วัน: 18 ธันวาคม 2025

ทรัมป์โวเศรษฐกิจสหรัฐฯพุ่ง โยนผิดไบเดนเรื่องค่าครองชีพ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ถึงชาวอเมริกัน ให้คำมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังมุ่งสู่การขยายตัวครั้งใหญ่ พร้อมกล่าวโทษนายโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาราคาสินค้าที่พุ่งสูง พร้อมประกาศแจกเช็คโบนัส “Warrior Dividend” ให้ทหารคนละ 1,776 ดอลลาร์ ท่ามกลางคะแนนนิยมที่ดิ่งเหวจากปัญหาสินค้าราคาแพง

ทรัมป์ วัย 79 ปี กล่าวจากทำเนียบขาวในโอกาสครบหนึ่งปีของการกลับมาดำรงตำแหน่งว่า เขา “รับช่วงปัญหามหาศาลมาแก้ไข” และยืนยันว่าราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ประชาชนกังวลนั้น “กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว” แม้จะยอมรับว่ายังไม่จบสิ้น แต่ย้ำว่าความคืบหน้ามีให้เห็นชัดเจน

ท่ามกลางความประหลาดใจ ทรัมป์ประกาศมอบ “เงินปันผลนักรบ” ให้กำลังพลสหรัฐ 1.45 ล้านนาย คนละ 1,776 ดอลลาร์สหรัฐ  (ราว 55,909 บาท) ก่อนเทศกาลคริสต์มาส โดยใช้งบจากรายได้ภาษีศุลกากร พร้อมระบุว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นการยกย่องปี ค.ศ.1776 ซึ่งเป็นปีสถาปนาประเทศ และสหรัฐฯ จะฉลองครบรอบ 250 ปีในปีหน้า

ผู้นำสหรัฐยังย้ำว่า ปี 2026 สหรัฐจะเผชิญ “การเติบโตทางเศรษฐกิจที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน” ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่สหรัฐร่วมเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกกับแคนาดาและเม็กซิโก อย่างไรก็ดี แม้ทำเนียบขาวจะโปรโมตสุนทรพจน์นี้ว่าเป็นการวางทิศทางเศรษฐกิจตลอดวาระที่สอง แต่เนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงมุ่งโจมตีคู่ขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะนายโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต และผู้อพยพ ที่ทรัมป์กล่าวหาว่าแย่งงานชาวอเมริกัน

ฝ่ายเดโมแครตตอบโต้ทันที โดยวุฒิสมาชิกชัค ชูเมอร์ ระบุว่า ทรัมป์ “อยู่ในโลกที่ตัดขาดจากความเป็นจริงของคนอเมริกัน” พร้อมชี้ว่าข้อเท็จจริงคือราคาสินค้ายังเพิ่มขึ้น อัตราว่างงานสูงขึ้น และไม่เห็นสัญญาณยุติ

สุนทรพจน์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังปีที่ทรัมป์ใช้อำนาจประธานาธิบดีอย่างเข้มข้น ตั้งแต่การปราบปรามผู้อพยพ ไปจนถึงการเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

ผลสำรวจหลายสำนักสะท้อนว่า ประเด็นที่ชาวอเมริกันกังวลมากที่สุดคือค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามีส่วนมาจากนโยบายภาษีศุลกากรต่อคู่ค้าทั่วโลกของทรัมป์ ผลโพล PBS News/NPR/Marist ที่เผยแพร่วันเดียวกัน ระบุว่าทรัมป์ได้คะแนนนิยมด้านการจัดการเศรษฐกิจต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดย 57% ไม่เห็นด้วย และกังวลค่าครองชีพ ขณะที่โพล YouGov ชี้ว่า 52% มองว่าเศรษฐกิจแย่ลงภายใต้การนำของเขา

ทรัมป์ยังเผชิญเสียงวิจารณ์จากฐานเสียง MAGA ว่าให้ความสำคัญกับการทูตต่างประเทศ เช่น ยูเครน กาซา และความตึงเครียดกับเวเนซุเอลา มากกว่าปัญหาในประเทศ แม้สุนทรพจน์ครั้งนี้จะไม่กล่าวถึงยูเครนหรือเวเนซุเอลา แต่เขาอ้างผลงานเรื่องการหยุดยิงในกาซา การโจมตีโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน และการทำสงครามกับเครือข่ายค้ายาเสพติด

สัญญาณการปรับยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจเริ่มชัดขึ้น เมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมปีหน้าใกล้เข้ามา หลังรีพับลิกันพ่ายแพ้หนักในการเลือกตั้งท้องถิ่นสำคัญเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ขณะที่ทรัมป์เร่งเดินสายภายในประเทศเพื่อสื่อสารนโยบายเศรษฐกิจ โดยสัปดาห์ก่อนเขาสัญญาที่เพนซิลเวเนียว่าจะ “ทำให้อเมริกามีค่าครองชีพที่เอื้อมถึงอีกครั้ง” และมีกำหนดจัดเวทีปราศรัยในนอร์ทแคโรไลนาในวันศุกร์นี้

ด้านรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ซึ่งถูกจับตาในฐานะผู้สืบทอดทางการเมืองในปี 2028 ก็ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนอดทนต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน.

ทรัมป์โวเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังพุ่ง โยนความผิดค่าครองชีพสูงให้ไบเดน

จากการปราศรัยล่าสุด ทรัมป์โวเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังพุ่ง โยนความผิดค่าครองชีพสูงให้ไบเดน สร้างความฮือฮาให้กับชาวอเมริกันและนักวิเคราะห์ทั่วโลก หลายคนตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ของคำกล่าวอ้างนี้ ในขณะที่บางส่วนมองว่าเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อเรียกคะแนนนิยมก่อนการเลือกตั้งที่จะมาถึง

อนาคตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์

ทรัมป์โวเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังพุ่ง โยนความผิดค่าครองชีพสูงให้ไบเดน สร้างความหวังให้กับผู้สนับสนุน แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดความกังวลในหมู่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของเขา อนาคตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์จะเป็นอย่างไร ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป

การที่ทรัมป์ออกมากล่าวเช่นนี้ ทำให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างถึงสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันของสหรัฐฯ จริงๆแล้วภาวะเศรษฐกิจเป็นอย่างไรกันแน่ และนโยบายของใครกันแน่ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างยั่งยืน สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สัญญาของทรัมป์ที่ว่า ทรัมป์โวเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังพุ่ง โยนความผิดค่าครองชีพสูงให้ไบเดน ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง เพราะมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวอเมริกันทุกคน

ที่มา – AFP

ที่มา – ทรัมป์โวเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังพุ่ง โยนความผิดค่าครองชีพสูงให้ไบเดน

อิ๊งค์เยี่ยมทักษิณ ฝากให้กำลังใจ ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ

“อิ๊งค์ แพทองธาร” พร้อมสามี เข้าเยี่ยม “ทักษิณ ชินวัตร” เผยข้อความฝากให้กำลังใจ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย บอก เข้าสู่วงการการเมืองตอนอายุเท่าๆ กัน

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และอดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี เดินทางมาเข้าเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งในครั้งนี้จะเป็นการเยี่ยมครั้งที่ 26 หลังคุมขังครบ 3 เดือน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา

ต่อมาเวลา 10.30 น. น.ส.แพทองธาร และนายปิฎก ออกมาจากเรือนจำภายหลังการเยี่ยมนายทักษิณ โดยผู้สื่อข่าวสอบถามว่านายทักษิณได้มีการคุยกับคุณพ่อเรื่องการเปิดตัว ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ ดร.เชน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า ได้มีการพูดคุยกัน ซึ่งคุณพ่อบอกว่าตัวแคนดิเดตเริ่มเข้าวงการการเมืองตอนอายุ 46 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุเท่าๆ กัน และคุณพ่อก็ได้ฝากให้กำลังใจแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยด้วย จากนั้น น.ส.แพทองธาร และนายปิฎก ได้ทักทายประชาชนที่เดินทางให้กำลังใจ ก่อนขึ้นรถเดินทางกลับ.

อิ๊งค์เยี่ยมทักษิณ เผยฝากให้กำลังใจ ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด “อิ๊งค์ แพทองธาร” ได้เดินทางไปเยี่ยม “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และได้มีการพูดคุยถึงเรื่องการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้กำลังใจแก่ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

การที่อิ๊งค์เดินทางไปเยี่ยมทักษิณในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดและความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในครอบครัวชินวัตร แม้ว่าทักษิณจะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ก็ยังคงได้รับการสนับสนุนและกำลังใจจากคนในครอบครัวอย่างเต็มที่

ทักษิณฝากให้กำลังใจ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทักษิณได้ฝากข้อความให้กำลังใจแก่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย โดยทักษิณได้กล่าวว่า ยศชนันเริ่มเข้าสู่วงการการเมืองในวัยเดียวกับตนเอง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าทักษิณมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของยศชนัน

การที่ทักษิณออกมาให้กำลังใจ ยศชนัน อย่างชัดเจนเช่นนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังสมาชิกพรรคเพื่อไทยและประชาชนทั่วไปว่า พรรคเพื่อไทยยังคงให้การสนับสนุน ยศชนัน อย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะผลักดันให้ยศชนันก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การที่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้รับการสนับสนุนจากทักษิณ ชินวัตร ก็อาจเป็นดาบสองคมได้เช่นกัน เพราะอาจทำให้ถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองได้ง่ายขึ้น

อิ๊งค์เยี่ยมทักษิณ ครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เพราะอาจส่งผลต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคตได้

ความเคลื่อนไหวของบุคคลสำคัญทางการเมืองย่อมมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเสมอ การที่อิ๊งค์เข้าเยี่ยมทักษิณและนำข้อความให้กำลังใจ ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ ออกมาเปิดเผย ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการจับตาดูสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด

อนาคตทางการเมืองของ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “อิ๊งค์” เยี่ยม “ทักษิณ” เผยฝากให้กำลังใจ “ยศชนัน” แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย

จุลพันธ์ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% เพื่อลูกหนี้

“จุลพันธ์” หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ช่วยแบ่งเบาภาระลูกหนี้ สอดคล้องนโยบายล้างหนี้ “เพื่อไทย”

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ โดยระบุว่า เมื่อวานนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยแล้ว ถือเป็นข่าวดีของลูกหนี้ ทั้งคนทำงาน พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังแบกรับภาระหนี้อยู่ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

นายจุลพันธ์ ระบุว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องถึง 3 ครั้ง ซึ่งสะท้อนชัดว่าเศรษฐกิจโลกกำลังต้องการแรงพยุง ผมจึงเสนอว่า ประเทศไทยควรใช้จังหวะนี้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ไม่ปล่อยให้ดอกเบี้ยสูงกดทับคนที่กำลังลำบาก

เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25% ต่อปี มีผลทันที นี่คือสัญญาณสำคัญว่ารัฐเริ่มเลือก “ยืนข้างคนเป็นหนี้” มากขึ้นในภาวะที่รายได้ยังไม่ฟื้นเต็มที่

นายจุลพันธ์ ระบุว่า การลดดอกเบี้ย 0.25% ครั้งนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระของลูกหนี้โดยตรง ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และดอกเบี้ยเงินกู้ต่างๆ มีโอกาสลดลง เงินที่เคยต้องจ่ายให้ดอกเบี้ย ก็อาจเหลืออยู่ในกระเป๋ามากขึ้น เพื่อนำไปซื้อของจำเป็น ดูแลครอบครัว หรือหมุนใช้ในชีวิตประจำวัน

สำหรับ SMEs และเกษตรกรที่เป็นหนี้ ดอกเบี้ยที่ลดลงหมายถึงต้นทุนทางการเงินที่เบาลง กู้มาทำกินก็ไม่ถูกดอกเบี้ยกินจนหมดแรง ช่วยให้ยังพอประคองกิจการ รอเศรษฐกิจฟื้น และมีโอกาสลุกขึ้นสู้ต่อได้

ทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับจุดยืนและนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ผมได้ประกาศไปเมื่อวาน คือแนวคิดเรื่อง “นโยบายล้างหนี้” ลดภาระเก่า ฟื้นกำลังใหม่ ให้ประชาชนมีโอกาสตั้งหลักอีกครั้ง เพราะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ต้องเริ่มจากการทำให้คนไทย “หายใจได้” ก่อน แล้วประเทศถึงจะเดินต่อไปได้อย่างเข้มแข็งครับ

กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ยืนข้างลูกหนี้

การที่ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการที่น่าสนใจและมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มลูกหนี้ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และเกษตรกร

ผลกระทบจากการ ลดดอกเบี้ย 0.25% ต่อภาคครัวเรือน

สำหรับภาคครัวเรือน การลดดอกเบี้ย 0.25% นี้ จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน ทำให้มีเงินเหลือใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของครัวเรือนอีกด้วย

ผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SMEs

ในส่วนของผู้ประกอบการ SMEs การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน ทำให้มีสภาพคล่องมากขึ้น และสามารถนำเงินไปลงทุนขยายกิจการได้ นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs ในตลาดอีกด้วย

ผลกระทบต่อภาคเกษตร

สำหรับภาคเกษตร การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตได้ นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ย 0.25% ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อได้ ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสม เพื่อรักษาสเถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

โดยสรุปแล้ว การที่ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ถือเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มลูกหนี้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินนโยบายที่เหมาะสม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

การตัดสินใจของ กนง. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาภาระและกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวได้ในที่สุด

ที่มา – “จุลพันธ์” ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ยืนข้างลูกหนี้ สอดคล้องนโยบายล้างหนี้ “เพื่อไทย”

สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวัน มูลค่า 3.49 แสนล้าน

รัฐบาลสหรัฐฯ อนุมัติ สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวัน ล็อตใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ มูลค่ากว่า 3.49 แสนล้านบาท อย่างเป็นทางการแล้ว การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยมีมูลค่ารวมสูงถึง 1.11 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.49 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นแพ็กเกจความช่วยเหลือทางทหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ เคยมีมา มีเป้าหมายเพื่อตอบโต้การขยายอิทธิพลและการกดดันทางทหารจากจีน

สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวัน ล็อตใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ มูลค่ากว่า 3.49 แสนล้านบาท

กระทรวงกลาโหมไต้หวันได้ออกมาเปิดเผยว่า อาวุธสำคัญในรายการจัดซื้อครั้งนี้มีทั้งหมด 8 รายการหลัก โดยมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มศักยภาพในการป้องปราม และการทำสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ซึ่งรวมถึงระบบจรวดหลายลำกล้อง HIMARS ที่ได้รับการพิสูจน์ประสิทธิภาพมาแล้วในสมรภูมิยูเครน นอกจากนี้ยังมีปืนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง, ขีปนาวุธต่อต้านรถถัง Javelin, โดรนกามิกาเซ่ รุ่น Altius รวมถึงอะไหล่และอุปกรณ์สนับสนุนอื่นๆ สำหรับยุทโธปกรณ์เดิมที่มีอยู่

ทางด้านเพนตากอนได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า การ สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวัน ล็อตใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ มูลค่ากว่า 3.49 แสนล้านบาท ครั้งนี้ เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยจะช่วยให้ไต้หวันสามารถปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย และสร้าง “ขีดความสามารถในการป้องกันตนเองที่น่าเชื่อถือ”

โฆษกสำนักประธานาธิบดีไต้หวันได้ออกมาแถลงขอบคุณสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่าไต้หวันจะเดินหน้าปฏิรูปกองทัพและเสริมสร้างความเข้มแข็งของสังคมในการป้องกันตนเอง เพื่อปกป้องสันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นายหลิน เจียหลง รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวัน ได้เดินทางเยือนสหรัฐฯอย่างลับๆ เมื่อสัปดาห์ก่อน และสอดคล้องกับนโยบายของประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ที่เพิ่งประกาศงบประมาณป้องกันประเทศเพิ่มเติมสูงถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยยืนยันว่า “เรื่องความมั่นคงของชาติไม่มีพื้นที่สำหรับการประนีประนอม”

ทำไมสหรัฐฯ ถึงอนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวันครั้งใหญ่?

แม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะมีแผนเดินทางไปเยือนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในปีหน้า จนทำให้เกิดความกังวลว่าความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ไต้หวันอาจสั่นคลอน แต่การอนุมัติอาวุธล็อตใหญ่นี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลทรัมป์สมัยที่ 2 ตั้งเป้าที่จะรักษาสมดุลอำนาจในภูมิภาค และกดดันให้พันธมิตรต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้นตามนโยบายเดิมของเขา

ปัจจุบัน แผนการ สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวัน ล็อตใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ มูลค่ากว่า 3.49 แสนล้านบาท นี้ อยู่ในขั้นตอนการแจ้งต่อสภาคองเกรส ซึ่งคาดว่าจะผ่านความเห็นชอบได้อย่างราบรื่น เนื่องจากไต้หวันได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากทั้งสองพรรครัฐบาลในสหรัฐฯ

การอนุมัติขายอาวุธครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการค้าอาวุธ แต่เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของสหรัฐฯ ในการสนับสนุนไต้หวันและรักษาสมดุลอำนาจในภูมิภาค แม้จะมีความเสี่ยงที่จะกระทบความสัมพันธ์กับจีน แต่สหรัฐฯ มองว่าการสนับสนุนไต้หวันเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองและพันธมิตรในระยะยาว

ที่มา – สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวัน ล็อตใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ มูลค่ากว่า 3.49 แสนล้านบาท

เมียนมายัน อองซาน ซูจี ไม่เสียชีวิต จริงหรือ?

รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิเสธข่าว “อองซาน ซูจี เสียชีวิต” ยืนยันยังมีชีวิต ท่ามกลางความกังขาจากหลายฝ่าย ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสถานะของอดีตผู้นำคนนี้เป็นอย่างไร และทำไมข่าวลือเรื่องการเสียชีวิตของเธอจึงแพร่สะพัด?

รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิเสธข่าว “อองซาน ซูจี เสียชีวิต”

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 รัฐบาลทหารเมียนมาได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข่าวลือเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำรัฐบาลพลเรือนและเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โดยยืนยันว่าเธอยังมีชีวิตอยู่และมีสุขภาพดี อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์นี้ไม่ได้แสดงหลักฐานใดๆ มายืนยันคำกล่าวอ้างดังกล่าว

การออกมาปฏิเสธข่าว “อองซาน ซูจี เสียชีวิต” เกิดขึ้นหลังจากที่นายคิม แอริส บุตรชายของนางซูจี ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของมารดา เนื่องจากครอบครัวไม่ได้รับการติดต่อหรือพบกับนางซูจีมานานกว่า 2 ปี โดยระบุว่านางซูจีมีปัญหาสุขภาพเรื้อรังหลายประการ และไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับทีมกฎหมายหรือสมาชิกในครอบครัวเลย

องค์กรสิทธิมนุษยชนและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารต่างตั้งข้อสงสัยว่า หากนางซูจียังมีสุขภาพดีจริง รัฐบาลควรอนุญาตให้ครอบครัวหรือบุคคลที่น่าเชื่อถือเข้าพบเพื่อคลายความกังวลของประชาชน

นายอู ตุน เมียะ แกนนำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ไม่มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้เกี่ยวกับสถานที่ควบคุมตัวหรือสภาพความเป็นอยู่ของนางซูจี และกล่าวหาว่ารัฐบาลทหารพยายามใช้การโฆษณาชวนเชื่อและปล่อยให้ข่าวลือแพร่สะพัด

ภาพล่าสุดที่เผยแพร่ต่อสาธารณชนของนางซูจี คือภาพจากกล้องวงจรปิดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2565 ระหว่างการนำตัวเธอขึ้นศาล ส่วนการพบปะครั้งล่าสุดที่มีการยืนยันคือการพบกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศไทย เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 เป็นเวลาราว 90 นาที

นางอองซาน ซูจี ถูกควบคุมตัวตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 และถูกตัดสินจำคุกรวม 33 ปี จาก 19 ข้อหา ซึ่งนานาชาติมองว่ามีแรงจูงใจทางการเมือง และนับแต่นั้นมา เธอถูกควบคุมตัวโดยตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับข่าวลือ “อองซาน ซูจี เสียชีวิต” จึงยังคงเป็นที่น่าติดตาม

ทำไมข่าวลือเรื่อง อองซาน ซูจี เสียชีวิต ถึงแพร่สะพัด?

การที่ข่าวลือเรื่อง “อองซาน ซูจี เสียชีวิต” แพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลและความไม่ไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลทหารเมียนมา รวมถึงความห่วงใยต่อชะตากรรมของนางอองซาน ซูจี ที่ถูกกักบริเวณและตัดขาดจากโลกภายนอกมาเป็นเวลานาน

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความต้องการข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จากรัฐบาล เพื่อยืนยันสถานะและความเป็นอยู่ของนางซูจีอย่างแท้จริง การขาดข้อมูลและความคลุมเครือทำให้ข่าวลือและการคาดเดาต่างๆ แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความรับผิดชอบในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับนักโทษการเมืองและความเป็นอยู่ของผู้ที่ถูกควบคุมตัว

แม้รัฐบาลทหารเมียนมาจะออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่องการเสียชีวิตของนางอองซาน ซูจี แต่ความคลางแคลงใจและความกังวลยังคงอยู่ การเปิดเผยข้อมูลที่เป็นจริงและโปร่งใส รวมถึงการอนุญาตให้มีการเข้าพบและตรวจสอบความเป็นอยู่ของนางซูจีเท่านั้น ที่จะสามารถคลายความกังวลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนได้

ที่มา – รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิเสธข่าว “อองซาน ซูจี เสียชีวิต” ย้ำยังมีชีวิต แต่ไร้หลักฐานยืนยัน

พบร่าง “พลทหารภาณุพัฒน์” แล้ว! รอนำร่างออก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดสุรินทร์ยังคงมีการปะทะกันอยู่บ้าง แต่ไม่ถี่เท่าช่วงก่อนหน้า ขณะที่มีรายงานข่าวล่าสุดว่า พบร่างของ “พลทหารภาณุพัฒน์” แล้ว แต่การนำร่างออกมาต้องกระทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากมีความกังวลว่าอาจเป็นแผนลวงเพื่อโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ชายแดนด้านจังหวัดสุรินทร์ โดยเฉพาะบริเวณชายแดนปราสาทตาควายและเนิน 350 ซึ่งเป็นจุดที่มีการปะทะกันอย่างหนักหน่วงในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เนื่องจากการที่กัมพูชาต้องการยึดคืนพื้นที่ดังกล่าว

ในช่วงเช้าตรู่ เวลาประมาณ 06.20 น. กองกำลังของไทยได้เริ่มยิงปืนใหญ่ตอบโต้ไปยังฝั่งกัมพูชาอีกครั้ง แต่ความถี่ในการยิงนั้นลดลงจากช่วงก่อนหน้า ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์ในช่วงสายอย่างใกล้ชิด คาดการณ์ว่าทั้งสองฝ่ายกำลังวางแผนและเตรียมกำลังเพิ่มเติม

ในส่วนของชายแดนอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยเฉพาะบริเวณชายแดนช่องจอม สถานการณ์ยังคงเงียบสงบ ไม่มีการปะทะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อคืนที่ผ่านมา ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ด่าน ซึ่งประจำการอยู่บริเวณตลาดชายแดนช่องจอม ได้สังเกตเห็นโดรนปริศนาจำนวน 5 ลำ บินเข้ามาในพื้นที่ โดยมีไฟกระพริบอย่างชัดเจน ซึ่งคาดว่าเป็นของฝ่ายกัมพูชา และชุด ชรบ.ด่านสามารถบันทึกคลิปวิดีโอไว้ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ศพของทหารไทย 2 นายที่เสียชีวิตจากการสู้รบที่เนิน 350 ได้แก่ จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ชาวอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ และพลทหารภาณุพัฒน์ เสาร์สา สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ชาวอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถนำร่างกลับมาได้

ล่าสุด มีรายงานว่า พบร่างของ “พลทหารภาณุพัฒน์” เสาร์สา แล้ว ในพื้นที่สู้รบบริเวณเนิน 350 หลังจากที่ทหารกัมพูชายึดอาวุธไปได้ การที่ทหารไทยจะเข้าไปนำร่างออกมานั้น ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงที่อาจเป็นกลลวงของทหารกัมพูชา โดยการนำร่างทหารไทยมาวางไว้เพื่อล่อให้เข้ามาโจมตี ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ ส่วนร่างของ จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน ยังคงอยู่ระหว่างการค้นหา

สำหรับผู้อพยพที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจิตอาสาได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือดูแลในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของสภาพจิตใจ เพื่อลดความตึงเครียด

พบร่าง “พลทหารภาณุพัฒน์” แล้ว

การนำร่างพลทหารภาณุพัฒน์ออกมาต้องระวัง

ความคืบหน้าของสถานการณ์ “พลทหารภาณุพัฒน์” และสถานการณ์ชายแดนจะรายงานให้ทราบต่อไป

สถานการณ์ชายแดนที่ยังคงตึงเครียดนี้ แสดงให้เห็นถึงความเสียสละของทหารไทยที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและการจัดการกับสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่

ที่มา – พบร่าง “พลทหารภาณุพัฒน์” แล้ว รอนำร่างออกมา หวั่นเป็นแผนลวงโจมตี

ทำความรู้จัก หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน

เมื่อพูดถึงแสนยานุภาพของกองทัพเรือไทย หลายคนคงนึกถึง “หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน” ซึ่งเป็นอาวุธที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันประเทศ วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงรายละเอียดและความสามารถของอาวุธชนิดนี้กันครับ

หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูนของราชนาวีไทย

หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน หรือ AGM-/RGM-/UGM-84 Harpoon พัฒนาโดยบริษัท McDonnell Douglas Astronautics Company จากสหรัฐอเมริกา เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีแบบพื้น-สู่-พื้น และอากาศ-สู่-พื้น ที่ออกแบบมาเพื่อทำลายเรือผิวน้ำโดยเฉพาะ ด้วยความเร็วที่สูงถึง 864 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้มันเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อเรือรบทุกชนิด

อาวุธนี้ติดตั้งหัวรบอำนาจทำลายสูง ด้วยดินระเบิดขนาด 500 ปอนด์ สามารถโจมตีเป้าหมายที่มองเห็นได้ หรือที่อยู่ไกลเกินขอบฟ้า ทำงานได้อย่างต่อเนื่องในทุกสภาวะอากาศ เครื่องคันหาเป้ามีสมรรถภาพสูง ตรวจจับเป้าได้ในระยะไกล มีขีดความสามารถติดตามเป้าในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดี ซึ่งระยะยิงของอาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon Block 1C ที่ไกลที่สุด คือ 75 ไมล์ทะเล (138.9 กิโลเมตร) สามารถค้นหาเป้าเรือผิวน้ำภายในพื้นที่รัศมีวงกลมได้มากกว่า 17,500 ตารางไมล์ (45,324.79 ตารางกิโลเมตร) ทำการยิงได้จากเรือผิวน้ำ ด้วยการใช้แท่นยิงที่ติดตั้งบนเรือผิวน้ำ ซึ่งอาจจะเป็นแท่นยิงของ ตัวระบบ Harpoon เองหรือแท่นยิงของระบบอาวุธอื่น ๆ ซึ่งได้ปรับปรุงให้สามารถทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูนได้

ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ AGM-/RGM-/UGM-84 Harpoon เป็นขีปนาวุธโจมตีเรือรบระยะไกลที่บินต่ำเหนือผิวน้ำ และเป็นขีปนาวุธต่อต้านเรือรบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในโลกตะวันตก เดิมทีขีปนาวุธ Harpoon รุ่นที่ยิงจากเรือถูกออกแบบมาเป็นขีปนาวุธโจมตีเรือดำน้ำชั้น Echo ของโซเวียตที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ปัจจุบันขีปนาวุธนี้ถูกใช้งานบนเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำ ในตำแหน่งป้องกันชายฝั่งบนบก และติดตั้งบนเครื่องบินเพื่อต่อต้านเรือรบผิวน้ำ

ลักษณะทางกายภาพของ หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน

ลักษณะของ Harpoon คือทรงกระบอกหนาปลายแหลม มีปีกรูปทรงกากบาทและสี่เหลี่ยมคางหมูบริเวณกลางลำตัว ครีบควบคุมรูปทรงกากบาทและสามเหลี่ยมปลายตัดที่ส่วนท้าย ปีกและพื้นผิวควบคุมสามารถพับเก็บได้ และกางออกหลังการปล่อย เครื่องยนต์จรวด มีช่องรับอากาศใต้ท้องเกือบเรียบ รุ่นปล่อยจากผิวน้ำมีส่วนบูสเตอร์สั้น พร้อมครีบรูปทรงกากบาท ขีปนาวุธ Harpoon ทุกรุ่นจนถึง Block 1C มีตัวขีปนาวุธแบบเดียวกัน ระบบการปล่อยที่แตกต่างกันจะใช้ปีกและครีบตัวขีปนาวุธที่แตกต่างกัน รวมถึงอุปกรณ์ยึด

เช่นเดียวกับขีปนาวุธ Exocet ของฝรั่งเศส ขีปนาวุธ Harpoon เป็นอาวุธแบบ “ยิงแล้วลืม” (กล่าวคือ Harpoon จะไม่ได้รับการอัปเดตตำแหน่งเป้าหมายหลังการยิงจากแท่นยิง) ข้อมูลเป้าหมายจะถูกพัฒนาในรูปแบบที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแท่นยิง เรือผิวน้ำใช้ชุดควบคุมและสั่งการยิง Harpoon บนเรือ (HSCLCS หรืออ่านว่า “Sickles”) เครื่องบินขนาดใหญ่ เช่น P-3, F27 Maritime, B-52G และ Nimrod ติดตั้งชุดควบคุมและสั่งการยิงบนเครื่องบินแบบ “แยกอิสระ” (HACLCS หรือ “Hackles”)

เมื่อขีปนาวุธไปถึงระยะที่เลือกไว้ล่วงหน้าจากตำแหน่งที่คาดการณ์ไว้ของเป้าหมาย ระบบค้นหาเป้าหมายด้วยเรดาร์แบบแอคทีฟที่ปรับความถี่ได้จะใช้รูปแบบการค้นหาแบบ Range and Bearing Launch (RBL) ที่ตั้งโปรแกรมไว้เพื่อค้นหาเป้าหมายในพื้นที่ที่กำหนด ในรุ่น Block 1C ขีปนาวุธมีระบบ Electronic Counter Countermeasures (ECCM) ที่ได้รับการปรับปรุงเป็นส่วนหนึ่งของการอัพเกรดขีปนาวุธ

โหมดการโจมตีขั้นสุดท้าย ซึ่งเลือกไว้ล่วงหน้าผ่าน CLS คือ การโผล่ขึ้นที่ระดับความสูงต่ำ หรือการบินต่ำเหนือผิวน้ำไปยังเป้าหมาย ขึ้นอยู่กับสภาพทะเล ขนาด และระบบป้องกันของเป้าหมาย หัวรบระเบิดแรงสูงจะทะลุผ่านโครงสร้างส่วนบนหรือแผ่นเหล็กตัวเรือและระเบิดอย่างรุนแรงภายในลำตัวเรือซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงกับโครงสร้างของเรือที่ถูกยิง

กองทัพเรือไทย ได้เริ่มนำหอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน เข้าประจำการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2529 โดยติดตั้งมากับเรือคอร์เวตชุด เรือหลวงรัตนโกสินทร์ ต่อมาได้ทำการปรับปรุงเครื่องบินแบบ F – 27 MK 200 เมื่อปี พ.ศ.2533 ให้สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon แบบอากาศ – สู่ – พื้น เพื่อใช้โจมตีเรือผิวน้ำ

ต่อมาเรือที่เข้าประจำการในกองทัพเรือหลายลำ ก็ได้รับการ ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูนเป็นอาวุธหลัก ได้แก่ เรือฟริเกตชุดเรือหลวงนเรศวร 2 ลำ (เรือหลวงนเรศวร และ เรือหลวงตากสิน ปัจจุบันประจำการอยู่ใน กองเรือฟริเกตที่ 2 กองเรือยุทธการ) เรือฟริเกตชุดเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก 2 ลำ เรือหลวงพุทธยอด ฟ้าจุฬาโลก และเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัย ปัจจุบันปลดประจำการ) เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ ฯ

เครื่องบินต่อต้านเรือผิวน้ำแบบ Fokker27-MK 400 ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านเรือแบบ Boeing AGM-84A Harpoon Block IA ระยะยิง 120 กิโลเมตร

เรือหลวงนเรศวร (FFG-421), เรือหลวงตากสิน (FFG-422) และเรือหลวงรัตนโกสินทร์ (FS-441) ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือแบบ Boeing RGM-84D Harpoon Block 1C ระยะยิง 140 กิโลเมตร

เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช (FFG-471) และเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ (OPV-552) ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือแบบ Boeing RGM-84L Harpoon Block II ระยะยิง 124 กิโลเมตร

RGM-84L Harpoon Block II ที่ติดตั้งบนเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช (FFG-471) และเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ (OPV-552) นั้น ถือเป็น Harpoon Block ที่ทันสมัยที่สุดของกองทัพเรือไทย

จากการซ้อมรบทางทะเลของกองทัพเรือ อาวุธปล่อยนำวิถีรุ่นนี้ สามารถทำลายเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไป 101.86 กิโลเมตร ได้อย่างแม่นยำ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของอาวุธปล่อยนำวิถีติดเรือรบ นอกจากนั้น การยิงหอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน นับเป็นครั้งแรก ที่มีการยิงจากเรือที่ต่อขึ้นเองภายในประเทศ โดยเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ เป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำที่ 2 ที่กองทัพเรือขออนุมัติกระทรวงกลาโหมดำเนินการต่อขึ้นจากแบบเรือที่กองทัพเรือมีใช้ราชการ ณ อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ ด้วยการน้อมนำและยึดถือการพึ่งพาตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยใช้แบบเรือของเรือหลวงกระบี่ ที่กองทัพเรือได้ต่อขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมพรรษา 84 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554 เป็นแบบพื้นฐาน.

โดยรวมแล้ว หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน ถือเป็นอาวุธที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกองทัพเรือไทย ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและศักยภาพในการป้องกันประเทศให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น

ที่มา – หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูนของราชนาวีไทย

แจ้งข้อหา 3 วัยรุ่นกัมพูชาปาระเบิดท้าทายคนไทย

จากกรณีเหตุการณ์อุกอาจของกลุ่มวัยรุ่นชาวกัมพูชาที่ก่อเหตุ แจ้งข้อหา 3 วัยรุ่นกัมพูชาปาระเบิดท้าทายคนไทย ล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีได้ทำการสอบสวนและตั้งข้อหากับผู้ต้องหาทั้ง 3 รายที่ถูกจับกุมได้แล้ว โดยมีข้อหาร่วมกันมีสิ่งเทียมอาวุธปืนและวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ขณะนี้กำลังเร่งติดตามตัวผู้ร่วมกระทำผิดที่เหลือเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ครบทุกคน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เมื่อมีคลิปวิดีโอเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นภาพกลุ่มวัยรุ่นชาวกัมพูชารวมตัวกันกว่า 10 คน ถ่ายคลิปวิดีโอกลางถนน โดยหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นสวมหมวกกันน็อกสีขาว ถือมีดสปาร์ตายาวกว่า 1 เมตร และถือวัตถุพันด้วยเทปกาวสีดำคล้ายระเบิดปิงปอง ก่อนจะโยนวัตถุดังกล่าวลงบนถนนจนเกิดเสียงดังสนั่น พร้อมทั้งตะโกนท้าทายคนไทยในลักษณะยั่วยุให้เกิดการต่อสู้ ทำให้คลิปวิดีโอดังกล่าวกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชลบุรีได้ทำการจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ 3 ราย (อ่านข่าว : จับแล้วหัวโจกแก๊งฟอร์มช่างกัมพูชา โพสต์คลิปท้าทาย แม่ขอโทษคนไทย ลูกทำเรื่องไม่ดี)

พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ได้เดินทางมายัง สภ.หนองใหญ่ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม เวลา 17.00 น. เพื่อติดตามความคืบหน้าในการจับกุมกลุ่มวัยรุ่นชาวกัมพูชา และเข้าร่วมทำการสอบสวนด้วยตนเองเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

แจ้งข้อหา 3 วัยรุ่นกัมพูชาปาระเบิดท้าทายคนไทย

ภายหลังการสอบสวน พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการสอบสวนถึงแรงจูงใจในการเผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าว และเร่งติดตามจับกุมผู้ร่วมกระทำผิดที่เหลือทั้งหมดมาดำเนินคดี โดยเบื้องต้นได้ แจ้งข้อหา 3 วัยรุ่นกัมพูชาปาระเบิดท้าทายคนไทย ในข้อหามีสิ่งเทียมอาวุธปืนและวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้แล้ว 3 คน ได้แก่ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ผู้ปาระเบิด และบุคคลที่อยู่ในกลุ่ม โดยทางตำรวจกำลังเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด

สำหรับสาเหตุของการกระทำนั้นมีหลายประการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่จากกระแสที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดีย ทางตำรวจรับทราบถึงความตระหนักและความเข้าใจของประชาชน และกำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยเหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจจาก ผบ.ตร. ซึ่งได้กำชับให้เร่งจับกุมผู้กระทำผิดทั้งหมดมาดำเนินคดีโดยเร็ว

เต้ อาชีวะ ตามล่ากลุ่มวัยรุ่นกัมพูชา

นอกจากนี้ กลุ่มของเต้ อาชีวะ ได้เดินทางมายัง สภ.หนองใหญ่ และให้สัมภาษณ์ว่า กลุ่มวัยรุ่นกัมพูชาที่ก่อเหตุปาระเบิดได้ท้าทายเขา ทำให้เขาต้องการมาพบตัวกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวไปก่อน อย่างไรก็ตาม เขาต้องการติดตามความคืบหน้าของคดีและการดำเนินคดีกับผู้ต้องหา เนื่องจากพฤติกรรมของกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวถือว่าเป็นการท้าทายและเป็นอันตรายต่อประชาชน

เหตุการณ์ แจ้งข้อหา 3 วัยรุ่นกัมพูชาปาระเบิดท้าทายคนไทย นี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังและปราบปรามอาชญากรรมอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของสังคม การกระทำที่ท้าทายและก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองนั้นไม่ควรได้รับการปล่อยปละละเลย และผู้กระทำผิดควรได้รับโทษตามกฎหมายอย่างเหมาะสม เพื่อเป็นตัวอย่างให้ผู้อื่นไม่กล้าที่จะกระทำผิดในลักษณะเดียวกัน

การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการอย่างรวดเร็วในการจับกุมผู้ต้องหาและ แจ้งข้อหา 3 วัยรุ่นกัมพูชาปาระเบิดท้าทายคนไทย นับเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกคน

ที่มา – แจ้งข้อหา 3 วัยรุ่นกัมพูชาปาระเบิดท้าทายคนไทย ตร.เร่งติดตามคนที่เหลือ

นิวเดลีคุมเข้ม! สกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง

กรุงนิวเดลีเผชิญวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง ทางการจึงออกมาตรการ กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง โดยห้ามรถยนต์ที่ไม่ผ่านมาตรฐานเข้าพื้นที่ พร้อมจำกัดการเข้าออฟฟิศของทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อหวังลดปริมาณมลพิษในอากาศ

สถานการณ์มลพิษทางอากาศในกรุงนิวเดลีทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) พุ่งสูงเกินมาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้ทางการต้องเร่งออกมาตรการฉุกเฉินเพื่อแก้ไขปัญหา

กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง

มาตรการสำคัญที่ถูกนำมาใช้ ได้แก่ การห้ามรถยนต์ที่ไม่ผ่านมาตรฐานควบคุมการปล่อยมลพิษล่าสุดเข้าพื้นที่เมือง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองและสารพิษที่ปล่อยออกมาจากรถยนต์ นอกจากนี้ ยังมีการจำกัดการเข้าออฟฟิศของทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน โดยให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) เพื่อลดการเดินทางและปริมาณรถยนต์บนท้องถนน

คณะกรรมาธิการบริหารจัดการคุณภาพอากาศได้บังคับใช้แผนรับมือมลพิษขั้นที่ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของ Graded Response Action Plan (GRAP) ครอบคลุมกรุงนิวเดลีและพื้นที่โดยรอบ โดยมีมาตรการเพิ่มเติมดังนี้:

  • ห้ามรถบรรทุกดีเซลรุ่นเก่าเข้าพื้นที่เมือง
  • ระงับงานก่อสร้างทุกประเภท รวมถึงโครงการภาครัฐ
  • ใช้ระบบการเรียนแบบผสม เพื่อลดการเดินทางของนักเรียน

ผลกระทบและมาตรการช่วยเหลือ

มาตรการเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อแรงงานก่อสร้างจำนวนมาก เนื่องจากงานก่อสร้างถูกระงับชั่วคราว รัฐบาลจึงให้ความช่วยเหลือโดยจ่ายเงินชดเชย 10,000 รูปี ให้แก่แรงงานก่อสร้างที่ขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานรายวัน

รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมกรุงเดลีกล่าวว่า รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะทำให้อากาศในเดลีสะอาดขึ้น และจะดำเนินมาตรการที่เข้มงวดอย่างต่อเนื่องในช่วงวันข้างหน้า เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตฝุ่นพิษอย่างยั่งยืน

กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง ถือเป็นความพยายามอย่างยิ่งยวดในการแก้ไขปัญหามลพิษที่สะสมมานาน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์มลพิษทางอากาศในกรุงเดลีเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวของทุกปี อากาศเย็นและความกดอากาศสูงทำให้มลพิษจากรถยนต์ ไซต์ก่อสร้าง และการเผาพื้นที่เกษตรในรัฐใกล้เคียงถูกกักเก็บไว้ ส่งผลให้ระดับฝุ่นพิษ PM2.5 พุ่งสูงขึ้นจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในกรุงเดลีจำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มงวดและต่อเนื่อง รวมถึงการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ และการจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การสร้างความตระหนักและความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของมลพิษทางอากาศและความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

วิกฤตฝุ่นพิษในกรุงนิวเดลีเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนและการละเลยปัญหาสิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาดและปลอดภัยสำหรับทุกคน

กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหามลพิษในระยะยาว การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด การส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้กรุงนิวเดลีและเมืองอื่นๆ ทั่วโลกสามารถเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง