วัน: 14 พฤศจิกายน 2025

กองทัพบกแฉ! กัมพูชา กุข่าวทหารไทยยิงประชาชน

กองทัพบก กางพิรุธ กัมพูชา กุข่าวทหารไทยยิงประชาชนเสียชีวิต สวนทางคำให้สัมภาษณ์ของ ผอ.โรงพยาบาล ใน บันเตียเมียนเจย เตือน “กัมพูชา” หยุดบิดเบือนสร้างภาพ ลดความน่าเชื่อถือของประเทศตนเอง

วันที่ 14 พ.ย. 2568 พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ทางการกัมพูชา รวมทั้งสื่อกัมพูชานำเสนอข้อมูลบิดเบือนต่อสาธารณะ จัดฉากสร้างภาพอย่างต่อเนื่องในห้วงสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะประเด็นล่าสุดที่กล่าวอ้างว่าทหารไทยยิงใส่พลเรือนบริเวณหมู่บ้านเปรยจัน จ.บันเตียเมียนเจย เมื่อ 12 พ.ย.68 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง

ซึ่งโฆษกกองทัพบก ได้ตั้งข้อสังเกตหลายประการต่อกรณีดังกล่าว ดังนี้

  1. กรณีเรื่องศพประชาชนกัมพูชาที่กล่าวอ้างว่าถูกยิงเสียชีวิตจากเหตุการณ์การปะทะ และได้ฌาปนกิจเสร็จสิ้นไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย.2568 นั้น ถือเป็นการกระทำที่ผิดวิสัย ทั้งที่เป็นการเสียชีวิตแบบผิดธรรมชาติ ทั้งที่แท้จริงแล้วควรมีการชันสูตรพลิกศพก่อน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเหมือนเป็นการจงใจปกปิดหลักฐานที่ได้บิดเบือนไว้
  2. ที่ผ่านมากรณีที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หากกัมพูชาต้องการเรียกร้องความสนใจต่อสังคมโลก หรือกล่าวโทษต่อฝ่ายไทย ก็มักจะใช้วิธีเปิดเผยหลักฐานและประโคมข่าวใหญ่โต แต่กรณีศพผู้เสียชีวิตดังกล่าวกลับไม่กระทำเช่นนั้น ทั้งที่มีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) อยู่ระหว่างการลงพื้นที่เข้าตรวจสอบหลักฐาน ในวันที่ 13 พ.ย.68 ที่ผ่านมา ซึ่งจากข้อสังเกตดังกล่าวอาจเป็นไปได้ว่า ไม่มีศพผู้เสียชีวิตจริง หรือไม่ใช่ผู้เสียชีวิตที่เกิดจากการปะทะกันตามที่กัมพูชากล่าวอ้าง
  3. ทางการกัมพูชาควรออกมาชี้แจงในประเด็นที่ปรากฏคลิปวิดีโอการให้สัมภาษณ์ของผู้อำนวยการโรงพยาบาลสาธารณสุข จ.บันเตียเมียนเจย ขณะต้อนรับคณะ AOT เข้าเยี่ยมอาการผู้บาดเจ็บและระบุว่า “จากเหตุการณ์ปะทะที่ผ่านมา มีผู้บาดเจ็บจำนวน 3 คน และไม่มีผู้เสียชีวิต ขอให้สื่อได้นำเสนอข่าวที่ถูกต้องต่อสังคม” ซึ่งถือว่าขัดแย้งกับการนำเสนอข่าวของทางการกัมพูชาอย่างชัดเจน
  1. เมื่อสังเกตจากภาพที่ประชาชนกัมพูชาได้รับบาดเจ็บและนำส่งโรงพยาบาล พบว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยบาดแผลที่เกิดจากอาวุธปืนทางทหารในระยะ 500 – 800 เมตร จะต้องมีลักษณะฉกรรจ์และรุนแรงกว่าภาพที่ปรากฏในข่าว รวมทั้งภาพที่โรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บกลับมีรอยยิ้มและอาการที่ไม่เหมือนถูกยิงจากอาวุธปืนแต่อย่างใด

ชัดเจนกัมพูชาจัดฉาก

โฆษกกองทัพบก กล่าวต่อว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏข้างต้นทั้งหมดนี้ ล้วนยืนยันว่ากัมพูชาพยายามสร้างสถานการณ์ จัดฉากและสร้างภาพการละครในบทเหยื่อที่ถูกกระทำจากฝ่ายไทย ทั้งที่จริงๆ นั้น กลับเป็นผู้เริ่มดำเนินการละเมิดปฏิญญาร่วมไทย-กัมพูชา และให้ข้อมูลบิดเบือนต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกองทัพบกขอให้กัมพูชาหยุดการกระทำต่างๆ ที่จะสร้างความขัดแย้งและความเป็นปรปักษ์ในพื้นที่ชายแดนเพิ่มมากขึ้น และขอยืนยันในภารกิจของกองทัพบก ที่มีความพร้อมของการเตรียมกำลังเพื่อพิทักษ์รักษาอธิปไตย และดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ซึ่งปัจจุบันหน่วยส่วนกลางและกองกำลังป้องกันชายแดนกองทัพบกได้ติดตามเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างๆ อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากพบความผิดปกติหรือภัยคุกคามด้านความมั่นคงของประเทศ กองทัพบกพร้อมดำเนินการตามสิทธิ์ในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติในทันที

กองทัพบก กางพิรุธ กัมพูชา กุข่าวทหารไทยยิงประชาชนเสียชีวิต

พิรุธกัมพูชา กุข่าวทหารไทยยิงประชาชน

กรณีที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่มาจากแหล่งข่าวต่างประเทศที่มีความขัดแย้ง การพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านและใช้วิจารณญาณจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

