วัน: 17 ธันวาคม 2025

7 เทรนด์สี 2026

7 เทรนด์สี 2026 จาก CEA เฉดสีสดใส-เอิร์ธโทน-สีธรรมชาติมาแรง!

เป็นประจำทุกปีที่ “สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์” (องค์การมหาชน) หรือ CEA จะออก E-book “เจาะเทรนด์โลก” ปีนี้มาในซีรีส์ “เจาะเทรนด์โลก TREND 2026: MAZE OF ECHOES เสียงสะท้อนจากอดีตและปัจจุบัน กำลังก่อรูปอนาคตใหม่ อัดแน่นด้วยเรื่องราวเจาะลึก หนึ่งในนั้นคือ เทรนด์สีแห่งปี 2026 ที่สื่อถึงปีแห่งการเปลี่ยนทิศทางใหม่ ประกอบด้วย 7 กลุ่มสีที่สะท้อนถึงการผสมผสานความกล้า ความผ่อนคลาย และความรู้สึกเงียบสงบ

1. สีชมพูพีชเฉด Peach Powder

  • เฉดสีตัวแทนของความโรแมนติก ความอ่อนหวาน
  • สะท้อนความกล้าในการเป็นตัวเองของผู้หญิงยุคใหม่ และจิตวิญญาณที่สนุกสนาน
  • กระตุ้นความคิด ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ และน่าติดตาม
  • หนึ่งในวงการที่นำเฉดสีนี้ไปใช้ เช่น แบรนด์แฟชั่น
7 เทรนด์สี 2026

2. สีฟ้าอมเทาเฉด Clear Sky

  • กลุ่มสีพาสเทลที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เงียบสงบ ให้ความอบอุ่น แต่ล้ำสมัย
  • สะท้อนถึงการเป็นนักสำรวจผู้ปรารถนาที่จะค้นพบ
  • ช่วยเติมเต็มจิตใจ และเข้าใจโลกใบนี้มากขึ้น
  • เป็นเฉดสีที่เหมาะทั้งชายและหญิง ใช้ได้หลายฤดูกาล
  • สามารถปรับใช้กับวัสดุรีไซเคิล ของตกแต่ง เครื่องใช้ภายในบ้าน-เฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งการออกแบบแฟชั่น โดยใช้คู่กับวัสดุหลายประเภท เช่น ผ้ากำมะหยี่, พื้นผิวแบบเมทัลลิก
7 เทรนด์สี 2026

7 เทรนด์สี 2026 ผสานความกล้า-ความผ่อนคลาย ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงใหม่

3. สีม่วงดอกฟูเชียเฉด Fuchsia Red

  • เฉดสีที่อยู่ระหว่างสีชมพูและสีม่วง
  • สะท้อนทัศนคติที่ก้าวหน้าและท้าทายต่อขนมเดิม ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน วุ่นวาย วิตกกังวล
  • ให้ความรู้สึกตื่นเต้น และจุดประกายความคิดสร้างสรรค์เหนือจริงในโลกยุค AI
  • สำหรับธุรกิจ/แบรนด์ หรือการสื่อสารที่ต้องการเชื่อมโยงระหว่างโลกจริง และโลกเสมือน เฉดสี Fuchsia Red ช่วยให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
7 เทรนด์สี 2026

4. สีส้มสดใสเฉด Tangelo

  • เฉดสีที่ได้แรงบันดาลใจจากสไตล์ Art Deco ในช่วงทศวรรษ 1920 และ 1930 ที่ผสมผสานเอกลักษณ์จากวัฒนธรรมที่หลากหลายเข้าด้วยกัน
  • ปี 2026 เฉดสี Tangelo เป็นตัวแทนของขุมพลังความสุข ที่ให้รู้สึกมีพลัง และกระตุ้นแรงบันดาลใจ
  • นอกจากเป็นเฉดสีที่ในอดีตนิยมใช้ออกแบบเครื่องประดับ งานตกแต่งภายใน สถาปัตยกรรมแล้ว ปัจจุบันยังใช้กับสิ่งทอและแฟชั่นด้วยเช่นกัน
7 เทรนด์สี 2026

5. สีเขียวโลกสวยเฉด Vivid Green

  • ใช้แทนประสบการณ์วัยเยาว์ ชวนให้หวนนึกถึงความสนุกในอดีต สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านช่วงเวลาของชีวิต
  • เป็นเฉดสีที่เหมาะกับหน้าร้อน
  • สามารถนำไปปรับใช้ได้หลากหลาย เช่น เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่ง และงานสถาปัตยกรรม
7 เทรนด์สี 2026

6. สีน้ำตาลคลาสสิกเฉด Bitter Chocolate

  • น้ำตาลอมแดงสะท้อนสไตล์วินเทจ ให้ความหรูหรา คลาสสิก ชวนหวนคิดถึงยุคเรโทรในอดีต
  • เป็นเฉดสีตัวแทนงานคราฟต์ เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้คนมาหลายยุคสมัย
  • ตัวอย่างสินค้าที่ใช้เฉดสีนี้ เช่น แฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้าน ให้ความหรูหราและคลาสสิกเหนือกาลเวลา
7 เทรนด์สี 2026

7. สีเทาเข้มเรียบง่ายเฉด Asphalt

  • เฉดเทาเข้มอมเขียว สะท้อนความเรียบง่าย คลาสสิก ให้ความรู้สึกลึกลับ เงียบสงบ
  • เป็นเฉดที่ส่งเสริมพื้นผิววัสดุให้เงางาม หรือแมตต์อย่างร่วมสมัย
  • สามารถปรับใช้กับการออกแบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ Gadget เช่น สมาร์ทโฟน และวงการสถาปัตยกรรมอย่างการออกแบบอาคารที่ทำให้เห็นโครงเหล็ก หรือโครงสร้างตึก ช่วยเพิ่มความคลาสสิก และเรียบง่ายเป็นอย่างดี
7 เทรนด์สี 2026

ชมเลย! ดอกนางพญาเสือโคร่ง ภูลมโล บานเร็วกว่าทุกปี

เตรียมตัวชมความงาม! ดอกนางพญาเสือโคร่ง บนยอดเขาภูลมโลปีนี้บานเร็วกว่าทุกปี ตอนนี้บานแล้ว 40% คาดว่าจะบานเต็มพื้นที่ 100% กลายเป็น “หุบเขาสีชมพู” สุดอลังการในช่วงปลายเดือนธันวาคมต่อเนื่องยาวไปถึงเดือนมกราคม 2569 เลยทีเดียว

