วัน: 13 พฤศจิกายน 2025

ทำไม เคเยทิล คนุตเซน ถึงเหมาะกับ เซลติก?

ความสำเร็จของ อังเก้ ปอสเตโคกลู กับ เซลติก นั้นยิ่งใหญ่มาก จนผลงานในยุโรปบางครั้งถูกมองข้ามไปในช่วงสองปีที่พวกเขาครองความยิ่งใหญ่ในประเทศ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 เซลติกชุดที่มีการเปลี่ยนแปลงทีมหลายตำแหน่ง ตกรอบ Conference League ที่สนามเหย้าของ โบโด/กลิมท์ ซึ่งมีความจุ 8,000 ที่นั่ง โดย แพ้ไปด้วยสกอร์รวม 5-1

หลังจากพ่ายแพ้ 3-1 ที่ Celtic Park ในเลกแรกของรอบเพลย์ออฟ ปอสเตโคกลู ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับการแข่งขัน Scottish Premiership เป็นอันดับแรก

กุนซือชาวออสเตรเลียคว้าแชมป์ลีกได้ในปี 2021-22 ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าถ้วยรางวัลในประเทศที่เขาได้รับตลอด 24 เดือนในกลาสโกว์

อย่างไรก็ตาม บุคคลที่อยู่เบื้องหลังความพ่ายแพ้ของ ปอสเตโคกลู ในยุโรปกลับแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถครองความยิ่งใหญ่ในบ้านเกิดได้ ในขณะที่สร้างผลงานเกินความคาดหมายในระดับทวีป

ด้วยเหตุผลดังกล่าวและอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้บอร์ดบริหารของ เซลติก สนใจในตัว เคเยทิล คนุตเซน ซึ่งกำลังสร้างปาฏิหาริย์ในนอร์เวย์ ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความสำเร็จที่ไม่เคยมีมาก่อนของ กลิมท์

กุนซือวัย 57 ปี ถูกกล่าวถึงว่าเป็นหนึ่งในรายชื่อ พร้อมกับ วิลฟรีด แนนซี่ จาก โคลัมบัส ครูว์ และ คีแรน แม็คเคนน่า บอสใหญ่ของ อิปสวิช ทาวน์ เพื่อเข้ามาแทนที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส แต่เรื่องราวเบื้องหลังการก้าวขึ้นมาอย่างน่าทึ่งของเขาคืออะไร?

ความสำเร็จในประเทศ & เกินความคาดหมายในยุโรป

เรื่องราวของ คนุตเซน และ กลิมท์ ไม่ได้มาจากการสนับสนุนทางการเงินมากมาย งบประมาณของสโมสรในปีที่พวกเขาคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในปี 2020 น้อยกว่าค่าตัวที่ เซลติก จ่ายให้กับ อาร์เน่ เองเกลส์ เสียอีก

สนามของพวกเขามีขนาดเล็กกว่าสนามของ ลิฟวิงสตัน จำนวนประชากรของ โบโด ประมาณ 50,000 คน สามารถใส่ลงไปใน เซลติก พาร์ค ได้ทั้งหมด

แต่พวกเขากลับได้เล่นในรอบรองชนะเลิศ Europa League เมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยแพ้ให้กับ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส กลายเป็นทีมแรกจากนอร์เวย์ที่เข้าถึงรอบสี่ทีมสุดท้ายของการแข่งขันระดับยุโรป

พวกเขาคว้าแชมป์ลีกนอร์เวย์ 4 จาก 5 ฤดูกาลล่าสุด โดยจบอันดับสองในปีที่เหลือ

ปัจจุบันพวกเขากำลังลุ้นแชมป์ลีกสูงสุดเป็นสมัยที่ 5 โดยตามหลังจ่าฝูงเพียงแต้มเดียว โดยเหลือการแข่งขันอีกสองนัด และยังได้เล่นในรอบแบ่งกลุ่มของ Champions League เป็นครั้งแรกอีกด้วย

ในบางแง่มุม พวกเขาเป็นทุกสิ่งที่แฟนๆ เซลติก ต้องการให้สโมสรเป็น: ครองความยิ่งใหญ่ในประเทศ สร้างผลงานเกินความคาดหมายในยุโรป อะคาเดมี่ที่ประสบความสำเร็จ ขายนักเตะในราคาแพง และเซ็นสัญญากับนักเตะได้อย่างชาญฉลาด

การก้าวขึ้นมาอย่างน่าทึ่งในช่วงห้าปีที่ผ่านมาอยู่ภายใต้การดูแลของ คนุตเซน เขาไม่ได้มีอาชีพการเป็นนักฟุตบอล และเริ่มต้นเส้นทางโค้ชในลีกระดับห้าของนอร์เวย์กับ TIL Hovding

จากนั้น เขาย้ายไป Fyllingsdalen และ Asane ก่อนที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากผู้ช่วยโค้ชที่ กลิมท์ ในปี 2018 เพียงหนึ่งปีหลังจากที่พวกเขากลับขึ้นสู่ลีกสูงสุด

โรม่า, เบซิคตัส, ปอร์โต้ และ ลาซิโอ คือหนึ่งในทีมที่ คนุตเซน เอาชนะได้ตลอดหกปีที่เขาคุมทีมในการแข่งขันของ Uefa โดยมีผลงานคือ รอบก่อนรองชนะเลิศ Conference League, รอบรองชนะเลิศ Europa League และการคว้าสิทธิ์ไปเล่น Champions League

ในประเทศ อัตราการชนะ 68% ในช่วงห้าฤดูกาลที่ผ่านมา ทำให้ กลิมท์ คว้าแชมป์ได้ 4 สมัย ซึ่งเป็นแชมป์ทั้งหมดในประวัติศาสตร์ 109 ปีของพวกเขา

พวกเขาทำประตูได้มากกว่าทุกทีมในดิวิชั่น และครองบอลได้มากที่สุดในสี่จากห้าฤดูกาลดังกล่าว

ในด้านเกมรับ พวกเขาเสียประตูน้อยที่สุดในสามฤดูกาลเหล่านั้น ฤดูกาลนี้ ไม่มีทีมใดในลีกที่แย่งบอลกลับมาในพื้นที่สุดท้ายได้บ่อยกว่าพวกเขาอีกแล้ว

ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่านี่คือผู้จัดการทีมที่สามารถนำสไตล์การเล่นที่เน้นการครองบอลมาใช้ ซึ่งนำมาซึ่งความเข้มข้น ประตู และที่สำคัญคือผลลัพธ์

ทำไม เคเยทิล คนุตเซน ถึงเหมาะกับ เซลติก?

