วัน: 17 ธันวาคม 2025

พระราชินีทรงนำ! ไทยที่ 1 แข่งเรือใบ 3 วัน

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงนำทัพนักกีฬาเรือใบไทย สร้างผลงานยอดเยี่ยมในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่จัดขึ้น ณ โอเชี่ยนมารีน่า ยอชต์ คลับ พัทยา จังหวัดชลบุรี โดยทรงวางกลยุทธ์และเป็นเนวิเกเตอร์นำทีม พระราชินี ทรงวางกลยุทธ์แข่งเรือใบ 3 วัน จนสามารถขึ้นเป็นอันดับ 1 ของตารางคะแนน และมีโอกาสคว้าเหรียญทองในวันพรุ่งนี้ (18 ธันวาคม)

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 เวลา 09.58 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงแรม Ocean Marina Pattaya เพื่อทรงรับฟังการถวายบรรยายสรุปข้อมูลการแข่งขันเรือใบประจำวัน และทรงร่วมแข่งขันกีฬาเรือใบในวันที่ 3 เพื่อเก็บคะแนนการแข่งขันเรซที่ 6-7 ประเภทเรือคีลโบ๊ท SSL 47

การแข่งขันในวันนี้เป็นการเก็บคะแนนวันที่ 3 ของกีฬาเรือใบ ประเภทเรือคีลโบ๊ท SSL47 โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงนำทีมนักกีฬาเรือใบ ขึ้นเรือใบ SSL47 หมายเลข 6 ลงทำการแข่งขันกลางทะเลอ่าวไทย จำนวน 2 เรซ คือ เรซที่ 6 และ เรซที่ 7 ร่วมกับนักกีฬาจาก 4 ชาติ ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเมียนมา ด้วยพระพักตร์มุ่งมั่น ทรงหวังที่จะนำเหรียญทองเหรียญแรกของกีฬาคีลโบ๊ท ซึ่งเป็นชนิดกีฬาที่เพิ่งถูกบรรจุลงในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 มามอบให้แก่ปวงชนชาวไทย

พระราชินี ทรงวางกลยุทธ์แข่งเรือใบ 3 วัน

ในวันนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงทำหน้าที่สำคัญบนเรือ โดยทรงเป็นนักกลยุทธ์และเนวิเกเตอร์ วางแผนการเล่นให้สอดคล้องกับสภาพคลื่นลมในทะเล การคำนวณทิศทางลมที่แม่นยำ จะช่วยให้ทีมชิงความได้เปรียบและนำเรือเข้าสู่เส้นชัยได้รวดเร็ว

ท่ามกลางสภาพคลื่นลมที่แปรปรวนและกระแสลมที่ไม่แน่นอน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงทำหน้าที่บนเรือได้อย่างดีเยี่ยม ทรงใช้เข็มทิศเพื่อสังเกตและวิเคราะห์ความได้เปรียบเสียเปรียบ วางแผนทิศทางของลม และตัดสินใจนำเรือไปในทิศทางที่ได้เปรียบที่สุด ทรงช่วยสมาชิกในทีมทำหน้าที่ตามสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ทรงช่วยโหนเรืออย่างสุดกำลัง เพื่อรักษาสมดุลของเรือ แสดงให้เห็นถึงทักษะขั้นสูง ทั้งความแข็งแรง ความแม่นยำ และการทำงานเป็นทีมเป็นหนึ่งเดียว เนื่องจากเรือ SSL ไม่มีเชือกกันตกบนเรือเหมือนเรือ TP52 ทุกวินาทีของการโหนเรือจึงเต็มไปด้วยความอันตราย

ความสำเร็จของทีมชาติไทยในการแข่งเรือใบ 3 วัน

ผลการแข่งขันในวันที่ 3 ในเรซที่ 6 ทีมชาติไทยเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 2 ตามหลังมาเลเซียเพียง 17 วินาที แต่ในเรซที่ 7 หลังจากปรับกลยุทธ์ ทีมชาติไทยก็สามารถเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 1 ทำให้ทัพนักกีฬาเรือใบทีมชาติไทย ชนะขาดคู่แข่ง คว้าที่ 1 ด้วยคะแนนเสียเพียง 10 คะแนน ทิ้งห่างอันดับ 2 มาเลเซีย ที่มี 17 คะแนน และอันดับ 3 เมียนมา มี 21 คะแนน ส่งผลให้ทีมชาติไทยคว้าเหรียญทองซีเกมส์เหรียญแรกในประวัติศาสตร์ (อย่างไม่เป็นทางการ) ของการแข่งขันกีฬาเรือใบประเภทเรือคีลโบ๊ท SSL 47

ในวันที่ 18 ธันวาคม เวลา 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเหรียญรางวัลการแข่งขันกีฬาเรือใบ SSL 47 ณ Ocean Marina Yacht Club Pattaya เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่นักกีฬาทุกคน

ประชาชนสามารถร่วมลุ้นและเชียร์ทัพนักกีฬาเรือใบทีมชาติไทยในการแข่งขันเรซที่ 8 ซึ่งเป็นเรซสุดท้าย ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ได้ที่ Youtube ช่อง Star Sailors League

ร่วมส่งกำลังใจให้กับทัพนักกีฬาเรือใบไทยในการแข่งขันรอบสุดท้าย และติดตามข่าวสาร พระราชินี ทรงวางกลยุทธ์แข่งเรือใบ 3 วัน อย่างใกล้ชิด

สรุป: สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงนำทีมนักกีฬาเรือใบไทยสร้างชื่อเสียงในการแข่งขันซีเกมส์ ด้วยพระปรีชาสามารถและกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยม เป็นที่น่าภาคภูมิใจของคนไทย

ที่มา – พระราชินี ทรงวางกลยุทธ์แข่งเรือใบ 3 วัน พาไทยขึ้นอันดับ 1 ของตาราง ชิงเหรียญทองพรุ่งนี้

กรมทรัพย์สินฯ กวาดล้างสินค้าปลอม ยึด 3.3 ล้านชิ้น

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาว่า กรม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ และภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ ปูพรมตรวจจับสินค้าละเมิด ในท้องตลาด ห้างสรรพสินค้า และย่านการค้ายอดนิยมทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ช่วง 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) ปี 68 จับกุมดำเนินคดีได้ 1,132 คดี ยึดของกลาง 3,344,841 ชิ้น ความเสียหายกว่า 1,140 ล้านบาท แบ่งเป็น การบูรณาการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จับกุมได้ 789 คดี ของกลาง 1,820,574 ชิ้น, กรมสอบสวนคดีพิเศษ 7 คดี ของกลาง 952,592 ชิ้น และกรมศุลกากร 336 คดี ของกลาง 571,675 ชิ้น

