วัน: 18 ธันวาคม 2025

รทสช.ลุยเลือกตั้ง! เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ

รทสช. เครื่องร้อนพร้อมลุยเลือกตั้ง “พีระพันธุ์” ติวเข้มว่าที่ผู้สมัคร สส.ทั่วประเทศ  ย้ำจุดยืน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” 

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรม เลอ มอนเต้ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นำโดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค จัดกิจกรรมอบรมสัมมนา ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ บางส่วนจากทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมศักยภาพของผู้สมัคร ในการลงสนามสู้ศึกเลือกตั้ง

นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงจุดยืนของพรรคว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ มีแกนสำคัญที่สุดคือยึดมั่น ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ และไม่ว่านโยบายของพรรคจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ประเทศเพียงใด อุดมการณ์ปกป้องสถาบันหลัก จะยังคงสอดแทรกอยู่ในทุกภารกิจเสมอ และอีกหัวใจสำคัญในการทำงานของพรรคคือ แนวคิด “สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง” เพราะสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุด คือ มีคนที่พร้อมแก้ไขปัญหา และพยายามเข้าไปช่วยเหลืออย่างจริงจัง และพรรคต้องการคนที่เข้ามาทำงาน ไม่ใช่มาเล่นการเมือง

โดยแนวนโยบายในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ มุ่งมั่นที่แก้ไขปัญหาวิกฤตของชาติด้วยความ “เด็ดขาด” เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับ “พลิกโฉม” ประเทศ โดยเฉพาะวิกฤตความมั่นคงด้านอธิปไตย ปัญหาทุจริตงบประมาณ ทุนเทา สแกมเมอร์ ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก  ปัญหาราคาพลังงาน  ปัญหาภาคเกษตร  และปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน

“วิกฤตเกิดจากปัญหาที่ไม่มีใครแก้  วันนี้ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาหลายอย่างที่กลายเป็นวิกฤต โดยเฉพาะความมั่นคงชายแดน ถ้าเราไม่ทุบโต๊ะเด็ดขาด ไม่มีวันจบ ไม่เสริมกำลังกองทัพไม่จบ นโยบายเราคือ ยกเลิก MOU 43-44 ร้อยเปอร์เซ็นต์ทันที เราจำเป็นต้องมีมาตรการขั้นเด็ดขาด จัดการกับการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ และพวกสแกมเมอร์ โดยเสนอบทลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต เราจะค้ำจุนเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่ง และเดินหน้ารื้อโครงสร้างระบบพลังงานต่อไป ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน เพื่อลดภาระค่าพลังงานของประชาชน เราพร้อมสร้างสังคมที่มีคุณภาพสำหรับคนทุกวัย และเตรียมผลักดันภาคเกษตรกรรมของไทยให้เป็นธุรกิจการเกษตรที่สามารถสร้างรายได้สู่กระเป๋าเกษตรกรอย่างยั่งยืน”  นายพีระพันธุ์ กล่าว

ด้านนายอรรถวิชช์  สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวสรุปประเด็น ด้านเศรษฐกิจ ที่เป็นแนวนโยบายของพรรคว่า ประเทศไทยถูกแช่แข็งมากว่า 20 ปี เนื่องจากไม่มีธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-Curve อาทิ อุตสาหกรรมผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการเกษตรแบบโอลีโอเคมี ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้ ต้องอาศัยการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งต้องเกิดจากการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานที่ยังคงผูกขาดอยู่กับนายทุน รวมถึงการชูนโยบายลบประวัติเครดิตบูโร ที่สร้างปัญหาการแช่แข็งผู้มีรายได้น้อยไว้ 3 ปี ทำให้ไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารเพื่อนำมาประกอบธุรกิจดำรงชีพได้ต่อไป  

ขณะที่ นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงนโยบายการยกระดับภาคเกษตรกรรมว่า จะลดต้นทุนของเกษตรกรด้วยการเร่งแก้ปัญหาพลังงาน ชูนโยบายโซลาร์เสรี ควบคู่กับการดูแลปัจจัยการผลิตทั้งที่ดิน ปุ๋ย และการจัดการน้ำ อีกทั้งแก้ปัญหาราคาผลผลิตผ่านการปฏิรูปสหกรณ์การเกษตร สร้างกลไกตลาดที่สมดุล ซึ่งรัฐต้องมีบทบาทเป็นคนกลาง ทั้งการสนับสนุนเครื่องจักรในการทำการเกษตร และรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ ที่ทำให้เกษตรกรได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

สำหรับกิจกรรมช่วงบ่าย เป็นการทำเวิร์กช็อปยกระดับทักษะการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์และเทคนิคการนำเสนอนโยบายเด่นในแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างมาตรฐานการสื่อสารที่เป็นเอกภาพทั่วประเทศ และในวันพรุ่งนี้ (19 ธ.ค. 68) จะให้ความรู้ด้านกฎหมายการเงินที่ใช้ในการเลือกตั้ง เพื่อเน้นย้ำความถูกต้องโปร่งใสตามระเบียบ กกต. พร้อมปิดท้ายด้วยการติวเข้มเทคนิคการหาเสียงเชิงรุก เตรียมความพร้อมในการลงพื้นที่เพื่อ “สู้ให้ทุกปัญหา” เป็นที่ “พึ่งพาได้ทุกเรื่อง” ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

