วัน: 24 พฤศจิกายน 2025

หมอสุภัทรชี้ Rain Bomb ต้นเหตุ น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568

“หมอสุภัทร” เผย “Rain Bomb” เขาคอหงส์ จุดเริ่มต้นน้ำท่วมหาดใหญ่ 2568 พร้อมชี้สภาพอากาศรุนแรงจากภาวะโลกร้อน ทำแผนการป้องกันน้ำท่วมอาจต้องทบทวนใหม่

วันที่ 24 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบท ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง Rain Bomb เขาคอหงส์ จุดเริ่มต้น น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568 พร้อมระบุว่า

“น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่รอบนี้ มาเร็ว แรง เหนือความคาดหมาย คืนศุกร์ 21 พ.ย. 2568 ในขณะที่คลองระบายน้ำ ร1 มีระดับน้ำต่ำกว่าขอบคลองมาก ความเชื่อมั่นน้ำไม่ท่วมจึงค่อนข้างสูง ปีที่แล้วน้ำมากก็ยังเอาอยู่ ปีนี้ฝนเพิ่งเริ่มตกแบบต่อเนื่องเอง ความรู้สึกผู้คนจึงคิดว่า น้ำยังไม่น่าท่วม

แต่ฝนมาเหนือความคาดหมาย เกิดการตกของฝนแบบ Rain Bomb และต่อเนื่องในคืนเดียวกว่า 300 มิลลิเมตร ตกหนักมากในบริเวณเขาคอหงส์ อ่างแก้มลิงคอหงส์น้ำล้น น้ำจากเขาคอหงส์ตลอดแนวเขาไหลบ่าลงมาจนล้นคลอง 30 เมตร ไหลบ่าเข้าท่วมเมืองหาดใหญ่ โดยที่น้ำยังไม่ล้นคลอง ร1 (ซึ่งปกติคลอง ร1 น้ำจะเพิ่มเพราะน้ำหลากมาจากสะเดา ไม่ใช่เขาคอหงส์) การเฝ้าดูน้ำคลอง ร1 เป็นสัญญาณการเตือนภัยจึงทำให้ล่าช้า

น้ำจากเขาคอหงส์ มีทางระบายออกเมืองที่สำคัญคือคลอง ร5 และคลอง 30 เมตร ที่ดักน้ำพาออกนอกเมืองก่อนบ่าเข้าเมือง แต่ฝน Rain Bomb หนักเกินไป น้ำนาหม่อมก็ไหลมาสมทบผ่านคลองเรียน เพียงแค่ฝนหนักในคืนแรกก็บ่าเข้าเมืองต่อเนื่องจนท่วมสูงในคืนศุกร์ต่อเช้าวันเสาร์

ถ้าน้ำในคลองอู่ตะเภาและคลอง ร1 ไม่ล้น น้ำในเมืองก็จะบ่าลงคลอง แต่ฝนที่หนักทั่วทุกพื้นที่ ทำให้น้ำคลองอู่ตะเภาและคลอง ร1 ปริ่มและล้น น้ำท่วมเมืองจึงทรงๆ ไม่ลดลงจนถึงวันอาทิตย์

วันอาทิตย์ 23 พ.ย. 2568 สถานการณ์ฝนตกหนักฝั่งคอหงส์เหมือนจะลดลงแล้ว แม้ยังตกสลับแล้ง ฝนหนักได้ตกลึกเข้าไปในแผ่นดิน น้ำสะเดาทุ่งลุงเริ่มลงมาแล้ว ในท่ามกลางน้ำคลองอู่ตะเภาและคลอง ร1 ที่ปริ่มล้น จึงทำให้สถานการณ์น้ำท่วมเมืองยังวิกฤต โดยเฉพาะชานเมืองฝั่งตะวันตกและตำบลรอบนอก

สภาพอากาศรุนแรงจากภาวะโลกร้อน ทำให้แผนการป้องกันและลดความรุนแรงจากน้ำท่วมอาจต้องทบทวนใหม่ ทั้งส่วนบุคคลที่ทุกบ้านต้องเตรียมถุงยังชีพเอง และระบบของทางการที่ต้องเตรียมการรับมืออีกมาก

Rain Bomb และน้ำบ่าจากฝั่งเขาคอหงส์ คือจุดอ่อนสำคัญของระบบป้องกันน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ และเป็นปฐมเหตุของน้ำท่วมหาดใหญ่ 2568“.

จากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568 ที่เกิดขึ้น นพ.สุภัทรได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

“Rain Bomb” เขาคอหงส์ จุดเริ่มต้นน้ำท่วมหาดใหญ่ 2568

Rain Bomb คืออะไร ทำไมถึงเป็นต้นเหตุสำคัญของน้ำท่วม?

Rain Bomb หรือฝนตกหนักมากในระยะเวลาสั้นๆ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาหรือที่ราบเชิงเขา ซึ่งน้ำฝนจะไหลบ่าลงมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำฝนและความถี่ในการเกิดปรากฏการณ์ Rain Bomb ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลและต้องมีการศึกษาและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

  • การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม
  • การปรับปรุงระบบระบายน้ำ
  • การวางแผนการใช้ที่ดิน

ภาวะโลกร้อนส่งผลให้เกิดสภาพอากาศที่รุนแรงมากขึ้น เราทุกคนต้องร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เราควรติดตามข่าวสารและข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “หมอสุภัทร” เผย “Rain Bomb” เขาคอหงส์ จุดเริ่มต้นน้ำท่วมหาดใหญ่ 2568

นายกฯ สั่งช่วยน้ำท่วมภาคใต้ มอบ “ธรรมนัส” ดูแล

“อนุทิน” ถก ครม.เศรษฐกิจ สั่งช่วยน้ำท่วมภาคใต้ รับหาดใหญ่หนักสุด ยังมีน้ำเพิ่ม มอบ “ธรรมนัส” ผู้อำนวยการ ศนภ. เกาะติดพื้นที่ คาดสถานการณ์จะคลี่คลายรวดเร็ว ชี้ เข้าเกณฑ์เยียวยาทุกหลังคาเรือน

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ครั้งที่ 5/2568 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก่อนจะเริ่มการประชุมตนขอมอบข้อสั่งการและนโยบายเรื่องสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นที่จังหวัดสงขลา ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดเหตุอุทกภัยในหลายจังหวัดภาคใต้ อย่างที่มีสภาพหนักที่สุดคือจังหวัดสงขลา อำเภอหาดใหญ่ ตนและคณะลงพื้นที่ติดตามผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งในที่ประชุมนี้ต้องมีผู้ประสบภัยด้วยคือ ประธานหอการค้าก็เป็นผู้ประสบภัย ต้องขออภัยที่ท่านได้นำสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศไปทำการประชุมประจำปีที่อำเภอหาดใหญ่ มีผู้คนไปมากมายแต่เกิดอุบัติภัยน้ำท่วมเสียก่อน และมีความรุนแรง ทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจ่ายได้ในอาคารใหญ่ ตนได้พบประธานหอการค้าที่สนามบิน ซึ่งท่านก็อยู่ที่สนามบินนาน แต่อย่างน้อยโชคดีว่าประสานไฟลต์บินกลับกรุงเทพฯ ได้ พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรีขออภัยพี่น้องประชาชนทุกคนด้วย

นายอนุทิน ระบุต่อไปว่า ตนได้มอบให้หน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและเยียวยากับผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ ซึ่งในเรื่องของการช่วยเหลือเยียวยา ดูแลลดความเดือดร้อนของประชาชนลง น่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่สิ่งที่ยังควบคุมสถานการณ์ไม่ได้คือปริมาณน้ำที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากพายุ และปริมาณฝนที่ยังตกไม่หยุด ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมามีฝนตกตลอดเวลา ทำให้มีปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามาในตัวเมืองหาดใหญ่ เปรียบเสมือนพื้นที่รับน้ำ และน้ำจากภูเขา และน้ำจากอำเภอสะเดา ก็เข้ามาเติมอีก ทำให้การระบายน้ำในพื้นที่หาดใหญ่ มีคลองระบายน้ำที่มาตรฐาน คือ คลอง ร.1 ถ้าใครที่เคยมาจะเห็นว่าคลองกว้างเปรียบเสมือนแม่น้ำเส้นหนึ่งเลย แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะระบายน้ำได้

ทางด้านกรมชลประทานกำลังเร่งบริหารจัดการสถานการณ์น้ำในพื้นที่ และเมื่อเช้านี้ได้ขอให้ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางลงไปดำเนินการเพื่อลดระดับของความเป็นภัยพิบัติให้เร็วที่สุดและมากที่สุด ในฐานะที่รัฐบาลมีคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่มีร้อยเอกธรรมนัส เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) ไปบูรณาการความร่วมมือของทุกฝ่าย

ทั้งนี้ ตนได้รับรายงานในเบื้องต้นว่า ร้อยเอกธรรมนัส ได้ขอความร่วมมือจากกองทัพภาคที่ 4 และฝ่ายชลประทานที่ท่านกำกับดูแลอยู่แล้ว ส่วนฝ่ายปกครอง ตนขอให้ทางปลัดกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรับฟังข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรี ที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ และสามารถบูรณาการความร่วมมือในทุกมิติ ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีความคาดหมายว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงด้วยความรวดเร็ว ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยังระบุด้วยว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ เป็นพื้นที่บริเวณกว้างครอบคลุมหลายอำเภอ ซึ่งอำเภอหาดใหญ่เป็นพื้นที่หนักที่สุด และเป็นพื้นที่เศรษฐกิจด้วย เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของภาคใต้ จึงต้องเร่งฟื้นฟูให้กลับมารวดเร็ว

ส่วนเรื่องมาตรการฟื้นฟู นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ยืนยันว่าตอนนี้ตนสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสำรวจครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ซึ่งเข้าเกณฑ์ทุกหลัง มีความชัดเจนว่าบ้านเรือนทุกหลังมีความเสียหายของทรัพย์สินด้วย ก็จะมีการช่วยเหลือเยียวยา และอยากจะให้มีการเตรียมมาตรการฟื้นฟูให้กับพี่น้องประชาชนในขั้นต้นในเรื่องของการเยียวยา.

นายกฯ สั่งช่วยน้ำท่วมภาคใต้ มอบ “ธรรมนัส” ดูแล

จากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่เกิดขึ้นล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งได้รับผลกระทบหนักที่สุด

มาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูน้ำท่วมภาคใต้

รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ โดยจะมีการสำรวจครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายและให้การช่วยเหลือเยียวยาอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการเตรียมมาตรการฟื้นฟูในระยะยาว เพื่อช่วยให้ประชาชนกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการ ศนภ. เพื่อบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ และลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด การทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ และการสนับสนุนจากกองทัพภาคที่ 4 จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรับมือกับภัยพิบัติครั้งนี้

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ การวางแผนผังเมืองที่ดี และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติตนเมื่อเกิดภัยพิบัติ จะช่วยลดความสูญเสียและผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ในอนาคต

การฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การให้กำลังใจ และการร่วมแรงร่วมใจกัน จะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – นายกฯ สั่งกลางวง ครม.เศรษฐกิจ ช่วยน้ำท่วมภาคใต้ มอบ “ธรรมนัส” นั่งผู้อำนวยการ ศนภ.

น่าน จัดงานยิ่งใหญ่ เทิดพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง

“จังหวัดน่าน” จัดงานยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี THE LEGACY OF LOVE “ศรีนคราฟื้นฟ้า สิเนหาสถิตในแผ่นดิน” ชวนนักท่องเที่ยวน้อมรำลึกและเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง” เตรียมพบกับงานเฉลิมฉลองสุดอลังการที่ทุกคนรอคอย

วันที่ 24 พ.ย. 2568 นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เผยว่า จังหวัดน่าน เตรียมจัดงานใหญ่แห่งปี NAN : THE LEGACY OF LOVE “ศรีนคราฟื้นฟ้า สิเนหาสถิตในแผ่นดิน” งานสืบสานประเพณี วัฒนธรรม และเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจแห่งความรักของผืนแผ่นดินไทย ผ่านแสง สี เสียง และศิลปะร่วมสมัยที่จะถ่ายทอด “มรดกแห่งรัก” ให้ส่งประกายเหนือผืนแผ่นดินน่าน

สำหรับ THE LEGACY OF LOVE เป็นบทกวีแห่งความรัก ความศรัทธา และความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระพันปีหลวงทรงมีต่อแผ่นดินเมืองน่าน เมืองเล็กกลางหุบเขาที่พระองค์ทรงเล็งเห็นคุณค่า ทั้งในผู้คน ศิลปะ และวิถีชีวิต จากรอยพระบาทแรกเมื่อปีพุทธศักราช 2501

ขณะที่ “น่าน” ยังได้เตรียมนำเสนอการแสดงโขนพิเศษว่าด้วย “ความงดงามแห่งรัก” และตระการตากับพลุและโดรนเทิดพระเกียรติ เล่าเรื่องราวแห่ง “ความรักที่พระองค์ทรงมอบไว้แก่ผืนแผ่นดิน” และ “ความรักอันเป็นนิรันดร์ที่พระองค์ทรงมีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9”

โดยนิทรรศการ “จากรอยพระบาทแรก สู่รอยรักนิรันดร์” ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินจังหวัดน่าน พร้อมแกลเลอรี “รักน่าน” ที่บอกเล่าความงดงามของผืนล้านนา ผ่านสายตาและหัวใจของช่างภาพและศิลปิน และร่วมส่งต่อความรัก ด้วยการสวมใส่ “ผ้าไทยที่แม่รัก” แต่งกายด้วยผ้าไทย เพื่อเทิดพระเกียรติในฐานะองค์อุปถัมภ์ผ้าไทยอันยิ่งใหญ่ของแผ่นดิน

ภายใต้ธีมงาน THE LEGACY OF LOVE ที่จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในปีนี้ มาพร้อมกับการเฉลิมฉลองความภาคภูมิใจครั้งสําคัญ ที่จังหวัดน่านได้รับคัดเลือกให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก แห่งที่ 8 ของประเทศไทย (UNESCO Creative Cities Network – UCCN) ในสาขา หัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Art)

ส่วนบรรยากาศตลอด 3 วันของการจัดงาน ระหว่างวันที่ 29-31 ธ.ค. 2568 ณ ถนนสุริยพงษ์ จังหวัดน่าน จะสว่างไสวด้วยแสงไฟนับพันดวง พร้อมประติมากรรมโคมไฟพญานาค 8 ตัว ทอดยาวกว่า 888 เมตร ให้ทุกคนได้ “เดินลอดใต้พญานาค” เพื่อความเป็นสิริมงคลและเริ่มต้นปีใหม่ด้วยหัวใจที่งดงาม ตอกย้ำอัตลักษณ์แห่งศิลป์ล้านนาและการเติบโตอย่างยั่งยืนของเมืองแห่งวัฒนธรรม ผ่านกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ใน 3 โซนแห่งสิเนหา ได้แก่

โซน 1 “เงาฮักแห่งวันวาน” ย้อนสู่อดีตผ่านศิลปวัฒนธรรมพื้นเมืองที่ยังคงหายใจ

โซน 2 “มวลฮักแห่งกาลนี้” ถ่ายทอดพลังชีวิตของผู้คนผ่านแสง สี เสียง และมัลติมีเดียร่วมสมัย

โซน 3 “แสงฮักแห่งเมืองใหม่” ส่องประกายความฝันของคนรุ่นใหม่ ผ่านเสียงดนตรีและพลังแห่งอนาคต

ภายในงานยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์อีกมากมาย อาทิ ถ่ายภาพที่บูธ AI “ฮักแต่ปางก่อน” มาดูกันว่าคุณคือใครในน่านเมื่อครั้งอดีต ร่วมเสี่ยงเซียมซีรัก รวมถึงเขียนคำอวยพรเป็นภาษาล้านนา ผ่าน Interactive Wall of Love พร้อมเวิร์กช็อปหัตถกรรมพื้นเมือง และผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ให้เลือกช้อปอย่างจุใจ

จากนั้นปิดท้ายค่ำคืนแห่งรัก ด้วยปรากฏการณ์สุดยิ่งใหญ่ โดรนมัลติมีเดีย “Lovelight in My Heart: Firework & Drone Symphony” การแสดงสุดตระการตาที่ผสานแสง สี เสียง และบทเพลงพระราชนิพนธ์แห่งรักถ่ายทอด “ความรักที่พระองค์ทรงมอบไว้แก่ผืนแผ่นดิน” และ “ความรักอันเป็นนิรันดร์ที่ทรงมีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9” ให้สว่างไสว เปล่งประกาย และงดงามที่สุดในประวัติศาสตร์เมืองน่าน

สำหรับพระราชกรณียกิจเหล่านั้น มิได้เพียงเปลี่ยนวิถีชีวิต หากยังปลุกหัวใจให้เชื่อมั่นในคุณค่าของตนเองและให้ความรักกลายเป็นพลังที่หล่อเลี้ยงแผ่นดิน ทางจังหวัดน่านจึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมแต่งผ้าไทยที่แม่รัก ร่วมกิจกรรมและชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติ พระราชกรณียกิจครั้งเสด็จพระราชดำเนินจังหวัดน่าน พร้อมร่วมชมแกลเลอรีรักน่าน ที่ถ่ายทอดความงดงามของแผ่นดินล้านนา

อย่างไรก็ตาม ตั้งเป้าดึงดูดผู้เข้าร่วมงาน ประมาณ 100,000 คน แบ่งเป็น ชาวจังหวัดน่านและพื้นที่ใกล้เคียง 70% นักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัด 30% คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 150–200 ล้านบาท.

น่าน จัดงานยิ่งใหญ่ เทิดพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง

จังหวัดน่านเตรียมจัดงานครั้งยิ่งใหญ่ โดยมีจุดประสงค์เพื่อน้อมรำลึกและเทิดพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งเป็นงานที่แสดงถึงความรักและความผูกพันที่พระองค์มีต่อแผ่นดินน่าน

ทำไมต้องไปงาน น่าน เทิดพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง

  • ชมการแสดงสุดตระการตา
  • ชมนิทรรศการที่น่าสนใจ
  • ร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์มากมาย

งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเฉลิมฉลอง แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความรักและความจงรักภักดีที่เรามีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดน่านอีกด้วย อย่าพลาดโอกาสดีๆ ที่จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานอันทรงคุณค่านี้

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสความงดงามและความประทับใจในงาน น่าน จัดงานยิ่งใหญ่ เทิดพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง แล้วพบกัน!

ที่มา – “น่าน” จัดยิ่งใหญ่ THE LEGACY OF LOVE น้อมรำลึก-เทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

ธปท. เร่งช่วยลูกหนี้อุทกภัยภาคใต้

จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกโรง กำชับให้สถาบันการเงิน เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ อย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้ลูกหนี้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตและธุรกิจได้ตามปกติ

ธปท. ได้สั่งการให้สถาบันการเงินทุกแห่ง รวมถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) ดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบภัยพิบัติอย่างเต็มที่ โดยให้ใช้แนวทางผ่อนปรนหลักเกณฑ์ที่เคยกำหนดไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อให้การช่วยเหลือมีความรวดเร็วและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น มาดูรายละเอียดมาตรการช่วยเหลือที่ ธปท. กำชับให้สถาบันการเงินเร่งดำเนินการกัน:

ธปท. กำชับให้สถาบันการเงิน เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้

มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้จากสถาบันการเงิน

  • สินเชื่อบัตรเครดิต: สถาบันการเงินสามารถพิจารณาปรับลดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำให้ต่ำกว่าที่ ธปท. กำหนดได้ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่พื้นที่นั้นๆ ถูกประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย เพื่อช่วยลดภาระการชำระหนี้ของลูกหนี้
  • สินเชื่อส่วนบุคคล: สถาบันการเงินสามารถพิจารณาเพิ่มวงเงินชั่วคราวฉุกเฉินให้เกินกว่าอัตราที่ ธปท. กำหนดได้ เพื่อให้ลูกหนี้มีเงินทุนสำรองเพียงพอสำหรับการฟื้นฟูความเสียหาย โดยอนุมัติวงเงินดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่พื้นที่นั้นๆ ถูกประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย
  • สินเชื่อทุกประเภท: สถาบันการเงินสามารถให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสภาพคล่องแก่ลูกหนี้เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจต่อไปได้ รวมถึงการปรับเงื่อนไข เช่น ลดหรือยกเว้นดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม, ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้, หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยต้องอนุมัติวงเงินโดยเร็ว ไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่พื้นที่นั้นๆ ถูกประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย

นอกจากนี้ ธปท. ยังได้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ โดยจะคงการจัดชั้นลูกหนี้ไว้เช่นเดียวกับก่อนประสบสาธารณภัย เพื่อไม่ให้การช่วยเหลือส่งผลกระทบต่อสถานะทางบัญชีของสถาบันการเงินมากนัก

ธปท. ห่วงใยลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้

ธปท. ได้แสดงความห่วงใยและส่งกำลังใจไปยังประชาชนที่กำลังเผชิญกับภัยพิบัติครั้งนี้ และหวังว่ามาตรการช่วยเหลือต่างๆ จะช่วยให้ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี หากท่านเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และต้องการความช่วยเหลือ อย่าลังเลที่จะติดต่อสถาบันการเงินที่ท่านใช้บริการอยู่โดยตรง เพื่อขอรับคำปรึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของท่าน

มาตรการที่ ธปท. กำชับให้สถาบันการเงิน เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามของภาครัฐในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสนับสนุนให้เศรษฐกิจของประเทศกลับมาฟื้นตัวโดยเร็ว

ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ กำลังใจและความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง หากท่านสามารถช่วยเหลือหรือสนับสนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบได้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม ขอให้ท่านอย่าลังเลที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ เพราะน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จะช่วยให้สังคมของเราก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยกัน

สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือ สามารถติดต่อแบงก์ชาติได้ที่หมายเลข 1213

ที่มา – ธปท.กำชับให้สถาบันการเงิน เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้

อิ๊งค์-เอม เยี่ยมทักษิณที่เรือนจำคลองเปรม

อิ๊งค์-เอม เยี่ยมทักษิณที่เรือนจำคลองเปรม นำพวงมาลัยดอกมะลิกราบพ่อ เผยปกติวันเกิดแม่ต้องอยู่พร้อมหน้ากัน ไม่ตอบอัยการยื่นอุทธรณ์คดี ม.112 มอบทนายชี้แจง

