วัน: 23 พฤศจิกายน 2025

อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ย้ำแค่เพื่อน

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ปฏิเสธข้อกล่าวหาการแทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่ามาเลเซียเป็นเพียง “มิตรที่ให้ความช่วยเหลือ” อำนวยความสะดวกในการเจรจาสันติภาพเท่านั้น พร้อมชี้ว่าการประท้วงในกรุงเทพฯ จะไม่ทำให้มาเลเซียถอย

นายอันวาร์ อิบราฮิม ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ามาเลเซียแทรกแซงข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่ามาเลเซียเป็นมิตรประเทศ

นายอันวาร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่แอฟริกาใต้ว่า บทบาทของมาเลเซียคือการจัดหาเวทีสำหรับการเจรจาเท่านั้น

“มันไม่ถูกต้องที่บางฝ่ายในประเทศไทยจะเสนอแนะว่าเราเข้าแทรกแซง เราไม่มีทางเข้าแทรกแซงโดยเด็ดขาด” นายอันวาร์กล่าว พร้อมเน้นย้ำว่ามาเลเซียทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวกในการพูดคุย และทั้งไทยและกัมพูชามีอำนาจในการแก้ไขปัญหาของตนเอง

เขากล่าวเสริมว่า การมีส่วนร่วมของมาเลเซียจำกัดอยู่แค่การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเท่านั้น โดยบทบาทนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำอาเซียนทั้งหมด เพราะต้องการสร้างสันติภาพ

เมื่อถูกถามว่า การเรียกร้องให้มาเลเซียถอนตัวจะส่งผลกระทบหรือไม่ นายอันวาร์ยืนยันว่า “ในทางตรงกันข้าม เราต้องยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิมของเราเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา”

เขากล่าวว่ารัฐบาลทั้งสองประเทศได้ชี้แจงจุดยืนของมาเลเซียต่อประชาชนแล้ว และการเรียกร้องเหล่านี้จะไม่ขัดขวางภารกิจของมาเลเซีย

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

เมื่อวานนี้ (21 พ.ย.) มีผู้ประท้วงรวมตัวกันนอกสถานทูตมาเลเซียในกรุงเทพฯ เรียกร้องให้นายอันวาร์ยุติการ “แทรกแซง” การจัดการข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

การชุมนุมดังกล่าวจัดโดยคณะแกนนำกลุ่มรวมพลังปกป้องอธิปไตย โดยมีนายจตุพร พรหมพันธุ์, นายนิติธร ล้ำเหลือ, นายแก้วสรร อติโพธิ และนายพิชิต ไชยมงคล ร่วมกันจัดกิจกรรมชุมนุมที่หน้าสถานทูตมาเลเซีย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ลงนามในข้อตกลงที่มาเลเซียเรียกว่า “ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์” (KL Peace Accord) โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยาน

โดยสรุปแล้ว นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ยืนยันว่ามาเลเซียไม่ได้ แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา แต่ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวกในการเจรจาสันติภาพเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของอาเซียนที่ต้องการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

สถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การมีส่วนร่วมของต่างชาติจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและโปร่งใส เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน การที่นายอันวาร์ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันบทบาทของมาเลเซียอย่างชัดเจน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประเทศ

อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา และย้ำว่ามาเลเซียพร้อมที่จะเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความซับซ้อน และการสื่อสารที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด หากคุณต้องการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอัพเดทเกี่ยวกับ อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา อย่าลืมติดตามข่าวของเราอย่างต่อเนื่อง!

ที่มา – อันวาร์ปฏิเสธแทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ย้ำมาเลเซียเป็นแค่ “เพื่อน” จัดหาเวทีเจรจาสันติภาพ

เปิดภาพ “น้ำท่วมหาดใหญ่” ความเสียหายที่ต้องรู้

ชาวบ้านในหาดใหญ่อ่วม! ปีนี้น้ำมาแรงเกินคาด เปิดภาพความเสียหายจาก “น้ำท่วมหาดใหญ่” ครั้งใหญ่ ที่สร้างความเดือดร้อนและทำลายข้าวของไปจำนวนมาก มาดูกันว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ “น้ำท่วมหาดใหญ่” ว่า น้ำป่าจากเขาคอหงส์ได้ไหลลงสู่อ่างกักเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียน ก่อนจะล้นสปริงเวย์เข้าท่วมชุมชนบ้านทุ่งรี ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านและนักศึกษาอย่างหนัก น้ำยังไหลเข้าท่วมตัวเมืองหาดใหญ่ ขยายวงกว้างสร้างความเสียหายไปทั่ว

แม้ในช่วงเย็นของวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ฝนจะหยุดตกในพื้นที่ชุมชนบ้านทุ่งรี ทำให้ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่องจนเกือบเข้าสู่สภาวะปกติ แต่จากการสำรวจพบว่า ยังคงมีเศษขยะตกค้างอยู่ริมถนนสองข้างทางจำนวนมาก ร้านอาหารตามสั่งหลายแห่งถูกกระแสน้ำป่าพัดเอาโต๊ะ เก้าอี้ และอุปกรณ์ทำอาหารไปจนหมดสิ้น

เจ้าของร้านอาหารรายหนึ่งเล่าว่า กระแสน้ำที่ไหลมามีความรุนแรงมาก พัดพาเอาขยะต่างๆ มาด้วย ตอนที่น้ำไหลทะลักเข้าร้าน เธอและสามีพยายามช่วยกันดันโต๊ะที่วางอุปกรณ์ทำครัวไว้ แต่ก็ไม่สามารถต้านทานกระแสน้ำได้ ทำให้อุปกรณ์ทำครัวและโต๊ะเก้าอี้ทั้งหมดถูกพัดหายไปกับน้ำ ซึ่งเธอและสามีลงทุนไปหลายหมื่นบาท และต้องลงทุนซื้อใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง

การสำรวจเส้นทางเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่ เช่น ถนนเพชรเกษม ถนนธรรมวิถี ถนนศุภสารรังสรรค์ และถนนศรีภูวนาถ พบว่าถนนบางเส้นระดับน้ำลดลงเพียงเล็กน้อย (30 ซม.) ทำให้สามารถเดินทางได้ถึงแค่บริเวณวงเวียนน้ำพุเท่านั้น และทุกเส้นทางยังคงมีน้ำท่วมขังปิดเส้นทางอยู่ อีกทั้งระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนถนนนิพัทธ์สงเคราะห์ 1 ตั้งแต่หลังโรงพยาบาลหาดใหญ่ไปจนถึงสี่แยกไฟแดงโรงปูนและสะพานลอยสัจกุล (ทางเข้าถนนเขต 8) พบว่าระดับน้ำยังคงท่วมสูงและมีกระแสน้ำไหลแรง ทำให้ยังไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำได้

นายนาวิน จงศรีวัฒนาพร เจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์ เล่าว่า ปีนี้น้ำมาแรงกว่าทุกปี ทำให้เก็บข้าวของไม่ทัน แรงกระแทกของน้ำยังทำให้กระจกหน้าร้านเสียหาย และพัดเอาเฟอร์นิเจอร์ภายในร้านหายไปอีกจำนวนมาก เหตุการณ์ “น้ำท่วมหาดใหญ่” ครั้งนี้ส่งผลกระทบรุนแรงกว่าที่เคย

น้ำท่วมหาดใหญ่

ผลกระทบจากน้ำท่วมหาดใหญ่

สถานการณ์ “น้ำท่วมหาดใหญ่” ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติ และผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หน่วยงานภาครัฐและเอกชนควรเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่

ที่มา – เปิดภาพความเสียหาย “น้ำท่วมหาดใหญ่” ชาวบ้านอ่วมหนัก ข้าวของเสียหายจำนวนมาก

น้ำท่วมปัตตานี: บิ๊กป้อมสั่งเร่งช่วยเหลือ

สถานการณ์ น้ำท่วมปัตตานี ยังคงน่าเป็นห่วง พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ สั่งการทีมงานลงพื้นที่เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ โดยเน้นย้ำเป็นพิเศษในการดูแลกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในครั้งนี้

จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายจังหวัดภาคใต้ รวมถึงจังหวัดปัตตานี ส่งผลให้เกิด น้ำท่วมปัตตานี ฉับพลันในหลายพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก การสัญจรถูกตัดขาด พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้มอบหมายให้ นายบูรฮันธ์ สะเม๊าะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประสานงานให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และครอบครัวที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย

น้ำท่วมปัตตานี: บิ๊กป้อมสั่งเร่งช่วยเหลือ

หลังได้รับคำสั่งการ ทีมงานของพรรคพลังประชารัฐได้เร่งดำเนินการจัดตั้งและขยายจุดครัวพลังประชารัฐในพื้นที่ประสบภัย เพื่อจัดเตรียมอาหาร น้ำดื่มสะอาด และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอยะรัง อำเภอทุ่งยางแดง และอำเภอแม่ลาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจาก น้ำท่วมปัตตานี อย่างรุนแรงที่สุด

ความช่วยเหลือเร่งด่วนสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมปัตตานี

ทีมช่วยเหลือของพรรคพลังประชารัฐยังคงลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การดูแลและช่วยเหลือครอบคลุมทุกครัวเรือนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง พลเอกประวิตรได้ย้ำว่า ทีมงานจะปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลายลง และประชาชนทุกคนจะกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย

การให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นมุ่งเน้นไปที่การจัดหาอาหาร น้ำดื่ม และยาสามัญประจำบ้าน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า นอกจากนี้ ยังมีการให้ความช่วยเหลือด้านการอพยพประชาชนไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว และการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาระยะยาวเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญควบคู่กันไป การวางแผนการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างระบบระบายน้ำที่ดี และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีการรับมือกับภัยพิบัติ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยลดผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในอนาคต

นอกจากความช่วยเหลือจากภาครัฐและองค์กรต่างๆ แล้ว การช่วยเหลือซึ่งกันและกันของประชาชนในชุมชนก็เป็นสิ่งสำคัญ การร่วมแรงร่วมใจในการช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน การแบ่งปันสิ่งของจำเป็น และการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน จะช่วยให้ชุมชนสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้ด้วยดี

สถานการณ์ น้ำท่วมปัตตานี ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ การมีแผนฉุกเฉิน การมีอุปกรณ์ยังชีพที่จำเป็น และการมีความรู้ในการเอาตัวรอด จะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – น้ำท่วมปัตตานี “บิ๊กป้อม” สั่งทีมงานลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือ เน้นย้ำดูแลกลุ่มเปราะบาง

อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่: ดับ 24 ศพ

อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่ กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มฮามาสในกาซาอย่างหนักเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 24 ราย และบาดเจ็บ 54 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก ขณะที่สำนักงานนายกฯ อิสราเอลยืนยัน สังหารสมาชิกฮามาสระดับสูงได้ 5 คน ความรุนแรงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสหประชาชาติเพิ่งอนุมัติแผนสันติภาพกาซาของสหรัฐฯ ทำให้สถานการณ์หยุดยิงที่เริ่มเมื่อวันที่ 10 ต.ค. ถูกท้าทายอย่างหนัก

กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในกาซ่าเมื่อวันเสาร์ (22 พ.ย.) กองทัพอิสราเอลออกแถลงการณ์ว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้หลังจากมี “ผู้ก่อการร้ายติดอาวุธ” ข้ามเข้ามาในพื้นที่ควบคุมของอิสราเอลและยิงใส่กองกำลังทหารทางตอนใต้ของกาซา ซึ่งอิสราเอลระบุว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ สำนักงานของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ยังเปิดเผยด้วยว่า สามารถสังหารสมาชิกอาวุโสของกลุ่มฮามาสได้ 5 คน

กระทรวงสาธารณสุขกาซารายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 24 คน และบาดเจ็บ 54 คน รวมถึงเด็กจำนวนมาก หนึ่งในเหตุโจมตีเกิดขึ้นที่ย่านริมัล ในเมืองกาซา ซิตี้ เป้าหมายเป็นรถยนต์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 ราย และบาดเจ็บกว่า 20 ราย โดยโรงพยาบาลชิฟาระบุว่า ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นเด็ก นอกจากนี้ยังมีการโจมตีบ้านเรือนใกล้โรงพยาบาลอัล-อาว์ดา, ค่ายนูเซราต และพื้นที่เดียร์อัล-บัลลาห์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมอีกอย่างน้อย 13 ราย

ก่อนหน้านี้เมื่อวันพุธและพฤหัสบดี มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 33 คน ภายในเวลา 12 ชั่วโมง ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก สถานการณ์ อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่ ทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงผลกระทบต่อพลเรือน

ความตึงเครียดขยายตัวในจังหวะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอนุมัติแผนของสหรัฐฯ เพื่อกำหนดโครงสร้างบริหารและการรักษาความปลอดภัยกาซ่า ผ่านการจัดตั้งกองกำลังรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ และหน่วยบริหารชั่วคราวภายใต้การกำกับของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมวางแนวทางไปสู่รัฐปาเลสไตน์ในอนาคต

สงครามเริ่มต้นจากการโจมตีของฮามาสเมื่อ 7 ตุลาคม 2023 ทำให้ชาวอิสราเอลราว 1,200 คนเสียชีวิต และมีผู้ถูกจับตัวไปกว่า 250 คน ซึ่งเกือบทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวหรือพบร่างแล้วจากข้อตกลงหยุดยิงและการแลกเปลี่ยนต่าง ๆ

กระทรวงสาธารณสุขกาซ่าเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตสะสมจากปฏิบัติการตอบโต้ของอิสราเอลเพิ่มขึ้นเป็น 69,733 ราย บาดเจ็บ 170,863 คน โดยตัวเลขยังคงสูงขึ้นในช่วงหยุดยิงจากการโจมตีใหม่และการกู้ศพผู้เสียชีวิตก่อนหน้า โดยระบุว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นสตรีและเด็ก แม้ตัวเลขไม่แยกพลเรือนออกจากนักรบ แต่ข้อมูลของกระทรวงซึ่งอยู่ภายใต้รัฐบาลฮามาสถือว่าได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดและมีความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ.

อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง การ อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่ ครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็ก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง

ผลกระทบจากอิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่

ผลกระทบจากการ อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่ นั้นมีมากมาย นอกจากความสูญเสียในชีวิตและอาการบาดเจ็บแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณสุข และความเป็นอยู่ของผู้คนในกาซาอีกด้วย

  • ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน
  • ระบบสาธารณสุขที่ล่มสลาย
  • ภาวะขาดแคลนอาหารและน้ำ
  • ผลกระทบทางจิตใจต่อเด็กและผู้ใหญ่

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง การหาทางออกที่ยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง

สถานการณ์ล่าสุดนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ที่มา – อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่ ดับอย่างน้อย 24 ศพ บาดเจ็บ 54 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็ก

“พีระพันธุ์” ย้ำจุดยืน รทสช. ไม่ร่วมรวมพรรค

“พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ย้ำชัดเจตนารมณ์พรรครวมไทยสร้างชาติ ยืนบนหลักการ “พีระพันธุ์” ย้ำจุดยืน รทสช. ไม่ร่วมรวมพรรค ไม่เดินตามดีลหรือผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง

วันที่ 23 พ.ย. 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติได้เผยถึงจุดยืนของพรรค ท่ามกลางความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีการรวมพรรคและการย้ายสังกัดจำนวนมาก ว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แสดงจุดยืนของพรรคอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าพรรคยังคงดำเนินตามเจตนารมณ์เดิม คือการทำงานด้วยความสุจริต โปร่งใส และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก มิใช่เดินไปตามดีลหรือผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น

โดยนายพีระพันธุ์ระบุว่า พรรครวมไทยสร้างชาติถูกก่อตั้งขึ้นบนฐานความเชื่อมั่นในอุดมการณ์และการทำงานที่ตั้งใจจริง ไม่ใช่เพื่อรองรับข้อตกลงทางการเมืองเบื้องหลัง หรือเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง แต่เพื่อเป็นพื้นที่ทำงานที่ให้ความสำคัญต่อประเทศชาติและประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด

“นั่นคือเหตุผลที่ผมสร้างพรรครวมไทยสร้างชาติขึ้นมา เราจะเดินแนวนี้ ทำแนวนี้ ได้เท่าไหร่เท่านั้น ผมไม่อยากเห็นการเมืองที่เข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ แต่เบื้องหลังมีแต่เรื่องส่วนตัว หากประชาชนให้การตอบรับมากก็ถือว่าเป็นโชคดี ได้เท่าไหร่ ทำเท่านั้น และพรรคนี้จะเป็นแบบนี้” นายพีระพันธุ์กล่าว

ทั้งนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติเชื่อมั่นว่า ความมั่นคงทางการเมืองเกิดจากจุดยืนที่ชัดเจนและการทำงานที่มีมาตรฐานโดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ขอให้ทุกคนมั่นใจว่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด “รวมไทยสร้างชาติ” จะเป็นพรรคการเมืองที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

“พีระพันธุ์” ย้ำจุดยืน รทสช. ไม่ร่วมรวมพรรค

การตัดสินใจของพรรครวมไทยสร้างชาติและนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงแนวทางการเมืองที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก แทนที่จะเป็นเพียงการแสวงหาอำนาจหรือผลประโยชน์ส่วนตัว การยึดมั่นในหลักการนี้ อาจเป็นสิ่งที่ทำให้พรรคแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ในระยะยาว

จุดยืนที่ชัดเจนของ “พีระพันธุ์” ย้ำจุดยืน รทสช. ไม่ร่วมรวมพรรค

การเน้นย้ำถึงจุดยืนที่ไม่เข้าร่วมการรวมพรรค แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาอุดมการณ์และแนวทางการทำงานของพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติกำลังสื่อสารว่า พวกเขาจะไม่ยอมแลกหลักการเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น และพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง แม้ว่าหนทางนั้นอาจจะยากลำบากกว่าก็ตาม

การเมืองไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน การที่พรรคการเมืองหนึ่งแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเช่นนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าจับตามอง การตัดสินใจของพรรครวมไทยสร้างชาติ อาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองในอนาคต และเป็นตัวอย่างให้พรรคการเมืองอื่น ๆ ได้พิจารณาถึงความสำคัญของการยึดมั่นในหลักการและความซื่อสัตย์ต่อประชาชน

การที่พรรคการเมืองกล้ายืนหยัดในจุดยืนของตนเอง ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง เพราะแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนที่ให้ความไว้วางใจ การกระทำเช่นนี้ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการเมืองไทย ที่เน้นความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

การติดตามการทำงานของพรรครวมไทยสร้างชาติ และการประเมินผลงานของพวกเขาในอนาคต จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า จุดยืนที่พวกเขาได้ประกาศไว้นั้น จะสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นสำหรับการเมืองไทยได้จริงหรือไม่

โดยสรุปเเล้ว การประกาศจุดยืน “พีระพันธุ์” ย้ำจุดยืน รทสช. ไม่ร่วมรวมพรรค ของพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญถึงทิศทางทางการเมืองที่พวกเขาต้องการสร้าง นั่นคือ การเมืองที่ยึดมั่นในหลักการ ทำงานเพื่อประชาชน และไม่ยอมจำนนต่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น การตัดสินใจนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปในอนาคต

ที่มา – “พีระพันธุ์” ย้ำจุดยืน รทสช. ชัด ไม่เข้าร่วมการรวมพรรค ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง

อรรถกรสั่งเร่งช่วยนักท่องเที่ยวตกค้างหาดใหญ่

สถานการณ์น้ำท่วมในหาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ล่าสุด “อรรถกรสั่งเร่งส่งอาหาร–น้ำดื่มเข้าช่วยนักท่องเที่ยวตกค้างนับพันที่หาดใหญ่” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก พบว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้เนื่องจากน้ำท่วมสูง

นายอรรถกรได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือ โดยมีการประสานงานเพื่อจัดส่งอาหารและน้ำดื่มให้กับนักท่องเที่ยวที่ติดค้างตามโรงแรมต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับกงสุลเพื่อช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ สนามบินหาดใหญ่ได้จัดตั้งจุดให้ความช่วยเหลือ และตำรวจท่องเที่ยวร่วมกับเจ้าหน้าที่ TAC คอยรับเรื่องและให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง

อรรถกรสั่งเร่งส่งอาหาร–น้ำดื่มเข้าช่วยนักท่องเที่ยวตกค้างนับพันที่หาดใหญ่

นายอรรถกรกล่าวว่า มีนักท่องเที่ยวหลายร้อยคนติดค้างตามโรงแรมต่างๆ เนื่องจากระดับน้ำสูงเกินกว่ารถทั่วไปจะเข้าถึงได้ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กรมชลประทานจัดรถบรรทุก 10 ล้อเพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งอาหาร น้ำดื่ม และรับนักท่องเที่ยวที่ติดค้างไปยังศูนย์พักพิงหรือสนามบิน โดยให้ประสานงานกับตำรวจท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง

“สถานการณ์น้ำไหลมาเร็วและแรง ทำให้รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่เดินทางยากลำบาก เราจึงประสานรถขนาดใหญ่ของกรมชลประทานเข้าช่วยเหลือเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังได้ประสานร้านอาหารหลายแห่งในพื้นที่ให้นำอาหารและน้ำดื่มไปแจกจ่ายแก่ผู้ติดค้างอย่างต่อเนื่อง” นายอรรถกรกล่าว

สำหรับสถานการณ์ที่สนามบินหาดใหญ่ นายอรรถกรคาดว่าจะมีผู้โดยสารตกค้างประมาณ 800–1,000 คน เนื่องจากเดินทางเข้าตัวเมืองลำบาก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ประสานให้สนามบินจัดจุดช่วยเหลือ จัดเตรียมน้ำดื่ม อาหาร แปรงสีฟัน ยาสีฟัน และของใช้จำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องพักค้าง โดยเฉพาะจุดปฐมพยาบาลและห้องน้ำต้องเพียงพอต่อความต้องการ ตำรวจท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ TAC ได้จัดเวรผลัดเปลี่ยนดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

ความคืบหน้าล่าสุด: อรรถกรสั่งเร่งส่งอาหาร–น้ำดื่มเข้าช่วยนักท่องเที่ยวตกค้างนับพันที่หาดใหญ่

นายอรรถกรกล่าวเพิ่มเติมว่า “ทุกหน่วยงานเร่งปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลัง ทั้งจังหวัดสงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ ตำรวจท่องเที่ยว หน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนอาหารและน้ำดื่ม เพื่อช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ ผมประเมินว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายในช่วง 2–3 วันนี้ หากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่มเติม”

รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ และจะดูแลอย่างใกล้ชิดจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

นายอรรถกรยังได้เดินตรวจเยี่ยมและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ตกค้างภายในสนามบิน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียและประชาชนที่ไม่สามารถกลับบ้านได้ โดยได้ขอให้สนามบินจัดจุดบริการช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ และให้บริการน้ำและอาหาร

สถานการณ์น้ำท่วมในหาดใหญ่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ อรรถกรสั่งเร่งส่งอาหาร–น้ำดื่มเข้าช่วยนักท่องเที่ยวตกค้างนับพันที่หาดใหญ่ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลในการดูแลประชาชนในยามยากลำบาก

ที่มา – “อรรถกร” สั่งเร่งส่งอาหาร–น้ำดื่มเข้าช่วยนักท่องเที่ยวตกค้างนับพันที่หาดใหญ่

สตูลอ่วม! ละงูน้ำท่วมหนักสุดรอบ 50 ปี

สถานการณ์น่าเป็นห่วง! 7 อำเภอในจังหวัดสตูลกำลังเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมอย่างหนัก จนหลายพื้นที่กลายเป็นทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอำเภอละงูที่ประสบกับเหตุการณ์สตูลอ่วม อ.ละงู น้ำท่วมหนักสุดในรอบ 50 ปี หลายจุดมีระดับน้ำสูงจนต้องใช้เรือในการสัญจรแทนรถยนต์

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดสตูลทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอละงู ซึ่งถือว่าหนักที่สุดในรอบ 50 ปี น้ำจากตำบลน้ำผุดไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ตำบลเขาขาว โรงเรียนบ้านดาหลำถูกน้ำไหลเข้าท่วมอย่างรวดเร็ว ทำให้เจ้าหน้าที่ อส., อบต. และครูต้องช่วยกันขนย้ายสิ่งของหนีน้ำอย่างเร่งด่วน และต้องขนย้ายถึง 2 รอบ เนื่องจากระดับน้ำสูงขึ้นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

น้ำจากตำบลเขาขาวไหลเข้าสู่ตำบลละงูและเขตเทศบาลตำบลกำแพง โดยเฉพาะในย่านเศรษฐกิจของเทศบาลตำบลกำแพง น้ำได้เข้าท่วมอย่างรวดเร็ว ทั้งสำนักงานเทศบาล, วัด, ธนาคาร, สถานีตำรวจ, ร้านค้าต่างๆ และตลาดสด ชาวบ้านต่างเร่งขนย้ายสิ่งของกันอย่างอลหม่าน ระดับน้ำในย่านเศรษฐกิจบางจุด โดยเฉพาะบริเวณสี่แยกมหาจันทร์ สูงถึงเอว ทำให้สตูลอ่วม อ.ละงู น้ำท่วมหนักสุดในรอบ 50 ปี กลายเป็นภาพที่น่าสะเทือนใจ

จากสถานการณ์ดังกล่าว อำเภอละงูในขณะนี้แทบจะกลายเป็นทะเล ต้องใช้เรือในการสัญจรแทนรถยนต์ แต่เรือที่มีอยู่กลับไม่เพียงพอต่อความต้องการในการขนย้ายประชาชน เนื่องจากบางรายคาดการณ์ว่าน้ำจะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น ระดับน้ำยังคงท่วมสูง ทำให้สตูลอ่วม อ.ละงู น้ำท่วมหนักสุดในรอบ 50 ปี กลายเป็นเมืองบาดาลที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ

สถานการณ์ในอำเภออื่นๆ ก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ โรงเรียนและสถานศึกษาในจังหวัดสตูลต้องประกาศปิดทำการไม่ต่ำกว่า 15 แห่ง ขณะที่ฝนก็ยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทางจังหวัดกำลังเร่งระดมเรือท้องแบนจากพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับผลกระทบ เพื่อเข้าช่วยเหลือในจุดที่ประสบภัย แต่ขณะนี้เรือที่จะเข้าช่วยเหลือประชาชนยังขาดแคลน เนื่องจากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดได้เร่งจัดหาสถานที่ซึ่งเป็นที่สูง เพื่อจัดตั้งโรงครัวช่วยเหลือประชาชนเป็นการเร่งด่วน เนื่องจากสถานที่จัดทำโรงครัวเดิมถูกน้ำท่วมไปหมดแล้ว

สตูลอ่วม อ.ละงู น้ำท่วมหนักสุดในรอบ 50 ปี

ผลกระทบจากเหตุการณ์ สตูลอ่วม อ.ละงู น้ำท่วมหนักสุดในรอบ 50 ปี ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อประชาชนและเศรษฐกิจในจังหวัดสตูล การฟื้นฟูหลังน้ำลดจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

การช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์

สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัย การจัดหาอาหาร น้ำดื่ม ยา และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และการเยียวยาสภาพจิตใจก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

นอกจากการช่วยเหลือในระยะสั้นแล้ว การวางแผนและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง การปรับปรุงระบบระบายน้ำ การสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการรับมือกับภัยพิบัติ เป็นมาตรการที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง

เหตุการณ์สตูลอ่วม อ.ละงู น้ำท่วมหนักสุดในรอบ 50 ปี เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – สตูลอ่วม อ.ละงู น้ำท่วมหนักสุดในรอบ 50 ปี หลายจุดน้ำสูงจนต้องใช้เรือแทนรถ

น้ำท่วมพัทลุง: ประกาศภัยพิบัติ 5 อำเภอ

สถานการณ์น้ำท่วมพัทลุงยังคงน่าเป็นห่วง แม้ว่าบางพื้นที่เริ่มมีสัญญาณคลี่คลาย จังหวัดประกาศพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว 5 อำเภอ และคาดการณ์ว่าหากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม สถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติใน 1-2 วัน

น้ำท่วมพัทลุง ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว 5 อำเภอ

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมพัทลุงว่า เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น พื้นที่บริเวณเชิงเขาบรรทัด เช่น อำเภอกงหรา ป่าบอน ป่าพะยอม และศรีนครินทร์ ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง หลายหมู่บ้านสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้แล้ว ประชาชนเริ่มทำความสะอาดบ้านเรือนและสำรวจความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ลุ่มต่ำริมฝั่งแม่น้ำยังคงประสบปัญหาน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะในอำเภอเมืองพัทลุง ควนขนุน เขาชัยสน ปากพะยูน และบางแก้ว ระดับน้ำในหลายจุดยังคงสูง ประชาชนยังคงต้องอพยพทรัพย์สินขึ้นที่สูงเพื่อความปลอดภัย

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพัทลุง (ปภ.พัทลุง) รายงานภาพรวมสถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 19-23 พฤศจิกายน 2568 ว่า มีผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมพัทลุงทั้งสิ้น 11 อำเภอ 64 ตำบล 597 หมู่บ้าน รวม 75,723 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และสูญหาย 1 ราย พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายกว่า 30,000 ไร่ สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก

การประกาศพื้นที่ภัยพิบัติและเส้นทางสัญจร

จังหวัดพัทลุงได้ประกาศให้ 5 อำเภอเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติจากน้ำท่วมพัทลุง ได้แก่ อำเภอเมืองพัทลุง อำเภอกงหรา อำเภอเขาชัยสน อำเภอป่าพะยอม และอำเภอศรีนครินทร์ การประกาศดังกล่าวจะทำให้การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของเส้นทางการคมนาคมขนส่ง เส้นทางหลักหลายสายเริ่มกลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้ว บริเวณสี่แยกโพธิ์ทอง อำเภอควนขนุน และบ้านโคกยา อำเภอเขาชัยสน ซึ่งเคยมีน้ำท่วมสูงเมื่อวานนี้ ระดับน้ำได้ลดลง เจ้าหน้าที่ได้เปิดการจราจรทั้งสองฝั่งเพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรได้ตามปกติ

ถึงแม้ว่าสถานการณ์โดยรวมเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่ฝนจะตกลงมาเพิ่มเติม หากไม่มีฝนตกลงมาซ้ำ คาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมพัทลุงจะคลี่คลายลงภายใน 1-2 วันข้างหน้า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง แจกจ่ายสิ่งของจำเป็น และให้การดูแลด้านสุขภาพแก่ประชาชน

สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพัทลุง หรือหน่วยงานราชการในพื้นที่

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ การมีแผนฉุกเฉินและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการ จะช่วยลดความสูญเสียและผลกระทบจากภัยพิบัติได้

ที่มา – น้ำท่วมพัทลุง ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว 5 อำเภอ มีบางจุดเริ่มคลี่คลายแล้ว

23 พ.ย. เตือน! ภาคใต้ฝนตกหนักมาก เช็กจังหวัด

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือน ฉบับที่ 17 แจ้งว่า ภาคใต้หลายจังหวัดเสี่ยงเผชิญกับ ฝนตกหนักมาก อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ โปรดตรวจสอบรายชื่อจังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเรื่อง อากาศหนาวเย็นบริเวณประเทศไทยตอนบน, ฝนตกหนักมากบริเวณภาคใต้ และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย โดยมีผลกระทบต่อเนื่องถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ฉบับที่ 17 โดยเน้นย้ำว่า ภาคใต้ตอนล่างจะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากในบางแห่ง โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตรัง และสตูล

เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณทะเลอันดามันตอนล่างและประเทศมาเลเซีย ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยตอนบน ภาคใต้ตอนบน และทะเลอันดามันตอนบนยังคงมีกำลังค่อนข้างแรง ขอให้ประชาชนในภาคใต้ตอนล่างระมัดระวังอันตรายจากสถานการณ์ ฝนตกหนักมาก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม นอกจากนี้ ขอให้ประชาชนในภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง

คลื่นลมในบริเวณอ่าวไทยและห่างฝั่งของทะเลอันดามันมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง สำหรับเรือเล็กในบริเวณอ่าวไทยและห่างฝั่งของทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีก 1 วัน (23 พฤศจิกายน 2568)

สำหรับประเทศไทยตอนบน จะเริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้นและมีหมอกในตอนเช้า แต่ยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคกลางและภาคตะวันออกมีอากาศเย็นในตอนเช้า บนยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด และบนยอดภูมีอากาศหนาว

เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีนที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนเริ่มมีกำลังอ่อนลง ขอให้ประชาชนในบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและระวังอันตรายจากอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพอากาศแห้ง รวมถึงเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอก

อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

23 พ.ย. เตือน! ภาคใต้ฝนตกหนักมาก เช็กจังหวัด

จังหวัดที่ต้องระวัง “ฝนตกหนักมาก”

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกหนักมาก มีดังนี้:

วันที่ 23 พ.ย. 2568

ภาคใต้ : จังหวัดพัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก

วันที่ 23 พ.ย. 2568

ภาคใต้ : จังหวัดนครศรีธรรมราช ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล.

สถานการณ์ ฝนตกหนักมาก ในภาคใต้ยังคงน่าเป็นห่วง โปรดติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านและครอบครัว

ที่มา – 23 พ.ย. เตือนภาคใต้หลายจังหวัด “ฝนตกหนักมาก” เช็กจังหวัดที่คาดจะได้รับผลกระทบ