วัน: 13 ธันวาคม 2025

สลด! เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซีย ทะลุ 1,000 ศพ

ข่าวเศร้าจากอินโดนีเซีย! ยอดผู้เสียชีวิตจาก เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซีย ทะลุ 1,000 ศพ แล้ว ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 200 คน สถานการณ์น่าหดหู่ใจอย่างยิ่ง

เจ้าหน้าที่กู้ภัยของอินโดนีเซียรายงานว่า เหตุการณ์น้ำท่วมและดินถล่มครั้งใหญ่บนเกาะสุมาตรา ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,006 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 5,400 ราย ตัวเลขนี้ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายอับดุล มูฮารี โฆษกสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติของอินโดนีเซีย คาดการณ์ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจาก เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซีย ทะลุ 1,000 ศพ นี้ อาจเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากยังมีผู้สูญหายอีก 217 คน ทางการกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ภัยพิบัติครั้งนี้ เกิดขึ้นจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่ม สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับเกาะสุมาตรา ประชาชนกว่า 1.2 ล้านคนต้องอพยพไปยังที่พักพิงชั่วคราว นับเป็นหนึ่งในภัยพิบัติที่เลวร้ายที่สุดที่เกาะแห่งนี้เคยเผชิญ

ผู้ประสบภัยเริ่มออกมาแสดงความไม่พอใจต่อความล่าช้าในการส่งความช่วยเหลือจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม นายปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ยืนยันว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้น และหลายพื้นที่ที่ถูกตัดขาดสามารถเข้าถึงได้แล้ว

“อาจมีความล่าช้าบ้างในบางพื้นที่ เนื่องจากอุปสรรคทางกายภาพและธรรมชาติ แต่ผมได้ตรวจสอบพื้นที่อพยพทั้งหมดแล้ว สภาพความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัยเป็นไปด้วยดี มีบริการและเสบียงอาหารเพียงพอ” นายปราโบโวกล่าว

โฆษกสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า มีการส่งมอบความช่วยเหลือกว่า 11.7 ตันไปยังเกาะสุมาตรา ทั้งทางทะเล ทางบก และทางอากาศ และทางการกำลังดำเนินการก่อสร้างที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้พลัดถิ่น

มีการประเมินว่าค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติครั้งนี้อาจสูงถึง 51.82 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 27 ล้านล้านบาท) ในขณะที่รัฐบาลอินโดนีเซียยังคงปฏิเสธข้อเสนอความช่วยเหลือจากนานาชาติ

หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของอินโดนีเซียยังคงเตือนว่า สภาพอากาศเลวร้ายจะยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างหนักบนเกาะสุมาตรา ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระมัดระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ล่าสุด: เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซีย ทะลุ 1,000 ศพ

สถานการณ์ เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซีย ทะลุ 1,000 ศพ ยังคงเป็นที่น่ากังวล และความช่วยเหลือยังคงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ประสบภัย

ความท้าทายในการช่วยเหลือเหยื่อน้ำท่วม

การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยยังคงเป็นความท้าทาย เนื่องจากถนนหลายสายถูกตัดขาด และสภาพอากาศยังคงแปรปรวน การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงมือผู้ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

  • การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยที่ยากลำบาก
  • การจัดการที่พักพิงชั่วคราว
  • การป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจแก่ผู้ประสบภัยก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน หลายคนต้องสูญเสียบ้านเรือน คนรัก และทรัพย์สิน การเยียวยาจิตใจเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความเข้าใจ

เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซีย ทะลุ 1,000 ศพ สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติ และความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน การวางแผนป้องกัน การสร้างระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ และการให้ความรู้แก่ประชาชน เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายจากภัยพิบัติในอนาคต

สถานการณ์ในอินโดนีเซียเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของเรา การร่วมมือกันในระดับโลกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องร่วมมือกัน

ที่มา – สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซีย ทะลุ 1,000 ศพแล้ว สูญหายอีก 200 คน

