วัน: 18 ธันวาคม 2025

ผบ.ตร. สั่งล่าแก๊งวัยรุ่นกัมพูชาทำคลิปห้าว

ผบ.ตร. ลั่นเอาผิดกลุ่มวัยรุ่นกัมพูชา ทำคลิปห้าวเป้ง สั่งตำรวจภาค 2 ล่าตัวให้ได้ครบแก๊ง ด้านมือระเบิดอ้าง ทำไปเพราะทะเลาะคนชาติเดียวกัน ยันไม่เกี่ยวข้องกับการปะทะชายแดน

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 กรณีกลุ่มวัยรุ่นชาวกัมพูชาถ่ายคลิปเชิงใช้ความรุนแรง และท้าทายฝ่ายคู่อริ โดยมีการปาระเบิด ถือมีดดาบ มีดสปาต้า เหตุเกิดแยกบึงตาต้า ถนนทางหลวงชนบท 3083 ( อ.หนองใหญ่ – ชลบุรี ) ต.หนองเสือช้าง อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี และยังมีการบานปลายลุกลามไปยังเขตพื้นที่ สภ.ปลวกแดง จ.ระยอง ก่อนที่จะมีการนำคลิปมาลงในโลกโซเชียล จนกลายเป็นกระแสทำให้ประชาชนคนไทยเกิดความโกรธแค้นในพฤติกรรมของกลุ่มชาวกัมพูชากลุ่มนี้ ซึ่งในเวลาต่อมา ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.ชลบุรี และตำรวจ สภ.หนองใหญ่ สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้จำนวน 3 คน ตามที่มีข่าวเสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้เดินทางมายัง สภ.นาจอมเทียน จ.ชลบุรี เพื่อทำการสอบปากคำผู้ก่อเหตุทั้ง 3 คน ด้วยตนเอง โดยมี พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.2 , พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี , พล.ต.ต.ปราโมทย์ งามประดิษฐ์ ผบก.ภ.จว.ระยอง , ตำรวจชุดสืบสวน จังหวัดชลบุรี , ตำรวจ สภ.หนองใหญ่ และ หน่วยคอมมานโด กองกำกับการสืบสวน ภ.จว.ชลบุรี คุมตัวผู้ก่อเหตุทั้ง 3 คน จาก สภ.หนองใหญ่ มายัง สภ.นาจอมเทียน เพื่อให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสอบสวน

สำหรับผู้ก่อเหตุที่ถูกตำรวจจับกุมตัวได้ มีทั้งหมด 3 คน ประกอบไปด้วย 1. นายเคมมาราเมือท อายุ 20 ปี สัญชาติกัมพูชา 2. นายสะเมย อายุ 21 ปี มือปาระเบิด ถือมีดสปาต้า และเป็นคนนำคลิปลงในโลกโซเชียล 3.พิช อายุ 20 ปี คนขี่มอเตอร์ไซค์ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้มีการสอบปากคำผู้ก่อเหตุทั้ง 3 คน ด้วยตนเอง โดยใช้ประมาณ 1 ชั่วโมง

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการปรากฏในสื่อโซเชียลเกี่ยวกับพฤติกรรมแรงงานชาวกัมพูชา เบื้องต้นยืนยันว่ามีการจับกุมผู้ก่อเหตุได้แล้ว 3 คน และยังเหลืออีก 8 คน ที่ปรากฏในคลิป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผล พิสูจน์ทราบเพิ่มเติมว่าเป็นใคร และมีการสั่งการให้ตำรวจภาค 2 เร่งติดตาม กลุ่มชาวกัมพูชารวมถึงคนไทย ที่ปรากฏในคลิปมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ส่วนสาเหตุจูงใจในครั้งนี้ จากแนวทางการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุที่สามารถจับกุมตัวได้ เป็นแรงงานอยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่งในอำเภอปลวกแดง จ.ระยอง และเกิดมีปัญหาทะเลาะวิวาทกับกลุ่มแรงงานชาวกัมพูชาด้วยกันเอง ซึ่งทำงานอยู่ที่โรงงานอีกแห่งหนึ่ง ก่อนจะมีการท้าทายกันไปมา จนเป็นที่มาของการรวมกลุ่มกันมาก่อเหตุดังกล่าว จากแนวทางการสอบสวนยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งส่วนตัวของแรงงานชาวกัมพูชาด้วยกันเอง และไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การสู้รบในเขตชายแดนไทยกัมพูชา เบื้องต้นผู้ก่อเหตุทั้งหมดจะถูกดำเนินคดี ตาม พ.ร.บ.วัตถุระเบิด โดยร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในความครอบครอง ผิดกฎหมายและสร้างความเดือดร้อนรำคาญ

ด้าน นางเกิด นวล อายุ 50 ปี ชาวกัมพูชา แม่ของ นายสะเมย อายุ 21 ปี หัวโจกที่ปรากฏในคลิป เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า ลูกชายเดินทางมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่อายุ 15 ปี รวมระยะเวลาที่อยู่ในประเทศไทย 6 ปี ปัจจุบันลูกชายทำงานอยู่ที่โรงงานเดียวกันกับตนเอง ยอมรับว่ารู้สึกเสียใจกับพฤติกรรมของลูกชาย ที่ผ่านมาลูกชายเป็นคนเชื่อฟังตนเองมาโดยตลอด ซึ่งตนเองก็คอยเตือนลูกชายห้ามออกไปทำในสิ่งที่ไม่ดี แต่ก็ไม่คิดว่าลูกชายจะมาก่อเหตุในลักษณะแบบนี้ ซึ่งหลังลูกชายไปก่อเหตุก็ไม่ได้นำเรื่องราวมาเล่าให้ตนเองฟัง จนมีตำรวจมาตามถึงบ้าน ภายหลังตนเองเห็นคลิปยอมรับว่าช็อกมากและเสียใจ อีกทั้งยืนยันว่าสิ่งที่ลูกชายทำไปไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนไทย แต่เป็นการทะเลาะกันเองของเพื่อนร่วมชาติที่ทำงานอยู่ในจังหวัดชลบุรี ส่วนตัวตนเองมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยนานกว่า 25 ปี รู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องของสถานการณ์ชายแดน ในฐานะคนกัมพูชาก็อยากให้ทั้งสองฝ่ายคืนดีกันโดยเร็วที่สุด

ผบ.ตร. สั่งล่าตัววัยรุ่นกัมพูชายกแก๊ง ทำคลิปห้าวเป้ง

จากเหตุการณ์ ผบ.ตร. สั่งล่าตัววัยรุ่นกัมพูชายกแก๊ง ทำคลิปห้าวเป้ง นี้ แสดงให้เห็นถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างแรงงานต่างด้าว และความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอีกในอนาคต การกระทำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับคนไทยเป็นอย่างมาก

ความคืบหน้าคดีวัยรุ่นกัมพูชาทำคลิปห้าวเป้ง

ล่าสุด ผบ.ตร. สั่งล่าตัววัยรุ่นกัมพูชายกแก๊ง ทำคลิปห้าวเป้ง และได้สั่งการให้ตำรวจภาค 2 เร่งติดตามจับกุมผู้กระทำผิดทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

สำหรับผู้ที่ได้รับชมคลิป ผบ.ตร. สั่งล่าตัววัยรุ่นกัมพูชายกแก๊ง ทำคลิปห้าวเป้ง และรู้สึกถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งดำเนินการสืบสวนและจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็วที่สุด

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงผลกระทบของการใช้ความรุนแรง และความสำคัญของการเคารพกฎหมาย หากมีข้อสงสัยหรือพบเห็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที

ที่มา – ผบ.ตร. สั่งล่าตัววัยรุ่นกัมพูชายกแก๊ง ทำคลิปห้าวเป้ง มือระเบิดยันไม่เกี่ยวชายแดน

ทบ. ยัน! ไม่ได้ล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์

กองทัพบก (ทบ.) ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการล็อกเป้าโจมตี “ตึกคาสิโน-สแกมเมอร์” โดยยืนยันว่าทุกพื้นที่ที่ถูกโจมตีนั้น มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการใช้เป็นฐานที่ตั้งปฏิบัติการทางทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “จุดบัญชาการโดรน” และคลังอาวุธ ซึ่งถูกใช้ในการโจมตีประเทศไทย

พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2566 ถึงกรณีการโจมตีเป้าหมายที่เป็นคาสิโนและสแกมเมอร์ ว่าทุกเป้าหมายที่กองทัพไทยทำการโจมตีนั้น ล้วนเป็นเป้าหมายทางทหารทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกำลังรบ อาวุธยุทโธปกรณ์ หรืออาวุธยิง กองทัพไม่ได้มุ่งโจมตีไปที่คาสิโนและสแกมเมอร์เพียงอย่างเดียว แต่ทุกสถานที่ที่ถูกโจมตีได้รับการพิสูจน์ทราบอย่างชัดเจนว่าใช้เป็นฐานที่ตั้งปฏิบัติการทางทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจพบบ่อยครั้งคือ จุดควบคุมบัญชาการโดรนที่ใช้ปล่อยโดรนโจมตีเข้ามาในพื้นที่ไทย และยังใช้เป็นคลังอาวุธอีกด้วย

เมื่อตรวจพบการกระทำดังกล่าว กองทัพจะใช้การโจมตีด้วยอาวุธต่างๆ ที่มี รวมถึงการสนับสนุนจากกองทัพอากาศ ซึ่งไม่ได้หมายความว่ากองทัพบกละเลยการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ เพราะยังมีหน่วยงานอื่นที่รับผิดชอบในเรื่องนี้อยู่แล้ว โดยมีกองกำลังป้องกันชายแดนร่วมกับเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนในการดูแลและแก้ไขปัญหาตามแนวชายแดน

ทบ. ยัน! ไม่ได้ล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์

กองทัพบกยังคงย้ำว่าทุกเป้าหมายที่ถูกโจมตี ไม่ว่าจะเป็นคาสิโนหรือแหล่งสแกมเมอร์ ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าสถานที่เหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารต่อประเทศไทย และจุดที่ยังไม่ถูกโจมตีนั้น เป็นเพราะยังไม่มีการพิสูจน์ทราบหรือตรวจพบว่ามีการปฏิบัติการทางทหาร

ทำไม ทบ. ต้องออกมาปฏิเสธเรื่องล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์

การออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการล็อกเป้าโจมตี “ตึกคาสิโน-สแกมเมอร์” ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการยืนยันความโปร่งใสและความถูกต้องตามกฎหมายในการปฏิบัติการทางทหารของกองทัพไทย การโจมตีเป้าหมายใดๆ จะต้องมีหลักฐานและการพิสูจน์ทราบที่ชัดเจนว่าเป้าหมายนั้นเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ และการโจมตีนั้นเป็นไปตามหลักสากล

ประเด็นเรื่อง ทบ. ยัน! ไม่ได้ล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ชายแดน ที่ซึ่งกิจกรรมทางทหารและอาชญากรรมมักเกี่ยวพันกัน การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานความมั่นคง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

นอกจากนี้ การที่ ทบ. ยัน! ไม่ได้ล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังกลุ่มติดอาวุธและอาชญากรข้ามชาติว่า กองทัพไทยจะไม่ยอมให้มีการใช้พื้นที่ชายแดนเป็นฐานในการก่ออาชญากรรมหรือโจมตีประเทศไทย และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

การที่กองทัพบกออกมา ทบ. ยัน! ไม่ได้ล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์ เป็นเรื่องที่ควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะสะท้อนถึงสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนและความพยายามของกองทัพในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน

ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจในสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศ และการสนับสนุนการทำงานของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของชาติ

ที่มา – ทบ. ปัดล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์ ยันตรวจพบใช้เป็นฐานปฏิบัติทางทหาร

เรนเจอร์สนึกถึง McCulloch เสริมทีมงาน: ข่าวลือ

เรนเจอร์สนึกถึง McCulloch เสริมทีมงาน: ข่าวลือ – มีข่าวลือว่าเรนเจอร์สต้องการดึงตัว ลี McCulloch อดีตกองหน้าของสกอตแลนด์ มาร่วมทีมงานสรรหาบุคลากร ขณะที่ แซงต์-เอเตียน เชื่อมโยงกับ วิลฟรีด น็องซี ผู้จัดการทีมเซลติกที่กำลังกดดัน

เรนเจอร์ส ต้องการดึงตัว ลี McCulloch อดีตนักเตะของทีม ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายจัดหาผู้มีความสามารถพิเศษของสโมสรพรีเมียร์ลีก ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน มาร่วมทีมงานสรรหาบุคลากรที่ไอบรอกซ์ (Alan Nixon on Patreon), <!– –>external

Gauthier Ganaye ไม่มีประวัติที่จำเป็นในการเข้ามาแทนที่ Patrick Stewart ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของ เรนเจอร์ส แม้ว่าเขาจะมีประสบการณ์กับ Barnsley และ Nice ก็ตาม ตามคำกล่าวของ Keith Wyness อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Aberdeen และ Everton และ Aston Villa (Football Insider), <!– –>external

วิลฟรีด น็องซี ผู้จัดการทีม เซลติก ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จะสามารถกลับมายืนหยัดได้หากเขาต้องตกงาน เนื่องจากเขาเป็นเป้าหมายการฝึกสอนที่ แซงต์-เอเตียน ทีมที่กำลังไล่ล่าการเลื่อนชั้นสู่ลีกเอิง 2 ชื่นชอบ (Foot Sur), <!– –>external

สตีเวน ไนสมิธ อดีตกองหน้าของ คิลมาร์น็อค อยู่ในรายชื่อผู้จัดการทีมที่รักบี้ พาร์ค หลังจากที่สจวร์ต เคตเทิลเวลล์ถูกไล่ออกเมื่อวันจันทร์ (Football Insider), <!– –>external

ปีเตอร์ เลเวน โค้ชทีมชุดใหญ่ของ อเบอร์ดีน เป็นตัวเต็งของผู้รับพนันที่จะเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของ คิลมาร์น็อค นำหน้า เดวิด มาร์ตินเดล ของ ลิฟวิงสตัน และกุนซือขัดตาทัพ คริส ดูลาน (The Scotsman), <!– –>external

แบรี่ ร็อบสัน อดีตผู้จัดการทีมอเบอร์ดีน ซึ่งเพิ่งถูก Raith Rovers ไล่ออก ถูกถ่ายภาพร่วมกับ เดเรค แมคอินเนส หัวหน้าโค้ชของ ฮาร์ท ออฟ มิดโลเธียน ในการฝึกซ้อมทีมชุดใหญ่ที่ Oriam เมื่อวันพุธ (Edinburgh Evening News), <!– –>external

Roy McGregor เจ้าของทีม รอสส์ เคาน์ตี้ เปิดเผยว่ามีผู้สมัครมากกว่า 80 รายยื่นใบสมัครสำหรับตำแหน่งผู้จัดการทีมที่ว่างของสโมสร Scottish Championship (The Courier), <!– –>external

ดันดี มีงบประมาณในเดือนมกราคมที่จะนำเข้าผู้เล่นหลายคน แม้กระทั่งก่อนที่ผู้เล่นจะออกจากสโมสร Scottish Premiership (The Courier), <!– –>external

Aaron Ramsey อดีตผู้เล่นที่ เรนเจอร์ส ยืมตัวมา ถูกยกเลิกสัญญาโดย Pumas หลังจากผ่านไปสามเดือนในสัญญาหนึ่งปี หลังจากที่กองกลางวัย 34 ปีรายนี้ได้รับบาดเจ็บในการเริ่มต้นชีวิตในเม็กซิโก (The Scotsman), <!– –>external

Neil Doncaster ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Scottish Professional Football League เชื่อว่าฟุตบอลสกอตแลนด์จำเป็นต้องใช้ “แนวทางที่แข็งแกร่ง” ต่อแฟนๆ ที่ล้ำเส้น หลังจากที่การข่มขู่และการล่วงละเมิดทำให้ Peter Lawwell ต้องก้าวลงจากตำแหน่งประธาน เซลติก (The National), <!– –>external

สมาคมฟุตบอลสกอตแลนด์รับประกันว่าจะได้รับเงินรางวัลจำนวน 8.8 ล้านปอนด์เพียงแค่ได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี และสามารถทำเงินได้ถึง 9.35 ล้านปอนด์หากพวกเขาสามารถผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่มได้เป็นครั้งแรก (Scottish Sun), <!– –>external

เรนเจอร์ส เปิดตัวแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้สนับสนุนเพื่อวัดความคิดเห็นเกี่ยวกับการขยายสนาม Ibrox Stadium ที่อาจเกิดขึ้น (The Herald), <!– –>external

เรนเจอร์สนึกถึง McCulloch เสริมทีมงาน: ข่าวลือ

ข่าวลือเกี่ยวกับเรนเจอร์สนึกถึง McCulloch เสริมทีมงาน

  • McCulloch อาจกลับสู่เรนเจอร์ส
  • เซลติกเผชิญความท้าทาย
  • การเปลี่ยนแปลงในทีมผู้จัดการ

เรนเจอร์สนึกถึง McCulloch เสริมทีมงาน: ข่าวลือ ยังคงเป็นหัวข้อที่น่าสนใจสำหรับแฟนบอล เรนเจอร์สกำลังพิจารณาอย่างจริงจังที่จะนำ McCulloch กลับมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างทีมงานเบื้องหลัง การตัดสินใจนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อการสรรหาผู้เล่นและการวางแผนในอนาคตของสโมสร

การที่เรนเจอร์สให้ความสนใจในตัวของลี McCulloch แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะยกระดับทีมงานสรรหาบุคลากร ซึ่งอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสำหรับสโมสรในระยะยาว การมี McCulloch ซึ่งมีความเข้าใจในฟุตบอลสกอตแลนด์และมีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีก อาจเป็นประโยชน์อย่างมากในการค้นหาและดึงดูดผู้เล่นที่มีคุณภาพ

ที่มา – Rangers eye McCulloch for recruitment role – gossip

“สนธิญา” ร้องตรวจสอบนักกีฬาอีสปอร์ตโกง RoV

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการอีสปอร์ต เมื่อนายสนธิญา สวัสดี ยื่นเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบนักกีฬาอีสปอร์ตสาว หลังถูกกล่าวหาว่าโกงเกม RoV จนทำให้ประเทศไทยเสียชื่อเสียงในการแข่งขันระดับนานาชาติ

“สนธิญา” ร้องตรวจสอบนักกีฬาอีสปอร์ตโกง RoV

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายสนธิญา เดินทางไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เพื่อให้ตรวจสอบกรณีนักกีฬาอีสปอร์ตที่ถูกตัดสินว่าโกงในการแข่งขัน RoV ซีเกมส์ 2025 จนต้องถอนตัว โดยมองว่าเป็นการกระทำที่สร้างความอับอายให้กับประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขัน

นายสนธิญาต้องการให้ตำรวจนครบาลตรวจสอบว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการฉ้อโกงเพื่อให้ได้มาซึ่งรางวัลหรือไม่ หากพบว่าผิดจริง ก็ควรดำเนินคดีตามกฎหมายเพื่อเป็นตัวอย่างและรักษาเกียรติยศของประเทศชาติ โดยมี พ.ต.อ.ธนโชติ ฤกษ์ดี ผกก.ฝอ.4 บก.อก.บช.น. เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน

นายสนธิญาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีผู้ร่วมขบวนการประมาณ 3-4 คน ซึ่งมีพฤติกรรมเข้าข่ายการโกงการแข่งขันเพื่อหวังเหรียญทองและเงินรางวัล เขาเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง จึงต้องการให้ บช.น. สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด

ในฐานะที่จบการศึกษาด้านกีฬามาเช่นกัน นายสนธิญากล่าวว่า เขามองว่าการพยายามเอาชนะคู่แข่งด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นสุภาพบุรุษ และไม่ต้องการให้เยาวชนรุ่นใหม่เอาเป็นแบบอย่าง เพราะเด็กควรได้รับการปลูกฝังเรื่องการเคารพกติกา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการกีฬา

ประเด็นสำคัญ: ทำไมต้องตรวจสอบนักกีฬาอีสปอร์ตโกง RoV?

“การตั้งใจเจตนาคือการทำให้การแข่งขันไม่สุจริต ขอเรียกร้องน้องคนนั้น มั่นใจว่าตัวเองถูกขอให้สู้ ถ้าทำไม่ถูกให้ออกมาขอโทษ ควรออกมาให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฉ้อโกงไปสู้ผลประโยชน์ที่จะได้ ถ้าไม่มีเงินรางวัลคุณจะทำแบบนี้หรือไม่ ต้องให้ความเป็นธรรมกับนักกีฬาที่ไม่ได้ไปต่อ ประเทศชาติเสียหาย ผมเข้าใจว่าน้องที่ทำต้องมีเหตุผลแล้วต้องอธิบายได้ ไม่คิดว่าจะเอาน้องติดคุก มีสติ รู้จักการแพ้ชนะ เป็นคนโตขึ้นมีคุณภาพอาจนำไปสู่การกระทำที่ผิดต่อกระบวนการกฎหมายอาญาฉ้อโกงได้” นายสนธิญากล่าว

ด้าน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานกรณีดังกล่าว แต่หากมีผู้เสียหายเข้ามาร้องทุกข์ บช.น. พร้อมที่จะดำเนินการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

พ.ต.อ.ธนโชติกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับเอกสารร้องเรียนไว้แล้ว และจะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดหรือไม่ อย่างไร รวมถึงสถานที่เกิดเหตุ และการดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อไป

เรื่องราวของนักกีฬาอีสปอร์ตที่ถูกกล่าวหาว่าโกง RoV นี้ เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของจริยธรรมและสปิริตในการแข่งขันกีฬา ไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทใดก็ตาม การเคารพกติกาและเล่นอย่างยุติธรรมคือสิ่งสำคัญที่สุด การกระทำที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและอนาคตของตนเอง รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศชาติได้

การออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบนักกีฬาอีสปอร์ตโกง RoV ของนายสนธิญา จึงเป็นการกระทำที่มุ่งหวังที่จะปกป้องความถูกต้องและเป็นธรรมในวงการกีฬา รวมถึงเป็นการเตือนสติให้นักกีฬาทุกคนตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม

บทสรุป: เรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการตรวจสอบจะเป็นอย่างไร และนักกีฬาที่ถูกกล่าวหาจะออกมาอธิบายหรือชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ เหตุการณ์นี้ได้สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของจริยธรรมและสปิริตในการแข่งขันกีฬาอย่างมาก

ที่มา – “สนธิญา” ร้องตรวจสอบนักกีฬาสาวอีสปอร์ต ปมโกง RoV ชี้ทำไทยขายหน้าไปทั่วโลก

อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

“ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์” อดีต สส.เชียงใหม่ ถอดเสื้อเพื่อไทยทิ้งหันมาสวมเสื้อพรรคประชาชนแทน ลั่นเลือกตั้งรอบนี้หากต้องการเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น ต้องไม่มีทางสายกลาง

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เปิดตัวลงสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อในนามพรรคประชาชนอย่างเป็นทางการ พร้อมแสดงจุดยืนทางการเมืองสุดเข้มข้น ชี้สถานการณ์บ้านเมืองถึงจุดเลวร้ายที่สุดจนถอยหลังไม่ได้อีกแล้ว

นางสาวทัศนีย์กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของประเทศ เพราะปัจจุบันไม่มีทางสายกลางหรือพื้นที่ตรงกลางให้เลือกอีกต่อไป ประชาชนจำเป็นต้องตัดสินใจให้แน่วแน่ว่าจะเลือกอยู่กับที่หรือจะเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น การใช้สิทธิ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือก สส. แต่คือการเลือกอนาคตและเลือกรัฐบาลที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง รัฐบาลที่จะทำการเปลี่ยนแปลงได้จริงต้องชัดเจนและไม่ประนีประนอมกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

นางสาวทัศนีย์เปิดใจถึงการตัดสินใจทิ้งพรรคเก่าอย่างพรรคเพื่อไทยว่า เกิดขึ้นในวันที่พรรคตัดสินใจข้ามเส้น จุดยืนที่เคยประกาศไว้กับประชาชน เมื่อความเชื่อถือถูกทำลาย ตนจึงตัดสินใจเลือกเส้นทางอุดมการณ์ใหม่กับพรรคก้าวไกล (เดิม) จนมาถึงพรรคประชาชนในปัจจุบัน โดยมั่นใจว่าประชาชนเข้าใจเหตุผลที่ตนต้องย้ายค่ายในครั้งนี้

อดีต สส.เชียงใหม่ ยังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยว่า บริหารประเทศมานานกว่า 2 ปี แต่เรื่องสำคัญอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับไม่มีความคืบหน้า รวมถึงพรรคภูมิใจไทยที่เคยมีข้อตกลงร่วมกัน (MOA) ก็ยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ ยอมรับว่าที่ผ่านมาพรรคประชาชนอาจมีข้อผิดพลาดในการบริหารจัดการบ้าง แต่บทเรียนนั้นทำให้ตระหนักว่าไม่สามารถพึ่งพาปัจจัยอื่นได้นอกจากเสียงประชาชน จึงขอให้การเลือกตั้งครั้งหน้าประชาชนช่วยกันเลือกพรรคประชาชนเพียงพรรคเดียว เพื่อเข้าไปทำภารกิจแก้รัฐธรรมนูญและสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ให้สำเร็จ

“หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะไม่มีพื้นที่สีเทาในการบริหารประเทศ ทุกอย่างต้องโปร่งใส ชัดเจน และยืนอยู่ข้างประชาชนเป็นสำคัญ” นางสาวทัศนีย์ กล่าวทิ้งท้าย

อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

การตัดสินใจครั้งสำคัญของนางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เชียงใหม่ ที่ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่ขออยู่ภายใต้ชายคาพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองอย่างมาก เพราะการย้ายพรรคครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนสีเสื้อ แต่เป็นการประกาศจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

เหตุผลที่ อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

นางสาวทัศนีย์ ให้เหตุผลว่า การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจข้ามเส้นและผิดคำสัญญากับประชาชน เป็นสิ่งที่เธอรับไม่ได้ ทำให้เธอตัดสินใจเดินหน้าตามอุดมการณ์ของตนเอง โดยเลือกที่จะเข้าร่วมกับพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่เธอมองว่าจะสามารถผลักดันนโยบายที่ตั้งใจไว้ได้จริง

การย้ายพรรคของนางสาวทัศนีย์ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เพราะเมื่อความเชื่อใจถูกทำลาย ความศรัทธาในตัวนักการเมืองก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นักการเมืองหลายคนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินของตนเอง

การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล

นอกจากเหตุผลเรื่องอุดมการณ์แล้ว นางสาวทัศนีย์ยังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร รวมถึงการที่พรรคภูมิใจไทยไม่สามารถผลักดันข้อตกลงร่วมกันให้เป็นรูปธรรมได้

บทสรุปและมุมมองต่ออนาคต

การประกาศตัวของนางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ในฐานะผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นการแข่งขันที่เข้มข้นและดุเดือดอย่างแน่นอน เพราะแต่ละพรรคต่างก็พยายามที่จะนำเสนอนโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหาประเทศที่แตกต่างกัน เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน

นางสาวทัศนีย์กล่าวทิ้งท้ายว่า หากพรรคประชาชนได้รับโอกาสในการบริหารประเทศ จะมุ่งเน้นการทำงานที่โปร่งใส ชัดเจน และยึดมั่นในผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะไม่มีพื้นที่สีเทาในการบริหารประเทศอย่างแน่นอน

สิ่งที่น่าสนใจคือ การตัดสินใจของอดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ที่ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้น และเป็นเครื่องเตือนใจให้นักการเมืองทุกคน ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน รวมถึงการบริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน บอกรับไม่ได้ผิดสัญญากับประชาชน

พลังประชารัฐ ดึงอดีต สส. ย้ายซบ “บิ๊กป้อม”

พลังประชารัฐ เปิดตัวอดีต สส.กาฬสินธุ์ งูเห่าภูมิใจไทย “ประภา เฮงไพบูลย์” ย้ายยกครอบครัวซบ ด้าน “ธีระชัย” พร้อม “พล.อ.ธรรมรักษ์” ต้อนรับ ให้ความมั่นใจประชาชน พรรคทำเพื่อพี่น้องอย่างแท้จริง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 18 ธันวาคม 2568 พลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคพลังประชารัฐ ณ ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ ย่านบางโพ ประกอบด้วย นางสาวประภา เฮงไพบูลย์ อดีต สส.กาฬสินธุ์ เขต 4 พรรคภูมิใจไทย เจ้าของฉายาล้มช้าง ซึ่งล้มแชมป์เก่า 5 สมัย ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ย้ายมาซบพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย นายศุภสิทธิ์ เฮงไพบูลย์, นายปภัทร เฮงไพบูลย์ และยังมี นายผดุง หน่องพงษ์ อดีตบรรณาธิการข่าว เสนอตัวลงเขตเลือกตั้งที่ 5 จ.ปทุมธานี

การเปิดตัวอดีต สส. ครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมทัพให้กับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง ซึ่งนางสาวประภา เฮงไพบูลย์ ถือเป็นบุคคลที่มีความสามารถและประสบการณ์ทางการเมือง การย้ายมาของนางสาวประภาและทีมงาน จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความพร้อมของพรรคพลังประชารัฐ ในการที่จะเป็นผู้นำในการพัฒนาประเทศต่อไป

นายธีระชัย กล่าวว่า วันนี้เป็นวันสำคัญของพรรคพลังประชารัฐ ได้คนมาร่วมพัฒนาการเมืองของประเทศไทยร่วมกับพรรค มีประสบการณ์ และศักยภาพสูง โดยแนวทางการจัดทำนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ และให้ความมั่นใจกับประชาชนได้รับทราบว่า นโยบายที่พรรคจะนำเสนอจะตอบโจทย์ สำหรับประเทศไทยในอนาคต โดยในระยะสั้นคือ การแก้ปัญหาปะทะแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และเรื่องเศรษฐกิจที่จะเข้าสู่สภาวะยากลำบากมากขึ้น และในระยะยาวจะทำให้การเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาประเทศไปสู่โครงสร้างที่ยั่งยืน

“ขอทำหน้าที่แทนหัวหน้าพรรค ต้อนรับผู้สมัครทั้งหมดจากจังหวัดกาฬสินธุ์ที่มีคุณภาพ และให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าการทำงานของพรรคพลังประชารัฐจากนี้จะเป็นทำเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นางสาวประภา เป็น 1 ใน 3 สส.พรรคภูมิใจไทย ที่เคยโหวตสวนมติพรรค ไปโหวตสนับสนุนพรรคเพื่อไทยให้ถอนร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) ออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร.

พลังประชารัฐ ดึงอดีต สส. ย้ายซบ “บิ๊กป้อม”

การตัดสินใจย้ายพรรคของอดีต สส. ครั้งนี้ สร้างความฮือฮาในวงการเมืองเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายจับตามองถึงเหตุผลและความเป็นไปได้ทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าว การย้ายมาของนางสาวประภา เฮงไพบูลย์ จะส่งผลกระทบต่อพรรคภูมิใจไทยอย่างไร และจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคพลังประชารัฐได้มากน้อยแค่ไหน ต้องติดตามดูกันต่อไป

ทำไมอดีต สส. ถึงย้ายซบ พลังประชารัฐ?

คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้นางสาวประภา เฮงไพบูลย์ ตัดสินใจย้ายจากพรรคภูมิใจไทยมาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ มีกระแสข่าวลือมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ บ้างก็ว่ามีการเจรจาผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว บ้างก็ว่ามีการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคภูมิใจไทยที่ทำให้นางสาวประภารู้สึกไม่สบายใจ แต่ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอะไร การย้ายพรรคครั้งนี้ย่อมมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของนางสาวประภาอย่างแน่นอน

พรรคพลังประชารัฐเองก็ต้องการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรค การได้อดีต สส. ที่มีประสบการณ์และฐานเสียงมาเข้าร่วม จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อพรรคอย่างมาก การเปิดตัวนางสาวประภาและทีมงาน จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคพลังประชารัฐพร้อมที่จะแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การย้ายพรรค การรวมกลุ่ม การแย่งชิงอำนาจ ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นให้เห็นอยู่เป็นประจำ การติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศ และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนของเราได้อย่างถูกต้อง

การย้ายพรรคของนักการเมืองเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องพิจารณาถึงเหตุผลและผลกระทบของการย้ายพรรคแต่ละครั้ง เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองของเราเป็นไปอย่างมีวิจารณญาณและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

พรรคการเมืองเป็นเพียงเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบาย สิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง และเลือกผู้แทนที่สามารถเป็นปากเป็นเสียงให้กับเราได้อย่างแท้จริง หากเราทุกคนตระหนักถึงหน้าที่และสิทธิของตนเอง ประเทศไทยของเราก็จะสามารถพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน มาร่วมกันสร้างสังคมการเมืองที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่ออนาคตที่ดีของประเทศไทย

ที่มา – พลังประชารัฐ เปิดตัวอดีต สส.งูเห่าภูมิใจไทย ย้ายยกครอบครัวซบ “บิ๊กป้อม”

รมว.กลาโหมสั่งดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่

“บิ๊กเล็ก” กำชับเหล่าทัพดูแลแนวหน้าเต็มที่ ยันอาหาร-อาวุธต้องพร้อมรบต่อเนื่อง ขอบคุณจุฬาฯ ให้โควตาลูกหลานทหารกล้าเข้าเรียน

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหมว่า ที่ประชุมได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด โดยกำชับทุกเหล่าทัพว่าการส่งกำลังบำรุงต้องไม่ขาด ทั้งอาหารกระสุนและอาวุธ ต้องพร้อมสมบูรณ์เพื่อให้สามารถปฏิบัติการรบได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

สำหรับกำลังพลที่เสียชีวิต รมว.กลาโหมยืนยันว่า จะดูแลครอบครัวและทายาทอย่างดีที่สุด พร้อมปวารณาตนว่าหากมีการพระราชทานเพลิงศพกำลังพลในพื้นที่ภาคกลาง ตนจะเดินทางไปเป็นประธานด้วยตนเองเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว นอกจากนี้ยังได้จัดทำ MOU ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาความรู้ให้กำลังพลทุกระดับ ตั้งแต่พลทหารไปจนถึงระดับผู้บังคับบัญชาให้ผ่านหลักสูตรที่หลากหลาย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยังบอกด้วยว่า ที่สำคัญที่สุดคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มอบโควตาพิเศษให้กับครอบครัวและทายาทของกำลังพลที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้ได้รับสิทธิ์เข้าศึกษาต่อ ซึ่งต้องขอบคุณทางจุฬาลงกรณ์ฯ เป็นอย่างยิ่งที่เห็นความสำคัญของความเสียสละนี้

นอกจากนี้ในส่วนของเทศกาลปีใหม่ได้ฝากให้เหล่าทัพจัดหน่วยบริการประชาชนตามพื้นที่ต่างๆ ดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญและพื้นที่จัดงานเคานต์ดาวน์ โดยประสานงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมด และสั่งการให้เพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนพักผ่อนได้อย่างปลอดภัย

รมว.กลาโหมสั่งเหล่าทัพดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด กำลังพลเหล่านี้เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง พวกเขาเหล่านั้นสมควรได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ทั้งในเรื่องของสวัสดิการ กำลังใจ และความเป็นอยู่ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของทหารกล้าเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของการดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่

การดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การมอบสวัสดิการและสิ่งของจำเป็นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสร้างขวัญและกำลังใจ การให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง การฝึกฝนทักษะและความสามารถให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ การสร้างความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่ทหาร และการดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง

นอกจากนี้ การดูแลครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ครอบครัวเหล่านี้ต้องได้รับการเยียวยาและช่วยเหลือในทุกๆ ด้าน เพื่อให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข

การดูแลแนวหน้าอย่างเต็มที่ถือเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและให้กำลังใจทหารกล้าเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคสิ่งของ การให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ หรือเพียงแค่การกล่าวคำขอบคุณและให้กำลังใจ

การใส่ใจดูแลสวัสดิการและขวัญกำลังใจของทหารหาญ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะพวกเขามีหน้าที่สำคัญในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ การที่ทหารมีขวัญและกำลังใจดี จะส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างเข้มแข็ง

ดังนั้น เราทุกคนควรตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลทหารกล้า และร่วมกันสนับสนุนให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลัง เพื่อความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ

การที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มอบโควตาพิเศษให้กับครอบครัวและทายาทของกำลังพลที่เสียชีวิต ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของการตอบแทนความเสียสละของทหารกล้า และเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ขอชื่นชมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เห็นความสำคัญของความเสียสละนี้

ที่มา – รมว.กลาโหมสั่งเหล่าทัพดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่ อาวุธอาหารต้องพร้อม

ครม.เคาะ! ถามประชามติ “เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่”

นายกฯ เผย ครม.นัดพิเศษ เคาะส่งคำถามประชามติของ ครม. “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ส่ง กกต. หวังทำได้พร้อมวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ไม่อยากให้เสียบประมาณ 4,000 ล้านโดยใช่เหตุ

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพิจารณาคำถามประชามติที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตีกลับให้ ครม. เลือกเพียงคำถามเดียว จากนั้นเวลา 11.42 น. นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบให้เสนอคำถามประชามติของคณะรัฐมนตรี โดยจะส่งกลับไปยัง กกต. เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนอย่างถูกต้องไม่ให้มีการถูกตีความในภายหลัง

ส่วนที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าหากที่ประชุมรัฐสภาเลือกคำถามของพรรคภูมิใจไทยก็จบตั้งแต่แรกนั้น นายอนุทิน ระบุว่า คำถามก็คล้ายๆ กันเพียงแต่ทำอย่างไรให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ หากไม่ถูกต้องจะต้องมาตีความ เมื่อประชาชนลงมติไปแล้วเดี๋ยวจะต้องมาลงประชามติใหม่ มันก็ไม่ใช่ที่ เรามีเวลาเพียงพอที่จะดำเนินการให้ถูกต้อง มีการรับรองของทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวถามต่อ กรณีคำถามประชามติให้ยกเลิก MOU 2543 และ 2544 พรรคภูมิใจไทยจะนำมาเป็นนโยบายหาเสียงหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ก็เป็นไปได้ ทางพรรคมีความชัดเจนในเรื่องนี้ เมื่อถามอีกว่าการทำประชามตินี้จะพร้อมกับวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ตรงนี้อยู่ที่ กกต. แต่ถ้าในส่วนของ ครม. ก็อยากให้ทำในวันเดียวกัน เพราะมีเหตุผลเรื่องความสะดวกและการใช้งบประมาณ หากระยะเวลาห่างกันแค่สัปดาห์เดียวจากที่ตนฟังมาใช้งบประมาณ 4,000 ล้านบาท ก็เป็นการเสียบประมาณโดยใช่เหตุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำถามของคณะรัฐมนตรี คือ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ส่วนคำถามของรัฐสภาที่ส่งมายัง ครม. คือ “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ได้ข้อสรุปที่สำคัญเกี่ยวกับการทำประชามติเพื่อถามความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย ครม. ได้เคาะคำถามที่จะใช้ในการทำประชามติ และส่งต่อไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป คำถามประชามติที่ ครม. เห็นชอบคือ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

ประเด็นสำคัญของการทำประชามติครั้งนี้คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ การที่ ครม. เร่งดำเนินการในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ทำไมต้องถามว่า ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?

การถามความเห็นของประชาชนว่า ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบ ก็จะเป็นการยืนยันว่ามีความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และเปิดทางให้มีการดำเนินการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป

นอกจากนี้ การทำประชามติยังเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง หากไม่มีการถามความเห็นของประชาชนก่อน อาจมีข้อโต้แย้งว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การทำประชามติจึงเป็นการสร้างความมั่นใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นที่ยอมรับและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่

การที่นายกรัฐมนตรีแสดงความเห็นว่าต้องการให้การทำประชามติเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ก็เป็นเพราะต้องการประหยัดงบประมาณและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน การทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้ง และทำให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิในการออกเสียงประชามติได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม การทำประชามติยังคงต้องเป็นไปตามขั้นตอนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กกต. จะต้องตรวจสอบคำถามประชามติให้ถูกต้อง และดำเนินการจัดการเลือกตั้งอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผลการทำประชามติสะท้อนความเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง

สรุปแล้ว การที่ ครม. เคาะคำถามประชามติ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การทำประชามติจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบ ก็จะเป็นการเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจครั้งนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืน มาร่วมกันแสดงพลังและกำหนดอนาคตของประเทศด้วยเสียงของเรา

ที่มา – เคาะคำถามประชามติของ ครม. “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ส่ง กกต.

“เสธ.เปีย” ชิง สส.กาญจนบุรี พรรคพลังประชารัฐ

“เสธ.เปีย” นำทีมสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ชิงเก้าอี้ สส. 5 เขต กาญจนบุรี รับแข่งขันสูง แต่สู้เต็มที่

การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ จังหวัดกาญจนบุรี ถือเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะการลงชิงชัยเก้าอี้ สส. ของ “เสธ.เปีย” พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ อดีต สส.จากพรรคเพื่อไทย ที่วันนี้ได้นำทีมเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในทั้ง 5 เขตของจังหวัดกาญจนบุรี

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ หรือ เสธ.เปีย อดีต สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมว่าที่ผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี ทั้ง 5 เขต เปิดตัวลงสมัครในนามพรรคพลังประชารัฐอย่างเป็นทางการ สร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองในพื้นที่

พล.อ.สมชาย กล่าวถึงภาพรวมการแข่งขันในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ว่า เขต 1 มีการแข่งขันสูง ทุกพรรคต่างมีความหวังที่จะได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพี่น้องประชาชนเอง ซึ่งทีมงานจะลงพื้นที่ทำงานอย่างหนัก และทำให้ดีที่สุด ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐเอง ก็กำลังเร่งขับเคลื่อนการทำงานของผู้สมัคร โดยจะคัดเลือกผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถ และสามารถทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

เมื่อถูกถามถึงแนวทางการต่อสู้กับกระแสความนิยมของคนรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรงในพื้นที่ พล.อ.สมชาย กล่าวว่า แม้ว่าสังคมโดยทั่วไปจะมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ตนเองมองว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การบริหารงานและการพัฒนาประเทศยังคงต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ของคนรุ่นเก่า และความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่าอาจได้เปรียบในเรื่องของประสบการณ์ที่สั่งสมมา แต่คนรุ่นใหม่ก็มีความกระตือรือร้น และมีความเข้าใจในเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้สามารถนำมาผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่สังคมได้

นอกจากนี้ พล.อ.สมชาย ยังกล่าวถึงกระแสความนิยมของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่กำลังมาแรงและเป็นพรรคที่มีขนาดใหญ่ขึ้นว่า ตนเองไม่ได้รู้สึกกังวลแต่อย่างใด เพราะเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองต่างก็มีนโยบายและแผนงานที่เป็นของตนเอง และท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใดให้เข้ามาบริหารประเทศ

เมื่อถามถึงความมั่นใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ พล.อ.สมชาย กล่าวว่า ตนเองตั้งความหวังไว้สูงสุด และจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน แม้ว่าการแข่งขันจะค่อนข้างสูง แต่ก็เชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริง จะสามารถเอาชนะใจประชาชนได้

สำหรับรายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี ทั้ง 5 เขต ประกอบด้วย พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ ชิง สส.กาญจนบุรี เขต 1, นายจิตรกร ว่องประเสริฐ เขต 2, นายเดชาธร ชมเพ็ชร เขต 3, นายเผ่าพันธุ์ ดอกมะลิป่า เขต 4, นายวันชัย สินประเสริฐ เขต 5

“เสธ.เปีย” ชิง สส.กาญจนบุรี พรรคพลังประชารัฐ

ใครคือ “เสธ.เปีย” ผู้ท้าชิง สส.กาญจนบุรี?

พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสธ.เปีย” ถือเป็นนักการเมืองมากประสบการณ์ในจังหวัดกาญจนบุรี เคยดำรงตำแหน่ง สส. ในนามพรรคเพื่อไทยมาแล้ว ก่อนที่จะตัดสินใจย้ายมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยประสบการณ์และความเข้าใจในพื้นที่เป็นอย่างดี ทำให้ “เสธ.เปีย” เป็นผู้สมัครที่น่าจับตามองในการชิง สส.กาญจนบุรี

การตัดสินใจของ “เสธ.เปีย” ในการย้ายพรรคครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในจังหวัดกาญจนบุรี และบ่งบอกถึงการแข่งขันที่ดุเดือดในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ พรรคพลังประชารัฐหวังเป็นอย่างยิ่งว่า “เสธ.เปีย” และทีมงาน จะสามารถนำพาความสำเร็จมาสู่พรรค และเป็นตัวแทนของประชาชนชาวกาญจนบุรีได้อย่างแท้จริง

การชิง สส.กาญจนบุรี ในครั้งนี้จึงเป็นการแข่งขันที่น่าติดตามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการขับเคี่ยวกันระหว่างผู้สมัครจากพรรคต่างๆ และการตัดสินใจของประชาชนที่จะเป็นผู้ตัดสินว่าใครจะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของพวกเขาในสภาผู้แทนราษฎร

ที่มา – “เสธ.เปีย” นำทีมสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ชิงเก้าอี้ สส. 5 เขต กาญจนบุรี