“เมื่อเปรียบเทียบสถิติช่วงเวลาเดียวกันของปี 67 ที่จับกุมได้ 1,350 คดี ยึดของกลาง 2,756,369 ชิ้น ความเสียหาย 700 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าปี 68 จับกุมดำเนินคดีลดลงกว่า 16.15% แต่มีของกลางเพิ่มมากขึ้น 21.35% และความเสียหายเพิ่มสูงกว่า 63.89% เพราะมุ่งเน้นสกัดกั้นสินค้าละเมิดตั้งแต่แหล่งต้นน้ำ ทั้งที่เป็นแหล่งผลิต แหล่งเก็บ แหล่งกระจายสินค้า โดยของกลางที่คดีถึงที่สุดแล้วทั้งหมด จะถูกทำลายอย่างสิ้นซาก เพื่อปิดตายวงจรสินค้าละเมิด ไม่ให้หมุนเวียนกลับสู่ท้องตลาดได้อีก”

นอกจากนี้ ชุดปฏิบัติการด้านการปราบปรามของกรม ยังร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ลงพื้นที่ปูพรมปราบสินค้าละเมิดทรัพย์ต่อเนื่อง แบ่งเป็น 3 ชุด ได้แก่ ชุดจรยุทธ์ เฝ้าระวังศูนย์การค้าและย่านการค้าสำคัญในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น ศูนย์การค้าเอ็มบีเคเซ็นเตอร์, แพลตินัม, ประตูน้ำ, สำเพ็ง, สีลม, พร้อมพงศ์, สุขุมวิท อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน รวมทั้งกรณีได้รับแจ้งจาก บก.ปอศ. จะเข้าปฏิบัติการทันทีเมื่อมีหมายค้น

2. ชุดระดม ตรวจตราพื้นที่เสี่ยงในต่างจังหวัดทั่วประเทศ ล่าสุดเมื่อวันที่ 10-14 ธ.ค.68 ลงพื้นที่ภาคอีสาน 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา หนองคาย อุดรธานี และขอนแก่น จับกุมผู้กระทำความผิด 5 ราย ตรวจยึดของกลาง 4,505 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 4.6 ล้านบาท เป็นสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า เช่น อะไหล่รถจักรยานยนต์ เสื้อผ้า เคสโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

3. ชุดตรวจสอบและประเมินผล ตรวจสกัดการจำหน่ายสินค้าละเมิด ในพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ (พื้นที่สีแดง) ตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 8 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) สงขลา กระบี่ และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งสามารถขยายผลนำไปสู่การจับกุมและสกัดกั้นสินค้าละเมิดจำนวนมาก โดยสินค้าละเมิดส่วนใหญ่เป็นเครื่องสำอาง อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ และสินค้าแบรนด์เนมปลอม จำพวกเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา แว่นตา และเครื่องประดับ ซึ่งไม่ได้มาตรฐานและอาจก่ออันตรายต่อประชาชน

นางอรมน กล่าวอีกว่า ด้านการขายสินค้าละเมิดผ่านออนไลน์ ที่ผ่านมา ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ 5 แพลตฟอร์มรายใหญ่ ได้แก่ Lazada, Shopee, TikTok Shop, NocNoc และ Nex Gen Commerce ใช้มาตรการ Notice and Takedown ถ้าพบร้านค้าบนแพลตฟอร์มขายสินค้าละเมิด จะแจ้งเตือนไปยังแพลตฟอร์ม และให้ปลดออกจากแพลตฟอร์มทันที ซึ่งระงับการขายสินค้าละเมิดบน 5 แพลตฟอร์มได้ถึง 2,867 รายการ และเตรียมจะลงนาม MOU กับ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ในสัปดาห์นี้

สำหรับบทลงโทษของการจำหน่ายสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้า จำคุกสูงสุด 4 ปี ปรับสูงสุด 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ จำคุกสูงสุด 4 ปี หรือปรับสูงสุด 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ทำการกวาดล้างสินค้าปลอม อย่างจริงจังในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา โดยสามารถยึดของกลางได้ถึง 3.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 1,140 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก แสดงให้เห็นถึงปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทยที่ยังคงมีอยู่มาก

กรมทรัพย์สินฯ กวาดล้างสินค้าปลอม 11 เดือน ยึด 3.3 ล้านชิ้น

จากสถิติที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้รวบรวมมา พบว่าการจับกุมดำเนินคดีกวาดล้างสินค้าปลอม ลดลง แต่ของกลางและมูลค่าความเสียหายกลับเพิ่มสูงขึ้น แสดงให้เห็นถึงการปรับกลยุทธ์ของผู้กระทำความผิดที่มุ่งเน้นการผลิตและจำหน่ายสินค้าละเมิดที่มีมูลค่าสูงขึ้น

มาตรการในการกวาดล้างสินค้าปลอม

กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อกวาดล้างสินค้าปลอม อย่างเข้มงวด ทั้งการลงพื้นที่ตรวจตรา การร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และการใช้มาตรการทางกฎหมาย

  • ชุดปฏิบัติการจรยุทธ์: เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
  • ชุดระดม: ตรวจตราพื้นที่เสี่ยงในต่างจังหวัดทั่วประเทศ
  • ชุดตรวจสอบและประเมินผล: ตรวจสกัดการจำหน่ายสินค้าละเมิดในพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ

นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่ เพื่อระงับการขายสินค้าละเมิดบนแพลตฟอร์ม

การกวาดล้างสินค้าละเมิดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จะช่วยปกป้องสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา และสร้างความเป็นธรรมทางการค้า ส่งเสริมการลงทุน และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

หากพบเห็นการจำหน่ายสินค้าปลอมหรือสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันปราบปรามและป้องกันการกระทำความผิดต่อไป

ที่มา – กรมทรัพย์สินฯ กวาดล้างสินค้าปลอม 11 เดือน ยึด 3.3 ล้านชิ้น เสียหายทะลุ 1,140 ล้าน

“ธรรมนัส” รับมี นักการเมืองเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไม่ขายฝัน

“ธรรมนัส” รับมีนักการเมืองผู้ใหญ่มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคกล้าธรรม ส่วนจะเป็นเบอร์ 1 เองหรือไม่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน แย้มมีบ้านใหญ่รอพาเหรดเข้าพรรคอีก ลั่นให้ดูที่ผลงาน นโยบายหาเสียงไม่ขายฝัน