รทสช. ย้ำจุดยืน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ”

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประกาศความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำจุดยืนที่ชัดเจนในการ “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” พรรคฯ มุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของชาติอย่างจริงจัง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นให้กับประเทศและประชาชน

นโยบายหลัก: เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ

นโยบายหลักของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ การ “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาสำคัญต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตความมั่นคง ปัญหาเศรษฐกิจ หรือปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน

  • ความมั่นคง: รทสช. ให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงของชาติ และพร้อมที่จะใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อจัดการกับภัยคุกคามต่างๆ
  • เศรษฐกิจ: พรรคฯ มีนโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
  • คุณภาพชีวิต: รทสช. มุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา สาธารณสุข หรือสวัสดิการสังคม

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มั่นใจว่าด้วยนโยบายที่ชัดเจนและการทำงานอย่างจริงจัง พรรคฯ จะสามารถ “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” และนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่สามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ขอเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ที่มา – รทสช.เครื่องร้อนพร้อมลุยเลือกตั้ง ย้ำจุดยืน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ”

หลิว จงอี้ ซัดกัมพูชา พัวพันสแกมเมอร์

“หลิว จงอี้” เข้า บก.ทบ. ซัดรัฐบาลกัมพูชาเชื่อมโยง-มีผลประโยชน์สแกมเมอร์ ชม 3 ชาติกวาดล้างเมียวดี จับผู้ต้องหาจีน 6,600 คน ชี้ รบ.เมียนมา ตั้ง คกก.เฉพาะกิจ ตรวจอาคารใน KK Park กว่า 400 แห่ง

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 กองทัพบก เผยแพร่เอกสารข่าว ว่าวานนี้ (17 ธันวาคม 2568) พล.อ.ดิเรก บงการ หัวหน้าศูนย์ประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้การต้อนรับ นายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกรมสอบสวนคดีอาญา กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กองสอบสวนอาชญากรรมโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีน และจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ณ ห้อง จปร. อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ กองบัญชาการกองทัพบก เพื่อหารือประเด็นสถานการณ์ความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ในระหว่างการหารือ พล.อ.ดิเรก กล่าวว่า ปัจจุบันมีข้อมูลว่ากลุ่มสแกมเมอร์ที่ถูกปราบปรามอาจหลบหนีไปยังพื้นที่อื่น และอาจใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่านไปยังประเทศที่ 3 โดยใช้การแฝงตัวเข้ามาในลักษณะนักท่องเที่ยวหรือนักลงทุน ส่งผลให้การคัดกรองของเจ้าหน้าที่เป็นไปได้ยาก รวมถึงการดำเนินการของกองทัพบกที่รับผิดชอบดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดน ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการคัดกรองและระบุตัวผู้ต้องสงสัยร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนข้อมูลข่าวสารหรือเบาะแสของขบวนการสแกมเมอร์จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็จะสามารถแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า และทำให้การสกัดจับเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ พล.อ.ดิเรก ยังกล่าวถึงขั้นตอนการส่งมอบผู้ลักลอบเข้าเมืองให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขั้นตอนการผลักดันออกนอกประเทศ ที่ทางกองทัพบกมีความเห็นว่า หากสามารถกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน ก็จะสามารถลดเวลาในขั้นตอนเหล่านี้ได้

ทางด้าน นายหลิว จงอี้ ได้แสดงความชื่นชมต่อความร่วมมือระหว่างไทย เมียนมา และจีน ในการกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมในพื้นที่เมียวดี ซึ่งสามารถจับกุมและส่งกลับผู้ต้องหาชาวจีนกว่า 6,600 คน พร้อมกล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจในการแก้ไขปัญหา และมีการลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจอาคารใน KK Park กว่า 400 แห่งแล้ว ทั้งนี้ ฝ่ายจีนได้ขอความร่วมมือให้ไทยเพิ่มมาตรการสกัดกั้นผู้กระทำผิดที่พยายามใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่าน ทั้งทางธรรมชาติและด่านตรวจคนเข้าเมือง รวมทั้งกล่าวว่าอุปกรณ์ที่ขบวนการสแกมเมอร์ใช้ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง คือหลักฐานสำคัญที่จะใช้ในการดำเนินคดีและขยายผลเครือข่ายอาชญากรรม จึงต้องมีการดำเนินการเก็บวัตถุพยานอย่างรอบคอบและรัดกุม ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ทางการจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินการที่ผ่านมา นอกจากนี้ ทางจีนยังได้แสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลกัมพูชามีความเชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ในหลายมิติ

ดังนั้น จึงขอให้ทั้ง 2 ประเทศได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกัน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาและมาตรการที่เป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง ในการดำเนินการ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและเสถียรภาพในภูมิภาค.

ล่าสุด นายหลิว จงอี้ ได้มีการหารือถึงประเด็นสำคัญที่ว่า รัฐบาลกัมพูชามีความเชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

หลิว จงอี้ ซัดรัฐบาลกัมพูชา เชื่อมโยง-มีผลประโยชน์สแกมเมอร์

จากกรณีที่นายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เข้าพบกองทัพบกไทย เพื่อหารือเรื่องความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ สิ่งที่น่าสนใจคือการที่นายหลิว จงอี้ ได้กล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลกัมพูชากับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ

ความเชื่อมโยงของรัฐบาลกัมพูชากับขบวนการสแกมเมอร์

การที่นายหลิว จงอี้ ออกมากล่าวถึงความเชื่อมโยงของรัฐบาลกัมพูชากับขบวนการสแกมเมอร์นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของทางการจีนต่อปัญหาดังกล่าว และอาจนำไปสู่การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อนเช่นนี้

ประเด็นที่นายหลิว จงอี้ ยกขึ้นมานั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งต้องมีการดำเนินการด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ

สิ่งสำคัญคือการที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและเสถียรภาพในภูมิภาค

การที่นายหลิว จงอี้ ออกมาให้ข้อมูลเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการจีนในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกประเทศในการดำเนินการดังกล่าว

ที่มา – ทบ. เผยประเด็นวงหารือ “หลิว จงอี้” ซัดรัฐบาลกัมพูชา เชื่อมโยง-มีผลประโยชน์สแกมเมอร์

ปภ.เตือนฝนตกหนักสะบ้าย้อย-สะเดา สงขลา

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ส่งข้อความแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ อ.สะบ้าย้อย และ อ.สะเดา จ.สงขลา ให้ระมัดระวังอันตรายจาก ฝนตกหนักสะบ้าย้อย-สะเดา สงขลา ในช่วงวันที่ 18 ธันวาคม 2568 โดยข้อความดังกล่าวถูกส่งผ่านระบบ Cell Broadcast ไปยังโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้งานในพื้นที่เสี่ยง เพื่อแจ้งเตือนให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่ม

ปภ. เตือน! ฝนตกหนักสะบ้าย้อย-สะเดา สงขลา

จากโพสต์บนเฟซบุ๊กของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM ระบุว่า ทางกรมฯ ได้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ อ.สะบ้าย้อย และ อ.สะเดา จ.สงขลา เนื่องจากมีฝนตกหนักและยังมีกลุ่มฝนในพื้นที่ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ริมคลอง/ลำน้ำ ที่ลุ่มต่ำ และที่ลาดเชิงเขา

เพื่อเป็นการป้องกันและลดผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ปภ. จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงดำเนินการดังนี้:

  • ยกของขึ้นที่สูง เพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม
  • เก็บทรัพย์สินมีค่าและเอกสารสำคัญไว้ในที่ปลอดภัย
  • ระมัดระวังอันตรายจากไฟฟ้าดูด
  • ดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ

การแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast

การแจ้งเตือน ฝนตกหนักสะบ้าย้อย-สะเดา สงขลา ครั้งนี้ ปภ. ได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ AIS True และ NT ในการส่งข้อความผ่านระบบ Cell Broadcast ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถส่งข้อความไปยังโทรศัพท์มือถือจำนวนมากในพื้นที่ที่กำหนดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับข้อมูลข่าวสารและคำแนะนำในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ ปภ. ยังได้เปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ทางไลน์ ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784 (Line ID: @1784DDPM) หรือโทรสายด่วนนิรภัย (ปภ.) 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ ฝนตกหนักสะบ้าย้อย-สะเดา สงขลา ได้อย่างทันท่วงที

การแจ้งเตือน ฝนตกหนักสะบ้าย้อย-สะเดา สงขลา ของ ปภ. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ และการใช้เทคโนโลยีในการแจ้งเตือนประชาชน เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว เราทุกคนควรติดตามข่าวสารและคำแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

ที่มา – ปภ. ส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือน “ฝนตกหนัก” อ.สะบ้าย้อย อ.สะเดา จ.สงขลา

ขนส่งฯ สั่ง! รถดัมพ์ 3.7 แสนคัน ติดไซเรน ป้องกันอุบัติเหตุ

กรมการขนส่งทางบกยกระดับความปลอดภัย สั่งรถดัมพ์ 3.7 แสนคัน ติดตั้งไซเรนและไฟเตือน ป้องกันกระบะยกค้างชนสะพานลอย ลดอุบัติเหตุและความสูญเสีย

ขนส่งฯ สั่งรถดัมพ์ 3.7 แสนคัน ติดไซเรน ป้องกันอุบัติเหตุ

จากเหตุการณ์รถบรรทุกดัมพ์กระบะยกค้างชนสะพานลอยคนข้ามบนถนนเทพรัตน (บางนา-ตราด) เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จึงเร่งออกมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย โดยกำหนดให้รถบรรทุกยกเท (รถดัมพ์) ทุกคัน ต้องติดตั้งอุปกรณ์เตือน ทั้งสัญญาณเสียงและไฟเตือน เพื่อแจ้งเตือนผู้ขับขี่หากกระบะยกขึ้นหรือลงไม่สุด

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า มาตรการนี้จะบังคับใช้กับทั้งรถใหม่และรถที่จดทะเบียนแล้ว ซึ่งมีจำนวนกว่า 377,000 คัน ทั่วประเทศ โดยหลักการทำงานของอุปกรณ์เตือนคือ เมื่อกระบะท้ายรถบรรทุกยกขึ้นหรือลงไม่สุด จะมีสัญญาณแสงและเสียงเตือนในห้องคนขับ ทำให้ผู้ขับขี่ตระหนักและระมัดระวัง สัญญาณเตือนจะดับลงเมื่อกระบะท้ายรถบรรทุกลงสุดเท่านั้น มาตรการนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากรถดัมพ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของการติดตั้งอุปกรณ์เตือนนี้ คือ ช่วยป้องกันอุบัติเหตุกระบะบรรทุกยกขึ้นหรือลงไม่สุดชนสะพานลอย อุโมงค์ หรือทางลอดใต้สะพาน ซึ่งเป็นการยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกยังได้กำชับให้ผู้ขับขี่ตรวจสอบกระบะบรรทุกให้อยู่ในตำแหน่งลงต่ำสุด รวมถึงปลดอุปกรณ์ส่งกำลังสำหรับยกกระบะขณะขับรถทุกครั้ง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