ในขณะที่ผู้บริหารของ Parkhead กำลังมองหาตัวแทนของ ปอสเตโคกลู ในช่วงซัมเมอร์ปี 2023 อดีตกองหน้าของ เซลติก อย่าง ฮารัลด์ แบรทท์บัค กล่าวว่า เพื่อนร่วมชาติอย่าง คนุตเซน มี “คุณสมบัติทั้งหมดที่จะประสบความสำเร็จ” ในกลาสโกว์

ชื่อเสียงของเขามีแต่จะเพิ่มมากขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยมีการเชื่อมโยงกับ Premier League บ่อยขึ้น

บางคนตั้งคำถามว่าทำไม คนุตเซน ซึ่งสัญญาของเขากำลังจะหมดลงเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลปัจจุบันของ กลิมท์ ยังไม่ได้ก้าวไปอีกขั้น

“มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่เขาจะทำงานภายใต้ และเขาไม่รีบร้อนที่จะจากไป” แบรทท์บัค กล่าวเสริมเมื่อปี 2023

วิธีที่ คนุตเซน จะรับมือกับการก้าวกระโดดไปสู่สโมสรที่มีความคาดหวังและสถานะที่ใหญ่กว่านั้นเป็นคำถามที่จะมาพร้อมกับการย้ายไป Parkhead ที่อาจเกิดขึ้น

เขาเป็นคนที่คุ้นเคยกับการคาดเดา และถูกถามอีกครั้งเกี่ยวกับอนาคตของเขาในช่วงสุดสัปดาห์ ท่ามกลางความสนใจของ เซลติก ที่รายงาน

“ไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิต” เขาตอบ, external “ตอนนี้ผมอยู่ที่นี่และผมมีความสุข เป็นไปไม่ได้ที่จะตอบเกี่ยวกับสโมสรอื่นๆ

“ผมตอบเหมือนที่ผมทำเสมอ – มันควรจะเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นกว่า กลิมท์”

แล้วทำไม เคเยทิล คนุตเซน ถึงเหมาะกับ เซลติก?

หลังจากสิ้นสุดฤดูกาลลีกในปลายเดือนนี้ กลิมท์ ยังมีเกม Champions League อีกสี่นัดกับ Juventus, Borussia Dortmund, Manchester City และ Atletico Madrid ที่รอคอยในช่วงฤดูหนาว

ฟังดูน่าตื่นเต้นมาก ไม่ว่าการย้ายไปกลาสโกว์จะน่าสนใจกว่าหรือไม่นั้นยังคงต้องรอดูกันต่อไป

การเลือกผู้จัดการทีมคนใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยปรัชญาการทำทีมที่เน้นเกมรุกและผลงานที่พิสูจน์ให้เห็นแล้ว เคเยทิล คนุตเซน จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับ เซลติก อย่างไม่ต้องสงสัย

ที่มา – Why Bodo/Glimt miracle worker might appeal to Celtic

เบลลิงแฮมเตรียมสำรอง! พบเซอร์เบีย

ศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่สนามเวมบลีย์ในวันพฤหัสบดีนี้ อเล็กซ์ สก็อตต์ กองกลางดาวรุ่งของบอร์นมัธ จะไม่ได้ลงสนามในเกมที่อังกฤษพบกับเซอร์เบีย

มาร์ค เกฮี กัปตันทีมคริสตัล พาเลซ ก็จะไม่ได้ลงเล่นใน 23 ผู้เล่นชุดนี้เช่นกัน เนื่องจากยังอยู่ในช่วงพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บที่เท้า

สก็อตต์ ได้รับการเรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกจากผู้จัดการทีม โธมัส ทูเคิล เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยมกับทีม “เดอะ เชอร์รีส์”

อังกฤษจะเดินทางไปแอลเบเนียสำหรับเกมคัดเลือกนัดสุดท้ายในวันอาทิตย์

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สก็อตต์ กล่าวว่าการได้รับเลือกให้ติดทีมชาติเป็น “ความฝันที่เป็นจริง”

เบลลิงแฮมเตรียมสำรอง! พบเซอร์เบีย

การตัดสินใจให้ เบลลิงแฮมเตรียมสำรอง! พบเซอร์เบีย อาจสร้างความประหลาดใจให้กับแฟนบอลหลายคน แต่การพิจารณาถึงสภาพร่างกายและความฟิตของผู้เล่นทุกคนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการแข่งขันระดับนี้ โธมัส ทูเคิล อาจมีแผนการเฉพาะสำหรับเกมนี้ที่ต้องการความสดใหม่และความเร็วในช่วงท้ายเกม ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ เบลลิงแฮมเตรียมสำรอง! พบเซอร์เบีย ในช่วงเริ่มต้น

นอกจากนี้ การที่ อเล็กซ์ สก็อตต์ ไม่ได้อยู่ในรายชื่อผู้เล่นยังเป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับเจ้าตัว แต่ก็เป็นโอกาสให้ผู้เล่นคนอื่นๆ ได้แสดงศักยภาพของตนเอง มาร์ค เกฮี เองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ต้องพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ ซึ่งส่งผลกระทบต่อแนวรับของทีมชาติอังกฤษอย่างแน่นอน

ทำไม เบลลิงแฮมเตรียมสำรอง! พบเซอร์เบีย ถึงสำคัญ?