เมื่อเวลา 15.35 น. วันที่ 17 ธันวาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ที่พรรค ถึงการวางผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ว่า ตอนนี้วางตัวได้ประมาณ 85% แล้ว โดยเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม กลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีความพร้อมได้มาเปิดตัวแล้ว จากนี้จะมีการทยอยเปิดตัว ขณะที่จะเปิดตัวได้ทั้งหมดเมื่อไหร่นั้น เนื่องจากตอนนี้ตนยังไม่ได้คุยกับคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ซึ่งจะได้มีการหารือกันถึงการเปิดตัว ส่วนกรณี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ระบุ ร.อ.ธรรมนัส เป็นแคนดิเดตนายกฯอันดับ 1 นั้น นางนฤมลพูดไปก่อน เดี๋ยวก็ต้องมานั่งคุยกัน ทำตามระบบพรรค

ผู้สื่อข่าวถามต่อ สมาชิกพรรคกล้าธรรมส่วนใหญ่เห็นว่า ร.อ.ธรรมนัส เหมาะสมที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ร.อ.ธรรมนัส เผยว่า ยังมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่ยังไม่เป็นข่าวจะเข้ามาอีกหลายคน ต้องรอกันก่อน ส่วนคำถามอีกว่าเป็นคนนอก-เป็นนักธุรกิจ ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับคนปัจจุบันนี้ เดี๋ยวเขาก็เข้ามา เมื่อถามย้ำ หมายความว่าไม่ต้องเป็นสมาชิกพรรค อาจจะเป็นนักธุรกิจหรือคนดัง พอเปิดตัวแล้วเป็นที่รู้จักของสังคมใช่หรือไม่ มีความชำนาญด้านใด ร.อ.ธรรมนัส เผยว่า “ก็เป็นนักการเมืองอยู่”

สำหรับกรณีกลุ่มวาดะห์จะเข้ามาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมนั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่ามีการพูดคุยกัน ในคำถามว่าคาดหวังที่จะปักธงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ทุกพรรคก็คาดหวังที่จะปักธงให้ได้ ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าตอนนี้พรรคกล้าธรรมคึกคัก มีอดีต สส. ไหลเข้ามาจำนวนมาก ตั้งเป้าในการเลือกตั้งครั้งนี้เท่าใด ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า เดี๋ยวตนขอดูรายชื่อจากคณะกรรมการสรรหาก่อน ขณะที่เมื่อถามถึงการจัดลำดับ สส.บัญชีรายชื่อ ร.อ.ธรรมนัส จะเป็นลำดับที่ 1 เลยหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส บอกว่า “เดี๋ยวดูอีกที”

ทางด้านคำถามว่าอดีต สส.พรรคเพื่อไทยก้อนใหญ่จะเริ่มเข้ามาเมื่อไหร่ ร.อ.ธรรมนัส เผยว่า กำลังคุยกันอยู่ ยังมีเวลาเหลืออยู่ ส่วนกรณีนางนฤมล ระบุจะมีกลุ่มบ้านใหญ่เข้ามาอีกนั้น ยอมรับว่าจะมีเข้ามาอีก แต่ว่าใครจะออกจากที่ไหนมา ตนก็มีมารยาทที่จะต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่องก่อน เมื่อถามย้ำว่าหากมาแล้วจะไม่ทับกันใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ย้ำว่า เราต้องแก้ปัญหาให้จบก่อน จะได้ไม่ต้องมาแก้ปัญหากันทีหลัง

ก่อนหน้านี้พรรคกล้าธรรมเหมือนตกเป็นเป้า มองว่ากระแสพรรครอบนี้จะสามารถสู้กับพรรคอื่นได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบประเด็นนี้ว่า “ก็อย่างที่เห็น เราเป็นพรรคทำงาน ไม่ต้องพูดมาก ต้องดูผลงาน กล้าพูดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าแม้จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ได้ไม่กี่เดือน ก็อย่างที่เห็นว่าผมทำงานอย่างไร” เมื่อถามย้ำพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เดี๋ยวต้องคุยกันก่อน

ในช่วงท้ายกับคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งครบทั้ง 400 เขตใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่าส่งครบทั้ง 400 เขต ส่วนวันรับสมัครรับเลือกตั้ง 27 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการบริหารพรรคจะพาผู้สมัครไปสมัคร นำโดยหัวหน้าพรรคกล้าธรรมและตน สำหรับเวทีหาเสียงนั้น เราจะไปทุกที่ แต่จะเป็นที่ใดที่แรกต้องวางยุทธศาสตร์ เพราะแต่ละคนก็ต้องช่วยกันปราศรัย ขณะที่เรื่องนโยบายที่ใช้หาเสียง เราอย่าไปขายฝัน เพราะถ้าขายฝันแล้วทำไม่ได้ก็เสียของ ส่วนสโลแกน ชื่อพรรคก็ชัดอยู่แล้วว่ากล้าทำ ขณะที่สโลแกนอื่นๆ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค กำลังคิดอยู่.

“ธรรมนัส” รับมี นักการเมืองเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไม่ขายฝัน

ธรรมนัสแย้ม! พรรคกล้าธรรมมีแคนดิเดตนายกฯ

การเปิดเผยของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่น่าสนใจถึงทิศทางและอนาคตของพรรคกล้าธรรมในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า การมีนักการเมืองผู้ใหญ่เข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกฯนั้น จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและความน่าเชื่อถือให้กับพรรคได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป

ที่มา – “ธรรมนัส” รับ มีนักการเมืองผู้ใหญ่มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ลั่น นโยบายหาเสียงไม่ขายฝัน

อว. สธ. จับมือ! ตรวจคัดกรองโรคปอดฟรีด้วย AI

อว. ผนึกกำลัง สธ. และ จ.พระนครศรีอยุธยา จัดโครงการ One Day Service นำ AI Chest X-Ray ตรวจคัดกรองโรคปอดฟรี รวดเร็วและแม่นยำเพื่อบริการประชาชน ยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง-เท่าเทียม

17 ธ.ค.68 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดกิจกรรมการขยายผลนวัตกรรม ตรวจคัดกรองโรคปอดฟรีด้วย AI Chest X-Ray เพื่อคนไทยสุขภาพดี