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 24 พ.ย. 2568 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ และนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามีของ น.ส.พินทองทา พร้อมด้วยทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ เดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดง มาคอยต้อนรับและให้กำลังใจ

หลังเข้าเยี่ยมประมาณ 1 ชั่วโมง น.ส.แพทองธาร ออกมาเปิดเผยว่า วันนี้ตนได้นำพวงมาลัยดอกมะลิเข้าไปกราบบิดา เนื่องจากเป็นธรรมเนียมทางบ้านและของครอบครัว เนื่องจากเพิ่งผ่านวันเกิดของคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ เมื่อวันที่ 22 พ.ย. ปกติหากอยู่พร้อมหน้ากันก็จะกราบทั้งบิดาและมารดาในวันเดียวกัน ดังนั้นวันนี้จึงนำพวงมาลัยมากราบนายทักษิณที่เรือนจำแทน ส่วนกรณีที่อัยการได้ยื่นอุทธรณ์คดี ม.112 ประเด็นรายละเอียดขอให้เป็นหน้าที่ของนายวิญญัติเป็นผู้ชี้แจง ส่วนบรรยากาศการพูดคุยกับนายทักษิณ เป็นการสนทนาตามปกติ

ก่อนโบกมือทักทายสื่อมวลชนและผู้สนับสนุนที่มารอหน้าเรือนจำ พร้อมเดินทางกลับ

ด้านนางเพ็ญ พินิจอักษร ตัวแทนกลุ่มผู้สนับสนุน ซึ่งเดินทางมาจากจ.ศรีสะเกษ ได้นำไก่ย่างโอทอปห้าดาว พร้อมกระติ๊บข้าวเหนียว มามอบให้ น.ส.แพทองธาร เป็นการนำของฝากจากบ้านเกิดมามอบให้ “นายกฯ ในดวงใจ” เพื่อแสดงความผูกพันและความจงรักภักดี พร้อมกล่าวว่าครั้งหนึ่งในยุครัฐบาลนายทักษิณเป็นผู้ผลักดันโครงการโอทอปจนทำให้ชาวบ้านมีรายได้และคุณภาพชีวิตดีขึ้น จึงตั้งใจเดินทางมามอบของฝากด้วยตัวเอง

อิ๊งค์-เอม เข้าเรือนจำคลองเปรม

ความสำคัญของการเยี่ยมทักษิณที่เรือนจำคลองเปรม

การเดินทางของ “อิ๊งค์-เอม” เข้าเรือนจำคลองเปรม เพื่อเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นภาพที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นการนำพวงมาลัยดอกมะลิไปกราบเนื่องในโอกาสวันเกิดของคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ มารดาของทั้งสองท่าน

นอกจากนี้ การที่ “อิ๊งค์-เอม” เข้าเรือนจำคลองเปรม ยังเป็นการแสดงความต่อเนื่องในการให้กำลังใจและสนับสนุนนายทักษิณ ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก การปรากฏตัวของครอบครัวจึงมีความหมายและส่งผลต่อขวัญกำลังใจของนายทักษิณเป็นอย่างยิ่ง

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การที่ น.ส.แพทองธาร ไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับการอุทธรณ์คดี ม.112 แต่ได้มอบหมายให้ทนายวิญญัติเป็นผู้ให้ข้อมูล แสดงให้เห็นถึงการจัดการประเด็นทางกฎหมายอย่างระมัดระวัง และการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างชัดเจนภายในทีม

การที่กลุ่มผู้สนับสนุนเดินทางมาให้กำลังใจถึงหน้าเรือนจำ และนำของฝากมามอบให้ น.ส.แพทองธาร ยังสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันและความจงรักภักดีที่ประชาชนบางส่วนยังคงมีต่อนายทักษิณและครอบครัวชินวัตร

โดยสรุปแล้ว การที่ “อิ๊งค์-เอม” เข้าเรือนจำคลองเปรม ไม่ได้เป็นเพียงการเยี่ยมญาติ แต่ยังมีความหมายทางการเมืองและสังคมที่ซับซ้อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวชินวัตรกับผู้สนับสนุน และความต่อเนื่องของประเด็นทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ

การเคลื่อนไหวของ “อิ๊งค์-เอม” ในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง และอาจมีผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตได้

ดังนั้น การที่ “อิ๊งค์-เอม เข้าเรือนจำคลองเปรม” จึงเป็นมากกว่าข่าวการเยี่ยมญาติ แต่เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนภาพการเมืองไทยในหลายมิติ

ที่มา – “อิ๊งค์-เอม” เข้าเรือนจำคลองเปรม นำพวงมาลัยกราบพ่อ เผยปกติวันเกิดแม่ต้องอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา

“อรรถกร” เผย เร่งอพยพนักท่องเที่ยวน้ำท่วมหาดใหญ่

สถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ส่งผลกระทบต่อประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ล่าสุด นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ออกมาเปิดเผยถึงมาตรการเร่งด่วนในการช่วยเหลือและเร่งอพยพนักท่องเที่ยวน้ำท่วมหาดใหญ่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความมั่นใจให้กับทุกคน

นายอรรถกรกล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการเร่งอพยพนักท่องเที่ยวน้ำท่วมหาดใหญ่ออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยไปยังพื้นที่ปลอดภัย นอกจากนี้ยังได้ประสานงานกับสถานทูตต่างๆ และสมาคมโรงแรม เพื่อให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบ

“เราเข้าใจถึงความกังวลของนักท่องเที่ยวที่ติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม เราจึงได้ประสานงานกับทุกภาคส่วนเพื่อเร่งอพยพนักท่องเที่ยวน้ำท่วมหาดใหญ่ให้เร็วที่สุด และจัดหาที่พักพิงชั่วคราวที่ปลอดภัยและสะดวกสบาย” นายอรรถกรกล่าว