มาตรการลงโทษผู้กระทำผิด

หากเกิดอุบัติเหตุที่มีสาเหตุจากกระบะบรรทุกยกขึ้นระหว่างขับขี่ ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งอาจมีความผิดตามมาตรา 36 ประกอบมาตรา 131 ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ต้องระวังโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนผู้ขับรถอาจมีความผิดตามมาตรา 111 ประกอบมาตรา 161 ปรับไม่เกิน 5,000 บาท

การบังคับใช้มาตรการให้รถดัมพ์ 3.7 แสนคัน ติดไซเรนและไฟเตือน ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากรถบรรทุกดัมพ์ และปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน

กรมการขนส่งทางบกหวังเป็นอย่างยิ่งว่า มาตรการนี้จะได้รับการตอบรับและความร่วมมือจากผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับขี่รถดัมพ์ 3.7 แสนคันทั่วประเทศ เพื่อสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน หากทุกคนร่วมมือร่วมใจปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด อุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันก็จะไม่เกิดขึ้น

การที่กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) บังคับใช้กฎหมายให้รถดัมพ์ 3.7 แสนคัน ติดไซเรนและไฟเตือน นับว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรอย่างยิ่ง เพราะอุบัติเหตุที่เกิดจากความประมาทนั้น สร้างความสูญเสียมากมาย ดังนั้นการป้องกันไว้ก่อนจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ที่มา – ขนส่งฯ บังคับรถดัมพ์ 3.7 แสนคัน ติดไซเรน-ไฟเตือน ป้องกันกระบะยกค้างชนสะพานลอย

สงขลากังวล! ฝนตกหนัก อุตุฯเตือน

สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดสงขลาเริ่มเป็นที่กังวลของประชาชน หลังจากกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าจะมีฝนตกปานกลางถึงหนัก ชาวบ้านในพื้นที่ต่างเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำและพื้นที่เสี่ยงภัย

ชาวสงขลากังวลน้ำท่วม เฝ้าดูระดับน้ำ อุตุฯ เตือน ฝนตกปานกลางถึงหนัก

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนในตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ต่างพากันเฝ้าสังเกตระดับน้ำในอ่างกักเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียนอย่างใกล้ชิด หลังฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา และได้รับการแจ้งเตือนจาก ปภ.สงขลา ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนที่เคยประสบกับปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในอดีต

ชาวบ้านรายหนึ่งกล่าวว่า ตนเองรู้สึกกลัวเนื่องจากเคยเจอกับสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ แต่เมื่อเทียบกับสถานการณ์ในครั้งนั้น ยังรู้สึกอุ่นใจกว่า อย่างไรก็ตาม ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องทำให้บางจุดเริ่มมีน้ำท่วมขัง แต่ยังไม่สูงมากนัก โชคดีที่ฝนได้เว้นช่วงไปบ้าง นอกจากนี้ ปัญหาขยะอุดตันตามแนวเขื่อนก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำล้นตลิ่งในบางพื้นที่ของตำบลคอหงส์

กรมอุตุนิยมวิทยาเตือน ชาวสงขลากังวลน้ำท่วม

กรมอุตุนิยมวิทยาได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เตือนว่า ในช่วงเวลา 16.00 น. มีฝนปานกลางถึงหนักปกคลุมในจังหวัดนครศรีธรรมราช, สงขลา, ปัตตานี, นราธิวาส และบริเวณอ่าวไทยใกล้ชายฝั่ง โดยฝนจะเคลื่อนที่ไปทางตะวันตก ค่อนทางใต้เล็กน้อย บริเวณจังหวัดกระบี่, ตรัง, สตูล และยะลา คาดว่าจะตกต่อเนื่องไปจนถึง 3 – 4 ทุ่ม

สถานการณ์ ชาวสงขลากังวลน้ำท่วม ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการ ทั้งปริมาณฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง และปัญหาการจัดการน้ำในพื้นที่ การเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย

เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ชาวสงขลากังวลน้ำท่วม ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการขุดลอกคลอง กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และปรับปรุงระบบระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีการป้องกันและรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองและทรัพย์สินของตนเองได้อย่างปลอดภัย

นอกจากนี้ ชาวสงขลากังวลน้ำท่วม อาจจะต้องพิจารณาเรื่องการวางแผนระยะยาวเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินและการสร้างสิ่งปลูกสร้างให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศและปริมาณน้ำฝนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต

ที่มา – ชาวสงขลากังวลน้ำท่วม เฝ้าดูระดับน้ำ อุตุฯ เตือน ฝนตกปานกลางถึงหนัก

ทอ.ยัน! โจมตีคลัง BM-21 ปอยเปต ไร้พลเรือน

โฆษกกองทัพอากาศ (ทอ.) ยืนยันการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ บริเวณนอกเมืองปอยเปต มุ่งเป้าหมายทางทหาร หลังพบข้อมูลว่ากัมพูชาใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นคลังเก็บจรวด BM-21 ที่ใช้ในการโจมตีกำลังพลและประชาชนไทย พร้อมยืนยันว่าพื้นที่ปฏิบัติการนั้นไม่มีพลเรือนอาศัยอยู่