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า กิจกรรม “การขยายผลนวัตกรรม ตรวจคัดกรองโรคปอดฟรีด้วย AI Chest X-Ray เพื่อคนไทยสุขภาพดี” เป็นความร่วมมือของหลายภาคส่วนภายใต้โครงการ One Day Service (ODS) เพื่อนำองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมจากห้องแล็บสู่การให้บริการจริงในพื้นที่ ช่วยดูแล ป้องกัน และรักษาโรคแก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญคือการใช้นวัตกรรม AI-assisted Chest X-Ray ในการคัดกรองโรคปอดได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดภาระบุคลากรทางการแพทย์ และยกระดับระบบสาธารณสุขโดยรวม ควบคู่กับการให้บริการสุขภาพแบบครบวงจร ทั้งกาย ใจ และการคัดกรองโรคสำคัญ สะท้อนแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวด้วยว่า กระทรวง อว. มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และจะเดินหน้าสนับสนุนงานวิจัยด้านการแพทย์และสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ภายในงานมีการให้บริการตรวจสุขภาพแก่ประชาชนผู้เข้าร่วมงาน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายทุกรายการ อาทิ การตรวจเอกซเรย์ปอดด้วยระบบ AI – CXR (Mobile AI Screening) พร้อมพบแพทย์เพื่อประเมินผลและให้คำปรึกษา การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งลำไส้ใหญ่ การตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบชนิด B และ C การตรวจคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิต รวมถึงการแจกถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทั้งนี้ มีประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงให้ความสนใจและเข้ารับบริการตรวจสุขภาพดังกล่าวเป็นจำนวนมาก.

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

อว. สธ. ร่วมมือตรวจคัดกรองโรคปอดฟรีด้วย AI

ทำไมต้องตรวจคัดกรองโรคปอดฟรีด้วย AI?

โครงการนี้เป็นความร่วมมือที่สำคัญระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น การใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจคัดกรองโรคปอด ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศไทย

การตรวจด้วย AI Chest X-Ray มีข้อดีหลายประการ ประการแรกคือ ความรวดเร็วในการประมวลผล ทำให้สามารถทราบผลตรวจได้ในเวลาอันสั้น ประการที่สองคือ ความแม่นยำในการวิเคราะห์ภาพ ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดในการวินิจฉัยโรค และประการสุดท้ายคือ ความสามารถในการตรวจคัดกรองโรคในวงกว้าง ทำให้สามารถตรวจหาผู้ป่วยได้จำนวนมากในเวลาที่จำกัด

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเป็นการบูรณาการความรู้และนวัตกรรมจากห้องปฏิบัติการวิจัย สู่การนำไปใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

การที่ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองโรคปอดฟรีได้นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันและควบคุมโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษ และผู้สูงอายุ การตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้น จะช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดความรุนแรงของโรคได้

สำหรับผู้ที่สนใจเข้ารับบริการตรวจคัดกรองโรคปอดฟรีด้วย AI Chest X-Ray สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ หรือจากเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข การเข้ารับการตรวจคัดกรอง ถือเป็นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยให้ท่านมีสุขภาพที่ดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของตนเอง

ที่มา – อว. ผนึก สธ. นำนวัตกรรม AI Chest X-Ray ตรวจคัดกรองโรคปอดฟรี เพื่อคนไทยสุขภาพดี

พี่จ่าเริง เผย “ผมทำสำเร็จแล้ว” ก่อนเสียชีวิต

พี่สาวของจ่าสิบเอก สำเริง คลังประโคน ทหารผู้เสียสละชีพ เปิดเผยประโยคสุดภูมิใจจากน้องชายผู้กล้าว่า “ผมทำสำเร็จแล้ว” ในการยึดปราสาทตาควาย ก่อนที่จะเสียชีวิตที่เนิน 350 เธอยังเล่าถึงความโหดร้ายของสนามรบจริงที่แตกต่างจากข่าวสารที่ได้รับ

จากสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 มีรายงานยืนยันการเสียชีวิตของทหารไทยเพิ่มอีก 2 นาย บนสมรภูมิเนิน 350 จากการปะทะกับทหารกัมพูชาขณะเข้ายึดคืนพื้นที่อธิปไตยของไทย หนึ่งในนั้นคือ จ่าสิบเอก สำเริง คลังประโคน และพลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา สังกัด ร.23/3 ขณะนี้ยังไม่สามารถนำร่างออกจากพื้นที่ได้เนื่องจากการปะทะยังคงดำเนินต่อไป ทำให้ยอดรวมทหารไทยที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนครั้งนี้เพิ่มขึ้นเป็น 19 นาย

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านของ จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน ทหารกล้าชาวอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่าครอบครัวกำลังเตรียมสถานที่จัดงานศพ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่และพี่สาวที่ยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียเสาหลักของครอบครัว

นางอุ่น คลังประโคน อายุ 79 ปี มารดาของ พี่จ่าเริง เปิดเผยด้วยน้ำตาว่า ระหว่างการสู้รบ ลูกชายเป็นห่วงความปลอดภัยของแม่ จึงขอให้ไปพักอยู่ที่วัดก่อน และบอกว่าจะกลับมาหาแม่เร็ว ๆ แต่สถานการณ์การรบยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นจนได้รับข่าวร้าย

แม้หัวใจจะแตกสลาย แต่ผู้เป็นแม่กล่าวด้วยความภูมิใจว่า “แม่เสียใจมาก แต่ก็ภูมิใจที่ลูกได้ทำหน้าที่ของทหาร ปกป้องผืนแผ่นดินไทย แม้ในนาทีสุดท้ายของชีวิต”

นางสาวชงโค คลังประโคน อายุ 48 ปี พี่สาวของจ่าเริง กล่าวว่า น้องชายสมัครเป็นทหารด้วยความสมัครใจ โดยตั้งใจอยากรับใช้ชาติในพื้นที่เสี่ยง

ครั้งสุดท้ายที่น้องชายโทรมาแจ้งว่า “ผมทำสำเร็จแล้ว” ยึดปราสาทตาควายได้แล้ว เป้าหมายต่อไปคือเนิน 350 น้องชายยังเล่าว่าสถานการณ์การรบจริงโหดร้ายกว่าในข่าว แต่ไม่กลัวและจะทำให้ดีที่สุด

ครั้งนี้ถือว่าน้องชายได้ทำหน้าที่สมบูรณ์ที่สุดแล้ว พร้อมกล่าวทั้งน้ำตาว่าอยากให้การสูญเสียครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย “ไม่อยากให้มีศพใครเพิ่มอีก ความสูญเสียแบบนี้ไม่มีอะไรชดเชยได้เลย สภาพจิตใจครอบครัวแย่มาก ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกนายปลอดภัย และผ่านเหตุการณ์นี้ไปให้ได้” นางสาวชงโค กล่าว

