วัน: 19 ธันวาคม 2025

AOT โต้สื่อกัมพูชา ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย

AOT โต้สื่อกัมพูชาเสนอข่าวบิดเบือน ยันไม่มีสัมภาระผู้โดยสารสูญหาย มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “AOT Official” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า AOT โต้กัมพูชาเสนอข่าวบิดเบือน ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย-บริการผู้โดยสารตามมาตรฐานสากล 

จากกรณีที่สื่อมวลชนของประเทศกัมพูชาได้เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ว่า สถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศฝรั่งเศสได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับการเดินทางไปยังกัมพูชา โดยมีการเดินทางต่อเครื่องที่สนามบินในกรุงเทพมหานคร (ประเทศไทย) ซึ่งระบุว่าผู้โดยสารชาวยุโรปที่เดินทางต่อเครื่องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดและไม่เหมาะสม อาทิ การสอบถามเป็นเวลานานก่อนขึ้นเครื่อง การขอหลักฐานแสดงฐานะการเงินที่ไม่สมเหตุสมผล การตรวจสอบรายละเอียดการจองที่พักในกัมพูชาอย่างละเอียด และสัมภาระของผู้โดยสารสูญหายนั้น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ขอยืนยันว่าประเด็นที่กล่าวอ้างตามข่าวนั้นไม่เป็นความจริง 

AOT ตั้งมั่นการให้บริการและการดูแลผู้โดยสาร มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล โดยมีระบบติดตามตรวจสอบสัมภาระและรับเรื่องร้องเรียนเพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสารให้ได้รับประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่น เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ ในฐานะประตูสู่ประเทศไทย (Gateway to Thailand) และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเดินทางทางอากาศของประเทศไทยในระดับสากล 

ทั้งนี้ AOT ขอยืนยันว่าท่าอากาศยานของ AOT ทั้ง 6 แห่ง ได้ดำเนินการตามกฎระเบียบมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติที่กำหนดด้านการรักษาความปลอดภัยต่อผู้โดยสารและสัมภาระที่ออกเดินทางจากท่าอากาศยาน ซึ่งได้รับการตรวจสอบด้านมาตรฐานการบินสากลตามข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทั้งในด้านความปลอดภัย (Safety) และการรักษาความปลอดภัย (Security) เป็นไปตามมาตรฐานสากลในระดับนานาชาติเพื่อผู้โดยสารทุกท่านอย่างแท้จริง

AOT โต้สื่อกัมพูชา ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย

จากกรณีการนำเสนอข่าวของสื่อกัมพูชาที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่าข่าวที่ระบุว่ามีสัมภาระของผู้โดยสารสูญหาย หรือมีการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลนั้น ไม่เป็นความจริง

AOT ยืนยันมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นไปตามมาตรฐานสากล

AOT ย้ำว่าท่าอากาศยานทุกแห่งภายใต้การดูแล ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด โดยมีการตรวจสอบและรับรองจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทั้งในด้านความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย เพื่อให้ผู้โดยสารทุกท่านมั่นใจได้ว่าจะได้รับการบริการที่เป็นเลิศและปลอดภัยตลอดการเดินทาง

สิ่งที่ AOT ให้ความสำคัญเสมอมา คือการอำนวยความสะดวกควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัย นี่คือหัวใจสำคัญในการดำเนินงานของท่าอากาศยานทุกแห่ง เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

AOT ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการบริการและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าเชื่อถือและปลอดภัยสำหรับนักเดินทางจากทั่วโลก ความโปร่งใสและการตอบสนองต่อข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบการขนส่งทางอากาศของประเทศไทย

AOT โต้สื่อกัมพูชา ยันไม่มีสัมภาระสูญหายและพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเดินทางทางอากาศของไทย

การเดินทางที่ราบรื่นและปลอดภัยของผู้โดยสารคือพันธกิจหลักของ AOT เสมอมา ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถมอบประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุดให้กับผู้โดยสารทุกท่านได้

AOT โต้สื่อกัมพูชา ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย และให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเสมอ

ที่มา – AOT โต้สื่อกัมพูชาเสนอข่าวบิดเบือน ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย-ให้บริการตามมาตรฐานสากล

สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเสริมกำลัง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณฝั่งสระแก้วยังคงตึงเครียด กองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับการปะทะและการเสริมกำลังของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว โดยมีการรบปะทะเพื่อยึดครองพื้นที่สำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ บ้านคลองแผงและหนองหญ้าแก้ว ซึ่งพบว่ากัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่นและเพิ่มเติมกำลังพลอย่างต่อเนื่อง

รายงานจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 น. ระบุว่า กกล.บูรพา ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 12 แล้ว สถานการณ์โดยรวมยังคงน่าจับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา

สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น เพิ่มเติมกำลัง

รายละเอียดสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่:

  • พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: ฝ่ายกัมพูชาได้เร่งเสริมความแข็งแกร่งของที่มั่นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการเพิ่มจำนวนปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดในพื้นที่ถึง 2 จุด สันนิษฐานว่าเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการยิงสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร
  • พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: สถานการณ์ใกล้เคียงกัน โดยกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่นและใช้ปืนใหญ่ รวมถึงเครื่องยิงลูกระเบิดโจมตีที่มั่นของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มกำลังพลอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งคาดการณ์ว่าเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าดำเนินกลยุทธ์ในพื้นที่เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ
  • พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: การยิงปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดจากฝ่ายกัมพูชามายังฝ่ายไทยยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการลำเลียงเสบียง อาวุธ และกระสุนเข้าไปเก็บไว้ในที่มั่นต่างๆ ซึ่งคาดว่าสามารถรองรับการปฏิบัติการได้ต่อเนื่อง 2-3 วัน

ผลกระทบต่อประชาชนและการช่วยเหลือ

จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ประชาชนในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว จำนวน 4 อำเภอ ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางจังหวัดสระแก้วร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว จำนวน 41 ศูนย์ เพื่อรองรับผู้พลัดถิ่น ปัจจุบันมีประชาชนรวม 18,874 คนที่อยู่ในความดูแลของศูนย์พักพิงเหล่านี้

หน่วยงานต่างๆ ได้ให้การสนับสนุนและบำรุงขวัญแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจที่ดีและสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ ประชาชนต่างส่งกำลังใจให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติให้ปลอดภัย

สถานการณ์ชายแดนและการเตรียมพร้อมรับมือยังคงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การเสริมกำลังของฝ่ายกัมพูชาและการปะทะที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ และการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การที่กัมพูชา สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น เพิ่มเติมกำลัง แสดงให้เห็นถึงความตึงเคลียดในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจถึงผลกระทบและความจำเป็นในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างทันท่วงที

การที่ สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น เพิ่มเติมกำลัง เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น เพิ่มเติมกำลัง

ทอ. ยัน! ป้องกันโดรนภัยคุกคามความมั่นคงของไทย

“โฆษกกองทัพอากาศ” ยัน กองทัพอากาศประสานทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย คาด CAAT จะออกมาตรการพื้นที่บินโดรนเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจในพื้นที่ “แท่นผลิตปิโตรเลียม” ที่มีมูลค่าสูง

วันที่ 19 ธ.ค. 68 พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยถึงการวางแนวทางป้องกันโดรน ของฝ่ายกัมพูชา ที่อาจมีเจตนาในการก่อวินาศกรรมต่อแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม ในพื้นที่อ่าวไทยว่า ขณะนี้กองทัพอากาศเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลมาตรการตอบโต้ หรือต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดยประสานงานกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งประสานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อป้องกันการโจมตีจากโดรนที่คาดว่าจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทย โดยยืนยันว่าขณะนี้ทุกกองบินมีมาตรการป้องกันโดรนทั้งเชิงรุกและเชิงรับ และประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อป้องกันการบินโดรนในพื้นที่ที่มีโอกาสจะส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง

ส่วนกรณีที่ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ขอความร่วมมือเรือประมง ผู้ประกอบการเดินเรือ และผู้ดำเนินกิจกรรมทางทะเล ร่วมเฝ้าระวังความปลอดภัยในทะเล กรณีพบเรือที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยหรือใช้อากาศยานไร้คนขับเหนือพื้นที่แท่นผลิตปิโตรเลียมนั้น คาดว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย จะมีมาตรการต่อเนื่องตามมาเพื่อออกพื้นที่ห้ามบินโดรนเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจว่าพื้นที่ที่มีมูลค่าสูง จะได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างแท้จริง นอกจากนี้ มาตรการการลงโทษต่าง ๆ และการดำเนินคดีต่าง ๆ หากมีการฝ่าฝืน จะมีตามมา ตามที่เห็นสมควร

ทอ. ยันประสานทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เทคโนโลยีโดรนมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและแพร่หลาย การใช้งานโดรนจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การถ่ายภาพหรือกิจกรรมสันทนาการเท่านั้น แต่ยังอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย หรือก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติได้ กองทัพอากาศจึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว โดยการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมการป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทยจึงสำคัญ?

การป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก:

  • ปกป้องทรัพย์สินของชาติ: แท่นขุดเจาะปิโตรเลียมเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง หากเกิดความเสียหายจากโดรน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ
  • รักษาความปลอดภัยของประชาชน: โดรนสามารถนำไปใช้ในการก่อวินาศกรรม หรือโจมตีเป้าหมายต่างๆ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • ป้องกันการละเมิดอธิปไตย: การบินโดรนโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศ

มาตรการป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคาม:

กองทัพอากาศได้ดำเนินการมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคาม ดังนี้:

  • การเฝ้าระวังและตรวจจับ: ใช้ระบบเรดาร์และอุปกรณ์ตรวจจับอื่นๆ เพื่อเฝ้าระวังและตรวจจับโดรนที่บินเข้ามาในพื้นที่หวงห้าม
  • การตอบโต้และทำลาย: มีมาตรการในการตอบโต้และทำลายโดรนที่คุกคามความมั่นคง
  • การบังคับใช้กฎหมาย: ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการบินโดรน
  • การสร้างความตระหนักรู้: ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของโดรนและการใช้งานที่ถูกต้อง

ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน:

การป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคาม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การบูรณาการข้อมูลและทรัพยากรจากทุกฝ่าย จะช่วยให้การป้องกันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การที่กองทัพอากาศยืนยันการประสานงานกับทุกภาคส่วนเพื่อ ป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี และแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในความปลอดภัยของประเทศชาติและประชาชน การเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามจากโดรนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับทุกภาคส่วน

ที่มา – ทอ. ยันประสานทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย

อิตัลไทยฯ รุกตลาดงานถนนด้วยรถบด รถบดล้อเหล็ก รถปูยางมะตอย


อิตัลไทยอุตสาหกรรม จับมือ Redline by Dynapac ส่งรถบด รถบดล้อเหล็ก รถปูยางมะตอย 6 รุ่น รุกตลาดงานถนนไทย เสริมทัพเครื่องจักรงานถนน

นายยุทธชัย จรณะจิตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิตัลไทยอุตสาหกรรม จำกัด หรือ ITI กล่าวว่า เราถือเป็นผู้นำธุรกิจเครื่องจักรกลหนักของไทยกว่า 70 ปี ล่าสุดเราได้รุกตลาดงานถนน หรือ Road Machinery อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Redline by Dynapac หรือ เรดไลน์ บาย ไดนาแพค แบรนด์เครื่องจักรงานถนนมาตรฐานยุโรประดับโลก

โดยความร่วมมือกับ Redline by Dynapac ถือเป็นก้าวสำคัญของอิตัลไทยอุตสาหกรรม ที่ให้บริการผลิตภัณฑ์ด้านงานถนนอย่างครบวงจร ซึ่งเราเห็นโอกาสจากความต้องการโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่เติบโตทั่วประเทศ และต้องการนำเสนอเครื่องจักรที่มีคุณภาพ ทนทาน คุ้มค่า และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอิตัลไทย ทั้งในด้านประสิทธิภาพและการใช้งานจริง

สำหรับการร่วมมือกันครั้งนี้ ITI ตั้งเป้ายอดขายเครื่องจักรงานถนนเพิ่ม 200% โดยกลุ่มเป้าหมายหลักยังคงเป็นลูกค้าเดิมที่ ITI มีฐานมายาวนานมาตลอด 70 ปี และขยายไปตลาดใหม่ในกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเครื่องจักรสินค้าแบรนด์พรีเมียม แต่ราคาเอื้อมถึงได้ (Premium Economy Segment) อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นด้านสินค้าและความไว้วางใจในการให้บริการลูกค้าด้วย Multi-brand integrated service

นายเทียร์รี ลีเดอร์ ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท ไดนาแพค โรด อีควิปเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า Redline by Dynapac มีการออกแบบภายใต้มาตรฐานเดียวกับ Dynapac แบรนด์ยุโรป ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 90 ปี ทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์และฟังก์ชันให้เหมาะกับสภาพการใช้งานในภูมิภาคเอเชียเป็นพิเศษ

โดดเด่นทั้งเรื่องความทนทาน ใช้งานง่าย และดูแลรักษาสะดวก ความร่วมมือครั้งนี้จึงช่วยเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอของทั้ง Redline และ ITI อย่างชัดเจน ด้วยการส่งต่อเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนในระยะยาว และตอบโจทย์กับผู้รับเหมาทุกขนาดในไทย

สำหรับผลิตภัณฑ์ทั้ง 6 รุ่นที่นำมาจัดจำหน่าย ได้รับการจัดวางให้ครอบคลุมการใช้งานครบทุกมิติของงานถนนอย่างแท้จริง ได้แก่

ผลิตภัณฑ์รถบด รถบดล้อเหล็ก รถปูยางมะตอย มีอะไรบ้าง?

  1. DRS120D : รถบดสั่นสะเทือนสำหรับงานโครงสร้างพื้นฐาน เหมาะกับการบดอัดดิน การเตรียมฐานราก และโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องการพลังและประสิทธิภาพสูงเป็นพิเศษ
  2. DRA90 : รถบดล้อเหล็กสำหรับงานพื้นผิวถนน รองรับงานผิวทางแอสฟัลต์ และโครงการระดับกลางถึงใหญ่ ให้ความเรียบแน่นของพื้นผิวตามมาตรฐานยุโรป

  1. DRA30 : รถบดล้อเหล็กขนาดเล็กคล่องตัวสูง เหมาะกับงานหลากหลายด้าน ทั้งงานซ่อมบำรุง งานก่อสร้างถนนในชุมชน และไซต์ที่ต้องการความคล่องตัวเป็นพิเศษ
  2. DRF25-70C : รถปูยางมะตอย กระจายและปูยางมะตอยร้อน ให้มีความหนาที่สม่ำเสมอ พื้นผิวเรียบแข็งแรงและได้มาตรฐาน
  3. DRT140 : รถบดล้อยาง บดอัดพื้นผิวถนนแอสฟัลต์ โดยอาศัยแรงกดจากน้ำหนักของตัวรถ
  4. DRS180D, DRS200D : รถบดสั่นสะเทือนขนาด 18 และ 20 ตัน สำหรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น เขื่อน สนามบิน โรงโม่ และเหมือง ที่มีชั้นผิวหนาและต้องการให้ชั้นผิวแน่นเป็นพิเศษ

สำหรับการเพิ่ม Redline by Dynapac เข้ามาในพอร์ตทำให้ ITI สามารถให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่งานดิน งานขนส่ง ไปจนถึงงานถนนทุกประเภท พร้อมศูนย์บริการมาตรฐานทั่วประเทศและทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ TopQ Service ที่พร้อมดูแลทุกขั้นตอน รวมถึงอะไหล่แท้มาตรฐานสากลที่พร้อมจัดส่งอย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับงานจริงตลอด 365 วัน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ลูกค้ากลุ่มงานถนนไว้วางใจแบรนด์ ITI มาโดยตลอด

อิตัลไทยอุตสาหกรรมรุกตลาดรถบด รถบดล้อเหล็ก รถปูยางมะตอย

การรุกตลาดงานถนนของอิตัลไทยอุตสาหกรรมในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของตลาดโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังเติบโต ด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและบริการที่ครบวงจร ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเครื่องจักรคุณภาพสูงได้ง่ายยิ่งขึ้น และเป็นการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งรถบด รถบดล้อเหล็ก รถปูยางมะตอยเป็นหัวใจสำคัญของงานก่อสร้างถนน

รถบด รถบดล้อเหล็ก รถปูยางมะตอย ถือเป็นเครื่องจักรสำคัญในงานก่อสร้างถนน การเลือกใช้เครื่องจักรที่เหมาะสมกับประเภทงานและขนาดโครงการ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพและประสิทธิภาพของงานโดยรวม การที่อิตัลไทยฯ นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและครอบคลุม ทำให้ผู้ประกอบการมีทางเลือกที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเองมากยิ่งขึ้น

ที่มา – อิตัลไทยอุตสาหกรรม ส่งรถบด รถบดล้อเหล็ก รถปูยางมะตอย รุกตลาดงานถนนไทย

“เท้ง ณัฐพงษ์” ชี้ เลือกตั้ง69 กำหนดอนาคต

“เท้ง ณัฐพงษ์” ชี้ประเทศไทยเหมือนคนตกเหว การเลือกตั้ง69 กำหนดหน้าตารัฐบาลแก้ปัญหาการเมืองสีเทา-คอร์รัปชัน เหตุไม่มีเสียง สว.ร่วมโหวตนายกฯ ชูทีมรองนายกฯ แก้ปัญหาประเทศ ไม่มีโควตา

วันที่ 19 ธ.ค. 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 ของพรรค กล่าวในรายการเปิดปากกับภาคภูมิ เรื่องการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า เมื่อวานพรรคประชาชนได้ประชุมพร้อมกับว่าที่ ผู้สมัคร สส.ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ เพื่อเตรียมความพร้อมสู้การเลือกตั้ง เพราะตั้งแต่สมัยพรรคก้าวไกล พรรคอนาคตใหม่ และพรรคประชาชน เรามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเข้ามาแก้ปัญหาให้กับประเทศ ปลดล็อกอุปสรรคต่างๆ ที่เราเจออยู่ ไม่ว่าเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมืองต่างๆ

ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยเหมือนคนที่อยู่ขอบเหว และการเลือกตั้ง69 กำหนดความเป็นไปของประเทศครั้งหน้า จะเป็นจุดชี้เป็นชี้ตาย จุดชี้ชะตาที่สำคัญที่จะทำให้เราไม่ตกเหวหรือเปล่า และใจความสำคัญอีกหนึ่งอย่างในการเลือกตั้งครั้งหน้า เป็นการเลือกตั้งที่เสี่ยงของประชาชน กำหนดหน้าตารัฐบาลได้จริง เพราะไม่มีเสียง สว. มาร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีแล้ว ที่ผมบอกว่า ประเทศไทยเปรียบเหมือนคนที่อยู่ขอบเหว เพราะถ้าเรามองปัญหาทุกๆ ด้าน ที่ผ่านมาเราจะรู้สึกคุ้นชินกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

แต่ขอตั้งคำถามคุณภาคภูมิกับผู้ชมทางบ้าน ว่ามีครั้งไหนไหมที่การทุจริตคอร์รัปชัน มันกัดกินทำให้ตึกถล่มลงมาหรือเปล่า มีคนตายเกือบร้อย อย่างกรณี ตึก สตง. เราอาจจะคุ้นชินเรื่องของส่วยตำรวจ แต่มีครั้งไหนไหมที่ส่วยตำรวจ ลุกลามเข้าไปกัดกินในวงการข้าราชการตำรวจ โยงใยถึง ผบ.ตร. มีการชี้มูลความผิดตำรวจระดับสูงร่วม 200 คน มีเรื่องปัญหาแก๊งหลอกลวง แต่มีครั้งไหนไหมที่ทุนเทามายึดครองประเทศได้แบบนี้ นอกจากว่าไปพัวพันกับตลาดหลักทรัพย์ พยายามไปยึดครองกลุ่มบริษัทพลังงาน ยังเกี่ยวข้องกับสภาด้วย เกี่ยวข้องกับคนที่อยู่แวดวงทางการเมืองด้วย ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นปัญหาที่น่ากลัว ถ้าเรายังปล่อยให้ประเทศของเราเดินไปแบบนี้อยู่อีก มันเหมือนประเทศไทยคงตกเหว แล้วก็ไม่สามารถที่จะกอบกู้กลับมาได้อีก

เมื่อถามว่าเหลืออีกกี่ก้าวถึงจะตกเหวนั้น “นี่คือก้าวสุดท้าย เลือกตั้ง69 กำหนดอนาคตประเทศครั้งหน้าเข้าใจว่าประชาชนหลายส่วน ถ้าเราดูจากผลโพล อาจจะรู้สึกผิดหวัง ขาดความเชื่อมั่นทางการเมือง แต่ผมอยากยืนยันกับทุกๆ คนอีก 1 ครั้ง ว่า การเมืองคือเรื่องแห่งความหวัง แล้วเสียงของทุกคนมีความหวังจริงๆ ไม่มีเสียงของ สว.มาขวาง แล้วเราจำเป็นที่จะต้องทำให้การเมือง ยึดโยงกับผลประโยชน์ของประชาชนคนส่วนใหญ่ เป็นการเมืองที่ตรงไปตรงมา เป็นการเมืองที่ไม่มีสีเทา ตราบใดที่การเมืองยังมีสีเทาอยู่ เราไม่มีทางที่แก้ไขปัญหาทั้งหมดที่ผมบอกมาได้ แต่ถ้าจุดเริ่มต้นการเมืองดี เราได้รัฐบาลของประชาชน ทุกปัญหามีทางออก” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่านี่เป็นสิ่งชูธงในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พวกเราสื่อสารมาโดยตลอดและเป็นจุดสำคัญชี้เป็นชี้ตาย อย่างที่บอกว่า ปัญหาเรื่องสีเทา มันพัวพันกับประเทศเยอะเต็มไปหมด

ส่วนเมื่อวานที่พรรคประชาชนเปิดตัว รองนายกฯ 4 คน เพราะปัญหาที่ประเทศไทยเจอตอนนี้เพราะผมไม่เชื่อว่า จะมีผู้นำคนใดคนนึง ถึงแม้จะเก่ง มีคุณภาพ มีคุณสมบัติที่ดีขนาดไหน ผมไม่เชื่อว่าจะมีผู้นำเพียงแค่ 1 คน แล้วแก้ปัญหาทุกเรื่องที่บอกมาได้ จะเป็นเรื่องชายแดน สแกมเมอร์ การทุจริตคอร์รัปชัน การจัดการภัยพิบัติ สิ่งที่คนไทยต้องการตอนนี้ คือ ผู้นำที่มีทีมที่เข้มแข็ง จึงเป็นที่มาของการเปิดตัวทีมรองนายกฯ พรรคประชาชน 4 ด้าน 4 คน ดูแลอธิปไตยความมั่นคงใหม่ ดูแลเรื่องคุณภาพชีวิต ดูแลเรื่องเศรษฐกิจใหม่ และการบริหารราชการแผ่นดินใหม่

“แต่ละคนจะไม่ได้มาทำงานแบบตำแหน่งลอย ถ้าเราดูระบบการเมืองที่เป็นอยู่บางทีตำแหน่งรองนายกฯ จะเป็นลอยๆ และให้ไปควบกระทรวง ที่แบ่งตามโควตา แต่เราออกแบบทีมโครงการบริหารที่เข้มแข็งให้รองนายกฯ ดูแลเป็นวาระ อยากขับเคลื่อนวาระยังไง โดย 1 วาระ ต้องทำงานหลายกระทรวงร่วมกัน โดยไม่ต้องควบ ยกตัวอย่างเรื่องเศรษฐกิจ ที่นายวีรยุทธ เป็นคนดู อาจจะต้องดูทั้งในส่วนของ ที่เกี่ยวข้องกระทรวงการต่างประเทศก็เกี่ยว กระทรวงพลังงาน คมนาคม พาณิชย์ หลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ซึ่งจะมีความชัดเจนในอนาคตว่ารองนายกฯ ดูแลกระทรวงไหนบ้าง เราเชื่อว่าวิธีการแก้ปัญหาของประเทศ ต้องเริ่มจากผู้นำที่มีทีมที่เข้มแข็ง แล้วเราสาระปัญหาของประเทศเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาเรื่องตำแหน่งหรือโควตารัฐมนตรี เป็นตัวตั้ง ถึงจะสามารถแก้ไขปัญหาแต่ละด้านได้ ซึ่งเป็นการเสนอผลประโยชน์ของประชาชน เชื่อว่าเข้าคูหา 8 ก.พ.69 นอกจากนโยบายที่เชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนมีนโยบายที่ดี ไม่แพ้พรรคไหน การทำให้ประชาชนเห็นทีมบริหารด้วย จะทำให้เขาเกิดความเชื่อมั่น ถ้าเลือกพรรคประชาชนแล้ว จะได้โฉมหน้าทีมบริหารแบบไหน เข้าไปบริหารประเทศ เพื่อทำให้ทุกคนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า พรรคประชาชนพร้อมบริหาร แล้วเราจะสามารถดึงประเทศไทยกลับมาไม่ให้ตกเหวได้

ส่วนต้นเดือน ม.ค.69 จะเปิดตัวทีมบริหารรัฐบาลพรรคประชาชน ซึ่งไม่จำเป็นต้องดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีก็ได้ จะเริ่มเห็นหน้ามีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เคยเป็นอดีตข้าราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจ รวบรวมคนที่เป็นมืออาชีพมาบริหารประเทศ ส่วนนโยบายพรรคจะเปิดช่วงปลายปี เปิดกระเช้าปีใหม่เป็นของขวัญวันปีใหม่ให้ประชาชนวันที่ 25 ธ.ค. ก่อนวันรับสมัคร สส. 27 ธ.ค.นี้

“เท้ง ณัฐพงษ์” ชี้ไทยเหมือนคนตกเหว เลือกตั้ง69 กำหนดหน้าตารัฐบาลแก้ปัญหาประเทศจริง

ทำไมการเลือกตั้ง69 กำหนดอนาคตประเทศไทย?

การเลือกตั้ง69 กำหนดอนาคตของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างแท้จริง เนื่องจากไม่มี สว. มาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้เสียงของประชาชนมีความหมายและสามารถกำหนดทิศทางของประเทศได้

การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะกำหนดว่าประเทศไทยจะสามารถหลุดพ้นจากปัญหาต่างๆ ที่สะสมมานานได้หรือไม่

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” ชี้ไทยเหมือนคนตกเหว เลือกตั้ง69 กำหนดหน้าตารัฐบาลแก้ปัญหาประเทศจริง

ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด”

ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิด คดีหมิ่นประมาท “วีระ สมความคิด” หลังโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุ “นักร้องรับจ้างไงจะใครล่ะ” ไม่ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

ที่ห้องพิจารณา 714 ศาลอาญา เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 19 ธ.ค. 2568 ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดำอ.711 /2567 ที่นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.)เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ปารีณา หรือ เอ๋ ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ,พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พร้อมเรียกค่าเสียหาย 3 แสนบาท 

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 65 จําเลยโพสต์เฟซบุ๊ก ให้บุคคลทั่วไปทราบว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี เป็นนักร้องรับจ้าง (ได้รับเงินในการไปร้องเรียนข้าราชการ ทุจริต) อันเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย พร้อมเรียกค่าเสียหาย 3 แสนบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี 

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ข้อความที่จำเลยโพสต์ว่า “นักร้องรับจ้างไงจะใครล่ะ” ความหมายตามพจนานุกรม ความหมายว่า นักร้องหมายถึงศิลปิน นักร้องที่ทำงานโดยรับค่าจ้าง เป็นอาชีพสุจริต ส่วนคำว่านักร้องรับจ้างทางการเมือง ผู้ที่สนใจทางการเมืองเท่านั้นถึงเข้าใจว่า หมายถึงผู้ที่ทำการร้องเรียนไปในทางที่ไม่ดี ดังนั้น คำว่านักร้องรับจ้างจึงไม่ใช่ข้อความที่จะทำให้เสื่อมเสียโดยตัวเอง ผู้ที่รับฟังจะต้องนำบริบทเนื้อหาแวดล้อมอื่นเข้ามาประกอบด้วยจึงจะเข้าใจ

เห็นว่าข้อความดังกล่าวไม่ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่นเกลียดชัง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326,328 จำเลยไม่จำเป็นต้องชดใช้ค่าเสียหาย 3 แสนบาทให้แก่โจทก์ พิพากษายกฟ้อง  

 ภายหลังจากฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้น น.ส.ปารีณา เดินทางกลับทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด

ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด”

คดีที่น่าสนใจนี้จบลงด้วยการที่ศาลยกฟ้องคุณปารีณาในคดีหมิ่นประมาทคุณวีระ สมความคิด สิ่งที่น่าพิจารณาคือข้อความที่นำไปสู่การฟ้องร้องนั้นมีความกำกวมและต้องตีความจากบริบทแวดล้อม

รายละเอียดคำพิพากษาคดี “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด”

จากข้อมูลที่ได้ ศาลอาญาได้ทำการยกฟ้องในคดีที่นายวีระ สมความคิดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ปารีณา หรือ เอ๋ ไกรคุปต์ ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ สืบเนื่องมาจากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กของ น.ส.ปารีณา.

ใจความสำคัญของคดี:

  • วันที่ 19 ธันวาคม 2568 ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องคดีดำ อ.711/2567 ที่นายวีระ สมความคิด เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ปารีณา หรือ เอ๋ ไกรคุปต์ ในข้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
  • นายวีระ สมความคิด ฟ้องร้อง น.ส.ปารีณา จากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กที่ระบุว่า “นักร้องรับจ้างไงจะใครล่ะ” ซึ่งนายวีระเห็นว่าเป็นการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
  • ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อความดังกล่าวไม่ได้ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงโดยตัวของมันเอง ผู้ที่รับฟังจะต้องนำบริบทอื่นมาประกอบด้วย
  • ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง น.ส.ปารีณา และไม่จำเป็นต้องชดใช้ค่าเสียหาย 3 แสนบาทให้แก่นายวีระ

คำตัดสินของศาลในคดี ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาบริบทแวดล้อมในการตีความข้อความ การที่ศาลยกฟ้องนั้นเป็นเพราะข้อความที่ น.ส.ปารีณา โพสต์ไม่ได้มีความหมายที่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียงโดยตัวของมันเอง แต่ต้องมีการตีความร่วมกับบริบทอื่นๆ

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจในการพิจารณาคดีหมิ่นประมาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการโพสต์ข้อความใดๆ บนโซเชียลมีเดียนั้นจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจนำไปสู่การฟ้องร้องได้ ถึงแม้ว่าในกรณีนี้ ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด” แต่ก็เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับทุกคน

ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความสุจริต เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นได้ การใช้ภาษาที่ชัดเจนและหลีกเลี่ยงการใช้คำที่มีความหมายกำกวมจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

สำหรับใครที่ติดตามข่าวสารนี้อยู่ หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้นนะครับ และอย่าลืมตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านก่อนที่จะแชร์หรือแสดงความคิดเห็นใดๆ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการใช้สื่อสังคมออนไลน์ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางกฎหมายตามมา ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด” เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ

ที่มา – ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด”

สลด! สาวก่อคดีฆ่าปาดคอครูมวย ปี 64 ดับข้างคอนโด

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ผู้เสียชีวิตข้างคอนโดฯ แห่งหนึ่งย่านอุดมสุข สภาพร่างกายแหลกเหลว ที่ลำคอพบรอยมีดปาด 2 แผล พบประวัติก่อคดีฆ่าปาดคอครูมวย เมื่อปี 64 และมีหมายจับ หลังไม่ไปฟังคำพิพากษาของศาล

เมื่อเวลา 00.13 น. วันที่ 19 ธ.ค. 2568 ร.ต.ท.อานนท์ กาศไทยสง รอง สว.(สอบสวน)สน.บางนา รับแจ้งเหตุหญิงตกจากที่สูงลงมาเสียชีวิต ภายในคอนโดฯ แห่งหนึ่ง ถนนอุดมสุข แขวงบางนาเหนือ เขตบางนา กรุงเทพฯ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.สุรพงษ์ สุขแย้ม ผกก.สน.บางนา พ.ต.ท.เกียรติศักดิ์ ทิณรัตน์ สวป. สน.บางนา เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวช โรงพยาบาลจุฬาฯ และอาสาฯ มูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารสูง บริเวณด้านข้างอาคาร พบศพ น.ส.พลอยไพลิน อายุ 36 ปี ซึ่งพักอยู่ที่ชั้น 35 นอนหงายจมกองเลือดในชุดเสื้อยืดแขนยาวสีดำ กางเกงขายาวสีดำ สภาพร่างกายแหลกเหลว ที่ลำคอพบรอยมีดปาด 2 แผล ใกล้กันพบมีดพกยาวประมาณ 6 นิ้วเปื้อนเลือดตกอยู่ จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นเจ้าหน้าที่ขึ้นไปตรวจสอบบนห้อง ไม่พบร่องรอยการต่อสู้ พบยาโรคซึมเศร้าจำนวนหนึ่ง

จากการสอบสวน นายณัฐพงษ์ อายุ 35 ปี เพื่อนผู้ตาย ให้การว่า เมื่อเวลาประมาณ 23.45 น. ตนได้รับโทรศัพท์จากลุงของผู้ตาย แจ้งว่าผู้ตายโทรศัพท์หาลุงบอกว่า ลาก่อน แล้ววางสายไป จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย ให้ช่วยไปตรวจสอบ ตนจึงมาดูที่ตึก พบว่าเพื่อนเสียชีวิตแล้ว

จากการตรวจสอบประวัติ น.ส.พลอยไพลิน พบว่ามีคดีฆ่าปาดคอครูมวย เมื่อปี 64 นายวิชาญ หรือ ครูแดง มะลิทอง อายุ 46 ปี ครูมวย ฉายา “วิชาญน้อย ศิษย์เจ๊พเยาว์” เสียชีวิตข้างรถเก๋ง ท้องที่ สน.ประเวศ เมื่อคืนวันที่ 21 ก.พ.64 และมีหมายจับของศาลอาญาพระโขนง เนื่องจากไม่ไปฟังคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

สาวก่อคดีฆ่าปาดคอครูมวย เมื่อปี 64 เป็นศพข้างคอนโดฯ ย่านอุดมสุข

คดีสะเทือนขวัญนี้ ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงสาเหตุการเสียชีวิตของ น.ส.พลอยไพลิน และความเชื่อมโยงกับคดีฆ่าปาดคอครูมวย เมื่อปี 64 ที่เธอก่อไว้ ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนเพื่อคลี่คลายปมปริศนาในครั้งนี้

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีฆ่าปาดคอครูมวย เมื่อปี 64

สำหรับคดีฆ่าปาดคอครูมวย เมื่อปี 64 นั้น น.ส.พลอยไพลิน ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุฆ่านายวิชาญ หรือ ครูแดง มะลิทอง ครูมวยชื่อดัง โดยเหตุเกิดข้างรถเก๋งในท้องที่ สน.ประเวศ คดีนี้สร้างความตกใจให้กับคนในวงการมวยเป็นอย่างมาก เนื่องจากครูแดงเป็นที่รักใคร่ของลูกศิษย์และเพื่อนร่วมวงการ

หลังเกิดเหตุ น.ส.พลอยไพลิน ถูกจับกุมและดำเนินคดี แต่ต่อมาได้รับการประกันตัวออกมา อย่างไรก็ตาม เธอไม่ไปฟังคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ทำให้ศาลออกหมายจับ และนำมาสู่การพบศพของเธอในสภาพดังกล่าว

การเสียชีวิตของ น.ส.พลอยไพลิน ทำให้คดีฆ่าครูมวยเมื่อปี 2564 กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง แม้ว่าผู้ต้องสงสัยจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยังมีประเด็นที่ต้องสืบสวนต่อไป เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

เหตุการณ์ในครั้งนี้ เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เราเห็นถึงผลของการกระทำ และความสำคัญของการเคารพกฎหมาย ไม่ว่าชีวิตจะเผชิญกับปัญหาและความยากลำบากเพียงใด การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก และอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจหวนกลับคืน

ที่มา – สาวก่อคดีฆ่าปาดคอครูมวย เมื่อปี 64 เป็นศพข้างคอนโดฯ ย่านอุดมสุข

รวบลูกข่าย หวยใต้ดินออนไลน์ “บ้านทรัพย์มหาศาล”

ตำรวจบุกทลายเครือข่ายหวยใต้ดินออนไลน์ “บ้านทรัพย์มหาศาล” ในอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ยึดของกลางจำนวนมาก พบเงินหมุนเวียนในระบบสูงถึง 7.2 ล้านบาทต่อปี

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ช่วยราชการ บช.สอท. พล.ต.ต.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผบก.สอท.4 สั่งการให้ พ.ต.อ.อนุชา ศรีสำโรง ผกก.2 บก.สอท.4 นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งใน อ.พิมาย จ.นครราชสีมา พร้อมหมายค้นศาลจังหวัดพิมาย ที่ 19/2568 และจับกุม น.ส.หยาดฟ้า อายุ 30 ปี เจ้าของบ้าน พร้อมตรวจยึดของกลางเป็นจำนวนมาก เช่น โทรศัพท์มือถือ และบัตรแสดงหมายเลขหวยบ้านทรัพย์มหาศาล, บ้านมาตาเศรษฐี, บ้านมงคลเศรษฐี และบ้านถุงเงินถุงทอง ประจำงวดวันที่ 2 มกราคม 2569 รวมจำนวน 3,733 ใบ

พล.ต.ท.สุรพล กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นผลมาจากการขยายผลการจับกุม “ก้อยบางแค” เจ้ามือหวยใต้ดินออนไลน์รายใหญ่ในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จากการสอบสวนพบว่า น.ส.ก้อย เป็นลูกข่ายและรับสลากหวยมาจาก น.ส.หยาดฟ้า ซึ่งเป็นเจ้ามือหวยใต้ดินออนไลน์ “บ้านทรัพย์มหาศาล” ที่มีการโพสต์ขายผ่านทางออนไลน์ โดยมีฐานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา จึงได้รวบรวมหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายค้นและจับกุม

จากการสอบสวน น.ส.หยาดฟ้า ให้การรับสารภาพว่า ได้ลักลอบขายหวยใต้ดินออนไลน์มานานกว่า 5 ปี โดยเป็นแม่ข่ายและส่งหวยให้กับตัวแทนที่เป็นลูกข่ายทั้งในพื้นที่อำเภอพิมายและต่างจังหวัด เพื่อนำไปขายต่อในราคาใบละ 150 บาท โดยตัวแทนจะได้กำไรจากราคาหน้าสลาก 20 บาทต่อใบ

มีการประกาศผลรางวัลทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน โดยมีรายได้จากการขายหวยเฉลี่ย 4-5 หมื่นบาทต่อเดือน จากการตรวจสอบพบว่ามียอดเงินหมุนเวียนในระบบเฉลี่ย 6 แสนบาทต่อเดือน หรือ 7.2 ล้านบาทต่อปี

ตำรวจได้ดำเนินคดีในความผิดฐาน “จัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่น หรือเข้าพนันในการเล่นทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน” และควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รวบลูกข่าย หวยใต้ดินออนไลน์ “บ้านทรัพย์มหาศาล”

ผลกระทบของการเล่นหวยใต้ดินออนไลน์ “บ้านทรัพย์มหาศาล”

การจับกุมเครือข่ายหวยใต้ดินออนไลน์ “บ้านทรัพย์มหาศาล” ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงปัญหาของการพนันออนไลน์ที่ยังคงแพร่หลายในสังคมไทย แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการจับกุมอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีผู้ที่ลักลอบกระทำผิดและผู้ที่เข้าไปเล่นการพนันอยู่เป็นจำนวนมาก

การเล่นหวยใต้ดินออนไลน์ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อผู้เล่นและครอบครัวในหลายด้าน ทั้งด้านการเงิน สุขภาพจิต และความสัมพันธ์ในครอบครัว การสูญเสียเงินจากการพนันอาจทำให้เกิดหนี้สินและความเครียดสะสม นอกจากนี้ การหมกมุ่นอยู่กับการพนันยังอาจทำให้เสียเวลาและโอกาสในการทำกิจกรรมที่มีประโยชน์อื่นๆ

การพนันออนไลน์ยังมีความเสี่ยงที่ผู้เล่นอาจถูกหลอกลวงหรือถูกโกงได้ง่าย เนื่องจากไม่มีหลักประกันและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ดังนั้น การหลีกเลี่ยงการพนันทุกรูปแบบจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

การจับกุมเครือข่าย หวยใต้ดินออนไลน์ “บ้านทรัพย์มหาศาล” เป็นสัญญาณที่ดีในการปราบปรามการพนันออนไลน์ แต่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการสร้างความตระหนักถึงโทษของการพนันและการส่งเสริมกิจกรรมที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อสังคม

ท้ายที่สุด การป้องกันตัวเองและคนใกล้ชิดจากการพนันออนไลน์คือสิ่งสำคัญที่สุด เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการพูดคุยและให้กำลังใจกันครับ

ที่มา – รวบลูกข่าย หวยใต้ดินออนไลน์ “บ้านทรัพย์มหาศาล” เงินหมุนเวียนในระบบ 7.2 ล้านบาทต่อปี

ทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์ ต้านเลือกตั้ง

สถานการณ์ในเมียนมายังคงตึงเครียด เมื่อทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์ วัย 24 ปี ซึ่งเป็นแกนนำในการชุมนุมต่อต้านการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น การจับกุมครั้งนี้สร้างความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกและความปลอดภัยของนักกิจกรรมในประเทศ

ทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์ วัย 24 ปี

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเต็ต เมียต ออง นักกิจกรรมหนุ่ม วัย 24 ปี จากเมืองมัณฑะเลย์ ถูกทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์และควบคุมตัวไว้โดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอก การกระทำดังกล่าวสร้างความวิตกอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยเเละสวัสดิภาพของเขา

นายเต็ต เมียต ออง อดีตประธานสหภาพนักศึกษามหาวิทยาลัยยาดานาบน ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม หลังจากที่เขาถูกออกหมายจับและตั้งค่าหัวอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทหาร เครือข่ายฝ่ายต่อต้านออกมาเเถลงว่ามีความเสี่ยงร้ายเเรงเเละเร่งด่วนที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตของเขา

การเคลื่อนไหวก่อนถูกจับกุมของนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม นายเต็ต เมียต ออง เป็นหนึ่งในเเกนนำนักกิจกรรมชื่อดังหลายคนที่ร่วมจัดการชุมนุมในเมืองมัณฑะเลย์ เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง คว่ำบาตรการเลือกตั้ง เเละยุติการเกณฑ์ทหารโดยใช้กำลัง ในวันเดียวกันนั้น รัฐบาลทหารได้ตั้งข้อหาเขาเเละผู้ร่วมชุมนุมอีก 9 คน ภายใต้กฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้ง มาตรา 24 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการกดขี่ประชาชน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี

นับตั้งเเต่กฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีผู้ถูกจับกุมเเล้วอย่างน้อย 318 คน ซึ่งรวมถึงบุคคลในวงการบันเทิงเเละภาพยนตร์หลายราย สะท้อนให้เห็นถึงการปราบปรามที่ทวีความรุนเเรงมากขึ้น ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลทหารในการจัดการเลือกตั้งภายใต้เสียงคัดค้านจากประชาชนจำนวนมาก

การจับกุมทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์ครั้งนี้ เป็นเครื่องตอกย้ำถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงในเมียนมา การปราบปรามผู้เห็นต่าง การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก และการละเมิดสิทธิมนุษยชนยังคงเป็นปัญหาที่ท้าทายอย่างยิ่งต่อประเทศ

สถานการณ์ในเมียนมายังคงน่ากังวลและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ประชาคมโลกควรให้ความสนใจและหาทางช่วยเหลือประชาชนเมียนมาที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก

ที่มา – ทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์ วัย 24 ปี แกนนำชุมนุมต่อต้านการเลือกตั้ง