“อรรถกร” เผย เร่งอพยพนักท่องเที่ยวน้ำท่วมหาดใหญ่

นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬายังได้ให้ความสำคัญกับการดูแลด้านอาหารและเครื่องดื่ม โดยได้สั่งการให้จัดหาอาหารและน้ำดื่มให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจ

มาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

รัฐบาลได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างเต็มที่ โดยจะให้ความช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ ค่าซ่อมแซมบ้านเรือน และค่าชดเชยความเสียหายอื่นๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

นายอรรถกรยังกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่จะจัดขึ้นในประเทศไทยในเดือนธันวาคมนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสนามแข่งขันมวยไทยในจังหวัดสงขลาที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่งได้เตรียมสนามสำรองไว้แล้วเพื่อไม่ให้กระทบต่อการแข่งขัน

“เรามั่นใจว่าเราจะสามารถจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ได้อย่างราบรื่น แม้ว่าจะมีอุปสรรคจากสถานการณ์น้ำท่วม เราได้เตรียมแผนสำรองไว้พร้อมแล้ว และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้การแข่งขันเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและประสบความสำเร็จ” นายอรรถกรกล่าว

สถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่เป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้าใจ แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดี และกลับมาสร้างความเข้มแข็งและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติของเราต่อไป

สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการให้ความช่วยเหลือและดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างเต็มที่ รัฐบาลและทุกภาคส่วนจะทำงานอย่างหนักเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทุกคน

สำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนจะเดินทางมายังอำเภอหาดใหญ่ในช่วงนี้ ขอแนะนำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและตรวจสอบข้อมูลการเดินทางกับสายการบินและโรงแรมที่พักอย่างสม่ำเสมอ

สถานการณ์น้ำท่วมเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคือการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – “อรรถกร” เผย เร่งอพยพนักท่องเที่ยวน้ำท่วมหาดใหญ่ ประสานใช้รถใหญ่เข้าไปรับ

มาเลเซียอ่วม! อพยพกว่า 11,000 หนี น้ำท่วมฉับพลัน

สถานการณ์น้ำท่วมในมาเลเซียยังคงน่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่อง ยอดผู้ประสบภัยที่ต้องอพยพหนี น้ำท่วมฉับพลัน พุ่งสูงกว่า 11,000 คนแล้วใน 7 รัฐ โดยเฉพาะรัฐกลันตันที่เผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด ระดับน้ำในแม่น้ำหลายสายเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกคำเตือนให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือกับฝนตกหนักที่จะต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้

ข้อมูล ณ เวลา 06.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ระบุว่า มีผู้ประสบภัยน้ำท่วมฉับพลัน ที่ต้องอพยพทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 11,009 คน จาก 3,839 ครอบครัว กระจายอยู่ใน 7 รัฐที่ได้รับผลกระทบ มีการรายงานพื้นที่ประสบภัยทั้งหมด 14 เขต และมีการเปิดศูนย์บรรเทาทุกข์เพื่อรองรับผู้ประสบภัยแล้ว 60 แห่ง อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันครั้งนี้

อพยพกว่า 11,000 ราย มาเลเซียวิกฤต น้ำท่วมฉับพลัน 7 รัฐ “กลันตัน” หนักสุด

รัฐกลันตันเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คิดเป็นจำนวนผู้ประสบภัย 8,228 คน จาก 3,013 ครอบครัว กระจายอยู่ใน 4 เขต มีการเปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย 33 แห่ง รองลงมาคือรัฐเปรัก มีผู้ประสบภัย 907 คน (291 ครอบครัว) ใน 4 เขต และมีการเปิดศูนย์ช่วยเหลือ 12 แห่ง ส่วนรัฐปะลิสมีผู้ประสบภัย 694 คน (201 ครอบครัว) ใน 1 เขต และเปิดศูนย์ช่วยเหลือ 5 แห่ง

ในส่วนของรัฐอื่น ๆ รัฐเคดาห์มีผู้ประสบภัย 404 คน (122 ครอบครัว) ใน 1 เขต เปิดศูนย์ช่วยเหลือ 3 แห่ง รัฐปีนังมีผู้ประสบภัย 381 คน (93 ครอบครัว) ใน 2 เขต เปิดศูนย์ช่วยเหลือ 4 แห่ง รัฐเตรังกานูรายงานตัวเลขผู้ประสบภัย 369 คน (113 ครอบครัว) และเปิดศูนย์ช่วยเหลือ 2 แห่ง และรัฐเซอลาโงร์มีผู้ประสบภัย 28 คน (6 ครอบครัว) ใน 1 เขต

กรมอุตุนิยมวิทยามาเลเซียได้ออกประกาศเตือนสภาพอากาศรุนแรง โดยคาดการณ์ว่าพื้นที่กูลิม บันดาร์ บาฮารู (รัฐเกดะห์), ปีนัง, เปรัก และรัฐกลันตันฝั่งตะวันออก จะมีฝนตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน เช่นเดียวกับรัฐปะลิส, เกดะห์, เปรัก, กลันตัน และตรังกานู ที่ต้องเตรียมรับมือกับฝนตกหนัก

รายงานสถานการณ์ระดับน้ำพบว่า ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักหลายแห่งยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำสุไหงปุงไก ในรัฐยะโฮร์ และแม่น้ำเอนเดาในเมืองเมอร์ซิง รวมถึงสถานีวัดระดับน้ำหลายแห่งในรัฐปะลิสและปีนัง แม้ว่าจนถึงขณะนี้จะยังไม่มีแห่งใดที่เกินระดับอันตราย