แม้ว่าการที่ เบลลิงแฮมเตรียมสำรอง! พบเซอร์เบีย อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริงแล้วมันสามารถส่งผลกระทบต่อรูปแบบการเล่นและผลการแข่งขันของทีมชาติอังกฤษได้ เบลลิงแฮมเป็นผู้เล่นที่มีความสามารถรอบด้าน สามารถเล่นได้ทั้งในตำแหน่งกองกลางตัวรุกและตัวรับ การขาดหายไปของเขาในแดนกลางอาจทำให้ทีมชาติอังกฤษต้องปรับเปลี่ยนแผนการเล่นเพื่อชดเชยความสามารถของเขา

  • การปรับแผนการเล่น: โธมัส ทูเคิล อาจต้องปรับแผนการเล่นเพื่อชดเชยการขาดหายไปของเบลลิงแฮม
  • โอกาสสำหรับผู้เล่นคนอื่น: การที่เบลลิงแฮมไม่ได้ลงเล่นเป็นโอกาสให้ผู้เล่นคนอื่นๆ ได้แสดงศักยภาพของตนเอง
  • ผลกระทบต่อทีม: การเปลี่ยนแปลงผู้เล่นตัวจริงอาจส่งผลกระทบต่อความสมดุลของทีม

ทีมชาติอังกฤษยังคงมีผู้เล่นที่มีความสามารถมากมายที่พร้อมจะลงสนามและทำผลงานให้ดีที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกนี้ การสนับสนุนและให้กำลังใจทีมชาติอังกฤษเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ และบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกเป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับทีมชาติอังกฤษและแฟนบอลทุกคน การร่วมกันส่งกำลังใจและสนับสนุนทีมชาติอังกฤษจะช่วยให้พวกเขาสามารถสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมและคว้าตั๋วไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้สำเร็จ

ทีมชาติอังกฤษมีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก หากพวกเขาสามารถรักษาความมุ่งมั่นและทำงานร่วมกันเป็นทีมได้

ที่มา – Bellingham set to start on bench against Serbia

กองกำลังบูรพา กวาดล้างทุ่นระเบิด คืนความปลอดภัย

กองทัพภาคที่ 1 กองกำลังบูรพา ยังคงเดินหน้าภารกิจสำคัญอย่างต่อเนื่อง นั่นคือการกวาดล้างทุ่นระเบิด และคืนพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบจากภัยสงครามในอดีต การดำเนินงานครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยเฉพาะกิจที่ 12 (ฉก.12) ภายใต้การปฏิบัติของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1 ร่วมกับกองพันทหารช่างที่ 2 ยังคงปฏิบัติภารกิจตรวจสอบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเข้มข้นในพื้นที่อันตรายที่ต้องสงสัย บริเวณบ้านหนองจาน พื้นที่ C อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว การปฏิบัติการนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 และมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

กองกำลังบูรพา เร่งกวาดล้างทุ่นระเบิด

ผลการปฏิบัติงานประจำวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 มีรายละเอียดดังนี้:

  • พื้นที่ปฏิบัติงานประจำวัน: 968 ตารางเมตร
  • พื้นที่ปฏิบัติงานสะสม: 2,453 ตารางเมตร จากพื้นที่ทั้งหมด 288,457 ตารางเมตร คิดเป็นความคืบหน้า 0.85%

ในวันดังกล่าว หน่วยชุดตรวจค้นสามารถดำเนินงานได้เต็มพื้นที่ที่กำหนดไว้ ในขณะที่ชุดเครื่องจักรได้ใช้รถ BearCat สนับสนุนภารกิจในการตัดและกำจัดวัชพืช เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจค้นทุ่นระเบิด ผลการปฏิบัติงานในวันนั้นไม่พบทุ่นระเบิดเพิ่มเติม แต่เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด

ผลการดำเนินงานของกองกำลังบูรพา ในการกวาดล้างทุ่นระเบิด

นับตั้งแต่เริ่มภารกิจจนถึงปัจจุบัน หน่วยฯ ได้ตรวจพบทุ่นระเบิดแล้วรวม 7 ทุ่น แยกเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN จำนวน 5 ทุ่น, POMZ-2 จำนวน 1 ทุ่น, PMD-6M จำนวน 1 ทุ่น และไม่พบทุ่นระเบิดดักรถถังในพื้นที่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอันตรายที่แฝงตัวอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว และความจำเป็นในการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง

ภารกิจกวาดล้างทุ่นระเบิดของกองกำลังบูรพา ไม่ได้เป็นเพียงการกำจัดวัตถุอันตรายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความหวังให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับพวกเขาสามารถทำให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข สามารถทำการเกษตรได้อย่างไม่ต้องกังวล และเด็กๆ สามารถวิ่งเล่นได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องหวาดกลัว

การดำเนินงานของกองกำลังบูรพา ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องในการฟื้นฟูความปลอดภัยให้กับชุมชนชายแดน และคืนพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ประชาชนในเขตอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว การกวาดล้างทุ่นระเบิดเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ความอดทน และความเชี่ยวชาญ แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

นอกจากการกวาดล้างทุ่นระเบิดแล้ว กองทัพยังได้ดำเนินโครงการอื่นๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน เช่น การสร้างถนน การพัฒนาแหล่งน้ำ และการส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้พวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและสามารถพึ่งพาตนเองได้

การทำงานอย่างหนักและเสียสละของเจ้าหน้าที่ทุกนายที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง พวกเขาเหล่านี้คือผู้ปิดทองหลังพระที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อสร้างความปลอดภัยและความสุขให้กับประชาชน

แม้ว่าการกวาดล้างทุ่นระเบิดจะเป็นงานที่ยากลำบากและอันตราย แต่กองกำลังบูรพา ยังคงมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และมีอนาคตที่สดใสรออยู่เบื้องหน้า