โปรดเกล้าฯ คืนฐานันดรศักดิ์ หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล

ข่าวดีวันนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คืนฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์แก่ “ท่านหญิงศรีสว่างวงศ์ บุญจิตราดุลย์” เป็น “หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล” พร้อมทั้งพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน และเหรียญรัตนาภรณ์ สร้างความปลาบปลื้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญ เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้คืนฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายในกับเหรียญรัตนาภรณ์ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมประกาศว่า ตามที่ หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ เพื่อทำการสมรส และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม พุทธศักราช 2523 นั้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้คืนฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์แก่ ท่านหญิงศรีสว่างวงศ์ บุญจิตราดุลย์ เป็น หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ชั้น ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ กับเหรียญรัตนาภรณ์ ชั้นที่ 3

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม พุทธศักราช 2568

ประกาศ ณ วันที่ 7 ธันวาคม พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

โปรดเกล้าฯ ให้คืนฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ แก่ “หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล”

การได้รับพระราชทานคืนฐานันดรศักดิ์ในครั้งนี้ ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และแสดงให้เห็นถึงพระเมตตาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีต่อหม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล

สำหรับท่านที่ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเป็นมาและพระประวัติของหม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล สามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ อาทิ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือห้องสมุดต่างๆ ที่มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์และราชวงศ์

เหตุการณ์สำคัญนี้เป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงสังคม และเป็นที่น่าชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารราชสำนัก การที่หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ ถือเป็นเกียรติประวัติอันสูงยิ่ง

  • การได้รับคืนฐานันดรศักดิ์
  • การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
  • ความปลาบปลื้มของประชาชน

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณี และการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ

อ่านประกาศฉบับเต็มที่นี่

เชื่อว่าข่าวนี้จะเป็นกำลังใจและเป็นเรื่องราวดีๆ ที่ทำให้หลายคนรู้สึกมีความสุขและภาคภูมิใจในความเป็นไทยมากยิ่งขึ้น

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ให้คืนฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ แก่ “หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล”

ซาลาห์ คืนทีมลิเวอร์พูล บู๊ไบรท์ตัน

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ มีชื่อเป็นตัวสำรองของ ลิเวอร์พูล ในเกมพรีเมียร์ลีกที่พบกับไบรท์ตัน ถือเป็นการกลับมาสู่ทีมหงส์แดงเป็นครั้งแรกของเขา หลังจากที่เจ้าตัวเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่ารู้สึกเหมือนถูกสโมสร “โยนทิ้ง” หลังเกมเสมอ 3-3 กับลีดส์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

อาร์เน สล็อต กุนซือของทีม ส่งรายชื่อผู้เล่นสำรองเพียง 8 คน จากทั้งหมด 9 คน สำหรับเกมวันเสาร์นี้

ก่อนหน้านี้ ซาลาห์ ไม่ได้เดินทางไปอิตาลีกับทีม ในเกมแชมเปียนส์ลีกที่ลิเวอร์พูลบุกไปชนะ อินเตอร์ มิลาน 1-0

ดาวเตะชาวอียิปต์วัย 33 ปี มีกำหนดเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขัน แอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ ในวันจันทร์นี้

ท่ามกลางความสนใจจากสโมสรใน ซาอุดี โปร ลีก ที่ต้องการเซ็นสัญญากับ ซาลาห์ ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่านี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาอยู่ในทีมลิเวอร์พูล

สโมสรในซาอุดีอาระเบียให้ความสนใจในตัว ซาลาห์ มาระยะหนึ่งแล้ว และลิเวอร์พูล ปฏิเสธข้อเสนอ 150 ล้านปอนด์จาก อัล-อิตติฮัด ในช่วงซัมเมอร์ปี 2023

ปัจจุบัน ซาลาห์ ยังเหลือสัญญากับทีมอีก 18 เดือน นับจากที่เขาเซ็นสัญญาฉบับใหม่เมื่อเดือน เมษายน