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 มีรายงานข่าวว่า ดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “ซากุระเมืองไทย” บนยอดเขาภูลมโล ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก เริ่มเบ่งบานสะพรั่งแล้วประมาณ 40% จากพื้นที่ปลูกกว่า 1,200 ไร่ ทำให้ภูเขาทั้งลูกกลายเป็นสีชมพูสดใส ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นที่กำลังดี คาดการณ์ว่าจะบานเต็มพื้นที่ 100% เปลี่ยนภูลมโลให้กลายเป็น “หุบเขาสีชมพู” สุดโรแมนติกในช่วงปลายเดือนธันวาคมต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมกราคมปีหน้า

เจ้าหน้าที่อุทยานฯ เปิดเผยว่า ปีนี้ ดอกนางพญาเสือโคร่ง ออกดอกเร็วกว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นและอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นนางพญาเสือโคร่งผลัดใบและแทงช่อดอกเร็วกว่ากำหนด ตอนนี้หลายพื้นที่เริ่มเห็นช่อดอกตูมสีชมพูจำนวนมาก และบางต้นก็เริ่มบานให้ชมกันแล้ว คาดว่าจะทยอยบานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ นักท่องเที่ยวจะได้ชมความสวยงามของดอกนางพญาเสือโคร่งได้อย่างเต็มที่แน่นอน

ภูลมโล ถือเป็นไฮไลท์สำคัญของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในจังหวัดพิษณุโลก และเป็นแหล่งชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่บนรอยต่อของ 3 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก เลย และเพชรบูรณ์ โดยมียอดเขาสูงสุดจากระดับน้ำทะเลถึง 1,542 เมตร เริ่มมีการปลูกต้นนางพญาเสือโคร่งอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่เสื่อมโทรมและเป็นป่าต้นน้ำ ทำให้ปัจจุบันมีต้นนางพญาเสือโคร่งหลายหมื่นต้น กระจายอยู่ทั้งหมด 7 แปลงใหญ่

จุดชม ดอกนางพญาเสือโคร่ง ยอดนิยมบนภูลมโล มีอยู่ 3 จุดหลักๆ ด้วยกัน:

  • จุด “คอกวัว” ซึ่งสามารถมองเห็นทัศนียภาพของดอกนางพญาเสือโคร่งปกคลุมทั่วเนินเขา
  • จุด “ก้อนหินใหญ่” ที่มีก้อนหินขนาดใหญ่เป็นฉากหลังคู่กับทุ่งดอกสีชมพู เหมาะสำหรับการถ่ายรูปสวยๆ
  • จุด “ภูขี้เถ้า” ซึ่งมีแปลงดอกนางพญาเสือโคร่งเรียงต่อกัน 3–4 แปลง ให้เลือกชมและถ่ายภาพได้หลากหลายมุม

ถ้าปีนี้ดอกนางพญาเสือโคร่งบานพร้อมกันทั้งภูเขา ก็จะกลายเป็นภูเขาสีชมพูที่สวยงามตระการตาอย่างแน่นอน

สำหรับการเดินทาง นักท่องเที่ยวสามารถใช้เส้นทางหมายเลข 12 (พิษณุโลก–หล่มสัก) ไปจนถึงสามแยกบ้านแยง จากนั้นเดินทางต่อเข้าทางหลวงหมายเลข 2013 มุ่งหน้าสู่อำเภอนครไทย แล้วเลี้ยวขวาที่บ้านหนองกะท้าวเข้าสู่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า รวมระยะทางประมาณ 134 กิโลเมตร สิ่งสำคัญคือ หากอุทยานฯ ประกาศเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวแล้ว จะไม่อนุญาตให้นำรถยนต์ส่วนตัวขึ้นภูลมโลเพื่อความปลอดภัย นักท่องเที่ยวจะต้องใช้บริการรถของชุมชนบ้านร่องกล้าเท่านั้น สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบ้านร่องกล้า โทร. 096-020 0992 และ 081-596 5977 หรือทางเพจของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

ดอกนางพญาเสือโคร่ง ภูลมโล บานเร็วกว่าทุกปี

ทำไมปีนี้ดอกนางพญาเสือโคร่งภูลมโลถึงบานเร็วกว่าปกติ?

อย่างที่ทราบกันดีว่าปีนี้อากาศหนาวเย็นกว่าทุกปี ทำให้การผลัดใบเเละออกดอกของ ดอกนางพญาเสือโคร่ง เร็วกว่าปกติ ท่านใดที่อยากชมความงามของดอกไม้สีชมพูนี้ อย่ารอช้า รีบวางแผนเเล้วไปชมกันได้เลย!

เตรียมกล้องให้พร้อม แล้วไปสัมผัสความสวยงามของ ดอกนางพญาเสือโคร่ง ที่ภูลมโลกัน! อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลการเดินทางและข้อกำหนดของอุทยานฯ ก่อนเดินทางเพื่อความสะดวกและปลอดภัยนะคะ

ที่มา – บานแล้ว “ดอกนางพญาเสือโคร่ง” บนยอดเขาภูลมโลผลิดอกเร็วกว่าทุกปี

กกต.เตือน! ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

กกต. ยืนยันความพร้อมจัดทำประชามติ ควบคู่ไปกับการลงคะแนนเลือกตั้งทั่วประเทศ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เตือนพรรคการเมืองว่าสามารถหาเสียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนเวทีประชามติต้องห้ามการหาเสียง หากไม่ระมัดระวังอาจเสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดทำประชามติว่า รัฐบาลได้ส่งหนังสือมายัง กกต. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม เรื่องการขอให้ กกต. จัดทำประชามติ ตามมาตรา 15 ของพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติ 2564 โดยมีรายละเอียดสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ เหตุผลความจำเป็น สาระสำคัญของเรื่องที่จะทำประชามติ และงบประมาณตามกฎหมายที่กำหนด เพื่อให้ กกต. เตรียมเอกสารที่จะส่งให้กับประชาชน

ทั้งนี้ กระบวนการประชามติยังไม่เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ 100% และต้องรออีก 15 วัน ตามที่กฎหมายกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศวันออกเสียงประชามติ ซึ่งคาดว่าจะตรงกับวันเลือกตั้งที่ 8 กุมภาพันธ์ กกต. ได้ให้ข้อมูลกับรัฐบาลไปแล้วว่าสามารถจัดประชามติในวันเดียวกับการเลือกตั้งได้ กกต. มีความพร้อม แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาล

เลขาธิการ กกต. ยังได้อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งและการรณรงค์การออกเสียงประชามติ การหาเสียงคือการที่พรรคการเมืองหาคะแนนนิยมเพื่อให้ประชาชนเลือกผู้สมัครหรือพรรคของตนเอง แต่การทำประชามติคือการให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสาระสำคัญของประเด็นที่จะทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนพิจารณาว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หน่วยงานที่ให้ กกต. จัดทำประชามติ ได้ส่งข้อมูลมาเพื่อให้ กกต. เผยแพร่ให้กับประชาชนตามมาตรา 15 และจะมีการจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

นายแสวง กล่าวย้ำว่า การหาเสียงเป็นการเสนอแนวทางและนโยบายของพรรค แต่เวทีประชามติคือเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาของประเด็นที่จะทำประชามติ ไม่ใช่เวทีหาเสียง ข้อมูลที่ส่งมาตามมาตรา 15 ต้องเป็นกลาง และ กกต. จะต้องจัดเวทีแสดงความคิดเห็นให้มีความทัดเทียมกันทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

เมื่อถามถึงกรณีที่ผู้สมัคร สส. หรือตัวแทนพรรคการเมืองสามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ นายแสวงอธิบายว่าข้อมูลที่รัฐบาลส่งมา หรือข้อมูลที่สภาจัดทำ จะต้องไม่ชี้นำ แต่จะต้องให้ข้อมูลที่เป็นกลางเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของประเด็นประชามติ ตามมาตรา 15 ในขณะที่การให้ข้อมูลกับประชาชน ฝ่ายที่เห็นชอบก็จะให้ข้อมูลโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นด้วย ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะให้ข้อมูลโน้มน้าวไปในอีกทางหนึ่ง

ดังนั้น ในส่วนของการทำประชามติ จะมี 2 ส่วน คือ ส่วนของข้อมูลและส่วนของความคิดเห็น ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติสากล ในการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัคร สส. สามารถนำประเด็นประชามติไปใช้ในการหาเสียงได้ แต่หากเป็นเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำประชามติ กสทช. จะดูแลสื่อของรัฐและสื่อเอกชนให้แสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน และสำนักงาน กกต. จะทำความเข้าใจเรื่องนี้กับสื่อมวลชนและประชาชนไปพร้อมกัน

เมื่อถามว่า ในเวทีปราศรัยหาเสียง พรรคการเมืองสามารถบอกได้หรือไม่ว่าประชาชนควรจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับการทำประชามติ นายแสวง กล่าวว่า พรรคสามารถบอกได้ว่านโยบายของพรรคเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถือว่าเป็นการหาเสียง แต่ในเวทีประชามติ ผู้ที่พูดจะต้องไม่ใช่พรรคการเมือง แต่เป็นตัวแทนของฝ่ายที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับประเด็นประชามติ

หากพรรคการเมืองต้องการแสดงความคิดเห็นในเวทีประชามติ จะต้องลงทะเบียนเป็นฝ่ายเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายที่แตกต่างกัน ดังนั้น การหาเสียงของพรรคจึงทำได้เพียงการเสนอว่า พรรคมีนโยบายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ หากล้ำเส้นก็จะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย

“ผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องระมัดระวัง และต้องพิจารณาว่าขณะที่พูด กำลังอยู่ในเวทีกรอบกฎหมายเลือกตั้ง หรืออยู่ในเวทีกรอบการทำประชามติ” นายแสวง กล่าวย้ำ

เลขาธิการ กกต. ยังกล่าวถึงกรณี ครม. เตรียมหารือเรื่องคำถามที่จะใช้ในการทำประชามติว่า กกต. ขอเวลาพิจารณารายละเอียดในหนังสือที่ ครม. ส่งมาก่อน แต่โดยหลักกฎหมายแล้ว อำนาจในการกำหนดคำถามเป็นของหน่วยงานที่ส่งเรื่องมาให้ทำประชามติ ไม่ใช่ กกต.

ส่วนงบประมาณในการจัดทำประชามติ หากไม่รวมกับการจัดการเลือกตั้ง จะใช้งบประมาณใกล้เคียงกับการเลือกตั้ง เนื่องจากมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 53 ล้านคน หากแยกกันทำจะต้องใช้งบประมาณประมาณหมื่นล้านบาท แต่หากจัดพร้อมกัน จะใช้งบประมาณประมาณ 8 พันล้านบาท

กกต.เตือน! ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

สิ่งที่ผู้สมัคร สส. ต้องระวังเกี่ยวกับการแสดงความเห็นต่อประชามติ

จากคำเตือนของ กกต. นี้ ผู้สมัคร สส. และพรรคการเมืองควรระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจเข้าข่ายชี้นำประชาชนและผิดกฎหมายเลือกตั้ง การทำความเข้าใจข้อกำหนดและขอบเขตที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – กกต.เตือนผู้สมัคร สส. ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย

การตัดสินใจครั้งสำคัญของนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่ประกาศ“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย สร้างความฮือฮาในวงการการเมือง เธอให้เหตุผลว่าการทำหน้าที่รัฐมนตรีตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้เธอรู้สึกมีพลังและต้องการที่จะลงชิงตำแหน่งผู้แทนประชาชนอย่างเต็มตัว

“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการตัดสินใจลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีนั้นมีผู้สมัครเต็มจำนวนแล้ว การขยับมาลงในระบบบัญชีรายชื่อจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้

สิ่งที่น่าสนใจคือความรู้สึกของนางสาวซาบีดาต่อการก้าวเข้าสู่บทบาทสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มตัว เธอกล่าวว่า “จากการที่ได้ทำงานเพื่อประชาชนเกือบ 1 ปี มีพลังในการที่จะเป็นตัวแทนของประชาชน และคิดว่าน่าจะไปต่อได้” คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อส่วนรวม

แรงสนับสนุนและคำแนะนำจากคุณพ่อ ชาดา ไทยเศรษฐ์

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ย่อมหนีไม่พ้นที่จะกล่าวถึงคุณพ่อของเธอ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี ผู้มากประสบการณ์ในเวทีการเมือง เมื่อถูกถามถึงคำแนะนำที่คุณพ่อมอบให้ นางสาวซาบีดาตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “เรียนตามตรงว่าพ่อไม่ได้บอกอะไร บอกเพียงว่าต้องมีผลงาน” คำพูดสั้นๆ แต่มีความหมายนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เธอตั้งใจทำงานและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์