ที่มา – “กองกำลังบูรพา” เดินหน้ากวาดล้างทุ่นระเบิดต่อเนื่อง คืนพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชน

อนุทินแจ้ง “อันวาร์-ทรัมป์” กัมพูชาบ่อนทำลายชายแดน

นายกฯอนุทิน ทำหนังสือถึง “อันวาร์ – ทรัมป์” ยืนยัน “กัมพูชา” จัดฉากบ่อนทำลายความมั่นคงชายแดน เตรียมนำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนลงพื้นที่ดูข้อเท็จจริงพรุ่งนี้

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 13 พ.ย. 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ แถลงถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เมื่อวานนี้ (12 พ.ย.) ภายหลังเหตุปะทะที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว กระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือประท้วงกัมพูชาอย่างเป็นทางการ นอกเหนือจากหนังสือประท้วงที่กัมพูชาลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดก่อนหน้านี้ และจะมีหนังสือเวียนเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงไปยังคณะทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยด้วย

ทำหนังสือแจ้ง  “อันวาร์ – ทรัมป์” 

จากเหตุลอบวางระเบิด ไทยได้มีหนังสือประท้วงกัมพูชา ไปยัง ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประธานประชุมอนุภาคีรัฐสัญญาฯแล้ว ขอให้เวียนหนังสือดังกล่าวให้รัฐภาคีอนุสัญญาทราบ พร้อมทั้งทำหนังสือรายงานไปยังองค์การสหประชาชาติแล้ว นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีของไทยยังได้มีหนังสือไปถึงนายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซียและประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาถึงเรื่องนี้แล้ว โดยวันพรุ่งนี้ 14 พ.ย. ฝ่ายไทยจะจัดให้คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงใน 2 พื้นที่ คือ ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ และบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว

ไม่มีเหตุผลที่ไทยจะละเมิดข้อตกลง

นายนิกรเดช ระบุด้วยว่า ประเทศไทยมุ่งมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงมาโดยตลอด โดยเฉพาะ 4 เรื่องมีความคืบหน้า ไม่มีเหตุผลที่ไทยจะเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง ในทางกลับกัน กัมพูชาพยายามสร้างสถานการณ์ ให้ข้อมูลเท็จ พยายามให้โลกเห็นว่ากัมพูชาเป็นเหยื่อ สะท้อนให้เห็นความไม่จริงใจที่จะบรรลุสู่สันติภาพ หรือมีวาระแอบแฝง เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง

ซัด กัมพูชา ตั้งใจจัดฉาก

เมื่อพิจารณาจากหลักฐานและคำกล่าวอ้างของกัมพูชา ฝ่ายไทยเห็นว่า ฝ่ายกัมพูชามีการจัดฉาก โดยมีการไตร่ตรองไว้ก่อน การยั่วยุให้เกิดการปะทะที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เกิดขึ้นเพียงสองวันหลังจากทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดในเขตแดนไทย การกระทำเช่นนี้ ขาดความรับผิดชอบ และน่าผิดหวังอย่างยิ่ง แทนที่จะเดินบนเส้นทางแห่งสันติภาพ กัมพูชากลับดำเนินการเพิ่มความตึงเครียด บ่อนทำลายความมั่นคงตามแนวชายแดนและความสัมพันธ์ทวิภาคี และเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่ออาเซียนและภูมิภาคโดยรวม กัมพูชาได้กลับมาใช้สงครามข่าวสาร เรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ตัวเอง สร้างข่าวเท็จ เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน สร้างภาพความเป็นเหยื่อ

เชื่อความจริงชนะทุกอย่าง

ขอยืนยันประเทศไทยดำเนินการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ สื่อมวลชนที่เสรี และสังคมเปิดกว้าง และเชื่ออย่างยิ่งว่า ความจริงจะชนะทุกอย่าง ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลและหน่วยงานของไทยทุกฝ่ายจะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อรักษาอธิปไตยแห่งดินแดน และความปลอดภัยของชาวไทยซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดตลอด และขอเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ยุติการยั่วยุในทุกรูปแบบ และแสดงความจริงใจแก้ปัญหาร่วมกัน เพื่อเปิดโอกาสให้สันติภาพกลับมาอีกครั้ง

นายกฯอนุทิน ทำหนังสือถึง “อันวาร์ – ทรัมป์” ยืนยัน “กัมพูชา” จัดฉากบ่อนทำลายความมั่นคงชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุดนายกรัฐมนตรีอนุทินได้ทำหนังสือถึงผู้นำระดับโลกเพื่อยืนยันว่า กัมพูชา จัดฉากบ่อนทำลายความมั่นคงชายแดน เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงในภูมิภาค

ข้อกล่าวหาที่ว่า กัมพูชา จัดฉากบ่อนทำลายความมั่นคงชายแดน นั้นรุนแรงและต้องการหลักฐานที่ชัดเจน การที่รัฐบาลไทยตัดสินใจส่งหนังสือถึงผู้นำต่างประเทศแสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อหาความจริงและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

เหตุใดต้องมีการยืนยันว่า กัมพูชา จัดฉากบ่อนทำลายความมั่นคงชายแดน?

การที่ประเทศไทยต้องออกมาดำเนินการในลักษณะนี้บ่งชี้ว่าสถานการณ์ชายแดนมีความตึงเครียดอย่างมาก การกล่าวหาว่า กัมพูชา จัดฉากบ่อนทำลายความมั่นคงชายแดน เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ดังนั้นการดำเนินการใดๆ ต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

การที่นายกฯอนุทินตัดสินใจทำหนังสือถึงผู้นำต่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี และต้องการให้ประชาคมโลกได้รับทราบถึงสถานการณ์ที่แท้จริง การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่น

ความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องการการแก้ไขอย่างรอบคอบ การที่ประเทศไทยแสดงท่าทีที่ชัดเจนและดำเนินการอย่างโปร่งใสเป็นสิ่งที่ดี อย่างไรก็ตามการรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

การดำเนินการของรัฐบาลไทยในครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความจริงจะปรากฏและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในที่สุด

ที่มา – นายกฯอนุทิน ทำหนังสือถึง “อันวาร์ – ทรัมป์” ยืนยัน “กัมพูชา” จัดฉากบ่อนทำลายความมั่นคงชายแดน

“สันธนะ” ไม่หวั่นเข้าคุก คุยพี่ใหญ่ – ข้าวบังมัด!

“สันธนะ” ไม่กังวล หากถูกส่งเข้าเรือนจำ บอกดีจะได้เข้าไปคุยกับพี่ใหญ่ ลั่น “เดี๋ยวจะเป็นเจ้าพ่อ” เผยหากพ้นภาระเรื่องนี้ พร้อมลงสมัครพรรคการเมือง เพื่อแฉข้อมูลลับ ยันไม่รู้จักคนไต้หวัน เรียกค่าไถ่ 100 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ภายหลังเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว นายสันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตตำรวจสันติบาล สอบปากคำพร้อมแจ้งข้อหาเพิ่มเติม นานกว่า 3 ชั่วโมง ขณะที่นายสันธนะเดินออกมาจากห้องสอบปากคำเพื่อที่จะขึ้นไปยังห้องควบคุมตัว ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ที่ผ่านมายืนยันว่า ไม่มีการออกหมายเรียก ส่วนการจับกุมในวันนี้ เป็นการควบคุมตัวไปเข้าพบอัยการ ซึ่งทั้งสำนักงานอัยการและศาลปิดทำการแล้ว ตำรวจจึงต้องควบคุมตัวตนเองไว้เพื่อนำส่งอัยการต่อไปในวันพรุ่งนี้ ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ 1

เมื่อถามว่ามีความกังวลหรือไม่ นายสันธนะ กล่าวว่า ตนเองไม่ใช่คนชอบสาบาน แต่ถ้าเรื่องนี้ทำผิดขอให้ฟ้าดินทำให้ตนเองอับอาย แต่เป็นเรื่องของการเมืองในขั้วที่มีปัญหากับตนเอง ซึ่งเมื่อวานนี้มีพลตำรวจเอกโทรผ่านบุคคลที่ 3 เพื่อคุยกับตนเอง ซึ่งตนรู้ว่าจะมีข้อแลกเปลี่ยน หากตนคุย เนื่องจากมีหมายจับออกแล้ว ก็จะเป็นการแลกเปลี่ยนกันหรือไม่

ส่วนที่มีการเรียกค่าไถ่คนไต้หวันนั้น ยืนยันว่าไม่เคยรู้จักคนไต้หวันมาก่อน เพียงแค่เขาเคยอาศัยรถคนติดตามตนเองมา ซึ่งมีเรื่องกันมาก่อน และตนเองช่วยเคลียร์ให้ เพราะเป็นพลเมืองดี และบุคคลดังกล่าวมีการโกงผู้เสียหายชาวไต้หวัน จำนวน 2.7 ล้านดอลลาร์ โดยตีเป็นเงินไทย 100 ล้านบาท และเมื่อเกิดเรื่องก็มีการเรียกรับเงินจากตนเองกว่า 6 ล้านบาทอีก

ส่วนในอดีตเคยจับแต่โจร วันนี้ต้องมาถูกควบคุมตัว นอนห้องขัง นายสันธนะกล่าวว่า ก็ต้องยอมรับ หากคิดจะต่อสู้ เพราะวันนี้สู้กับฝ่ายการเมืองและอำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรม

ส่วนจะเกี่ยวข้องกับการออกมาแฉนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชาหรือไม่นั้น นายสันธนะ ถามกลับว่า ใช่หรือไม่ ที่ผ่านมาพยายามนิ่ง ซึ่งวันนี้ยืนยันว่าไม่กลัวเพราะไม่ได้ทำผิด ทั้งยังขอให้ตำรวจควบคุมตัวที่ สน.ทองหล่อด้วย เพราะตนเองจะได้ใช้สิทธิ์อย่างเต็มที่ เช่นการดำเนินคดีฟ้องกลับทุกคน หากเลวร้ายถึงขั้นต้องเข้าเรือนจำ ดีเหมือนกัน จะได้ปรึกษากับพี่ใหญ่ที่เขารออยู่ข้างใน

หากเข้าไปแล้วไม่กลัวคู่อริหรือไม่นั้น นายสันธนะ กล่าวว่า หากให้ตนเองอยู่ข้างนอก ก็เหมือนเป็นเจ้าพ่อ และถ้าไปอยู่ข้างในเดี๋ยวจะเป็นเจ้าพ่อ คุกผมก็ไม่ได้แปลกใจ หรือรู้สึกอะไร พร้อมยืนยันว่า ไม่สามารถควบคุมตัวได้แน่นอนในคดี เพราะมีการทำตามขั้นตอนตามกฎหมาย

ส่วนหลักฐานเด็ดที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง ขอให้ตนเองพ้นภาระเรื่องนี้ จะเดินเข้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง แล้วประกาศตัวเป็นสมาชิกพรรคการเมืองพรรคนั้น และจะสนับสนุนให้ข้อมูลฝ่ายการเมืองทั้งหมด ให้พังกันไปข้างหนึ่ง ก็ไม่เป็นไร พร้อมย้ำว่ามั่นใจ ว่าเกี่ยวกับการเมืองแน่นอน เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นมา 4 ปีแล้ว

ส่วนที่ “บังมัด คลองตัน” ฝากเพื่อนสนิท นำข้าวกระเพราไก่ไข่ดาวมาให้นั้น ฝากบอกบังมัดว่า ให้เอาไว้ไปเยี่ยมตัวเองกับพวกอีก 9 คน เพราะมีหลายเรื่องที่ต้องดำเนินคดี