ซาลาห์ เป็นผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลอันดับ 3 ของ ลิเวอร์พูล ด้วยจำนวน 250 ประตู จาก 420 เกม แต่เขาไม่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงให้กับ ลิเวอร์พูล ติดต่อกัน 5 เกมแล้ว

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซาลาห์ กล่าวว่าเขาได้เชิญครอบครัวมาชมเกมกับไบรท์ตัน โดยเสริมว่า “ผมจะอยู่ที่แอนฟิลด์เพื่อกล่าวคำอำลากับแฟนๆ ก่อนเดินทางไป แอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อผมอยู่ที่นั่น”

ในช่วงต้นสัปดาห์ สล็อต กล่าวว่า “ผมไม่มีความเห็น” ว่า ซาลาห์ ได้ลงเล่นเกมสุดท้ายให้กับสโมสรแล้วหรือไม่

แต่หลังจากที่มีการพูดคุยกันด้วยดีตลอดทั้งสัปดาห์ ซาลาห์ ก็มีชื่ออยู่ในทีมที่จะพบกับไบรท์ตัน

รามี่ อับบาส เอเยนต์ของ ซาลาห์ มีกำหนดจะพูดคุยกับสโมสรขณะที่ ซาลาห์ ปฏิบัติภารกิจในนามทีมชาติที่ แอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์

ซาลาห์ คืนทีมลิเวอร์พูล บู๊ไบรท์ตัน

การกลับมาของ ซาลาห์ คืนทีมลิเวอร์พูล บู๊ไบรท์ตัน สร้างความฮือฮาให้กับแฟนบอลเป็นอย่างมาก หลายคนต่างตั้งคำถามถึงอนาคตของเขาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการย้ายทีมในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะที่จะถึงนี้

ทำไมการกลับมาของ ซาลาห์ คืนทีมลิเวอร์พูล บู๊ไบรท์ตัน ถึงสำคัญ?

การมีชื่อของ ซาลาห์ คืนทีมลิเวอร์พูล บู๊ไบรท์ตัน ในเกมนี้ แสดงให้เห็นว่าเขายังคงเป็นส่วนหนึ่งในแผนการทำทีมของ อาร์เน สล็อต และสยบข่าวลือเรื่องการย้ายทีมที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม การเจรจาสัญญาใหม่ระหว่างเอเยนต์ของเขากับสโมสรยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

  • ความสำคัญของซาลาห์ต่อลิเวอร์พูล: สถิติการทำประตูที่ยอดเยี่ยมและความสามารถในการสร้างสรรค์เกม ทำให้เขาเป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีม
  • อนาคตของซาลาห์กับลิเวอร์พูล: การเจรจาสัญญาใหม่และความสนใจจากสโมสรอื่น ๆ ทำให้สถานการณ์ของเขายังไม่แน่นอน
  • ผลกระทบต่อทีม: การมีอยู่ของซาลาห์ช่วยเพิ่มโอกาสในการทำประตูและความมั่นใจให้กับทีม

แน่นอนว่าการกลับมาของ ซาลาห์ คืนทีมลิเวอร์พูล บู๊ไบรท์ตัน จะเป็นกำลังใจสำคัญให้กับเพื่อนร่วมทีมเเละเเฟนบอลอย่างเเน่นอน เเละจะเป็นเเรงผลักดันให้ทีมทำผลงานได้ดีขึ้น

การตัดสินใจของซาลาห์ในการอยู่กับลิเวอร์พูลต่อไป หรือเลือกที่จะย้ายไปหาความท้าทายใหม่ จะส่งผลกระทบอย่างมากต่ออนาคตของทั้งตัวเขาและสโมสร แฟนบอลทั่วโลกต่างรอคอยที่จะได้เห็นบทสรุปของเรื่องราวนี้

ที่มา – Salah makes Liverpool return against Brighton

กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด จริงหรือ?