สิ่งที่นางสาวซาบีดาได้สั่งสมมาตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จะเป็นแรงผลักดันให้เธอประสบความสำเร็จในการเป็นผู้แทนราษฎรหรือไม่ เธอกล่าวว่า “เป็นความตั้งใจมากกว่า ส่วนผลตอบรับจะเป็นอย่างไรอยู่ที่ประชาชน ต้องทำให้ดีที่สุดในทุกๆ วัน” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเต็มความสามารถ

การตัดสินใจของ“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทยในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางการเมืองของเธอ การได้รับโอกาสในการทำงานเพื่อประชาชนตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้เธอมีความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น และพร้อมที่จะนำประสบการณ์เหล่านั้นมาใช้ในการทำงานในฐานะผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม การลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อย่อมมีความท้าทาย เนื่องจากต้องอาศัยคะแนนเสียงจากทั่วประเทศ การสร้างความน่าเชื่อถือและการทำให้ประชาชนเห็นถึงความตั้งใจจริงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การทำงานร่วมกับสมาชิกพรรคคนอื่นๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการร่วมมือกันจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การที่“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในศักยภาพของตนเองและความเชื่อมั่นในพรรคภูมิใจไทย การตัดสินใจครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเมืองที่ยาวไกล และอาจนำพาเธอไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในอนาคตก็เป็นได้

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ถือเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง ด้วยความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ และความมุ่งมั่นตั้งใจ เธออาจเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่เธอได้รับแรงสนับสนุนจากคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพ่อ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ซึ่งเป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง การมีที่ปรึกษาที่ดีเช่นนี้ จะช่วยให้เธอสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ ไปได้อย่างราบรื่น

การที่“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าในวงการการเมืองไทย การมีนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีความสามารถและมุ่งมั่นตั้งใจ จะช่วยสร้างความหวังและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ดังนั้น การตัดสินใจของนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าติดตามและให้กำลังใจอย่างยิ่ง หวังว่าเธอจะสามารถทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรได้อย่างเต็มความสามารถและสร้างประโยชน์สุขให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย​ ทำหน้าที่รัฐมนตรี 1 ปี รู้สึกมีพลังลงชิงผู้แทนประชาชน

ดร.เชน พร้อมร่วมงานทุกพรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯ

“ดร.เชน ยศชนัน” แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ลั่นพร้อมเป็นนายกฯ บอกร่วมงานได้หมดทั้งพรรคส้มและน้ำเงิน อยู่ที่นโยบาย และประชาชนเห็นควร ไม่กลัวชะตากรรมซ้ำรอยคนตระกูลชินวัตร

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ ดร.เชน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ โดยนายยศชนัน ถูกถามว่า การมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคเพื่อไทย ภรรยาห้ามหรือไม่ นายยศชนัน บอกว่า เมื่อเราตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ภรรยาก็ไม่ห้าม แต่พร้อมสนับสนุนกัน

เมื่อถูกถามถึงกรณีชะตากรรมคนในตระกูลชินวัตรที่ผ่าน ไม่ว่าจะเป็น นายทักษิณ ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กลัวหรือไม่ นายยศชนัน บอกว่า ไม่กลัว ตั้งแต่ก้าวออกมาจากการเป็นอาชีพนักบริหาร นักวิจัย ก็พร้อม ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ก็พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำคือความมั่นใจว่าเราสามารถทำนโยบายได้ภายใต้กรอบกฎหมาย เมื่อถูกถามย้ำว่าชะตากรรมอาจจะเป็นแบบนั้น นายยศชนัน บอกว่า เรื่องชะตากรรมเรากำหนดได้ ส่วนตัวยอมรับว่าทุกคนกังวล แต่เรากำลังทำสิ่งที่เรารู้ เราใช้เวลากับเรื่องโยบายเยอะพอสมควร ย้ำว่า วันนี้ทุกคนเป็นห่วง แต่เราอยากทำจริงๆ ถ้าเราไม่ได้ทำ ก็จะไม่ได้เห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย พร้อมยอมรับว่าการเป็นชินวัตรได้เปรียบ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีใครมาครอบงำ เพราะตนเองพยายามสื่อสารออกไปว่า เรามีความคิดเป็นของตัวเอง

ช่วงหนึ่งถูกถามว่าก่อนหน้านี้ได้เจอกับนายทักษิณบ่อยไหม นายยศชนัน บอกว่า ไม่ค่อยบ่อย ส่วนการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี วันนี้พร้อมใช่หรือไม่หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสนอชื่อให้นายยศชนันเป็นนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน ยืนยันว่า พร้อม

ส่วนกรณีที่ตอนนี้คนมองว่าพรรคเพื่อไทยอยู่ในยุคตกต่ำ มีเลือดไหลออก นายยศชนัน บอกว่า ตนเองภูมิใจที่ได้เข้ามาในจุดนี้ เพื่อพยายามสานต่อสิ่งที่เคยทำ และไม่หนักใจ เพราะทุกช่วงของชีวิต หากจะทำอะไรบางอย่าง ต้องทำตอนนี้ คนมองว่าเป็นช่วงที่พรรคเพื่อไทยตกต่ำ แต่ตนมองว่า เป็นช่วงที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงได้

เมื่อถามว่ามองคู่แข่งทางการเมือง อย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อย่างไร นายยศชนัน บอกว่า ทุกคนหวังดีกับประเทศ ครั้งนี้ลองมองไปข้างหน้า ทุกคนมาช่วยประเทศให้ยืนได้ก่อน เพราะถ้าประเทศไม่เปลี่ยน แย่แน่ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยพร้อมนำการเปลี่ยนแปลง

เมื่อถูกถามว่าการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในยุคนี้ จะมีภาพของนายทักษิณ น.ส.แพทองธาร ติดตัวไปด้วย นายยศชนันไม่ปฏิเสธ ไม่ปิดบัง แต่ย้ำว่าหากได้รับความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์จากคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา ทำไมจะไม่ทำ

ส่วนประเด็นคลิปเสียงอังเคิล ที่คนยังติดใจและอาจมีผลต่อการหาเสียงเลือกตั้ง นายยศชนัน บอกว่า เราพยายามทำเพื่อรักษาอธิปไตยและเพื่อประชาชน วันนี้ถ้าพรรคเพื่อไทยยังอยู่ เราก็ยังยึดหลักรักษาอธิปไตย ตอบโต้อย่างได้สัดส่วน และการทูตกับการทหารต้องไปควบคู่กัน