พี่จ่าเริง เผย “ผมทำสำเร็จแล้ว”

ความกล้าหาญของพี่จ่าเริง

เรื่องราวของ พี่จ่าเริง เป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงความเสียสละและความกล้าหาญของทหารไทยที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ การสูญเสียครั้งนี้เป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของครอบครัวและประเทศชาติ แต่ความภาคภูมิใจในวีรกรรมของ พี่จ่าเริง จะยังคงอยู่ตลอดไป

การเสียสละของ พี่จ่าเริง ในสมรภูมิชายแดนเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาความสงบและความมั่นคงของชาติไทย เราควรระลึกถึงคุณงามความดีของเหล่าทหารกล้าที่เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินนี้ และร่วมกันส่งกำลังใจให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสีย

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องกระตุ้นให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียที่ไม่จำเป็น และสร้างสันติสุขที่ยั่งยืนในภูมิภาค

ที่มา – พี่จ่าเริง เผยประโยคสุดภูมิใจ “ผมทำสำเร็จแล้ว” ยึดตาควายได้ ก่อนพลีชีพที่เนิน 350

กกต.แจกใบเหลือง “วัฒนา ช่างเหลา” เลือกตั้งใหม่?

กกต.ขอนแก่นเตรียมส่งคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ภายใน 30 วัน หลังมติ กกต.กลาง สั่งให้มีการเลือกตั้ง นายก อบจ.ขอนแก่น ใหม่ เหตุพบการกระทำความผิดของผู้ให้การสนับสนุน ผอ.กกต.ขอนแก่น เผย แม้ กกต.จะยกคำร้องนายกฯ แต่เมื่อศาลประทับรับฟ้องแล้วต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 17 ธ.ค. 2568 ที่สำนักงาน กกต.จ.ขอนแก่น นายวัชระ สีสาร ผอ.กกต.ขอนแก่น เปิดเผยว่า ขณะนี้ กกต.กลาง อยู่ในขั้นตอนของการทำคำวินิจฉัย ภายหลังจากที่มติ กกต.กลาง ได้แจ้งมายัง กกต.ขอนแก่น ได้ทราบว่าถึงผลการพิจารณาตามคำร้องเลขที่ ลต(ขก)003/147 ลงวันที่ 24 ธ.ค. 2567 จากการร้องเรียนเอาผิดนายวัฒนา ช่างเหลา ผู้สมัครรับการเลือกตั้ง นายก อบจ.ขอนแก่น ผู้ถูกร้องที่ 1 และนายสมศักดิ์ ทองจันทร์ฮาด ผู้ถูกร้องที่ 2 ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.เลือกตั้งสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มาตรา 65(1) ซึ่ง กกต.กลางได้มีมติยกคำร้อง นายวัฒนา ช่างเหลา และให้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพื่อสั่งให้มีการเลือกตั้ง นายก อบจ.ขอนแก่น ใหม่ และให้ดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องที่ 2 ซึ่งขั้นตอนของการส่งคำร้องต่อศาลนั้นจะแล้วเสร็จภายใน 30 วัน ซึ่งเมื่อศาลประทับคำฟ้องตามคำร้องของ กกต.ดังกล่าว ก็จะมีผลต่อการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของ นายก อบจ.ขอนแก่น และฝ่ายบริหารฯ ทันที

“แม้ กกต.กลางจะมีมติยกคำร้องนายวัฒนา ซึ่งแสดงให้เห็นว่านายวัฒนา ไม่มีความผิดจากข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่การกระทำผิดของผู้ถูกร้องที่ 2 นั้นอาจจะเป็นการกระทำที่ทำให้การเลือกตั้ง นายก อบจ.นั้นไม่ชอบธรรม เอื้อประโยชน์ หรือมีส่วนได้ส่วนเสียในการเลือกตั้ง จึงได้ขอให้ศาลได้วินิจฉัยและดำเนินการตามคำร้องที่ กกต.ส่งสำนวนดังกล่าว และเมื่อศาลประทับรับฟ้อง นายวัฒนาและทีมผู้บริหาร อบจ.ขอนแก่น จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที โดยปลัด อบจ.ขอนแก่น จะรักษาการฯจนกว่าคดีความจะแล้วเสร็จ ซึ่งผลจะออกมาเป็นไปในรูปแบบใดนั้น อยู่ที่การพิจารณาคดีของศาล ตามพยานหลักฐานที่ กกต.จะประกอบสำนวนคดีทั้งหมด”

นายวัชระ กล่าวต่อว่า สำหรับคำวินิจฉัยฉบับสมบูรณ์ตามมติ กกต.กลาง ที่ยกคำร้องนายวัฒนา และดำเนินคดีกับนายสมศักดิ์ นั้น จะส่งถึงผู้ร้อง, ผู้ถูกร้องและเผยแพร่ต่อสาธารณชนในฉบับสมบูรณ์ทั้งหมดภายใน 60 วัน ดังนั้นในระยะนี้อยู่ในขั้นตอนของการทำสำนวนสั่งฟ้องตามห้วงเวลาและรายละเอียดต่าง ๆ ในชั้นศาล ส่วนคำวินิจฉัยของศาล จะออกมาในรูปแบบใดนั้นเชื่อมั่นว่าทุกฝ่ายจะน้อมรับคำตัดสินของศาลเป็นสำคัญ

กกต.แจกใบเหลือง “วัฒนา ช่างเหลา” ยื่นศาลสั่งเลือกตั้งใหม่ นายก อบจ.ขอนแก่น

เรื่องราวการกกต.แจกใบเหลือง “วัฒนา ช่างเหลา” ยื่นศาลสั่งเลือกตั้งใหม่ นายก อบจ.ขอนแก่น กำลังเป็นที่จับตามองของประชาชนชาวขอนแก่นเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีผลกระทบต่อการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่นโดยตรง หากศาลมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่จริง จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทีมบริหารและนโยบายต่างๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่

ผลจากการที่ กกต. กลางมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพื่อสั่งให้มีการเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่นใหม่นั้น ทำให้นายวัฒนา ช่างเหลา ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีเมื่อศาลรับคำฟ้อง ซึ่งสถานการณ์นี้สร้างความไม่แน่นอนในการบริหารงานของ อบจ. ขอนแก่น และอาจส่งผลกระทบต่อโครงการต่างๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่

ความคืบหน้าล่าสุดกรณี กกต.แจกใบเหลือง “วัฒนา ช่างเหลา”

ขณะนี้ กกต.ขอนแก่นกำลังดำเนินการส่งคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ภายใน 30 วัน และเมื่อศาลประทับรับฟ้อง นายวัฒนา ช่างเหลา จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที โดยปลัด อบจ.ขอนแก่น จะเป็นผู้รักษาการแทนจนกว่าคดีจะสิ้นสุด

การที่ กกต.กลางมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลนั้น เกิดจากพบการกระทำความผิดของผู้ให้การสนับสนุนนายวัฒนา ช่างเหลา ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม

สถานการณ์กกต.แจกใบเหลือง “วัฒนา ช่างเหลา” ยื่นศาลสั่งเลือกตั้งใหม่ นายก อบจ.ขอนแก่น นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะผลการตัดสินของศาลจะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของนายวัฒนา ช่างเหลา และการบริหารงานของ อบจ.ขอนแก่น

การพิจารณาคดีของศาลจะขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ กกต.นำเสนอ และคำวินิจฉัยของศาลจะเป็นที่สิ้นสุด ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องน้อมรับคำตัดสินนั้น

ในระหว่างที่รอคำตัดสินของศาล การบริหารงานของ อบจ.ขอนแก่น จะเป็นไปในลักษณะใด และจะมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป

สถานการณ์กกต.แจกใบเหลือง “วัฒนา ช่างเหลา” ยื่นศาลสั่งเลือกตั้งใหม่ นายก อบจ.ขอนแก่น นี้สอนให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงความรับผิดชอบของผู้สมัครและผู้สนับสนุนในการปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมและสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – กกต.แจกใบเหลือง “วัฒนา ช่างเหลา” ยื่นศาลสั่งเลือกตั้งใหม่ นายก อบจ.ขอนแก่น

อนุทินดัน “สีหศักดิ์” นั่งแคนดิเดตนายกฯ จริงหรือ?

จากกรณีที่สื่อมวลชนได้สอบถามถึงความเป็นไปได้ที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จะได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ต้องออกมาแสดงท่าทีต่อเรื่องนี้ โดยการจับมือนายสีหศักดิ์ชูขึ้น ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน ประเด็นนี้จึงกลายเป็นที่จับตาว่า นายสีหศักดิ์ จะมีโอกาสเป็น “สีหศักดิ์” นั่งแคนดิเดตนายกฯ จริงหรือไม่

ในช่วงแรก นายสีหศักดิ์ได้กล่าวถึงการเดินทางมายังพรรคภูมิใจไทยว่า เป็นการมาถ่ายรูปเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลงสมัคร สส. ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบเขต นอกจากนี้ ยังระบุว่า พรรคมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว 2 คน และตนเองไม่ได้เป็นคนที่ 3 อย่างที่สื่อได้สอบถาม

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่จะเป็นแผนสำรอง หากมีผู้ถอนตัว นายสีหศักดิ์ตอบว่า ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น และผู้ที่พรรคมีอยู่แล้วก็มีความเหมาะสมดีอยู่แล้ว พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ถูกทาบทามให้ลงสมัคร สส. หรือเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด

เมื่อถามถึงความสนใจในเส้นทางการเมือง นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ไม่ได้สนใจ แต่ต้องการทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้ดีที่สุด ส่วนโอกาสที่จะได้ดำรงตำแหน่งเดิมหากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลนั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม

ถึงแม้จะไม่สนใจงานด้านการเมืองโดยตรง แต่นายสีหศักดิ์ก็ยอมรับว่า ปัจจุบันได้เข้ามาช่วยเหลือรัฐบาลในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นงานที่ถนัด แต่การเมืองจริงๆ อาจจะไม่ถนัดเท่าไหร่นัก

ขณะที่นายสีหศักดิ์กำลังให้สัมภาษณ์อยู่นั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เดินทางมาถึงพรรคภูมิใจไทย เพื่อเข้าร่วมประชุมว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถามถึงความเป็นไปได้ในการทาบทามนายสีหศักดิ์เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นายอนุทินไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง แต่ได้จับมือนายสีหศักดิ์ชูขึ้น ก่อนจะจูงมือเข้าไปในพรรค พร้อมกล่าวว่า จะขึ้นไปคุยงานข้างบน

เพื่อคลายความสงสัย ผู้สื่อข่าวได้ถามย้ำว่า นายสีหศักดิ์เป็นแผนสำรองตามที่นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวไว้หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า นายสีหศักดิ์สามารถเป็นสำรองของใครก็ได้ พร้อมยืนยันว่า พรรคไม่มีแผนสำรอง มีแต่แผนหลักเท่านั้น

อนุทินดัน “สีหศักดิ์” นั่งแคนดิเดตนายกฯ จริงหรือ?

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวยังคงพยายามสอบถามถึงโอกาสที่นายสีหศักดิ์จะได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่นายอนุทินไม่ได้ให้คำตอบ เพียงแต่ยิ้มให้กับสื่อมวลชนและเดินขึ้นไปยังชั้นบนของที่ทำการพรรคทันที

### ความเป็นไปได้ที่ “สีหศักดิ์” นั่งแคนดิเดตนายกฯ

ถึงแม้ว่านายอนุทินจะไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน แต่การกระทำของเขา ทั้งการจับมือนายสีหศักดิ์ชูขึ้น และการกล่าวว่าไม่มีแผนสำรอง มีแต่แผนหลัก ก็อาจตีความได้ว่า พรรคภูมิใจไทยกำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการเสนอชื่อนายสีหศักดิ์เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ทั้งความเหมาะสมของตัวบุคคล สถานการณ์ทางการเมือง และการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารพรรค

การแสดงออกของนายอนุทินในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่เขามีต่อนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ถึงแม้ว่านายสีหศักดิ์จะไม่ได้แสดงความสนใจในงานการเมืองโดยตรง แต่ด้วยประสบการณ์และความสามารถในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่น่าจับตามองในแวดวงการเมือง

การที่นายอนุทินแสดงท่าทีสนับสนุน “สีหศักดิ์” นั่งแคนดิเดตนายกฯ นี้ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความต้องการที่จะขยายฐานเสียง และดึงดูดผู้สนับสนุนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่อาจมองว่านายสีหศักดิ์เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และมีความเข้าใจในประเด็นปัญหาระดับนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจที่จะเสนอชื่อนายสีหศักดิ์เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทย

การที่พรรคภูมิใจไทยมีตัวเลือกที่หลากหลายเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในการแข่งขันทางการเมือง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคภูมิใจไทยสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอ การจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงทิศทางและแนวโน้มทางการเมืองได้ดียิ่งขึ้น