กรมโยธาธิการมาเลเซียรายงานอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับถนนอย่างน้อย 32 จุด ซึ่งรวมถึงการปิดเส้นทาง ดินถล่ม และสะพานได้รับความเสียหาย ในรัฐปะลิส ปีนัง และเกดะห์

สถานการณ์ความจุของเขื่อนหลายแห่งก็เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเขื่อนคงกอก, เบกอก, มาลุต และตีมะฮ์ ตาโซะห์ ที่ขณะนี้มีระดับน้ำเต็มความจุ 100% ส่วนเขื่อนกูนุง เลดัง มีระดับน้ำอยู่ที่ 98% ขณะที่เขื่อนอื่น ๆ ส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับ 70-95%

ศูนย์บัญชาการภัยพิบัติแห่งชาติ (NDCC) ได้ยืนยันว่า ปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัยระดับชาติยังคงมีความพร้อมอย่างเต็มที่ เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกต่อเนื่องในรัฐทางตอนเหนือและชายฝั่งตะวันออกของประเทศอีก 48 – 72 ชั่วโมงข้างหน้า

สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันในมาเลเซียตอนนี้เป็นอย่างไร?

สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันในมาเลเซียครั้งนี้ถือว่ารุนแรงและส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายรัฐ การอพยพผู้คนจำนวนมากแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การให้ความช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้

ข้อคิด: เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของเรา การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ และการวางแผนป้องกันจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้

ที่มา – อพยพกว่า 11,000 ราย มาเลเซียวิกฤต น้ำท่วมฉับพลัน 7 รัฐ “กลันตัน” หนักสุด

กรมทางหลวงเร่งกู้ภัยน้ำท่วม ซ่อมสะพานขาด

สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ยังคงน่าเป็นห่วง กรมทางหลวงเร่งช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดบูรณาการกำลังช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มกำลังความสามารถ

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) ได้ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ พร้อมสั่งการให้สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง ศูนย์สร้างทาง และศูนย์สร้างและบูรณะสะพานเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ 8 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ นครศรีธรรมราช, สงขลา, สตูล, พัทลุง, ตรัง, ยะลา, ปัตตานี และนราธิวาส

กรมทางหลวงได้ระดมเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรเข้าปฏิบัติการฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย บรรเทาความเดือดร้อน และอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่ประชาชนอย่างเต็มที่ โดยมีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคใต้ตลอด 24 ชั่วโมง ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 พบว่ามีจุดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมรวม 82 แห่ง ในจำนวนนี้สามารถสัญจรผ่านได้ 69 แห่ง และยังไม่สามารถสัญจรผ่านได้ 13 แห่ง

กรมทางหลวงเร่งกู้ภัยน้ำท่วมภาคใต้ ซ่อม “คอสะพานขาด” ส่งรถ 6 ล้ออพยพชาวบ้าน

กรมทางหลวงได้เร่งแก้ไขจุดที่ยังสัญจรไม่ได้ โดยเฉพาะการซ่อมแซมคอสะพานขาดในทางหลวงหมายเลข 4121 (พัทลุง) ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานนครศรีธรรมราชได้รับมอบหมายให้นำวัสดุเข้าถมบริเวณคอสะพานที่ขาดบนทางหลวงหมายเลข 4121 ตอนแม่ขรี-โหล๊ะจังกระ คลองท่าเชียด จังหวัดพัทลุง เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรได้ชั่วคราว พร้อมติดตั้งป้ายเตือน สัญญาณไฟ และจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง

ภารกิจช่วยเหลือประชาชนและอำนวยความสะดวกในหาดใหญ่

ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กรมทางหลวง โดยสำนักงานทางหลวงที่ 18 แขวงทางหลวงในสังกัด และศูนย์สร้างทางสงขลา ได้เร่งปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมสูง โดยเฉพาะในอำเภอหาดใหญ่

บริการรถ 6 ล้อรับ-ส่งฟรี: กรมทางหลวงได้จัดเตรียมรถ 6 ล้อ จำนวน 7 คัน เพื่อให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารในเส้นทางสำคัญที่ประสบปัญหาน้ำท่วม โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ครอบคลุมเส้นทางจากสนามบินหาดใหญ่ไปยังตัวเมืองหาดใหญ่ และจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ไปยังจังหวัดสตูล นอกจากนี้ ยังมีการจัดกำลังและเครื่องมือ พร้อมทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน

ภารกิจอพยพและบรรเทาทุกข์: ศูนย์สร้างทางสงขลาได้เข้าปฏิบัติภารกิจในพื้นที่บ้านหนองยายขุ้น ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ เนื่องจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัย

กรมทางหลวงยืนยันความพร้อมในการช่วยเหลือทุกสถานการณ์ โดยเน้นย้ำความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ หากต้องการความช่วยเหลือ หรือสอบถามข้อมูลการเดินทาง สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรี 24 ชั่วโมง) กรมทางหลวงมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างเต็มที่ และจะดำเนินการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายให้กลับสู่สภาพเดิมโดยเร็วที่สุด การแก้ไขปัญหา กรมทางหลวงเร่งกู้ภัยน้ำท่วมภาคใต้ ซ่อม “คอสะพานขาด” ส่งรถ 6 ล้ออพยพชาวบ้าน ครั้งนี้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

สถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ กรมทางหลวงได้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ที่มา – กรมทางหลวง เร่งกู้ภัยน้ำท่วมภาคใต้ ซ่อม “คอสะพานขาด” ส่งรถ 6 ล้ออพยพชาวบ้าน

สลด! หนุ่มไทยดับในปอยเปต ถูกทำร้าย ช็อตไฟฟ้า

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการเจรจาและการปักปันเขตแดนจะดำเนินไปอย่างช้าๆ กองทัพไทยยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวต่อความขัดแย้ง