นายยศชนัน ย้ำว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกตั้ง ตนเองจะเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อถูกถามว่าคู่แข่งสำคัญคือพรรคประชาชน นายยศชนัน บอกว่า ไม่ใช่คู่แข่ง ทุกคนต้องทำงานร่วมกัน เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่าตัดสินใจจับมือกับพรรคประชาชนแล้วใช่หรือไม่ นายยศชนัน บอกว่าไม่ได้พูดแบบนั้น แต่การที่จะร่วมกับใครต้องดูเสถียรภาพทางการเมือง เพราะที่ผ่านมานโยบายหลายอย่างที่ทำไม่ได้ เพราะเสถียรภาพทางการเมืองไม่มี ดังนั้นปัจจัยที่จะร่วมกับใคร แนวทางนโยบายต้องไปด้วยกันได้ และประชาชนต้องเห็นด้วย

ส่วนที่คนมองว่ารอบนี้ พรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย แข่งกัน ไม่ว่าใครชนะ พรรคเพื่อไทยจะได้เป็นรัฐบาล นายยศชนัน บอกว่า เรามุ่งหวังเป็นรัฐบาลเพื่อผลักดันนโยบาย ส่วนยอมรับหรือไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นอันดับ 3 ในการเลือกตั้ง นายยศชนัน ย้ำว่า เราตั้งเป้า สส. 200 คน จะได้หรือไม่ อยู่ที่พี่น้องประชาชนตัดสินใจ

เมื่อถูกถามว่า ถ้าเลือกได้ระหว่างส้มกับน้ำเงิน อยากจับมือกับใคร นายยศชนัน บอกว่า เราร่วมได้หมด อยู่ที่แนวทางนโยบายของเราจะไปด้วยกันได้หรือไม่ และอยู่ที่พี่น้องประชาชนจะเห็นควร

ดร.เชน ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย พร้อมเป็นนายกฯ ลั่นร่วมงานได้หมดทั้งพรรคส้มและน้ำเงิน

ดร.เชน ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย แสดงความพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี และเปิดเผยว่าพร้อมร่วมงานกับทุกพรรค เพื่อนำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน นี่ถือเป็นจุดยืนที่น่าสนใจของแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทยคนนี้

วิเคราะห์จุดยืนของ ดร.เชน ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย พร้อมเป็นนายกฯ ลั่นร่วมงานได้หมดทั้งพรรคส้มและน้ำเงิน

การที่ ดร.เชน ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย พร้อมเป็นนายกฯ ลั่นร่วมงานได้หมดทั้งพรรคส้มและน้ำเงิน บ่งบอกถึงความยืดหยุ่นและความพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน การเปิดกว้างสำหรับความร่วมมือกับทุกพรรคการเมืองเป็นสัญญาณที่ดี และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ

อย่างไรก็ตาม การร่วมงานกับพรรคการเมืองอื่นๆ ย่อมต้องมีการประนีประนอมและปรับตัวเข้าหากัน การที่จะทำให้นโยบายของพรรคเพื่อไทยสอดคล้องกับนโยบายของพรรคอื่นๆ จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

ดร.เชน ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย พร้อมเป็นนายกฯ ลั่นร่วมงานได้หมดทั้งพรรคส้มและน้ำเงิน ต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารประเทศ การนำเสนอนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม รวมถึงการสร้างความโปร่งใสในการทำงาน เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ประชาชนไว้วางใจและสนับสนุนพรรคเพื่อไทย

การตัดสินใจว่าจะร่วมงานกับพรรคใดนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งแนวทางนโยบาย ความคิดเห็นของประชาชน และเสถียรภาพทางการเมือง การพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม

การเมืองไทยในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่ ดร.เชน ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย พร้อมเป็นนายกฯ ลั่นร่วมงานได้หมดทั้งพรรคส้มและน้ำเงิน แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในสถานการณ์ และความพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ เพื่อให้พรรคเพื่อไทยสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศต่อไป

การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจถึงทิศทางและแนวโน้มของประเทศ การตัดสินใจทางการเมืองและการเลือกผู้แทนที่ดี จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

คุณคิดอย่างไรกับการประกาศความพร้อมของ ดร.เชน ในการร่วมงานกับทุกพรรคการเมือง? ร่วมแสดงความคิดเห็นและติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา – “ดร.เชน ยศชนัน” แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย พร้อมเป็นนายกฯ ลั่นร่วมงานได้หมดทั้งพรรคส้มและน้ำเงิน

ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา

“ไชยชนก” ย้ำประชุมหุ้นส่วนโลกต้านสแกมเมอร์ไม่ใช่ ดึง “โลกล้อมกัมพูชา” แต่อยากให้ทั่วโลกรวมพลังกันต่อต้านสแกมเมอร์อย่างจริงจัง 

วันที่ 17 ธ.ค. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ตนคิดว่าไม่ใช่การเอาโลกมารวมพลังกันจัดการกับสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่เจอทุกประเทศทั่วโลก จึงเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมกันให้ความร่วมมือ ในรูปแบบที่กฎหมายแต่ละประเทศสามารถรองรับและช่วยจัดการปัญหานี้ได้ 

การที่กระทรวงดีอี ได้ร่วมลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention Against Cybercrime) ที่กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จะทำให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมในระดับนานาประเทศได้มากขึ้น ดังนั้นจึงถือเป็นทิศทางที่ดีและการจัดการกับปัญหานี้ ที่เป็นปัญหากับหลายชาติ จึงกลายเป็นปัญหาระดับโลก

ส่วนคำถามว่า การแก้ไขปัญหานี้จะเกิดเป็นรูปธรรมอย่างไร ตนมองว่า การจัดประชุมในครั้งนี้ได้ ก็ถือว่าเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ประเทศที่จะเข้าร่วมการประชุม แจ้งความประสงค์เข้ามาน้อยกว่าที่มาเข้าร่วมประชุมในวันนี้ แต่เมื่อถึงงานจริงมีหลายประเทศที่มาเข้าร่วม สะท้อนให้เห็นถึงการตระหนักว่าเป็นปัญหาระดับโลก และความจริงจัง และความจริงใจของประเทศไทย ที่จะจัดการกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในเวทีโลก จึงถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างมหาศาลต่อมุมมองโลกที่มองประเทศไทยในเรื่องนี้

ส่วนกระทรวงดีอี จะวางแนวทางในการร่วมมือกับนานาชาติอย่างไรในการปราบอาชญากรรมออนไลน์ นายไชยชนก กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เราไม่ได้เจาะจงเฉพาะประเทศกัมพูชา และอยากให้ทุกประเทศรับรู้ว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา แต่เทคโนโลยีสามารถจะเป็นทางออกได้ แต่ถ้าผู้ใช้ไม่ได้ควบคุมและตรวจสอบผู้ใช้ให้ดี เทคโนโลยีที่ควรจะเป็นตัวตัดวงจรสแกมเมอร์ เช่น การสแกนม่านตา อาจถูกครอบงำ ก็กลายเป็นว่าแทนที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสแกมเมอร์ จะกลายเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถแก้ได้เลย ตรงนี้หากเรานำมาแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเวทีนี้ และสามารถนำไปใช้ได้เพื่อป้องกันการเกิดภัยแบบเดียวกันในแต่ละประเทศ ก็จะส่งผลดีอย่างมหาศาลต่อวิวัฒนาการเทคโนโลยี

ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา

จากกรณีการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังแพร่หลายไปทั่วโลก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เน้นย้ำว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่การมุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการเรียกร้องให้ทุกประเทศทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมมือกันเพื่อต่อต้านภัยคุกคามทางไซเบอร์

ความร่วมมือระดับนานาชาติเพื่อต่อต้านสแกมเมอร์

การลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างประเทศสมาชิก การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ในการจัดการกับอาชญากรรมออนไลน์ จะช่วยให้แต่ละประเทศสามารถพัฒนากลยุทธ์และมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายไชยชนกยังกล่าวอีกว่า การจัดประชุมในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตระหนักและความมุ่งมั่นของนานาชาติในการแก้ไขปัญหานี้ การที่ประเทศต่างๆ ให้ความสนใจและเข้าร่วมการประชุมอย่างคึกคัก สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก

กระทรวงดีอีมีบทบาทสำคัญในการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ นายไชยชนกเน้นย้ำว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้ หากมีการใช้งานอย่างเหมาะสมและมีการควบคุมดูแลที่ดี การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสแกนและตรวจสอบข้อมูล สามารถช่วยป้องกันการหลอกลวงและลดความเสี่ยงจากอาชญากรรมออนไลน์ได้

การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นสิ่งสำคัญ ประชาชนควรได้รับการศึกษาและฝึกอบรมให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีอย่างปลอดภัย และสามารถป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ได้

การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ จะช่วยสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

ดังนั้น ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา แต่เป็นการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเพื่อต่อต้านปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังเป็นภัยคุกคามไปทั่วโลก ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ที่มา – “ไชยชนก” ย้ำประชุมหุ้นส่วนโลกต้านสแกมเมอร์ไม่ใช่ ดึง “โลกล้อมกัมพูชา”

ทบ. เร่งค้นหา-กู้ร่างทหารไทย 2 นาย จากเหตุเข้าตีที่หมายเนิน 350

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กองทัพบก (ทบ.) ได้เร่งดำเนินการค้นหา-กู้ร่างทหารไทย 2 นาย จากเหตุเข้าตีที่หมายเนิน 350 เมื่อคืนที่ผ่านมา โฆษกกองทัพบกได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าล่าสุด และอุปสรรคในการปฏิบัติงาน

ทบ. เร่งค้นหา-กู้ร่างทหารไทย 2 นาย จากเหตุเข้าตีที่หมายเนิน 350

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้แถลงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ว่า ทหารไทยได้เข้าทำการตีเพื่อควบคุมที่หมาย บริเวณเนิน 350 ซึ่งอยู่ใกล้กับปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ การปฏิบัติการดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อกดดัน แต่ได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากฝ่ายตรงข้าม

ภายหลังจากการถอนตัว พบว่ามีกำลังพลสูญหายไป 2 นาย ซึ่งสร้างความเสียใจให้กับผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง ทางกองทัพบกไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ระดมสรรพกำลังเพื่อค้นหา-กู้ร่างทหารไทย 2 นาย จากเหตุเข้าตีที่หมายเนิน 350 โดยทันที

อุปสรรคในการค้นหาและกู้ร่าง

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการค้นหา-กู้ร่างทหารไทย 2 นาย จากเหตุเข้าตีที่หมายเนิน 350 เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย สภาพการมองเห็นที่จำกัด ประกอบกับอุปสรรคจากสภาพภูมิประเทศ ทุ่นระเบิด และการยิงต่อต้าน ทำให้การค้นหาเร่งด่วนในขณะนั้นเป็นไปได้ยาก

ด้วยเหตุนี้ ทางกองทัพบกจึงตัดสินใจที่จะถอนกำลังพลออกมา เพื่อวางแผนและประเมินสถานการณ์ใหม่ ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติการค้นหาและกู้ร่างอีกครั้งในวันนี้ โดยจะมีการระดมการค้นหาทั้งทางพื้นดินและทางอากาศ เพื่อให้สามารถนำกำลังพลทั้งสองนายกลับมาให้ได้โดยเร็วที่สุด

การสูญเสียกำลังพลในครั้งนี้ ถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของกองทัพบก และเป็นเครื่องเตือนใจให้ตระหนักถึงความเสียสละของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ทางกองทัพบกขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิต และขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือและดูแลอย่างเต็มที่

สถานการณ์บริเวณชายแดนยังคงมีความตึงเครียด และมีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้อีก ทางกองทัพบกจึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย

ความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทยทั้งสองนาย จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย และจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเสียสละเพื่อส่วนรวม พวกเขาคือวีรบุรุษที่แท้จริง

การปฏิบัติการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ทหารหาญต้องเผชิญกับความเสี่ยงและอันตรายนานัปการ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

ที่มา – ทบ. เร่งค้นหา-กู้ร่างทหารไทย 2 นาย จากเหตุเข้าตีที่หมายเนิน 350 เมื่อคืนนี้

“โฆษกภูมิใจไทย” ชู “พูดแล้วทำ พลัส” ขยายรัฐบาลอนุทิน

“โฆษกภูมิใจไทย” เผย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเตรียมเปิดตัวเร็วๆ นี้ ชี้ภูมิใจไทยชูสโลแกน “พูดแล้วทำ พลัส” ขยายความสำเร็จ “รัฐบาลอนุทิน” ทำไว้ ประมาณการที่นั่ง สส. ต้องย้อนฟัง “อนุทิน” 

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการเตรียมพร้อมการเลือกตั้ง ว่า เป็นการเตรียมการเลือกตั้ง ตามไทม์ไลน์ที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศ ได้พูดคุยกับผู้สมัคร เรื่องข้อปฏิบัติ ข้อควรระวังตามแบบแผนปกติ ของการเลือกตั้งอยู่แล้ว

ส่วนการชูสโลแกน “พูดแล้วทำ พลัส” มีความแตกต่างจากเดิมอย่างไร โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เป็นในเชิงสโลแกน เรายังยืนหยัดในจุดยืนและอุดมการณ์ของเรา ที่พูดแล้วทำให้สำเร็จ ส่วนคำว่า พลัส คือการขยายความ ทั้งแนวนโยบาย และทำให้ประชาชนเห็นว่า สิ่งที่เราทำสำเร็จมาแล้ว หรือสิ่งที่กำลังทำอยู่ในช่วง ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี สองเดือนที่ผ่านมา

ส่วนจะแตกต่างจากสโลแกนที่ผ่านมาอย่างไรนั้น โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า มีทั้งการขยายแนวนโยบาย ครบทุกมิติของประเทศ ซึ่งนายอนุทิน ได้พูดเอาไว้ในแนวหลักๆ

ขณะที่ช่วงสัปดาห์นี้ มีนักการเมือง มีแกนนำบ้านใหญ่เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย จำนวนเท่าไร และจะมีเข้ามาเพิ่มเติมอีกหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เรามีผู้ที่สนใจเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค และมีความประสงค์จะลงรับเลือกตั้งในนามของพรรคภูมิใจไทย บางคนอาจบอกว่า เป็นบ้านใหญ่ ซึ่งมีทุกกลุ่ม กลุ่มอาชีพ ส่วนประเด็นบ้านใหญ่ ที่หลายคนอาจมองว่า พรรคภูมิใจไทยรวมไปด้วยบ้านใหญ่ ต้องบอกว่า เรามีหลากหลาย ซึ่งเราแสดงให้เห็นว่า เรามีความพร้อมในการทำงาน พร้อมในเรื่องของการลงพื้นที่ ความพร้อมในการทำงาน ดูแลประชาชนในพื้นที่

ส่วนประมาณการที่นั่ง สส.จำนวนเท่าใดนั้น “ต้องย้อนไปฟัง คำให้สัมภาษณ์ของ นายอนุทิน ที่ได้ประมาณการเอาไว้ แต่แน่นอนว่า ตอนนี้เป็นแค่ประมาณการ ไม่ใช่แค่ทางเรา แต่เป็นทางสื่อด้วย มีหลายพื้นที่ มีหลายตัวเลข แต่พวกเรายืนยันว่า จะทำให้ดีที่สุดในทุกพื้นที่” โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าว

ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ว่าจะเปิดตัวเมื่อใด และจะมีครบทั้ง 3 คนหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า จะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ และจะเปิดตัวแน่นอน ซึ่งถ้าให้ฉายหนังตัวอย่างก่อน ก็เป็นอย่างที่ นายอนุทิน เคยพูดเอาไว้ คือเราเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากการทำงาน จากประสบการณ์ด้านต่างๆ และเปิดโอกาสให้ทุกคน ที่มีความสามารถ ไม่ใช่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่เป็นแคนดิเดตทุกอย่างของพรรค ที่เราเลือกจากหลายมิติ คือทุกคนต้องพร้อมทำงานซึ่งสำคัญที่สุด

สำหรับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีก 2 คน จะเป็น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัฑณ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือไม่ ต้องรอดูอีกที

สำหรับการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี จะได้ที่นั่ง สส. ยกจังหวัดหรือไม่ นางสาวแนน บุณย์ธิดา ในฐานะอดีต สส.อุบลราชธานี กล่าวว่า ไม่กล้าพูดขนาดนั้น

ส่วนการหาเสียงท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบ ในจังหวัดชายแดนภาคตะวันออก จะเป็นข้อจำกัดในการหาเสียงหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า นี่เป็นเหตุการณ์ครั้งแรก ว่า ช่วงเลือกตั้งมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้น กินพื้นที่หลายจังหวัด ไม่ใช่เฉพาะโซนอีสานใต้ แต่รวมไปถึงภาคตะวันออกด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่า มีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ในเรื่องของการเข้าถึงประชาชน ในยุคสมัยนี้ ไม่ใช่แค่การติดป้ายหาเสียงอย่างเดียว แต่ยังมีสื่อออนไลน์ ที่จะสามารถเข้าหาประชาชน ในพื้นที่ต่างๆได้อยู่แล้ว

ขณะที่บรรยากาศการรับสมัคร สส.วันสุดท้าย (15-17 ธ.ค.) ที่พรรคภูมิใจไทย ตลอดช่วงเช้ามีบรรดาผู้สมัคร สส.กทม. เข้ามาติวเข้ม ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ โดยสำหรับพื้นที่ กทม. พรรคภูมิใจไทย จะส่งครบทั้ง 33 เขต ภายใต้การดูแลของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ร่วมกับ นางสาวศุภมาส อิสรภักดี เหรัญญิกพรรค ในฐานะแกนนำพื้นที่ กทม. ขณะที่ผู้สมัคร สส.ในพื้นที่อื่น และ สส.บัญชีรายชื่อ ได้มาถ่ายภาพผู้สมัคร ณ ที่ทำการพรรคอีกด้วย

“โฆษกภูมิใจไทย” ชู “พูดแล้วทำ พลัส” ขยายความสำเร็จ “รัฐบาลอนุทิน”

ในการแถลงข่าวล่าสุด โฆษกพรรคภูมิใจไทยได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการสานต่อความสำเร็จภายใต้รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยการชูสโลแกน “พูดแล้วทำ พลัส” นั้นแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะขยายผลนโยบายต่างๆ ให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น

“พูดแล้วทำ พลัส” คืออะไร?

สโลแกน “พูดแล้วทำ พลัส” ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำพูดสวยหรู แต่เป็นพันธสัญญาที่พรรคภูมิใจไทยให้ไว้กับประชาชน ว่าจะมุ่งมั่นดำเนินงานตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้อย่างจริงจัง และเพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินงานเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น การ “พลัส” ในที่นี้หมายถึง การขยายขอบเขตการทำงานให้ครอบคลุมทุกมิติของประเทศ และการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

พรรคภูมิใจไทยเชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงได้ และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนานโยบายต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

การเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง พรรคภูมิใจไทยขอเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะนำเสนอแนวทางและนโยบายที่ชัดเจน เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

นอกจากนี้ ทางพรรคภูมิใจไทยยังเน้นย้ำถึงความพร้อมในการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในเร็วๆนี้ โดยให้ความสำคัญกับการพิจารณาจากประสบการณ์และความสามารถในการทำงานเป็นหลัก เพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมที่สุดในการนำพาประเทศไปข้างหน้า พร้อมทั้งยืนยันว่าจะส่งผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 33 เขตในกรุงเทพมหานคร

ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง พรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน และสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นให้กับประเทศไทย ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทย เพื่อรับทราบข้อมูลและนโยบายที่น่าสนใจ

จับตาดูการเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ และนโยบาย “พูดแล้วทำ พลัส” ให้ดี เพราะนี่อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – “โฆษกภูมิใจไทย” ชูสโลแกน “พูดแล้วทำ พลัส”ขยายความสำเร็จ “รัฐบาลอนุทิน”

ทรัมป์สั่งปิดล้อมเรือ! ขึ้นบัญชีเวเนซุเอลาองค์กรก่อการร้าย

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันทุกลำที่ถูกคว่ำบาตร ห้ามเดินทางเข้า-ออกเวเนซุเอลา พร้อมขึ้นบัญชีรัฐบาลของนายมาดูโรเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ จุดกระแสความตึงเครียดอย่างหนัก

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า รัฐบาลของประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ โดยกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับ การก่อการร้าย การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ และการยักยอกทรัพย์สินของสหรัฐฯ

“ดังนั้น วันนี้ผมจึงสั่งการให้มีการปิดล้อมโดยสิ้นเชิงและสมบูรณ์ ต่อเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรทุกลำ ที่เข้าและออกจากเวเนซุเอลา”

ทรัมป์ยังข่มขู่ว่า เวเนซุเอลากำลังถูกปิดล้อมด้วยกองกำลังทางเรือที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่อเมริกาใต้เคยเห็นมา และเสริมว่า กำลังทหารสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นอีก และจะเป็นภาพที่เวเนซุเอลาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตนี้

ทรัมป์กล่าวหาว่า รัฐบาลมาดูโรนำน้ำมันที่ขโมยมา ไปใช้เป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุน ยาเสพติด การก่อการร้าย การค้ามนุษย์ การฆาตกรรม และการลักพาตัว ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวหาเวเนซุเอลาเรื่องการลักลอบค้ายาเสพติดมาอย่างต่อเนื่อง

นับตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ อ้างว่าได้สังหารผู้คนอย่างน้อย 90 คน จากปฏิบัติการโจมตีเรือที่ถูกกล่าวหาว่าขนส่ง เฟนทานิลและยาเสพติดผิดกฎหมาย มุ่งหน้าสู่สหรัฐฯ พร้อมทั้งส่งเรือรบเข้าประจำการในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

คำประกาศของทรัมป์มีขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากสหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งนอกชายฝั่งเวเนซุเอลา โดยทำเนียบขาวระบุว่า เรือชื่อ Skipper มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันผิดกฎหมาย และจะถูกนำไปยังท่าเรือของสหรัฐฯ

ด้านรัฐบาลเวเนซุเอลาออกมาประณามอย่างรุนแรง โดยมาดูโรกล่าวหาว่า สหรัฐฯลักพาตัวลูกเรือ และขโมยเรือ อย่างโจ่งแจ้ง

ก่อนที่จะมีการยึดเรือดังกล่าว สหรัฐฯ ได้เสริมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ในทะเลแคริบเบียน รวมถึงการส่งทหารนับพันนาย และนำ USS Gerald Ford เรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เข้าประจำการในระยะที่สามารถโจมตีเวเนซุเอลาได้ทันที

อย่างไรก็ตาม เวเนซุเอลาตอบโต้ด้วยการกล่าวหาว่า วอชิงตันกำลังใช้ข้ออ้างด้านความมั่นคงเพื่อยึดครองทรัพยากรพลังงานของประเทศ

ทั้งในยุคทรัมป์และอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน สหรัฐฯ ยืนหยัดต่อต้านรัฐบาลมาดูโรมาโดยตลอด พร้อมใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น เพื่อกดดันให้เขาพ้นจากอำนาจ

ล่าสุด สหรัฐฯ เพิ่งประกาศ คว่ำบาตรเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่มอีก 6 ลำ รวมถึงบุคคลใกล้ชิดและเครือข่ายธุรกิจของมาดูโร ซึ่งสหรัฐฯเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบอบการปกครองที่ไร้ความชอบธรรม

จนถึงขณะนี้ รัฐบาลเวเนซุเอลายังไม่ออกแถลงการณ์ตอบโต้คำสั่งปิดล้อมล่าสุดของทรัมป์อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความวิตกว่าการยกระดับความแข็งกร้าวครั้งนี้ อาจผลักภูมิภาคเข้าสู่ ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น.

ทรัมป์จัดหนัก สั่งปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมัน ขึ้นบัญชีรัฐบาลเวเนซุเอลาเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ

สถานการณ์ล่าสุดนี้ ทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงเสถียรภาพในภูมิภาคลาตินอเมริกา และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หากมาตรการปิดล้อมทรัมป์สั่งปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมัน ขึ้นบัญชีรัฐบาลเวเนซุเอลาเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาตินี้ รุนแรงและยืดเยื้อ

ผลกระทบจากมาตรการ ทรัมป์สั่งปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมัน ต่อเวเนซุเอลา

มาตรการ ทรัมป์สั่งปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมัน ขึ้นบัญชีรัฐบาลเวเนซุเอลาเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาตินี้ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา ซึ่งพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันเป็นหลัก การปิดล้อมจะทำให้เวเนซุเอลาไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ ซึ่งจะทำให้รายได้ของประเทศลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ มาตรการนี้ยังส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวเวเนซุเอลา ซึ่งต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหาร ยา และสินค้าจำเป็นอื่นๆ

นอกจากผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้ว มาตรการนี้ยังอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงขึ้นในเวเนซุเอลา เนื่องจากรัฐบาลมาดูโรอาจใช้มาตรการรุนแรงเพื่อตอบโต้การปิดล้อมของสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ในเวเนซุเอลาย่ำแย่ลงไปอีก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาในเวเนซุเอลา และความท้าทายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว การคว่ำบาตรและมาตรการกดดันต่างๆ อาจไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการเสมอไป และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์มากกว่า

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาในเวเนซุเอลาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาลเวเนซุเอลา รัฐบาลสหรัฐฯ และประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การที่ ทรัมป์สั่งปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมัน ขึ้นบัญชีรัฐบาลเวเนซุเอลาเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ นับเป็นการยกระดับความตึงเครียด และน่าติดตามว่าสถานการณ์จะดำเนินไปในทิศทางใด

ที่มา – ทรัมป์จัดหนัก สั่งปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมัน ขึ้นบัญชีรัฐบาลเวเนซุเอลาเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