วัน: 19 พฤศจิกายน 2025

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ร่วมงานเลี้ยงทำเนียบขาว


คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ร่วมงานเลี้ยงทำเนียบขาว

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ร่วมงานเลี้ยงทำเนียบขาว

เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซูเปอร์สตาร์นักฟุตบอล ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำสุดหรูที่ทำเนียบขาว เคียงข้างมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย

ก่อนเริ่มงาน ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่ง” ที่ได้ต้อนรับโรนัลโด้ ซึ่งบทบาทสำคัญของเขาในลีกฟุตบอลซาอุดีอาระเบีย ทำให้เขากลายเป็นหน้าตาของการขับเคลื่อนความทันสมัยของประเทศภายใต้มกุฎราชกุมาร

บิน ซัลมานต้องการลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมันของประเทศ โดยการกระจายไปยังด้านอื่นๆ รวมถึงกีฬาและการท่องเที่ยว

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวได้ยืนยันก่อนหน้านี้ว่าโรนัลโด้จะเข้าร่วม แต่ไม่ได้กล่าวว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของคณะผู้แทนอย่างเป็นทางการของมกุฎราชกุมารโมฮัมหมัด บิน ซัลมานแห่งซาอุดีอาระเบียหรือไม่

ทรัมป์ใช้สุนทรพจน์ในงานเลี้ยงเพื่อยกย่องความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับซาอุดีอาระเบีย โดยเรียกประเทศนี้ว่าเป็น “พันธมิตรนอกนาโต้รายใหญ่” ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้ต้อนรับมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียในห้องทำงานรูปไข่

เมื่อหันไปหานักฟุตบอลชาวโปรตุเกส ทรัมป์บอกแขกที่มาร่วมงานว่า “ลูกชายของผมเป็นแฟนตัวยงของโรนัลโด้”

“และบารอน (ทรัมป์) ได้พบกับเขา และผมคิดว่าเขาเคารพพ่อของเขามากขึ้นอีกหน่อย แค่ข้อเท็จจริงที่ว่าผมแนะนำคุณให้รู้จัก”

นอกจากนี้ ในงานเลี้ยงยังมีมหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยี Elon Musk ซึ่งเข้าร่วมกับผู้นำทางธุรกิจที่มีอิทธิพลอื่นๆ รวมถึง Tim Cook ซีอีโอของ Apple นี่เป็นครั้งแรกที่ Musk ได้มาที่ทำเนียบขาวนับตั้งแต่ก้าวลงจากตำแหน่งหัวหน้ากระทรวงประสิทธิภาพของรัฐบาล (Doge) ในเดือนเมษายน

ความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างทรัมป์และเจ้าพ่อ Tesla ได้เกิดขึ้นต่อหน้าสาธารณชนเป็นเวลาหลายเดือน และรวมถึงการที่ Musk ประกาศว่าเขาจะจัดตั้ง พรรคการเมืองใหม่

การเข้าร่วมทำเนียบขาวของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ในครั้งนี้ถือเป็นการเยือนสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบหลายปีนับตั้งแต่ปี 2016

ในช่วงเวลาดังกล่าว เขาเผชิญกับการกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ Kathryn Mayorga กล่าวหาว่าโรนัลโด้ข่มขืนเธอในห้องพักของโรงแรมในลาสเวกัสในปี 2009 ซึ่งเขาปฏิเสธ

“ผมขอปฏิเสธข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นกับผมอย่างหนักแน่น การข่มขืนเป็นอาชญากรรมที่น่ารังเกียจ ซึ่งขัดต่อทุกสิ่งที่ผมเป็นและเชื่อมั่น” เขากล่าวในแถลงการณ์ในปี 2018

ในปี 2019 อัยการสหรัฐฯ กล่าวว่าโรนัลโด้จะไม่ถูกตั้งข้อหา เนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหาได้

การย้ายทีมครั้งสำคัญของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

ในช่วงต้นปี 2023 โรนัลโด้กระโดดเข้าสู่ซาอุดีอาระเบียเมื่อเขากลายเป็นหน้าตาของ Saudi Pro League และกัปตันทีม Al Nassr ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลที่เป็นเจ้าของโดยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ PIF ซึ่งมีมกุฎราชกุมารเป็นประธาน

ในอุตสาหกรรมที่ผู้เล่นได้รับค่าตอบแทนด้วยเงินจำนวนมหาศาล ข้อตกลงค่าจ้างของโรนัลโด้กับซาอุดีอาระเบียนั้นสูงอย่างน่าตกใจ รายงานว่านักฟุตบอลรายนี้ได้รับเงิน 200 ล้านดอลลาร์ (152 ล้านปอนด์) ต่อปี หรือมากกว่าครึ่งล้านดอลลาร์ต่อวัน

จากนั้นในเดือนมิถุนายนปีนี้ เขาได้เซ็นสัญญาใหม่ 2 ปีด้วยมูลค่ารวม 400 ล้านดอลลาร์ (300 ล้านปอนด์) และ กลายเป็นผู้เล่นพันล้านคนแรกของวงการฟุตบอล ตามรายงานของ Bloomberg โดยมีมูลค่าสุทธิ 1.4 พันล้านดอลลาร์

นั่นเป็นเงินจำนวนมากสำหรับนักฟุตบอลวัย 40 ปีในช่วงปลายอาชีพของเขา

แต่ Sanam Vakil ผู้อำนวยการโครงการตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือที่ Chatham House กล่าวว่า ซาอุดีอาระเบียได้ “ลงทุนอย่างหนักในกิจกรรมและบุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อให้ราชอาณาจักรเป็นที่รู้จัก” ในแง่ของกีฬาและการท่องเที่ยวในการแสวงหาความทันสมัย

โรนัลโด้อ้างถึงเจ้าชายโมฮัมเหม็ดว่าเป็น “เจ้านายของเรา” ในการสัมภาษณ์กับ Piers Morgan

เมื่อต้นเดือนนี้ เขาปรากฏตัวในงานของกระทรวงการท่องเที่ยวในริยาด ซึ่งเขาได้พูดคุยถึงโครงการพัฒนาของราชอาณาจักรและความหวังของเขาสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก FIFA 2034 ที่จัดขึ้นในซาอุดีอาระเบีย

สำหรับเรื่องการพบกับทรัมป์ วากิลกล่าวว่า “อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชอบสิ่งที่แวววาว และโรนัลโด้ก็เป็นสิ่งที่แวววาว”

แม้ว่านักฟุตบอลรายนี้จะมีความทะเยอทะยานที่สูงกว่าสำหรับการประชุมในวอชิงตัน นั่นคือสันติภาพของโลก

ในเดือนกรกฎาคม อันโตนิโอ คอสต้า ประธานสภายุโรป มอบเสื้อโปรตุเกสที่ลงนามโดยคริสเตียโน่ โรนัลโด้ให้กับทรัมป์ ซึ่งเขียนว่า “ถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ เล่นเพื่อสันติภาพ”

เขาบอกกับ Morgan ว่า “ผมหวังว่าจะได้นั่งคุยกับเขาสักวัน เพราะเขาเป็นหนึ่งในคนที่ผมชอบจริงๆ”

“ผมคิดว่าเขาสามารถทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นได้ และผมเคารพคนแบบนั้น”

โดยรวมแล้ว การปรากฏตัวของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ในงานเลี้ยงทำเนียบขาวครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักกีฬาชื่อดังกับผู้นำจากทั่วโลก และยังเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของซาอุดีอาระเบียในระดับนานาชาติอีกด้วย

ที่มา – Cristiano Ronaldo attends White House dinner alongside Saudi crown prince

คนละครึ่งเฟส 2: เปิดลงทะเบียนเมื่อไหร่ ใช้ได้ ม.ค. 69?

อัปเดตความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” หลายคนกำลังรอคอยว่า จะมีการเปิดลงทะเบียน “คนละครึ่งเฟส 2” วันไหน? ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเผยว่า จะมีความชัดเจนในเดือนธันวาคมนี้ และคาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายได้ภายในเดือนมกราคม 2569 โดยจะดำเนินการควบคู่ไปกับโครงการ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” รอบใหม่ที่กำลังจะมาถึง

โครงการคนละครึ่งพลัส เป็นโครงการที่รัฐบาลให้การสนับสนุนเงินช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ประชาชนที่มีคุณสมบัติครบถ้วน โดยรัฐบาลจะออกให้ครึ่งหนึ่งของการใช้จ่ายทั้งหมด ตั้งแต่วันที่เริ่มโครงการในวันที่ 29 ตุลาคม ถึง 17 พฤศจิกายน 2568 มีการใช้จ่ายรวมแล้ว 42,960 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่รัฐร่วมจ่าย 21,188 ล้านบาท และส่วนที่ประชาชนร่วมจ่าย 21,772 ล้านบาท มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการถึง 940,700 ราย และมีประชาชนที่ได้รับสิทธิและใช้สิทธิเต็มจำนวนแล้ว 883,104 ราย ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับสิทธิจะต้องใช้สิทธิภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เท่านั้น หากไม่ใช้สิทธิ เงินที่เหลือจะไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก เนื่องจากรัฐบาลจะยุติการสนับสนุนทันที

สำหรับผู้ที่กำลังรอคอย“คนละครึ่งพลัส เฟส 2” นั้น กระทรวงการคลังกำลังพิจารณารายละเอียดต่างๆ อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องจำนวนเงินที่จะเติมให้แต่ละคน ซึ่งจะต้องพิจารณาจากแหล่งเงินทุนที่มีอยู่ เนื่องจากไม่ได้มีการจัดสรรงบประมาณไว้ล่วงหน้า แต่เบื้องต้นคาดว่าจะมีการเติมเงินให้อีกไม่เกิน 4,000 บาทต่อคน โดยจะจัดสรรตามสัดส่วนเดิม คือ ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี และผู้ที่ไม่อยู่ในระบบภาษี ทั้งนี้ รัฐบาลมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อความสะดวกในการให้ความช่วยเหลือและสวัสดิการต่างๆ ในอนาคต สำหรับผู้ที่เคยได้รับสิทธิในเฟสแรกก็จะได้รับสิทธิในเฟสที่สองนี้ด้วย แต่เงื่อนไขและรายละเอียดต่างๆ จะต้องรอความชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง

“คนละครึ่งเฟส 2” เริ่มวันไหน คาดชัดเจนภายในเดือน ธ.ค. นี้

ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของ “คนละครึ่งเฟส 2” ในงานกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือทักษะเรียนรู้ใหม่ (Reskill) สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการโครงการนี้อย่างแน่นอน โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการหารือเกี่ยวกับกรอบวงเงินที่จะใช้ ซึ่งเบื้องต้นจะนำ “งบกลาง” มาใช้ในการดำเนินงานเฟส 2 และอยู่ในขั้นตอนการออกแบบให้ครอบคลุมทั้งในส่วนของผู้ซื้อและผู้ขาย

คาดว่ารายละเอียดและความชัดเจนต่างๆ เกี่ยวกับโครงการ จะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ และจะเริ่มเปิดให้ใช้จ่ายได้ภายในเดือนมกราคม 2569 รวมถึงจะมีการดำเนินการควบคู่ไปกับโครงการ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ที่เตรียมเปิดรอบใหม่ไปพร้อมๆ กัน

“คนละครึ่งพลัส” เช็กคุณสมบัติผู้ลงทะเบียน ใครมีสิทธิบ้าง

  • เป็นผู้มีสัญชาติไทย
  • มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
  • มีบัตรประจำตัวประชาชน
  • ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568
  • ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 และ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5

ช่องทางลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส 2568

  • ลงทะเบียนรับสิทธิผ่าน “แอปฯ เป๋าตัง” และเปิดใช้บริการ G Wallet
  • ผู้ที่เคย เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565) ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง
  • ผู้ที่ไม่เคย เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565) ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่าน SMS และแอปฯ เป๋าตัง

ขั้นตอนติดตั้งแอปฯ เป๋าตัง ลงทะเบียน “คนละครึ่ง”

1. เปิดแอปฯ App Store หรือ Google Play หรือ Play Store    

  • สำหรับผู้ใช้โทรศัพท์ ระบบปฏิบัติการ iOS – คลิกที่นี่ 
  • สำหรับผู้ใช้โทรศัพท์ ระบบปฏิบัติการ Android – คลิกที่นี่

2. พิมพ์ค้นหา “เป๋าตัง” ในช่องค้นหา 

3. เลือก “GET” หรือ เลือก “ติดตั้ง”

4. เมื่อติดตั้งเสร็จ เปิดแอปฯ เป๋าตัง

5. ให้ความยินยอมจัดการข้อมูลยืนยันตัวตน 

6. เตรียมบัตรประชาชน

7. ถ่ายรูปหน้าบัตรประชาชน เพื่อยืนยันตัวตน

8. ตรวจสอบเลขบัตรประชาชน และกรอกเบอร์โทรศัพท์เพื่อรับรหัส OTP

9. ใส่รหัส OTP 6 หลักที่ได้รับจากโทรศัพท์มือถือ

10. กรอกข้อมูล บัตรประชาชน

11. เลือกวิธียืนยันตัวตน ด้วยบัญชี Krungthai NEXT หรือ ยืนยันตัวตนด้วย การสแกนใบหน้า

วิธีลงทะเบียนใช้งาน “G Wallet” บนแอปฯ เป๋าตัง

  • ดาวน์โหลดติดตั้งแอปฯ เป๋าตังสำเร็จ
  • เลือก G Wallet เลือก “สมัครใช้บริการ”
  • กด ยินยอม การจัดการข้อมูลยืนยันตัวตน
  • ถ่ายบัตรประชาชน และกรอกข้อมูลตามขั้นตอน
  • เลือกวิธีการยืนยันตัวตน “สแกนใบหน้า”
  • สแกนใบหน้า ตรวจสอบและยืนยันข้อมูล
  • เข้าสู่หน้าหลัก เริ่มการใช้งาน

เปิดอมรม “ร้านค้าคนละครึ่งพลัส” พัฒนาความรู้มอบเงินสนับสนุน 2,000 บาท

ทั้งนี้ ครม. มีมติอนุมัติโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำหรับร้านค้า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ให้กับร้านค้าที่ร่วมในโครงการผ่านแอปฯ “ถุงเงิน” เพื่อกระตุ้นและจูงใจให้ร้านค้าพัฒนาธุรกิจของตนเอง ผ่านการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็น โดยจัดสรรงบประมาณจำนวนไม่เกิน 800 ล้านบาท สำหรับกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 400,000 ราย

สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ

ร้านค้าที่ผ่านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการ Upskill หรือ Reskill อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างใน 6 ช่องทาง จำนวนไม่เกิน 400,000 ร้านค้าแรก จะได้รับสิทธิเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ร้อยละ 20 ของยอดขายที่เกิดจากโครงการคนละครึ่งพลัส เฉพาะในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่าย นับตั้งแต่วันที่ร้านค้าได้ดำเนินการ Upskill หรือ Reskill สำเร็จ จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท ต่อร้านค้า โดยกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง จะโอนเงินดังกล่าวให้แก่ร้านค้าผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ผูกกับแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ในวันที่ 25 ธันวาคม 2568

คุณสมบัติร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ

1. เป็นร้านค้าในโครงการคนละครึ่ง พลัส ในวันก่อนเริ่มดำเนินการ Upskill หรือ Reskill 

2. ได้ตกลงให้ความยินยอม (Consent) ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ของโครงการฯ ก่อนดำเนินการ Upskill หรือ Reskill เข้าร่วมการ Upskill หรือ Reskill โดยใช้เลขประจำตัวประชาชน (กรณีบุคคลธรรมดา) หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (กรณีนิติบุคคล) ที่ตรงกับการลงทะเบียนร้านค้าในโครงการคนละครึ่งพลัส เท่านั้น

3. ร้านค้าในโครงการคนละครึ่ง พลัส ประเภทร้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่เลือก Upskill หรือ Reskill กับ Food Delivery Platform รายใด จะต้องไม่เป็นร้านค้าที่อยู่ในฐานข้อมูล ของ Food Delivery Platform รายดังกล่าวนั้น ณ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568

4. ไม่เป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะในโครงการคนละครึ่ง พลัส

5. ไม่เป็นผู้ที่ถูก สศค. ระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ (1) โครงการคนละครึ่ง (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (4) โครงการ คนละครึ่ง ระยะที่ 4 (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 และ (6) โครงการคนละครึ่ง พลัส

ไทม์ไลน์ระยะเวลาดำเนินการ

วันที่เป็นต้นไป : เป็นร้านค้าถุงเงินที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสมาแล้วอย่างน้อย 1 วัน จึงจะเข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะร้านค้าได้

19 พ.ย. 68 เปิดให้เข้าร่วมพัฒนาทักษะตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของแต่ละช่องทางเลือก

19 ธ.ค. 68 สิ้นสุดเข้าร่วมพัฒนาทักษะตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของแต่ละช่องทางเลือก

23 ธ.ค. 68 ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ผ่านการแจ้งเตือนบนแอปฯ ถุงเงิน และ SME

25 ธ.ค. 68 โอนเงินสนับสนุนให้แก่ร้านค้าที่ได้รับสิทธิ

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับ “คนละครึ่งเฟส 2” ที่กำลังจะมาถึง! ติดตามข่าวสารและอัปเดตล่าสุดอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการเข้าโครงการและรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่รัฐบาลมอบให้

ที่มา – เปิดลงทะเบียน “คนละครึ่งเฟส 2” วันไหน คาดเริ่มใช้จ่ายได้ภายในเดือน ม.ค. 69

18 ประเทศจับตา ไทย-กัมพูชา สำรวจจุดปักหมุดชั่วคราว

ความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาได้รับความสนใจจากนานาชาติ เมื่อคณะสำรวจปักหมุดชั่วคราวของกัมพูชาเดินทางมาร่วมประชุมเพื่อเตรียมบินโดรนสำรวจจุดปักหมุดชั่วคราว โดยมีคณะ IOT จาก 18 ประเทศเข้าร่วมสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด เรื่องนี้มีความสำคัญและส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงความมั่นคงในภูมิภาค

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดสำรวจจุดปักหมุดชั่วคราวของกัมพูชาได้เดินทางมาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อร่วมบินโดรนวางภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการสำรวจร่วมเพื่อหาจุดปักหมุดชั่วคราวตามเส้นขอบเขตพื้นที่อ้างสิทธิ บริเวณหลักเขตที่ 42-43 การดำเนินการนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมที่เข้มข้นเมื่อวาน

ในการประชุมครั้งก่อน มีระเบียบวาระทั้งหมด 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ 1. การบินโดรนสำรวจพื้นที่ 2. การปักหมุดเขตแดนชั่วคราวในพื้นที่อ้างสิทธิ และ 3. การรังวัดพื้นที่บริเวณพิพาท อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมสามารถตกลงร่วมกันได้เพียง 2 ข้อ คือ การบินโดรนสำรวจพื้นที่และการปักหมุดชั่วคราว ส่วนประเด็นการรังวัดพื้นที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาต้องการที่จะเข้ามารังวัดในฝั่งประเทศไทย ซึ่งฝ่ายไทยไม่สามารถยอมรับได้

ในขณะเดียวกัน มีการประชุมคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวซึ่งเป็นทูตทหาร (IOT) จาก 18 ประเทศ ได้แก่ บรูไน แคนาดา จีน สาธารณรัฐเช็ก ฝรั่งเศส เยอรมนี อินโดนีเซีย อิตาลี ญี่ปุ่น เมียนมา เนเธอร์แลนด์ ปากีสถาน รัสเซีย สิงคโปร์ สวีเดน ตุรกี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยมีกำหนดการประชุมเพื่อฟังสรุปสถานการณ์ชายแดนตามวงรอบการประชุม

นอกจากนี้ คณะผู้สังเกตการณ์จะลงพื้นที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้วเพื่อติดตามการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และถือโอกาสติดตามการใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่อ้างสิทธิของทั้งไทยและกัมพูชาด้วย ความร่วมมือและการเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

18 ประเทศจับตา ไทย-กัมพูชา สำรวจจุดปักหมุดชั่วคราว

ความสำคัญของการสำรวจจุดปักหมุดชั่วคราว ไทย-กัมพูชา

การที่ 18 ประเทศให้ความสนใจและส่งผู้สังเกตการณ์มาร่วมในการสำรวจจุดปักหมุดชั่วคราวระหว่างไทยและกัมพูชานั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของประเด็นนี้ในระดับนานาชาติ การหาข้อตกลงร่วมกันและการจัดการปัญหาเขตแดนอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของภูมิภาค

การบินสำรวจโดยใช้โดรนเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการเก็บข้อมูลทางอากาศ ซึ่งจะนำไปสู่การวิเคราะห์และวางแผนการปักหมุดที่แม่นยำยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การเจรจาและความเข้าใจระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

จุดปักหมุดชั่วคราวนี้มีความสำคัญในการกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิ ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและการพัฒนาพื้นที่ชายแดนในอนาคต การดำเนินการทุกขั้นตอนจึงต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความไว้วางใจและความร่วมมืออย่างยั่งยืน

การที่คณะผู้สังเกตการณ์จาก 18 ประเทศเข้าร่วมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งสองฝ่าย และเป็นการส่งเสริมให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างสันติและสร้างสรรค์ การมีส่วนร่วมของนานาชาติจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาเขตแดนเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความอดทน แต่ความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างทั้งสองประเทศ รวมทั้งการสนับสนุนจากนานาชาติ จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การที่ 18 ประเทศจับตาดูการสำรวจจุดปักหมุดชั่วคราวนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนานาชาติในการส่งเสริมความร่วมมือและแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มา – 18 ประเทศ จับตา “ไทย-กัมพูชา” บินสำรวจจุดปักหมุดชั่วคราว

รทสช. ปรับทัพสื่อสาร ตั้ง “อรรถวิชช์” รักษาการโฆษกพรรค

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เดินหน้าปรับโครงสร้างทีมสื่อสารครั้งใหญ่ โดยมีการปรับทัพสื่อสาร รทสช. ตั้ง “อรรถวิชช์” นั่งรักษาการโฆษกพรรค พร้อมเสริมทัพด้วยทีมรองโฆษกพรรคใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารกับประชาชน

รทสช. ปรับทัพสื่อสาร ตั้ง “อรรถวิชช์” นั่งรักษาการโฆษกพรรค

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการสื่อสารนโยบายและทิศทางทางการเมืองของพรรคให้มีความคมชัดและเข้าถึงประชาชนได้มากยิ่งขึ้น โดยเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 พรรครวมไทยสร้างชาติได้ประกาศแต่งตั้ง นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการโฆษกพรรค

นอกจากนี้ พรรคยังได้แต่งตั้ง นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ อดีตรองโฆษกรัฐบาล และ นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร พิธีกรและดีเจชื่อดัง ให้ดำรงตำแหน่งรองโฆษกพรรค เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านข้อมูล ข่าวสาร และการสื่อสารสาธารณะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทีมโฆษกชุดใหม่นี้จะเข้ามาเสริมทัพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและรวดเร็วแก่ประชาชน

เหตุผลเบื้องหลังการปรับทัพสื่อสาร รทสช.

การปรับทัพสื่อสาร รทสช. ตั้ง “อรรถวิชช์” นั่งรักษาการโฆษกพรรคเกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของพรรคในการพัฒนาการสื่อสารให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล พรรคตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การมีทีมโฆษกที่แข็งแกร่งและมีประสบการณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

  • นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี: ด้วยประสบการณ์ทางการเมืองที่ยาวนานและความสามารถในการสื่อสารที่โดดเด่น จะเป็นผู้นำในการนำเสนอนโยบายของพรรคให้เป็นที่เข้าใจ
  • นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์: อดีตรองโฆษกรัฐบาลที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารภาครัฐ จะเข้ามาเสริมทัพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร: พิธีกรและดีเจชื่อดังที่มีความสามารถในการสื่อสารและสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คน จะช่วยสร้างการรับรู้และความสนใจในนโยบายของพรรคในวงกว้าง

ทางพรรครวมไทยสร้างชาติได้เน้นย้ำถึงจุดยืนที่ชัดเจนว่า รทสช. คือ “พรรคของคนทำงาน” สมาชิกทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะ “ทำงานการเมือง” อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ “เล่นการเมือง” พรรคมีความพร้อมที่จะผลักดันงานทุกด้านให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืน การปรับทัพสื่อสาร รทสช. ตั้ง “อรรถวิชช์” นั่งรักษาการโฆษกพรรคในครั้งนี้จึงเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ของพรรคในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

พรรครวมไทยสร้างชาติมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างตรงจุด การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากประชาชนในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า พรรคเชื่อมั่นว่าด้วยทีมโฆษกชุดใหม่ที่มีความสามารถและประสบการณ์ จะสามารถนำเสนอนโยบายของพรรคได้อย่างเป็นระบบ ชัดเจน และเข้าถึงประชาชนได้มากยิ่งขึ้น

การปรับปรุงทีมสื่อสารครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนตัวบุคคล แต่เป็นการปรับปรุงกระบวนการทำงานและกลยุทธ์ในการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พรรครวมไทยสร้างชาติมุ่งมั่นที่จะเป็นพรรคการเมืองที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และพร้อมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาการทำงานของพรรคให้ดียิ่งขึ้น

การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของพรรครวมไทยสร้างชาติในการพัฒนาและปรับปรุงองค์กรให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พรรคเชื่อมั่นว่าด้วยการทำงานอย่างหนักและมุ่งมั่น จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

คุณคิดว่าการปรับทัพสื่อสารครั้งนี้ของพรรครวมไทยสร้างชาติ จะส่งผลต่อภาพลักษณ์และการสื่อสารของพรรคอย่างไร? ร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย!

ที่มา – ปรับทัพสื่อสาร รทสช. ตั้ง “อรรถวิชช์” นั่งรักษาการโฆษกพรรค

ไฟไหม้ย่านชุมชนโออิตะ! อพยพคน 170 ชีวิต


ไฟไหม้ย่านชุมชนโออิตะ อพยพประชาชนวุ่น บ้านเรือนเสียหายหนัก

เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าเมื่อเกิด ไฟไหม้ย่านชุมชนโออิตะ ในประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้ประชาชนกว่า 170 คนต้องอพยพอย่างเร่งด่วน เหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนกว่า 20 หลัง และยังคงมีผู้สูญหายอีก 1 ราย

ไฟไหม้ย่านชุมชนโออิตะ

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ในย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของท่าเรือประมงซากาโนะเซกิ เมืองโออิตะ ประชาชนในพื้นที่ต่างแตกตื่นและต้องอพยพหนีไฟกันอย่างอลหม่าน

สถานการณ์ ไฟไหม้ย่านชุมชนโออิตะ ครั้งนี้เป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากเปลวเพลิงได้โหมกระหน่ำและลุกลามอย่างรวดเร็ว ทำให้การควบคุมเพลิงเป็นไปอย่างยากลำบาก เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามไปยังบริเวณอื่น ๆ

ความเสียหายจากเหตุไฟไหม้

จากรายงานเบื้องต้น มีบ้านเรือนถูกไฟไหม้ไปแล้วอย่างน้อย 20 หลังคาเรือน และไฟยังลามไปยังพื้นที่ป่าใกล้เคียง ทำให้สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นได้ประกาศเตือนลมแรงในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว

  • บ้านเรือนเสียหายกว่า 20 หลัง
  • ประชาชนกว่า 170 คนต้องอพยพ
  • มีผู้สูญหาย 1 ราย
  • ไฟลามเข้าพื้นที่ป่า

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังคงเร่งดับไฟและค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่อง สาเหตุของการเกิด ไฟไหม้ย่านชุมชนโออิตะ ในครั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน

เหตุการณ์ ไฟไหม้ย่านชุมชนโออิตะ เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่เตือนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันอัคคีภัย และการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่เสมอ การมีสติและการวางแผนที่ดีจะช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

ไฟไหม้ครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างมาก ไม่เพียงแต่ทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงจิตใจของผู้ประสบภัยทุกคน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และหวังว่าทางการจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ที่มา – ไฟไหม้ย่านชุมชนโออิตะ ของญี่ปุ่น อพยพปชช. 170 คน บ้านวอดกว่า 20 หลัง สูญหาย 1 ราย

“สส.ชนนพัฒฐ์” ขอสู้ตามกระบวนการยุติธรรม

“สส.ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ออกมาโพสต์ชี้แจงถึงกรณีที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าพร้อมที่จะสู้ตามกระบวนการยุติธรรม หากผลการตรวจสอบพบว่ามีความผิดจริง ก็พร้อมที่จะยุติบทบาททางการเมืองทันที พร้อมย้ำว่าเชื่อมั่นในหลักฐานที่มีอยู่ว่าจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้ ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาประเด็นของ “สส.ชนนพัฒฐ์” ได้กลายเป็นที่สนใจของสังคมอย่างกว้างขวาง

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นายชนนพัฒฐ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เห็นว่าความโปร่งใสและการยึดมั่นในหลักนิติธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จึงขอชี้แจงให้ทุกฝ่ายได้รับทราบอย่างชัดเจนว่า ตนเองพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอนอย่างเต็มใจ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบจาก ป.ป.ง. หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ เพื่อให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดปรากฏอย่างตรงไปตรงมา

สำหรับกรณีที่ไม่ได้เดินทางไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศนั้น นายชนนพัฒฐ์ ชี้แจงว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบแต่อย่างใด เนื่องจากเห็นว่าการตรวจสอบที่มีผลผูกพันตามกฎหมายจริง ๆ คือกระบวนการยุติธรรม ซึ่งตนเองได้ให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด และพร้อมที่จะให้ตรวจสอบในทุกมิติ

“ผมขอยืนยันว่า หากผลการตรวจสอบสรุปว่าผมมีความผิดจริง ผมพร้อมยุติบทบาททางการเมืองทันที เพราะผมเชื่อว่า ‘คนทำงานให้ประชาชน ต้องยอมรับทุกผลลัพธ์จากการตรวจสอบ’ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เชื่อมั่นในข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ผมมีว่า ผมสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้” นายชนนพัฒฐ์ กล่าว

นายชนนพัฒฐ์ ยังขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าจะยืนหยัดต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมตามหลักฐานและข้อเท็จจริง โดยจะไม่โต้เถียงใคร ไม่กล่าวโทษใคร และไม่ใช้วาทกรรมทางการเมืองตอบโต้ใครทั้งสิ้น โดยหน้าที่ของตนเองคือการสู้ในชั้นกฎหมาย หน้าที่ของประชาชนคือการได้รับความจริง และหน้าที่ของนักการเมืองคือการรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด พร้อมกันนี้ ก็ได้ขอบคุณทุกกำลังใจและทุกคำวิจารณ์ที่เกิดจากความหวังดีต่อบ้านเมือง

“สส.ชนนพัฒฐ์” ขอสู้ตามกระบวนการยุติธรรม

ประเด็นสำคัญที่นายชนนพัฒฐ์เน้นย้ำคือความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและความพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ รวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคม หากผลการตรวจสอบพบว่ามีความผิดจริง การออกมาแสดงความรับผิดชอบเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงบทบาทและหน้าที่ของนักการเมืองที่ต้องมีความโปร่งใสและพร้อมที่จะถูกตรวจสอบได้เสมอ

การแสดงความพร้อมที่จะ “สส.ชนนพัฒฐ์” ขอสู้ตามกระบวนการยุติธรรม มีนัยยะสำคัญอย่างไร?

การที่ สส. ออกมาประกาศเช่นนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังสังคมว่าตนเองให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความถูกต้อง พร้อมที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตยที่ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การที่นักการเมืองกล้าที่จะเผชิญหน้ากับการตรวจสอบและแสดงความรับผิดชอบต่อผลการตรวจสอบ เป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักการเมืองคนอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม การออกมาแสดงความพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่กระบวนการยุติธรรมดำเนินการไปอย่างเที่ยงธรรมและโปร่งใส เพื่อให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย ไม่ว่าผลการตรวจสอบจะเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเคารพในกระบวนการยุติธรรมและยอมรับผลของการตรวจสอบที่ออกมา

สถานการณ์ของ “สส.ชนนพัฒฐ์” ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับสังคมไทย ในเรื่องของการตรวจสอบนักการเมืองและความรับผิดชอบต่อสังคม การที่นักการเมืองกล้าที่จะเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาและพร้อมที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง เป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุนและส่งเสริม เพื่อสร้างสังคมการเมืองที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ

การออกมาแสดงความรับผิดชอบของ “สส.ชนนพัฒฐ์” เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือผลการตรวจสอบที่ออกมาจะต้องมีความถูกต้องและเที่ยงธรรม เพื่อให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

ที่มา – “สส.ชนนพัฒฐ์” ขอสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ลั่น ถ้าผิดพร้อมวางมือทางการเมืองทันที

ทรัมป์ปรี๊ดแตก! เดือดใส่นักข่าวผู้หญิง

ทรัมป์ปรี๊ดแตก! กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสหรัฐอเมริกา เมื่ออดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงอาการไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อนักข่าวหญิงสองราย โดยเรียกคนหนึ่งว่า “piggy” และกล่าวหาอีกคนว่าเป็นนักข่าวที่แย่ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับพฤติกรรมของเขา

ทรัมป์ปรี๊ดแตก เดือดใส่นักข่าวผู้หญิง จริงหรือ?

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นระหว่างการต้อนรับมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ที่ทำเนียบขาว เมื่อแมรี บรูซ ผู้สื่อข่าวหญิงจาก ABC News ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจของครอบครัวทรัมป์ในซาอุดีอาระเบีย รวมถึงประเด็นการสังหารจามาล คาช็อกกี นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบีย

บรูซถามต่อหน้าเจ้าชายซาอุฯ ว่าทำไมชาวอเมริกันควรไว้วางใจพระองค์ ในเมื่อหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ชี้ว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมคาช็อกกี ทรัมป์ตอบโต้ด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวว่า “คุณทำให้แขกของผมต้องอับอาย” เมื่อบรูซถามถึงคดีเอพสตีน ทรัมป์ก็ยิ่งแสดงความไม่พอใจมากขึ้น โดยกล่าวว่า “ไม่ใช่คำถามที่ทำให้ผมหงุดหงิด แต่เป็นท่าทีของคุณต่างหาก คุณเป็นนักข่าวที่แย่มาก” นอกจากนี้ เขายังกล่าวหา ABC ว่าเป็น “fake news” และห้ามไม่ให้เธอถามคำถามอีกต่อไป

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลสื่อของสหรัฐฯ พิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตของ ABC ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการคุกคามเสรีภาพสื่อ

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อนักข่าวหญิง ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้เผชิญหน้ากับแคทเธอรีน ลูซี นักข่าวหญิงจากบลูมเบิร์ก บนเครื่องแอร์ฟอร์ซวัน เมื่อเธอถามถึงเหตุผลที่เขาไม่เปิดเผยเอกสารเกี่ยวกับเจฟฟรีย์ เอพสตีน นักธุรกิจที่ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศ เหตุการณ์นี้เพิ่งถูกเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคาร พร้อมกับเหตุการณ์ล่าสุด ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในโลกออนไลน์ โดยเจก แทปเปอร์ นักข่าวจาก CNN ถึงกับกล่าวว่าคำพูดของทรัมป์นั้น “น่าขยะแขยงและยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง”

ทำไมทรัมป์ถึงปรี๊ดแตกใส่นักข่าวผู้หญิง?

สาเหตุที่ทำให้ ทรัมป์ปรี๊ดแตก ใส่่่̀นักข่าวหญิงทั้งสองรายนั้น สื่อหลายสำนักวิเคราะห์ว่ามาจากคำถามที่จี้จุดและสร้างความลำบากใจให้กับเขา โดยเฉพาะคำถามที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางธุรกิจของครอบครัวทรัมป์ในซาอุดีอาระเบีย และประเด็นอื้อฉาวเกี่ยวกับเจฟฟรีย์ เอพสตีน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทรัมป์พยายามหลีกเลี่ยงที่จะตอบ

พฤติกรรมของทรัมป์ในการตอบโต้และโจมตีนักข่าวที่ตั้งคำถามยากๆ นั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งตลอดระยะเวลาที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของเขาที่มีต่อสื่อมวลชนที่ไม่เป็นมิตรกับเขา

ผลกระทบจากเหตุการณ์ ทรัมป์ปรี๊ดแตก นี้ อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของทรัมป์ และอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสื่อมวลชนมีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีสำหรับนักการเมืองคนอื่นๆ ที่อาจใช้พฤติกรรมในลักษณะเดียวกันเพื่อตอบโต้สื่อมวลชน

  • การตอบโต้ของทรัมป์สะท้อนถึงความไม่พอใจต่อคำถามที่จี้จุด
  • เหตุการณ์นี้อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของทรัมป์
  • ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับสื่ออาจตึงเครียดมากขึ้น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองและสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเด็นที่เกี่ยวข้องมีความอ่อนไหวและอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของนักการเมือง

ที่มา – ทรัมป์ปรี๊ดแตก เดือดใส่นักข่าวผู้หญิง เรียกเป็นหมู-ด่าเป็นสื่อที่เลวร้าย

ดราม่า ดิว อริสรา หนี้ 60 ล้าน จริงหรือ?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดปีที่ผ่านมามีเรื่องที่เป็นกระแสข่าวฮอตมากมาย ซึ่งหลังจากที่ “ไทยรัฐ” เปิดให้ร่วมเสนอ “ข่าวฮอตแห่งปี” พบว่าหนึ่งในห้าเรื่องที่มีผู้เสนอเข้ามามากที่สุดคือประเด็นดราม่า ดิว อริสรา ตัวมัมสุดลักชัวรี เจอมรสุมใหญ่ ถูกแฉมีหนี้กว่า 60 ล้าน

หากใครที่ลืมไปแล้ว เราจะสรุปเรื่องราวคร่าว ๆ ให้ได้ทราบกัน

  • เพจดังแฉดาราสาวยืมเงินไฮโซ และถูกทวงเกือบ 9 ล้านบาท พร้อมแย้มว่ามีผู้เสียหายเพิ่มอีกหลายราย ยอดเงินกว่า 20 ล้านบาท
  • หลังจากที่มีข่าวออกมา หลายคนโยงว่าเป็นนักแสดงสาว ดิว อริสรา ซึ่งดิวเองก็ไม่ได้ออกมาตอบโต้อะไร และยังใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ
  • จากนั้น ไฮโซเมย์ วาสนา ออกมาโพสต์ตามหาทรัพย์สินแบรนด์เนมที่ถูกดาราสาวยืมไป หลังรู้ว่าของเหล่านั้นถูกนำไปขายตามร้านต่างๆ แล้ว
  • ด้าน มดดำ คชาภา พูดในรายการแฉว่า เมย์ให้ดาราสาวเพื่อนรักยืมของมีค่าเพื่อที่จะไปแก้ปัญหาเรื่องส่วนตัว โดยให้ยืมแค่ 15 วัน แต่ปรากฏว่าถึงเวลากลับไม่นำของมาคืน
  • และหลังจากที่ เมย์ วาสนา ได้แจ้งให้ทราบว่าร้านไหนที่ซื้อของดังกล่าวไป ให้ติดต่อกลับมา ซึ่งก็มีร้านค้าติดต่อเมย์กลับมาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
  • ต่อมาวันที่ 19 มี.ค. ซุง ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์ว่าถูกผู้หญิงท้องคนหนึ่งยืมเงินไป พร้อมจ่ายดอกเบี้ยตามกฎหมาย หลังจากผ่านไป 6 เดือน มีคนแจ้งให้ตนเตรียมตัวไปให้ปากคำกับตำรวจ และกล่าวหาว่าตนเป็นจุดเริ่มต้นของคดีนี้ ซึ่งทำให้งงมาก
  • จากนั้น ทั้งไฮโซเมย์ และซุง ได้ออกรายการ โดยเมย์บอกว่า ที่ให้ดาราสาวยืมทรัพย์สิน เพราะความไว้ใจและเชื่อใจ อีกทั้งเคยลำบากมาก่อน ใครมีปัญหาก็อยากจะช่วย
  • ไฮโซเมย์ บอกด้วยว่า ของที่ยืมไปมีมูลค่าทางจิตใจ เรื่องที่เกิดขึ้น ตัวเองก็มีส่วนผิด เพราะเป็นคนใจอ่อนแบบนี้
  • ในรายการ ดิว อริสรา โฟนอินเข้ามา เปิดใจทั้งน้ำตาบอกว่าไม่ได้มีเจตนาจะโกง พร้อมขอโทษ และยอมรับผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้น กำลังแก้ไขปัญหา และชดเชยให้เมย์
  • ส่วนสาเหตุที่ต้องยืมเงินคนอื่นมากมายขนาดนี้ เพราะธุรกิจที่ทำไม่ประสบความสำเร็จ ประกอบกับการใช้จ่ายเงินเกินตัว ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้น
  • สามี (ณ ขณะนั้น) รับทราบปัญหาแล้ว แต่เพราะเป็นปัญหาของดิวเอง จึงไม่ได้ให้อีกฝ่ายช่วย สิ่งที่จะให้สามีช่วยได้ ก็คือให้ดูแลลูกและรักลูกให้มากๆ ก็พอ
  • ดิวบอกว่า ชีวิตของคนเราต้องเจอเรื่องราวอะไรแบบนี้บ้าง มันมีจุดสูงสุดและลงสุด ซึ่งตอนนี้ดิวอยู่ในจุดที่ต่ำสุดของชีวิตแล้ว
  • หลังจากนั้น ดิว ก็ให้ทนาย เป็นคนประสานร้านที่นำของไปวางไว้ เพื่อทยอยนำของมาคืนให้ไฮโซเมย์ โดยมีการทำบันทึกให้ ดิว เป็นลูกหนี้ของร้านรับจำนำแทน และต้องใช้หนี้ภายใน 1 ปี ซึ่งต่อมาก็มีการถอนฟ้องทั้งหมด

ดราม่า ดิว อริสรา ตัวมัมสุดลักชัวรี เจอมรสุมใหญ่ ถูกแฉมีหนี้กว่า 60 ล้าน

เรื่องราวของ ดราม่า ดิว อริสรา ตัวมัมสุดลักชัวรี เจอมรสุมใหญ่ ถูกแฉมีหนี้กว่า 60 ล้าน กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ การที่ดาราคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะประสบความสำเร็จในชีวิต กลับต้องเผชิญกับปัญหาหนี้สินจำนวนมหาศาล ทำให้หลายคนหันมาตั้งคำถามถึงความไม่แน่นอนของชีวิตและผลกระทบของการใช้จ่ายเกินตัว

ทำไม ดราม่า ดิว อริสรา ตัวมัมสุดลักชัวรี เจอมรสุมใหญ่ ถูกแฉมีหนี้กว่า 60 ล้าน ถึงเป็นที่สนใจ?

เหตุผลที่เรื่องนี้ได้รับความสนใจอย่างมากมาจากหลายปัจจัย ประการแรก ดิว อริสรา เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง การกระทำหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเธอจึงมักได้รับความสนใจจากสาธารณชนเป็นพิเศษ ประการที่สอง เรื่องราวเกี่ยวกับหนี้สินและปัญหาทางการเงินเป็นสิ่งที่หลายคนสามารถเข้าถึงได้ เพราะมันเป็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะมีฐานะทางสังคมเช่นไร ประการสุดท้าย การที่ดาราที่มีภาพลักษณ์หรูหราต้องเผชิญกับปัญหาหนี้สิน ทำให้เกิดความขัดแย้งในภาพลักษณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้คน

สำหรับใครที่คิดว่า เรื่องของ “ดิว อริสรา” เป็นข่าวฮอตที่คุณชื่นชอบ และติดตามอยู่ สามารถร่วมโหวต “ข่าวฮอตแห่งปี” ของคุณ กับแคมเปญ “ไทยรัฐที่สุดแห่งปี” เฟ้นหาที่สุดของข่าวฮอตแห่งปี ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม ได้ที่เว็บไซต์ www.thairath.co.th/campaign/vote/selection

ดราม่า ดิว อริสรา ตัวมัมสุดลักชัวรี เจอมรสุมใหญ่ ถูกแฉมีหนี้กว่า 60 ล้าน แสดงให้เห็นว่าแม้จะมีชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่สวยงาม การบริหารจัดการเงินและการใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

ที่มา – ดราม่า ดิว อริสรา ตัวมัมสุดลักชัวรี เจอมรสุมใหญ่ ถูกแฉมีหนี้กว่า 60 ล้าน

รวบ! **จับแรงงานเมียนมา 36 ชีวิต ลักลอบเข้าไทย**

สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมายังคงตึงเครียด เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ได้ทำการ**จับแรงงานเมียนมา 36 ชีวิต ลักลอบเข้าไทย**กลางดึก โดยอาศัยจังหวะที่เมืองชเวโก๊กโก่กำลังปั่นป่วน หวังเข้ามาทำงานในจังหวัดสมุทรสาครและกรุงเทพมหานคร

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 00.05 น. นายอำเภอแม่ระมาดได้รับรายงานว่ามีการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ 35 และกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 345 จึงได้บูรณาการกำลังร่วมกันลาดตระเวนอย่างเข้มงวด

นายประเสริฐ วชิรญาณุวัฒน์ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง นำทีมสมาชิก อส. อ.แม่ระมาด ร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ตำบลแม่ระมาด ตรึงกำลังตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในช่วงที่ทางการเมียนมากำลังกวาดล้างกลุ่มชาวจีนในเมืองชเวโก๊กโก่ ซึ่งอาจเป็นช่องทางให้ชาวต่างชาติและแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าประเทศไทย

ขณะที่เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนบริเวณกลางทุ่งนา บ้านป่าไม้ห้า หมู่ที่ 6 ตำบลแม่ระมาด อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ซึ่งเชื่อมต่อกับบ้านหนองหลวง หมู่ที่ 13 ตำบลขะเนจื้อ อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ใกล้กับริมถนนสายแม่สอด-แม่ระมาด พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยรวมตัวกันอยู่กลางดึก จึงแสดงตัวเข้าทำการสอบถาม

จากการสอบถามพบว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นชาวเมียนมาที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ประกอบด้วยชาย 20 คน และหญิง 16 คน รวมทั้งสิ้น 36 คน ทั้งหมดให้การว่าเดินทางมาจากหลายพื้นที่ในประเทศเมียนมาก่อนที่จะถูกส่งตัวลงเรือข้ามมายังประเทศไทย โดยใช้วิธีเดินเลี่ยงจุดตรวจและอาศัยรถยนต์เป็นพาหนะในบางช่วงของเส้นทางหลบหนี โดยมีเป้าหมายปลายทางคือจังหวัดสมุทรสาครและกรุงเทพมหานคร เพื่อหางานทำ เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาว่าเป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

**จับแรงงานเมียนมา 36 ชีวิต ลักลอบเข้าไทย**

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 36 คนไปยังที่ทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก เพื่อรอการส่งตัวให้กับพันตำรวจโท ณว์พรรณ์ เทียมฉันท์ สารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่ระมาด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทำไมถึงมีการ**จับแรงงานเมียนมา 36 ชีวิต ลักลอบเข้าไทย**?

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยหลักมาจากความต้องการแรงงานในประเทศไทย ประกอบกับสถานการณ์ความไม่สงบและความยากลำบากทางเศรษฐกิจในประเทศเมียนมา ทำให้แรงงานจำนวนมากเสี่ยงที่จะเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย เพื่อแสวงหาโอกาสที่ดีกว่า

การที่เจ้าหน้าที่สามารถ**จับแรงงานเมียนมา 36 ชีวิต ลักลอบเข้าไทย**ได้ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการเฝ้าระวังและลาดตระเวนอย่างเข้มข้นของเจ้าหน้าที่ รวมถึงความร่วมมือของผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมืองอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุในประเทศต้นทางด้วย

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม

การลักลอบเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวไม่เพียงแต่เป็นปัญหาด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยด้วย แรงงานผิดกฎหมายมักถูกเอารัดเอาเปรียบด้านค่าแรงและสภาพการทำงาน ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับแรงงานไทย นอกจากนี้ ยังอาจนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรมและการแพร่ระบาดของโรคติดต่อต่างๆ

แนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมืองเป็นไปอย่างยั่งยืน ควรให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้:

  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด: เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและจับกุมผู้กระทำผิด รวมถึงลงโทษผู้ที่ให้การสนับสนุนหรือช่วยเหลือแรงงานผิดกฎหมาย
  • การส่งเสริมการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย: สนับสนุนให้ผู้ประกอบการจ้างแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมาย เพื่อให้แรงงานได้รับการคุ้มครองและได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงมีพึงได้
  • การพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้าน: สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสร้างงานในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดแรงจูงใจในการเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย
  • การให้ความรู้แก่ประชาชน: สร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบของการลักลอบเข้าเมือง และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

การแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมืองเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง ก็จะสามารถลดปัญหาดังกล่าวและสร้างสังคมที่สงบสุขและมั่นคงได้

ที่มา – จับแรงงานเมียนมา 36 ชีวิต อาศัยจังหวะชเวโก๊กโกป่วน ลักลอบเข้าไทยกลางดึก