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ได้แถลงถึงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเน้นย้ำถึงมาตรการป้องกันภัยคุกคามจากอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และการตอบโต้การโจมตีด้วยอาวุธหนัก

รัฐบาลได้มอบหมายให้กองทัพอากาศเป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดยทำงานร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนเพื่อกำหนดมาตรการรับมือภัยคุกคามดังกล่าว เบื้องต้นได้ออกมาตรการห้ามบินโดรนในพื้นที่ชายแดน หน่วยงานความมั่นคงต่างๆ ได้ดำเนินการเชิงรุกและเชิงรับเพื่อตอบโต้ภัยคุกคามจากอากาศยานไร้คนขับ ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ได้เตรียมกลไกในการต่อสู้กับภัยคุกคามอากาศยานไร้คนขับทั้งเชิงรับในการทำระบบป้องกันความเสียหายสถานที่และพื้นที่สำคัญ รวมถึงการเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์ยิงทำลายหากเข้ามาในพื้นที่ ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากการโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับต่อพื้นที่สำคัญของไทย

พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย ยังได้ชี้แจงถึงปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ปอยเปต โดยระบุว่า การโจมตีเป้าหมายนอกเมืองปอยเปต มุ่งเป้าไปที่คลังเก็บอาวุธ โดยเฉพาะจรวด BM-21 ซึ่งเป็นอาวุธที่ฝ่ายกัมพูชานำมาใช้ในการโจมตีกำลังพลและประชาชนไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ โดยมีการยิง BM-21 กว่า 100 ลูกเข้ามาโจมตีเป้าหมายทางพลเรือนของไทย

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยเป็นการโจมตีเป้าหมายที่เป็นคลังเก็บ BM-21 ก่อนการโจมตี กองทัพไทยได้ใช้ขีดความสามารถด้านการข่าวในการพิสูจน์ทราบว่าเป้าหมายดังกล่าวเป็นเป้าหมายทางทหาร โดยสังเกตกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณโดยรอบอาคารสถานที่ พบว่ามีการนำรถเข้าไปโหลดจรวด BM-21 ทำให้มั่นใจว่าเป้าหมายนั้นมีคุณค่าในการโจมตี ที่สำคัญคือการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ พบว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่มีพลเรือนอาศัยอยู่ นำไปสู่การตัดสินใจโจมตีคลังเก็บ BM-21 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

โฆษกกองทัพอากาศยังได้แสดงภาพการปฏิบัติการ ซึ่งปรากฏการระเบิดซ้อนหลายจุดภายในพื้นที่เป้าหมาย อันเป็นผลจากการระเบิดของจรวด BM-21 ที่ถูกจัดเก็บอยู่ในคลัง พร้อมระบุว่า กองทัพไทยมุ่งเน้นโจมตีเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ปฏิบัติการบนพื้นฐานของการปกป้องเอกราชอธิปไตย ภายใต้หลักมนุษยธรรม โจมตีเป้าหมายเท่าที่จำเป็น ได้สัดส่วนกับภัยคุกคาม และแบ่งแยกชัดเจนระหว่างเป้าหมายทางทหารกับเป้าหมายทางพลเรือน

ร.ท.หญิงนภัสกร ทิพย์โส ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ แถลงข่าวถึงกรณีการพบโดรนก่อกวนแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลอ่าวไทย โดยทัพเรือภาค 2 ได้ส่งอากาศยานลาดตระเวนเข้าตรวจสอบพื้นที่ และยังคงรักษามาตรการความปลอดภัยและคุ้มครองผลประโยชน์ทางด้านพลังงานของชาติอย่างต่อเนื่อง

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่เนิน 350 ซึ่งถือเป็นยุทธภูมิสำคัญว่า ฝ่ายกัมพูชาใช้ยุทธวิธีระดมยิงด้วยอาวุธหนัก ทั้งจรวด BM-21 ปืนใหญ่ และอาวุธยิงสนับสนุนระยะไกล ก่อนใช้โดรนติดระเบิดเข้ามาโจมตีซ้ำ ทำให้การตั้งรับและการรุกคืบของกำลังพลไทยต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง

กองทัพบกยืนยันว่ากำลังพลยังมีขวัญกำลังใจดี และมีการเตรียมการรับมืออย่างรอบคอบ เพื่อเสริมความมั่นคงและเดินหน้าปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่ตามแผนที่กำหนดไว้

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ปอยเปต กองทัพไทยได้ใช้กำลังทางอากาศสนับสนุนการโจมตีเป้าหมายทางทหาร เพื่อสร้างความได้เปรียบในทางยุทธวิธี โดยย้ำว่าทุกการปฏิบัติการผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน มุ่งเฉพาะเป้าหมายทางทหาร และไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน หรือพลเรือนโดยเด็ดขาด ยืนยันว่า กองทัพไทยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด พร้อมเดินหน้าปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลัง

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหม ว่า ตรวจพบการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของฝ่ายกัมพูชาเข้าสู่พื้นที่ปอยเปต และได้มีการใช้อาวุธหนักระดมยิงเข้ามาในดินแดนไทยอย่างต่อเนื่องตามแนวชายแดน ฝ่ายไทยได้ดำเนินการสกัดกั้นการซ่องสุมกำลังของฝ่ายกัมพูชา ภายในโกดังบริเวณนอกตัวเมืองปอยเปต ซึ่งเป็นเป้าหมายทางทหาร เพื่อยับยั้งภัยคุกคามและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

พล.ร.ต.จุมพล นาคบัว โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ชี้แจงถึงมาตรการควบคุมการนำเข้าน้ำมันและยุทธภัณฑ์ผ่านเส้นทางทะเลของไทยไปยังกัมพูชา และขอความร่วมมือให้เรือสินค้าไทยและเรือประมงสัญชาติไทย หลีกเลี่ยงการเดินเรือเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันอันตราย

ทอ.ยัน! โจมตีคลัง BM-21 ปอยเปต ไร้พลเรือน

สรุปคือ กองทัพอากาศยืนยันการโจมตีคลังเก็บ BM-21 นอกเมืองปอยเปต โดยระบุว่าเป็นเป้าหมายทางทหาร และไม่มีพลเรือนในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้ กองทัพไทยยังคงดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยและปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่

ทำไมการโจมตีคลัง BM-21 นอกเมืองปอยเปตจึงมีความสำคัญ

การโจมตีคลัง BM-21 นอกเมืองปอยเปตมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการตอบโต้การโจมตีด้วยอาวุธหนักจากฝ่ายกัมพูชาที่ส่งผลกระทบต่อกำลังพลและประชาชนไทย การทำลายคลังเก็บอาวุธดังกล่าวเป็นการลดทอนศักยภาพในการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม และเป็นการปกป้องความปลอดภัยของประชาชนไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด กองทัพไทยยังคงเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศ

การตัดสินใจโจมตีคลัง BM-21 นอกเมือง ปอยเปต สะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบในการประเมินสถานการณ์และการพิจารณาถึงผลกระทบต่อพลเรือน ทอ.ยัน! โจมตีคลัง BM-21 ปอยเปต ไร้พลเรือน เป็นการยืนยันถึงเจตนารมณ์ในการปกป้องอธิปไตยของชาติภายใต้หลักมนุษยธรรม การปฎิบัติการที่ปอยเปต แสดงให้เห็นถึงการตอบโต้ที่ได้สัดส่วนต่อภัยคุกคาม

ที่มา – โฆษก ทอ. ยันโจมตีคลังเก็บ BM-21 นอกเมือง “ปอยเปต” ไม่มีพลเรือนอยู่ในพื้นที่

รัฐบาลเตือน! ฝนตกหนักต่อเนื่อง 2 วัน “ยกธงเหลือง”

“ยกธงเหลือง” 4 ชุมชน เทศบาลนครหาดใหญ่ โฆษกรัฐบาลขอประชาชนติดตามระดับน้ำในคลอง-อ่างเก็บน้ำ-แก้มลิงอย่างใกล้ชิด หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง 2 วัน ทุกหน่วยงานเฝ้าระวัง พร้อมรองรับสถานการณ์ทันท่วงที

สถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ ทำให้รัฐบาลต้องออกมาเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ 4 ชุมชนที่ถูก “ยกธงเหลือง” เพื่อแจ้งเตือนให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 6 เรื่อง สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ ระบุว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักในช่วงกลางดึกเมื่อคืนที่ผ่านมา (17 ธันวาคม 2568) และตกอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ทำให้มีปริมาณน้ำฝนสะสม ณ สถานีแก้มลิงคลองเรียน วัดได้ 140 มิลลิเมตร ส่งผลให้ระดับน้ำในคลองแม่เรียนและคลองหอยโข่งมีระดับเพิ่มสูงขึ้น โดยคาดการณ์ว่าในช่วงบ่ายถึงค่ำของวันนี้ จะยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่องในพื้นที่

ระดับน้ำในคลองต่างๆ ของวันนี้ (ข้อมูล เวลา 12.00 น.) ดังนี้

  1. คลองอู่ตะเภา บริเวณบ้านม่วงก๊อง ต่ำกว่าตลิ่ง 5.22 เมตร และบ้านบางศาลา ต่ำกว่าตลิ่ง 5.15 เมตร
  2. คลองหวะ ต่ำกว่าตลิ่ง 2.98 เมตร
  3. คลองเตย ต่ำกว่าตลิ่ง 3.00 เมตร
  4. แก้มลิงคลองเรียน ต่ำกว่าตลิ่ง 1.93 เมตร
  5. ปริมาณน้ำอ่างเก็บน้ำคลองสะเดา 53.82 ล้านลูกบาศก์เมตร (ร้อยละ 94.86 ของความจุอ่างฯ)

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า จากสถานการณ์ดังกล่าว ศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย เทศบาลนครหาดใหญ่ จึงได้ประกาศยกระดับการแจ้งเตือนประชาชนในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ เป็นระดับ “ยกธงเหลือง” ในพื้นที่ถนนสามสิบเมตร ถนนศุภสารรังสรรค์ ถนนธรรมนูญวิถี ถนนประชาธิปัตย์ รวมถึงซอยย่อยของถนนดังกล่าว ตลอดจนชุมชนจันทร์วิโรจน์ ชุมชนจันทร์ประทีป ชุมชนจันทร์นิเวศน์ และชุมชนรัตนวิบูลย์ โดยขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว เตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจากเทศบาลนครหาดใหญ่ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

“ขณะนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ โดยเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที และให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

รัฐบาลเตือนประชาชน ฝนตกหนักต่อเนื่อง 2 วัน “ยกธงเหลือง” 4 ชุมชน เทศบาลนครหาดใหญ่

สถานการณ์ล่าสุด: ฝนตกหนักต่อเนื่องและความเสี่ยงน้ำท่วม

สถานการณ์ฝนตกหนักที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายพื้นที่ในเทศบาลนครหาดใหญ่มีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมฉับพลัน รัฐบาลจึงได้ประกาศเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะใน 4 ชุมชนที่ได้รับการ “ยกธงเหลือง”

  • ตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้านให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย
  • เตรียมยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น
  • ติดตามข่าวสารและประกาศแจ้งเตือนจากทางราชการอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมเคลื่อนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง หากสถานการณ์มีความเสี่ยง

การเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้เป็นอย่างมาก ดังนั้น ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยให้ความร่วมมือกับทางราชการในการปฏิบัติตามคำแนะนำ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

การ “ยกธงเหลือง” ในครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนให้ประชาชนตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากฝนตกหนักต่อเนื่อง แม้ว่าหน่วยงานภาครัฐจะเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่การเตรียมตัวของประชาชนเองก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – รัฐบาลเตือนประชาชน ฝนตกหนักต่อเนื่อง 2 วัน “ยกธงเหลือง” 4 ชุมชน เทศบาลนครหาดใหญ่

ทูตไทย ณ โซล ย้ำเที่ยวบินไทยปลอดภัย สร้างเชื่อมั่น

ทูตไทย ณ กรุงโซล จับมือวิทยุการบินฯ สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้เที่ยวไทย ย้ำไทยยังคงปลอดภัยด้านการบิน พร้อมผนึกความร่วมมือด้านการสื่อสาร กระตุ้นการท่องเที่ยวไทยในช่วงไฮซีซั่น

นายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล กล่าวว่า สถานทูตไทยให้ความสำคัญกับการเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง หลังมีข่าวสารเชิงลบในสื่อเกาหลีใต้และต่างประเทศ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนด้านข้อมูลข่าวสาร โดยขอยืนยันว่าประเทศไทยยังคงมีความปลอดภัยสูง เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่เป็นข่าวอยู่ ห่างจากสถานที่ท่องเที่ยวมาก ซึ่งต้องขอขอบคุณ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ที่ได้ชี้แจงถึงแนวทางการบริหารจัดการจราจรทางอากาศ ในเส้นทางบินไทย – เกาหลีใต้ ว่าไม่ได้รับผลกระทบต่อความปลอดภัยทางการบิน เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ในการตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยได้เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้สถานทูตไทยได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางแผนรุกตลาดเชิงบวก หลังปีใหม่ 2569 โดยเตรียมเชิญ Influencers และ Content Creators ชาวเกาหลีใต้ เดินทางมาเยือนไทย เพื่อสร้างสรรค์เนื้อหาเชิงบวก ถ่ายทอดประสบการณ์ท่องเที่ยว และกระตุ้นความสนใจในกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ผ่านสื่อออนไลน์ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศไทยในฐานะ “Green Destination” เน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ วัฒนธรรม และความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ในปัจจุบัน

ทั้งนี้จากการหารือกับวิทยุการบินฯ ดังกล่าว ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการต่างประเทศ การท่องเที่ยว และความปลอดภัยทางการบิน ในการส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ว่า “ประเทศไทยยังคงปลอดภัย พร้อมต้อนรับด้วยรอยยิ้ม และมีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ รอให้มาสัมผัส”

ด้านนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ประธานกรรมการ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เปิดเผยภายหลังเดินทางเยือนสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ว่า ภาพรวมเที่ยวบินระหว่างไทย–เกาหลีใต้ ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ เที่ยวบินเพิ่มจาก 54 เที่ยวบินต่อวัน เป็น 60 เที่ยวบินต่อวัน ซึ่งวิทยุการบินฯ ได้เตรียมมาตรการบริหารจัดการจราจรทางอากาศและจัดเส้นทางบินอย่างรัดกุม เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ด้วยศักยภาพของบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ควบคู่เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ และมาตรการความปลอดภัยระดับสากล

นอกจากนั้น ขอยืนยันว่า สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านการบินและการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยวิทยุการบินฯ พร้อมสนับสนุนในการสื่อสารข้อมูลด้านความปลอดภัยทางการบิน รวมถึงสร้างความเข้าใจที่ดีต่อสาธารณชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและสายการบิน เพื่อช่วยผลักดันการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ทูตไทย ณ กรุงโซล จับมือ บวท. สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ ย้ำเที่ยวบินไทยปลอดภัย

สถานการณ์การท่องเที่ยวไทยกำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง และการสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่ทูตไทย ณ กรุงโซล ได้ร่วมมือกับ บวท. ในการย้ำว่าเที่ยวบินไทยปลอดภัย จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ให้กลับมาเที่ยวเมืองไทยมากยิ่งขึ้น การสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น

ทำไมการสร้างความเชื่อมั่นเรื่องเที่ยวบินไทยปลอดภัยจึงสำคัญ?

การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง การสร้างความเชื่อมั่นว่าเที่ยวบินไทยปลอดภัย จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวม และช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศ

  • ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ: นักท่องเที่ยวที่มากขึ้นหมายถึงรายได้ที่มากขึ้นสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และอื่นๆ
  • สร้างงาน: อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นแหล่งจ้างงานขนาดใหญ่ การเติบโตของการท่องเที่ยวจะช่วยสร้างงานให้กับคนไทย
  • เสริมสร้างภาพลักษณ์: การที่นักท่องเที่ยวมีความสุขและปลอดภัยในการเดินทางมาประเทศไทย จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ

ดังนั้น การที่ทูตไทย ณ กรุงโซล ให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี และจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในระยะยาว การย้ำว่าเที่ยวบินไทยปลอดภัย และการนำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาเยี่ยมเยือนประเทศไทยอีกครั้ง

เราเชื่อว่าด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน การท่องเที่ยวไทยจะกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – ทูตไทย ณ กรุงโซล จับมือ บวท. สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ ย้ำเที่ยวบินไทยปลอดภัย

“ชญาภา” วอนหยุดโจมตีการเมืองด้วยเรื่องอดีต!

“ชญาภา” น้องสาว “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ส่วนตัวในอดีตมาดิสเครดิตโจมตีการเมือง พ้อแค่ความคิดผิดในอดีตก็แย่พอแล้ว ยืนยัน ครอบครัวเป็นคนไทยที่รักชาติ ไม่เคยได้รับประโยชน์ใดๆ

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นางสาวชญาภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีที่มีการนำความสัมพันธ์ส่วนตัวของตนเองซึ่งเป็นเรื่องในอดีต และได้สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ไปนานกว่า 5 ปีแล้วเนื่องจากทัศนคติไม่ตรงกัน ไปเชื่อมโยงและใช้เป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองเพื่อดิสเครดิตทำลายความน่าเชื่อถือทางการเมืองของนายยศชนัน ว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างมาก ขอยืนยันด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเองว่า ครอบครัวของตนเองไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ทางการเมืองระหว่าง 2 ประเทศ และไม่เคยได้รับประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าจะรูปแบบใดจากการแต่งงานในอดีต และยืนยันว่าครอบครัวเป็นคนไทยที่รักชาติ

นางสาวชญาภา เผยต่อไปว่า ตนเองไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ จึงอยากวอนขอความกรุณาให้งดเว้นการเผยแพร่หรือบิดเบือนข้อมูลใดๆ ที่ไม่เป็นความจริง และขอให้การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความสุจริต และความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ “อย่าเอาความบอบช้ำของผู้หญิงคนหนึ่งในอดีตมาใช้โจมตีในทางการเมือง เพราะเพียงแค่ความรู้สึกเสียใจจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เคยคิดผิดในอดีตไปก็แย่พอแล้ว” และขอให้พี่น้องประชาชนคนไทย โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าว อย่าได้หลงเชื่อผู้ไม่หวังดี ที่ต้องการหาประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว เพื่อโจมตีและดิสเครดิตทางการเมืองของนายยศชนัน

“ชญาภา” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ

จากกรณีที่นางสาวชญาภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ออกมาขอร้องให้หยุดนำเรื่องราวความสัมพันธ์ในอดีตของเธอมาใช้ในการโจมตีทางการเมือง กำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเรื่องส่วนตัวในอดีตจึงถูกนำมาโยงกับการเมืองได้ และเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อนายยศชนัน

การออกมาเรียกร้องของนางสาวชญาภา แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองและครอบครัว รวมถึงต้องการให้การแข่งขันทางการเมืองเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ โดยปราศจากการใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง หรือการบิดเบือนข้อมูลเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของผู้อื่น

ประเด็นสำคัญที่นางสาวชญาภาย้ำคือ ครอบครัวของเธอเป็นคนไทยที่รักชาติ และไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากความสัมพันธ์ในอดีต การออกมาพูดในครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ใจ และต้องการให้สังคมเข้าใจว่า เรื่องส่วนตัวของเธอไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ทำความเข้าใจสถานการณ์ “ชญาภา” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของการใช้ข้อมูลส่วนตัว หรือเรื่องราวในอดีตมาเป็นเครื่องมือในการโจมตีทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะไม่เพียงแต่จะทำร้ายผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ยังเป็นการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของการเมืองโดยรวมอีกด้วย

“ชญาภา” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่จุดประกายให้สังคมได้ทบทวนถึงจริยธรรมในการนำเสนอข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นธรรม เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีคุณภาพ

สำหรับการเลือกที่จะเชื่อข้อมูลข่าวสารนั้น ผู้บริโภคควรใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบ ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล และพิจารณาข้อมูลจากหลายแหล่งประกอบกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนที่สุด ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลใดๆ

การที่นางสาวชญาภาออกมาเรียกร้องให้หยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมืองนั้น สมควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบจากทุกฝ่าย และควรเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเน้นการแข่งขันบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความสุจริต

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ การเมืองควรเป็นการแข่งขันด้วยนโยบายและความสามารถ ไม่ใช่การขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวมาทำลายกัน

ที่มา – “ชญาภา” น้องสาว “ยศชนัน” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