ก็ยังสามารถเดินได้ แต่หลังจากพบแพทย์เฉพาะทาง แพทย์ไม่แนะนำให้ใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อกระดูกขาได้ การเข้ารับการรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

นางสาวปภัช เหลื่อมใส ครูผู้ช่วย สกร.อ.ธาตุพนม ได้เข้าพบคุณแม่ของน้องลูกชิ้น เพื่อหารือเกี่ยวกับการสนับสนุนด้านการศึกษา โดยจะมีการจัดครูมาให้การบ้านและทำการสอบเลื่อนชั้น เพื่อให้น้องสามารถเรียนจบและสานฝันอยากเป็นครูได้สำเร็จ

การดูแลน้องลูกชิ้นที่โรงพยาบาลจะเน้นการควบคุมอาหารและการทำกายภาพบำบัดควบคู่กันไป ซึ่งหลังจากที่น้องเริ่มลดปริมาณอาหารตามคำแนะนำของสาธารณสุขจังหวัดนครพนม เพียงแค่ 3 วัน น้ำหนักตัวก็ลดลงถึง 7 กิโลกรัม จาก 183 กิโลกรัม เหลือ 176 กิโลกรัม ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการเริ่มต้น

เรื่องราวของ น้องลูกชิ้น เป็นแรงบันดาลใจให้เราเห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย แต่ด้วยกำลังใจและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง ก็สามารถก้าวข้ามผ่านไปได้ และสำหรับใครที่กำลังเผชิญกับปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว อย่าท้อแท้ และขอให้เรื่องราวของน้องลูกชิ้นเป็นกำลังใจให้คุณเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นนะคะ

น้องลูกชิ้น ตั้งใจลดน้ำหนักอย่างแน่วแน่ โดยตั้งเป้าหมายเริ่มต้นไว้ที่ 150 กิโลกรัม และจะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ การลดน้ำหนักของ น้องลูกชิ้น ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

ที่มา – พา “น้องลูกชิ้น” เด็ก 16 อ้วน 183 กก. ลดน้ำหนักที่ รพ. ขาไม่มีแรง ต้องหยุดเรียน