กองทัพบกได้ออกมาเปิดเผยถึงความไม่ชอบมาพากลหลายอย่างที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับกรณีที่กัมพูชาออกมากล่าวหาว่าทหารไทยยิงประชาชนเสียชีวิต ซึ่งทำให้เห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่น่าจะเป็นความจริง และอาจเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง

สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนต้องตระหนักถึงการรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและไม่หลงเชื่ออะไรง่าย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อ่อนไหวเช่นนี้ การแพร่กระจายข่าวปลอมอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้ เราทุกคนจึงมีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูลและเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นจริงเท่านั้น

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เราต้องหันกลับมาพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน การสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งมีแต่จะนำมาซึ่งความเสียหายต่อทุกฝ่าย

กองทัพบกยังคงยืนยันในภารกิจการปกป้องอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ และขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพบก

ดังนั้นเราควรช่วยกันตรวจสอบและวิเคราะห์ข่าวสารอย่างมีสติ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการสร้างข่าวเท็จ และเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

จากกรณี กองทัพบก กางพิรุธ กัมพูชา กุข่าวทหารไทยยิงประชาชนเสียชีวิต นี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนต้องใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร

ที่มา – กองทัพบก กางพิรุธ กัมพูชา กุข่าวทหารไทยยิงประชาชนเสียชีวิต จงใจปกปิดหลักฐานหนีการพิสูจน์

ภาพดาวเทียม เปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมปี 68

สถานการณ์น้ำท่วมเป็นปัญหาที่ประเทศไทยต้องเผชิญอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ล่าสุด GISTDA ได้เผยแพร่ภาพดาวเทียม เปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมปี 68 กับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2554 ซึ่งเป็นปีที่เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในประเทศไทย ผลการเปรียบเทียบแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

ภาพดาวเทียม เปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมปี 68

GISTDA หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมในการวิเคราะห์และเปรียบเทียบสถานการณ์น้ำท่วมขังบริเวณพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่จังหวัดชัยนาทลงไปจนถึงอ่าวไทย โดยเปรียบเทียบข้อมูลในช่วงเดือนพฤศจิกายนของปี 2554 และปี 2568

จากข้อมูลภาพดาวเทียม เปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมปี 68 พบว่า:

  • ปี 2554 (สีแดง): มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังสูงถึง 9,511,059 ไร่
  • ปี 2568 (สีฟ้า): มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังอยู่ที่ 1,303,299 ไร่

ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่น้ำท่วมขังในปี 2568 นั้น น้อยกว่าปี 2554 ในช่วงเวลาเดียวกันถึง 86% ถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจและแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย

ปัจจัยที่ส่งผลต่อสถานการณ์น้ำท่วม

แม้ว่าพื้นที่น้ำท่วมในปี 2568 จะน้อยกว่าปี 2554 อย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะไม่น่ากังวล ปัจจัยหลายอย่างอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์น้ำท่วมได้ เช่น ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในแต่ละปี การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

การที่พื้นที่น้ำท่วมน้อยลง อาจเป็นผลมาจากการบริหารจัดการน้ำที่ดีขึ้น หรืออาจเป็นเพราะปริมาณฝนในปี 2568 น้อยกว่าปี 2554 อย่างไรก็ตาม การติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิดยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

GISTDA ได้ส่งข้อมูลภาพดาวเทียม เปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมปี 68 ให้กับหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ เพื่อนำไปใช้สนับสนุนในการบริหารจัดการตามภารกิจ ทั้งด้านการวางแผนและการติดตาม เพื่อประเมินสถานการณ์ต่อไป ท่านสามารถติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังเพิ่มเติมได้ที่: https://disaster.gistda.or.th

การใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศในการติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำท่วม เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ และนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องในการบริหารจัดการน้ำและช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ภาพดาวเทียม เปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมปี 68 พบน้อยกว่า “มหาอุทกภัยปี 54” ราว 86%

ภราดรให้กำลังใจคนสิงห์บุรี น้ำท่วมไม่ทิ้งกัน!

“รัฐมนตรีภราดร” ลงพื้นที่น้ำท่วมสิงห์บุรี ด้านนายกเทศมนตรี ของบทำผนังกั้นน้ำถาวร เจ้าตัวรับปากบอกให้ทำเรื่องเสนอมาจะช่วยผลักดันอีกแรง รุดให้กำลังใจคนริมน้ำเจ้าพระยา ยันไม่ทิ้งกัน

วันที่ 14 พ.ย. 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดสิงห์บุรี จุดที่ 1 เทศบาลตำบลอินทร์บุรี โดยมีนางสาววีรวรรณ จันทนเสวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สส.สิงห์บุรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี นายกเทศมนตรีตำบลอินทร์บุรี รายงานสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดสิงห์บุรี

โดยนายภราดร ได้พูดคุยให้กำลังใจประชาชนตำบลอินทร์บุรี จากนั้นได้เดินทางไปหน้าโรงพยาบาลอินทร์บุรี พูดคุยให้กำลังใจบุคลากรแพทย์และผู้ป่วยที่จะเข้ารับรักษาหน้าโรงพยาบาล หน้าองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี บริเวณคันคลองบรมธาตุ ที่น้ำกำลังไหลข้ามถนนลงคลองหลายจุด จึงเดินเท้าไปหน้าศาลหลักเมืองเพื่อดูแนวดินที่กั้นน้ำไว้ไม่ให้ท่วมตลาดเมืองสิงห์บุรี ที่เป็นเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดสิงห์บุรี โดยนายณรงค์ศักดิ์ วิงวอน นายกเทศมนตรีเมืองสิงห์บุรี ได้ของบทำผนังกั้นน้ำบริเวณฝาครอบคลองเพื่อป้องกันน้ำไหลเข้าท่วมตลาดถาวร

ซึ่งนายภราดร ได้บอกให้ทำเรื่องเสนอมาจะช่วยผลักดันอีกแรงหนึ่ง พร้อมกล่าวว่าให้จังหวัดสิงห์บุรีและสส.สิงห์บุรีประสานงานกับรัฐบาลจะเร่งดูแลผู้ประสบอุทกภัยโดยเร็วไม่ทิ้งกัน จะดูแลกันช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ประสบอุทกภัย เป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยจังหวัดสิงห์บุรี ปีนี้สิงห์บุรีเกิดอุทกภัยหนักมากอาจจะหนักกว่าอ่างทองหลายจุด เป็นกำลังใจให้กับผู้อาศัยริมแม่น้ำเจ้าพระยาเหมือนกันเราไม่ทิ้งกัน เราจะผ่านไปด้วยกัน

สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดสิงห์บุรีนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน การลงพื้นที่ให้กำลังใจและรับฟังปัญหาของประชาชนโดยรัฐมนตรีภราดร เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะแสดงให้เห็นว่าภาครัฐไม่ได้ทอดทิ้งประชาชนในยามยากลำบาก

ภราดรให้กำลังใจคนสิงห์บุรี น้ำท่วมไม่ทิ้งกัน

การที่นายกเทศมนตรีเมืองสิงห์บุรี ได้เสนอของบประมาณในการทำผนังกั้นน้ำถาวร เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด และจะช่วยป้องกันน้ำท่วมในระยะยาวได้ การที่รัฐมนตรีภราดรรับปากว่าจะช่วยผลักดันเรื่องนี้ เป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐพร้อมที่จะสนับสนุนโครงการที่ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ภราดรให้กำลังใจคนสิงห์บุรี ยืนยันไม่ทิ้งกัน

การประสานงานระหว่างจังหวัดสิงห์บุรี สส.สิงห์บุรี และรัฐบาล เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การดูแลผู้ประสบอุทกภัย การช่วยแก้ปัญหา และการให้กำลังใจ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ถือเป็นบททดสอบความเข้มแข็งของชุมชนและความเอาใจใส่ของภาครัฐ การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันช่วยเหลือผู้ประสบภัย จะเป็นพลังสำคัญที่ทำให้เราสามารถก้าวข้ามอุปสรรคนี้ไปได้ การที่รัฐมนตรีภราดรเน้นย้ำว่า “ภราดรให้กำลังใจคนสิงห์บุรี น้ำท่วมไม่ทิ้งกัน” เป็นคำพูดที่สร้างความอบอุ่นใจและเป็นกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยอย่างยิ่ง

อุทกภัยครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่ของสิงห์บุรี การเยียวยาและฟื้นฟูจึงจำเป็นต้องครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย การเกษตร และการประกอบอาชีพ การให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน การจัดหาอาหารและน้ำดื่ม และการสนับสนุนด้านสุขภาพ เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีการรับมือกับอุทกภัย และการสร้างความตระหนักถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติในอนาคต การเตรียมความพร้อมและการวางแผนรับมือกับภัยพิบัติจึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ

การที่รัฐมนตรีภราดรลงพื้นที่เพื่อ ภราดรให้กำลังใจคนสิงห์บุรี น้ำท่วมไม่ทิ้งกัน แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของรัฐบาลต่อปัญหาของประชาชน การรับฟังความคิดเห็นและความต้องการของประชาชน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จะเป็นพลังสำคัญที่ทำให้เราสามารถสร้างสังคมที่เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับทุกวิกฤต

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน การวางแผนการใช้ที่ดินที่เหมาะสม และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากอุทกภัยในอนาคต การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง จะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับประเทศ

ในยามที่ประชาชนกำลังเผชิญกับความยากลำบาก การได้รับกำลังใจและความช่วยเหลือจากผู้อื่น เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง การที่รัฐมนตรีภราดรเดินทางไปให้กำลังใจผู้ประสบภัยด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจและแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

ที่มา – “ภราดร” ให้กำลังใจคนสิงห์บุรี น้ำท่วมไม่ทิ้งกัน ยอมรับหนักกว่าอ่างทองหลายจุด

ทีมผู้กำกับซีรีส์ ลุ้นธูปเลขเด็ด 16/11/68 ที่แพร่

ผู้กำกับชื่อดัง ยกทีมมาถ่ายทำซีรีส์ที่สำนักเทพจันทรคุปต์ จ.แพร่ ทีมงานไม่พลาดจุดธูปตัวเลขเปิดดวงชะตาลุ้น “เลขเด็ด 16/11/68” ไปเสี่ยงโชคซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดนี้

วันที่ 14 พ.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อใกล้วันสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จะออกรางวัล งวดวันที่ 16 พ.ย. 68 ที่จะถึงนี้ มีนักเสี่ยงโชคจำนวนมากเดินทางไปยัง พระพิฆเนศแพร่ สำนักเทพจันทรคุปต์ เลขที่ 9/9 ม.9 ต.สวนเขื่อน อ.เมืองแพร่ จ.แพร่ เพื่อไปบูชาพระพิฆเนศปางเศรษฐี เนื้อเงินยวงที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่โดดเด่นในเรื่องโชคลาภและความร่ำรวย มีผู้ที่สมหวังจากการเข้ามาบูชาขอโชค พระพิฆเนศแพร่อย่างต่อเนื่อง

