วัน: 21 ธันวาคม 2025

กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ

กลุ่มสิทธิมนุษยชนโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ น่าตกใจ! ปีเดียว 347 ราย! กลุ่มสิทธิมนุษยชนออกมาประณามซาอุดีอาระเบีย หลังดำเนินการประหารชีวิตนักโทษจำนวนมากจนทำลายสถิติ 2 ปีซ้อน โดยในปีนี้มีผู้ถูกประหารไปแล้วถึง 347 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์กร Reprieve ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนในสหราชอาณาจักร ได้ออกมาประณามซาอุดีอาระเบียสำหรับการประหารชีวิตนักโทษจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง Reprieve ซึ่งติดตามสถานการณ์การประหารชีวิตในซาอุดีอาระเบียมาโดยตลอด เปิดเผยว่าตัวเลขผู้ถูกประหารชีวิตในปีนี้สูงถึง 347 ราย ซึ่งสูงกว่าสถิติปี 2567 ที่มี 345 ราย และถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูล

กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ

นักโทษที่ถูกประหารชีวิตล่าสุดเป็นชาวปากีสถาน 2 ราย ซึ่งถูกตัดสินว่ากระทำผิดในคดียาเสพติด อย่างไรก็ตาม มีผู้ถูกประหารชีวิตรายอื่นๆ ที่รวมถึงนักข่าว และชายหนุ่ม 2 คนที่ยังเป็นเยาวชนในขณะที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับการประท้วง

ผู้ถูกประหารชีวิตส่วนใหญ่ในคดียาเสพติด

ข้อมูลจาก Reprieve ยังระบุว่า ผู้ถูกประหารชีวิตส่วนใหญ่ หรือประมาณสองในสาม เป็นผู้ที่กระทำผิดในคดีเกี่ยวกับยาเสพติดที่ไม่รุนแรงถึงแก่ชีวิต ตัวอย่างเช่น 96 ราย เกี่ยวข้องกับคดีกัญชาเพียงอย่างเดียว ซึ่งทางสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า การประหารชีวิตในกรณีเหล่านี้ “ขัดต่อบรรทัดฐานและมาตรฐานสากล”

นอกจากนี้ มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่ถูกประหารชีวิตเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “สงครามยาเสพติด” ภายในซาอุดีอาระเบีย

น.ส. จีด บาสยูนิ หัวหน้าฝ่ายโทษประหารชีวิตประจำภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือของ Reprieve กล่าวว่า “ขณะนี้ซาอุดีอาระเบียกำลังดำเนินการโดยปราศจากการรับผิดชอบใดๆ มันแทบจะกลายเป็นการเยาะเย้ยระบบสิทธิมนุษยชนไปแล้ว”

เธอกล่าวหาว่า การทรมานและการบังคับให้สารภาพเป็นสิ่งที่ “แพร่ระบาด” ในระบบยุติธรรมของซาอุดีอาระเบีย โดยเธอเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นการ “กวาดล้างที่โหดร้ายและตามอำเภอใจ” ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์และผู้ด้อยโอกาสในสังคม

“ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่สนว่าใครคือผู้ที่ถูกประหารชีวิต ตราบใดที่พวกเขาสามารถส่งสารไปถึงสังคมได้ว่า จะไม่มีการผ่อนปรนโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตามที่พวกเขากำลังพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นการประท้วง เสรีภาพในการแสดงออก หรือยาเสพติด” น.ส.บาสยูนิกล่าว กรณีกลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ แสดงให้เห็นถึงความน่ากังวล

การที่ กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ ทำให้เกิดคำถามถึงมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและการพิจารณาโทษในคดีต่างๆ อย่างยุติธรรม

สถานการณ์ที่ กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับหลักสากล

ที่มา – กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ ปีเดียว 347 ราย

ผู้กำกับฉวาง ไม่ยืนยัน ปมคลิปเสียงฉาว จริงหรือ?

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในขณะนี้ สำหรับกรณีคลิปเสียงฉาวที่อ้างถึงชื่อ “ผู้การเมืองคอน” ซึ่งล่าสุด พ.ต.อ.ภูวศิษฐ์ วังแก้ว ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรฉวาง ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยระบุว่ายังไม่สามารถยืนยันได้ถึงที่มาและความน่าเชื่อถือของคลิปเสียงดังกล่าว

จากกรณีที่มีข่าวปรากฏในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับคลิปเสียงที่อาจเกี่ยวข้องกับ พล.ต.ต.เกรียงศักดิ์ นุ่นเกลี้ยง ผบก.ภ.นครศรีธรรมราช นั้น ทาง สภ.ฉวาง ได้ทำการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว พบว่ามีความเป็นไปได้ที่คลิปเสียงดังกล่าวอาจถูกสร้างขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

ผู้กำกับฉวาง ไม่ยืนยัน ปมคลิปเสียงฉาว ใช้ AI สร้าง?

พ.ต.อ.ภูวศิษฐ์ วังแก้ว กล่าวว่า “จากข่าวดังกล่าว ตรวจสอบแล้วไม่สามารถยืนยันว่าเสียงชายสองคนที่ปรากฏในบทสนทนาเป็นเสียงของบุคคลใดที่เกิดขึ้นจริง จึงอาจจะเกิดจากการสร้างบทสนทนาผ่านเสียงพูด หรืออาจเกิดจากการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI สร้างขึ้น”

ความเป็นไปได้ในการใช้ AI สร้างคลิปเสียงฉาว

การใช้เทคโนโลยี AI ในการสร้างคลิปเสียงปลอมกำลังเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ

ถึงแม้ว่าทาง สภ.ฉวาง จะยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าคลิปเสียงดังกล่าวถูกสร้างขึ้นโดยใช้ AI หรือไม่ แต่ก็ได้มีการตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นไปได้ในประเด็นนี้ เนื่องจากเทคโนโลยี AI ในปัจจุบันมีความสามารถในการเลียนแบบเสียงของบุคคลต่างๆ ได้อย่างแนบเนียน

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ภูวศิษฐ์ ยังได้กล่าวถึงผลการปฏิบัติงานของ สภ.ฉวาง ในการจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย โดยยืนยันว่าทางสถานีตำรวจมีผลการปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมและเป็นไปตามตัวชี้วัด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาในขณะนี้คือ การตรวจสอบข้อเท็จจริงของคลิปเสียงที่กำลังเป็นประเด็น รวมถึงการหาแหล่งที่มาของคลิปเสียงดังกล่าว เพื่อให้สามารถสรุปข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม

ทางด้านผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อ พล.ต.ต.เกรียงศักดิ์ นุ่นเกลี้ยง ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้ และจะพยายามติดต่อสัมภาษณ์ในภายหลังต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยี AI มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและสามารถนำมาใช้ในการสร้างข้อมูลปลอมได้อย่างง่ายดาย การมีสติและใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

การที่ ผู้กำกับฉวาง ไม่ยืนยัน ปมคลิปเสียงฉาว ที่เกี่ยวข้องกับ ผู้กำกับฉวาง ไม่ยืนยัน ปมคลิปเสียงฉาว และตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีการใช้ AI เข้ามาเกี่ยวข้องนั้น เป็นการกระตุ้นเตือนให้สังคมตระหนักถึงภัยคุกคามจากเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องได้

ดังนั้น การมีกฎหมายและมาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมการใช้เทคโนโลยี AI จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในการสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น หรือสร้างความปั่นป่วนให้กับสังคมโดยรวม และที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ

เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราต้องระมัดระวังในการรับข้อมูลข่าวสาร และต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลใดๆออกไป เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมได้ และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ ผู้กำกับฉวาง ไม่ยืนยัน ปมคลิปเสียงฉาว

ที่มา – ผู้กำกับฉวาง ไม่ยืนยัน ปมคลิปเสียงฉาว “ผู้การเมืองคอน” คาดอาจใช้ “เอไอ”

3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ลง สส. มีชื่อลูก“ภูมิธรรม-ทวี”

การเมืองไทยกำลังเข้มข้น! พรรคเพื่อไทยเปิดรายชื่อ สส. บัญชีรายชื่อ 100 คน มีชื่อแคนดิเดตนายกฯ ครบ แถมมีลูก “ภูมิธรรม-ทวี” ลงสมัครด้วย มาดูกันว่าใครบ้างที่มีชื่อในบัญชีนี้ และเบื้องหลังการลาออกของจาตุรนต์คืออะไร

3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ลง สส. ครบ มีชื่อ ลูก “ภูมิธรรม-ทวี” ด้วย

พรรคเพื่อไทยเปิดเผยรายชื่อ สส.บัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน ซึ่งเป็นไปตามลำดับตัวอักษร โดยมีชื่อของ 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย อยู่ในบัญชีรายชื่อดังกล่าว ได้แก่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นอกจากนี้ ยังมีแกนนำพรรคคนสำคัญอย่าง นายภูมิธรรม เวชชัย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รวมอยู่ด้วย

ที่น่าสนใจคือ มีบุคคลที่เพิ่งเข้ามาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยก็มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อ สส. เช่น นายเทวัญ ลิปตพัลลภ และนายต่อศักดิ์ อัศวเหม และที่สร้างความฮือฮาคือการปรากฏชื่อทายาทนักการเมืองชื่อดังที่ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อเป็นครั้งแรก ได้แก่ นายธงธรรม เวชยชัย บุตรชายของนายภูมิธรรม และนายรวิ สอดส่อง บุตรชายของ พล.ต.อ. ทวี สอดส่อง ทำให้เห็นถึงการผสมผสานคนรุ่นใหม่เข้ากับประสบการณ์ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย

ทำไมต้อง 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย?

การที่พรรคเพื่อไทยส่ง 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมในการนำพาพรรคไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งที่จะมาถึง การมีตัวเลือกที่หลากหลายจะช่วยให้พรรคสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุม

  • นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ: ผู้บริหารมากประสบการณ์
  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: นักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรง
  • นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์: หัวหน้าพรรคที่มากด้วยความสามารถ

การมี 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ทำให้พรรคมีความแข็งแกร่งและมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลมากขึ้น หากผลการเลือกตั้งออกมาเป็นที่น่าพอใจ

นอกจากเรื่องรายชื่อ สส.บัญชีรายชื่อแล้ว นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังได้ยืนยันถึงกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยว่า ไม่ได้มีปัญหาใดๆ ภายในพรรค และนายจาตุรนต์ยังคงเป็นสมาชิกพรรคและมีบทบาทเหมือนเดิม เพียงแต่จะไปทำหน้าที่ในคณะกรรมการทำประชามติ ซึ่งที่ผ่านมานายจาตุรนต์ได้ทุ่มเทให้กับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด

การลาออกของนายจาตุรนต์อาจทำให้หลายคนสงสัยถึงความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย แต่การยืนยันจากหัวหน้าพรรคทำให้น่าเชื่อได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทเพื่อไปทำงานที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง

การเปิดเผยรายชื่อ สส.บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการประกาศความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง พรรคได้รวบรวมบุคลากรที่มีความสามารถและประสบการณ์หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การมี 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ที่มีความโดดเด่นแตกต่างกัน จะเป็นจุดแข็งที่สำคัญในการดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน และทำให้พรรคเพื่อไทยเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศ เราหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาและตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุด

ที่มา – 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ลง สส. ครบ มีชื่อ ลูก “ภูมิธรรม-ทวี” ด้วย

รวบแล้ว! ไรเดอร์หัวร้อน แทงหนุ่มสายไหมดับ

ตำรวจรวบตัวไรเดอร์หัวร้อนวัย 44 ปี ก่อเหตุแทงหนุ่มวัย 16 ปีเสียชีวิต บริเวณย่านสายไหม หลังขับขี่รถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกัน ผู้ต้องหาให้การว่า “เสียใจมาก” กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จากกรณีเหตุสลด นายวิทวัช หรือหมู พลูสวัสดิ์ อายุ 16 ปี ถูกแทงเสียชีวิตบริเวณริมฟุตปาธ ปากซอยสายไหม 74/ก หลังมีปากเสียงกับคู่กรณีที่ขับขี่รถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกัน กล้องหน้ารถของพลเมืองดีสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่าผู้ก่อเหตุคือนายธงชัย ทับเปรม อายุ 44 ปี อาชีพไรเดอร์ ซึ่งได้หลบหนีไปหลังก่อเหตุ

รวบแล้ว! ไรเดอร์หัวร้อน แทงหนุ่มวัย 16 เสียชีวิต ย่านสายไหม ลั่น “เสียใจมาก”

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามจับกุมตัวนายธงชัยได้ที่บ้านพักในตำบลบางพลีน้อย อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมของกลางเป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันก่อเหตุ รองเท้าผ้าใบเปื้อนเลือด และรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการหลบหนี จากการสอบสวนพบว่า หลังก่อเหตุนายธงชัยได้ขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีเข้าไปในพื้นที่อำเภอบางบ่อ และถอดป้ายทะเบียนรถทิ้งไว้ในพื้นที่บางพลีเพื่ออำพราง

นาทีจับกุม ไรเดอร์หัวร้อน สารภาพ “เสียใจมาก”

เมื่อเวลา 18.30 น. ที่ สน.สายไหม เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายธงชัยมาสอบปากคำ นายธงชัยกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เหตุการณ์มันไวมาก ตนไม่ทราบว่าผู้ตายเป็นเด็ก ปัญหาเกิดจากมันไม่เข้าใจกัน เข้าใจกันไม่ลง น่าจะคิดกันสักนิดนึงก่อนที่จะลงมือ พูดตรง ๆ เลยว่ารู้สึกเสียใจมาก”

เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะครอบครัวและเพื่อนของผู้เสียชีวิต หลายคนตั้งคำถามถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่เตือนใจให้เราทุกคนควบคุมอารมณ์และใช้สติในการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด การใช้ความรุนแรงไม่เคยเป็นทางออก และมักนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่สามารถเรียกคืนได้

ความสำคัญของการควบคุมอารมณ์: การควบคุมอารมณ์เป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่งในการใช้ชีวิตประจำวัน การฝึกฝนสติและการรู้จักยับยั้งชั่งใจ จะช่วยให้เราสามารถจัดการกับความโกรธและความไม่พอใจได้อย่างเหมาะสม ลดโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ได้

การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี: เมื่อเกิดความขัดแย้ง การพูดคุยและเจรจาอย่างมีเหตุผล เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา การรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และการพยายามหาทางออกร่วมกัน จะช่วยให้เราสามารถคลี่คลายความขัดแย้งได้อย่างสันติ

บทลงโทษทางกฎหมาย: ผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย ย่อมต้องได้รับโทษตามความผิดที่ได้ก่อไว้ การลงโทษผู้กระทำผิด จะเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้อื่นไม่กล้าที่จะกระทำความผิดซ้ำ

อนาคตของสังคม: สังคมที่ปราศจากความรุนแรง เป็นสังคมที่ทุกคนปรารถนา การสร้างสังคมที่เคารพซึ่งกันและกัน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และรู้จักให้อภัย เป็นหน้าที่ของทุกคน

เหตุการณ์ ไรเดอร์หัวร้อน แทงหนุ่มวัย 16 เสียชีวิต ย่านสายไหม ถือเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่ควรเกิดขึ้น การสูญเสียชีวิตของเยาวชนคนหนึ่ง เป็นความสูญเสียที่ประเมินค่ามิได้ เราทุกคนต้องช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัย และส่งเสริมให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างมีสติและมีเหตุผล

ที่มา – รวบแล้วไรเดอร์หัวร้อน แทงหนุ่มวัย 16 เสียชีวิต ย่านสายไหม ลั่น “เสียใจมาก”

อนุทินเยี่ยมทหารเสียขา เตือนกัมพูชา

นายกฯ บินด่วนเยี่ยมทหารนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดชายแดนตราด สูญเสียขาเป็นรายที่ 8 ย้ำรัฐบาล-กองทัพไม่ทอดทิ้ง ดูแลเต็มที่ เตือนกัมพูชา ทำแบบนี้ อย่าหวังเลิกแล้วต่อกัน ขอนานาชาติเตือนอีกฝ่าย อย่าจ้องแต่กำชับฝ่ายไทย

วันที่ 21 ธันวาคม 2568 ที่โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางด่วนลงพื้นที่เพื่อเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจ จ่าเอกเทอดพงษ์ ผมนะรา ทหารช่างสังกัดหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด กองทัพเรือ ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จนต้องสูญเสียขา นับเป็นทหารรายที่ 8 จากเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว

นายอนุทินกล่าวว่า หลังทราบข่าวทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากเหตุเหยียบทุ่นระเบิด จึงรีบเดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจทันที พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและกองทัพจะไม่ทอดทิ้งวีรบุรุษผู้เสียสละเพื่อประเทศชาติ และจะดูแลเรื่องการรักษา การฟื้นฟู รวมถึงการเยียวยาอย่างเต็มที่

“ทำกันแบบนี้ จะมาพูดว่าให้เลิกแล้วต่อกันก็คงไม่ได้ นี่คือการรุกล้ำดินแดนไทย เรื่องนี้ต้องบอกให้นานาชาติรู้ด้วยว่าแทนที่จะมาบอกให้ไทยทำอย่างนั้นอย่างนี้ก็ให้ไปบอกฝ่ายที่กระทำเราบ้าง ให้เขาหยุดการกระทำ ส่วนใครจะมาบอกให้ไทยทำอะไร ขอบอกว่าไทยมีแนวทางของเราและจะจัดการในสิ่งที่สมควร จะปล่อยให้พี่น้องประชาชนคนไทยทหารไทยมาถูกกระทำแบบนี้ไม่ได้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุเหยียบกับระเบิด เกิดขึ้นในพื้นที่บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด ซึ่งเป็นบริเวณที่ฝ่ายกัมพูชาลอบนำทุ่นระเบิดเข้ามาฝังไว้ใกล้พื้นที่ชุมชน ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวน และถูกนำตัวส่งรักษาอย่างเร่งด่วน

แพทย์โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี รายงานว่า อาการของจ่าเอกเทอดพงษ์ ขณะนี้พ้นขีดอันตราย รู้สึกตัวดี หลังเข้ารับการผ่าตัดและสามารถควบคุมการห้ามเลือดได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังต้องพักรักษาตัวและรับยาฆ่าเชื้ออย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์

อนุทิน บินด่วนเยี่ยมทหารเสียขารายที่ 8 เตือนกัมพูชา อย่าหวังเลิกแล้วต่อกัน

จากนั้น นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องกำลังใจได้ให้กับทหารทุกคนมาโดยตลอด มีทหารบางคนโชคไม่ดี ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ก็โดนทำร้ายอย่างทหารนายนี้ก็คือขาที่ 8 หากทำแบบนี้แล้วมาบอกให้เลิกแล้วต่อกันคงไม่ใช่ นี่เป็นการละลาบละล้วงไม่เคารพบูรณภาพแห่งดินแดน ของประเทศเรา เราก็ต้องทำอะไรให้เขาได้ยินบ้าง เมื่อถามถึงสถานการณ์ชายแดนในช่วงนี้เรียบร้อยดีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะเรียบร้อยได้อย่างไรถ้าเรียบร้อยคนของเราต้องไม่เป็นอะไรเมื่อเช้านี้ตนก็ต้องไปรับร่างของทหารอีก 2 นาย ที่เสียชีวิตบนเนิน 350 ซึ่งกัมพูชาปล่อยให้ร่างผู้เสียชีวิตต้องอยู่ตากแดดตากฝนอยู่ตั้ง 3-4 วัน ไม่ยอมให้เราเอาร่างกลับมาเพื่อทำพิธี เอาร่างผู้เสียชีวิตมาไว้ล่อเป้า อย่างนี้มันไม่ใช่วิธีการของคนที่อยากจะมีความสงบ แบบนี้ตนอยากบอกให้นานาชาติได้เห็น ที่โทรกันมาหาตนคำก็หยุดยิง สองคำก็หยุดยิง ขอให้ประเทศไทยกลับไปทำนั่นทำนี่ ขอให้ประเทศไทยเคารพนั่นเคารพนี่ ดูซิว่ามีใครเคารพประเทศไทยบ้าง นี่คือสิ่งที่ต้องตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าไปบอกคนที่ทำร้ายประเทศไทยเถอะ ไม่ใช่บอกประเทศไทย เมื่อถามว่าความไม่สงบจะจบก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้งเราต้องทำให้มันจบเร็วที่สุด ไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสียไปมากกว่านี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องเลือกตั้งและเรื่องอะไรทั้งสิ้น. ทหารและกองทัพจะเร่งดำเนินการสถาปนาอธิปไตยและความมั่นคงในทุกเขตที่เป็นเป้าหมายโดยเร็วที่สุดไม่ต้องเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนแล้ว ตอนนี้ต้องรักษาคนไทยต้องรักษาชีวิตของทหารทั้งหลายไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

อนุทินแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ทหารเสียขา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด รัฐบาลไทยยืนยันว่าจะดูแลทหารที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ การที่อนุทิน บินด่วนเยี่ยมทหารเสียขารายที่ 8 เตือนกัมพูชา อย่าหวังเลิกแล้วต่อกัน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและทหารไทย

ในฐานะประชาชนคนไทย เราควรให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ และสนับสนุนให้รัฐบาลดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อสร้างความสงบสุขตามแนวชายแดน และปกป้องอธิปไตยของชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันประเทศ และความเสียสละของทหารกล้า

ทั้งนี้ อนุทิน บินด่วนเยี่ยมทหารเสียขารายที่ 8 เตือนกัมพูชา อย่าหวังเลิกแล้วต่อกัน เพื่อเป็นการให้กำลังใจและยืนยันถึงความช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากรัฐบาล

ที่มา – “อนุทิน” บินด่วนเยี่ยมทหารเสียขารายที่ 8 เตือนกัมพูชา อย่าหวังเลิกแล้วต่อกัน

เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้

เตรียมติดตาม! เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้ เพื่อให้วุฒิสภาเห็นชอบ กกต. และ ป.ป.ช. แทนตำแหน่งที่ว่างที่รอการพิจารณา

วันที่ 21 ธันวาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้มีการ เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้ โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่การให้วุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งสำคัญตามรัฐธรรมนูญ

เหตุผลสำคัญของการ เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้ คือประธานวุฒิสภาได้กราบบังคมทูลว่า แม้จะอยู่ในช่วงยุบสภาผู้แทนราษฎร แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่วุฒิสภาจะต้องประชุมเพื่อพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 126 วงเล็บ (2) ของรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น เพื่อให้กระบวนการสรรหาและแต่งตั้งบุคคลสำคัญเหล่านี้เป็นไปอย่างราบรื่นและทันต่อสถานการณ์ จึงได้มีการ เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้ เพื่อให้วุฒิสภาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่

เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้

นายมงคล สุรัจสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในการเปิดประชุมครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและเร่งด่วนของภารกิจที่วุฒิสภาจะต้องดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ ได้มีพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญรัฐสภาในวันเดียวกัน คือวันที่ 24 ธันวาคม ซึ่งลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การประชุมครั้งนี้จะมีระยะเวลาดำเนินการที่จำกัดเพียงใด และจะสามารถพิจารณาเรื่องสำคัญดังกล่าวได้แล้วเสร็จหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาในการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ

  • การพิจารณาคุณสมบัติและความเหมาะสมของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต.
  • การพิจารณาคุณสมบัติและความเหมาะสมของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น ป.ป.ช.
  • ระยะเวลาในการพิจารณาที่จำกัด เนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมในวันเดียวกัน
  • ผลการลงมติของวุฒิสภาต่อการให้ความเห็นชอบบุคคลทั้งสอง

การประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วนของสังคม เนื่องจากผลของการพิจารณาจะส่งผลต่อการดำเนินงานขององค์กรอิสระที่สำคัญของประเทศ ทั้งในด้านการจัดการเลือกตั้งและการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญได้จากสื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์ เพื่อให้ทราบถึงการตัดสินใจที่เกิดขึ้นและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการทำความเข้าใจในกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้สามารถตัดสินใจและแสดงออกได้อย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์

จับตาทิศทางการเมือง! การเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญในครั้งนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่? ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ที่มา – เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้ ให้วุฒิสภาเห็นชอบ กกต.และป.ป.ช.

จาตุรนต์ลาออก ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย

จาตุรนต์ลาออก ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ทุ่มรณรงค์ประชามติ

“จาตุรนต์” ลาออก ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย อ้างพรรคมียุทธศาสตร์อยู่แล้ว ขอทุ่มภารกิจรณรงค์ประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เคยผลักดัน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 21 ธ.ค. 2568 นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ได้ทำหนังสือถึงหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อขอลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคแล้ว ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า ตลอดช่วงที่ได้รับมอบหมายในตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ได้ทำหน้าที่ด้วยความยินดีและเป็นเกียรติ แต่เมื่อยุทธศาสตร์พรรคและยุทธศาสตร์การเลือกตั้งคืบหน้าไปมากแล้ว ขณะที่การยุบสภาเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน การปรับยุทธศาสตร์ในเวลาจำกัดอาจไม่เป็นผลดี จึงได้ขอลาออกจากตำแหน่งเพื่อให้แกนนำที่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมานานแล้ว ได้ขับเคลื่อนงานต่อเนื่อง

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนได้มีส่วนร่วมผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาโดยตลอด และเห็นว่านี่เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับประเทศชาติ จึงขอทุ่มเทให้ภารกิจรณรงค์ “ประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” อย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการเลือกตั้ง ทราบว่าทางพรรคกำลังจะตั้งคณะกรรมการรณรงค์ในการออกเสียงประชามติในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งตั้งใจจะไปร่วมงานในส่วนนั้นต่อไป

ในหนังสือลาออกจากตำแหน่งยังระบุว่า การมอบให้ตนมาทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคเปรียบเสมือน “การเปลี่ยนม้ากลางศึก” อาจไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่พรรคกำหนดไว้แล้ว ซึ่งจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เลือกตั้ง จึงเห็นว่าหากให้แกนนำพรรคที่ทำงานร่วมกันมาใกล้ชิดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาในการกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางของพรรค มาทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์จะเหมาะสมกว่า

สำคัญอีกประการหนึ่ง ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ส่งคำขอไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อให้จัดให้มีการลงประชามติ โดยมีคำถามว่าประชาชนจะเห็นชอบให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งการจัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งนี้คงจะเกิดขึ้นในวันเดียวกันกับการเลือกตั้ง การจัดทำประชามติในครั้งนี้จะผ่านความเห็นชอบของประชาชนหรือไม่เป็นเรื่องที่มีความหมายสำคัญอย่างมากต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า เมื่อตนได้มีส่วนร่วมในการผลักดันและดำเนินการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาโดยตลอด จึงเห็นว่าผมมีความจำเป็นในการมีส่วนร่วมชี้แจงและรณรงค์ให้การจัดทำประชามตินี้ผ่านความเห็นชอบของประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียง ซึ่งเป็นภารกิจหนึ่งที่สำคัญของพรรคนอกจากการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง “อาจจะทำให้ผมมีเวลาในการทำงานให้กับพรรคน้อยลงในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมจึงขอลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยตั้งแต่วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568 นี้เป็นต้นไป”

ท้ายหนังสือมีหมายเหตุว่า เนื่องจากในสัปดาห์นี้พรรคจะมีกิจกรรมสำคัญเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาต่อการสื่อสารและประชาสัมพันธ์งานการเมืองของพรรค ผมจึงยังจะไม่เปิดเผยหรือชี้แจงเรื่องการลาออกจากตำแหน่งฯ ของผมต่อสาธารณชนจนกว่าการจัดกิจกรรมสำคัญของพรรคในสัปดาห์นี้จะผ่านพ้นไปก่อน

ทำไมจาตุรนต์ลาออกจากตำแหน่ง ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย?

การลาออกของนายจาตุรนต์ ฉายแสง จากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย สร้างความสนใจในวงการการเมืองอย่างมาก สาเหตุหลักมาจากความต้องการที่จะทุ่มเทเวลาและทรัพยากรทั้งหมดให้กับการรณรงค์ประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาผลักดันมาโดยตลอด

นอกจากนี้ นายจาตุรนต์ยังมองว่า การที่พรรคมียุทธศาสตร์ที่วางไว้แล้ว การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งในช่วงเวลาใกล้ยุบสภา อาจไม่เป็นผลดีเท่าที่ควร การลาออกจึงเป็นการเปิดทางให้ทีมงานเดิมที่ทำงานร่วมกันมาอย่างใกล้ชิด สามารถสานต่อยุทธศาสตร์ของพรรคได้อย่างราบรื่น

การตัดสินใจครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนายจาตุรนต์ในการผลักดันประเด็นรัฐธรรมนูญ และความใส่ใจในความเป็นเอกภาพของพรรคเพื่อไทย

โดยสรุปแล้ว การลาออกของ จาตุรนต์ลาออก ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้เขาสามารถโฟกัสกับการรณรงค์ประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อย่างเต็มที่ และเพื่อให้การดำเนินงานของพรรคเพื่อไทยเป็นไปอย่างราบรื่นในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง การสนับสนุนประชามติครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเขา

ที่มา – “จาตุรนต์” ลาออก ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ขอไปทุ่มเทภารกิจรณรงค์ประชามติ

รู้ตัวคนร้ายยิง “กำนันยอง” ขัดแย้งการเมือง


จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่พัทลุง ตำรวจกำลังเร่งคลี่คลายคดีรู้ตัวกลุ่มคนร้ายประกบยิง “กำนันยอง” อดีตกำนันตำบลท่าชะมวง เสียชีวิตคารถยนต์ ซึ่งประเด็นสำคัญที่เจ้าหน้าที่มุ่งเน้นคือ ชนวนขัดแย้งการเมืองท้องถิ่นที่อาจนำไปสู่การสั่งตาย

รู้ตัวกลุ่มคนร้ายประกบยิง “กำนันยอง”

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ป่าบอน ได้รับแจ้งเหตุร้าย บริเวณถนนสายพรุโอน-ท่ามะปราง ม.1 ต.ทุ่งนารี อ.ป่าบอน จ.พัทลุง พบรถยนต์ 7 ที่นั่งถูกยิง มีผู้เสียชีวิต 1 รายในที่เกิดเหตุ ทราบชื่อคือ นายพะยอม สังข์ทอง อายุ 64 ปี หรือที่รู้จักกันในนาม “กำนันยอง” อดีตกำนันตำบลท่าชะมวง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา และยังเป็นผู้สมัครนายก อบต.ท่าชะมวง หมายเลข 2 หัวหน้าทีมพลังใหม่พัฒนาท่าชะมวงอีกด้วย

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน กอ 2428 สงขลา ตกลงข้างถนน มีร่องรอยถูกยิงที่ประตูฝั่งคนขับ 2 จุด กระสุนทะลุเข้าไปถูกกำนันยองเสียชีวิต ขณะที่กำลังเดินทางกลับหลังจากไปส่งผู้ช่วยหาเสียง โดยจุดเกิดเหตุเป็นพื้นที่เปลี่ยวรอยต่อระหว่าง ต.ทุ่งนารี อ.ป่าบอน

ความคืบหน้าคดีรู้ตัวกลุ่มคนร้ายประกบยิง “กำนันยอง”

ล่าสุดวันนี้ 21 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจากหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง สงขลา ภาค 9 และกองปราบปราม ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเดินทางของกำนันยองก่อนเกิดเหตุ เริ่มตั้งแต่ศูนย์ประสานงานการเลือกตั้ง เพื่อหาภาพจากกล้องวงจรปิด และรถยนต์ต้องสงสัยที่อาจเกี่ยวข้องกับคดี

เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ทำการถอดข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือของกำนันยอง เพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติม แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อรูปคดี อย่างไรก็ตามมีความคืบหน้าไปมากในการสืบสวนหารู้ตัวกลุ่มคนร้ายประกบยิง “กำนันยอง”

แหล่งข่าวจากชุดสืบสวนเผยว่า ชนวนเหตุสังหารมาจากความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่น โดยมีเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ในภาคใต้ที่ชื่อ “บังหลี” เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสั่งการ เนื่องจากกำนันยองเคยถูกสั่งห้ามลงสมัครเลือกตั้ง แต่ได้รับการสนับสนุนจากชาวบ้านให้ลงสมัครจนกระทั่งเกิดเหตุร้ายขึ้น

สำหรับ “บังหลี” นั้น มีประวัติเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดข้ามชาติ เคยหลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับ “เสี่ยแป้ง นาโหนด” ผู้ต้องหาคดีสำคัญที่อยู่ระหว่างการหลบหนี โดยให้ความช่วยเหลือในการหลบหนีไปยังต่างประเทศ จนกระทั่งถูกจับกุมได้ในที่สุด

ประเด็นการเมืองท้องถิ่นและการขัดแย้ง

คดีรู้ตัวกลุ่มคนร้ายประกบยิง “กำนันยอง” สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่นที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีผลประโยชน์ทับซ้อนเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย การลงสมัครรับเลือกตั้งจึงไม่ใช่แค่การแข่งขันทางการเมือง แต่หมายถึงการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์มหาศาล

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องมีการทบทวนและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่นอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีกในอนาคต การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน และการสร้างความโปร่งใสในการบริหารงานภาครัฐ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและสงบสุข

ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดและนำตัวมาลงโทษตามกฎหมาย จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำรอย

ที่มา – รู้ตัวกลุ่มคนร้ายประกบยิง “กำนันยอง” ชนวนขัดแย้งการเมืองท้องถิ่นสั่งตาย

โฆษกปชป. ขอบคุณคนกรุงเทพฯ หลังโพลพุ่ง!

โฆษกปชป. ขอบคุณคนกรุงเทพฯ หลังผลโพลพุ่ง

“พงศกร ขวัญเมือง” ขอบคุณคนกรุงเทพฯ หลังนิด้าโพล เผย คะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์ พุ่งสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า ขอโอกาสอีกครั้งให้กลับมารับใช้ดูแล

วันที่ 21 ธ.ค. 2568 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวขอบคุณพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ต่อผลการสำรวจ “กระแสการเมืองกรุงเทพมหานคร” ล่าสุดของนิด้าโพล ที่สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นต่อพรรคประชาธิปัตย์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนนิยมขยับสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า เมื่อเทียบกับผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ผลโพลครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางการเมือง แต่เป็นสัญญาณของความไว้วางใจ และการเปิดใจของคนกรุงเทพฯ ที่ให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง

พรรคประชาธิปัตย์ขอขอบคุณพี่น้องคน กทม.อย่างจริงใจ ที่เปิดใจ และมอบความไว้วางใจให้พรรคถือเป็นกำลังใจสำคัญของพวกเราทุกคน ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อความหวังของประชาชน เพราะตระหนักดีว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ตัดสินใจ และยังมองหาพรรคการเมืองที่สามารถเป็นความหวังใหม่ของกรุงเทพฯ ได้อย่างแท้จริง พรรคประชาธิปัตย์พร้อมพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำงาน จึงขอโอกาสจากคนกรุงเทพฯ อีกครั้ง ให้เราได้กลับมารับใช้ ดูแล และทำงานเพื่อตอบโจทย์คน กทม. และเมืองนี้ ด้วยการเมืองสุจริต การทำงานแบบมืออาชีพ และความจริงใจต่อประชาชนทุกคน

พรรคประชาธิปัตย์ขอบคุณคนกรุงเทพฯ

ผลสำรวจของนิด้าโพลแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคประชาธิปัตย์ การที่คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่พรรคต้องรักษาและต่อยอดความไว้วางใจนี้ด้วยการทำงานอย่างหนักและมุ่งมั่นเพื่อแก้ไขปัญหาของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครเผชิญกับความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจร ปัญหามลพิษ ปัญหาอาชญากรรม และปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะตัวแทนของประชาชนคนกรุงเทพฯ พร้อมที่จะเป็นแกนนำในการผลักดันนโยบายและโครงการต่างๆ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้น

นโยบายที่พรรคให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่:

  • การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้มีประสิทธิภาพ สะดวก และเข้าถึงได้ง่าย เพื่อลดปัญหาการจราจรและมลพิษ
  • การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี
  • การสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยการเพิ่มกำลังตำรวจ ติดตั้งกล้องวงจรปิด และปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย
  • การส่งเสริมการลงทุนและการจ้างงาน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนกรุงเทพฯ

พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือและความมุ่งมั่นตั้งใจจริง เราจะสามารถสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนได้ อย่าปล่อยให้โอกาสดีๆ หลุดลอยไป ร่วมกันสร้างกรุงเทพฯ ที่ดีกว่าเดิมไปกับเรา

ที่มา – โฆษกปชป. ขอบคุณ คนกรุงเทพฯ หลังผลโพลพุ่ง ขอโอกาส รับใช้อีกครั้ง