วัน: 24 พฤศจิกายน 2025

รถตู้สถาบันนิติวิทย์หน้าเรือนจำคลองเปรม ตรวจสอบอะไร?

ตกเป็นที่จับตา เมื่อพบรถตู้ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม จอดอยู่บริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม สร้างความสงสัยว่าเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบอะไร หรืออาจมีเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หรือไม่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากชุดปฏิบัติการพิเศษราชทัณฑ์ได้เข้าจู่โจมตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หลังได้รับเบาะแสว่ามีนักโทษชาวจีนเทาสร้างอิทธิพลภายในเรือนจำ มีความเป็นอยู่หรูหรา มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน รวมถึงมีสิ่งของต้องห้าม เช่น ไฟแช็กและอาวุธ ทำให้กรมราชทัณฑ์สั่งย้าย นายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร พร้อมผู้คุมอีก 14 นาย

นอกจากนี้ ยังมีการพบว่ามีการนำสาวสวยชาวจีน เข้ามาปรนเปรอถึงในคุก โดยใช้ห้องใต้บันไดเป็นห้องวีไอพี ซึ่งถูกจับได้พร้อมหลักฐาน ทั้งถุงยางอนามัยและกระดาษทิชชูเปื้อนคราบอสุจิ ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าดำเนินการตามกฎหมาย โดยได้ประสานงานกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และ DSI เพื่อเก็บพยานหลักฐานต่างๆ ไปตรวจสอบ

รถตู้สถาบันนิติวิทย์หน้าเรือนจำคลองเปรม ตรวจสอบอะไร?

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 หลังจากผ่านไปกว่า 8 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ DSI ได้เริ่มทยอยขนย้ายพยานหลักฐานจากห้องเชือดวีไอพีในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ออกมา โดยพบว่ามีการขนถุงใส่เอกสาร เสื้อผ้า และอุปกรณ์ตรวจต่างๆ ขึ้นรถ ก่อนจะขับออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

แล้วการพบรถตู้สถาบันนิติวิทย์หน้าเรือนจำคลองเปรม ตรวจสอบอะไร?

หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวได้เดินทางกลับ แต่พบว่าขบวนรถดังกล่าวกลับมาจอดอยู่ที่ด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรมทั้ง 2 คัน เจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้เดินเข้าไปภายในเรือนจำ พร้อมอุปกรณ์ต่างๆ โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเข้าไปตรวจสอบอะไรภายในเรือนจำกลางคลองเปรม

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าเหตุใดจึงต้องเข้าไปตรวจสอบภายในเรือนจำกลางคลองเปรม หรือมีเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หรือไม่ เรื่องนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาภายในเรือนจำที่ซับซ้อนและต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การทุจริต คอร์รัปชัน และการใช้อำนาจโดยมิชอบในเรือนจำ ไม่เพียงแต่บ่อนทำลายความยุติธรรม แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม รวมถึงการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจังเท่านั้น ที่จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและคืนความยุติธรรมให้กับสังคมได้

การปรากฏตัวของ รถตู้สถาบันนิติวิทย์หน้าเรือนจำคลองเปรม ตรวจสอบอะไร ยังเป็นคำถามที่รอคำตอบ และประชาชนต่างคาดหวังว่าจะได้รับทราบความจริงในเร็ววัน เพื่อให้เกิดความกระจ่างและลดความเคลือบแคลงสงสัยในสังคม

การแก้ไขปัญหาในเรือนจำจึงไม่ใช่แค่การปราบปรามการทุจริตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการ การดูแลสวัสดิภาพของผู้ต้องขัง และการสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน เพื่อให้เรือนจำเป็นสถานที่ที่สามารถฟื้นฟูและแก้ไขพฤติกรรมของผู้ต้องขังได้อย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ ประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการตรวจสอบ รถตู้สถาบันนิติวิทย์หน้าเรือนจำคลองเปรม ตรวจสอบอะไร จะนำไปสู่การค้นพบอะไร และจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป

ที่มา – พบรถตู้สถาบันนิติวิทย์ จอดหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ยังไม่ชัดเข้าไปตรวจสอบอะไร

ประชาชนพบนักธุรกิจญี่ปุ่น ย้ำนโยบายโปร่งใส

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนพบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น เสนอวิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน สร้างเศรษฐกิจมั่นคง มีงานคุณภาพให้คนไทย หวังญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรร่วมลงทุนเทคโนโลยีอนาคต

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุธ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 พร้อมด้วยศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ร่วมด้วย ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 เข้าหารือกับ Keidanren หรือ สหพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (Japan Business Federation) ซึ่งเป็นองค์กรเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของภาคเอกชนญี่ปุ่น ประกอบด้วยบริษัทเอกชนชั้นนำกว่า 1,500 บริษัท สมาคมเฉพาะอุตสาหกรรม และสมาคมเศรษฐกิจระดับภูมิภาคของญี่ปุ่น โดยเคย์ดันเร็นเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเสนอแนะแนวนโยบายเศรษฐกิจและการค้าต่อรัฐบาลญี่ปุ่น 

ยัน ปชน.ตั้งใจจัดตั้งรัฐบาล

นายณัฐพงษ์กล่าวทักทายคณะนักธุรกิจญี่ปุ่นและแนะนำตัวสั้นๆ เป็นภาษาญี่ปุ่น เรียกเสียงปรบมือชื่นชมจากคณะนักธุรกิจกว่า 40 คน ก่อนที่จะกล่าวว่าพรรคประชาชนตระหนักดีว่าญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในด้านการค้าการลงทุน สร้างงานและรายได้ที่มั่นคงให้กับคนไทย ในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พรรคประชาชนในฐานะพรรคอันดับหนึ่งของประเทศ มีความตั้งใจจะจัดตั้งรัฐบาล เข้าสู่การบริหารประเทศให้ได้ในต้นปีหน้า โดยหนึ่งในนโยบายหลักที่พรรคจะทำ คือการนำประเทศไทยไปอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของ Global Supply Chain ซึ่งพรรคประชาชนเชื่อว่าญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่เราจะร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ผลิตสินค้ามูลค่าสูง และสร้างงานที่มีคุณภาพให้กับคนไทย 

ชูนโยบายบริหารโปร่งใส

นอกจากนี้พรรคยังมีนโยบายในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการประกอบธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ โดยมุ่งเน้นการบริหารที่โปร่งใส ปลดล็อกกฎระเบียบที่ล้าสมัย หรือสร้างความยุ่งยากต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ พรรคประชาชนตั้งเป้าว่าจะแสวงหาอุตสาหกรรมใหม่ๆ และเพิ่มนักลงทุนต่างชาติ ให้เข้ามาประกอบกิจการและแบ่งปันนวัตกรรมกับไทย 

ต้องโปร่งใส สิ่งสำคัญตัดสินใจลงทุน

ด้านนายซูซูกิ จุน ผู้แทนสมาคมเคย์ดันเร็น ยืนยันว่าสิ่งที่ผู้ประกอบการญี่ปุ่นต้องการมากที่สุดตอนนี้ คือการรักษาซัพพลายเชนของญี่ปุ่นในไทยที่มีมาอย่างยาวนาน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในระบบอุตสาหกรรมโลก และสำหรับนักธุรกิจญี่ปุ่น สิ่งที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจลงทุน คือการมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ได้แก่ความเปิดกว้างและโปร่งใส จึงต้องการคำมั่นสัญญาว่ารัฐบาลไทยจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ 

แนะร่วมมืออุตสาหกรรมใหม่

นายซูซูกิ ยังกล่าวว่าญี่ปุ่นและไทยควรเพิ่มความร่วมมือทวิภาคีในอุตสาหกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสีเขียว และอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยซูซูกิระบุว่า สิ่งที่ญี่ปุ่นมั่นใจว่าเป็นผู้มีนวัตกรรมดีที่สุดในโลก และสามารถมาลงทุนในไทยได้แน่นอน คือ BESS (Battery Energy Storage System) หรือ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้แบตเตอรี่ในการเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้ในเวลาที่ต้องการ ระบบนี้ทำงานโดยการเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ในแบตเตอรี่ในช่วงที่มีการผลิตไฟฟ้าสูงหรือความต้องการใช้น้อย แล้วนำมาจ่ายออกในช่วงที่ความต้องการไฟฟ้าสูงขึ้นหรือเมื่อแหล่งพลังงานไม่เพียงพอ  และเห็นว่าไทยควรใช้กรอบความร่วมมือที่มีอยู่แล้วกับญี่ปุ่น เช่น EPA (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ) และ RCEP (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) ให้เกิดประโยชน์กว้างขวางมากขึ้น 

ขอญี่ปุ่นมั่นใจ นโยบายปชน.

ด้านนายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า การบริหารประเทศแบบโปร่งใส Lean and Clean Thailand เป็นนโยบายหลักของพรรค จึงขอให้ผู้ประกอบการญี่ปุ่นมั่นใจได้ว่าหากพรรคประชาชนบริหารประเทศ จะมีการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่โปร่งใส เปิดกว้าง เป็นธรรมกับผู้ประกอบการ 

จากนั้นนาย วีระยุทธ ได้เสนอนโยบายเศรษฐกิจของพรรคประชาชน ที่มุ่งเน้น “Look North” หรือการมองหาพันธมิตรด้านการลงทุนและการแบ่งปันนวัตกรรมจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก รวมถึงญี่ปุ่น พรรคมีนโยบาย Orange Megaprojects ซึ่งมุ่งเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ในขณะเดียวกันก็กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโดยภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุน Smart grid หรือระบบส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบจัดการขยะ และระบบขนส่งมวลชนทั่วถึงทั้งประเทศ ซึ่งพรรคประชาชนเชื่อว่าจะสามารถเชิญชวนผู้ประกอบการญี่ปุ่นมาสร้างซัพพลายเชนใหม่ผ่านการลงทุนเหล่านี้ได้ 

แผนดี แต่จะปฏิบัติได้ผลจริงหรือ

ทั้งนี้ ผู้แทนญี่ปุ่นได้ชื่นชมว่ายุทธศาสตร์นโยบายเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นแผนการที่เยี่ยมยอด แต่ญี่ปุ่นยังมีความกังวลว่าจะสามารถปฏิบัติให้เกิดผลจริงได้หรือไม่ โดยความกังวลของญี่ปุ่นคือเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองไทย และบทบาทของไทยในระยะหลังที่ไม่ค่อยรักษาสมดุลระหว่างชาติมหาอำนาจอย่างระมัดระวัง ในประเด็นนี้ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายต่างประเทศ ได้ให้คำมั่นว่าหากพรรคประชาชนได้บริหารประเทศ จะบริหารบนหลักความโปร่งใส ยึดมั่นในธรรมาภิบาล ให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการทุกประเทศ และปรับความสัมพันธ์กับพันธมิตรแต่ละประเทศให้มีความสมดุลมากขึ้นอย่างแน่นอน 

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนพบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น ย้ำนโยบายโปร่งใสหากได้เป็นรัฐบาล

โดยรวมแล้ว การหารือระหว่างพรรคประชาชนและสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่นเป็นไปในทิศทางบวก โดยทั้งสองฝ่ายแสดงความสนใจที่จะร่วมมือกันในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายบางประการที่ต้องแก้ไข เช่น ความกังวลของญี่ปุ่นเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองไทย และความสมดุลระหว่างประเทศมหาอำนาจ หากพรรคประชาชนสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ก็มีโอกาสที่จะดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่นและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยได้

ทำไมนโยบายโปร่งใสถึงสำคัญต่อนักลงทุนญี่ปุ่น?

นักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในการลงทุน หากรัฐบาลมีความโปร่งใส จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและส่งเสริมให้เกิดการลงทุนมากขึ้น นอกจากนี้ การมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนพบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น ย้ำนโยบายโปร่งใสหากได้เป็นรัฐบาลยังเป็นเเรงดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนพบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น ย้ำนโยบายโปร่งใสหากได้เป็นรัฐบาล เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ที่มา – แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนพบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น ย้ำนโยบายโปร่งใสหากได้เป็นรัฐบาล

World แจง สคส. สั่งระงับสแกนม่านตา 1.2 ล้านราย

World ประเทศไทย ออกประกาศชี้แจงกรณี สคส. สั่งระงับและให้ลบข้อมูลสแกนม่านตา 1.2 ล้านราย

จากกรณีที่ได้รับจดหมายจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) บริษัท เวิลด์ ประเทศไทย ได้ระงับกระบวนการยืนยันความเป็นมนุษย์จริงในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ แม้ว่าบริษัทฯ จะได้ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของประเทศไทยอย่างครบถ้วน รวมถึงผ่านกระบวนการตรวจสอบและปฏิบัติตามข้อบังคับมาโดยตลอด โดยบริษัทฯ ได้ให้ข้อมูลและความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเปิดเผย โปร่งใส และตรงไปตรงมาในทุกขั้นตอน

การพิจารณาสั่งระงับการดำเนินการในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อคนไทยจำนวนมากที่เลือกใช้เทคโนโลยีนีเพื่อช่วยปกป้องตนเองจากการหลอกลวง การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล และภัยคุกคามจากการฉ้อโกงที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน

บริษัทฯ ขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น ทั้งในปัจจุบันและอนาคตสำหรับคนไทย และจะยังคงดำเนินการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมและยั่งยืนต่อไป

สถานการณ์ World ประเทศไทย ชี้แจงกรณี สคส. สั่งระงับและให้ลบข้อมูลสแกนม่านตา 1.2 ล้านราย นี้กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชีวมิติ (Biometrics) และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

World ประเทศไทย ชี้แจงกรณี สคส. สั่งระงับและให้ลบข้อมูลสแกนม่านตา 1.2 ล้านราย

การตัดสินใจของ สคส. ในการสั่งระงับและให้ลบข้อมูลสแกนม่านตาจำนวนมากนี้ ทำให้เกิดคำถามและความกังวลเกี่ยวกับความสมดุลระหว่างการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคล

ผลกระทบต่อผู้ใช้งาน: ผู้ใช้งานจำนวน 1.2 ล้านรายที่ได้ให้ข้อมูลสแกนม่านตาไว้ อาจรู้สึกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลและวิธีการจัดการข้อมูลในอนาคต

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ World ประเทศไทย ชี้แจงกรณี สคส. สั่งระงับและให้ลบข้อมูลสแกนม่านตา 1.2 ล้านราย

  • ความโปร่งใสในการเก็บรวบรวมและการใช้ข้อมูล
  • มาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่เข้มงวด
  • สิทธิของผู้ใช้งานในการเข้าถึง แก้ไข และลบข้อมูลส่วนบุคคล

ในขณะที่ World ประเทศไทย ยืนยันว่าได้ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของประเทศไทยอย่างครบถ้วน รวมถึงให้ความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด การระงับการดำเนินการในครั้งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด

อนาคตของเทคโนโลยีการยืนยันตัวตนด้วยชีวมิติในประเทศไทยอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปหลังจากกรณีนี้ หน่วยงานกำกับดูแลอาจต้องพิจารณาแนวทางการกำกับดูแลที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ

การที่ World ประเทศไทย ชี้แจงกรณี สคส. สั่งระงับและให้ลบข้อมูลสแกนม่านตา 1.2 ล้านราย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ การมีระบบการจัดการข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ รวมถึงการให้ความสำคัญกับสิทธิและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานอย่างสูงสุด

ถึงแม้ว่า World ประเทศไทย ชี้แจงกรณี สคส. สั่งระงับและให้ลบข้อมูลสแกนม่านตา 1.2 ล้านราย จะเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีในการทบทวนและปรับปรุงระบบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน

ที่มา – World ประเทศไทย ชี้แจงกรณี สคส. สั่งระงับและให้ลบข้อมูลสแกนม่านตา 1.2 ล้านราย

PDPA: สคส.สั่งลบข้อมูลสแกนม่านตาแลกเหรียญ

สคส.สั่งระงับและให้ลบข้อมูล 1.2 ล้านราย เคส สแกนม่านตาแลกเหรียญ ไม่ถูกหลัก PDPA พร้อมส่ง DSI ขยายผล ด้านดีอี เล็งคาดโทษปรับ 5 ล้านบาทต่อไอดี สั่งลบทำลายทันที คาด 2 สัปดาห์ ระงับได้ทั้งหมด หลังส่งจดหมายแจ้งไปเมื่อวันที่ 14 พ.ย.2568

ดีอี เผยความคืบหน้ากรณีธุรกิจ สแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโต” ที่สร้างความกังวลต่อสังคมในวงกว้าง ทั้งในมิติความปลอดภัยของข้อมูลชีวภาพ และความถูกต้องตามกฎหมาย โดยย้ำว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ได้ติดตามและตรวจสอบเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มพบข้อสงสัยจนนำไปสู่คำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญที่สั่งให้ระงับการเก็บรวบรวมข้อมูลม่านตาเพื่อแลกเหรียญคริปโตเพิ่มเติม และให้ลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนจำนวน 1.2 ล้านรายด้วย

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ให้ความสำคัญและส่งเสริมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence (AI)) และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใช้ในการ “ยืนยันความเป็นมนุษย์” อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขของผู้ให้บริการที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลประเภท “ข้อมูลชีวภาพ” จะต้องมีความชัดเจนและต้องทำภายใต้กรอบที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด เพื่อไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล 

โดย คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ได้พิจารณารายละเอียดธุรกิจ “สแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโต” ซึ่งมีลักษณะเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลม่านตา ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภท “ข้อมูลชีวภาพ” รวมถึงพยานหลักฐาน และคำชี้แจงของผู้ให้บริการธุรกิจดังกล่าวพบว่า การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเก็บรวบรวม “ข้อมูลชีวภาพ” ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทข้อมูลอ่อนไหว มิได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดกล่าวคือ ผู้ให้บริการได้ใช้วิธีจูงใจประชาชนด้วยการมอบเหรียญคริปโตเคอเรนซีเป็นค่าตอบแทน เพื่อแลกกับการให้ความยินยอมในการเก็บรวบรวมข้อมูลม่านตา ซึ่งถือได้ว่าเป็นการขอความยินยอมที่ไม่เป็นไปโดยอิสระตามที่กฎหมายกำหนด 

นอกจากนั้นการแจ้งวัตถุประสงค์ในขั้นตอนการขอความยินยอมแจ้งว่าเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่จากการตรวจสอบพบว่า ผู้เคยสแกนม่านตาไปแล้วไม่สามารถสแกนซ้ำได้ จึงชี้ให้เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันถึงตัวบุคคลที่สแกนไปแล้วด้วย การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวจึงเกินขอบเขตวัตถุประสงค์ที่ขอความยินยอมตั้งแต่แรก

พร้อมทั้งคาดโทษปรับเบื้องต้น 5 ล้านบาทต่อไอดี พร้อมสั่งลบทำลายทันที โดยคาดว่าจะใช้เวลา 2 สัปดาห์ ระงับได้ทั้งหมด หลังจากส่งจดหมายแจ้งไปเมื่อวันที่ 14 พ.ย.2568 

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า ภายหลังจากการพิจารณาพยานเอกสาร พยานวัตถุ และคำชี้แจงของผู้ให้บริการ คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 ได้มีคำสั่งทางปกครองดังนี้ 

  1. ให้ผู้ให้บริการและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูลม่านตา ระงับหรืองดการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบการสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอเรนซีเพิ่มเติมโดยทันที และรายงานผลการดำเนินการดังกล่าวต่อ สคส. ภายใน 7 วัน 
  2. ให้ผู้ให้บริการและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ลบทำลายข้อมูลม่านตาและข้อมูลส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องของประชาชนจำนวน 1.2 ล้านคนทั้งหมด เพื่อป้องกันการโอนย้ายถ่ายเทข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไปยังต่างประเทศ โดยไม่ถูกกฎหมาย

การมีคำสั่งให้ดำเนินการดังกล่าว เป็นไปเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่รั่วไหล และไม่ให้นำเอาข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไปใช้โดยไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจนำไปสู่การซื้อขาย หรือใช้ประโยชน์ทางพาณิชย์โดยไม่ถูกต้อง ซึ่งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 เป็นไปตามกรอบกฎหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) และเป็นไปตามมาตรการสากลโดยจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบประเทศอื่นๆ ไม่น้อยกว่า 8 ประเทศได้มีการแบนการดำเนินการนี้ไปแล้วเช่นกัน โดยประเทศที่มีคำสั่งระงับชัดเจน 5 ประเทศ ได้แก่ เยอรมัน สเปน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และบราซิล

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากการตรวจพบการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวแล้ว ยังมีประเด็นที่น่าสงสัยอื่นๆ เช่น กรณีมีขบวนการจ้างคนมาสแกนม่านตาแลกเหรียญเพื่อนำไปให้บุคคลอื่นใช้ โดยการตรวจสอบขยายผลของ ก.ล.ต. และตำรวจไซเบอร์ได้ตรวจพบและมีการจับกุมผู้รับแลกเหรียญดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตมาแล้วหลายราย จึงเป็นเหตุสงสัยว่าอาจมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความผิดตามกฎหมายอื่นๆ อีก ซึ่งในส่วนนี้จะได้มีการสืบสวนขยายผลโดยเจ้าหน้าที่ DSI และเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

เลขาธิการ สคส. เน้นย้ำว่า สคส. หรือ PDPC ให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองข้อมูลอ่อนไหวของประชาชน โดยเฉพาะข้อมูลชีวภาพ (Biometric Data) โดยการระงับการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อ “ป้องกันความเสียหาย” ที่เกิดขึ้นจากการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ไม่ถูกกฎหมาย และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อความสงบเรียบร้อยและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน โดย “ไม่เป็นการปิดกั้นการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการยืนยันความเป็นมนุษย์” แต่อย่างใด

สแกนม่านตาแลกเหรียญ ผิด PDPA

กรณี สแกนม่านตาแลกเหรียญ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อนของเราทุกคน กฎหมาย PDPA จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองข้อมูลเหล่านี้

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ทำไม สคส. ถึงสั่งลบข้อมูลสแกนม่านตาแลกเหรียญ?

เหตุผลที่ สคส. ต้องเข้ามาจัดการ

การที่ สคส. ต้องสั่งลบข้อมูลสแกนม่านตาแลกเหรียญนั้น มีเหตุผลสำคัญหลายประการ ได้แก่

  • การขอความยินยอมไม่เป็นไปตามกฎหมาย: ผู้ให้บริการใช้วิธีจูงใจด้วยเหรียญคริปโต ทำให้การยินยอมไม่เป็นไปโดยอิสระ
  • การใช้ข้อมูลเกินวัตถุประสงค์: วัตถุประสงค์ที่แจ้งคือยืนยันความเป็นมนุษย์ แต่การสแกนซ้ำไม่ได้แสดงว่ามีการใช้ข้อมูลเพื่อยืนยันตัวบุคคลด้วย
  • ความเสี่ยงต่อข้อมูลส่วนบุคคล: ข้อมูลชีวภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหว หากรั่วไหลอาจนำไปสู่การใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด

ดังนั้น การดำเนินการของ สคส. จึงเป็นการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

การตัดสินใจของ สคส. ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า หน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หากพบว่ามีการละเมิด PDPA

ที่มา – ผิด PDPA สคส. สั่งลบข้อมูลสแกนม่านตาแลกเหรียญ 1.2 ล้านราย ส่ง DSI สอบ-ดีอีจ่อปรับ 5 ล้าน

นายกฯ สั่ง! ถกติดตามน้ำท่วมหาดใหญ่ เร่งช่วย

“นายกฯ หนู” ประชุมติดตามน้ำท่วมหาดใหญ่ สั่งระดมเครื่องสูบน้ำทั่วประเทศลงใต้ด่วน ถามหา “ธรรมนัส” คาด อยู่หน้างานจึงไม่ร่วมคอนเฟอร์เรนซ์ ย้ำ ต้องช่วยเหลืออย่างทั่วถึง-ทันสถานการณ์

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ครั้งที่ 2/2568 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บริหารหน่วยงานท้องถิ่นที่ได้ประชุมผ่านระบบคอนเฟอร์เรนซ์เข้ามา

นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการประชุมว่า วันนี้มีการประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล และจังหวัดที่เกิดเหตุประสบภัยน้ำท่วม ขอเน้นไปที่สถานการณ์อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งทราบมาว่ามีสถานการณ์ที่เลวร้ายมากยิ่งขึ้น เพราะมีการหลากเข้ามาของมวลน้ำจำนวนมาก ประกอบกับปริมาณน้ำฝนที่ยังตกอย่างหนัก โดยช่วงต้นนายกรัฐมนตรีได้ถามว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมประชุมคอนเฟอร์เรนซ์ด้วยหรือไม่ แต่ปรากฏว่าไม่มีเสียงตอบรับ นายกรัฐมนตรีจึงกล่าวต่อไปว่าตนได้สั่งการให้ ร.อ.ธรรมนัส ลงพื้นที่เพื่ออำนวยการสถานการณ์ที่อำเภอหาดใหญ่ คาดว่าตอนนี้อยู่ระหว่างหน้างาน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ตนได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิดและมีการลงพื้นที่ พร้อมทั้งมีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งบูรณาการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลาง ตั้งแต่จังหวัดพิจิตร อ่างทอง ชัยนาท สิงห์บุรี และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน และที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการอนุมัติงบประมาณที่จะไปช่วยเหลือเพิ่มเติม ในส่วนบ้านเรือนพี่น้องประชาชนที่มีน้ำท่วมขังต่อเนื่องเกือบ 3 เดือน

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยังระบุด้วยว่า ล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (23 พฤศจิกายน 2568) ได้รับรายงานว่ามีฝนตกหนัก ในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ตนได้ลงพื้นที่ไปตรวจสถานการณ์ โดยให้ข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานระดมความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง ระดมเครื่องมือเครื่องจักรเข้าไปบรรเทาสาธารณภัย นำเครื่องสูบน้ำจากทุกภาคทั่วประเทศเข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่ พร้อมย้ำว่าให้ช่วยเหลือประชาชนให้ปลอดภัยเป็นลำดับแรก วันนี้จึงได้เชิญคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ มาร่วมประชุมอีกครั้งหนึ่งเพื่อติดตามสถานการณ์ และพร้อมจะให้ข้อสั่งการเพิ่มเติม ช่วยเหลือดำเนินการให้ผู้ประสบภัย บรรเทาความเดือดร้อน ได้รับความช่วยเหลืออย่างเพียงพอทั่วถึง ทันต่อสถานการณ์.

ถกติดตามน้ำท่วมหาดใหญ่

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่

สถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ การระดมเครื่องสูบน้ำจากทั่วประเทศลงสู่ภาคใต้เป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

น้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและทันท่วงที การอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมและการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้

การแก้ไขปัญหาระยะยาวและการวางแผนป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ในอนาคตก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การสร้างระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ การจัดการพื้นที่เสี่ยงภัย และการให้ความรู้แก่ประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการลดผลกระทบจากอุทกภัย

ถึงแม้สถานการณ์จะยังคงน่าเป็นห่วง แต่การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนและความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือประชาชนจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ได้อย่างแน่นอน ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวหาดใหญ่ทุกคน

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์น้ำท่วมในหาดใหญ่จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และขอให้ทุกท่านติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – ถกติดตามน้ำท่วมหาดใหญ่ สั่งระดมเครื่องสูบน้ำทั่วประเทศลงใต้ นายกฯ ย้ำประชาชนต้องปลอดภัย

ต่างชาติแห่ลงทุนไทย 2.76 แสนล้าน สกัดนอมินี-บัญชีม้า

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์การลงทุนในประเทศไทยที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่พุ่งสูงขึ้นถึง 2.76 แสนล้านบาท พร้อมมาตรการเข้มงวดเพื่อสกัดนอมินี-บัญชีม้า

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในเดือนตุลาคม 2568 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่จำนวน 7,165 ราย คิดเป็นทุนจดทะเบียนรวม 21,778 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ขยายตัวอย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคมปี 2567 ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ทและห้องชุด, ธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร และธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป

ตัวเลขการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 มีจำนวน 74,510 ราย ลดลงเล็กน้อย 3.17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 แต่ในส่วนของทุนจดทะเบียนตั้งใหม่สะสมตลอด 10 เดือนกลับอยู่ที่ 235,992 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงการลงทุนที่มีมูลค่าสูงขึ้น

กรมพัฒนาธุรกิจฯ เผยต่างชาติแห่ลงทุนไทยพุ่ง 2.76 แสนล้าน ออก 5 มาตรการสกัดนอมินี-บัญชีม้า

ที่น่าจับตามองคือการลงทุนจากต่างชาติในเดือนตุลาคม 2568 ที่มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยจำนวน 99 ราย คิดเป็นเงินลงทุนรวม 23,621 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนจากสิงคโปร์ จีน และญี่ปุ่น ตามลำดับ ส่งผลให้ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 มีจำนวนนักลงทุนต่างชาติรวม 869 ราย และมีเม็ดเงินลงทุนรวมสูงถึง 276,736 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 11% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ จีน และฮ่องกง

5 มาตรการป้องกันและสกัดนอมินี-บัญชีม้า

เพื่อป้องกันปัญหานอมินี-บัญชีม้า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ออกมาตรการใหม่ 5 ข้อดังนี้:

  1. ขยายการตรวจสอบบุคคลกลุ่มเสี่ยง (HR-03) โดยตรวจสอบรายชื่อที่ได้รับจากหน่วยงานต่างๆ กว่า 9 หมื่นราย พบผู้เข้าข่ายเสี่ยง 40 ราย
  2. บูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสถานะทางการเงิน โดยขอความร่วมมือจากกระทรวงการคลังในการตรวจสอบรายชื่อผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13.4 ล้านคน เพื่อป้องกันการนำชื่อบุคคลเหล่านี้ไปใช้ในการจดทะเบียนบริษัทโดยมิชอบ
  3. พัฒนาระบบตรวจจับพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยง โดยเน้นการตรวจสอบรายละเอียดส่วนบุคคลและที่ตั้งสำนักงาน เพื่อป้องกันการใช้ที่อยู่เดียวกันในการจดทะเบียนหลายบริษัท
  4. ปรับปรุงระเบียบ/คำสั่ง โดยกำหนดให้ผู้รับจ้างและผู้รับรองลายมือชื่อในการจดทะเบียนบริษัทต้องมาแสดงตนและลงลายมือชื่อต่อหน้าเจ้าหน้าที่
  5. ระงับสิทธิผู้ใช้งานระบบจดทะเบียนที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขและข้อตกลง โดยจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดและถอดใบอนุญาตประกอบธุรกิจ

มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและป้องกันการใช้นอมินี-บัญชีม้า ในการจดทะเบียนธุรกิจ ซึ่งจะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ มาตรการบางส่วนสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที ในขณะที่บางส่วนยังต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานและประชาชนทั่วไปก่อน โดยคาดว่าจะสามารถบังคับใช้มาตรการทั้งหมดได้ก่อนปีใหม่ 2569

การลงทุนจากต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อศักยภาพของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม การมีมาตรการที่เข้มงวดในการป้องกันปัญหานอมินี-บัญชีม้า เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนอย่างยั่งยืน

ที่มา – กรมพัฒนาธุรกิจฯ เผยต่างชาติแห่ลงทุนไทยพุ่ง 2.76 แสนล้าน ออก 5 มาตรการสกัดนอมินี-บัญชีม้า

รมว.ยุติธรรม สั่ง! “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” พ้นตำแหน่ง

ความคืบหน้าล่าสุด กรณีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังชาวจีน ล่าสุด รมว.ยุติธรรม ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าของการดำเนินการทางวินัยต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีคำสั่งให้ “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” และเลขานุการ ออกจากราชการไว้ก่อน

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ข้อมูลจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงมีความคืบหน้าอย่างมาก และเริ่มมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งนำไปสู่การลงนามคำสั่งโดยปลัดกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ให้ “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” และเลขานุการ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานราชทัณฑ์ชำนาญงาน ออกจากราชการไว้ก่อน

รมว.ยุติธรรม สั่ง! “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” พ้นตำแหน่ง

พล.ต.ท.รุทธพล ย้ำว่า การดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ และมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรโดยรวม ซึ่งกระทรวงยุติธรรมให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดระเบียบและเร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา

ผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร และการเร่งรัดตรวจสอบ

การที่กระทรวงยุติธรรมตัดสินใจลงดาบอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความโปร่งใส และความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม การดำเนินการกับ “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” และเลขานุการ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า จะไม่มีการละเว้นผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม

นอกจากนี้ การเร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า กระทรวงยุติธรรมพร้อมที่จะแก้ไขปัญหา และป้องกันการเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต

ความสำคัญของการรักษากฎหมายและวินัย

กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้กับข้าราชการทุกคนว่า การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และถูกต้องตามกฎหมาย เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การกระทำที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ต้องขัง หรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จะต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด

กระทรวงยุติธรรมจึงขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ตั้งใจปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และพร้อมที่จะสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกคน เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมของไทยมีความโปร่งใส และเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน

ผลกระทบต่อผู้ต้องขังชาวจีน

แม้ว่าการดำเนินการในครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด แต่ก็อาจมีผลกระทบต่อผู้ต้องขังชาวจีนที่ได้รับการเอื้อประโยชน์ด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจมีการทบทวนสิทธิพิเศษที่เคยได้รับ และอาจถูกดำเนินคดีเพิ่มเติม หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย

ดังนั้น การดำเนินการในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการลงโทษผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ยังเป็นการป้องกันไม่ให้มีการกระทำผิดในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของกระทรวงยุติธรรม และความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม

การดำเนินการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดต่อกรณีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เอื้อประโยชน์ผู้ต้องขังชาวจีน ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม และเป็นการยืนยันว่ากระทรวงยุติธรรมพร้อมที่จะดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง

ที่มา – รมว.ยุติธรรม เผย ลงดาบแล้ว “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ-เลขานุการ” ให้ออกจากราชการไว้ก่อน

ผบ.ทอ. ยัน C-130 ยังใช้ได้ ลำเลียงสิ่งของได้

“พล.อ.อ.เสกสรร” ยัน C-130 ยังใช้การได้ ปรับปรุงต่อเนื่อง ชี้ ต้องบริหารทรัพยากรและงบฯ อย่างคุ้มค่า ให้รองรับภารกิจการรบและช่วยประชาชน ย้ำ ลำเลียงสิ่งของบรรเทาภัยพิบัติเป็นขีดความสามารถ ทอ.

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 พลอากาศเอกเสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) กล่าวถึงความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์ของกองทัพอากาศ ในการบรรเทาสาธารณภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ขณะนี้ โดยเฉพาะการลำเลียงสิ่งของด้วยเครื่องบิน C-130 ที่มีอายุใช้งานมายาวนาน อาจต้องจัดหาเครื่องบินลำเลียงใหม่เพิ่มเติมมาประจำการหรือไม่ อย่างไร โดยผู้บัญชาการทหารอากาศ ระบุว่า การลำเลียงสิ่งของบรรเทาภัยพิบัติเป็นขีดความสามารถที่กองทัพอากาศเตรียมพร้อมไว้แล้ว และยืนยันว่าเครื่องบิน C-130 ยังสามารถใช้งานได้อยู่ มีโครงการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งโครงการที่ดำเนินการตั้งใหม่ และขีดความสามารถดังกล่าวยังคงจำเป็นต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ กองทัพอากาศจะพยายามบริหารทรัพยากรและงบประมาณที่ได้รับอย่างดีที่สุด โดยมองถึงความจำเป็นรอบด้าน ไม่ได้จัดหามาเพื่อใช้เฉพาะด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น จะต้องใช้ได้ในหลายภารกิจ ทั้งด้านการรบและด้านอื่นๆ เช่น การช่วยเหลือประชาชนในกรณีนี้ด้วย พร้อมยืนยันให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า กองทัพอากาศจะดูแลขีดความสามารถต่างๆ อย่างดีที่สุด

ผบ.ทอ. ยัน C-130 ยังใช้การได้ ลำเลียงสิ่งของบรรเทาภัยพิบัติเป็นขีดความสามารถทัพฟ้า

จากสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในปัจจุบัน ทำให้ความสามารถในการลำเลียงสิ่งของบรรเทาภัยพิบัติมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น กองทัพอากาศไทยมีเครื่องบิน C-130 เป็นกำลังหลักในการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวมาอย่างยาวนาน แม้ว่าเครื่องบินเหล่านี้จะมีอายุการใช้งานพอสมควร แต่กองทัพอากาศยังคงยืนยันถึงความพร้อมในการใช้งาน โดยมีการปรับปรุงและพัฒนาขีดความสามารถอย่างต่อเนื่อง การที่ ผบ.ทอ. ยัน C-130 ยังใช้การได้ ลำเลียงสิ่งของบรรเทาภัยพิบัติเป็นขีดความสามารถทัพฟ้า นั้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ากองทัพอากาศมีความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนในยามยากลำบาก

ความสำคัญของ C-130 ในภารกิจบรรเทาภัยพิบัติ

เครื่องบิน C-130 มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการลำเลียงสิ่งของบรรเทาภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำดื่ม ยาเวชภัณฑ์ หรืออุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ เครื่องบิน C-130 สามารถเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ เครื่องบิน C-130 ยังสามารถใช้ในการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยได้อีกด้วย ทำให้เครื่องบินรุ่นนี้เป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤต

การที่ ผบ.ทอ. ยัน C-130 ยังใช้การได้ ลำเลียงสิ่งของบรรเทาภัยพิบัติเป็นขีดความสามารถทัพฟ้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพอากาศในการดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ แม้ว่าจะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากร แต่กองทัพอากาศยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาขีดความสามารถในการช่วยเหลือประชาชนเป็นอันดับแรก

การปรับปรุงและพัฒนาเครื่องบิน C-130 อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เครื่องบินเหล่านี้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย การลงทุนในการปรับปรุงเครื่องบิน C-130 เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการช่วยเหลือประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศ

ในอนาคต กองทัพอากาศควรพิจารณาจัดหาเครื่องบินลำเลียงเพิ่มเติม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการลำเลียงสิ่งของบรรเทาภัยพิบัติให้มากยิ่งขึ้น การมีเครื่องบินลำเลียงที่ทันสมัยและเพียงพอ จะทำให้กองทัพอากาศสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผบ.ทอ. ยัน C-130 ยังใช้การได้ ลำเลียงสิ่งของบรรเทาภัยพิบัติเป็นขีดความสามารถทัพฟ้า เป็นข่าวที่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ากองทัพอากาศพร้อมที่จะช่วยเหลือประชาชนในทุกสถานการณ์ กองทัพอากาศเป็นที่พึ่งของประชาชนในยามยากลำบากเสมอมา และจะยังคงเป็นเช่นนั้นต่อไป

การที่กองทัพอากาศให้ความสำคัญกับการลำเลียงสิ่งของบรรเทาภัยพิบัติเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง และแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคม การที่ ผบ.ทอ. ยัน C-130 ยังใช้การได้ ลำเลียงสิ่งของบรรเทาภัยพิบัติเป็นขีดความสามารถทัพฟ้า นั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำพูด แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติภารกิจเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ผบ.ทอ. ยัน C-130 ยังใช้การได้ ลำเลียงสิ่งของบรรเทาภัยพิบัติเป็นขีดความสามารถทัพฟ้า

ปานเทพเผย บวรศักดิ์เรียกถก ปมยกเลิก MOU 43-44

“ปานเทพ” เผย “อ.บวรศักดิ์” รองนายกฯ เรียกถก คาดปมยกเลิก MOU 43-44 พร้อมยื่นปึกเอกสาร ยึดเขตขอบหน้าผาสมัย “รัชกาลที่ 5” ลั่น ไทยต้องคงเส้นคงวาไม่เปลี่ยนจุดยืน ล่าสุด เลื่อนประชุมเป็น 28 พ.ย.

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 ระหว่างไทย-กัมพูชา เปิดเผยถึงการเดินทางมาทำเนียบรัฐบาล ว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้เรียกมาหารือ คาดว่าจะเป็นเรื่องการยกเลิก MOU 2543-2544 แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นการพูดคุยเรื่องนี้หรือไม่ เนื่องจากตนเป็นหนึ่งในกรรมาธิการ (กมธ.) โดยระบุว่า รัฐบาลจะทำประชามติยกเลิก MOU ดังกล่าว ซึ่งกัมพูชารู้ว่าประเทศไทยกำลังทำประชามติ ถึงขนาดให้โฆษกกระทรวงยุติธรรมออกมาระบุว่าฝ่ายไทยยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ แสดงว่าเขารับรู้ว่าเราประกาศเป็นนโยบาย

ส่วนรัฐบาลจะทำประชามติหรือไม่ เป็นการตัดสินใจของรัฐบาล และการดีเบตในพื้นที่ 7 จังหวัดในขณะนี้ที่จะจัดโดยกรมประชาสัมพันธ์ อยู่ภายใต้เงื่อนไขการทำประชามติหรือไม่ เพราะถ้าทำประชามติต้องประกาศการทำประชามติก่อน หลังจากนั้นกระบวนการให้ความรู้กับประชาชนจะเริ่มตามระบบที่กำหนดระยะเวลาไว้ 90 วัน แต่ปัญหาคือที่กำลังทำอยู่ตอนนี้คืออยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือไม่ และถ้ารัฐบาลตัดสินใจจะยุบสภาฯ ก่อน ก็ไม่แน่ว่าจะได้ทำประชามติเรื่องนี้หรือไม่ จึงต้องกลับมาถามทางรัฐบาลว่าหากไม่ได้ทำประชามติ รัฐบาลจะเป็นผู้ประกาศยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับเองหรือไม่ ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลจะต้องตัดสินใจ ตนเป็นเพียงส่วนหนึ่งใน กมธ.

ขณะเดียวกัน ตนได้มอบหลักฐานให้กับกองทัพภาคที่ 2 โดยตรง ให้ระวังในพื้นที่พนมดงรัก แต่ช่วงช่องบก ช่องสะงำ ความยาว 195 กิโลเมตร ไม่เคยมีหลักเขตแดนและไม่ต้องมี ซึ่งการสู้กันระหว่างไทยกัมพูชาในปี 2505 มีเอกสารหลักฐาน มีสนธิสัญญาฝรั่งเศส ไม่ใช่สันปันน้ำหลังขอบหน้าผาที่ทะเลาะกันอยู่ จึงได้มีการยื่นเอกสารพร้อมคำแปล 151 หน้าให้กับกองทัพภาคที่ 2 และจะนำเสนอนายบวรศักดิ์ ต่อไป

นายปานเทพ กล่าวต่อไปว่า เราต้องไม่เปลี่ยนจุดยืนจากเดิมที่เคยทำให้ประเทศไทยอ่อนแอลง ก่อนย้ำว่าสิ่งที่ตกลงกันมาตั้งแต่ก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นอย่างไร ต้องคงเส้นคงวาอย่างนั้นไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังการให้สัมภาษณ์เสร็จนายปานเทพ ได้เดินกลับโดยทันทีเนื่องจากนายบวรศักดิ์ เลื่อนการประชุมไปเป็นวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายนนี้

ปานเทพเผย บวรศักดิ์เรียกถก ปมยกเลิก MOU 43-44

ประเด็นการยกเลิก MOU 43-44 ระหว่างไทยและกัมพูชา กลายเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากที่นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการหารือกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ซึ่งคาดว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

MOU ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างไร? ทำไมถึงมีการพูดถึงการยกเลิก? และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยจะเป็นอย่างไร? คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนชาวไทยควรได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน เพื่อที่จะสามารถเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และร่วมกันติดตามการดำเนินการของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

ทำไมถึงมีการพูดถึงการยกเลิก MOU 43-44?

การที่รัฐบาลพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการยกเลิก MOU 43-44 นั้น อาจมีเหตุผลหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตีความเนื้อหาใน MOU ที่อาจมีความแตกต่างกัน หรือการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของชาติ การทำความเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของรัฐบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญ

นอกจากนี้ การทำประชามติเพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชน ก็ถือเป็นกระบวนการที่สำคัญในการตัดสินใจเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประเทศในวงกว้าง แต่ก็ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม และระยะเวลาในการดำเนินการ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน และมีเวลาเพียงพอในการตัดสินใจ

  • การทำความเข้าใจ MOU 43-44
  • เหตุผลที่รัฐบาลพิจารณาการยกเลิก
  • ผลกระทบต่อประเทศไทย

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ รัฐบาลจะมีแนวทางในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างไรต่อไป? และจะมีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบมากน้อยเพียงใด? การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราสามารถเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และร่วมกันพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – “ปานเทพ” เผย “บวรศักดิ์” เรียกถก คาดปมยกเลิก MOU 43-44 ย้ำ ไทยต้องไม่เปลี่ยนจุดยืน