วัน: 18 ธันวาคม 2025

หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา อ้างพร้อมลดตึงเครียด!

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาโดยตลอด ล่าสุด นายหวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา โดยอ้างว่าทั้งสองฝ่ายพร้อมลดความตึงเครียดและบังคับใช้การหยุดยิง ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายกั๊ว เจี่ยคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการว่า นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย แยกกัน

ใจความสำคัญของการสนทนาคือ นายหวัง อี้ ได้กล่าวว่า ทั้งฝ่ายกัมพูชาและไทยต่างแสดงความเต็มใจที่จะลดระดับความตึงเครียดและบังคับใช้การหยุดยิง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาคมโลกต่างเฝ้ารอคอย

หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา

รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนยังเน้นย้ำถึงจุดยืนของจีนในประเด็นชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยระบุว่า จีนสนับสนุนการเจรจาอย่างสันติมาโดยตลอด และยังคงรักษาจุดยืนที่ยุติธรรมและเป็นกลาง พร้อมทั้งสนับสนุนความพยายามในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยของอาเซียน (ASEAN) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สร้างสรรค์ของจีนในการส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ส่งทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียเดินทางไปยังกัมพูชาและไทยเพื่อดำเนิน “การทูตแบบไปกลับ” (Shuttle Diplomacy) ซึ่งเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องของจีนในการเป็นสะพานเชื่อมและสนับสนุนการฟื้นฟูสันติภาพระหว่างทั้งสองประเทศ

ความสำคัญของการพูดคุย หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา

การที่ หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา และทั้งสองฝ่ายแสดงความพร้อมที่จะลดความตึงเครียด ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาชายแดน การลดความตึงเครียดจะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาและการหาทางออกร่วมกัน การบังคับใช้การหยุดยิงจะช่วยป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

การสนับสนุนของจีนในการเจรจาอย่างสันติและการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยของอาเซียน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การที่จีนส่งทูตพิเศษไปดำเนิน “การทูตแบบไปกลับ” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการช่วยเหลือทั้งสองประเทศในการหาทางออกที่ยั่งยืน

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างสันติ จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม จะช่วยส่งเสริมความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง และความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน

  • การพูดคุยระหว่าง หวัง อี้ กับรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชาถือเป็นสัญญาณบวก
  • การลดความตึงเครียดและการบังคับใช้การหยุดยิงเป็นสิ่งจำเป็น
  • การสนับสนุนของจีนและการเป็นตัวกลางของอาเซียนมีความสำคัญ
  • การแก้ไขปัญหาอย่างสันติจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่ หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการแก้ไขปัญหา การเจรจาและการสร้างความไว้วางใจยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้บรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ที่มา – หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา อ้าง 2 ฝ่ายพร้อมลดตึงเครียด-หยุดยิง

เวสต์แฮมปลด สกินเนอร์ หลังชนะแค่เกมเดียว

เวสต์แฮมปลด สกินเนอร์ เฮดโค้ช เรฮันเน สกินเนอร์ หลังจากชนะเพียงเกมเดียวจากการแข่งขัน Women’s Super League 11 นัดแรกของฤดูกาลนี้

ทีมขุนค้อนซึ่งอยู่อันดับรองสุดท้าย เสมอ 2-2 ในบ้านกับทีมบ๊วยอย่างลิเวอร์พูลเมื่อวันอาทิตย์

แถลงการณ์ของเวสต์แฮมระบุว่า “ผลการแข่งขันล่าสุดไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และคณะกรรมการบริหารเชื่อว่าจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง”

สกินเนอร์เข้าร่วมทีมเวสต์แฮมในเดือนกรกฎาคม 2023 สี่เดือนหลังจากถูกท็อตแนมปลด

เวสต์แฮมจบอันดับรองสุดท้ายในฤดูกาล 2023-24 และอันดับที่เก้าในฤดูกาลที่แล้ว

เวสต์แฮมปลด สกินเนอร์: เกิดอะไรขึ้น?

สโมสรกล่าวว่ากระบวนการค้นหาตัวแทนของ Skinner กำลังดำเนินอยู่

เวสต์แฮมจะพบกับแมนเชสเตอร์ซิตี้ในรอบก่อนรองชนะเลิศของ Women’s League Cup ในวันอาทิตย์ ก่อนที่จะพบกับเชลซีแชมป์ WSL ในวันที่ 11 มกราคม

ทำไมเวสต์แฮมปลด สกินเนอร์?

การตัดสินใจปลด เรฮันเน สกินเนอร์ ออกจากตำแหน่งเฮดโค้ชของทีมฟุตบอลหญิงเวสต์แฮมเกิดขึ้นเนื่องจากผลงานของทีมที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชนะเพียงเกมเดียวจาก 11 นัดแรกของฤดูกาลใน Women’s Super League ซึ่งเป็นผลงานที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งสำหรับสโมสรที่มีความทะเยอทะยานที่จะแข่งขันในลีกสูงสุด

นอกจากนี้ ผลงานโดยรวมของทีมภายใต้การคุมทีมของสกินเนอร์ก็ไม่เป็นที่น่าพอใจนัก แม้ว่าสกินเนอร์จะเข้าร่วมทีมในเดือนกรกฎาคม 2023 แต่ทีมก็ยังไม่สามารถแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมาได้ การจบอันดับรองสุดท้ายในฤดูกาล 2022-23 และอันดับที่เก้าในฤดูกาล 2021-22 แสดงให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันและความยากลำบากในการยกระดับผลงานของทีม

การตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารในการเปลี่ยนแปลงเฮดโค้ชเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นของสโมสรในการปรับปรุงผลงานและบรรลุเป้าหมายที่สูงขึ้นในอนาคต การเปลี่ยนแปลงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำมาซึ่งแนวทางใหม่ ๆ กลยุทธ์ที่ได้รับการปรับปรุง และโอกาสในการสร้างทีมที่สามารถแข่งขันได้อย่างสม่ำเสมอใน Women’s Super League

แม้ว่าการปลดโค้ชจะเป็นเรื่องยากเสมอ แต่ในบางครั้งก็จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ทีมสามารถก้าวไปข้างหน้าและบรรลุศักยภาพสูงสุดได้ เวสต์แฮมหวังว่าการแต่งตั้งเฮดโค้ชคนใหม่จะนำมาซึ่งยุคแห่งความสำเร็จใหม่ ๆ สำหรับทีมฟุตบอลหญิง และช่วยให้ทีมสามารถแข่งขันในระดับสูงสุดของฟุตบอลหญิงได้อย่างยั่งยืน

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความกดดันและความคาดหวังที่สูงในฟุตบอลอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Women’s Super League ที่มีการแข่งขันสูง การตัดสินใจที่ยากลำบากเช่นการปลดโค้ชเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจฟุตบอล และสโมสรต้องทำการตัดสินใจเหล่านี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของทีมในระยะยาว

ดังนั้น การที่เวสต์แฮมปลด สกินเนอร์ จึงเป็นผลมาจากการพิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับผลงานของทีมและความต้องการที่จะปรับปรุงและบรรลุเป้าหมายที่สูงขึ้นในอนาคต

  • ผลงานไม่เป็นไปตามเป้า
  • ต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า
  • มุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ

การปลด สกินเนอร์ อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นเพื่อให้ทีมสามารถเริ่มต้นใหม่และมุ่งสู่ความสำเร็จในอนาคต แต่ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับสกินเนอร์ที่ต้องออกจากตำแหน่งก่อนเวลาอันควร

ที่มา – West Ham sack Skinner after one win in 11 games

เสกสิทธิ์: การเปลี่ยนแปลงต้องผ่านสภา

“เสกสิทธิ์” อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์ ลงสมัคร สส.กทม. เขต 2 พรรคประชาชน มั่นใจว่าประสบการณ์เคลื่อนไหวทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต้องเดินผ่านสภา ตั้งเป้าผลักดันการปฏิรูปตำรวจและการป้องกันรัฐประหาร

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ในฐานะว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร (สาทร ปทุมวัน ราชเทวี) พรรคประชาชน เปิดเผยว่า จากประสบการณ์การเป็นนักเคลื่อนไหว ทำให้เขาเห็นว่าหลายประเด็นสามารถผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ หากดำเนินการผ่านกลไกรัฐสภา โดยการเปิดรับสมัครและคัดเลือกผู้สมัครของพรรคประชาชน ถือเป็นช่องทางสำคัญในการขับเคลื่อนวาระต่างๆ ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ

เมื่อถูกถามถึงการปรึกษานางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.ในพื้นที่ นายเสกสิทธิ์ระบุว่า ทั้งสองรู้จักและเคลื่อนไหวร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2563 จึงไม่มีประเด็นขัดข้องในการพูดคุยกัน ส่วนความพร้อมในการทำงานในพื้นที่นั้น เขายืนยันว่าตนเองเป็นคนราชเทวี มีความคุ้นเคยกับพื้นที่ และได้ลงพื้นที่ศึกษาปัญหามาแล้ว พร้อมที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

นายเสกสิทธิ์ยอมรับว่ากระแสตอบรับในพื้นที่ยังคงสนับสนุนพรรคประชาชนอย่างเข้มแข็ง โดยประเด็นหลักที่เขาต้องการผลักดันคือการแก้ไขปัญหาสังคมสีเทา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปองค์กรตำรวจ ซึ่งเขาเคยทำงานในคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูปตำรวจมาก่อน นอกจากนี้ เขายังเห็นความจำเป็นในการผลักดันกฎหมายเพื่อป้องกันการรัฐประหาร ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับกรณีที่ประชาชนเริ่มหมดศรัทธาต่อพรรคการเมือง รวมถึงพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย นายเสกสิทธิ์มองว่าเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย และเชื่อว่านโยบายและแนวทางการทำงานที่เป็นรูปธรรม จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้

นายเสกสิทธิ์กล่าวย้ำว่า การเมืองไทยยังมีความหวัง และความหวังที่สำคัญที่สุดคือการเลือกตั้ง โดยขอให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด ส่วนประเด็นการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หากพรรคประชาชนไม่ได้ขับเคลื่อนต่อ นายเสกสิทธิ์ระบุว่าเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน จำเป็นต้องเปิดพื้นที่พูดคุย สร้างความเข้าใจ และแสวงหาฉันทามติร่วมกันในสังคม

“เสกสิทธิ์” อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์ มั่นใจประสบการณ์เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต้องเดินผ่านสภา

การเข้ามาทำงานการเมืองของ “เสกสิทธิ์” อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์ นั้น น่าสนใจด้วยหลายเหตุผล ประการแรกคือ ประสบการณ์การเคลื่อนไหวทางสังคมที่เขาสั่งสมมา ทำให้เขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการของประชาชน ประการที่สองคือ ความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะผลักดันประเด็นสำคัญ เช่น การปฏิรูปตำรวจและการป้องกันรัฐประหาร ผ่านกลไกรัฐสภา

ทำไม “เสกสิทธิ์” ถึงเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงต้องผ่านสภา?

คำตอบนั้นอาจอยู่ที่ความเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา แม้ว่าหลายคนอาจจะมองว่ารัฐสภาไทยยังมีข้อจำกัดและปัญหาอยู่บ้าง แต่ “เสกสิทธิ์” อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์ มองว่ามันยังคงเป็นช่องทางที่สำคัญที่สุดในการผลักดันกฎหมายและนโยบายที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในวงกว้างได้ การทำงานในสภาสามารถนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม การสร้างระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจที่เข้มแข็ง และการสร้างสังคมที่เสมอภาคและเป็นธรรมมากขึ้น

นอกจากนี้ นายเสกสิทธิ์ยังให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับประชาชน การรับฟังความคิดเห็น และการสร้างความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างฉันทามติและผลักดันประเด็นต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จ การเมืองไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของทุกคนในสังคม การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การเมืองไทยก้าวหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การตัดสินใจของ “เสกสิทธิ์” อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์ ที่จะเข้าสู่สนามการเมือง ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญ แต่ก็เป็นการเดิมพันที่มาพร้อมกับความหวังที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย การเมืองไทยอาจไม่ได้สวยงามอย่างที่หลายคนคาดหวัง แต่ก็ยังคงเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นและอุดมการณ์ได้เข้ามาแสดงศักยภาพ และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น

ที่มา – “เสกสิทธิ์” อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์ มั่นใจประสบการณ์เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต้องเดินผ่านสภา

วิกฤต! เริ่มต้นแย่สุดใน Old Firm: Nancy รอดไหม?

วิลฟรีด น็องซี่ (Wilfried Nancy) สร้างสถิติไม่น่าจดจำ กลายเป็นผู้จัดการทีมคนแรกในประวัติศาสตร์ของเซลติกและเรนเจอร์ส ที่แพ้ 4 นัดแรกที่คุมทีม

ความพ่ายแพ้ 2-1 ต่อดันดี ยูไนเต็ดเมื่อคืนวันพุธ ทำให้เป็นการแพ้ 4 นัดรวดตั้งแต่กุนซือชาวฝรั่งเศสเข้ามารับตำแหน่งแทน มาร์ติน โอนีล เมื่อสองสัปดาห์ก่อน

บีบีซี สปอร์ตวิเคราะห์ว่าเวลากำลังหมดลงสำหรับบอสใหญ่ของเซลติกหรือไม่

จุดต่ำสุดในช่วงแรกของน็องซี่

การเดินทางไปเผชิญหน้ากับทีมที่คุณไม่เคยแพ้ในการพบกัน 23 นัด น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ

แต่กลับกลายเป็นการเริ่มต้นที่ย่ำแย่ในการคุมทีมเซลติกของน็องซี่ ตกต่ำลงไปอีก

ความพ่ายแพ้ที่น่าผิดหวังที่แทนนไดซ์ พาร์ค เป็นครั้งแรกที่พวกเขาพ่ายแพ้ต่อดันดี ยูไนเต็ดในรอบกว่าทศวรรษ

นั่นหมายความว่าน็องซี่ทำลายสถิติที่ไม่พึงประสงค์ของทอมมี่ แม็คลีน ที่แพ้ 3 เกมแรกในการคุมทีมเรนเจอร์สในปี 1983

มีเพียง 4 ผู้จัดการทีมในประวัติศาสตร์ 138 ปีของเซลติกเท่านั้นที่เคยแพ้ในเกมเปิดตัว ได้แก่ จิมมี่ แม็ครอรี่ ในปี 1946, กอร์ดอน สตรัคคัน ในปี 2005, โทนี่ โมว์เบรย์ ในปี 2009 และเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ในปี 2016

ก่อนหน้าน็องซี่ ไม่มีผู้จัดการทีมฮูปส์คนไหนที่เคยแพ้ 2 นัดในการเริ่มต้นการคุมทีม

จากผิดหวังสู่สิ้นหวัง

เมื่อการแต่งตั้งน็องซี่ได้รับการยืนยันเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม โดยย้ายมาจากโคลัมบัส ครูว์ ในเมเจอร์ลีก ซอกเกอร์ เซลติกชนะ 7 จาก 8 นัดก่อนหน้านี้ภายใต้โอนีล ซึ่งเข้ามารับหน้าที่ชั่วคราวหลังจากร็อดเจอร์สลาออก

สิ่งที่ทำให้แฟนบอลเซลติกรู้สึกเจ็บปวดมากที่สุดเกี่ยวกับผลงานและผลการแข่งขันที่ย่ำแย่ตั้งแต่โอนีลจากไป ก็คือ ชาวไอริชเหนือได้แสดงให้เห็นว่าเขาต้องการที่จะอยู่ต่อ

หากมีความบรรเทาโทษในการแพ้นัดเปิดตัวของน็องซี่ที่บ้านต่อฮาร์ทส์ ทีมนำในลีกสกอตติช พรีเมียร์ชิพ และในยุโรปต่อโรม่า ซึ่งปัจจุบันมีแต้มตามหลังจ่าฝูงเซเรีย อา เพียง 3 แต้ม ความพ่ายแพ้ล่าสุดสองครั้งทำให้แฟนบอลโกรธเคือง

ประการแรกคือฟุตบอลลีกคัพ รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เซลติกแพ้ต่อเซนต์ เมียร์เรน ใน 16 นัด