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดล่าสุด กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นและผลกระทบจะเป็นอย่างไร

กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด

ตามรายงานจากบีบีซี กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาได้ประกาศปิดชายแดนที่ติดกับประเทศไทยอย่างไม่มีกำหนด โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนยังคงรุนแรง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีข่าวว่าทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะหยุดยิงกันแล้วก็ตาม การปิดชายแดนครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการค้า การท่องเที่ยว และการเดินทางข้ามแดนของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การตัดสินใจ กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่สถานการณ์ชายแดนทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาซึ่งกันและกันว่าเป็นผู้เริ่มการโจมตีก่อน ทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยดีเริ่มสั่นคลอน

เหตุผลเบื้องหลังการปิดชายแดน

กัมพูชาระบุว่าการปิดชายแดนเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันการบานปลายของความขัดแย้ง พวกเขาอ้างว่าฝ่ายไทยได้ส่งเครื่องบินรบเข้ามาโจมตีโรงแรมและสะพานในฝั่งกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวและโต้แย้งว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายยิงจรวดเข้ามาในฝั่งไทยก่อน ทำให้มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ได้กล่าวว่า การหยุดยิงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกัมพูชาถอนกำลังทั้งหมดและเก็บกู้ทุ่นระเบิดออกจากพื้นที่แล้วเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการของไทยที่จะให้กัมพูชาแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา

สถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนว่าชายแดนจะเปิดเมื่อใด ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อเจรจาและหาทางออกโดยสันติ เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ผลกระทบต่อประชาชน

การที่ กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด ส่งผลกระทบอย่างมากต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชาที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ การค้าชายแดนซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของคนในพื้นที่ก็หยุดชะงัก ทำให้หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ การปิดชายแดนยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองประเทศอีกด้วย หากสถานการณ์ยังคงตึงเครียดต่อไป อาจส่งผลเสียต่อความร่วมมือในด้านอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยว การลงทุน และความมั่นคงในภูมิภาค

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งและความรุนแรงไม่เคยนำมาซึ่งผลดีต่อใคร การเจรจาและการประนีประนอมเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืน

นานาชาติต่างเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นและแก้ไขปัญหาโดยสันติ หวังว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะตระหนักถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและร่วมมือกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศ

สถานการณ์ กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี ความร่วมมือและความเข้าใจเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนสำหรับภูมิภาคนี้

ที่มา – กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด อ้างไทยส่งบินรบโจมตีโรงแรม

“ตั๊น จิตภัสร์” เยี่ยมผู้ประสบภัยชายแดนสระแก้ว

ตั๊น จิตภัสร์” ประธาน ทปษ.รมว.ทส. ลงพื้นที่สระแก้ว เยี่ยมผู้ได้รับผลกระทบสถานการณ์ขัดแย้งไทย-กัมพูชา และมอบกำลังใจเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) มอบหมายนางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปธ.ทปษ.รมว.ทส.) และคณะ ร่วมเดินทางลงพื้นที่ภารกิจตรวจราชการจังหวัดสระแก้ว

โดยนางสาวจิตภัสร์ เปิดเผยว่า ตนและคณะได้เดินทางลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติในพื้นที่ตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อร่วมพบปะรับฟังการบรรยายถึงสถานการณ์และผลกระทบในพื้นที่จากเหตุการณ์ปะทะของสถานการณ์จังหวัดชายแดน จากนั้นได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนภายในพื้นที่อุทยานฯ พร้อมทั้งมอบน้ำดื่มและอาหารแห้งให้ผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงการเยี่ยมให้กำลังใจผู้ป่วยติดเตียง และมอบถุงยังชีพเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่ของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ การลงพื้นที่ครั้งนี้ของ “ตั๊น จิตภัสร์” แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและใส่ใจในคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังได้ชมการสาธิตการทำโป่งดินให้สัตว์ป่าในพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติสำคัญ โดยการตรวจราชการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวง ทส. ในการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ควบคู่กับการดูแลพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ชายแดนในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด การสร้างโป่งดินถือเป็นกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในระบบนิเวศ และความพยายามที่จะรักษาสมดุลของธรรมชาติในพื้นที่อุทยานฯ อีกด้วย

“ตั๊น จิตภัสร์” เยี่ยมผู้ได้รับผลกระทบชายแดนสระแก้ว

ภารกิจเยี่ยมผู้ประสบภัยชายแดนของ “ตั๊น จิตภัสร์”

การลงพื้นที่ของนางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการส่งมอบความช่วยเหลือ แต่ยังเป็นการรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น การเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงและการมอบถุงยังชีพ เป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยที่มอบให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นพื้นที่ที่ต้องการความใส่ใจและการดูแลอย่างต่อเนื่อง การที่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่ด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลให้แก่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว

การสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ก็เป็นส่วนสำคัญในการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน เจ้าหน้าที่เหล่านี้ต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ในการปฏิบัติงาน การได้รับกำลังใจและการสนับสนุนจากผู้บริหาร จะช่วยให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่

โดยรวมแล้ว ภารกิจของ “ตั๊น จิตภัสร์” ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลประชาชนในพื้นที่ชายแดน และการให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกเขา การเยี่ยมเยียนและการมอบความช่วยเหลือ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเอื้ออาทรและความห่วงใยที่มีต่อประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ

การพัฒนาพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การสนับสนุนและการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย จะช่วยให้พื้นที่ชายแดนมีความเจริญก้าวหน้าและมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น

หวังว่าการลงพื้นที่และให้ความช่วยเหลือของ “ตั๊น จิตภัสร์” จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่ชายแดนสระแก้วต่อไป

ที่มา – “ตั๊น จิตภัสร์” เยี่ยมผู้ได้รับผลกระทบชายแดนสระแก้ว มอบกำลังใจเจ้าหน้าที่อุทยานฯ

กต. จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยกลับประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) แถลงแสดงความกังวลอย่างยิ่ง กรณีที่กัมพูชาปิดด่านไม่ให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ ชี้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิพลเรือน กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาชี้แจงท่าทีของฝ่ายไทยต่อกรณีที่กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการระงับการดำเนินการ ณ จุดผ่านแดนไทย–กัมพูชา โดยมีใจความสำคัญคือประเทศไทยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการจำกัดการเคลื่อนย้ายของคนไทยซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในกัมพูชา ในขณะที่ฝ่ายไทยได้อำนวยความสะดวกให้พลเมืองกัมพูชาเดินทางออกจากประเทศไทยแล้ว แต่ฝ่ายกัมพูชากลับปฏิเสธไม่เปิดด่านเพื่อให้คนไทยสามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ

นายนิกรเดชกล่าวต่อว่า ประเทศไทยขอย้ำว่า ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และ อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่สี่นั้น พลเรือนมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตลอดเวลา สิทธิของบุคคลซึ่งพำนักอยู่โดยชอบด้วยกฎหมายในรัฐต่างประเทศในการเดินทางออกจากประเทศนั้น อาจถูกจำกัดได้เฉพาะในกรณีที่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย มีความจำเป็น ได้สัดส่วน และไม่เลือกปฏิบัติเท่านั้น ทั้งนี้พลเรือนถือเป็นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ และต้องไม่ถูกปฏิบัติราวกับเป็นคู่ขัดแย้งในสถานการณ์ดังกล่าว

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยย้ำความสำคัญของการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างครบถ้วน ตลอดจนพันธกรณีภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางกงสุล รวมถึงการเข้าถึงทางกงสุลและการคุ้มครองโดยไม่ถูกขัดขวาง ประเทศไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายประกันความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของพลเรือนทุกสัญชาติ และดำเนินการแก้ไขข้อกังวลต่าง ๆ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ

ทำไมกระทรวงต่างประเทศต้องจี้กัมพูชา?

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดคำถามถึงเหตุผลและความจำเป็นในการที่กัมพูชาปิดด่านพรมแดนไม่ให้คนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ ซึ่งกระทรวงต่างประเทศมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับหลักการด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา:

  • สิทธิในการเดินทางกลับประเทศ: บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะเดินทางกลับประเทศของตนเอง การจำกัดสิทธินี้ควรมีเหตุผลที่สมควรและความจำเป็นตามกฎหมาย
  • หลักมนุษยธรรม: การปฏิบัติต่อพลเรือนควรเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
  • กฎหมายระหว่างประเทศ: การกระทำใดๆ ที่กระทบต่อสิทธิของบุคคลควรเป็นไปตามกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

การที่กระทรวงต่างประเทศออกมาแสดงความกังวลและเรียกร้องให้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศนั้น เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อพลเมืองของตนเอง และเป็นการรักษากฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงหลักการด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยยึดมั่น

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การเคารพสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการอยู่ร่วมกันในสังคมโลก และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งควรเป็นไปโดยสันติวิธีและเคารพซึ่งกันและกัน กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ

ที่มา – กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ ชี้กักตัวไว้ผิดอนุสัญญาเจนีวา

ตราด: ชาวบ้านชายแดน เร่งเข้าหลุมหลบภัย

สถานการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่จังหวัดตราดยังคงน่าจับตามอง ล่าสุดมีรายงานว่า ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย หวั่นเกรงว่าจะเกิดการปะทะหนักในช่วงกลางดึก ซ้ำรอยเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อนหน้า ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบผิดปกติ ทำให้ความกังวลในหมู่ประชาชนเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 ทีมข่าวได้ลงสำรวจพื้นที่บริเวณแนวชายแดนในตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด พบว่าบรรยากาศโดยทั่วไปเต็มไปด้วยความตึงเครียด แม้ว่าสถานการณ์ภายนอกจะดูเงียบสงบ แต่ชาวบ้านในพื้นที่ยังคงรู้สึกหวาดกลัวและไม่ไว้วางใจ โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) คอยดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ตรวจตราบุคคลที่เดินทางเข้าออกพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ความหวาดกลัวต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่อาจปะทุขึ้นอีกครั้ง ทำให้ ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับการใช้อาวุธหนักจากฝั่งกัมพูชา ทำให้หลายครอบครัวตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในหลุมหลบภัย เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีสัญญาณของการปะทะเกิดขึ้นก็ตาม

ชาวบ้านรายหนึ่งในพื้นที่เปิดเผยว่า ความเงียบที่เกิดขึ้นในวันนี้กลับสร้างความกังวลใจมากกว่าเดิม เพราะไม่มีใครทราบได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นเมื่อใด หลายคนต้องใช้ชีวิตอยู่ในบังเกอร์มาหลายวันติดต่อกันแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว เพื่อที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติสุขได้อีกครั้ง

ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย

นอกจากความกังวลและความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นแล้ว ชาวบ้านในพื้นที่ยังได้ฝากส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า ขอให้ทุกนายปลอดภัยและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีความเปราะบางและความไม่แน่นอนสูง

สถานการณ์ชายแดนตึงเครียด ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย

สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สิน

การดำเนินชีวิตภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนเช่นนี้ ถือเป็นความยากลำบากอย่างยิ่งสำหรับ ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย พวกเขาต้องเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล และความหวาดกลัวอย่างต่อเนื่อง การได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ควรเร่งให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน รวมถึงให้การสนับสนุนด้านจิตใจ เพื่อบรรเทาความเครียดและความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์นี้คือการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ในขณะที่สถานการณ์ยังคงไม่แน่นอน การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน การดูแลสุขภาพกายและใจ และการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านปลอดภัยและสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติสุขได้โดยเร็ว

ที่มา – ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย หวั่นปะทะหนักกลางดึกซ้ำรอยคืนก่อน