ขณะเดียวกัน ข่าวเศร้าก็เกิดขึ้นเมื่อมีรายงานว่าชายหนุ่มชาวไทยเสียชีวิตในประเทศกัมพูชา เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวและคนใกล้ชิดเป็นอย่างมาก

สลด! หนุ่มไทยดับในปอยเปต ถูกทำร้าย ช็อตไฟฟ้า

กองทัพไทยได้เปิดเผยผลการสำรวจและปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนที่ 42 ถึง 43 บริเวณบ้านหนองจาน โดยรวมระยะเวลาสี่วัน สามารถวัดจุด GCP ได้แล้ว 56 หมุด จากทั้งหมด 128 หมุด คิดเป็นร้อยละ 43.75 ทางกองทัพย้ำว่าการปักหมุดครั้งนี้เป็นการปักตามที่ตั้งหลักเขตแดนเดิมที่เคยปักไว้ในอดีตเมื่อกว่า 120 ปีที่แล้ว ไม่ได้อิงตามหรือใช้แผนที่ 1:200,000 แต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังมีการเคลียร์ทุ่นระเบิดในพื้นที่ ซึ่งสามารถเคลียร์พื้นที่ปลอดภัยได้ 1,230 ตร.ม. จากทั้งหมด 9.98 หมื่น ตร.ม. คิดเป็นร้อยละ 1.23

อย่างไรก็ตาม ข่าวร้ายก็แทรกเข้ามา เมื่อศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน (IMF) ได้แจ้งว่ามีคนไทยเสียชีวิตในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา อีกรายหนึ่ง โดยผู้เสียชีวิตเป็นชายหนุ่มจากอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถูกทำร้ายร่างกายและถูกช็อตด้วยไฟฟ้า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพิกัดเดียวกับกรณีของสาวพังงาที่เพิ่งเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้

การปฏิบัติการสำรวจและปักหมุดไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง กองกำลังบูรพาได้ใช้โดรนในการลาดตระเวนทางอากาศเพื่อตรวจสอบพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ สถานการณ์ทั่วไปยังคงเงียบสงบ โดยไม่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติจากฝั่งกัมพูชา

แหล่งข่าวในพื้นที่เปิดเผยว่า ความเงียบสงบในวันนี้อาจเป็นผลมาจากการที่คณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา กำลังดำเนินการปักหมุดชั่วคราวในสองจุดสำคัญของพื้นที่ ได้แก่ บริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ทำให้ฝ่ายกัมพูชาชะลอการเคลื่อนไหวเพื่อรอดูผลการดำเนินงานของคณะทำงานร่วม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวของกำลังทหารกัมพูชาที่อาจมีการแสดงท่าทีแข็งกร้าวในบางจังหวะ รวมถึงความเสี่ยงจากกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชาที่อาจรวมตัวกันและสร้างแรงกดดันในพื้นที่ได้ตลอดเวลา

ในส่วนของแนวชายแดนฝั่งภาคอีสาน ซึ่งก่อนหน้านี้มีความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น ยังคงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หน่วยข่าวกรองของไทยได้รับคำสั่งให้ติดตามความเคลื่อนไหวของกำลังทหารกัมพูชาอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนกำลัง การก่อสร้าง หรือการรวมตัวของชาวบ้านที่อาจเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทด้านพรมแดน

จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการปฏิบัติการของกองกำลังบูรพา ยังคงมีการส่งโดรนขึ้นบินในรอบหลายชั่วโมงเพื่อเก็บภาพมุมสูง ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบุคคลหรือยานพาหนะบริเวณแนวชายแดน รวมถึงพื้นที่ป่ารกทึบที่เข้าถึงยาก ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยงสำหรับการเข้า-ออกผิดกฎหมายและการแทรกซึมของกำลัง จากการตรวจสอบจนถึงช่วงสาย สถานการณ์ยังคงสงบเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น

รายละเอียดเหตุการณ์ หนุ่มไทยดับในปอยเปต ถูกทำร้าย ช็อตไฟฟ้า

เพจศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน (IMF) ได้แจ้งข่าวเศร้าเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนว่า มีคนไทยเสียชีวิตในจังหวัดปอยเปต ประเทศกัมพูชา เพิ่มอีก 1 ราย ผู้เสียชีวิตชื่อนายณรงค์ก้ำ หรือดอน เป็นชาวอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ทางศูนย์ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ทางเพจยังระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยรายล่าสุดนี้มาจากการถูกทำร้ายร่างกายและถูกช็อตด้วยไฟฟ้า โดยพิกัดที่ได้รับแจ้งคือ “บัวลัย” ซึ่งเป็นพิกัดเดียวกับที่สาวพังงาเสียชีวิตก่อนหน้านี้ ทางศูนย์ฯ ยังไม่ทราบว่าร่างของผู้เสียชีวิตอยู่ที่ใด และกำลังเร่งหาข้อมูลจากผู้ที่รู้จักกับผู้เสียชีวิต เพื่อให้ได้ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง

สถานการณ์ หนุ่มไทยดับในปอยเปต ถูกทำร้าย ช็อตไฟฟ้า สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่คนไทยจำนวนมากต้องเผชิญในการเดินทางไปทำงานหรือทำธุรกิจในต่างแดน การขาดการดูแลและความช่วยเหลือที่เพียงพอ ทำให้พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางและอาจตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมได้

หน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองคนไทยในต่างแดนอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดเช่นนี้ขึ้นอีก

ที่มา – สลดหนุ่มไทยดับในกัมพูชา ในเมืองปอยเปต ถูกทำร้ายร่างกาย ช็อตด้วยไฟฟ้า