การที่อนุทินชูมือ “สีหศักดิ์” หลังถูกถามเรื่อง “สีหศักดิ์” นั่งแคนดิเดตนายกฯ นั้น เป็นเพียงแค่การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ หรือเป็นสัญญาณที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง? เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้

ที่มา – “อนุทิน” ชูมือ “สีหศักดิ์”หลังสื่อถามทาบทามนั่งแคนดิเดตนายกฯ

รฟท. ผุดตึกใหม่ ก.คมนาคม บางซื่อ ปี 69

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมเดินหน้าโครงการพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์บริเวณ “สถานีกลางบางซื่อ” โดยมีแผนนำร่องในปี 2569 ด้วยการพัฒนาพื้นที่แปลง E เป็นโซนแรก โครงการนี้ทุ่มงบประมาณกว่า 4,500 ล้านบาทเพื่อสร้าง MOT Smart Building หรือ อาคารกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ คาดการณ์ว่าจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี และมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ โดยกล่าวว่า รฟท. ได้อนุมัติให้บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (อทส.) หรือ SRTA เช่าที่ดินจำนวน 10 แปลงใหญ่ทั่วประเทศ ที่มีมูลค่าทรัพย์สินมากกว่า 500 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อนำมาบริหารจัดการเชิงพาณิชย์และสร้างรายได้ให้กับ รฟท.

เป้าหมายหลักของการพัฒนาคือผลประโยชน์ที่ รฟท. จะได้รับต้องไม่น้อยกว่าผลประโยชน์เดิมที่เคยได้รับ ซึ่งเบื้องต้นที่ดินทั้ง 10 แปลงนี้ มีมูลค่าทรัพย์สินรวม (ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง) ตามราคาประเมินของธนารักษ์กว่า 27,500 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถพัฒนาสร้างรายได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท โดยประกอบไปด้วย:

  1. พื้นที่บางซื่อ แปลง E1 (ที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่) ขนาดพื้นที่ประมาณ 21 ไร่ 0 งาน 33.6 ตรว.
  2. บริเวณสามเหลี่ยมย่านพหลโยธิน (เซ็นทรัลลาดพร้าว) ขนาดพื้นที่รวม (ตามขอบเขตใช้ประโยชน์จริง) ประมาณ 46 ไร่ 2 งาน 73.31 ตารางวา
  3. บริเวณย่านพหลโยธิน (ตลาดซันเดย์) (มิกซ์ จตุจักร) ขนาดพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ 2 งาน 31.9 ตารางวา
  4. โรงแรมที่บริเวณย่านมักกะสัน ซอยเพชรบุรี 31 (ซอยจารุรัตน์) ขนาดพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา
  5. บริเวณย่านพหลโยธิน (แปลงหัวมุม อตก.) ขนาดพื้นที่ประมาณ 6 ไร่ 0 งาน 84.3 ตารางวา
  6. บริเวณสถานีศิลาอาสน์ ขนาดพื้นที่ประมาณ 257 ไร่ 0 งาน 73.3 ตารางวา
  7. สนามกอล์ฟหัวหิน และโรงแรมกอล์ฟอินหัวหิน ขนาดพื้นที่ประมาณ 558 ไร่ 2 งาน 60.2 ตารางวา
  8. บริเวณสถานีหาดใหญ่ แปลง B ขนาดพื้นที่ประมาณ 13 ไร่ 2 งาน 49 ตารางวา
  9. บริเวณสถานีแม่น้ำ ขนาดพื้นที่ประมาณ 220 ไร่ 3 งาน 41 ตารางวา
  10. บริเวณแนวเส้นทางสายบางซื่อ – คลองตัน (พื้นที่ RCA โครงการ 3–4–5) ขนาดพื้นที่ประมาณ 80 ไร่ 0 งาน 66 ตารางวา

นายอนันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ดินทั้ง 10 แปลงใหญ่ที่ได้รับการอนุมัติให้ SRTA ดำเนินการนั้น ขณะนี้ SRTA กำลังจัดทำแผนพัฒนาภาพรวมทั้งหมด แต่ยังไม่ได้นำเสนอต่อกระทรวงคมนาคมและ รฟท. อย่างไรก็ตาม มีแผนเบื้องต้นที่จะพัฒนาแปลงแรกที่มีความพร้อมก่อน นั่นคือ ที่ดินย่านสถานีกลางบางซื่อ ส่วนของที่ดินแปลง E ซึ่งจะถูกพัฒนาเป็นอาคารกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ ภายใต้แนวคิด MOT Smart Building โดยปัจจุบันได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว และมีแผนจะเริ่มพัฒนาในปีงบประมาณ 2569

“ที่ดินแปลง E จะเป็นที่ดินแปลงใหญ่แปลงแรกที่จะได้รับการพัฒนาในแผนพัฒนาที่ดินย่านสถานีกลางบางซื่อ เนื่องด้วยปัจจุบันพื้นที่มีความพร้อม และจะพัฒนาเป็นที่ตั้งของกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ โดยกระทรวงฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณในปี 2569 ดังนั้นในปีหน้าจะเริ่มดำเนินการทันที ส่วนแปลงอื่นๆ ก็จะต้องรอดูแผนภาพรวมของ SRTA” นายอนันต์กล่าว

สำหรับที่ดินแปลง E ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของแปลงพัฒนาย่านสถานีกลางบางซื่อ ติดกับที่ดินเอกชน ทางทิศตะวันออกติดกับสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ทางทิศใต้ติดกับสำนักงานใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และทางทิศตะวันตกติดกับคลองเปรมประชากร โดยมีพื้นที่ทั้งหมด 138 ไร่

มีความชัดเจนแล้วว่าจะพัฒนาพื้นที่แปลง E1 เป็นอาคารกระทรวงคมนาคม ภายใต้แนวคิด MOT Smart Building ซึ่งจะเป็นอาคารประหยัดพลังงาน รองรับเจ้าหน้าที่และข้าราชการไม่น้อยกว่า 1,200 คน มีพื้นที่ใช้สอยหลักและทางเดินส่วนสำนักงานประมาณ 156,000 ตารางเมตร มีพื้นที่ส่วนกลาง 30,000 ตารางเมตร และพื้นที่จอดรถยนต์ 62,000 ตารางเมตร รองรับรถยนต์ได้ 1,550 คัน

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2569 ถึง 2571 ด้วยวงเงินรวม 4,500 ล้านบาท

กระทรวงคมนาคมจะใช้งบประมาณนี้ในการก่อสร้างอาคารที่ทำการสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคมทดแทนอาคารเดิมที่ตั้งอยู่บนถนนราชดำเนินนอก เนื่องจากอาคารเดิมมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่สวยงามและควรอนุรักษ์ไว้ เพื่อให้สอดคล้องกับถนนสายวัฒนธรรมราชดำเนินนอก จึงไม่เหมาะสมที่จะต่อเติม ขยาย หรือทุบเพื่อสร้างอาคารใหม่

ตามแผนงาน กระทรวงคมนาคมคาดว่าจะเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2569 และก่อสร้างโครงการรฟท. ผุดตึกใหม่ ก.คมนาคม บางซื่อ ปี 69 ทันที โดยจะอยู่ในพื้นที่ย่านสถานีกลางบางซื่อ ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมในอนาคต คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปีแล้วเสร็จ และสามารถย้ายสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคมไปยังพื้นที่ใหม่ได้ราวปี 2571

รฟท. ผุดตึกใหม่ ก.คมนาคม บางซื่อ ปี 69

ทำไมต้องสร้างตึกใหม่ ก.คมนาคม ที่บางซื่อในปี 69?

เหตุผลหลักในการสร้างตึกใหม่ของกระทรวงคมนาคมในพื้นที่สถานีกลางบางซื่อ คือ การพัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางคมนาคมที่ทันสมัยและครบวงจร การรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้ในพื้นที่เดียวกันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน

โครงการ รฟท. ผุดตึกใหม่ ก.คมนาคม บางซื่อ ปี 69 นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังเป็นการลงทุนในอนาคตของระบบคมนาคมของประเทศ การมีอาคารที่ทันสมัยและตอบโจทย์การใช้งาน จะช่วยให้กระทรวงคมนาคมสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการขยายตัวของภาคคมนาคมในอนาคตได้เป็นอย่างดี

การตัดสินใจของ รฟท. ในการพัฒนาที่ดินบริเวณสถานีกลางบางซื่อและสร้างอาคารกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ในปี 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศไทย โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างอาคารที่ทันสมัย แต่ยังเป็นการสร้างศูนย์กลางคมนาคมที่เชื่อมต่อการเดินทางทุกรูปแบบ และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว

โครงการรฟท. ผุดตึกใหม่ ก.คมนาคม บางซื่อ ปี 69 นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าจับตามอง และคาดว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการคมนาคมของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มา – รฟท. ลุยพัฒนาที่ดินย่านบางซื่อ นำร่องปี 69 สร้าง “ตึก ก.คมนาคม” แห่งใหม่

สถานการณ์ เนิน 350 ปะทะกันหนัก ยังนำร่างออกมาไม่ได้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด กองทัพไทยรายงานว่าการปะทะบริเวณเนิน 350 ปะทะกันหนัก และยังไม่สามารถนำร่างทหารกล้า 2 นายที่เสียชีวิตออกมาได้ พร้อมยืนยันว่าไม่มีทหารไทยถูกจับกุม กระทรวงการต่างประเทศย้ำ 3 ข้อเรียกร้องหยุดยิง หลังนานาชาติแสดงความเป็นห่วง

เนิน 350 ปะทะกันหนัก: สถานการณ์ล่าสุด

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ว่า สถานการณ์ตามแนวชายแดนยังคงมีการปะทะอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงอาวุธหนักเข้ามายังฝั่งไทย โดยเฉพาะบริเวณช่องอานม้า กองทัพไทยได้ทำการตอบโต้และป้องกันการรุกรานได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม กัมพูชายังคงโจมตีบริเวณเนิน 350 ปะทะกันหนัก ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้กับปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรักษ์ จังหวัดสุรินทร์ ทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 2 นาย แต่ยังสามารถรักษาพื้นที่ไว้ได้

ในส่วนของพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว กองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 ได้ทำการตอบโต้การยิงอาวุธหนักจากฝ่ายกัมพูชา และสามารถผลักดันฝ่ายตรงข้ามออกไปได้ นอกจากนี้ แม้ว่าจังหวัดตราดจะยกเลิกเคอร์ฟิวแล้ว แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงยิงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง กองทัพเรือยังคงรับมือกับการรุกรานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความยากลำบากในการยึดคืนเนิน 350

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก อธิบายเพิ่มเติมถึงความยากลำบากในการยึดคืนพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนิน 350 ปะทะกันหนัก เนื่องจากเป็นพื้นที่สูงและฝ่ายกัมพูชาได้ยึดครองและสร้างเป็นที่มั่นที่แข็งแกร่ง การยึดเนิน 350 จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการยึดปราสาทตาควายกลับคืนมา สถานการณ์การสู้รบในบริเวณนั้นยังคงรุนแรงและต่อเนื่อง ส่งผลให้ทหารไทยเสียชีวิต 2 นาย กองทัพภาคที่ 2 กำลังตรวจสอบและพยายามนำร่างของผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่

พร้อมกันนี้ ได้ปฏิเสธรายงานข่าวเรื่องทหารไทยถูกจับกุม และยืนยันว่าการปฏิบัติการของไทยเป็นการป้องกันตนเองจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา หากกัมพูชายังคงโจมตีเข้ามา ไทยก็จำเป็นต้องป้องกันตนเองและยึดคืนพื้นที่ที่เป็นอธิปไตยของตนเอง

นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนวาระพิเศษในวันที่ 22 ธันวาคม ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยจะได้ชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและเน้นย้ำความต้องการสันติภาพและความมั่นคงของไทย

นางมาระตี ยังกล่าวถึง 3 เงื่อนไขการหยุดยิงที่ไทยต้องการจากกัมพูชา ได้แก่ 1) กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อนในฐานะผู้รุกราน 2) การหยุดยิงต้องเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง และ 3) กัมพูชาต้องแสดงความจริงใจในการร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด ทั้งนี้ จุดยืนดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการประชุมอาเซียน แต่เป็นคำตอบสำหรับประเทศสมาชิกที่สอบถามถึงสถานการณ์

สถานการณ์ชายแดนที่เนิน 350 ปะทะกันหนักยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืนเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องการ แต่ความมั่นคงและอธิปไตยของชาติก็ไม่อาจละเลยได้

ที่มา – เนิน 350 ปะทะกันหนัก ยังนำร่าง 2 ทหารพลีชีพออกมาไม่ได้ ยันไม่มีทหารไทยถูกจับกุม