สดุดี! พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ วีรบุรุษชายแดนใต้

สดุดีวีรบุรุษจากชายแดนใต้ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” สละชีพจากเหตุปะทะเดือดบน “เนิน 677” ช่องอานม้า เดินทางไกลกว่าพันกิโลจากบ้านเกิด จ.นราธิวาส เพื่อร่วมปกป้องอธิปไตย สมัครรับใช้ชาติ เพราะอยากแบ่งเบาภาระแม่

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 จากกรณีที่มีรายงานว่า บริเวณเนิน 677 ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและรุนแรงต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้า เนื่องจากฝั่งกัมพูชาพยายามจะเข้ามายึดพื้นที่เนิน 677 ทำให้มีเสียงปืนใหญ่ดังขึ้นหลายนัด โดยทหารปืนใหญ่ ต้องยิงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จนเกิดทหารไทยถูกสะเก็ดระเบิด พลีชีพ 4 นาย บาดเจ็บ 3 นาย ดังที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น (ปะทะหนักที่เนิน 677 ช่องอานม้า ทหารไทยถูกสะเก็ดระเบิด พลีชีพ 4 นาย บาดเจ็บ 3 นาย)

ล่าสุดทางด้านเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส ได้โพสต์ข้อความอาลัยหนึ่งในพลทหารผู้เสียชีวิตลูกหลานชาวนราธิวาส โดยระบุว่า พลอาสา มุสตากีม มาเจ๊ะมะ อายุ 21 ปี ตำแหน่ง พลยิงอาวุธต่อสู้รถถัง สังกัด กองพันจู่โจม ผู้เสียสละชีวิตตน เพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย ขณะปฏิบัติหน้าที่สู้รบ ณ บริเวณเนิน 677 ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

น้องเดินทางไกลกว่าพันกิโลจากบ้านเกิด เพื่อร่วมปฎิบัติหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ร่วมปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่ วีรบุรุษจากชายแดนใต้ สู่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทหารผู้กล้าของไทย

ประวัติของ พลอาสา มุสตากีม มาเจ๊ะมะ อายุ 21 ปี เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2547 บรรจุเข้ารับราชการทหารเมื่อ 1 พ.ย.2566 ในตำแหน่ง พลยิงอาวุธต่อสู้รถถัง สังกัด กองพันจู่โจม มีภูมิลำเนา ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส พลอาสาฯ มุสตากีม ถือเป็นสายเลือดทหารหาญโดยแท้ เพราะมีแม่เป็นทหารหญิง ปัจจุบันรับใช้ชาติอยู่ที่ จังหวัดสระบุรี น้องรักและเป็นห่วงแม่มาก เหตุผลที่สมัครเป็นทหารไปรับใช้ชาติ เพราะอยากแบ่งเบาภาระของแม่

หลับเถิดทหารผู้กล้า เราทุกคนจะจดจำความกล้าหาญและเสียสละของท่านตราบนิรันดร์…

กำหนดการพิธีฝั่งศพ พลอาสา มุสตากีม มาเจ๊ะมะ กำหนดจัด ณ กุโบสะบือรัง (บ้านสุแฆ) ม.3 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส

สดุดีวีรบุรุษจากชายแดนใต้ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” สละชีพบนเนิน 677 ช่องอานม้า

จากเหตุการณ์ความสูญเสียที่เนิน 677 ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ชื่อของ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและการเสียสละเพื่อชาติ เขาคือหนึ่งในทหารหาญที่พลีชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติไทย

พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ: ผู้เสียสละจากชายแดนใต้

เรื่องราวของ พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ เป็นเครื่องเตือนใจให้เรารำลึกถึงความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย แม้จะต้องจากบ้านเกิดที่นราธิวาสมาไกลถึงอุบลราชธานี เขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

  • ความกล้าหาญ: พลฯ มุสตากีม แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับศัตรู
  • ความเสียสละ: เขาได้สละชีวิตของตนเองเพื่อปกป้องประเทศชาติ
  • ความรักชาติ: แรงจูงใจสำคัญในการรับราชการทหารของเขาคือความรักชาติและความต้องการที่จะแบ่งเบาภาระของมารดา

พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ จะอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป ความกล้าหาญและเสียสละของเขาจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องชาติบ้านเมือง และความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่พร้อมจะพลีชีพเพื่อชาติ

การจากไปของ พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ ถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของกองทัพไทยและประเทศชาติ แต่ความเสียสละของเขาจะไม่สูญเปล่า เพราะเขาได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ให้กับประเทศชาติ และชื่อของเขาจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะวีรบุรุษผู้กล้าหาญ

ขอสดุดีวีรกรรมของ พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและเพื่อนฝูงของเขา

ที่มา – สดุดีวีรบุรุษจากชายแดนใต้ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” สละชีพบนเนิน 677 ช่องอานม้า

ฟังรายการ: Off the Ball กับ Erin & Calum

ฟังรายการ Off the Ball: Erin Grieve & Calum Baird

เตรียมตัวพบกับความสนุกและสาระในรายการ ฟังรายการ: Off the Ball กับ Erin Grieve & Calum Baird ที่จะพาคุณไปเจาะลึกทุกประเด็นร้อนในวงการฟุตบอลสกอตแลนด์! พบกับแขกรับเชิญสุดพิเศษ Erin Grieve และ Calum Baird ที่จะมาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และวิเคราะห์เกมแบบไม่มีกั๊ก

ฟังรายการ: Off the Ball กับ Erin Grieve & Calum Baird

รายการ Off the Ball เป็นรายการกีฬาฟุตบอลที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสกอตแลนด์ ด้วยรูปแบบรายการที่เน้นความเป็นกันเอง ตรงไปตรงมา และเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ทำให้รายการนี้ครองใจแฟนบอลชาวสกอตติชมาอย่างยาวนาน ในครั้งนี้ รายการ Off the Ball ได้เชิญ Erin Grieve และ Calum Baird มาร่วมสร้างสีสันและความสนุกสนานให้กับรายการ

สิ่งที่น่าสนใจในรายการ ฟังรายการ: Off the Ball กับ Erin Grieve & Calum Baird

  • การวิเคราะห์เกมฟุตบอลสกอตแลนด์แบบเจาะลึก
  • การสัมภาษณ์แขกรับเชิญสุดพิเศษ Erin Grieve และ Calum Baird
  • การพูดคุยถึงประเด็นร้อนในวงการฟุตบอล
  • ความสนุกสนานและอารมณ์ขันที่เป็นเอกลักษณ์ของรายการ Off the Ball

อย่าพลาดชมรายการ ฟังรายการ: Off the Ball กับ Erin Grieve & Calum Baird ที่จะทำให้คุณได้รับทั้งสาระและความบันเทิงไปพร้อมๆ กัน!

Off the Ball คือรายการที่นำเสนอข่าวสารกีฬาได้อย่างสนุกสนานและตรงไปตรงมา หากคุณเป็นแฟนฟุตบอลตัวยง ห้ามพลาดรายการนี้เด็ดขาด! มาร่วม ฟังรายการ: Off the Ball กับ Erin Grieve & Calum Baird เพื่ออัพเดทข่าวสารล่าสุดและร่วมวิเคราะห์เกมไปพร้อมๆ กัน!

รายการนี้ไม่เพียงแต่จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับฟุตบอลสกอตแลนด์เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้แฟนๆ ได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในรายการอีกด้วย ด้วยการผสมผสานความรู้ ความสนุกสนาน และการมีส่วนร่วมของแฟนๆ ทำให้ Off the Ball เป็นมากกว่ารายการกีฬา แต่เป็นชุมชนของคนรักฟุตบอล

สำหรับใครที่อยาก ฟังรายการ: Off the Ball กับ Erin Grieve & Calum Baird สามารถติดตามรับฟังได้ทางคลื่นวิทยุ BBC Radio Scotland หรือผ่านทางแอปพลิเคชัน BBC Sounds ที่จะทำให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวในวงการฟุตบอลสกอตแลนด์

ที่มา – Listen: Off the Ball with guests Erin Grieve & Calum Baird