เซลติกชนะการแข่งขันฟุตบอลถ้วยสองครั้งก่อนหน้านี้ ภายใต้การคุมทีมของแอนจ์ ปอสเตโคกลู ในปี 2023 และร็อดเจอร์ส ในปี 2024 ด้วยสกอร์รวม 7-1

แต่แฟนๆ อธิบายว่าพวกเขา “สู้ไม่ได้และคิดน้อยกว่า” คู่แข่ง ซึ่งเคยชนะลีกคัพเพียงครั้งเดียวก่อนหน้านี้ในประวัติศาสตร์ 148 ปีของพวกเขา

ตามมาด้วยความล้มเหลวที่ดันดี ยูไนเต็ด ซึ่งหมายความว่าน็องซี่ — โค้ชยอดเยี่ยมแห่งปีของ MLS ในปี 2024 — ชนะเพียง 3 จาก 16 เกมหลังสุดในฐานะผู้จัดการทีมหลังจากมีปัญหาที่โคลัมบัส

“เรามีผลงานที่ดี”

หลังพ่ายแพ้ที่แทนนไดซ์ น็องซี่กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าเขาเห็น “พัฒนาการ” ของทีม

“ผมคิดว่าผมกำลังอยู่ในทิศทางที่ดีกับนักเตะ” เขากล่าว “วันนี้คุณเห็นแล้วว่าเรามีผลงานที่ดี เรากำลังพัฒนาขึ้น”

กุนซือวัย 48 ปีอาจชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่ยอดเยี่ยมที่ดายเซน มาเอดะพลาดไป รวมถึงการขาดหายไปของนักเตะคนสำคัญอย่างอลิสแตร์ จอห์นสตัน, คาเมรอน คาร์เตอร์-วิคเกอร์ส และโจต้า แต่ปัญหาต่างๆ ยังคงมีอยู่หลังจากการเปลี่ยนแปลงระบบของเขาไปใช้กองหลังสามคน

นี่ยังเป็นครั้งแรกที่เซลติกแพ้ 4 เกมติดต่อกันตั้งแต่เดือนมกราคม 1978 ในช่วงฤดูกาลสุดท้ายของจ็อค สไตน์ ในฐานะผู้จัดการทีม

เซลติกยังแพ้ในลีกคัพ รอบชิงชนะเลิศในฤดูกาลนั้น และจบอันดับที่ 5 ในตาราง ตามหลังแชมป์อย่างเรนเจอร์ส 19 แต้ม

น็องซี่พยายามที่จะมองโลกในแง่ดีท่ามกลางความโกรธและความผิดหวัง

แต่ตัวเลขที่ซ่อนอยู่เป็นลางร้าย ยิงได้ 3 ประตูและเสีย 10 ประตู โดยเซลติกเผชิญหน้ากับการยิงเข้ากรอบมากกว่าและบันทึกได้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับเกมภายใต้การคุมทีมของร็อดเจอร์สและโอนีลในฤดูกาลนี้

การเริ่มต้นของน็องซี่เปรียบเทียบกับผู้จัดการทีมในพรีเมียร์ลีกได้อย่างไร?

การแพ้ 4 นัดแรกในฐานะผู้จัดการทีมแทบจะไม่เคยเกิดขึ้นในบรรดาทีมชั้นนำของพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ในบรรดาทีมที่อยู่ในลีกสูงสุดตลอดกาล อย่างลิเวอร์พูล, อาร์เซนอล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี, เอฟเวอร์ตัน และท็อตแนม มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่เคยเกิดขึ้น

แฟรงค์ แลมพาร์ดเป็นผู้จัดการทีมคนเดียวที่แพ้ 4 นัดแรก โดยทำได้ในช่วงที่สองของเขาที่เชลซีในฤดูกาล 2022-23

เขาเข้ามารับตำแหน่งแทนที่เกรแฮม พ็อตเตอร์ ที่ถูกไล่ออกในเดือนเมษายนของฤดูกาลนั้น และเชลซีจบในครึ่งล่างของตารางเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1996 ด้วยสถิติต่ำสุด 44 แต้ม และทำประตูได้น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกของสโมสร

ตามทฤษฎีแล้ว น็องซี่มีเวลามากกว่า เนื่องจากการคุมทีมของเขาเริ่มต้นเร็วกว่ามาก แต่สถิติที่ไม่น่าพอใจอีกอย่างหนึ่งกำลังรออยู่ข้างหน้า

เซลติกเคยแพ้ 5 เกมติดต่อกันเพียง 2 ครั้งในประวัติศาสตร์ของสโมสร ครั้งล่าสุดในปี 1953 ภายใต้การคุมทีมของแม็ครอรี่

หากฮูปส์ทำสถิติเทียบเท่าเมื่อ 72 ปีก่อนในวันอาทิตย์นี้ กับอเบอร์ดีน ทีมที่ไม่เคยแพ้มา 32 นัด สถานการณ์ของผู้จัดการทีม วิกฤต! เริ่มต้นแย่สุดใน Old Firm: Nancy รอดไหม? อาจแขวนอยู่บนเส้นด้าย

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คำถามสำคัญคือ วิกฤต! เริ่มต้นแย่สุดใน Old Firm: Nancy รอดไหม? และอะไรคือปัจจัยที่จะตัดสินอนาคตของเขาในถิ่นเซลติกพาร์ค

หากเซลติกไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ในเร็ววัน ความกดดันต่อน็องซี่จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งผู้จัดการทีมได้ในที่สุด นี่คือช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับน็องซี่ที่จะต้องพิสูจน์ตัวเองและนำพาเซลติกกลับสู่เส้นทางแห่งชัยชนะ

วิกฤต! เริ่มต้นแย่สุดใน Old Firm: Nancy รอดไหม? – ความท้าทายที่รออยู่

อนาคตของน็องซี่ในฐานะผู้จัดการทีมเซลติกยังคงเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัด แฟนบอลและผู้บริหารสโมสรกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าเขาสามารถนำทีมกลับมาสู่ฟอร์มที่ดีได้หรือไม่ การตัดสินใจในอนาคตอันใกล้นี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของสโมสร

ที่มา – Worst start in Old Firm history – can Nancy survive as Celtic boss?

ปชป. เปิดชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต

“สกลธี” เปิดชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต ย้ำผ่านกระบวนการคัดเลือกถูกต้อง คัดกรองชูทัศนคติและอุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกับแนวทางสุจริต

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะดูแลผู้สมัครลงเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขตเรียบร้อยแล้ว ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนจาก 150 คนเหลือ 33 คน ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ตั้งใจเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้สมัครของพรรค ทุกคนทำได้ดีมาก แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนที่ต้องเสียใจและผิดหวัง เพราะจำนวนคนที่เสนอตัวมีจำนวนมากกว่าจำนวนที่จะส่งลงเลือกตั้งหลายเท่าตัว

ขอเรียนว่าคณะกรรมการสรรหาและกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรค ได้พิจารณาในทุกๆด้าน อย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นประวัติการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน บุคลิกภาพ ทัศนคติและอุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกับแนวทางสุจริต ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของพรรค

นายสกลธีบอกต่อว่า สำหรับคนที่ไม่ได้ไปต่อเชื่อว่าทุกคนมีความตั้งใจและมีคุณค่ามากสำหรับพรรคครับ ตนจะติดต่อดึงคนที่อยากทำงานต่อไปกับพรรคมาช่วยกันทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินต่อไป เพราะการทำงานการเมืองไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นผู้แทนราษฎรเท่านั้น ขอแสดงความยินดีกับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทั้ง 33 คนด้วยนะครับ…เราจะสู้ไปด้วยกันครับ และวันที่ 22 ธ.ค. เวลา 9.00 น. เชิญพบตัวเป็นๆ และประวัติของทุกคน ในการเปิดตัวผู้สมัครอย่างเป็นทางการ

ปชป. เปิดชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต

สำหรับรายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต พรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย

  • เขตเลือกตั้งที่ 1 นายพีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี
  • เขตเลือกตั้งที่ 2 ดร.เจษฎา เลิศธนสาร
  • เขตเลือกตั้งที่ 3 นายอภิมุข ฉันทวานิช
  • เขตเลือกตั้งที่ 4 นายพงศกร ขวัญเมือง
  • เขตเลือกตั้งที่ 5 นายนนธนัตถ์ บุนนาค
  • เขตเลือกตั้งที่ 6 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร
  • เขตเลือกตั้งที่ 7 นายพงศ์พล เตมีย์
  • เขตเลือกตั้งที่ 8 นายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา
  • เขตเลือกตั้งที่ 9 น.ส.วิเวียน จุลมนต์
  • เขตเลือกตั้งที่ 10 ดร.ชัยพร แก้ววาตะ
  • เขตเลือกตั้งที่ 11 น.ส.รมิดา อินทะแพทย์
  • เขตเลือกตั้งที่ 12 นางพิมชนก เก่าเจริญ
  • เขตเลือกตั้งที่ 13 นายภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฐ์
  • เขตเลือกตั้งที่ 14 รอ.ดร.นพ.พิชาญศักดิ์ บุญมาศ
  • เขตเลือกตั้งที่ 15 น.ส.ฐิตยากร พรโรจนากูร
  • เขตเลือกตั้งที่ 16 นายสุนันท์ มีนมณี
  • เขตเลือกตั้งที่ 17 นายฐิติวัชร์ ดีประเสริฐวงศ์
  • เขตเลือกตั้งที่ 18 นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์
  • เขตเลือกตั้งที่ 19 น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล
  • เขตเลือกตั้งที่ 20 นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง
  • เขตเลือกตั้งที่ 21 ดร.กิตพล เชิดชูกิจกุล
  • เขตเลือกตั้งที่ 22 นายปรินต์ ทองปุสสะ
  • เขตเลือกตั้งที่ 23 น.ส.วีร์ ศรีวราธนบูลย์
  • เขตเลือกตั้งที่ 24 น.ส.มารีญา ฤกษ์ดี
  • เขตเลือกตั้งที่ 25 นายชยิน พึ่งสาย
  • เขตเลือกตั้งที่ 26 นายสาโรจน์ ซึ้งไพศาลกุล
  • เขตเลือกตั้งที่ 27 น.ส.มณฑาทิพย์ ทิพยชนาพัฒน์
  • เขตเลือกตั้งที่ 28 นายพร้อมพล ธรรมจินดา
  • เขตเลือกตั้งที่ 29 น.ส.ศิริขวัญ นิลกรณ์
  • เขตเลือกตั้งที่ 30 นายคณพล พงศ์พิทยา
  • เขตเลือกตั้งที่ 31 พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์
  • เขตเลือกตั้งที่ 32 ดร.วิสวัส ทองธีรภาพ
  • เขตเลือกตั้งที่ 33 นายเจตน์สฤษดิ์ เลิศธนสาร

ทำไมต้องจับตาดูผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ทั้ง 33 เขต?

การประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต ของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การคัดเลือกผู้สมัครที่ผ่านกระบวนการที่เข้มข้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคในการนำเสนอตัวเลือกที่ดีที่สุดให้กับประชาชน

การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การทำความรู้จักและทำความเข้าใจกับผู้สมัครในแต่ละเขต จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพื่อให้สามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้

ที่มา – ปชป.เปิดชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต ย้ำคัดกรองมาอย่างดี มีอุดมการณ์และสุจริต

หาดใหญ่ธงเขียว! น้ำกลับสู่ปกติ ฝนเล็กน้อย

อัปเดตข่าวดี! “เทศบาลนครหาดใหญ่” ประกาศสถานการณ์ “ธงเขียว” แล้ว ภาพรวมสถานการณ์น้ำในพื้นที่กลับสู่สภาวะปกติ ประชาชนสบายใจได้ แต่ยังคงต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตรวจพบกลุ่มฝนเคลื่อนจาก อ.นาหม่อม เข้าสู่หาดใหญ่ ซึ่งคาดการณ์ว่าเป็นฝนเล็กน้อยถึงปานกลาง

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 19.00 น. เฟซบุ๊ก เทศบาลนครหาดใหญ่ ได้เผยแพร่แถลงการณ์ฉบับที่ 7 เรื่องสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่เขตเทศบาลนครหาดใหญ่

จากสถานการณ์ฝนตกหนัก โดยเฉพาะตามแนวเขาคอหงส์ ลุ่มน้ำคลองเรียน และลุ่มน้ำคลองหวะ เทศบาลนครหาดใหญ่ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด รวมถึงได้ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเพื่อปรับลดระดับจากธงเหลืองเป็นธงเขียว โดยปัจจุบันระดับน้ำในคลองต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ ดังนี้

  1. คลองอู่ตะเภา
    • บ้านม่วงก๊อง ต่ำกว่าตลิ่ง 4.96 เมตร
    • บ้านบางศาลา ต่ำกว่าตลิ่ง 5.66 เมตร
    • บ้านหาดใหญ่ ต่ำกว่าตลิ่ง 4.99 เมตร
  2. คลองหวะ ต่ำกว่าตลิ่ง 2.63 เมตร
  3. คลองเตย ต่ำกว่าตลิ่ง 3.15 เมตร
  4. แก้มลิงคลองเรียน ต่ำกว่าตลิ่ง 2.00 เมตร

โดยสรุปแล้ว ภาพรวมสถานการณ์น้ำในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ และประกาศใช้ “ธงเขียว”

อย่างไรก็ตาม เทศบาลนครหาดใหญ่ขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนอย่างใกล้ชิด สามารถสอบถามข้อมูลสภาพอากาศและข้อมูลต่างๆ ได้ทางศูนย์วิทยุกุญชร 074-200028, สายด่วนกุญชร 074-200000 ตลอด 24 ชั่วโมง, Facebook: เทศบาลนครหาดใหญ่, Line: @hatyaicity และเว็บไซต์ www.hatyaicity.go.th

สำหรับการรายงานสถานการณ์ฝนในช่วงค่ำคืนนี้ เวลา 19.15 น. ตรวจพบกลุ่มฝนเคลื่อนจากอำเภอนาหม่อมเข้าสู่หาดใหญ่ โดยคาดว่าเป็นฝนเล็กน้อยถึงปานกลาง หากมีการเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบต่อไป

สถานการณ์น้ำท่วมเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แม้ขณะนี้สถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น แต่การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเป็นสิ่งสำคัญ ควรติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การมีสติและเตรียมพร้อมจะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติได้

เทศบาลนครหาดใหญ่ ประกาศ “ธงเขียว” ภาพรวมสถานการณ์น้ำกลับสู่สภาวะปกติ พบฝนเล็กน้อย

สถานการณ์ล่าสุด: เทศบาลนครหาดใหญ่ประกาศ “ธงเขียว”

การที่เทศบาลนครหาดใหญ่ประกาศ “ธงเขียว” ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์น้ำในพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ประชาชนก็ยังไม่ควรประมาท ควรติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

การรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การเตรียมพร้อมและการวางแผนรับมือที่ดีจะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติได้

ทั้งนี้ การประกาศ “ธงเขียว” ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์จะกลับสู่ปกติโดยสมบูรณ์ การเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ การมีสติและเตรียมพร้อมอยู่เสมอจะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที

ที่มา – เทศบาลนครหาดใหญ่ ประกาศ “ธงเขียว” ภาพรวมสถานการณ์น้ำกลับสู่สภาวะปกติ พบฝนเล็กน้อย

“ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยันลง สส.สงขลา เขต 9

ท่ามกลางกระแสข่าวการย้ายพรรค “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” อดีต สส.สงขลา ออกมายืนยันหนักแน่นว่าจะยังคงอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน พร้อมเตรียมลงสมัคร สส.สงขลา เขต 9 เหมือนเดิม สร้างความชัดเจนให้กับผู้สนับสนุนและสมาชิกพรรค

“ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยัน อยู่ประชาธิปัตย์ 1,000% จ่อลง สส.สงขลา เขต 9 เหมือนเดิม

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องการย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม และลงสมัคร สส.สงขลา เขตเลือกตั้งที่ 9 ในนามพรรคดังกล่าว โดยยืนยันหนักแน่นว่า

“ผมอยู่พรรคประชาธิปัตย์ 1,000% ถ้าผมไม่อยู่พรรคประชาธิปัตย์ก็จะเลิกเล่นการเมือง”

นายศักดิ์สิทธิ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในครอบครัวเองก็ไม่มีการพูดคุยเรื่องการเมืองแต่อย่างใด จะมีเพียงน้องชาย 2 คนเท่านั้นที่ย้ายไปอยู่กับพรรคกล้าธรรม ทำให้การยืนยันครั้งนี้เป็นการตอกย้ำจุดยืนทางการเมืองของ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ได้เป็นอย่างดี

“ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ลง สส.สงขลา เขต 9 แน่นอน

จากการยืนยันดังกล่าว ทำให้ชัดเจนว่า “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” จะยังคงลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ และยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับชาวสงขลา เขต 9 ที่เคยให้ความไว้วางใจมาโดยตลอด การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความภักดีต่อพรรคประชาธิปัตย์ และความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนในพื้นที่ต่อไป

การตัดสินใจอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ 1,000% และลงสมัคร สส.สงขลา เขต 9 ของ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความชัดเจนให้กับอนาคตทางการเมืองของตนเองเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมทางการเมืองในจังหวัดสงขลาอีกด้วย การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยังคงยืนหยัดอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพรรคในพื้นที่ภาคใต้ และยังเป็นการรักษาฐานเสียงเดิมของตนเองอีกด้วย

สำหรับผู้สนับสนุนและประชาชนในพื้นที่สงขลา เขต 9 การตัดสินใจครั้งนี้ของ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ถือเป็นข่าวดี เพราะหมายถึงการที่พวกเขายังคงมีตัวแทนที่เข้าใจปัญหาและความต้องการของพวกเขาอย่างแท้จริง การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ลงสมัคร สส.สงขลา เขต 9 อีกครั้ง จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้พิจารณาและตัดสินใจเลือกผู้แทนที่พวกเขาเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำพาความเจริญและความผาสุกมาสู่ท้องถิ่นได้

สิ่งที่น่าสนใจต่อไปคือ การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” จะนำเสนอนโยบายและแนวทางการทำงานอย่างไรเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในยุคปัจจุบัน การแข่งขันทางการเมืองในเขต 9 สงขลา ย่อมต้องมีความเข้มข้นอย่างแน่นอน และการที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยังคงอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแข่งขันครั้งนี้มีความน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยืนยันว่าจะลง สส.สงขลา เขต 9 ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักการเมืองคนอื่นๆ ในพื้นที่ว่า การเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของการย้ายพรรค แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่น ความภักดี และความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยัน อยู่ประชาธิปัตย์ 1,000% จ่อลง สส.สงขลา เขต 9 เหมือนเดิม

Too Fast To Sleep สยาม ปิด! เปิดบริการวันสุดท้าย

ใจหาย! ร้าน Too Fast To Sleep สยามสแควร์ (ซอย 1) ประกาศปิดสาขาอย่างเป็นทางการ โดยจะเปิดให้บริการวันสุดท้ายในวันที่ 24 ธันวาคมที่จะถึงนี้ พร้อมกล่าวขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุนตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2566 ทางเพจเฟซบุ๊กของ Too Fast To Sleep ได้โพสต์ข้อความแจ้งข่าวเศร้าดังกล่าว โดยระบุว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ทางร้านรู้สึกขอบคุณสำหรับการแวะมาของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งอ่านหนังสือยาวๆ ช่วงสอบ ช่วงปั่นเดดไลน์ หรือแม้แต่บทสนทนาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร้าน ทุกอย่างล้วนมีความหมายต่อทางร้านอย่างยิ่ง

“Too Fast To Sleep ไม่ได้โตมาเพราะเวลา แต่โตมาเพราะทุกคนที่เลือกเราเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต” ข้อความจากทางเพจระบุ

ทางร้านยังแจ้งอีกว่า วันที่ 24 ธันวาคมนี้ จะเป็นการเปิดให้บริการสาขา สยามสแควร์ (ซอย 1) เป็นครั้งสุดท้าย ดังนั้นจึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมใช้บริการและเก็บเกี่ยวความทรงจำดีๆ ร่วมกันเป็นครั้งสุดท้าย

ไม่ว่าคุณจะมาอ่านหนังสือ ทำงาน หรือแค่ต้องการมานั่งพักผ่อน ทางร้านขอขอบคุณทุกท่านที่ทำให้ร้านเล็กๆ แห่งนี้ได้ใช้เวลาร่วมกับทุกคนมานานกว่า 10 ปี

“แล้วพบกันใหม่นะคะ” ข้อความทิ้งท้ายจากทางร้าน

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็น โดยส่วนใหญ่ต่างก็รู้สึกเสียดายกับการปิดตัวของร้าน Too Fast To Sleep สยาม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคาเฟ่ยอดฮิตที่วัยรุ่นและวัยทำงานมักจะเลือกมาใช้บริการ พร้อมทั้งแชร์ความทรงจำต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นที่ร้านแห่งนี้

Too Fast To Sleep สยาม ปิดตัว: ความทรงจำที่แสนพิเศษ

การปิดตัวของ Too Fast To Sleep สยาม สร้างความเสียใจให้กับใครหลายคน เพราะร้านแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่คาเฟ่ แต่เป็นเหมือนพื้นที่แห่งความทรงจำ ที่หลายคนได้ใช้เวลาในการอ่านหนังสือ ทำงาน พบปะเพื่อนฝูง หรือแม้แต่การเริ่มต้นความสัมพันธ์ดีๆ

สำหรับนักเรียน นักศึกษา และคนทำงานในย่านสยามสแควร์ Too Fast To Sleep เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง ที่สามารถเข้ามาใช้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นช่วงสอบที่ต้องการสถานที่อ่านหนังสือที่เงียบสงบ หรือช่วงที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน

ทำไม Too Fast To Sleep สยาม ถึงเป็นที่รักของผู้คน

  • บรรยากาศที่เป็นกันเองและผ่อนคลาย: ร้านตกแต่งในสไตล์เรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่น ทำให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจและเป็นกันเอง
  • เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง: ตอบโจทย์ความต้องการของนักเรียน นักศึกษา และคนทำงานที่ต้องการสถานที่อ่านหนังสือหรือทำงานในเวลาที่แตกต่างกัน
  • เครื่องดื่มและอาหารที่หลากหลาย: มีเมนูให้เลือกมากมาย ทั้งเครื่องดื่ม ชา กาแฟ และอาหารว่าง ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกรูปแบบ
  • ทำเลที่ตั้งที่สะดวกสบาย: ตั้งอยู่ในย่านสยามสแควร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของกรุงเทพฯ ทำให้ง่ายต่อการเดินทาง
  • เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำ: สำหรับหลายคน Too Fast To Sleep ไม่ได้เป็นเพียงแค่คาเฟ่ แต่เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ

แม้ว่า Too Fast To Sleep สยาม จะปิดตัวลง แต่ความทรงจำดีๆ ที่ร้านแห่งนี้ได้สร้างไว้ จะยังคงอยู่ในใจของผู้คนตลอดไป และเชื่อว่าจะมีคาเฟ่อื่นๆ เกิดขึ้นมาเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ในการเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ต่อไป

การปิดตัวของ Too Fast To Sleep สาขาสยามสแควร์ ถือเป็นการสูญเสียสถานที่สำคัญทางใจของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือคนทำงาน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าความทรงจำดีๆ ที่ร้านแห่งนี้ได้สร้างไว้ จะยังคงอยู่กับทุกคนตลอดไป และหวังว่า Too Fast To Sleep จะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในอนาคต

ที่มา – “Too Fast To Sleep” แจ้งปิดสาขา “Siam Square” เปิดให้บริการวันสุดท้าย 24 ธ.ค.

เต่าทะเล กลืนสายรัดข้อมือ! 27 วันขับออก

เรื่องราวดี ๆ ที่ต้องบอกต่อ! กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) แจ้งข่าวว่า เต่าทะเล ที่กลืนสายรัดข้อมือเข้าไป สามารถขับถ่ายออกมาได้แล้วจ้า! เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากมีนักท่องเที่ยวยื่นสายรัดข้อมือให้น้องเต่ากิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 มีรายงานว่า เต่าทะเล บริเวณหมู่เกาะสิมิลันกลืนสายรัดข้อมือเข้าไป เจ้าหน้าที่อุทยานฯ จึงเร่งติดตามและนำตัวส่งศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน (ศวอบ.) เพื่อทำการรักษา

ทีมสัตวแพทย์ประจำศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร ศวอบ. ได้ตรวจสุขภาพของน้องเต่าอย่างละเอียด พบว่าสายรัดข้อมืออยู่ในทางเดินอาหาร และมีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

เต่าทะเล กับภารกิจขับถ่ายสายรัดข้อมือ

จากการ X-ray พบว่าสายรัดข้อมือมีขนาดเส้นรอบวงประมาณ 20 ซม. โชคดีที่ไม่กีดขวางทางเดินอาหารของน้องเต่า และผลเลือดก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะในอุจจาระของน้องเต่าพบเศษพืชและผลไม้ที่ไม่ใช่อาหารตามธรรมชาติ เช่น ใบสับปะรด เม็ดมะละกอ และใบตอง ซึ่งย่อยยาก

ในที่สุด! หลังจากรอคอยมา 27 วัน (นับตั้งแต่วันที่กลืนสายรัดข้อมือ) ในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 น้องเต่าทะเล ก็สามารถขับถ่ายสายรัดข้อมือสีเหลืองออกมาได้สำเร็จ พร้อมกับใบตองที่ไม่สามารถย่อยได้! งานนี้ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ต่างก็ดีใจกันยกใหญ่

บทเรียนราคาแพงของเต่าทะเล

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่เตือนใจนักท่องเที่ยวว่า ไม่ควรให้อาหาร หรือสิ่งแปลกปลอมใด ๆ แก่สัตว์ทะเล เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ตอนนี้ทีมสัตวแพทย์กำลังประเมินสุขภาพของน้องเต่าอย่างต่อเนื่อง และจะประสานงานกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เพื่อวางแผนปล่อยน้องเต่าทะเล กลับคืนสู่ธรรมชาติโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะแนวทางการจัดการกิจกรรมการท่องเที่ยวทางน้ำให้เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก

เราทุกคนมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ชีวิตสัตว์ทะเลได้ เพียงแค่ไม่ให้อาหารที่ไม่เป็นอาหารตามธรรมชาติ และไม่ทิ้งขยะลงทะเล แค่นี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงที่สัตว์ทะเลจะได้รับอันตรายได้แล้วค่ะ

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เป็นสิ่งสำคัญ นักท่องเที่ยวควรตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์ทะเล เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นไปอย่างยั่งยืน และไม่ทำร้ายชีวิตน้อย ๆ เหล่านี้

หวังว่าเรื่องราวของน้องเต่าตัวนี้จะเป็นแรงกระตุ้นให้ทุกคนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นนะคะ ร่วมกันสร้างทะเลไทยให้สวยงามและปลอดภัยสำหรับสัตว์ทะเลทุกชนิด

ที่มา – “เต่าทะเล” กลืนสายรัดข้อมือจากนักท่องเที่ยว ใช้เวลา 27 วัน ล่าสุดขับออกได้แล้ว