“สันธนะ” ไม่กังวล หากเข้าเรือนจำ ดีจะได้เข้าไปคุยกับพี่ใหญ่ ข้าวบังมัด-ไว้เยี่ยมตัวเอง

สถานการณ์ของนายสันธนะ ประยูรรัตน์ ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม หลังจากถูกควบคุมตัวและมีประเด็นต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกล่าวถึงการเมืองและบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

“สันธนะ” ไม่หวั่น! เตรียมคุยพี่ใหญ่ในเรือนจำ

นายสันธนะได้แสดงความไม่กังวลต่อการเข้าเรือนจำ และยังกล่าวถึงการเตรียมเข้าไปพูดคุยกับบุคคลที่เรียกว่า “พี่ใหญ่” ที่รออยู่ในนั้น ซึ่งสร้างความสงสัยและเป็นที่สนใจของสาธารณชนว่าบุคคลดังกล่าวคือใคร

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง “ข้าวบังมัด” ที่ถูกส่งมาให้ ก็กลายเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง ซึ่งนายสันธนะได้กล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยท่าทีที่ชัดเจน

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสันธนะในครั้งนี้ ได้สร้างความสนใจและกระตุ้นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและอำนาจรัฐ

หลายฝ่ายต่างตั้งคำถามถึงเบื้องหลังและแรงจูงใจในการออกมาให้ข้อมูลของนายสันธนะ รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ เหล่านี้

ในขณะที่บางส่วนมองว่าเป็นการออกมาเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลในสังคม แต่บางส่วนก็มองว่าเป็นการสร้างกระแสเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สิ่งที่แน่นอนคือ เรื่องราวของนายสันธนะยังคงเป็นที่สนใจและติดตามของสังคมต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่การเมืองและอำนาจรัฐกำลังเป็นที่จับตามอง

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนายสันธนะ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน

“สันธนะ” ไม่กังวล หากเข้าเรือนจำ ดีจะได้เข้าไปคุยกับพี่ใหญ่ ข้าวบังมัด-ไว้เยี่ยมตัวเอง เป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – “สันธนะ” ไม่กังวล หากเข้าเรือนจำ ดีจะได้เข้าไปคุยกับพี่ใหญ่ ข้าวบังมัด-ไว้เยี่ยมตัวเอง

เคาะแล้ว! ปลดล็อกขายสุรา 14.00-17.00 น.

บอร์ดควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไฟเขียว ปลดล็อกขายสุรา 14.00-17.00 น. นำร่อง 6 เดือน พร้อมขยายเวลาดื่มในร้านถึงตีหนึ่ง หวังกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงเทศกาล

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงผลการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีมติเห็นชอบมาตรการผ่อนปรนการจำหน่ายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อตอบสนองต่อข้อเสนอจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ มาตรการสำคัญคือการอนุญาตให้ ปลดล็อกขายสุรา 14.00-17.00 น. ซึ่งจะดำเนินการเป็นระยะเวลา 6 เดือน หลังจากนั้นจะมีการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และสังคม เพื่อพิจารณาว่าจะขยายมาตรการนี้ต่อไปหรือไม่

ปลดล็อกขายสุรา 14.00-17.00 น.

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นจากการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงผลดีผลเสียที่อาจเกิดขึ้น รัฐบาลตระหนักถึงความจำเป็นในการส่งเสริมเศรษฐกิจ แต่ก็ให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพและสวัสดิภาพของประชาชนควบคู่กันไป การผ่อนปรนเวลาขายสุรา 14.00-17.00 น. จึงเป็นมาตรการที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายทั้งสองด้าน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเกี่ยวกับการขยายเวลาให้นั่งดื่มในร้านอาหารและสถานบันเทิง โดยอนุญาตให้นั่งดื่มได้ถึง 01.00 น. หรือหลังเที่ยงคืนไปอีก 1 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม การขยายเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์ยังคงไว้ที่ 24.00 น. (เที่ยงคืน) เช่นเดิม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้เหตุผลว่า การตัดสินใจครั้งนี้พิจารณาจากสถิติอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับการเมาแล้วขับ ซึ่งพบว่าเกิดขึ้นมากที่สุดในช่วงเวลา 02.00-03.00 น. การอนุญาตให้นั่งต่อได้อีก 1 ชั่วโมงจึงเป็นการผ่อนคลายที่ยังคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน

มาตรการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในส่วนของพื้นที่โซนนิ่งสำหรับการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ยังคงเป็นไปตามประกาศของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เช่นเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งนี้ มาตรการปลดล็อกขายสุรา 14.00-17.00 น. จะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนเป็นเวลา 15 วัน ก่อนที่จะมีการประกาศลงราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้

  • การประเมินผลกระทบ: หลังจาก 6 เดือน จะมีการประเมินผลกระทบอย่างละเอียด
  • ระยะเวลาการอนุญาตให้นั่งดื่ม: ขยายเวลาให้นั่งดื่มถึง 01.00 น.
  • พื้นที่โซนนิ่ง: ยังคงเป็นไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

รัฐบาลเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจ การรักษาสุขภาพ และมิติทางสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่ม นี่คือโอกาสที่ดีในการวางแผนโปรโมชั่นและกิจกรรมส่งเสริมการขายในช่วงเวลาใหม่นี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การผ่อนปรนนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ที่มา – เคาะแล้ว ปลดล็อกขายสุรา 14.00-17.00 น. นำร่อง 6 เดือน นั่งดื่มหลังเที่ยงคืนได้ 1 ชม.

ไทยโต้! **โฆษกรัฐบาลโต้กัมพูชาแพร่ข่าวปลอม**

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด ล่าสุดรัฐบาลไทยออกมาตอบโต้กัมพูชาอย่างหนัก หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ทหารเหยียบทุ่นระเบิด และการยิงปะทะบริเวณชายแดน โดยยืนยันว่าข้อกล่าวหาของกัมพูชาเป็นข้อมูลเท็จและไม่มีหลักฐานสนับสนุน

**โฆษกรัฐบาลโต้กัมพูชาแพร่ข่าวปลอมบิดเบือนข้อเท็จจริง-สร้างสถานการณ์**

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงย้ำว่าการกระทำของกัมพูชาเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง และขาดความรับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยข่าวเท็จอย่างต่อเนื่องเพื่อใส่ร้ายประเทศไทย

“ฝ่ายกัมพูชาพยายามใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ปล่อยข่าวเท็จซ้ำๆ เพื่อกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายผิดสัญญา และเป็นฝ่ายวางทุ่นระเบิดเอง ซึ่งไม่เป็นความจริง” โฆษกรัฐบาลกล่าว

โฆษกรัฐบาลยังกล่าวถึงกรณีทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่พบในพื้นที่ห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ ว่าเป็นทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่กองทัพกัมพูชาใช้ และมีหลักฐานบ่งชี้ว่ามีการนำมาวางใหม่ในพื้นที่ นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการตัดลวดหนาม ซึ่งสอดคล้องกับการลักลอบเข้ามาในเขตไทยของทหารกัมพูชา การกล่าวหาว่าไทยวางทุ่นระเบิดเองจึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น

ข้อมูลจากกองทัพบก กรณี**โฆษกรัฐบาลโต้กัมพูชาแพร่ข่าวปลอม**

โฆษกกองทัพบกได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เปิดฉากยิงเข้ามาในดินแดนไทยก่อน ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองและปกป้องประชาชน ทิศทางการยิงของฝ่ายไทยไม่ได้มุ่งเป้าไปที่พลเรือน การที่กัมพูชาอ้างว่าพลเรือนได้รับผลกระทบ แสดงให้เห็นว่ากัมพูชากำลังใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ และนำกำลังทหารเข้าไปปะปนกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นการกระทำที่อันตรายและขาดความรับผิดชอบ

นอกจากนี้ โฆษกรัฐบาลยังได้ชี้แจงถึงกรณีภาพที่กัมพูชานำไปบิดเบือนว่าเป็น “ศพเชลยศึกที่ถูกส่งคืน” ว่า แท้จริงแล้วเป็นประชาชนกัมพูชาที่เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวในโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ และไทยได้อำนวยความสะดวกในการส่งศพกลับประเทศตามหลักมนุษยธรรม แต่กลับถูกกัมพูชานำไปใช้สร้างข่าวปลอมอย่างไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

รัฐบาลไทยยืนยันว่าได้ดำเนินการทางการทูตและการทหารอย่างโปร่งใส โดยได้ประท้วงผ่านรัฐบาลญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นประธานอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิด) และส่งหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เพื่อพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ รัฐบาลไทยจะนำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในจุดเกิดเหตุโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน การเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างข่าวปลอมมีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น รัฐบาลไทยจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูล และร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี การตัดสินใจที่จะนำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงถือเป็นก้าวที่สำคัญในการสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแสวงหาความจริงและรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม! ร่วมกันตรวจสอบข้อมูลและส่งต่อเฉพาะข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างความเข้าใจผิดในสังคม นี่คือสิ่งที่เราทำได้เพื่อช่วยให้สถานการณ์ชายแดนคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศของเรา

ที่มา – โฆษกรัฐบาลโต้กัมพูชาแพร่ข่าวปลอมบิดเบือนข้อเท็จจริง-สร้างสถานการณ์

สก็อตต์หลุดทีมชาติอังกฤษ! ลุยเซอร์เบีย

อเล็กซ์ สก็อตต์ กองกลางดาวรุ่งจากบอร์นมัธ ไม่มีชื่อในทีมชาติอังกฤษที่จะพบกับเซอร์เบียในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่เวมบลีย์ในวันพฤหัสบดีนี้

มาร์ค เกฮี กัปตันทีมคริสตัล พาเลซ ก็ไม่มีชื่อในทีม 23 คนชุดนี้เช่นกัน เนื่องจากยังคงอยู่ในช่วงพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บที่เท้า

สก็อตต์ได้รับการเรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกจากผู้จัดการทีม โธมัส ทูเคิล เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยมกับทีม “เดอะ เชอร์รีส์”

อังกฤษจะเดินทางไปแอลเบเนียเพื่อลงเล่นเกมรอบคัดเลือกนัดสุดท้ายในวันอาทิตย์

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สก็อตต์กล่าวว่าการได้รับเลือกให้ติดทีมชาติเป็น “ความฝันที่เป็นจริง”

ทำไมสก็อตต์ถึงหลุดทีมชาติอังกฤษ?

การที่ สก็อตต์หลุดทีมชาติอังกฤษ ชุดที่จะพบกับเซอร์เบีย สร้างความประหลาดใจให้กับแฟนบอลหลายคน หลังจากที่เขาเพิ่งได้รับการเรียกตัวติดทีมชาติเป็นครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นของเขากับบอร์นมัธทำให้หลายคนคาดหวังว่าเขาจะมีโอกาสได้ลงเล่นในเกมระดับชาติ แต่สุดท้ายเขากลับไม่มีชื่อในทีม

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ

ถึงแม้จะไม่มีการระบุเหตุผลอย่างชัดเจนว่าทำไม สก็อตต์หลุดทีมชาติอังกฤษ แต่มีความเป็นไปได้หลายอย่างที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้จัดการทีม:

  • แท็คติกของทีม: ผู้จัดการทีมอาจมีแผนการเล่นที่เฉพาะเจาะจงสำหรับเกมกับเซอร์เบีย และอาจมองว่าผู้เล่นคนอื่นเหมาะสมกับบทบาทมากกว่า
  • ประสบการณ์: แม้ว่าสก็อตต์จะทำผลงานได้ดีกับบอร์นมัธ แต่เขายังขาดประสบการณ์ในระดับนานาชาติ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้จัดการทีมเลือกผู้เล่นที่มีประสบการณ์มากกว่า
  • อาการบาดเจ็บ: แม้ว่าสก็อตต์จะไม่ได้มีอาการบาดเจ็บรุนแรง แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่เขาอาจมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยที่ส่งผลต่อความฟิตของเขา

ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร การที่ สก็อตต์หลุดทีมชาติอังกฤษ ในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักเตะดาวรุ่งทุกคน การรักษามาตรฐานการเล่นที่ดีและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขามีโอกาสได้ลงเล่นในระดับสูง

สำหรับสก็อตต์เอง เขาจะต้องกลับไปมุ่งมั่นกับการฝึกซ้อมกับบอร์นมัธ และพยายามพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อที่จะได้รับโอกาสในการติดทีมชาติอังกฤษอีกครั้งในอนาคต

แน่นอนว่าการที่เขาได้รับโอกาสในการเรียกตัวครั้งแรก แสดงให้เห็นว่าเขามีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติอังกฤษได้ในอนาคต

การไม่มีชื่อของมาร์ค เกฮี ในทีมก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงบทบาทผู้นำของเขาในทีมคริสตัล พาเลซ การหายจากอาการบาดเจ็บของเขาจึงเป็นสิ่งที่แฟนบอลหลายคนรอคอย

โดยสรุปแล้ว การประกาศรายชื่อทีมชาติอังกฤษชุดล่าสุดนี้เต็มไปด้วยความน่าสนใจและสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอล การตัดสินใจของผู้จัดการทีมเป็นสิ่งที่ต้องติดตามและวิเคราะห์กันต่อไป

ที่มา – Scott left out of England squad for Serbia match

ไพโรจน์ ตันบรรจง ซบกล้าธรรม อดีต สส. พะเยา!

นายไพโรจน์ ตันบรรจง อดีต สส. พะเยา 4 สมัยจากพรรคเพื่อไทย สร้างความฮือฮาด้วยการย้ายเข้าสู่บ้านหลังใหม่ กลายเป็นสมาชิกพรรคกล้าธรรมอย่างเป็นทางการแล้ว

อดีต สส. พะเยา “ไพโรจน์ ตันบรรจง” ร่วมพรรคกล้าธรรม

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ชื่อของ นายไพโรจน์ ตันบรรจง กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังจากที่อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดพะเยา ซึ่งเคยสร้างชื่อเสียงกับพรรคเพื่อไทยมาถึง 4 สมัย ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญทางการเมือง ด้วยการยื่นสมัครเป็นสมาชิกของพรรคกล้าธรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย และทำให้เกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับทิศทางทางการเมืองของนายไพโรจน์ และอนาคตของพรรคกล้าธรรม

ไพโรจน์ ตันบรรจง ถือเป็นบุคคลที่คุ้นเคยกับชาวพะเยาเป็นอย่างดี ด้วยประสบการณ์และความผูกพันที่มีต่อพื้นที่ เขาเคยดำรงตำแหน่ง สส. เขต 3 จังหวัดพะเยา ภายใต้สังกัดพรรคเพื่อไทย และเป็นที่รู้จักจากผลงานและการทำงานเพื่อประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เขายังเคยลงสมัครในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานการเมืองอย่างต่อเนื่องของเขา

เส้นทางการเมืองของ ไพโรจน์ ตันบรรจง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งทางการเมืองที่ชัดเจนนัก นายไพโรจน์ ตันบรรจง ก็ยังคงมีบทบาทในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในพื้นที่จังหวัดพะเยาอย่างต่อเนื่อง เขามักจะปรากฏตัวในกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชุมชน และให้ความสนใจกับปัญหาและความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น การตัดสินใจเข้าร่วมพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้ จึงเป็นการกลับเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเป็นทางการอีกครั้ง และเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้ใช้ความรู้ความสามารถ เพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้กับชาวพะเยาอย่างเต็มที่

การเข้าร่วมพรรคกล้าธรรมของ ไพโรจน์ ตันบรรจง เป็นสิ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ทางการเมืองที่ยาวนานของเขา กับแนวคิดและนโยบายของพรรคกล้าธรรม ซึ่งเน้นการสร้างความเปลี่ยนแปลง และพัฒนาประเทศด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ การร่วมมือกันในครั้งนี้ อาจนำมาซึ่งสิ่งใหม่ๆ และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาจังหวัดพะเยาและประเทศไทยในภาพรวม

หลายคนอาจสงสัยว่า อะไรคือเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญของ นายไพโรจน์ ตันบรรจง การย้ายจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคที่เขาเคยสร้างชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน มาสู่พรรคกล้าธรรม อาจเป็นเพราะเขาต้องการแสวงหาแนวทางการทำงานการเมืองใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และความเชื่อมั่นของเขา หรืออาจเป็นเพราะเขาเห็นโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลง และพัฒนาประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น ภายใต้การสนับสนุนของพรรคกล้าธรรม

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นเช่นไร การตัดสินใจของ นายไพโรจน์ ตันบรรจง ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ และความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เขาพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ และพร้อมที่จะใช้ความรู้ความสามารถของเขา เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติ

การเข้าร่วมพรรคกล้าธรรมของ ไพโรจน์ ตันบรรจง ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงพรรคการเมือง แต่เป็นการเริ่มต้นใหม่ในการทำงานการเมืองของเขา และเป็นการสร้างความหวังให้กับชาวพะเยา ที่ต้องการเห็นการพัฒนาและความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ของตนเอง

ที่มา – “ไพโรจน์ ตันบรรจง” อดีต สส.พะเยา เพื่อไทย สมัครสมาชิกพรรคกล้าธรรมแล้ว