วัน: 19 พฤศจิกายน 2025

บวรศักดิ์ย้ำ! ซักฟอกก็ยุบสภาได้ ตรวจสอบญัตติก่อน

“บวรศักดิ์” เตือน “วันนอร์” ควรตีความญัตติซักฟอกอย่างที่เคยทำ ยืนยันแม้ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก รัฐบาลยังสามารถยุบได้ เหตุต้องอิงข้อบังคับ ตรวจสอบญัตติก่อน

วันที่ 19 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุหากฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 จะทำให้นายกรัฐมนตรีไม่สามารถใช้อำนาจยุบสภาได้ ว่า ความจริงประธานสภาฯก็เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทางสภาฯ เป็นประธานสภาฯมาตั้งแต่ปี 2540 และเป็นประธานสภาฯมาหลายครั้ง ครั้งหลังสุดที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มันมีปัญหาว่าญัตตินั้นไม่ถูกต้อง เพราะไปพูดถึงคนนอกคือ บิดาท่านนายกฯ ท่านก็ไม่ยอมรับญัตตินั้นและไม่บรรจุ ใช้เวลาอยู่หลายวันที่ฝ่ายค้านต้องไปแก้ นั่นคือ ทางปฏิบัติที่ทำกันมา เพราะข้อบังคับการประชุมสภาเขียนไว้ชัดในข้อ 176 ว่าเมื่อประธานสภาได้รับญัตติไม่ไว้วางใจแล้วให้ทำการตรวจสอบ หากมีข้อบกพร่องให้ประธานสภาฯแจ้งให้ผู้เสนอญัตติทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับญัตติ

ญัตติมีผลหลังตรวจสอบถูกต้อง

นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในวรรคสองกำหนดไว้ว่า เมื่อประธานสภาฯตรวจสอบความถูกต้องของญัตติแล้วให้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องเร่งด่วนและแจ้งให้นายกฯทราบ แปลว่าต้องมีการตรวจสอบว่าญัตตินั้น ครบถ้วนถูกต้องสมบูรณ์หรือไม่ ทำกันอย่างนี้ มาจนถึงรัฐบาลที่แล้ว พอมาถึงรัฐบาลนี้บอกว่าไม่ได้ พอรับปั๊บ ฝ่ายค้านยื่นปั๊บ ยุบสภาไม่ได้เลย ด้วยความเคารพ ตนคิดว่าไม่ถูกต้อง เพราะที่รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ชัด ในมาตรา 151 วรรคสอง ว่าเมื่อมีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งแล้ว จะมีการยุบสภาไม่ได้ เว้นแต่มีการถอนญัตติ หรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งตามวรรคสี่

ย้ำเขียน รธน. มาตรานี้กับมือ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ความจริงคนเป็นเขียนมาตรานี้เองในรัฐธรรมนูญปี 2540 ก่อนหน้านั้นตั้งแต่ปี 2475-2534 ไม่มีบทบัญญัติห้ามยุบสภาทั้งที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว เพราะเคยเกิดเหตุการณ์ขึ้นในปี 2538 ซึ่งมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีทั้งคณะและมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 17 ถึง 18 ธ.ค.38 เรื่อง สปก. 4-01 เมื่ออภิปรายเสร็จสิ้นลง พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่งประกาศงดออกเสียงในการลงมติ และรัฐมนตรีพรรคนั้นจะถอนตัวทั้งหมด เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ยุบสภาผู้แทนราษฎรตอนเวลา 12.00 น. ของวันที่ 19 ธ.ค.38 หนึ่งชั่วโมงครึ่งก่อนการลงมติในเวลา 13.30 น. เป็นเหตุให้สภาผู้แทนราษฎรในเวลานั้นไม่สามารถลงมติได้ ตนจึงเสนอให้บัญญัติไว้ในมาตรา 185 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญ 2540 ว่า

บรรจุญัตติแล้ว ยุบสภาไม่ได้

“เมื่อได้มีการเสนอญัตติแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงตามวรรคสาม” ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจอันเป็นการตรวจสอบรัฐบาลของสภาผู้แทนราษฎร และอำนาจของฝ่ายบริหารในการถ่วงดุลสภาด้วยการยุบสภาบทบัญญัติมาตรานี้ของรัฐธรรมนูญปี 40 ก็มาปรากฏในรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 158 วรรคหนึ่ง และในรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับปัจจุบันในมาตรา 151 วรรคสอง

แนะอ่านรธน.ให้ครบ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ก็คือ การห้ามยุบสภาเพราะการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจดังกล่าว จะเริ่มเมื่อใด และสิ้นสุดลงเมื่อใดนั้น ถ้าพิจารณาแต่ตัวหนังสือของมาตรา 151 ที่ใช้คำว่า เมื่อได้มีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ก็อาจจะบอกว่า ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจก็ห้ามยุบสภาแล้ว ยื่นปั๊บก็ห้ามยุบปุ๊บ ไม่ต้องดูอย่างอื่น นี่เป็นการตีความที่ง่ายแบบตัวอักษรล้วน ๆ ไม่ได้ดูอย่างอื่นเลย คนไม่ต้องเรียนกฎหมายก็พูดได้ ดูจะง่ายเกินไป แต่ต้องอ่านให้จบวรรค เขาบอกว่าห้ามยุบสภา เว้นแต่จะมีการถอนญัตติ หรือ การลงมติไม่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ก็จะเข้าใจได้ว่า จะเริ่มห้ามยุบได้ต่อเมื่อญัตตินั้นถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ บรรจุระเบียบวาระและแจ้งให้นายกฯทราบตามข้อบังคับการประชุม

จวกเลือกบังคับเฉพาะส่วน

นายบวรศักดิ์ ระบุว่า ที่ต้องใช้ข้อบังคับการประชุมสภาว่าด้วยการเปิดประชุมสภา ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 151 วรรคสอง เขียนเรื่องการถอนญัตติ ซึ่งการถอนญัตติไม่เคยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญตรงไหนเลย ซึ่งการถอนญัตติจะถอนได้หรือไม่ได้ ต้องย้อนไปข้อบังคับการประชุมสภาเท่านั้น เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้แต่อย่างใด ฉะนั้น ที่พูดว่าต้องดูรัฐธรรมนูญซึ่งใหญ่กว่าข้อบังคับเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องดูข้อบังคับ จึงไม่ถูกต้อง เพราะการถอนญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจจะทำได้หรือไม่ ต้องใช้ข้อบังคับการประชุมสภาข้อ 62 ซึ่งบอกว่า “การถอนชื่อจากการเป็นผู้ร่วมกันเสนอญัตติใด หรือจากการเป็นผู้รับรองกระทำได้เฉพาะก่อนที่ประธานสภาสั่งบรรจุญัตติเข้าระเบียบวาระการประชุม ในกรณีที่ประธานสภาสั่งบรรจุญัตตินั้นเข้าระเบียบวาระการประชุมแล้วจะถอนชื่อได้ต่อเมื่อได้รับการยินยอมของที่ประชุม” ดังนั้น เมื่อต้องไปดูข้อบังคับการประชุม ก็ต้องเอาข้อ 62 มาใช้ ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 151 วรรคสอง จะเอาเฉพาะข้อ 62 มาใช้ข้อเดียว แต่ไม่นำข้อบังคับการประชุม ข้อ 176 มาใช้ด้วยก็ดูจะประหลาด เพราะเลือกใช้เฉพาะข้อบังคับที่เป็นประโยชน์ อันไหนไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่ใช้ โดยมาบอกว่ารัฐธรรมนูญใหญ่กว่า

ให้ประธานสภาตรวจสอบญัตติ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ข้อบังคับข้อ 176 ซึ่งอยู่ในหมวด 9 ส่วนที่ 1 การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจบัญญัติว่า “เมื่อประธานสภาได้รับญัตติตามข้อ 175 แล้ว ให้ทำการตรวจสอบ หากมีข้อบกพร่องให้ประธานสภาแจ้งให้ผู้เสนอทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับญัตติ และวรรคสองระบุว่า เมื่อประธานสภาได้ตรวจสอบความถูกต้องของญัตติแล้ว ให้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วนและแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ เหตุที่ข้อ 176 เขียนแบบนี้ เพราะในอดีตญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ยื่นนั้นมีความไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน ไม่สมบูรณ์หลายประการ

ถามรู้ได้อย่างไรญัตติสมบูรณ์

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าพอยื่นปั๊บ ไม่ต้องตรวจสอบอะไรเลย แสดงให้เห็นว่าลำพังการยื่นญัตติตามมาตรา 151 วรรคสองแต่เพียงอย่างเดียว โดยยังไม่รู้เลยว่า ญัตติดังกล่าวมีความถูกต้องสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมหรือไม่ ซึ่งข้อบังคับข้อ 176 จึงบังคับประธานสภาฯให้ตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบแล้วไม่มีข้อบกพร่องก็บังคับประธานสภาฯทำ 2 เรื่องคือ บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วน และแจ้งให้นายกฯทราบ เพื่อบอกนายกฯว่าบัดนี้อำนาจยุบสภาหมดแล้ว และให้เตรียมตัวมารับการอภิปราย ดังนั้น วันนี้เมื่อมีการยื่นตามมาตรา 151 วรรคสอง เฉยๆ โดยแจ้งให้นายกฯทราบโดยไม่ตรวจสอบหรือไม่ คำตอบก็ชัดเจนในตัวอยู่แล้วว่า ถ้าประธานสภาฯแจ้งให้นายกฯทราบโดยไม่ตรวจสอบ คนที่เสนอประธานสภาฯ ฝ่ายกฎหมายหรือใครก็แล้วแต่ก็ทำให้ประธานสภาฯทำผิดข้อบังคับ เพราะญัตติดังกล่าวอาจมีข้อบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ และไม่อาจสามารถบรรจุระเบียบวาระเป็นเรื่องด่วนได้

ใช้เวลา 7 วันตรวจสอบ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ต้องตรวจสอบเสียก่อน ซึ่งให้เวลา 7 วัน เมื่อตรวจสอบแล้วจึงจะแจ้งให้นายกฯทราบ และนับตั้งแต่วันที่แจ้งให้นายกฯทราบ ข้อห้ามที่จะยุบสภาจะเริ่มนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป ไม่ใช่นับเวลาที่ฝ่ายค้านยื่น ซึ่งยังไม่มีการตรวจสอบ ถ้าตีความตามมาตรา 151 วรรคสอง โดยไม่ดูข้อบังคับหมวด 9 ส่วนที่ 1 ข้อ 175 และข้อ 176 ที่เขียนเอาไว้ ต่อไปก็จะอาศัยการยื่นญัตติไม่สมบูรณ์ ทำให้อำนาจยุบสภาของรัฐบาลเสื่อมสูญไปทันที ญัตติยื่นจำนวนคนไม่ครบ มีคนบอกว่าตัวเองยังไม่ได้ลงชื่อ แล้วนับแล้วว่าเวลานั้นเป็นเวลาห้ามยุบสภา รับรองระบบรัฐสภาปั่นป่วนแน่

แนะให้ยึดสิ่งที่ทำมาตลอด

“ฉะนั้น ผมเห็นว่าสิ่งที่ประธานสภาฯ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือทำมาโดยตลอดจนรัฐบาลแพทองธารนั้น ต้องทำต่อ จะมาเปลี่ยนการตีความบอกว่าฝ่ายกฎหมายเสนอว่าไม่ต้องดูญัตติสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ ยื่นวันไหนก็เอาวันนั้น ยุบสภาไม่ได้ มันต้องเอาญัตติที่สมบูรณ์แล้ว บรรจุเข้าระเบียบวาระแล้ว และแจ้งให้นายกฯทราบ ไม่อย่างนั้นจะแจ้งให้นายกฯทราบได้อย่างไร แล้วอำนาจยุบสภามันจะหมดไปได้อย่างไรเพราะนายกฯยังไม่ได้รับแจ้ง ดังนั้น ผมว่าตีความตามที่เคยทำมาเถอะครับ เป็นการตีความตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับที่ชอบแล้ว แต่ฝ่ายกฎหมายที่มาเสนอต่อประธานสภาฯในคราวนี้ดูแปลกๆ ย้ำว่าตีความไปแบบที่เคยทำมาเถอะครับ” นายบวรศักดิ์ กล่าว

บวรศักดิ์ย้ำ! ซักฟอกก็ยุบสภาได้ ตรวจสอบญัตติก่อน

ทำไมต้องตรวจสอบญัตติก่อนถึงยุบสภาได้?

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้ออกมาให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตามอง โดยเน้นย้ำว่า แม้ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติซักฟอก รัฐบาลก็ยังสามารถยุบสภาได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องทำการตรวจสอบญัตติให้ถูกต้องตามข้อบังคับเสียก่อน เรื่องนี้สร้างความสนใจและก่อให้เกิดคำถามมากมายในสังคม

การที่นายบวรศักดิ์ออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ ทำให้หลายคนหันมาพิจารณาข้อกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น การตีความรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การดำเนินการทางการเมืองเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม การตรวจสอบญัตติก่อนจึงเป็นขั้นตอนที่มองข้ามไม่ได้

ประเด็นที่นายบวรศักดิ์กล่าวถึงคือ ความสมดุลระหว่างอำนาจในการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรและการบริหารประเทศของรัฐบาล การตรวจสอบญัตติซักฟอกอย่างรอบคอบเป็นเหมือนการรักษาสมดุลนี้ไว้ เพื่อให้การเมืองไทยเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การออกมาให้ความเห็นของนายบวรศักดิ์ในครั้งนี้ เป็นการกระตุ้นให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการทางกฎหมายและการตีความที่ถูกต้อง การทำความเข้าใจในข้อบังคับต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองได้อย่างมีเหตุผล และมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งได้

ดังนั้น บวรศักดิ์ย้ำ! ซักฟอกก็ยุบสภาได้ ตรวจสอบญัตติก่อน เป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างสังคมการเมืองที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – “บวรศักดิ์” ยืนยัน แม้ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก รัฐบาลยังสามารถยุบได้ เหตุต้องตรวจสอบญัตติก่อน

เฮติเข้ารอบบอลโลกแม้โค้ชไม่เคยเหยียบประเทศ

เฮติเข้ารอบฟุตบอลโลกอย่างน่าเหลือเชื่อ! แม้ว่าโค้ชจะไม่เคยเดินทางไปเหยียบประเทศของพวกเขาเลยก็ตาม

ทีมชาติเฮติเอาชนะนิการากัว 2-0 ทำให้พวกเขาได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ แม้ว่าโค้ชชาวฝรั่งเศสวัย 52 ปี เซบาสเตียน มิญ จะไม่เคยได้เหยียบย่างเข้าไปในประเทศเฮติเลยนับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อ 18 เดือนที่แล้ว

เนื่องจากความขัดแย้งภายในประเทศ ทำให้ทีมชาติเฮติไม่สามารถจัดการแข่งขันในบ้านได้ และต้องย้ายไปเล่นที่คูราเซา ซึ่งเป็นเกาะที่ตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งเวเนซุเอลา แทน

สถานการณ์ในเฮตินั้นย่ำแย่มาตั้งแต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 2010 กลุ่มติดอาวุธต่างๆ ได้เข้าควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงปอร์โตแปรงซ์ ทำให้ประชาชนกว่า 1.3 ล้านคนต้องพลัดพรากจากบ้านเรือน และเกิดภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง

นักเดินทางต่างได้รับคำเตือนไม่ให้เดินทางไปยังเฮติ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกลักพาตัว อาชญากรรม การก่อการร้าย และความไม่สงบทางการเมือง

“มันเป็นไปไม่ได้ เพราะมันอันตรายเกินไป” มิญกล่าว

“ปกติแล้วผมจะอาศัยอยู่ในประเทศที่ผมทำงาน แต่ที่นี่ผมทำไม่ได้ ไม่มีเที่ยวบินระหว่างประเทศลงจอดที่นั่นแล้ว” เขากล่าวกับนิตยสาร France Football

มิญ ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยโค้ชทีมชาติแคเมอรูนในฟุตบอลโลกครั้งล่าสุด ต้องอาศัยข้อมูลเกี่ยวกับผู้เล่นท้องถิ่นจากเจ้าหน้าที่สมาพันธ์ฟุตบอลเฮติทางโทรศัพท์ “พวกเขาให้ข้อมูลผม และผมก็บริหารจัดการทีมจากระยะไกล”

ปัจจุบันผู้เล่นในทีมชาติเฮติทั้งหมดเป็นผู้ที่ค้าแข้งในต่างประเทศ รวมถึง ฌ็อง-ริกแนร์ เบลการ์ด กองกลางที่เกิดในฝรั่งเศสของวูล์ฟแฮมป์ตัน พวกเขายังหวังที่จะชักชวน วิลสัน อิซิ ดอร์ กองหน้าที่เกิดในฝรั่งเศสแต่มีเชื้อสายเฮติ ให้เข้าร่วมทีม

ชัยชนะของเฮติในการเข้ารอบฟุตบอลโลกเหนือทีมชาตินิการากัว ทำให้พวกเขาได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกในช่วงซัมเมอร์ที่จะจัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1974

นอกจากเฮติแล้ว ปานามาก็เป็นอีกทีมที่ได้สิทธิ์เข้าร่วมฟุตบอลโลก หลังจากเอาชนะเอลซัลวาดอร์ 3-0 รวมถึงคูราเซาที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการฟุตบอลของตนเองด้วยการได้เข้าร่วมฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก หลังจากเสมอกับจาเมกา

ในการปรากฏตัวครั้งเดียวของเฮติในการเข้ารอบฟุตบอลโลก พวกเขาพ่ายแพ้ให้กับอิตาลี โปแลนด์ และอาร์เจนตินา และตกรอบแรกไปในที่สุด

เฮติเข้ารอบบอลโลก แม้โค้ชไม่เคยเหยียบประเทศ

การที่เฮติเข้ารอบบอลโลกในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง เพราะพวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มั่นคง และการที่โค้ชไม่สามารถเดินทางเข้าไปในประเทศได้ อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็สามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ และสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการฟุตบอลเฮติได้สำเร็จ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เฮติเข้ารอบบอลโลก

  • ความมุ่งมั่นและความทุ่มเทของผู้เล่น
  • การบริหารจัดการทีมจากระยะไกลของโค้ช
  • การสนับสนุนจากสมาพันธ์ฟุตบอลเฮติ

การที่เฮติเข้ารอบบอลโลกได้สำเร็จ แสดงให้เห็นว่าแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความพยายาม ทุกสิ่งก็เป็นไปได้เสมอ

ที่มา – Haiti reach World Cup despite coach having never been to the country

ถึงเวลาที่เหมาะสมในการมีครอบครัว

ตั้งแต่จำความได้ ฟุตบอลคือชีวิตของ Simone Magill

ในอาชีพนักฟุตบอลอาชีพที่เริ่มต้นกับ Everton ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น เธอก้าวขึ้นเป็นกัปตันทีมชาติและเป็นหนึ่งในชื่อที่โด่งดังที่สุดในวงการกีฬาของไอร์แลนด์เหนือ

แต่ตอนนี้ เธอจะเริ่มต้นบทใหม่ในชีวิตของเธอเมื่อเธอคาดหวังลูกคนแรกในเดือนพฤษภาคมกับ Mark สามีของเธอ

ฟุตบอลจะพักไว้ก่อนในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า และ Magill วัย 31 ปีกล่าวว่าทั้งเธอและ Mark “รู้สึกถึงความรักมากมาย” ตั้งแต่พวกเขาประกาศข่าว

“มันเป็นสิ่งที่ฉันต้องการมาตลอดในชีวิต และนี่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับ Mark และฉันที่ต้องการเริ่มต้นสร้างครอบครัว” กองหน้า Birmingham City กล่าวกับ BBC Sport NI

“พวกเราได้รับความรักและการสนับสนุนจากทุกคนอย่างท่วมท้น และทุกคนต่างตื่นเต้นไปกับพวกเรา

“โทรศัพท์ของฉันไม่หยุดเมื่อมีการประกาศข่าว สำหรับความสำเร็จด้านฟุตบอลทั้งหมดที่ฉันได้รับตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันไม่เคยมีอะไรแบบนี้มาก่อนเมื่อข่าวออกมา พวกเรารู้สึกถึงความรักอย่างแน่นอน”

Magill ใช้เวลาส่วนใหญ่ในอาชีพสโมสรของเธอที่ Everton ซึ่งเธอเข้าร่วมเมื่ออายุ 18 ปีในปี 2013

ในปี 2022 หลังจากนำไอร์แลนด์เหนือไปสู่ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ครั้งแรก เธอได้ย้ายไป Aston Villa เพื่อเริ่มต้นใหม่ และจากนั้นเธอก็เปลี่ยนไป Birmingham City เมื่อปีที่แล้ว

หลังจาก หมดความรักในเกม ชั่วครู่ก่อนย้ายไป Villa ตอนนี้เธอได้ลงหลักปักฐานกับทีม Blues แล้วและกล่าวว่าเธออยู่ในจุดหนึ่งในชีวิตที่พร้อมที่จะเริ่มต้นสร้างครอบครัว นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมีครอบครัว

“ฉันถามตัวเองอยู่ตลอดว่าเมื่อไหร่คือเวลาที่เหมาะสม ตอนสิ้นสุดฤดูกาลที่แล้ว ฉันพอใจกับทุกสิ่งที่ฉันทำมาก และฉันก็แค่พร้อมแล้ว

“คุณสามารถวางแผนได้มากเท่านั้น แต่ฉันบอกว่าฉันมีความสุขที่พวกเราจะเริ่มพยายาม มันน่าตื่นเต้นมาก เป็นสิ่งที่แตกต่างออกไป และฉันก็ตั้งตารอจริงๆ”

หลังจากลงเล่นนัดสุดท้ายในเดือนกันยายน Magill จะไม่ได้ลงสนามตลอดฤดูกาล WSL2 ที่เหลือ และแคมเปญคัดเลือกฟุตบอลโลกปี 2027 ของไอร์แลนด์เหนือ

แต่มันเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดครั้งสุดท้ายของเธอที่ไม่ได้ลงเล่น เมื่อเธอได้รับบาดเจ็บ ACL ในเกมเปิดสนาม Euro 2022 ของไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งทำให้เธอตระหนักว่า “มีอะไรมากกว่าฟุตบอล”

“นั่นคือตอนที่ฉันตระหนักว่าฉันต้องการที่จะให้ตัวเองเป็นที่หนึ่ง ฉันให้ฟุตบอลเป็นที่หนึ่งมาตลอดทั้งชีวิตและในอาชีพของฉัน” Magill กล่าว

“ฉันคิดว่ามันสำคัญที่จะต้องตระหนักว่ามีอะไรมากมายในตัวฉันมากกว่า Simone Magill นักฟุตบอล นั่นคือข้อความที่ฉันต้องการจะสื่อออกไป”

‘ฉันรู้สึกได้รับการสนับสนุนจากสโมสรและประเทศ’

Magill ประกาศเรื่องการตั้งครรภ์กับเพื่อนร่วมทีม Birmingham City ในวิดีโอที่สะเทือนอารมณ์ และสโมสรมอบชุดเด็กทารก ‘Magill #9’ ให้กับเธอ

เธอยังคงอยู่กับเพื่อนร่วมทีม แต่การสัมผัสใดๆ ได้ถูกนำออกจากการฝึกซ้อมของเธอ และเธอมีโปรแกรมส่วนตัวของตัวเอง

“มันเป็นสิ่งที่เราต้องการมาตลอด และมันดีจริงๆ ที่ตอนนี้ในอุตสาหกรรมที่ฉันอยู่ มันเป็นไปได้ที่ฉันจะไปและมีการตั้งครรภ์ที่ดีต่อสุขภาพและมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง มันเป็นความทะเยอทะยานอย่างเต็มที่ของฉันที่ฉันต้องการจะกลับมา

“ฉันโชคดีมากที่รู้สึกได้รับการสนับสนุนจากทั้งสโมสรและประเทศ ซึ่งมันยอดเยี่ยมมาก

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สโมสรของฉัน ทุกสิ่งถูกปรับให้เข้ากับสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันกำลังฝึกซ้อมเป็นรายบุคคล แต่ฉันก็ยังอยู่กับเด็กผู้หญิงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ฉันกำลังวอร์มอัพและฝึกซ้อมแบบไม่ปะทะใดๆ ที่ฉันสามารถทำได้

“จะมีจุดหนึ่งที่ฉันจะต้องถอยออกมาบ้าง แต่จนถึงตอนนี้มันยอดเยี่ยมมาก”

หาก Magill ต้องการแรงบันดาลใจในการกลับมาหลังจากตั้งครรภ์ เธอไม่ต้องมองไปไกลกว่า Sarah McFadden เพื่อนร่วมทีมชาติไอร์แลนด์เหนือของเธอ

McFadden วัย 38 ปี ให้กำเนิดลูกคนที่สองเมื่อต้นปี 2025 และกลับมาเล่นฟุตบอลระดับนานาชาติสำหรับการแพ้เพลย์ออฟ Nations League ต่อไอซ์แลนด์ในเดือนพฤศจิกายน

“Sarah เป็นตัวอย่างที่เปล่งประกายสำหรับฉัน หวังว่าฉันอาจจะไปและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในรูปแบบใหม่กว่าที่ฉันเคยทำในอดีตโดยการเดินทางครั้งนี้

“เธอเป็นหนึ่งในคนแรกๆ ที่ติดต่อฉัน ฉันได้คุยกับเธอค่อนข้างมาก ฉันรู้ว่าการเดินทางของทุกคนแตกต่างกัน ดังนั้นมันจึงยากสำหรับฉันที่จะเปรียบเทียบและตั้งเป้าหมายที่แน่นอนสำหรับตัวเอง

“ฉันต้องการกลับมา มันเป็นความทะเยอทะยานของฉันที่จะทำเช่นนั้น และขอให้พระเจ้าทรงนำพา ทุกอย่างราบรื่นพอที่ฉันจะทำได้

“แต่การมีคนอย่าง Sarah ที่ฉันสามารถไปคุยด้วยได้ ฉันโชคดีมากที่มีเธอและคนอื่นๆ ที่ฉันรู้จักในเกมด้วยเช่นกัน”

สำหรับตอนนี้ Magill จะอยู่ข้างสนามและเป็น “แฟนตัวยง” ทั้งสำหรับ Birmingham City และไอร์แลนด์เหนือ

“มันอาจเป็นเรื่องยากที่จะดู คุณอยากจะเล่นเสมอ” เธอกล่าว นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมีครอบครัว

“แต่ฉันมีความศรัทธาอย่างเต็มที่ในเด็กผู้หญิงและทั้งสโมสรและประเทศ และฉันจะเป็นแฟนตัวยงที่ข้างสนาม” นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมีครอบครัว

ถึงเวลาที่เหมาะสมในการมีครอบครัว สำหรับ Simone Magill

การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในลำดับความสำคัญของเธอ โดยให้ความสำคัญกับชีวิตส่วนตัวนอกเหนือไปจากอาชีพนักฟุตบอลอาชีพของเธอ การสนับสนุนจากสโมสรและประเทศของเธอถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เธอสามารถกลับมาเล่นฟุตบอลได้หลังคลอดบุตร Magill กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาหญิงคนอื่นๆ ที่ต้องการสร้างครอบครัวโดยไม่ละทิ้งอาชีพของตน

ที่มา – ‘Now feels like the right time to start family’

นฤมล สาน Connext ED หนุนเด็กพิเศษ ครู

“นฤมล สาน Connext ED หนุนเด็กพิเศษ ครู” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจับมือ 3 ภาคส่วน สานต่อโครงการ Connext ED พร้อมฝากเรื่องการปรับปรุงบ้านพักครูและการพัฒนาศักยภาพเด็กพิเศษทั่วประเทศ

นฤมล สาน Connext ED หนุนเด็กพิเศษ ครู

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้เข้าร่วมงาน CONNEXT ED EDUCATION FORUM 2025: Thailand’s Education Future อนาคตการศึกษาไทย อนาคตประเทศไทย รวมพลังความร่วมมือ 3 ภาคส่วน ระยะที่ 4 มุ่งสู่อนาคตการศึกษาไทยที่ยั่งยืน งานนี้จัดขึ้นโดย มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี โดยมี องคมนตรี พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็นประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เข้าร่วมอย่างคับคั่ง นอกจากนี้ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ พร้อมด้วยซีอีโอ คณะผู้บริหารจากองค์กรผู้ร่วมก่อตั้ง และพันธมิตร ก็ได้เข้าร่วมในงานครั้งนี้ด้วย ณ ห้องประชุมแกรนด์ฮอลล์ ชั้น 3 อาคารทรู ดิจิทัล พาร์ค (ฝั่ง West)

นางนฤมล ได้กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและมูลนิธิฯ ว่า มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ได้ดำเนินงานมาถึง 9 ปี ซึ่งเกิดจากวิสัยทัศน์ของ องคมนตรี พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน นางนฤมลยังกล่าวถึงการบรรจุวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองในหลักสูตรการเรียนการสอน และจะมีการจัดประชุมชี้แจงในวันที่ 27 พฤศจิกายน เพื่อสร้างความเข้าใจถึงความสำคัญของการเรียนวิชาดังกล่าว

“การประชุมชี้แจงฯ ในครั้งนี้ ต้องการสร้างความเข้าใจร่วมกันของผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดจนครู บุคลากร และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้รู้ถึงความสำคัญของการสร้างการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนของเราได้รู้ถึงที่มาที่ไป และประวัติศาสตร์ของชาติไทย” นางนฤมล กล่าว

นอกจากนี้ นางนฤมลยังกล่าวถึงความตั้งใจที่จะบริหารการศึกษาให้ปลอดจากการเมือง และได้รับความเห็นชอบจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล ศธ. ในเรื่องนี้

นางนฤมลยังกล่าวถึงโครงการอนาคตการศึกษาไทย อนาคตประเทศไทย รวมพลังความร่วมมือ 3 ภาคส่วน ระยะที่ 4 มุ่งสู่อนาคตการศึกษาไทยที่ยั่งยืน ว่าเป็นการรวมภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา และโรงเรียนต่างๆ มาบูรณาการทำงานเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยมีโรงเรียนในสังกัด ศธ. ถึง 29,005 โรงเรียน และโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 20,000 แห่ง ที่ยังขาดแคลนในหลายๆ ด้าน

นางนฤมลกล่าวถึงเป้าหมายในการพัฒนาและบริหารจัดการใน 2 เรื่อง ได้แก่ การปรับวิธีการจัดสรรงบประมาณที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพ

การสนับสนุนเพิ่มเติมจากมูลนิธิฯ

นางนฤมลกล่าวว่า สิ่งที่ทาง ศธ. ต้องการให้มูลนิธิฯ สนับสนุนเพิ่มเติมคือ เรื่องของการศึกษาพิเศษ ซึ่งมีแนวโน้มมีเด็กพิเศษมากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายให้เด็กเหล่านี้ได้รับการพัฒนาศักยภาพของตนเอง นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงบ้านพักครู เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของครู

“สิ่งหนึ่งที่ทาง ศธ. ต้องการให้มูลนิธิฯ สนับสนุนเพิ่มเติมคือ เรื่องของการศึกษาพิเศษ ซึ่งขณะนี้มีแนวโน้มมีเด็กพิเศษมากขึ้น และกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย” นางนฤมล กล่าว

ปัจจุบัน สพฐ. มีบ้านพักครูอยู่ในความดูแลกว่า 41,000 หลัง โดยพบว่ามีสภาพทรุดโทรมกว่า 14,900 หลัง และจะเร่งปรับปรุงภายในปีนี้ รวมถึงบรรจุในแผนพัฒนาให้ครบ 40,000 หลัง ภายในปีงบประมาณ 2570

นางนฤมลยังได้กล่าวถึงความร่วมมือ โครงการจัดสวัสดิการที่พักสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ระหว่าง สพฐ. และการเคหะแห่งชาติ และหากมูลนิธิฯ จะร่วมสนับสนุนการดำเนินโครงการฯ ทาง ศธ. ก็จะยินดีอย่างยิ่ง

นางนฤมลกล่าวทิ้งท้ายว่า ทาง ศธ. ยินดีที่จะร่วมทำงานกับมูลนิธิฯ ต่อเนื่อง และพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานร่วมกันในทุกมิติ ทั้งระบบพัฒนา School Management System (SMS) และการพัฒนาผู้บริหารและครู ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของ CONNEXT ED ทั้ง 5 ด้าน

จากนั้น นางนฤมล ได้มอบรางวัลให้แก่นักเรียนโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีต้นแบบ

โครงการ นฤมล สาน Connext ED หนุนเด็กพิเศษ ครู เป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยเหลือเด็กพิเศษและการยกระดับคุณภาพชีวิตของครู ซึ่งเป็นบุคลากรที่สำคัญในการสร้างอนาคตของชาติ

ที่มา – “นฤมล” จับมือ 3 ภาคส่วนสาน connext ed ฝากปรับปรุงบ้านพักครู พัฒนาศักยภาพเด็กพิเศษ

คูราเซาชาติเล็กสุดสู่บอลโลก! – ข่าวฟุตบอล

คูราเซา เกาะเล็กๆ ในทะเลแคริบเบียน กลายเป็นชาติที่เล็กที่สุดที่เคยผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลก หลังจากเสมอกับจาเมกาของ สตีฟ แม็คคลาเรน

สถิติก่อนหน้านี้เป็นของไอซ์แลนด์ ซึ่งเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศปี 2018 แต่ประเทศของพวกเขามีขนาดใหญ่กว่าคูราเซามาก ซึ่งมีประชากรเพียง 150,000 คน (คล้ายกับเคมบริดจ์หรือฮัดเดอร์สฟิลด์) และมีพื้นที่ 171 ตารางไมล์ เล็กกว่าเกาะแมน

อดีตผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ แม็คคลาเรน ลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมจาเมกา หลังจากทีมของเขา ซึ่งต้องการชัยชนะในคิงส์ตันเพื่อผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1998 ถูกเสมอกันแบบไร้สกอร์ รวมถึงการถูกริบจุดโทษในช่วงทดเวลาบาดเจ็บโดย VAR

ดิก แอดโวคาท หัวหน้าโค้ชของคูราเซา ซึ่งไม่ได้อยู่ในเกมเนื่องจากเหตุผลส่วนตัว จะกลายเป็นโค้ชที่อายุมากที่สุดในฟุตบอลโลก ด้วยวัย 78 ปี ทำลายสถิติของ อ็อตโต้ เรห์ฮาเกล เมื่อเขาคุมทีมชาติกรีซด้วยวัย 71 ปี ในปี 2010

คูราเซา ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งเวเนซุเอลา 37 ไมล์ เพิ่งกลายเป็นประเทศภายในราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ในปี 2010 หลังจากการล่มสลายของเนเธอร์แลนด์แอนทิลลิส

เมื่อสิบปีก่อน พวกเขาอยู่ในอันดับที่ 150 ของการจัดอันดับโลกของ FIFA ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ 82

รูปแบบฟุตบอลโลก 2026 ที่ขยายออกไป ซึ่งมี 48 ชาติแทนที่จะเป็น 32 ชาติ พร้อมกับข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้าภาพ แคนาดา เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา ต่างก็ผ่านเข้ารอบโดยอัตโนมัติ ทำให้คูราเซามีโอกาสที่ดีขึ้นมาก เนื่องจากพวกเขาจะกลายเป็นผู้เข้าร่วมใหม่รายที่สี่ในทัวร์นาเมนต์ฤดูร้อนหน้า ร่วมกับเคปเวิร์ด อุซเบกิสถาน และจอร์แดน

“มันบ้ามาก และจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับคูราเซา” จูนินโญ บาคูนา กองกลาง อดีตผู้เล่นฮัดเดอร์สฟิลด์ เรนเจอร์ส และเบอร์มิงแฮมกล่าว ก่อนการแข่งขัน

เมื่อพูดกับ BBC Radio 5 Live เขาเสริมว่า “มันเหลือเชื่อและน่าทึ่งมาก แม้แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา คุณคงไม่คิดถึงมันด้วยซ้ำ”

“การได้เป็นส่วนหนึ่งของมันเป็นการส่วนตัว และทำให้ความฝันนั้นเป็นจริงจะเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ”

ในการแข่งขันรอบคัดเลือก 10 นัด พวกเขาชนะ 7 นัด และจบแคมเปญโดยไม่แพ้ใคร

เทพนิยายของพวกเขาดูเหมือนจะพังทลายลงไปในนาทีที่สี่จากห้านาทีที่เพิ่มเข้ามาในตอนท้ายของเกม เมื่อ เจเรมี อันโตนิสส์ ตัวสำรองของคูราเซา ดูเหมือนว่าจะดึง อิสอัค เฮย์เดน ลงมา และผู้ตัดสิน เอลซัลวาดอร์ อีวาน บาร์ตัน ชี้ไปที่จุดโทษทันที

แต่ผู้ตัดสินได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็วจากเจ้าหน้าที่ VAR ให้ตรวจสอบเหตุการณ์บนหน้าจอสัมผัสขนาดเล็ก และกลับคำตัดสินของตัวเอง สร้างความไม่พอใจให้กับฝูงชน

พวกเขาจะเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกโดยเฮติและปานามาจากรอบคัดเลือก Conacaf โดยจาเมกาต้องไปเล่นในรอบเพลย์ออฟระหว่างทวีป

เกาะแคริบเบียน เฮติ ปิดผนึกสถานที่ของพวกเขาในการแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1974 หลังจากเอาชนะนิการากัว 2-0

แอดโวคาทสร้างประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

ตั้งแต่เดือนมกราคม 2024 แอดโวคาทชาวดัตช์ วัย 78 ปี รับหน้าที่คุมทีมชาติเป็นครั้งที่แปดของเขา หลังจากคุมทีมชาติเนเธอร์แลนด์มาสามช่วง รวมถึงการโค้ชทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เกาหลีใต้ เบลเยียม รัสเซีย เซอร์เบีย และอิรัก

เขาช่วยให้เนเธอร์แลนด์เข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศของฟุตบอลโลกปี 1994 และทีมเกาหลีใต้ของเขาตกรอบแบ่งกลุ่มในปี 2006

รายชื่อสโมสรที่เขาคุมทีม ได้แก่ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น เรนเจอร์ส เซนิต เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซันเดอร์แลนด์ และเฟเยนูร์ด

แอดโวคาทกลายเป็นหัวหน้าโค้ชของคูราเซาหลังจากข้อพิพาทเรื่องการจ่ายเงินระหว่างผู้เล่นและสมาคมฟุตบอลของประเทศได้รับการแก้ไข และเขาก็ตั้งเป้าหมายที่จะผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลก 2026 ทันที

“ทุกคนรู้ว่า ดิก แอดโวคาท เป็นชื่อใหญ่ เขาเป็นโค้ชที่ยิ่งใหญ่ และทุกคนเคารพในการตัดสินใจและวิธีการทำงานของเขา” บาคูนากล่าวเสริม “การปรากฏตัวของเขามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเราในฐานะทีม และสำหรับประเทศด้วย และผลกระทบของเขายิ่งใหญ่มาก”

“เราเริ่มทำงานกับเขาในการคัดเลือกเนชั่นส์ลีก และเราเห็นการเติบโตของทีมในวิธีการทำงานและวิธีการต่อสู้ในเกม”

พรสวรรค์ดัตช์และผู้เล่นที่เกิดในอังกฤษบางส่วน

เช่นเดียวกับการมีผู้จัดการทีมชาวดัตช์ ผู้เล่นส่วนใหญ่ในทีมคูราเซาเกิดในเนเธอร์แลนด์ แต่มีสายสัมพันธ์ทางครอบครัวที่ทำให้พวกเขาสามารถเล่นให้กับทีมของแอดโวคาทได้

ทีมของพวกเขารวมถึง โจชัว เบรเน็ต กองหลังจากลิฟวิงสตัน, อาร์’จานี มาร์ธา กองกลางจากรอเธอร์แฮม, ซอนท์เย ฮันเซน กองหน้าจากมิดเดิลสโบรห์ และ ทาฮิต ชอง กองกลางจากเชฟฟิลด์ยูไนเต็ด ซึ่งเกิดในคูราเซา และเคยเล่นในพรีเมียร์ลีกกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

สำหรับบาคูนา การเล่นให้กับคูราเซายังเป็นโอกาสที่จะได้เล่นฟุตบอลระดับนานาชาติกับ เลอันโดร พี่ชายของเขา กัปตันทีมชาติ และนั่นเป็นส่วนสำคัญในแรงจูงใจของเขาหลังจากที่เขาเป็นตัวแทนของเนเธอร์แลนด์ในระดับอายุต่ำกว่า 21 ปี

“ผมเริ่มเล่นให้คูราเซาในปี 2019 และมันเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่สำหรับผม” จูนินโญ บาคูนากล่าว “ในเวลานั้นผมอายุแค่ 21 ปี และมีเวลาอีกหลายปีข้างหน้าเพื่อดูโอกาสของผมสำหรับทีมชาติเนเธอร์แลนด์”

“แต่ผมตัดสินใจตั้งแต่เนิ่นๆ ที่จะเล่นให้คูราเซา เหตุผลหนึ่งคือผมสามารถเล่นในทีมเดียวกับพี่ชายของผมได้ และเพื่อให้ครอบครัวได้เห็นเราเล่นด้วยกัน”

“อีกเหตุผลหนึ่งคือ ในเวลานั้นโอกาสที่ผมจะได้เล่นให้ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ตามความเป็นจริงนั้นไม่มี ผมเห็นผู้เล่นมากมายจากรุ่นเดียวกับผมเล่นให้ทีมชาติเนเธอร์แลนด์แล้ว แต่ผมไม่มีโอกาสที่จะถูกเรียกตัว การตัดสินใจที่จะเล่นให้คูราเซาจึงเป็นเรื่องง่าย”

แต่บาคูนารู้สึกว่าความก้าวหน้าทางฟุตบอลล่าสุดของประเทศจะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เล่นที่เกิดในดัตช์จำนวนมากขึ้นเป็นตัวแทนของทีมที่รู้จักกันในชื่อ The Blue Family

“เราเห็นผู้เล่นจำนวนมากขึ้นที่ยังเด็กและสามารถเล่นให้ฮอลแลนด์ได้ และพวกเขามาเล่นให้คูราเซา และทำให้ทีมแข็งแกร่งยิ่งขึ้น” บาคูนากล่าวเสริม การที่คูราเซาชาติเล็กสุดสู่บอลโลก ถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับวงการฟุตบอล

การที่คูราเซาชาติเล็กสุดสู่บอลโลกสำเร็จนั้น จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับประเทศเล็ก ๆ ประเทศอื่น ๆ ให้มีความหวังในการเข้าร่วมการแข่งขันระดับโลกเช่นกัน ความสำเร็จของคูราเซาชาติเล็กสุดสู่บอลโลกทำให้เห็นว่าขนาดไม่ใช่ทุกสิ่ง แต่เป็นความมุ่งมั่นและทีมเวิร์คที่สำคัญที่สุด

ที่มา – Curacao become smallest nation to qualify for World Cup

พล.ต.ท.ไตรรงค์ แถลง เตือนบิ๊กโจ๊ก ระวังคำพูด

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาแถลงชี้แจงทุกประเด็น หลังถูกพาดพิงในประเด็นคดีเว็บพนันและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยืนยันการทำงานตามกฎหมาย และย้ำว่า ผบ.ตร. สั่งสอบสวนเรื่องซื้อขายตำแหน่ง หากมีหลักฐานจะดำเนินการคดีทันที

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ได้แถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด หลังจากที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาให้ข้อมูลที่พาดพิงถึงการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งในเรื่องของการปราบปรามเว็บพนันออนไลน์, การดำเนินคดีกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และประเด็นการกล่าวหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในตำรวจภูธรภาค 8

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือสแกมเมอร์ ถือเป็นวาระแห่งชาติที่นายกรัฐมนตรีได้กำหนดให้ยกระดับการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประสานความร่วมมือระหว่างรัฐบาล, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, หน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วน ผ่านศูนย์วอร์รูมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล, สกัดกั้นความเสียหาย และเร่งติดตามเส้นทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้

ประเทศไทยได้จัดทำ Action Plan ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศกัมพูชา เพื่อร่วมกันปฏิบัติการปราบปรามฐานที่ตั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในต่างประเทศ และได้ส่งข้อมูล รวมถึงเอกสารที่เป็นทางการไปยังตำรวจกัมพูชาตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอคำตอบว่าจะดำเนินการตามข้อตกลงหรือไม่ สถิติความเสียหายของเหยื่อที่ถูกหลอกลวงลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน จำนวนเงินที่สามารถอายัดคืนได้ก็เพิ่มสูงขึ้น จากเดิมที่ความเสียหายเฉลี่ยอยู่ที่วันละกว่า 70 ล้านบาท ปัจจุบันมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงาน โดยกรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานนำร่องในการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการหลอกลวงรูปแบบใหม่ๆ ผ่านหอกระจายข่าวทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ต่างๆ ทำให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลเฉลี่ยกว่า 500,000 รายต่อวัน จากเดิมที่ตำรวจเผยแพร่เพียงหน่วยงานเดียวมียอดเข้าถึงเพียงหลักหมื่น

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมจัดทำสื่อการสอนเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยทางดิจิทัลร่วมกับบริษัท Meta (Facebook) เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เหมือนกับการให้ความรู้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนกราวด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยังกล่าวถึงรูปแบบของอาชญากรรมออนไลน์ว่ามีอยู่ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. แก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งแพลตฟอร์มทั่วโลกให้ความร่วมมือในการปิดกั้นได้ถึง 90% 2. เว็บพนันออนไลน์ – บุหรี่ไฟฟ้า – ของผิดกฎหมาย ซึ่งบางประเทศอนุญาตให้มีการตั้งเว็บได้ ทำให้การปิดกั้นต้องดำเนินการผ่านกระบวนการทางศาลไทย ซึ่งต้องใช้เวลาและมีข้อจำกัด

ในปีนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เสนอให้มีการปิดกั้น URL กว่า 70,000 รายการ และจับกุมคดีพนันออนไลน์ไปแล้วกว่า 800–1,000 คดี แต่ย้ำว่าคดีพนันมีความซับซ้อน ต้องใช้ข้อมูลและพยานหลักฐานจำนวนมากก่อนที่จะขอหมายเรียกหรือหมายจับ

สำหรับคดีสแกมเมอร์นั้น ยังไม่พบข้อมูลที่บ่งชี้ถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องของนักการเมืองไทย แต่ในส่วนของประเทศกัมพูชานั้น มีบุคคลที่ถูกออกหมายจับแล้ว ได้แก่ นายก๊กอาน และ นายลียงพัด ส่วนประเด็นที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ได้กล่าวถึงการเชื่อมโยงไปยังนักการเมืองคนหนึ่งนั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า เว็บไซต์จำนวน 21 เว็บไซต์ที่ถูกกล่าวถึงนั้น เป็นโดเมนที่แตกต่างกัน ไม่ใช่เว็บไซต์เดียวกัน และการสอบสวนต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ชัดเจนมายืนยัน ส่วนคดีเว็บพนันนั้นมีการจับกุมผู้กระทำผิดไปแล้วหลายราย การกล่าวหาว่า ผู้กำกับทุกสถานีตำรวจมีการใช้บัญชีม้า เป็นข้อกล่าวอ้างที่ร้ายแรง หากมีพยานหลักฐานว่ามีใครใช้บัญชีม้าจริง จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาทันที เพราะบัญชีม้าเป็นเครื่องมือสำคัญของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเว็บพนันในการฟอกเงิน จึงขอให้ระมัดระวังในการให้ข้อมูลกับสังคม

เมื่อถูกถามถึงกรณีการออกหมายจับอดีตรอง ผบ.ตร. เป็นการใช้ข้อความเท็จต่อศาลหรือไม่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาและศาลอาญากรุงเทพใต้ ในเรื่องของการขอออกหมายจับและหมายค้น และเรื่องนี้ได้ผ่านการพิจารณาของศาลแล้ว โดยศาลได้ยกคำร้อง และอีกศาลก็ได้ยืนยันว่าไม่ได้มีการใช้ข้อความหลอกลวงศาล และได้มีคำสั่งในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ย้ำว่าไม่เคยหลอกลวงหรือปิดบังศาล

ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องนี้เป็นการตอบโต้กันเหมือนการโต้ปิงปอง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นความขัดแย้งภายในตำรวจ แต่เป็น “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ vs. กลุ่มผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินเว็บพนัน” ผู้ต้องหามีสิทธิ์ให้การเพื่อปกป้องตัวเอง แต่การออกมาพูดในพื้นที่สาธารณะซ้ำ ๆ ต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะอาจสร้างความเข้าใจผิดได้ เสมือนอยู่ในสงครามข่าวสาร (information warfare) จึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการติดตามข่าวสาร

ส่วนกรณีที่คณะกรรมาธิการด้านความมั่นคง สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญ ผบ.ตร. เข้าชี้แจง แต่กระบวนการที่มีผู้ต้องหาและพยานในคดีร่วมซักถามต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมมีการถ่ายทอดสด อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ทำให้พยานหวาดกลัว หรือข้อมูลคดีถูกเปิดเผยก่อนสู่ศาล จึงต้องให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะเข้าไปชี้แจงต่อ กมธ.ในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้

ในส่วนของคดีนักการเมืองที่ถูก ปปง.อายัดทรัพย์ 30 ล้านบาท พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า สำนักงาน ปปง. ได้ทำการยึดทรัพย์เบื้องต้นไปแล้วกว่า 30 ล้านบาท พร้อมทั้งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อสืบทรัพย์เพิ่มเติม การยึดทรัพย์เป็นไปตาม พ.ร.บ.มาตรการคดีฟอกเงิน ซึ่งจะมีการขยายผลต่อไป และฝากถึงผู้ที่กล่าวอ้างว่านักการเมืองรายนี้มีทรัพย์สินมากกว่า 30 ล้านตามที่ถูกยึดได้นั้น เป็นเพียงถ้อยคำกล่าวอ้าง แต่ยังไม่มีพยานหลักฐาน ซึ่งการนำเสนอข้อมูลเช่นนี้ อาจเป็นการกล่าวโทษต่อหน่วยงานราชการที่เป็นผู้ทำหน้าที่ในคดี

ส่วนกรณีที่อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวหาว่าตำรวจเป็นองค์กรอาชญากรรมนั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ย้ำว่า การกล่าวเช่นนี้อาจถูกนำไปขยายผลในเวทีระหว่างประเทศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้ที่ประเทศไทยกำลังกดดันประเทศที่เป็นฐานของสแกมเมอร์ ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยปีละหลายล้านดอลลาร์ จึงขอให้อดีตข้าราชการตำรวจที่ออกมากล่าวพิจารณาถึงความเหมาะสมของคำพูด รองจเรตำรวจฯ กล่าวว่า หากไม่ออกมาชี้แจง ประชาชนอาจเข้าใจผิดจากข้อมูลด้านเดียว จึงต้องนำข้อเท็จจริงในสำนวน พยานหลักฐานมาเปิดเผยอย่างเหมาะสม โดยไม่มีเจตนาที่จะตอบโต้เป็นการส่วนตัว

ส่วนกรณีการซื้อขายตำแหน่งตำรวจภูธรภาค 8 นั้น รองจเรตำรวจฯ เปิดเผยว่า ผบ.ตร. ได้สั่งให้ตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการซื้อขายตำแหน่งอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นใคร หากมีหลักฐานจะดำเนินการคดีทันที เพราะระบบการตรวจสอบในปัจจุบันมีความเข้มแข็งมากขึ้น เพราะ พ.ร.บ.ตำรวจปี 2565 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และมีคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมทำหน้าที่คล้ายศาลปกครอง หากการแต่งตั้งไม่โปร่งใส ก็จะถูกลงโทษได้

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติยึดหลักกฎหมายเดียวกันกับทุกคน ไม่มีสองมาตรฐาน พร้อมที่จะให้มีการตรวจสอบทุกข้อกล่าวหา แต่การนำข้อมูลด้านเดียวมาขยายผล อาจสร้างมายาคติและบิดเบือนข้อเท็จจริงได้ จึงจำเป็นต้องออกมาชี้แจงต่อสาธารณะ

สำหรับการเข้าชี้แจงต่อ กมธ.ความมั่นคงในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ จะพิจารณารูปแบบที่เหมาะสม โดยอยู่ระหว่างการให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาข้อกฎหมายต่างๆ เพื่อมีมติมอบหมายให้ผู้แทนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าไปตอบข้อซักถาม ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะไปชี้แจงในที่ประชุมอีกครั้ง ย้ำว่า “ไม่ได้จะไม่เข้าไป แต่อยู่ระหว่างการพิจารณา”

พล.ต.ท.ไตรรงค์ แถลงหลังถูกพาดพิง เตือน “บิ๊กโจ๊ก” ระวังคำพูด ให้ข้อมูลด้านเดียว

พล.ต.ท.ไตรรงค์ แถลง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจากทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง การให้ข้อมูลด้านเดียวอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้

พล.ต.ท.ไตรรงค์ แถลงเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ หลังถูกพาดพิง ซึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและเป็นการให้โอกาสประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างรอบด้าน

การออกมาพล.ต.ท.ไตรรงค์ แถลงถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน

ที่มา – พล.ต.ท.ไตรรงค์ แถลงหลังถูกพาดพิง เตือน “บิ๊กโจ๊ก” ระวังคำพูด ให้ข้อมูลด้านเดียว

กกต. มอบนโยบาย ผอ.เลือกตั้งประจำจังหวัด เตรียมพร้อม

ว่าที่ประธาน กกต. มอบนโยบายให้ ผอ.เลือกตั้งประจำจังหวัด ภาคอีสาน 10 จังหวัด เตรียมความพร้อมแผนปฏิบัติงานเลือกตั้งทั่วประเทศ

วันที่ 19 พ.ย. 2568 ณ ห้องประชุมมงกุฎพลอย ชั้น 16 โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ กรรมการการเลือกตั้ง เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมชี้แจง ตรวจติดตาม และมอบนโยบายแก่ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด และหัวหน้ากลุ่มงาน (ครั้งที่ 4) โดยมี นายวัชระ สีสาร ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดขอนแก่น ให้การต้อนรับและกล่าวรายงาน ผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วย ดร.ณัฏฐพัฒน์ ธีรนันทวาณิช ที่ปรึกษาประจำกรรมการการเลือกตั้ง ดร.นฐินันต์ ศรีลาศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญประจำกรรมการการเลือกตั้ง นายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายนเรศ สุวรรณกูฏ ผู้ตรวจการเขตตรวจการที่ 6 ร.ต.อ. มนูญ วิเชียรนิตย์ ผู้ตรวจการเขตตรวจการที่ 7 พ.ต.ต.ท. ระพีพงษ์ จิรพัฒนาลักษณ์ พนักงานตามสัญญาจ้าง นายสมเกียรติ คงดี เลขานุการประจำกรรมการการเลือกตั้ง ผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หัวหน้ากลุ่มงานจัดการการเลือกตั้งและการมีส่วนร่วม หัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนสอบสวน และพรรคการเมือง จำนวน 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม จังหวัดกาฬสินธุ์และจังหวัดชัยภูมิ รวมจำนวนทั้งสิ้น 51 คน

การประชุมในครั้งนี้ เพื่อติดตามความก้าวหน้าและประเมินผลการดำเนินงาน ตามนโยบายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และแผนปฏิบัติการของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ติดตามการเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น เช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติ รวมทั้งรับฟังปัญหาและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น ให้พนักงานและบุคลากรของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานร่วมกัน และร่วมกันระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรค รวมทั้งเสนอแนะแนวทางแก้ไข หรือปรับปรุงการปฏิบัติงาน ให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น เช่น การวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แนวทางการลดเรื่องร้องคัดค้าน การวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

ว่าที่ประธานกกต. มอบนโยบาย ผอ.เลือกตั้งประจำจังหวัด เตรียมพร้อม

การเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง และการที่ ว่าที่ประธาน กกต. มอบนโยบาย ผอ.เลือกตั้งประจำจังหวัด แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม การประชุมครั้งนี้เป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมและการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะมาถึงเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของการมอบนโยบาย ผอ.เลือกตั้งประจำจังหวัด

การมอบนโยบายให้แก่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น การมอบนโยบายที่ชัดเจนจะช่วยให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเข้าใจถึงเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงาน ทำให้สามารถวางแผนและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การมอบนโยบายยังเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันและความรับผิดชอบต่อการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับ

การที่ ว่าที่ประธาน กกต. มอบนโยบาย ผอ.เลือกตั้งประจำจังหวัด ในครั้งนี้ ครอบคลุมถึงการติดตามความก้าวหน้า การประเมินผลการดำเนินงาน รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือการออกเสียงประชามติ นอกจากนี้ยังมีการรับฟังปัญหาและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้พนักงานและบุคลากรของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานร่วมกัน และร่วมกันระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรค รวมทั้งเสนอแนะแนวทางแก้ไขหรือปรับปรุงการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น

การเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป การที่ ว่าที่ประธาน กกต. มอบนโยบาย ผอ.เลือกตั้งประจำจังหวัด เป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมและการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างอิสระและเป็นธรรม

การเน้นย้ำถึงการวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและการลดเรื่องร้องคัดค้าน เป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งในการจัดการเลือกตั้ง การวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งที่เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับจะช่วยให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างยุติธรรมและโปร่งใส ในขณะที่การลดเรื่องร้องคัดค้านจะช่วยลดความขัดแย้งและความไม่พอใจที่อาจเกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง

โดยสรุปแล้ว การที่ ว่าที่ประธาน กกต. มอบนโยบาย ผอ.เลือกตั้งประจำจังหวัด เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยุติธรรม การเตรียมความพร้อมและการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า จะช่วยให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ที่มา – ว่าที่ประธานกกต. มอบนโยบาย ผอ.เลือกตั้งประจำจังหวัด เตรียมพร้อมแผนปฏิบัติงานเลือกตั้ง

สร้างเขื่อน ตามแนวพระราชดำริ ร.9 แก้วิกฤติน้ำ

หลังจากได้ยิน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ออกมาประกาศแนวคิดเรื่องการ “สร้างเขื่อน” เพื่อป้องกันน้ำท่วมอย่างยั่งยืน แทนที่จะสิ้นเปลืองงบประมาณปีละหลายหมื่นล้านบาทไปกับแนวป้องกันเดิมๆ ที่ไม่ได้ผล นับเป็นสัญญาณที่ดีต่อประเทศและคนไทย ที่จะได้มีโครงสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ไว้รับมือกับภัยธรรมชาติที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน

สร้างเขื่อน ตามแนวพระราชดำริ ร.9

แน่นอนว่าเมื่อเอ่ยถึง “เขื่อน” ย่อมเกิดข้อถกเถียงตามมา ทั้งผลกระทบต่อประชาชนนับล้านคน การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน หากบริหารจัดการไม่ดี หรือขาดเทคโนโลยีที่ทันสมัย เขื่อนก็อาจไม่ใช่คำตอบ

มักมีคำกล่าวว่า “ให้ลืมเรื่องสร้างเขื่อนในไทยไปได้เลย” แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า แล้วจะช่วยชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมซ้ำซากปีละ 6 เดือนได้อย่างไร?

ความจริงคือ การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ อาจทำไม่ได้แล้วในบริบทปัจจุบัน เพราะไทยไม่มีพื้นที่ป่าขนาดใหญ่รองรับน้ำปริมาณมหาศาลได้อีก แต่สิ่งที่ทำได้คือ เขื่อนขนาดเล็ก แก้มลิง และระบบชะลอน้ำ ตามแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทรงศึกษาและวางแนวทางไว้อย่างครบถ้วน แนวพระราชดำริเรื่องการสร้างเขื่อน ตามแนวพระราชดำริ ร.9 เป็นแนวทางที่เราควรพิจารณาอย่างจริงจัง

ศาสตร์พระราชา เน้นป้องกันมากกว่าเยียวยา

แนวทางของในหลวง ร.9 ไม่ได้ฝากความหวังไว้กับโครงสร้างใดโครงสร้างหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ทรงเน้นการผสมผสานมาตรการหลายด้าน ทั้งเขื่อน ฝายเล็ก แก้มลิง การปรับพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ รวมถึงการจัดการที่ดิน การเตือนภัย และการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง

นี่คือโมเดลการบริหารจัดการน้ำแบบเบ็ดเสร็จ “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ” ที่ทำได้จริงและสอดคล้องกับภูมิสังคมไทย ดังนี้

1. ต้นน้ำ – ลดความเชี่ยวกรากของสายน้ำ

สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง แทนที่จะสร้างเขื่อนยักษ์ ให้กระจายสร้างอ่างขนาดกลางราว 20-30 แห่ง ความจุ 10-40 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเมื่อรวมกันจะได้ปริมาณความจุเท่าเขื่อนใหญ่ แต่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่ำกว่ามาก

ฝายชะลอน้ำ สร้างฝาย 5,000 – 20,000 จุด เพื่อช่วยลดตะกอน เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผืนป่า และลดความรุนแรงของน้ำหลาก ซึ่งเป็นวิธีที่ต้นทุนต่ำที่สุด

2. กลางน้ำ – พื้นที่รับน้ำและทางด่วนน้ำ

แก้มลิงกลางทุ่ง สร้างพื้นที่รับน้ำในทุ่งนาหรือทุ่งหญ้าขนาด 10,000 – 200,000 ไร่ เพื่อพักน้ำก่อนเข้าสู่ตัวเมืองหรือเขตเศรษฐกิจ คล้ายกับโมเดล Retarding Basin ของญี่ปุ่น

ฟื้นฟูคลองโบราณ ในจังหวัดประวัติศาสตร์อย่าง อยุธยา สุโขทัย ลพบุรี เคยมีคลองและหนองน้ำจำนวนมาก หากขุดลอกและฟื้นฟูเส้นทางน้ำเดิมได้สัก 10-20 เส้นทาง จะเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำได้อย่างมหาศาลด้วยต้นทุนที่คุ้มค่า

กำหนดพื้นที่น้ำล้น กำหนดโซน “พื้นที่ยอมให้ท่วมได้” เพื่อเบี่ยงน้ำออกจากโบราณสถานและย่านที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นวิธีที่จีน และญี่ปุ่นนิยมใช้

3. ปลายน้ำ – ป้องกันเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ

คลองผันน้ำรอบเมือง สร้างทางเลี่ยงน้ำไม่ให้ไหลผ่ากลางเมืองเก่า เพื่อลดแรงดันน้ำที่จะปะทะกับกำแพงเมือง วัด และโบราณสถาน

นวัตกรรมกำแพงน้ำ ติดตั้งระบบป้องกันน้ำแบบพับเก็บได้ เหมือน Mobile Flood Barriers ใช้เฉพาะฤดูน้ำหลากเพื่อไม่ให้บดบังทัศนียภาพ คล้ายโมเดลเมืองเวนิส อิตาลี

พื้นที่รับน้ำในเมือง ออกแบบสวนสาธารณะให้ทำหน้าที่เป็นแก้มลิงรองรับน้ำฝนในพื้นที่ลุ่มต่ำ หรือแอ่งกระทะ

แนวทางพระราชดำรินี้ ทรงวางแผนไว้อย่างละเอียดรอบคอบ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม เลิกแก้ปัญหาในแบบเฉพาะหน้า รอฟ้าฝน หรือทำแบบขอไปทีได้แล้ว

ทำไมต้อง สร้างเขื่อน ตามแนวพระราชดำริ ร.9

การสร้างเขื่อน ตามแนวพระราชดำริ ร.9 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างสิ่งก่อสร้าง แต่เป็นการสร้างระบบที่ยั่งยืนในการจัดการน้ำ เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัย การนำแนวทางนี้มาปรับใช้ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความท้าทายด้านน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การพิจารณาถึงแนวทางการ สร้างเขื่อน ตามแนวพระราชดำริ ร.9 จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยในปัจจุบันและอนาคต

ที่มา – สร้างเขื่อน ตามแนวพระราชดำริ ร.9

ปชป. ลุยฟังเสียงชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนใต้

พรรคประชาธิปัตย์ลุยฟังเสียงชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ นำทีมโดยรองหัวหน้าพรรค เพื่อจัดทำนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมประกาศว่าภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” พรรคจะไม่ทำการเมืองด้วยเงิน

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมอ่าวมะนาวรีสอร์ท จังหวัดนราธิวาส นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายเจะอามิง โตะตาหยง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมกันรับฟังปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอแนะจากประชาชน ซึ่งเป็นตัวแทนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปรวบรวมและจัดทำเป็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่ตรงจุดและตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

นายชัยชนะ กล่าวว่า ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาที่สะสมมายาวนาน และรัฐบาลที่ผ่านมายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้ฝากความระลึกถึงพี่น้องชาวไทยมุสลิมทุกท่านใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ พรรคได้มีนโยบายในการแก้ไขปัญหาของประเทศในภาพรวมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความมั่นคง เศรษฐกิจ การศึกษา หรือสาธารณสุข

นายชัยชนะ ยังกล่าวอีกว่า หากเราลองจินตนาการถึงภาพลักษณ์ของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ในปัจจุบัน หากชวนใครมาเที่ยว หลายคนอาจจะไม่กล้ามา แล้วเราจะทำอย่างไรให้คนไทยที่ยังมีความกังวลใจ กล้าที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะพื้นที่แห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งทะเล ภูเขา ชายแดน ที่สามารถสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตกว่านี้ได้ แต่ทำไมเราถึงยังไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่

ปชป. ลุยฟังเสียงชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนใต้

“พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของท่านอภิสิทธิ์ เราจะไม่ทำการเมืองแบบพรรคอื่น ที่ลงมาแล้วบอกว่ามีความพร้อม มีเงิน ผมคิดว่าการเมืองถ้าเริ่มต้นด้วยเงิน ก็จะจบลงด้วยเงิน และไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ แต่ถ้าเราเริ่มต้นด้วยความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนทุกคน ที่บอกว่าพรรคการเมืองเป็นของประชาชนทุกคน หากเราร่วมมือกัน มูลค่าทางความคิดของทุกคนที่นำเสนอมา ก็จะกลายเป็นมูลค่าในการพัฒนาประเทศชาติ” นายชัยชนะกล่าว

ทำไมนโยบาย ปชป. จึงมุ่งเน้นฟังเสียงชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนใต้?

การที่พรรคประชาธิปัตย์มุ่งเน้นการรับฟังเสียงของประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นเพราะพรรคตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง นโยบายที่ถูกสร้างขึ้นจากความเข้าใจในสภาพปัญหาและความต้องการของพื้นที่ จะมีความยั่งยืนและสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง

  • การรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนโดยตรง ทำให้พรรคเข้าใจถึงปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในพื้นที่
  • การนำข้อมูลที่ได้จากการรับฟังมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ ทำให้พรรคสามารถกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างตรงจุด
  • การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของนโยบายและมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันผลักดันนโยบายให้ประสบความสำเร็จ

ปชป. ลุยฟังเสียงชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์นโยบายที่ยั่งยืนและเป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง และสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในพื้นที่

พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่าการรับฟังเสียงของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย จะนำไปสู่การสร้างสรรค์นโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นให้กับสังคมไทย

ที่มา – ปชป. ลุยฟังเสียงชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ลั่น ยุคหัวหน้า “อภิสิทธิ์” ไม่ทำการเมืองด้วยเงิน