โดยนอกจากจะไปบูชาพระพิฆเนศแล้ว ภายในยังมี “เจ้าพ่อหนูให้โชค” คือ “หนูมุสิกะ” บริวารขององค์พระพิฆเนศประจำสำนักเทพจันทรคุปต์ จ.แพร่ ซึ่งเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ศรัทธาว่าให้โชคลาภและประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ และหากต้องการขอพรให้นำเรื่องที่ขอไป กระซิบที่หูของหนูมุสิกะ จะสมหวังจนมีคนนำสิ่งของมาแก้บน ที่สมหวังจากเจ้าพ่อหนูจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีการเจิมมือ เสริมสิริมงคลและโชคลาภอีกด้วย

ก่อนหน้านั้น พระพิฆเนศแพร่ ยังให้การต้อนรับทีมงาน พี่อ๊อด บัณฑิต ทองดี ผู้กำกับชื่อดังยกทีมถ่ายทำละครเปิดตัวซีรีส์ “เสน่ห์รักนักปรุง เดอะซีรีส์” ที่เดินทางมาถ่ายทำที่สำนักเทพจันทรคุปต์ เพื่อเป็นการโปรโมตจังหวัดแพร่ให้เป็นที่รู้จัก สร้างกระแสการท่องเที่ยว และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่อย่างยั่งยืนด้วย โดยทีมงานได้จุดธูปตัวเลขเพื่อเปิดดวงชะตา โดยได้เลข 096 หรือ 696 ซึ่งจะนำไปเสี่ยงโชคซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดนี้ต่อไป.

ทีมผู้กำกับซีรีส์ มาถ่ายทำที่สำนักเทพจันทรคุปต์ จ.แพร่ ได้ลุ้นธูปเลขเด็ด 16/11/68

จากกรณีทีมผู้กำกับซีรีส์ชื่อดังเดินทางมาถ่ายทำที่สำนักเทพจันทรคุปต์ จ.แพร่ ทำให้เกิดกระแสความสนใจในเรื่องของโชคลาภและตัวเลข เลขเด็ด 16/11/68 ที่ได้จากการจุดธูปนั้น กลายเป็นที่จับตามองของนักเสี่ยงโชคจำนวนมาก หลายคนหวังว่าเลขดังกล่าวจะนำพาโชคดีมาให้ในการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จะถึงนี้

ทำไมสำนักเทพจันทรคุปต์ถึงเป็นที่นิยม

สำนักเทพจันทรคุปต์ ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ถ่ายทำซีรีส์เท่านั้น แต่ยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนมากมาย ที่นี่เป็นที่ประดิษฐานของพระพิฆเนศปางเศรษฐีเนื้อเงินยวงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นที่เลื่องลือในเรื่องของการให้โชคลาภและความร่ำรวย นอกจากนี้ยังมีเจ้าพ่อหนูให้โชค หรือ หนูมุสิกะ ที่ผู้คนนิยมมากระซิบขอพรอีกด้วย ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่ผู้คนหลั่งไหลมาเพื่อขอพรและเสี่ยงโชคอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงใกล้วันหวยออก

สำหรับใครที่กำลังมองหา เลขเด็ด 16/11/68 การเดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำนักเทพจันทรคุปต์ อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ นอกจากจะได้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว ยังอาจจะได้เลขเด็ดกลับบ้านไปเสี่ยงโชคอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การเสี่ยงโชคควรอยู่ในขอบเขตที่พอดี และไม่ควรทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าเลขที่ได้มาจะเป็นเลขใด ขอให้ทุกท่านโชคดีและมีสติในการเสี่ยงโชคเสมอ

ที่มา – ทีมผู้กำกับซีรีส์ มาถ่ายทำที่สำนักเทพจันทรคุปต์ จ.แพร่ ได้ลุ้นธูปเลขเด็ด 16/11/68

สวนสัตว์ขอนแก่นอวดโฉม “น้องอั้ม” ลูกค่างห้าสี

สวนสัตว์ขอนแก่น อวดโฉมความสวยงาม “น้องอั้ม” ลูกค่างห้าสี สัตว์ป่าหายากใกล้สูญพันธุ์สุดน่ารัก ที่ใครๆ ก็ต้องหลงรักในความน่าเอ็นดู

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 นางทิพาวดี กิตติคุณ ผู้อำนวยการสวนสัตว์ขอนแก่น ได้ออกมาเปิดเผยข่าวดีว่า สวนสัตว์ขอนแก่นประสบความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์ลูกค่างห้าสีได้อีกครั้งหนึ่ง โดยลูกค่างตัวน้อยนี้มีชื่อว่า “อั้ม” เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 จากแม่พันธุ์ชื่อ “แม่อุ้ม” และพ่อพันธุ์ชื่อ “พ่อเอ๋” ซึ่งทั้งคู่นั้นได้ย้ายมาจากสวนสัตว์ดุสิตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559

ขณะนี้ น้องอั้ม มีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์และอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของสัตวแพทย์ประจำสวนสัตว์ขอนแก่น ทางสวนสัตว์จึงใคร่ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทุกท่านมาร่วมชมความน่ารักและความสวยงามของลูกค่างห้าสีตัวน้อยนี้ ปัจจุบัน สวนสัตว์ขอนแก่นมีค่างห้าสีทั้งหมด 7 ตัว แบ่งเป็นเพศผู้ 3 ตัว และเพศเมีย 4 ตัว อย่าพลาดโอกาสทองในช่วงเปิดเทอมนี้ มาร่วมสัมผัสความน่ารักของพวกเค้าได้ทุกวัน ไม่มีวันหยุดราชการ

นางทิพาวดี ยังกล่าวเสริมอีกว่า ค่างห้าสีถูกจัดให้อยู่ในบัญชีแดงของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติชาติ (IUCN) ซึ่งหมายความว่าเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ ค่างห้าสีเป็นค่างที่มีสีสันสวยงามและโดดเด่นสะดุดตา จนได้รับการยกย่องว่าเป็นค่างที่สวยที่สุดในโลก ด้วยสีขนที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวถึง 5 สี ได้แก่ สีดำ สีเทา สีขาว สีน้ำตาลแดง และสีส้ม

ลักษณะทางกายภาพของค่างห้าสีมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยส่วนหลัง กระหม่อม แขนบนด้านนอก และหน้าท้องจะมีขนสีเทา ในขณะที่หน้าอก แขนบนด้านใน ต้นขาด้านในและด้านนอก รวมถึงมือและเท้าจะมีขนสีดำ หน้าแข้งและน่องจะมีขนสีน้ำตาลแดง ส่วนแขนท่อนล่างและหางจะมีสีขาว สำหรับเพศผู้ จะมีความยาวหัวรวมลำตัวโดยเฉลี่ย 61 เซนติเมตร และเพศเมีย 54.5 เซนติเมตร น้ำหนักของเพศผู้เฉลี่ยอยู่ที่ 11 กิโลกรัม และเพศเมีย 8.44 กิโลกรัม ความยาวหางจะอยู่ในช่วง 55.8-76.2 เซนติเมตร

ช่วงเวลาผสมพันธุ์ของค่างห้าสีจะอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงธันวาคม ระยะตั้งท้องจะอยู่ที่ประมาณ 165-190 วัน โดยจะออกลูกครั้งละ 1 ตัว เพศเมียจะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 4 ปี ส่วนเพศผู้ในช่วงอายุ 4-5 ปี ค่างห้าสีมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 25 ปี พวกมันมีการกระจายพันธุ์ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศเวียดนาม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศลาว และภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศกัมพูชา

สวนสัตว์ขอนแก่น อวดความน่ารัก “น้องอั้ม” ลูกค่างห้าสี

ค่างห้าสีเป็นสัตว์สังคมที่มักอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง โดยมีจำนวนเพศเมียมากกว่าเพศผู้ และเพศผู้จะเป็นผู้นำฝูง ขนาดของฝูงจะขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของอาหารและระดับการรบกวนจากมนุษย์ พวกมันหากินในเวลากลางวัน โดยเคลื่อนที่ไปตามเรือนยอดของป่าด้วยการโหนตัวตามกิ่งไม้ด้วยมือและแขน รวมถึงการกระโดดโดยใช้ขาหลังผลักตัวให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า และการเหยียดแขนขึ้นเหนือหัว หางของพวกมันจะช่วยในการสร้างสมดุล ในเวลากลางคืน พวกมันจะนอนหลับบนส่วนเรือนยอดของต้นไม้ใหญ่ที่มีใบไม้ปกคลุมหนาแน่น

ทำไมค่างห้าสีถึงน่าสนใจ?

ความน่าสนใจของค่างห้าสีไม่ได้มีแค่เพียงสีสันที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมทางสังคมที่เป็นเอกลักษณ์ และบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ การอนุรักษ์ค่างห้าสีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและป้องกันการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่าที่สวยงามชนิดนี้ การเยี่ยมชมสวนสัตว์และสนับสนุนโครงการอนุรักษ์ต่างๆ เป็นวิธีหนึ่งที่เราสามารถช่วยให้ค่างห้าสีและสัตว์ป่าอื่นๆ อยู่รอดต่อไปได้

การได้เห็น “น้องอั้ม” ลูกค่างห้าสี ที่สวนสัตว์ขอนแก่น เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจและกระตุ้นให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์เหล่านี้ หวังว่าการเยี่ยมชมสวนสัตว์ครั้งนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนหันมาใส่ใจและร่วมมือกันรักษาสิ่งมีชีวิตที่สวยงามเหล่านี้ให้คงอยู่ต่อไป

ที่มา – สวนสัตว์ขอนแก่น อวดความน่ารัก “น้องอั้ม” ลูกค่างห้าสี สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์

ธนิก นิธิพันธวงศ์ จุดประกายอวกาศไทยยุคใหม่

รู้จัก ธนิก นิธิพันธวงศ์ วิศวกรการบินและอวกาศ ผู้จุดประกายอุตสาหกรรมอวกาศไทยยุคใหม่ รับการเตรียมเปิดตัวสายการบินอวกาศแห่งแรกในเอเชียของไทย

ธนิก นิธิพันธวงศ์ คือคนไทยจำนวนน้อยที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ ในฐานะวิศวกรการบินและอวกาศ ระบบที่เขาใช้คือ แบบปล่อยกลางอากาศ (Air-Launch System) ซึ่งยานแม่หรือเครื่องบินบรรทุกจะนำยานอวกาศขึ้นไปที่ความสูงระดับหนึ่งก่อนปล่อยให้ทะยานขึ้นสู่ขอบอวกาศ

หลังจากนั้น ยานแม่จะร่อนกลับลงมาจอดอย่างปลอดภัยบนรันเวย์ ประสบการณ์ระดับโลกของเขานี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขากลับมาสร้างเส้นทางใหม่ให้กับประเทศไทย เส้นทางที่จะเชื่อมฟ้าไทยเข้ากับจักรวาล ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของสายการบินอวกาศไทยในอนาคต

ธนิกได้กล่าวถึง Spaceline หรือ สายการบินอวกาศ ในงาน Thailand Space Expo 2025 มหกรรมด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายว่า ถ้า Airline คือสายการบินในโลก ดังนั้น Spaceline ก็คือสายการบินสู่อวกาศ ที่ทำการบินในระดับความสูงไม่น้อยกว่า 100 กิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นบริเวณที่เรียกว่าเส้นคาร์มาน (Kármán Line)

สายการบินอวกาศจะให้บริการเที่ยวบินสู่อวกาศ ทั้งเพื่อการวิจัย วิทยาศาสตร์ และการท่องเที่ยว โดยมีระบบการดำเนินงานคล้ายกับสายการบินทั่วไป แต่จะใช้ “ท่าอวกาศยาน (Spaceport)” แทนสนามบิน ซึ่งการเดินทางไปนอกโลกมี 2 ประเภทหลัก คือ การบินใต้วงโคจร (Suborbital Flight) และการบินในวงโคจร (Orbital Flight)

การบินใต้วงโคจร (Suborbital Flight) คือการเดินทางสู่อวกาศเป็นเวลาสั้น ๆ ไม่กี่นาที แล้วก็กลับลงมาบนโลกทันที ขึ้นแล้วลง เพื่อที่จะได้สัมผัสอวกาศในส่วนที่ใกล้กับชั้นบรรยากาศของโลก หรือที่เราเรียกกันว่าขอบอวกาศ และการบินในวงโคจร (Orbital Flight) คือการเดินทางสู่อวกาศแล้วโคจรรอบโลกก่อน หรือไปในห้วงอวกาศ โดยไม่ได้กลับทันที ซึ่งรวมถึงการเดินทางไปยังสถานีอวกาศ (Space Station) และดาวดวงอื่น

ระบบการบินจะมีอยู่ 2 แบบที่ สายการบินอวกาศ (Spaceline) ต้องเลือกให้สอดคล้องกับ ท่าอวกาศยาน (Spaceport) ในการรองรับ ไม่ว่าจะเป็นระบบจรวดที่ปล่อยจากพื้นดิน แล้วใช้ร่มชูชีพพยุงแคปซูลลูกเรือตอนกลับ เหมือนของ Blue Origin หรือ ระบบยานที่ปล่อยกลางอากาศ แบบเดียวกับที่ Virgin Galactic ใช้

หากประเทศไทยสามารถวางแผนสร้าง ท่าอวกาศยาน (Spaceport) ควบคู่ไปกับการพัฒนา สายการบินอวกาศ (Spaceline) ได้สำเร็จ ก็จะเป็นการเปิดประตูสู่อุตสาหกรรมอวกาศไทยยุคใหม่เชิงพาณิชย์แห่งแรกของเอเชียอย่างแท้จริง นับเป็นก้าวใหญ่ของไทยกับ GISTDA และพันธมิตรระดับโลกเลยทีเดียว

GISTDA (สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของไทยในด้านอวกาศ ได้เผยวิสัยทัศน์การพัฒนา Spaceport แห่งอนาคตของไทย โดยอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกับที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง KPMG เพื่อประเมินประโยชน์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ถึงแม้ยังคงเป็นการวางแผนงาน แต่โครงการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่ อุตสาหกรรมอวกาศภาคเอกชน ที่หน่วยงานรัฐไม่ต้องแบกรับภาระทั้งหมดเหมือนในอดีตอีกต่อไป

การเกิดขึ้นของ Spaceline และ Spaceport จะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการสร้างระบบนิเวศด้านการบินอวกาศเชิงพาณิชย์ (Commercial Spaceflight Ecosystem) ไม่เพียงแต่การจัดตั้งสถานีปล่อยจรวดหรือยานอวกาศ แต่ยังมีประสิทธิภาพมากพอที่จะเป็นศูนย์กลางซ่อมบำรุง การผลิตชิ้นส่วน สถานที่ฝึกนักบินอวกาศ และงานวิจัยนวัตกรรมอวกาศ ซึ่งจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลให้ประเทศไทยพร้อมกับการเป็น “ฐานอวกาศเอเชีย”

ธนิกบอกอีกว่า ด้วยความมั่นใจว่า ประเทศไทยมีศักยภาพพร้อม ทั้งด้านภูมิศาสตร์ บุคลากร วิศวกรรม และแรงบันดาลใจ เหลือแต่เพียงการลงมือปฏิบัติ โดยมองว่าไทยตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสมกับการปล่อยยานสู่วงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit) อีกทั้งยังมีอุตสาหกรรมการบินที่แข็งแกร่ง ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่อวกาศได้ไม่ยาก หากมีการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมอวกาศทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว คาดว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า จะมีมูลค่ารวมกว่า 30 ล้านล้านบาท ครอบคลุมทั้งการสื่อสาร ดาวเทียม การขนส่ง การท่องเที่ยวอวกาศ และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ จึงเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ไทยไม่ควรพลาด หากไทยก้าวทันในวันนี้ จะเกิดการสร้างงานใหม่ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับศักยภาพบุคลากรด้าน STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไม่ตกขบวนอวกาศ ที่กำลังจะกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ของเศรษฐกิจโลก ภารกิจสำคัญ คือการปลูกฝันคนรุ่นใหม่ สู่ภารกิจอวกาศไทย

“ฝากแรงบันดาลใจถึงเยาวชนไทย อยากเห็นคนไทยรุ่นใหม่กล้าฝัน กล้าทำ และกล้ามองฟ้า เพราะอวกาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สักวันหนึ่ง คนไทยอาจจะได้ขึ้นไปอวกาศ จากผืนดินไทยจริง ๆ”

ธนิก นิธิพันธวงศ์ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังใหม่ให้กับชาติ เขาไม่เพียงแค่ฝันถึงการเป็นนักบินอวกาศ แต่เขายังจุดประกายให้อุตสาหกรรมอวกาศไทยยุคใหม่เริ่มต้นขึ้นจริง และในอนาคตอันใกล้ เราอาจจะได้เห็นเที่ยวบินอวกาศลำแรกของเอเชียทะยานขึ้นจากท่าอวกาศยานประเทศไทย และนี่คือจุดเริ่มต้นของโลกยุคใหม่ ที่ขอบฟ้าไร้ขีดจำกัด

ธนิก นิธิพันธวงศ์ วิศวกรการบินและอวกาศ จุดประกายอุตสาหกรรมอวกาศไทยยุคใหม่

ทำไม ธนิก นิธิพันธวงศ์ ถึงจุดประกายอุตสาหกรรมอวกาศไทยยุคใหม่?

อุตสาหกรรมอวกาศไทยยุคใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว และธนิก นิธิพันธวงศ์ คือผู้อยู่เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนั้น!

ที่มา – ธนิก นิธิพันธวงศ์ วิศวกรการบินและอวกาศ จุดประกายอุตสาหกรรมอวกาศไทยยุคใหม่

ให้ประกันตัว “สันธนะ” กับพวก คนละ 4 แสน

ศาลอนุญาตให้ให้ประกันตัว “สันธนะ” กับพวก คนละ 4 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับการอนุญาต เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก

วันที่ 14 พ.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ พร้อมกำลังควบคุม นายสันธนะ ประยูรรัตน์ อายุ 66 ปี อดีตตำรวจสันติบาล นายทรงยศ เชื่อถือ อายุ 58 ปี นายสมจินต์ รัตนโชติพานิช อายุ 59 ปี และนายพิรวัชร์ ยงทองคำทิพย์ อายุ 63 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ในคดี อั้งยี่ ซ่องโจร และร่วมกันอุ้มรีดทรัพย์นักธุรกิจจำหน่ายถุงมือยางทางการแพทย์ นายเวน ยู ชุง ชาวไต้หวัน 90 ล้านบาท เหตุเกิดเมื่อ 28 มี.ค.ปี 64 เพื่อส่งมอบให้อัยการ ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อดำเนินการส่งฟ้องต่อศาลในวันนี้

ต่อมา นายสันธนะ ได้ยื่นหลักทรัพย์เงินสดขอประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คนคนละ 400,000 บาท รวม 2 ล้านบาท ศาลอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะอนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่

ล่าสุด เมื่อเวลา 15.15 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตให้ นายสันธนะกับพวกรวม 5 คน ได้รับการปล่อยชั่วคราว ตีหลักทรัพย์คนละ 400,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

ให้ประกันตัว “สันธนะ” กับพวก คนละ 4 แสน

คดีของนายสันธนะและพวกเป็นที่จับตาของสังคม เนื่องจากมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 90 ล้านบาท และเกี่ยวข้องกับความผิดหลายข้อหา ทั้งอั้งยี่ ซ่องโจร และร่วมกันอุ้มรีดทรัพย์ การที่ศาลอนุญาตให้ประกันตัวให้ประกันตัว “สันธนะ” กับพวก คนละ 4 แสนบาท ทำให้เกิดคำถามถึงความเหมาะสมและกระบวนการยุติธรรม

รายละเอียดการให้ประกันตัว

  • ผู้ต้องหาที่ได้รับการประกันตัว: นายสันธนะ ประยูรรัตน์, นายทรงยศ เชื่อถือ, นายสมจินต์ รัตนโชติพานิช, และนายพิรวัชร์ ยงทองคำทิพย์
  • จำนวนเงินประกัน: คนละ 400,000 บาท
  • เงื่อนไข: ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

การกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเป็นมาตรการที่ศาลใช้เพื่อป้องกันการหลบหนีของผู้ต้องหา และเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ต้องหาจะเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีจนสิ้นสุด

ผลกระทบต่อรูปคดี

การที่ศาลอนุญาตให้ประกันตัวไม่ได้หมายความว่าผู้ต้องหาพ้นจากความผิด ศาลเพียงแต่พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ต้องหามีโอกาสที่จะไม่หลบหนีและสามารถเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีได้ ในระหว่างนี้ ผู้ต้องหายังคงต้องต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

คดีนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการของอัยการในการยื่นฟ้องต่อศาล และกระบวนการพิจารณาคดีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ประชาชนหลายคนอาจมีความกังวลเกี่ยวกับการให้ประกันตัว “สันธนะ” กับพวก คนละ 4 แสน แต่ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของศาล และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย อย่างไรก็ตาม การติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิดก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

กระบวนการยุติธรรมทางอาญาประกอบด้วยหลายขั้นตอน และการให้ประกันตัวเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น การพิจารณาคดีในชั้นศาลและการตัดสินลงโทษจะเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ซึ่งจะตัดสินว่าผู้ต้องหากระทำความผิดจริงหรือไม่

คดีนี้ยังเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ทุกคนระมัดระวังในการทำธุรกิจและการลงทุน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม และควรตรวจสอบข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใดๆ

ที่มา – ให้ประกันตัว “สันธนะ” กับพวก คนละ 4 แสน ห้ามออกนอกประเทศ

ทูเคิลเน้นสร้างทีมหลังชนะเซอร์เบีย



ทูเคิลเน้นสร้างทีมหลังชนะเซอร์เบีย

โธมัส ทูเคิล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษกล่าวว่า เขากำลัง “สร้างทีม” และขอให้ผู้เล่นละทิ้งอัตตาของตนเองหลังจากการชนะเซอร์เบีย 2-0 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

ในการแถลงข่าวหลังเกม ทูเคิลเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานเป็นทีมและความสามัคคีภายในทีมชาติอังกฤษ เขากล่าวว่าชัยชนะเหนือเซอร์เบียเป็นเพียงก้าวแรกในการสร้างทีมที่แข็งแกร่งและประสบความสำเร็จ

ทูเคิลเน้นสร้างทีมหลังชนะเซอร์เบีย

“ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของการสร้างทีม” ทูเคิลกล่าว “เรามีผู้เล่นที่มีความสามารถมากมาย แต่เราต้องแน่ใจว่าเรากำลังเล่นเป็นทีม เราต้องละทิ้งอัตตาของเราไว้เบื้องหลังและทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน”

ทูเคิลยังกล่าวอีกว่าเขารู้สึกประทับใจกับทัศนคติและความมุ่งมั่นของผู้เล่น “ผมคิดว่าผู้เล่นแสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่ดีจริงๆ” เขากล่าว “พวกเขาทำงานหนักเพื่อกันและกัน และพวกเขาก็เต็มใจที่จะเสียสละเพื่อทีม”

ชัยชนะเหนือเซอร์เบียทำให้ทีมชาติอังกฤษยังคงรักษาสถิติการผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกที่สมบูรณ์แบบเอาไว้ได้ พวกเขาชนะทั้งสี่เกมในรอบคัดเลือก และนำเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม

ทูเคิลกล่าวว่าเขายินดีกับผลการแข่งขัน แต่เขายังคงมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงทีมต่อไป “เรายังมีงานอีกมากที่ต้องทำ” เขากล่าว “เราต้องพัฒนาต่อไป และเราต้องแน่ใจว่าเราพร้อมสำหรับความท้าทายที่จะเกิดขึ้น”

แผนการสร้างทีมชาติอังกฤษของทูเคิล

ทูเคิลเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษเมื่อต้นปีนี้ และเขาได้รับมอบหมายให้สร้างทีมที่สามารถแข่งขันเพื่อชิงแชมป์รายการใหญ่ได้ เขามุ่งเน้นไปที่การสร้างวัฒนธรรมทีมที่แข็งแกร่งและการพัฒนาระบบการเล่นที่ชัดเจน

หนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดของทูเคิลคือการแต่งตั้งแฮร์รี่ เคนเป็นกัปตันทีม เคนเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีประสบการณ์มากที่สุดในทีม และเขาเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมทั้งในและนอกสนาม

ทูเคิลยังได้นำผู้เล่นดาวรุ่งหลายคนเข้ามาในทีมชาติอังกฤษ เขามั่นใจว่าผู้เล่นเหล่านี้มีศักยภาพที่จะกลายเป็นผู้เล่นระดับโลก และพวกเขาสามารถช่วยให้ทีมชาติอังกฤษประสบความสำเร็จได้ในอนาคต

การสร้างทีมชาติอังกฤษไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทูเคิลมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างทีมที่สามารถทำให้ประเทศภาคภูมิใจได้

  • การทำงานเป็นทีมและความสามัคคี
  • ทัศนคติและความมุ่งมั่นของผู้เล่น
  • การพัฒนาระบบการเล่นที่ชัดเจน
  • การนำผู้เล่นดาวรุ่งเข้ามาในทีม

ทูเคิลกำลังวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตของทีมชาติอังกฤษ ด้วยการเน้นที่การทำงานเป็นทีม วัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง และการพัฒนาระบบการเล่นที่ชัดเจน ทีมชาติอังกฤษภายใต้การนำของทูเคิลมีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

เราเชื่อว่าภายใต้การนำของทูเคิล ทีมชาติอังกฤษจะสามารถกลับมาเป็นทีมชั้นนำของโลกได้อีกครั้ง ด้วยการผสมผสานผู้เล่นที่มีประสบการณ์และดาวรุ่งที่มีพรสวรรค์ ทีมชาติอังกฤษมีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในอนาคต

ที่มา – It’s about building a team – Tuchel on win over Serbia

อนุทินเผย! จีนซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน

ข่าวใหญ่มาแล้ว! ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กราบบังคมทูลต่อหน้าพระพักตร์ในหลวง และจีนได้ตกลงซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน! เรื่องนี้เป็นที่เปิดเผยโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของเราเอง

อนุทินเผย! จีนซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงเรื่องน่ายินดีนี้ ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ

ใจความสำคัญของการโพสต์คือ การที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กราบบังคมทูลต่อหน้าพระพักตร์ในหลวงว่า จีนจะซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน นับเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรชาวไทยและเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังได้คอมเมนต์เพิ่มเติมในโพสต์ของตนเองว่า “นี่แหละครับ คือความหมายของคำว่าพระบรมเดชานุภาพ” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเสด็จพระราชดำเนินเยือนในครั้งนี้

ที่มาของการซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน

การตกลงซื้อข้าวไทย 5 แสนตันในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการหารือทวิภาคีระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ที่สาธารณรัฐเกาหลี โดยนายกรัฐมนตรีได้ติดตามการเจรจาการซื้อข้าว ซึ่งคณะเจรจาได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าจีนจะมีการบริโภคข้าวภายในประเทศสูงถึงเกือบ 150 ล้านตัน แต่การตัดสินใจซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน ก็แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและจีน รวมถึงคุณภาพของข้าวไทยที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ข่าวนี้ถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับพี่น้องเกษตรกรชาวไทย เพราะจะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกข้าวและสร้างรายได้ให้กับประเทศมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและจีน ที่มีการค้าขายและแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันมาอย่างยาวนาน

  • การซื้อขายข้าวครั้งนี้จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม
  • ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย
  • เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของข้าวไทยในตลาดโลก

ดังนั้น เราควรสนับสนุนและส่งเสริมการผลิตข้าวที่มีคุณภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ และรักษาชื่อเสียงของข้าวไทยให้คงอยู่ต่อไป

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีผู้นำที่เข้มแข็ง และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ ซึ่งนำมาสู่ผลประโยชน์มากมายแก่ประชาชน และประเทศชาติของเรา หวังว่าในอนาคต จะมีข่าวดีเช่นนี้ออกมาให้พวกเราได้ชื่นชมกันอีกนะครับ

ที่มา – “อนุทิน” เผย ปธน. สี จิ้นผิง กราบบังคมทูลต่อหน้าพระพักตร์ในหลวง จีนซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน