วัน: 22 พฤศจิกายน 2025

คาร์ดิฟฟ์ เม็ต ตะลึง! เขี่ยแชมป์เก่า TNS ร่วงเวลส์คัพ

คาร์ดิฟฟ์ เม็ต สร้างความตกตะลึงด้วยการยิงสองประตูช่วงท้ายเกม แซงเอาชนะ เดอะ นิว เซนต์ส (TNS) แชมป์เก่า และเขี่ยตกรอบสามของการแข่งขัน เจดี เวลส์ คัพ ไปอย่างเหลือเชื่อ

แจ็ค โบเดนแฮม ยิงประตูให้เซนต์สขึ้นนำในครึ่งแรก จากนั้น เจสเปอร์ เพย์น ก็ตีเสมอให้เม็ตในช่วง 4 นาทีสุดท้ายก่อนหมดเวลา 90 นาที

แมตต์ ชับบ์ เป็นฮีโร่ ซัดประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ พาทีมเม็ต คว้าชัยชนะอย่างน่าทึ่งเหนือเซนต์ส ซึ่งเพิ่งเอาชนะมาได้ในลีก

นอกจากนี้ ลันดุดโน ทีมจากไซมรู นอร์ธ สร้างความประหลาดใจด้วยการเอาชนะ คอนนาห์ส ควอย โนแมดส์ รองแชมป์เก่าฤดูกาลที่แล้ว และแชมป์ปี 2024 ไปด้วยสกอร์ 2-1

เบน มาเฮอร์ อดีตนักเตะของโนแมดส์ เป็นคนทำประตูให้ลันดุดโนขึ้นนำในนาทีที่ 18 ก่อนที่ รอสส์ วีเวอร์ จะมาโหม่งทำประตูเพิ่มในนาทีที่ 32

แดน โรเบิร์ตส์ ยิงประตูตีไข่แตกให้โนแมดส์ด้วยการปั่นโค้งจากนอกกรอบเขตโทษเข้ามุมบนอย่างสวยงาม

เอเลียต ริชาร์ดส์, เคสตัน เดวีส์, ไออวน โอเวน, แดเนียล บาร์ตัน และ โอลิเวอร์ ฮัลเบิร์ต (2 ประตู) ช่วยกันพา บาร์รี่ ทาวน์ ยูไนเต็ด อดีตแชมป์เวลส์ คัพ 6 สมัย ถล่ม ลาเนลลี ทีมร่วมไซมรู พรีเมียร์ ไปด้วยสกอร์ 6-0

เจมส์ โครล ทำแฮตทริกให้เพนยบอนท์ ในเกมที่เอาชนะ แคมเบรียน ยูไนเต็ด 3-1 โดยที่ เลียม อีสัน เป็นคนทำประตูให้แคมเบรียน

คาร์ดิฟฟ์ เม็ต ตะลึง! เขี่ยแชมป์เก่า TNS ร่วงเวลส์คัพ

เกมนี้เป็นการแข่งขันที่ดุเดือดและเต็มไปด้วยความพลิกผัน คาร์ดิฟฟ์ เม็ต แสดงให้เห็นถึงสปิริตนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ แม้จะตกเป็นฝ่ายตามหลังไปก่อน แต่พวกเขาก็สามารถกลับมาพลิกสถานการณ์และคว้าชัยชนะได้อย่างยิ่งใหญ่

ชัยชนะเหนือ TNS แชมป์เก่า ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของ คาร์ดิฟฟ์ เม็ต ในฤดูกาลนี้ และเป็นการส่งสัญญาณว่าพวกเขาพร้อมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นทีมชั้นนำของเวลส์อย่างเต็มตัว

อะไรทำให้ คาร์ดิฟฟ์ เม็ต เอาชนะ TNS ได้?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ คาร์ดิฟฟ์ เม็ต สามารถเอาชนะ TNS ได้นั้น มาจากหลายองค์ประกอบด้วยกัน:

  • สปิริตและความมุ่งมั่น: นักเตะคาร์ดิฟฟ์ เม็ต ทุกคนแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะ แม้จะตกเป็นรองแต่ก็ไม่ยอมแพ้
  • แท็กติกที่ชาญฉลาด: โค้ชของคาร์ดิฟฟ์ เม็ต วางแผนการเล่นมาเป็นอย่างดี และสามารถปรับเปลี่ยนแท็กติกให้เข้ากับสถานการณ์ได้
  • ความผิดพลาดของ TNS: TNS เองก็มีข้อผิดพลาดในเกมนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงท้ายเกม

ชัยชนะครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเข้ารอบต่อไปในเวลส์คัพเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักเตะและแฟนบอลของ คาร์ดิฟฟ์ เม็ต อีกด้วย

ความสำเร็จของคาร์ดิฟฟ์ เม็ตในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าฟุตบอลถ้วยนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวเหนือความคาดหมาย และทีมเล็กๆ ก็สามารถสร้างเซอร์ไพรส์ได้เสมอ หากมีความมุ่งมั่นและเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี

ที่มา – Cardiff Met stun holders TNS in Welsh Cup

สเปอร์สทำแฟนบอลเงียบ – วิธีสยบเสียงเชียร์เจ้าบ้าน

สเปอร์สทำแฟนบอลเงียบ – วิธีสยบเสียงเชียร์เจ้าบ้าน

มาร์ติน คีโอว์น และ แอชลีย์ วิลเลียมส์ วิเคราะห์ว่าอะไรที่ทำให้ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์สแข็งแกร่งเมื่อเล่นนอกบ้านในฤดูกาลนี้ พวกเขาเจาะลึกถึงกลยุทธ์และจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสเปอร์สในการ สเปอร์สทำแฟนบอลเงียบ – วิธีสยบเสียงเชียร์เจ้าบ้าน ได้อย่างน่าประทับใจ

การเล่นในบ้านตัวเองมักเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากสำหรับทีมฟุตบอล แต่ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์สได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเอาชนะอุปสรรคนี้อย่างสม่ำเสมอ พวกเขาได้พัฒนาวิธีการเล่นที่ทำให้แฟนบอลทีมคู่แข่งเงียบลง และสร้างความได้เปรียบให้กับตัวเองในเกมเยือน

ปัจจัยสู่ความสำเร็จในการ สเปอร์สทำแฟนบอลเงียบ

  • แผนการเล่นที่รัดกุม: สเปอร์สมีแผนการเล่นที่ชัดเจนและมีวินัย ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถควบคุมเกมและป้องกันการโจมตีของคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การเพรสซิ่งสูง: สเปอร์สใช้การเพรสซิ่งสูงเพื่อกดดันคู่แข่งในแดนของพวกเขา ทำให้คู่แข่งไม่สามารถสร้างเกมได้อย่างง่ายดาย
  • การโต้กลับที่รวดเร็ว: สเปอร์สมีผู้เล่นที่มีความเร็วและความสามารถในการโต้กลับที่รวดเร็ว ทำให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนจากเกมรับเป็นเกมรุกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • จิตวิทยาที่แข็งแกร่ง: สเปอร์สมีจิตวิทยาที่แข็งแกร่งและไม่ยอมแพ้ง่ายๆ พวกเขาเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองและพร้อมที่จะต่อสู้จนถึงที่สุด

นอกจากปัจจัยทางเทคนิคและแทคติกแล้ว จิตวิทยาในการเล่นก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง สเปอร์สมีชื่อเสียงในด้านความสามารถในการรักษาสมาธิภายใต้แรงกดดัน และใช้เสียงเชียร์ของเจ้าบ้านเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาเล่นได้ดียิ่งขึ้น การที่ สเปอร์สทำแฟนบอลเงียบ ได้นั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่พวกเขาสามารถเปลี่ยนบรรยากาศที่น่าอึดอัดให้กลายเป็นแรงผลักดันได้นั่นเอง

การที่ทีมสามารถเล่นได้ดีอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะอยู่ในสนามเหย้าหรือสนามเยือน แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของทีมอย่างแท้จริง ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์สได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆ และประสบความสำเร็จได้ แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเสียงเชียร์ของแฟนบอลคู่แข่ง

การที่สเปอร์สประสบความสำเร็จในการ สเปอร์สทำแฟนบอลเงียบ – วิธีสยบเสียงเชียร์เจ้าบ้าน ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของโชคช่วย แต่เป็นผลมาจากการวางแผน การฝึกซ้อม และความมุ่งมั่นของทีมงานทั้งหมด พวกเขาได้สร้างทีมที่มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ เสมอ

แฟนบอลของสเปอร์สสามารถภูมิใจในทีมของพวกเขาได้ พวกเขาได้แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้และความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง

ทีมอื่นๆ สามารถเรียนรู้จากวิธีการของสเปอร์สได้ การมีแผนการเล่นที่ชัดเจน การทำงานหนัก และการมีจิตวิทยาที่แข็งแกร่งเป็นสิ่งสำคัญในการประสบความสำเร็จในฟุตบอล

ที่มา – ‘They pop the atmosphere’ – how Spurs silence home fans in away games

พาร์คเกอร์ ‘ไม่ต้องการอะไรมาก’ จากเบิร์นลีย์

พาร์คเกอร์ ‘ไม่ต้องการอะไรมาก’ จากเบิร์นลีย์

เนื้อหานี้ไม่สามารถใช้ได้ในตำแหน่งที่ตั้งของคุณ

มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น

สกอตต์ พาร์คเกอร์ บอสใหญ่ของเบิร์นลีย์ พอใจกับวิธีการเล่นของลูกทีม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครึ่งแรกของเกมที่พวกเขาแพ้ให้กับเชลซี 0-2 ที่สนาม Turf Moor

รายงานการแข่งขัน: เบิร์นลีย์ 0-2 เชลซี

สำหรับผู้ใช้ในสหราชอาณาจักรเท่านั้น

การให้สัมภาษณ์หลังเกม สกอตต์ พาร์คเกอร์ ผู้จัดการทีมเบิร์นลีย์ แสดงความพอใจกับผลงานของลูกทีมแม้จะพ่ายแพ้ให้กับเชลซีไป 2-0 โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟอร์มการเล่นในครึ่งแรกที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถในการต่อกรกับทีมใหญ่

พาร์คเกอร์กล่าวว่า “ผมไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้จากลูกทีมของผม พวกเขาแสดงให้เห็นถึงสปิริตและความมุ่งมั่นที่จะสู้จนถึงที่สุด แม้ว่าผลการแข่งขันจะไม่เป็นใจก็ตาม” เขายังเสริมอีกว่า “เรายังมีงานอีกมากที่ต้องทำ แต่ผมเชื่อว่าเรากำลังมาถูกทางแล้ว”

ทีมเบิร์นลีย์ภายใต้การนำของ พาร์คเกอร์ ‘ไม่ต้องการอะไรมาก’ กำลังอยู่ในช่วงของการสร้างทีมใหม่ และพยายามที่จะปรับตัวเข้ากับสไตล์การเล่นที่ผู้จัดการทีมต้องการ แม้ว่าผลการแข่งขันในช่วงแรกอาจจะไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่พาร์คเกอร์ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของลูกทีม และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทีมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

พาร์คเกอร์ ‘ไม่ต้องการอะไรมาก’ จากเบิร์นลีย์

นอกจากนี้ พาร์คเกอร์ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของการสนับสนุนจากแฟนบอล โดยเขาหวังว่าแฟนบอลจะยังคงให้กำลังใจทีมต่อไป แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก “ผมรู้ว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับทุกคน แต่ผมเชื่อว่าเราจะผ่านพ้นมันไปด้วยกันได้” พาร์คเกอร์กล่าว

เกมต่อไปของเบิร์นลีย์จะเป็นเกมที่สำคัญอย่างยิ่งต่อทีม เพราะพวกเขาต้องการที่จะเก็บชัยชนะให้ได้ เพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา และพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขามีความสามารถที่จะแข่งขันในลีกสูงสุดได้

เป้าหมายของพาร์คเกอร์ ‘ไม่ต้องการอะไรมาก’

เป้าหมายหลักของกุนซือคือการสร้างทีมที่แข็งแกร่ง มีสปิริต และสามารถเล่นฟุตบอลที่น่าตื่นเต้นเร้าใจได้ แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่พาร์คเกอร์ยังคงมองโลกในแง่ดี และเชื่อมั่นว่าทีมของเขาจะประสบความสำเร็จในที่สุด

สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการที่ทีมต้องทำงานหนักต่อไป พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง และเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น พาร์คเกอร์เชื่อว่าหากลูกทีมของเขาสามารถทำได้ตามที่เขาแนะนำ พวกเขาจะสามารถก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้นได้

เบิร์นลีย์ภายใต้การคุมทีมของพาร์คเกอร์ อาจจะยังไม่ใช่ทีมที่สมบูรณ์แบบ แต่พวกเขากำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนา และมีศักยภาพที่จะเติบโตขึ้นได้อีกมาก แฟนบอลของเบิร์นลีย์ควรจะอดทน และให้กำลังใจทีมต่อไป เพราะอนาคตของทีมดูสดใส และมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ในอนาคต

พาร์คเกอร์ ‘ไม่ต้องการอะไรมาก’ จากลูกทีม นอกจากความมุ่งมั่น ทุ่มเท และสปิริตที่ไม่ยอมแพ้

การที่พาร์คเกอร์ออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เขามีต่อทีม และความเข้าใจในสถานการณ์ที่ทีมกำลังเผชิญอยู่ การสนับสนุนจากผู้จัดการทีมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักเตะ และช่วยให้พวกเขามีความมั่นใจที่จะลงสนามและทำผลงานให้ดีที่สุด

ที่มา – Parker ‘wasn’t looking for much more’ from Burnley

พัทลุงน้ำท่วม: รองนายกฯ มอบถุงยังชีพ

สถานการณ์ พัทลุงน้ำท่วม ยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวล รองนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ให้กำลังใจผู้ประสบภัย พร้อมมอบถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือเบื้องต้น ขณะที่การค้นหาเด็กชายวัย 14 ปีที่จมน้ำยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง

พัทลุงน้ำท่วม: รองนายกฯ ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพผู้ประสบภัย

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 สถานการณ์พัทลุงน้ำท่วมยังไม่คลี่คลาย ระดับน้ำใน 11 อำเภอยังคงทรงตัวหรือเพิ่มสูงขึ้นจากฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมบ้านเรือน ถนนหลายสายถูกตัดขาด หน่วยงานในพื้นที่เร่งระบายน้ำและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

เส้นทางสายเอเชีย 41 บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านโคกยา ต.เขาชัยสน อ.เขาชัยสน ถูกน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วม ระดับน้ำสูงเกือบ 50 ซม. ส่งผลกระทบต่อการสัญจร เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ ขณะที่บ้านเรือนประชาชนสองข้างทางก็จมอยู่ใต้น้ำเช่นกัน

นอกจากนี้ ฝนที่ตกหนักยังกัดเซาะคอสะพานบนเส้นทาง ต.แม่ขรี – ต.ตะโหมด หน้า สภ.ตะโหมด เจ้าหน้าที่ต้องปิดเส้นทางเพื่อความปลอดภัย

ในเวลาเดียวกัน เด็กชายวัย 14 ปีจาก ต.ฝาละมี อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง จมน้ำหายไปขณะไปซื้ออาหารให้แม่ เหตุเกิดขณะเล่นน้ำกับเพื่อนบริเวณสะพานบ้านบางมวง กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากพัดร่างจมหายไป การค้นหายังคงดำเนินต่อไป

สถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอเมืองพัทลุง

ฝนที่ตกหนักในพื้นที่ริมภูเขา ส่งผลให้น้ำป่าไหลหลากลงสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว อ.เมืองพัทลุง เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด หลายหมู่บ้านและตำบลถูกน้ำท่วมสูง หมู่ที่ 15 ต.ควนมะพร้าว ระดับน้ำสูงเกือบ 2 เมตร ประชาชนบางส่วนต้องอพยพ หน่วยงานต่างๆ เร่งประกอบอาหารแจกจ่ายผู้ประสบภัย

ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์พัทลุงน้ำท่วม ตรวจสอบจุดวิกฤตบริเวณสี่แยกโพธิ์ ต.ชะม่วง อ.ควนขนุน และฝายท่าแนะ ต.เขาย่า อ.ศรีบรรพต

นายพิพัฒน์ให้กำลังใจประชาชน มอบถุงยังชีพกว่า 300 ชุดแก่ผู้ประสบภัยใน หมู่ที่ 15 ต.ควนมะพร้าว อ.เมืองพัทลุง โดยมี นายสุจิตน์ วาจากิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ

หน่วยงานท้องถิ่นและภาครัฐยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมมาตรการรองรับหากฝนยังคงตกต่อเนื่อง พร้อมเร่งช่วยเหลือประชาชนให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของพื้นที่และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติและการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – พัทลุง น้ำท่วมยังไม่คลี่คลาย รองนายกฯ ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพผู้ประสบภัย

บราซิลจับกุม โบลโซนาโร ป้องกันหลบหนี

เจ้าหน้าที่บราซิลบุกจับกุมตัว ชาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีบราซิล เพื่อป้องกันการหลบหนี หลังจากลูกชายของเขาพยายามจัดการชุมนุมที่หน้าที่พักของผู้เป็นพ่อ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2568 นายชาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีบราซิล ถูกจับกุมตัวที่บ้านของเขาเองที่กรุงบราซิเลีย เมืองหลวงของบราซิล โดยเจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการหลบหนี เพียงไม่กี่วันก่อนที่เขาจะต้องเริ่มรับโทษจำคุกจากความผิดฐาน เป็นผู้นำความพยายามก่อรัฐประหาร

สำนักงานตำรวจบราซิลระบุในแถลงการณ์ว่า พวกเขาได้ดำเนินการตาม “หมายจับเพื่อป้องกัน” (preventive arrest warrant) ซึ่งได้รับการร้องขอโดยตำรวจเองและได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ขณะที่แหล่งข่าวบอกกับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็นบราซิล ว่า การร้องขอให้มีการควบคุมตัวนายโบลโซนาโรเพื่อป้องกันการหลบหนี เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า นายฟลาบิโอ โบลโซนาโร สมาชิกวุฒิสภาและลูกชายของนายโบลโซนาโร จะจัดพิธีทางศาสนาที่หน้าอาคารชุดซึ่งอดีตประธานาธิบดีบราซิลผู้นี้อาศัยอยู่

นายฟลาบิโอ อธิบายว่า พิธีรวมตัวดังกล่าว ซึ่งเดิมทีวางแผนจะจัดในช่วงเย็นวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น คือโอกาสที่เขาจะได้สวดภาวนาให้แก่พ่อของเขา หลังมีรายงานข่าวว่า นายโบลโซนาโรสุขภาพไม่ดี และจัดขึ้นเพื่อการกลับมาของประชาธิปไตยในประเทศของเขา

“คุณจะออกมาต่อสู้เพื่อประเทศของคุณ หรือแค่นั่งดูทุกอย่างผ่านโทรศัพท์ของคุณบนโซฟาที่บ้าน?” เขาถามผู้ติดตามของเขาผ่านวิดีโอที่โพสต์บนโซเชียลมีเดีย

ด้านศาลสูงสุดของบราซิลระบุในวันเสาร์ว่า พวกเขาได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการ “เรียกผู้สนับสนุน” ให้มารวมตัวกันในการพิธีทางศาสนาดังกล่าว ซึ่งบ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะมีความพยายามหลบหนี และการรวมตัวครั้งนี้อาจขยายตัวเป็นวงกว้าง และคงอยู่เป็นเวลาหลายวัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิด ผลกระทบ, พัฒนาการ และผลลัพธ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้

ศาลระบุอีกว่า ได้รับแจ้งว่ามีการละเมิดอุปกรณ์ติดตามอิเล็กทรอนิกส์ของโบลโซนาโรในช่วงเช้ามืดของวันเสาร์ “ข้อมูลดังกล่าวเป็นการยืนยันถึงเจตนาของผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดที่จะทำลายกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้แน่ใจว่าการหลบหนีของเขาจะประสบความสำเร็จ โดยอาศัยความสับสนที่เกิดจากการชุมนุม”

ทั้งนี้ ชาอีร์ โบลโซนาโร ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 27 ปีเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ฐานวางแผนที่จะอยู่ในอำนาจต่อไปหลังจากแพ้การเลือกตั้งในปี 2565 และถูกควบคุมตัวอยู่ในบ้านมาตลอดนับแต่นั้น

นอกเหนือจากการวางแผนก่อรัฐประหารแล้ว โบลโซนาโรยังถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมติดอาวุธ, พยายามใช้กำลังล้มล้างระบอบประชาธิปไตยของบราซิล, ก่อความรุนแรงต่อสถาบันของรัฐ และทำลายทรัพย์สินสาธารณะที่ได้รับการคุ้มครอง ระหว่างที่ผู้สนับสนุนของเขาบุกเข้าอาคารรัฐบาลเมื่อ 8 มกราคม 2566

นายโบลโซนาโรปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดมาตลอด และว่าคดีของเขาเป็นเหมือนกับการล่าแม่มดทางการเมือง

บราซิลจับกุม อดีต ปธน.โบลโซนาโร เพื่อป้องกันหลบหนี

สถานการณ์ทางการเมืองในบราซิลยังคงมีความตึงเครียดสูง และการจับกุมอดีตประธานาธิบดีถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่อาจนำไปสู่ความวุ่นวายมากยิ่งขึ้น การที่ศาลฎีกาอนุมัติหมายจับเพื่อป้องกันการหลบหนี แสดงให้เห็นว่ามีความกังวลอย่างมากว่า นายโบลโซนาโรอาจพยายามหลีกเลี่ยงการรับโทษจำคุก

ทำไมต้องจับกุม โบลโซนาโร เพื่อป้องกันหลบหนี?

เหตุผลหลักของการจับกุมคือการป้องกันไม่ให้นายโบลโซนาโรหลบหนี เนื่องจากมีรายงานว่าเขาพยายามทำลายอุปกรณ์ติดตามอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ การรวมตัวของผู้สนับสนุนที่วางแผนโดยลูกชายของเขา ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการหลบหนี

คดีของนายโบลโซนาโรเป็นที่จับตามองของนานาชาติ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความพยายามในการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย การที่อดีตประธานาธิบดีถูกตัดสินว่ามีความผิด แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบราซิลในการรักษากฎหมายและประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม การจับกุมครั้งนี้อาจทำให้เกิดความขัดแย้งและความไม่สงบในประเทศมากยิ่งขึ้น

การจับกุมอดีตประธานาธิบดี ชาอีร์ โบลโซนาโร ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อการเมืองบราซิลในระยะยาว และเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความท้าทายในการรักษาระบอบประชาธิปไตยในประเทศที่เผชิญกับความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง การตัดสินใจของศาลและเจ้าหน้าที่ในการ บราซิลจับกุม อดีต ปธน.โบลโซนาโร เพื่อป้องกันหลบหนี จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าความพยายามในการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยจะไม่ถูกยอมรับ

ติดตามสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ บราซิลจับกุม อดีต ปธน.โบลโซนาโร เพื่อป้องกันหลบหนี อย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อบราซิลและภูมิภาค

ที่มา – บราซิลจับกุม อดีต ปธน.โบลโซนาโร เพื่อป้องกันหลบหนี

อาลัย “น้องมาร์ติน” หลังสู้มะเร็งตับ

ความเศร้าปกคลุม เมื่อคุณแม่แจ้งข่าวร้าย “น้องมาร์ติน” หนูน้อยวัย 1 ขวบ 3 เดือน จากไปอย่างสงบ หลังเผชิญหน้ากับโรคมะเร็งตับ ระยะที่ 4 อย่างกล้าหาญ สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสาร

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 โลกออนไลน์ต่างร่วมแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ “น้องมาร์ติน” เด็กน้อยที่ต่อสู้กับโรคร้ายอย่างเข้มแข็ง คุณแม่ของน้องได้อัปเดตอาการป่วยของน้องให้ทุกคนได้รับทราบมาโดยตลอด ตั้งแต่น้องยังไม่ทันขวบปี

ทางแฟนเพจ โรงพยาบาลสิริเวช จันทบุรี Sirivej Hospital Chanthaburi ได้โพสต์ให้กำลังใจครอบครัวน้องมาร์ติน พร้อมระบุว่า น้องไม่ต้องเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว

คุณแม่ของน้องมาร์ติน ได้โพสต์ภาพสุดสะเทือนใจ กอดลูกชาย พร้อมข้อความจากหัวใจว่า “เราได้กอดกันแล้วนะลูก แม่ทำตามสัญญาสำเร็จแล้วนะ ลมหายใจสุดท้ายที่บ้านเรา ขอบคุณทีมแพทย์ พยาบาลทุกคนที่มาส่งมาร์ตินกลับบ้านนะคะ และสุดท้ายแม่ขอบคุณหนูที่สู้สุดหัวใจเพื่อแม่คนนี้” ข้อความนี้สร้างความเศร้าเสียใจให้กับผู้ที่ได้อ่านเป็นอย่างมาก

สำหรับกำหนดการสวดอภิธรรมและฌาปนกิจ น้องมาร์ติน จัดขึ้นที่บ้านใน อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา หลังจากทราบข่าวการจากไปของน้อง ผู้คนจำนวนมากได้เข้ามาแสดงความเสียใจและให้กำลังใจครอบครัว

อาลัย “น้องมาร์ติน” หนูน้อยวัย 1 ขวบเศษ หลังต่อสู้กับมะเร็งตับ ระยะที่ 4

เรื่องราวของ น้องมาร์ติน กลายเป็นที่สนใจและสร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก หลายคนต่างชื่นชมในความเข้มแข็งของน้องและความรักอันยิ่งใหญ่ของคุณแม่ แม้ว่าน้องจะจากไปอย่างรวดเร็ว แต่เรื่องราวของน้องจะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนมากมาย

ทำไมเรื่องราวของน้องมาร์ตินถึงสะเทือนใจคนมากมาย?

การสูญเสียเด็กที่ยังเล็กมากๆ เช่น น้องมาร์ติน เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเด็กเปรียบเสมือนผ้าขาวที่ยังไม่ได้สัมผัสโลกมากนัก การที่ต้องมาเจ็บป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคร้าย ทำให้ผู้คนรู้สึกเสียใจและเห็นใจเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ เรื่องราวความรักและความผูกพันระหว่างแม่กับลูกยิ่งทำให้เรื่องราวนี้เศร้าจับใจมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่ น้องมาร์ติน ต่อสู้กับโรคมะเร็งตับ ระยะที่ 4 อย่างกล้าหาญ ทำให้หลายคนชื่นชมในความเข้มแข็งของน้อง ถึงแม้ว่าจะเป็นเด็กเล็กๆ แต่ก็ไม่ยอมแพ้ต่อโรคร้าย และพยายามอย่างเต็มที่เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ความเข้มแข็งของน้องเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากในชีวิตให้มีกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไป

เรื่องราวของน้องยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพของเด็กเล็ก การตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ การดูแลโภชนาการและส่งเสริมพัฒนาการของเด็กก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรงและเติบโตอย่างสมวัย

การจากไปของ น้องมาร์ติน เป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ แต่เรื่องราวของน้องจะยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนตลอดไป และเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของน้องมาร์ติน ขอให้น้องไปสู่สุคติ

ที่มา – อาลัย “น้องมาร์ติน” หนูน้อยวัย 1 ขวบเศษ หลังต่อสู้กับมะเร็งตับ ระยะที่ 4

อนุทินลุยน้ำท่วมหาดใหญ่! ไม่ทิ้งแน่นอน 3-4 วันน้ำลด

นายกฯ อนุทิน ควง “จ๋า ธนนนท์” ลุยน้ำท่วมหาดใหญ่ ให้กำลังใจประชาชน พร้อมมอบถุงยังชีพ ลั่น ไม่ทิ้งแน่นอน คาด 3-4 วันน้ำลด สั่งแจกจ่ายอาหารเครื่องดื่มให้ทั่วถึง

วันที่ 22 พ.ย. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะ ขึ้นรถยกสูงของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จากท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมมอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชน ที่ประสบปัญหาบริเวณสี่แยกโรงปูน (บิ๊กซี) โดยระหว่างทางนายกรัฐมนตรีได้สอบถามประชาชนที่ติดอยู่ข้างทางถึงความเป็นอยู่และอาหารการกินเป็นระยะ พร้อมกับแจกจ่ายอาหารและน้ำดื่ม ซึ่งประชาชนต้องการเป็นอย่างมาก และจังหวะหนึ่งประชาชนตะโกนถามว่านึกว่านายกรัฐมนตรีจะไม่มาเยี่ยมแล้ว โดยนายอนุทิน กล่าวตอบว่า “ไม่ทิ้งแน่นอน” และช่วงหนึ่งได้หยุดรถลงไปพบกับครอบครัวที่กำลังนำผู้ป่วยติดเตียงไปรักษา และประสานสั่งการให้นายแพทย์สาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำทางให้ถึงโรงพยาบาล

นายอนุทิน เปิดเผยถึงผลการประชุมรับมือสถานการณ์อุทกภัย ว่า ได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาถึงการแจกอาหารและน้ำดื่ม รวมถึงสิ่งของจำเป็นให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง และสั่งการให้ตั้งศูนย์อพยพเพื่อรองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยประเมินว่า ประมาณ 3-4 วัน น้ำจะลดระดับ

นอกจากนี้ยังเน้นย้ำเรื่องการจัดหาอาหาร และเครื่องดื่มให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐานเป็นอาหารปรุงสำเร็จ สามารถรับประทานได้ทันที เพื่อแจกจ่ายอย่างทั่วถึง เพราะเรามีประสบการณ์มาตั้งแต่สมัยตั้งศูนย์อพยพช่วยเหลือประชาชนที่จังหวัดบุรีรัมย์ และสั่งระดมตั้งโรงครัวผลิตอาหารกล่อง แจกให้ครบทุกมื้อ และจัดทีมตระเวนเพื่อเคลื่อนย้ายประชาชนที่ติดอยู่บ้านเรือนออกไปที่ศูนย์พักพิง

อนุทินลุยน้ำท่วมหาดใหญ่! ไม่ทิ้งแน่นอน 3-4 วันน้ำลด

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ประสบภัย พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

อนุทินลุยน้ำท่วมหาดใหญ่ พร้อมภริยา โดยได้เดินทางไปยังพื้นที่ประสบภัยบริเวณสี่แยกโรงปูน (บิ๊กซี) และได้พูดคุยกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ทั้งในเรื่องอาหาร น้ำดื่ม และการอพยพไปยังศูนย์พักพิง

สถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ คาด 3-4 วันน้ำลด

นายอนุทินได้ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ว่า คาดการณ์ว่าภายใน 3-4 วัน สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายและระดับน้ำจะลดลง เนื่องจากฝนเริ่มเบาลง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

  • เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
  • ตั้งศูนย์อพยพเพื่อรองรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ
  • แจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น
  • ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่หน่วยงานราชการในพื้นที่ หรือโทรสายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

การลงพื้นที่ของนายกฯ อนุทินในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อประชาชนที่กำลังประสบความยากลำบาก อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาระยะยาวและมาตรการป้องกันน้ำท่วมในอนาคตเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

อนุทินลุยน้ำท่วมหาดใหญ่! ย้ำชัดจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมสั่งการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ คาดการณ์ 3-4 วันสถานการณ์จะดีขึ้น ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวหาดใหญ่ทุกคน

ที่มา – “อนุทิน” ควงภริยา ลุยน้ำท่วมหาดใหญ่ ลั่น ไม่ทิ้งแน่นอน คาด 3-4 วันน้ำลด

หนุ่มวัย 18 ซิ่งกระบะ ชนแม่ลูกดับ – สรุปข่าว

กลายเป็นข่าวเศร้าที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อหนุ่มวัย 18 ปี อดีตแชมป์วิทยาศาสตร์เหรียญทอง ซิ่งกระบะหนีตร. ชนแม่ลูกดับ 1 สาหัส 1 เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก และนำมาซึ่งคำถามมากมายเกี่ยวกับสาเหตุและผลกระทบที่เกิดขึ้น

หนุ่มวัย 18 อดีตแชมป์วิทยาศาสตร์เหรียญทอง ซิ่งกระบะหนีตร. ชนแม่ลูกดับ 1 สาหัส 1

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อนายสุขเกษม อายุ 18 ปี ขโมยรถกระบะจากร้านซ่อมแอร์ในอำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี และได้ขับรถหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระหว่างการหลบหนี นายสุขเกษมได้ขับรถชนรถจักรยานยนต์ของนางกองศรี อายุ 59 ปี และนางสาวเสาวลักษณ์ อายุ 27 ปี ส่งผลให้นางกองศรีเสียชีวิต และนางสาวเสาวลักษณ์ได้รับบาดเจ็บสาหัส

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า นายสุขเกษมเสพยาบ้าก่อนเกิดเหตุ และมีท่าทีคล้ายคนเมายาขณะถูกควบคุมตัว ทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนและน่าเศร้าใจมากยิ่งขึ้น

รายละเอียดเหตุการณ์ หนุ่มวัย 18 ซิ่งกระบะชนแม่ลูก

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.45 น. เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งอุบัติเหตุรถกระบะชนรถจักรยานยนต์ บริเวณบ้านแจ้งสว่าง ถนนเดชอุดม-บุณฑริก ในที่เกิดเหตุพบรถกระบะวีโก้สีดำ ทะเบียนอำนาจเจริญ เสียหลักชนเสาไฟฟ้าพลิกคว่ำ ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สีชมพู ทะเบียนอุบลราชธานี สภาพถูกชนด้านหลังได้รับความเสียหาย นอกจากผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บแล้ว ยังมีทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหายอีกด้วย

การสืบสวนพบว่า รถกระบะคันดังกล่าวถูกขโมยมาจากร้านซ่อมแอร์ และนายสุขเกษมเป็นผู้ต้องสงสัย เนื่องจากกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพพฤติกรรมของเขาไว้ได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามตัวนายสุขเกษม แต่เขาได้ขับรถหลบหนีด้วยความเร็วสูง จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว

แม่ของนายสุขเกษมได้เดินทางมายัง สภ.เดชอุดม เมื่อทราบข่าวร้ายก็ถึงกับร้องไห้แทบขาดใจ เนื่องจากเป็นห่วงอนาคตของลูกชาย และเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้านเจ้าของร้านซ่อมแอร์รถยนต์ที่นายสุขเกษมขโมยรถออกมา ก็รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นกัน เพราะนายสุขเกษมเคยเป็นลูกจ้างที่ร้าน และเป็นเด็กเรียนดี มีความสามารถ

ผลกระทบและความสูญเสีย

  • การสูญเสียชีวิตของนางกองศรี สร้างความโศกเศร้าให้กับครอบครัวและคนใกล้ชิด
  • นางสาวเสาวลักษณ์ได้รับบาดเจ็บสาหัส และต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
  • ทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุ
  • นายสุขเกษมต้องเผชิญกับข้อหาทางกฎหมาย และอาจต้องรับโทษจำคุก
  • ครอบครัวของนายสุขเกษมได้รับผลกระทบทางจิตใจและสังคม

ข้อคิดจากเหตุการณ์

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญให้กับสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการใช้ยาเสพติด และการขับขี่รถด้วยความประมาท การเสพยาเสพติดทำให้ขาดสติ และนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด การขับขี่รถด้วยความประมาทเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสังคมที่ซับซ้อน เช่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาการว่างงาน และปัญหาการเข้าถึงยาเสพติด การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน

เรื่องราวของหนุ่มวัย 18 อดีตแชมป์วิทยาศาสตร์เหรียญทองที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและการขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส เป็นเรื่องราวที่น่าเศร้าและควรเป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกคนในสังคม โดยเฉพาะเยาวชนที่กำลังเติบโต การป้องกันและการแก้ไขปัญหายาเสพติดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

บทสรุป

เรื่องราวของหนุ่มวัย 18 อดีตแชมป์วิทยาศาสตร์เหรียญทอง ซิ่งกระบะหนีตร. ชนแม่ลูกดับ 1 สาหัส 1 เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาหลายด้านในสังคม ทั้งปัญหายาเสพติด ปัญหาการขาดสติในการขับขี่ และปัญหาทางสังคมอื่นๆ การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

ที่มา – หนุ่มวัย 18 อดีตแชมป์วิทยาศาสตร์เหรียญทอง ซิ่งกระบะหนีตร. ชนแม่ลูกดับ 1 สาหัส 1

ปชน. ถก ชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย: รัฐต้อง CLEAN!

พรรคประชาชนจัดเสวนา เรื่อง ชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย โดยมีผู้เชี่ยวชาญเสนอแนวทางหลากหลาย ทั้งการแก้ปัญหาการเมืองสีเทา และการสร้างรัฐที่ CLEAN เพื่อต่อสู้กับการคอร์รัปชัน

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 พรรคประชาชนจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย” ภายใต้งาน “รีชาร์จประชาชน” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน, นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เพื่อนำเสนอแนวนโยบายความมั่นคงใหม่ เศรษฐกิจใหม่ บริหารประเทศแบบใหม่ ไทย-ทัน-โลก

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร กล่าวถึง “ฟื้นภาคการผลิตไทย ยุทธศาสตร์เชื่อมโลกใหม่” โดยเสนอนโยบาย “รีชาร์จเศรษฐกิจไทยด้วย 4 เครื่องยนต์ใหม่” และชี้ว่า “การเมืองสีเทา” ส่งผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้เงินไหลไปยังเศรษฐกิจใต้ดิน งบประมาณไม่โปร่งใส และบริการสาธารณะด้อยคุณภาพ หากได้รับความไว้วางใจ พรรคประชาชนพร้อมปรับยุทธศาสตร์ใหญ่เพื่อชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย โดยมี 4 เครื่องยนต์หลัก:

  1. พัฒนาทักษะคนไทยรูปแบบใหม่ โดยรัฐสนับสนุนงบประมาณให้ประชาชนเลือกคอร์สที่เหมาะสม
  2. ยกระดับอุตสาหกรรมเก่าให้เป็นอุตสาหกรรมใหม่ สนับสนุนกองทุนยกระดับอุตสาหกรรมและภาคบริการ
  3. สนับสนุนเกษตรหลากหลาย สร้างดีมานด์กระตุ้นซัพพลาย
  4. เชื่อมไทยกับโลกเพื่อร่วมขบวนเทคโนโลยีแห่งอนาคต

นายวีระยุทธกล่าวว่าหลังการเลือกตั้งปี 2569 จะไม่มีการเมืองสีเทา หากไม่กลายเป็นการเมืองสีขาว ก็จะกลายเป็นยุคแห่งการเมืองสีดำและเศรษฐกิจใต้ดิน

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล กล่าวถึง “สร้างรัฐทันโลก” โดยเน้นว่ารัฐไทยต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็น “รัฐทันโลก” หรือ “future-ready” เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ

4 โจทย์ใหญ่ของรัฐทันโลก ได้แก่ การแก้ไขปัญหาโครงสร้างรัฐ งบประมาณรวมศูนย์ กฎหมายล้าสมัย คอร์รัปชัน และการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน

รัฐทันโลกต้องมีคุณสมบัติ 4 ประการ:

  • CLEAN: ต่อสู้กับคอร์รัปชัน
  • LEAN: กระฉับกระเฉงว่องไว
  • EMPOWERING: สนับสนุนให้ประชาชนไปถึงศักยภาพสูงสุด
  • RESPONSIVE: ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

เรื่องแรกที่ต้องทำคือ “การปฏิรูประบบงบประมาณ” โดยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและเพิ่มพื้นที่งบประมาณสำหรับการพัฒนาประเทศ และต้องมีการปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้เงินงบประมาณสะอาดขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ต้องมีระบบที่ดีในการป้องกันการโกงในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยแบ่งตลาดให้ชัดเจนและสร้างความโปร่งใส และการเปิดเผยข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

นางสาวศิริกัญญา กล่าวย้ำว่า การสร้างรัฐที่ CLEAN จะช่วย ชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย ได้อย่างยั่งยืน

ปชน. ถก ชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย

ด้านนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ กล่าวถึง “สร้างงานดี เศรษฐกิจมีพลวัต ภารกิจเร่งด่วนรัฐบาลหน้า” โดยชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตช้า และต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องคอร์รัปชัน ธรรมาภิบาล และการฟอกเงิน

นายสมเกียรติเสนอว่า โมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศไทยไม่ใช่การดึงดูดการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างงานที่ดีและพัฒนาทักษะของคนไทยควบคู่กันไป

รัฐ CLEAN จุดเริ่มต้นการชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย

การเสวนาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราศจากการคอร์รัปชัน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถชุบชีวิตเศรษฐกิจไทยและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันผลักดันนโยบายที่โปร่งใส พร้อมกับการมีส่วนร่วมของประชาชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย

ที่มา – ปชน. ถก ชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย แนะสร้างรัฐที่ CLEAN สู้กับคอร์รัปชัน แก้การเมืองสีเทา