วัน: 27 ธันวาคม 2025

ตร.ไซเบอร์ยึดทรัพย์ “เฉิน จื้อ” เพิ่ม 350 ล้าน


ตำรวจไซเบอร์แถลงปฏิบัติการ “THE PURGE 2” ขยายผล Prince Group เครือข่าย “เฉิน จื้อ” แก๊งไฮบริดสแกม ยึดทรัพย์เพิ่มกว่า 350 ล้านบาท! มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น

ตร.ไซเบอร์ขยายผลเครือข่าย “เฉิน จื้อ” ยึดทรัพย์เพิ่มอีกกว่า 350 ล้าน

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้มีการแถลงข่าวปฏิบัติการ “THE PURGE 2” ซึ่งเป็นการขยายผลเครือข่าย Prince Group ของ “เฉิน จื้อ” แก๊งไฮบริดสแกม โดยสามารถยึดทรัพย์สินเพิ่มเติมได้อีกกว่า 350 ล้านบาท

พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. กล่าวว่า สืบเนื่องจากปี 2566 ตำรวจไซเบอร์ได้สืบสวนคดีที่เชื่อมโยงกันหลายคดี ซึ่งเป็นกรณีผู้เสียหายถูกหลอกลงทุนในลักษณะ Hybrid Scam หรือ Pig Butchering Scam โดยคนร้ายจะสุ่มติดต่อประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย ชักชวนพูดคุยให้เกิดความเชื่อใจ แล้วสอนการลงทุนเทรดคริปโตเคอเรนซี อ้างว่าได้ผลกำไรดี จากนั้นหลอกให้โอนเงินไปยังบัญชีม้า เพื่อแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นเงินสกุลดิจิทัล โอนเข้าแอปเทรดเหรียญดิจิทัลปลอม

คดีของ สน.ศาลาแดง ที่ 452/2565 นำไปสู่ปฏิบัติการ “Trust No One” EP.1–5 ตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนพร้อมเครือข่าย ยึดทรัพย์ได้กว่า 2,000 ล้านบาท และเฉลี่ยทรัพย์คืนเงินผู้เสียหายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ต่อมาในปี 2567 ตำรวจไซเบอร์ได้สืบสวนขยายผลคดีของ สน.ดินแดง ที่ 462/2564 พบว่าปลายทางของเส้นทางการเงินถูกนำไปฟอกเงินด้วยระบบการเงินใต้ดิน และพบว่าหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการเป็นกลุ่มชาวจีนและชาวจีนสัญชาติพม่า โดยเป็นผู้จ้างวานเพื่อจดทะเบียนบริษัทนอมินี และนำข้อมูลบริษัทไปเปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับเงินจากการกระทำความผิด แล้วนำเงินส่วนใหญ่ที่ได้มาแปลงสภาพเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล โอนต่อไปหลายลำดับเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

ปฏิบัติการ “The Purge” และการขยายผลสู่เครือข่าย “เฉิน จื้อ”

ตำรวจพบหลักฐานทางการเงินที่ไม่สัมพันธ์กับฐานะของเจ้าของบัญชี และมีพยานหลักฐานบ่งชี้ถึงการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม พบว่าบุคคลเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากการหลอกลวง การพนันออนไลน์ หรือยาเสพติด นำไปสู่ปฏิบัติการ “The Purge” จับกุมชาวจีนพร้อมเครือข่าย ตรวจยึดเงินสด 80 ล้านบาท พร้อมทรัพย์สินอื่นๆ รวมกว่า 250 ล้านบาท สืบสวนจนพบความเชื่อมโยงไปยังเครือข่าย “เฉิน จื้อ” (Chen Zhi)

พล.ต.ท.สุรพล กล่าวว่า ตำรวจไซเบอร์ได้ขยายผลกรณีดังกล่าว เพื่อหาผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงคดีอาญาของ สภ.หนองขาม จว.ชลบุรี ที่ 727/2564 รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้แล้ว (75 คน) และตรวจพบทรัพย์สินที่คาดว่าได้มาจากการกระทำผิดอีกจำนวนมาก จึงได้ประสานงานกับ ปปง. ออกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว

ต่อมา ตำรวจไซเบอร์ได้เปิดปฏิบัติการ “The Purge 2” เข้าตรวจค้นเป้าหมายสำคัญ 4 จุด ได้แก่

  • ห้องพัก 2 ห้อง ในคอนโดหรู ซอยสุขุมวิท 61 แยก 1
  • บ้านพักมูลค่ากว่า 38 ล้านบาท ในหมู่บ้านหรู ย่านพระราม 9
  • ห้องพักในคอนโดหรู ย่านพร้อมพงษ์ ซอยสุขุมวิท 26
  • ห้องพักในคอนโดหรู ในซอยต้นสน

ผลการตรวจค้น สามารถตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินต่างๆ อาทิ ห้องพัก (อสังหาริมทรัพย์ มูลค่ารวมกว่า 166 ล้านบาท), ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ (102,900 ดอลลาร์), ธนบัตรจีน (55,000 หยวน), กระเป๋าแบรนด์เนม (33 ใบ), รองเท้า Louis Vuitton (3 คู่), รถยนต์ Toyota Alphard (1 คัน), นาฬิกาหรู (2 เรือน), สมุดบัญชีธนาคาร (10 เล่ม), อุปกรณ์บันทึกภาพกล้องวงจรปิด (3 เครื่อง), อุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณ (1 เครื่อง), เมมโมรีการ์ด (2 อัน), โทรศัพท์มือถือ (4 เครื่อง), คอมพิวเตอร์ (2 เครื่อง), อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอก (5 เครื่อง) และเอกสารสำคัญต่างๆ รวมทรัพย์สินที่ตรวจยึดและอายัดได้ทั้งหมด รวมมูลค่ากว่า 350 ล้านบาท

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบว่าเครือข่ายดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเว็บไซต์พนันออนไลน์ ซึ่งมียอดเงินหมุนเวียนในเครือข่ายสูงกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี ขณะนี้ตำรวจไซเบอร์อยู่ระหว่างการเร่งสืบสวนขยายผล หากตรวจสอบแล้วพบพยานหลักฐานว่าทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิด ก็จะตรวจยึดทรัพย์สินเพื่อนำมาเฉลี่ยทรัพย์คืนให้แก่ผู้เสียหายต่อไป

การขยายผลเครือข่าย “เฉิน จื้อ” และการยึดทรัพย์สินเพิ่มเติมกว่า 350 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจไซเบอร์ในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงิน ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ

ที่มา – ยึดทรัพย์เพิ่มอีกกว่า 350 ล้าน ตร.ไซเบอร์ ขยายผลเครือข่าย “เฉิน จื้อ” แก๊งไฮบริดสแกม

GBC ไทย-กัมพูชา คาดลงนาม**ตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข**

การประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาดเสร็จสิ้นแล้ว โดยคาดว่าจะมีการลงนามในตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข และติดตามผลภายใน 72 ชั่วโมง รอการแถลงอย่างเป็นทางการ

GBC ไทย-กัมพูชา คาดลงนามตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือ GBC วาระพิเศษ ครั้งที่ 3 ได้จัดขึ้นที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ซึ่งตรงข้ามกับบ้านโอคอม อำเภอสลักกาว จังหวัดไพลิน ประเทศกัมพูชา การประชุมครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อหารือเกี่ยวกับการยุติการสู้รบ และคาดว่าจะนำไปสู่การลงนามในตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข

ความเคลื่อนไหวในวันนี้เริ่มต้นตั้งแต่เวลา 09.35 น. ที่อาคารทำการของชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 4 พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธาน GBC ฝ่ายไทย และพลเอกเตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ในฐานะประธาน GBC ฝ่ายกัมพูชา ได้หารือกันแบบ FourEyes (2 ต่อ 2) เป็นเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ก่อนที่จะสิ้นสุดในเวลา 10.05 น.

จากนั้น ประธาน GBC ของทั้งสองประเทศได้เดินทางไปยังเต็นท์ชั่วคราวที่ตั้งอยู่กึ่งกลางจุดผ่านแดน เพื่อเข้าร่วมการประชุม GBC แบบเต็มคณะและลงนามในผลการประชุม หลังจากเสร็จสิ้นการลงนามและแลกเปลี่ยนเอกสารเรียบร้อย ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10 นาที (สิ้นสุดเวลา 10.20 น.) ไม่มีการแถลงผลการลงนามในบริเวณดังกล่าว แต่ทั้งสองฝ่ายจะแยกย้ายกันไปแถลงในส่วนของตนเอง โดยประธาน GBC ฝ่ายไทยเดินทางไปแถลงที่โรงแรมชาเทรียม ซึ่งอยู่ห่างจากจุดผ่านแดนบ้านผักกาดประมาณ 40 กิโลเมตร

ในขณะนี้ รายละเอียดของการลงนามโดยประธาน GBC ทั้งสองฝ่ายยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่มีรายงานว่าเป็นการลงนามในตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข โดยมีระยะเวลาติดตามผล 72 ชั่วโมง นอกจากนี้ ทีมสังเกตการณ์ของอาเซียนได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การลงนามในข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้ด้วย

การประชุม GBC ไทย-กัมพูชา

ในช่วงสามวันที่ผ่านมา (24-26 ธันวาคม) พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะประธานเลขานุการ GBC ฝ่ายไทย และ พล.ต.แญม โบราเดน ประธานเลขานุการคณะกรรมการ GBC ฝ่ายกัมพูชา ได้หารือและเสนอร่างแก้ไขข้อตกลง ซึ่งมีการแก้ไขไปมาจนได้ฉบับที่ 6 เป็นฉบับสุดท้าย

มีรายงานว่าร่างฉบับที่ 6 นี้มีข้อตกลงเกี่ยวกับการหยุดยิงและติดตามผลเป็นระยะเวลา 72 ชั่วโมง โดยที่ข้อตกลงทั้งหมดจะยังคงอยู่ในกรอบของปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชาได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกา และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม เป็นสักขีพยาน

สาระสำคัญของปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์

สำหรับปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ 4 ข้อ ที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม มีดังนี้

  • ถอนอาวุธหนักออกจากแนวชายแดน
  • เก็บกู้วัตถุระเบิด
  • ร่วมมือกันปราบปรามสแกมเมอร์
  • หาแนวทางบริหารพื้นที่ทับซ้อนร่วมกันเพื่อป้องกันปัญหา

การลงนามข้อตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไขนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชา การติดตามผลในระยะเวลา 72 ชั่วโมง จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าข้อตกลงนี้จะสามารถนำไปสู่การหยุดยิงอย่างถาวรได้หรือไม่

ที่มา – ประชุม GBC ไทย-กัมพูชา คาดลงนามตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข ติดตามผล 72 ชั่วโมง

“เต้ มงคลกิตติ์” แฉ! ย้ายพรรคเพราะไม่ผ่านสรรหา

“เต้ มงคลกิตติ์” ออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุที่ย้ายจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไปอยู่พรรคทางเลือกใหม่ โดยอ้างว่าไม่ผ่านกระบวนการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. กทม. และถูก “สาธิต ปิตุเตชะ” ขีดชื่อออกจากการคัดเลือก นอกจากนี้ยังประกาศเตรียมผลักดัน พ.ร.บ. ผดุงเกียรติให้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคทางเลือกใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการข่าวว่า พรรคทางเลือกใหม่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2561 โดยได้รับการอนุญาตจากพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น และตนเองเคยสังกัดพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้ ส.ส. มา 1 คน คือตัวเขาเอง จนได้รับฉายา “พี่เต้พระราม 7” ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น “เต้ 007” จากการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นจนมีสายลับในทุกกระทรวง

เมื่อถูกถามถึงการที่เขาเคยเป็น ส.ส. ในปี 2562 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้งในปี 2566 นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า หลังจากว่างเว้นจากการเมืองไปหลายเดือน เขาได้หันไปทำธุรกิจส่วนตัว ก่อนที่จะย้ายไปสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในขณะนั้นนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเป็นเวลา 1 ปีครึ่ง ต่อมาเมื่อเกิดความขัดแย้งภายในพรรค และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง “เต้ มงคลกิตติ์” จึงได้เข้าสู่กระบวนการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. กทม. ในเขตพระราม 7 (เขต 7 กทม.) จนกระทั่งผ่านเข้ารอบสุดท้าย แต่ทราบภายหลังว่านายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรค ซึ่งดูแลการเลือกตั้งในภาคกลาง เป็นผู้ขีดชื่อเขาออกจากการคัดเลือก เนื่องจากไม่ชอบพอนายเฉลิมชัย ทั้ง ๆ ที่นายสาธิตเคยได้รับความช่วยเหลือจากนายเฉลิมชัยมาก่อน

“เขาเรียกตนเองว่าคุณสมบัติต่ำกว่าเกณฑ์ พรรคเขาสูง ก็ลาออก พอลาออกพี่วัน อยู่บำรุง ก็โทรมา ให้มาอยู่พลังประชารัฐด้วยกันในวันที่ 18 ธันวาคม แต่ตอนนั้นไม่แน่ใจว่าลุงป้อมจะไปต่อหรือไม่ สุดท้ายพี่วันลาออกและขอพัก ตนเองก็บอกขอพัก จึงบอกพี่ๆ น้องๆ ปรากฏว่าพี่น้องทหารผ่านศึก ที่ตนเองเป็นที่ปรึกษา อยากให้ตนเองทำ พ.ร.บ. ผดุงเกียรติให้สำเร็จ ไปหาพรรคไหนก็ได้ แต่ตนเองบอกมันตั้งพรรคไม่ทัน ยอมรับพี่ต่อไม่ได้ชวนไปกล้าธรรม แต่พี่ธรรมนัสก็โทรมา แต่ตอนนั้นยังติดอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์” นายมงคลกิตติ์ กล่าว

นายมงคลกิตติ์ กล่าวต่อว่า ในตอนแรกเขาตั้งใจจะเว้นวรรคทางการเมืองและเดินทางไปญี่ปุ่น แต่ได้รับการร้องขอจากพี่น้องทหารผ่านศึกให้กลับเข้าสภาให้ได้ ส่วนนายราเชน ตระกูลเวียง จะเสนอชื่อเขาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคในวันพรุ่งนี้ เมื่อผู้ประกาศข่าวแซวว่าอาจจะต้องเรียกท่านนายกฯ แล้ว นายมงคลกิตติ์ตอบว่าอาจจะต้องเรียกจริง ๆ เพราะได้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อไปแล้ว 25 คน และสมัคร ส.ส. เขต อีก 80 เขต

“เต้ มงคลกิตติ์” แฉ! ย้ายพรรคเพราะไม่ผ่านสรรหา

การออกมาเปิดเผยเรื่องราวการย้ายพรรคของ “เต้ มงคลกิตติ์” ครั้งนี้ จุดประเด็นให้สังคมหันมาสนใจเรื่องกระบวนการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. ของแต่ละพรรคการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ผู้มีอำนาจในพรรคสามารถเข้ามาแทรกแซงการตัดสินใจได้ นอกจากนี้ ความมุ่งมั่นของนายมงคลกิตติ์ในการผลักดัน พ.ร.บ. ผดุงเกียรติ ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าจะสามารถดำเนินการได้สำเร็จหรือไม่

ทำไม “เต้ มงคลกิตติ์” ถึงย้ายพรรค?

คำถามสำคัญคือ เหตุใด “เต้ มงคลกิตติ์” ถึงออกมาเปิดเผยเรื่องราวเหล่านี้ในช่วงเวลานี้? เป็นไปได้หรือไม่ว่า เขาต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับการตัดสินใจย้ายพรรคของตนเอง หรือต้องการที่จะโจมตีพรรคประชาธิปัตย์เพื่อหวังผลทางการเมืองบางอย่าง? สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ “เต้ มงคลกิตติ์” แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานทางการเมืองของเขาอย่างชัดเจน การประกาศตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคทางเลือกใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าเขามีความมั่นใจในศักยภาพของตนเอง และพร้อมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ อย่างไรก็ตาม การเดินทางทางการเมืองของเขายังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย และต้องเผชิญกับอุปสรรคอีกมากมาย

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของ “เต้ มงคลกิตติ์” เป็นเครื่องเตือนใจว่า การเมืองเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง และการปรับตัวอยู่เสมอ การตัดสินใจทางการเมืองแต่ละครั้ง อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออนาคตของนักการเมืองเอง และต่อประเทศชาติโดยรวม

ที่มา – “เต้ มงคลกิตติ์” แฉ ย้ายจาก ปชป. เพราะไม่ผ่านกระบวนการสรรหา ถูก “สาธิต” ขีดชื่อออก

“จินนี่ ยศสุดา” ร่วมส่ง สส.กทม. ไทยสร้างไทย

“จินนี่ ยศสุดา” ลูกสาวคุณหญิงสุดารัตน์ มาร่วมส่งผู้สมัคร สส.กทม. “พรรคไทยสร้างไทย” พร้อมอาสาดูแลประชาชน นี่คือข่าวการเมืองที่น่าสนใจในช่วงนี้

วันที่ 27 ธ.ค. 2568 น.ส.ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือ จินนี่ ลูกสาวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุพันธุ์ เดินทางมาร่วมส่งผู้สมัคร สส.กทม. พรรคไทยสร้างไทย ณ สนามไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง พร้อมกับ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร แคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยสร้างไทย

น.ส.ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ เผยว่า อยากให้รอติดตามการสมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรคเราในวันพรุ่งนี้ เพราะมีเซอร์ไพรส์ จริงๆ คุณแม่หรือครอบครัวไม่ได้บังคับหรือขอให้มาทำงานการเมืองเลย แต่อาจจะเป็นเพราะว่าเราอยู่กับพรรคไทยสร้างไทยตั้งแต่เริ่มต้น เราเห็นทีมงาน บุคลากรในพรรคที่มีความตั้งใจ ไม่หยุดที่จะทำงานให้บ้านเมือง ไม่หยุดที่จะอาสามาทำงานเพื่อคนไทย ก็เลยรู้สึกว่าถ้าเรามีโอกาสในการอยู่องค์กรที่มีคุณภาพแบบนี้ ก็อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือองค์กร

พรรคไทยสร้างไทย หลายคนอาจจะติดภาพคุณหญิงสุดารัตน์ แต่ถ้ามองดูอย่างละเอียดแล้ว พรรคไทยสร้างไทยมีทั้งคนรุ่นใหม่และคนรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์ ฉะนั้นพรรคไทยสร้างไทยถือเป็นตัวเลือกที่ดีมากๆ เพราะการที่เรามีนักการเมืองหรือนักบริหารบ้านเมืองที่มีประสบการณ์ทำงานมาหลายสิบปี และมีคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจทำงานมาผนวกกำลัง เรารู้สึกว่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีของประชาชนมากๆ

ในด้านนโยบายเอง พวกเราคิดอย่างครอบคลุมมากๆ มีนโยบายที่จะดูแลทุกคนตั้งแต่เกิดจนแก่ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้เราอยากให้คนไทยหายเหนื่อย อยากจะขอโอกาสมาดูแลพี่น้องประชาชน

นอกจากนี้ เรามีโมทโทประจำพรรคการเมือง คือเราอยากจะทำการเมืองให้สุจริต การเมืองสีขาว การเมืองที่ไม่โกง การเมืองที่ทุกคนสามารถไว้ใจผู้บริหารบ้านเมืองได้ หลายคนอาจเบื่อคำว่าไม่โกง ไม่คอร์รัปชัน ซึ่งเราได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ แสดงให้เห็นว่าผ่านมากี่สิบปี ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันนี้ไม่ได้หายจากประเทศไทยไปไหนเลย จนทุกวันนี้ปัญหาคอร์รัปชันทำให้ประเทศไทยติดอยู่หลุมดำ ฉะนั้นพรรคเราเห็นถึงปัญหานี้แล้วเราคัดแต่ผู้สมัครและผู้อาสาที่มีใจในการทำการเมืองอย่างสุจริตจริงๆ.

“จินนี่ ยศสุดา” มาร่วมส่งผู้สมัคร สส.กทม. พรรคไทยสร้างไทย

การปรากฏตัวของ “จินนี่ ยศสุดา” ในการร่วมส่งผู้สมัคร สส.กทม. พรรคไทยสร้างไทย สร้างความสนใจให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่ และความตั้งใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

ความสำคัญของการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่

การที่ “จินนี่ ยศสุดา” เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนพรรคไทยสร้างไทย สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในการเมืองไทย คนรุ่นใหม่มีความคิดสร้างสรรค์ มีความเข้าใจในเทคโนโลยี และมีความคาดหวังต่ออนาคตที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน การมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่จะช่วยให้การเมืองไทยมีความหลากหลายและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่ “จินนี่ ยศสุดา” เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเมืองสุจริต ก็เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการเห็นการเมืองที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราศจากการทุจริตคอร์รัปชัน

พรรคไทยสร้างไทยจึงเป็นอีกพรรคการเมืองที่น่าจับตามองในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตกรุงเทพมหานคร ที่มีฐานเสียงของคนรุ่นใหม่จำนวนมาก

การสนับสนุนจาก “จินนี่ ยศสุดา” ในการเลือกตั้ง สส.กทม. ครั้งนี้ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทย หวังว่าการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ จะเป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างเต็มที่

จินนี่ ยศสุดา” ลูกสาวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการสนับสนุนผู้สมัคร สส.กทม. ของพรรคไทยสร้างไทย การตัดสินใจของเธอสร้างความฮือฮาและก่อให้เกิดกระแสความสนใจในวงกว้าง การร่วมงานกับพรรคไทยสร้างไทยของ “จินนี่ ยศสุดา” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสนับสนุนทางการเมือง หากแต่เป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ การอาสาเข้ามาดูแลประชาชนของ “จินนี่ ยศสุดา” ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังสำหรับอนาคตทางการเมืองของไทย

ที่มา – “จินนี่ ยศสุดา” มาร่วมส่งผู้สมัคร สส.กทม. พรรคไทยสร้างไทย พร้อมอาสาดูแลประชาชน

เลือกตั้ง 2569: จับสลาก สส.กทม. สุดคึกคัก

บรรยากาศที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 เต็มไปด้วยความคึกคักในการเลือกตั้ง 2569 โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งเริ่มการจับสลากหมายเลขผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) แบบแบ่งเขต ท่ามกลางการเข้าร่วมของพรรคการเมืองต่างๆ ที่เดินทางมาถึงก่อนเวลาที่กำหนด

เมื่อเวลา 08.00 น. ของวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ดร.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ได้ยืนยันถึงความพร้อมในการดำเนินการรับสมัคร โดยได้ระบุว่า ผู้สมัครจะต้องลงทะเบียนก่อนเวลา 08.30 น. จากนั้น ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตจะเป็นผู้จับสลากเพื่อจัดลำดับการจับสลากหมายเลขให้แก่ผู้สมัครแต่ละคน ก่อนที่จะดำเนินการยื่นเอกสารและชำระเงิน ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการรับสมัคร ทั้งนี้ หากเอกสารไม่ครบถ้วน หรือเงินที่นำมาชำระไม่เพียงพอ ผู้สมัครจะต้องกลับไปเตรียมเอกสารให้พร้อม และกลับมายื่นสมัครใหม่อีกครั้ง คาดการณ์ว่าหากผู้สมัครสามารถตกลงกันได้ กระบวนการทั้งหมดจะไม่ใช้เวลานาน

ผู้อำนวยการ กกต. กทม. ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้เน้นย้ำให้พรรคการเมืองและผู้สมัครหลีกเลี่ยงการจัดมหรสพ หรือกิจกรรมรื่นเริงใดๆ หลังจากที่ได้รับหมายเลขแล้ว ห้ามมิให้มีการร้องรำทำเพลง หรือการจัดมหรสพเพื่อหาเสียง โดยจะมีการประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครให้แล้วเสร็จภายใน 5 วัน แต่ในระหว่างนี้ ผู้สมัครสามารถดำเนินการหาเสียงได้อย่างเต็มที่ สำหรับเรื่องของการติดตั้งป้ายหาเสียง ได้มีการประกาศระเบียบที่เกี่ยวข้องออกมาเป็นระยะ โดยขอความร่วมมือในการติดตั้งป้ายในลักษณะที่ไม่กีดขวางการจราจร หรือบดบังทัศนียภาพ ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าในวันนี้ จะมีผู้สมัครมากกว่า 10 คนในแต่ละเขต

กระทั่งเวลา 08.30 น. กกต. ได้เริ่มเปิดรับสมัครเลือกตั้ง 2569 สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยในวันนี้ มีผู้สมัครจากหลากหลายพรรคการเมืองเดินทางมาถึงก่อนเวลา 08.30 น. และหากไม่สามารถตกลงกันได้ จะต้องใช้วิธีการจับสลากเพื่อกำหนดหมายเลขของผู้สมัครแต่ละคนต่อไป

เลือกตั้ง 2569 : เริ่มจับสลากหมายเลขผู้สมัคร สส.กทม.แบบแบ่งเขต

การเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง 2569 ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน และเป็นหน้าที่ของ กกต. ที่จะต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างโปร่งใส ยุติธรรม และเที่ยงธรรม เพื่อให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง การที่พรรคการเมืองต่างๆ ให้ความสำคัญกับการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง 2569 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่นี้ในการตัดสินผลการเลือกตั้งในภาพรวม

สิ่งที่ผู้สมัคร สส.กทม. ต้องรู้ในการเลือกตั้ง 2569

ดังนั้น ผู้สมัคร สส. กทม. ควรทำความเข้าใจถึงความต้องการและปัญหาของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง เพื่อนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญในการได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้แทนของพวกเขา

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกผู้แทน จะเป็นตัวกำหนดทิศทางและความเป็นไปของประเทศในอีก 4 ปีข้างหน้า จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนทุกคนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อเลือกผู้แทนที่เหมาะสมและสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การที่ กกต. กำชับเรื่องการหาเสียงและการติดป้าย แสดงถึงความตั้งใจที่จะให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างเรียบร้อยและโปร่งใส ผู้สมัครควรปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง

ถึงแม้ว่าการจับสลากหมายเลขผู้สมัครจะเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในการเลือกตั้ง แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหมายเลขดังกล่าว จะเป็นสิ่งที่ประชาชนใช้ในการจดจำและลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครที่ตนเองต้องการสนับสนุน ดังนั้น ผู้สมัครควรใช้หมายเลขที่ได้รับให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการประชาสัมพันธ์และหาเสียง

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : เริ่มจับสลากหมายเลขผู้สมัคร สส.กทม.แบบแบ่งเขต บรรยากาศคึกคัก

พลังประชารัฐ เปิดตัวผู้สมัคร สส. **เลือกตั้ง 2569**

เลือกตั้ง 2569 ใกล้เข้ามาแล้ว! พรรคพลังประชารัฐเปิดตัว 28 ขุนพล กทม. อย่างเป็นทางการ พร้อมชูสโลแกนโดนใจ “เรื่องขี้ๆ หน้าที่เรา” ประกาศลั่นพร้อมทำให้กรุงเทพฯ ดีกว่าเดิม และพร้อมชนทุกปัญหาในการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ กรุงเทพมหานคร ได้ออกมาเปิดเผยว่า พรรคพลังประชารัฐได้ทำการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม. ครบทั้ง 28 เขตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งประกาศจุดยืนที่ชัดเจนด้วยสโลแกน “เรื่องขี้ๆ หน้าที่เรา” ซึ่งจะเป็นนโยบายหลักของพรรคในการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ใกล้ตัว ไปจนถึงปัญหาใหญ่ระดับเมืองที่สะสมมานาน

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้สมัครทั้ง 28 ท่าน ล้วนแต่เป็นตัวจริงที่พร้อมจะทำหน้าที่เป็นที่พึ่งให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ และจะทำให้ “กรุงเทพฯ ต้องดีกว่าเดิม” อย่างเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ พรรคพลังประชารัฐตั้งใจที่จะนำเสนอนโยบายที่เข้าถึงชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง ภายใต้สโลแกน “เรื่องขี้ๆ หน้าที่เรา” เพื่อเป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นตั้งใจในการจัดการทุกปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเล็กน้อย หรือปัญหาใหญ่ พรรคพลังประชารัฐพร้อมที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาเหล่านั้นทั้งหมด

**เลือกตั้ง 2569**: พลังประชารัฐ ชูเรื่องขี้ๆ หน้าที่เรา

รายชื่อว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม. พรรคพลังประชารัฐ ทั้ง 28 เขต มีดังนี้:

  • เขต 1 นายกิตติคุณ ชื่นแย้ม
  • เขต 2 นายนิกม์ แสงศิริมาวิน
  • เขต 3 นายธีระพงษ์ มงคลวัฒนลีลา
  • เขต 4 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ
  • เขต 5 น.ส.บุณยนุช ปณิตหิรัณยา
  • เขต 6 นายรชฎ พิสิษฐบรรกร
  • เขต 7 ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช
  • เขต 8 นายอนุชาญ กวางทอง
  • เขต 11 นายธีรวุฒิ แก้วพยศ
  • เขต 12 ภญ.นพวรรณ หัวใจมั่น
  • เขต 13 นายสมบัติ มหาโคตร
  • เขต 14 นายรัชฎะ สมรทินกร
  • เขต 15 นายกิตติพงศ์ ท่าพิกุล
  • เขต 16 นายกิติภูมิ นีละไพจิตร
  • เขต 17 นายศิริศักดิ์ อัตดาวีย์
  • เขต 18 น.ส.พชรพรรณ ตุ่มระสินปิน
  • เขต 20 นายวันชัย รัตนขจรไชย
  • เขต 21 นายสันติ วิชัยพล
  • เขต 22 นายมณฑล โพธิ์คาย
  • เขต 23 นายวัฒนา เซ่งไพเราะ
  • เขต 25 นายธรรมนูญ เหียบขุนทด
  • เขต 28 นายเมืองชัย จันทวิมล
  • เขต 29 นายพัฒนภาส นิ่มมโน
  • เขต 30 นายรัชชานนท์ พูนรัตน์
  • เขต 32 น.ส.นิธิสนี กลิ่นพันธหิรัญ

พลังประชารัฐ มั่นใจ นโยบายโดนใจ ใน **เลือกตั้ง 2569**

พรรคพลังประชารัฐเชื่อมั่นว่า ด้วยทีมผู้สมัครที่ครบเครื่อง และนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนกรุงเทพฯ จะสามารถสร้างการจดจำ และดึงดูดความสนใจจากพี่น้องประชาชนได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มคนเมือง และคนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งตอกย้ำภาพลักษณ์ของการเป็นที่พึ่งของคนกรุงเทพฯ และผลักดันให้กรุงเทพฯ นั้นดีกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน หากได้รับโอกาสจากประชาชนในการเลือกตั้ง 2569 ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะมาถึงนี้

การเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. กทม. ทั้ง 28 เขตของพรรคพลังประชารัฐในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคฯ มีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้น และพร้อมที่จะนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะเลือกใครเข้าไปทำหน้าที่เป็นผู้แทนของตนเองนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาอย่างรอบคอบของพี่น้องประชาชน

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : พลังประชารัฐ เปิดตัวผู้สมัครสส.กทม. 28 เขต ชูสโลแกนเรื่องขี้ๆ หน้าที่เรา

ศุภมาส-เอกนัฏ นำทีม สส.กทม.ชู คนละครึ่งพลัส

การเลือกตั้งครั้งสำคัญกำลังจะมาถึง และพรรคภูมิใจไทยก็พร้อมนำเสนอทีมผู้สมัคร สส.กทม. ที่แข็งแกร่ง โดยมี “ศุภมาส-เอกนัฏ” เป็นหัวหน้าทีม พร้อมชูนโยบายที่จับต้องได้และตรงใจประชาชนอย่าง “คนละครึ่งพลัส-ความมั่นคง” เน้นการสานต่อนโยบายที่เป็นประโยชน์และสร้างความมั่นใจให้กับคนไทยทุกคน

ศุภมาส-เอกนัฏ นำทีมผู้สมัคร สส.กทม. พรรคภูมิใจไทย ชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส-ความมั่นคง”

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี และ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แกนนำเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยผู้สมัคร สส.กทม. ทั้ง 33 เขต ได้ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐทีวี ถึงความพร้อมในการเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยเน้นย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีเพียงแค่คนใดคนหนึ่ง แต่มีทีมงานที่แข็งแกร่ง มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผู้ช่วยหาเสียงต่างๆ ที่พร้อมจะทำงานเพื่อคนกรุงเทพฯ และคนไทยทุกคน

นายเอกนัฏ กล่าวว่า จุดเด่นของการหาเสียงครั้งนี้คือความจริงใจและความตั้งใจจริงที่จะทำเพื่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศล่วงหน้าว่าจะเสนอใครเป็นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักในประวัติศาสตร์การเมืองไทย พร้อมย้ำว่า “พูดแล้วทำพลัส” ไม่ได้ขายฝัน และนโยบายต่างๆ ก็มีความชัดเจนว่าจะทำอย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

น.ส.ศุภมาส เสริมว่า การเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ เพราะประชาชนได้เห็นผลงานที่จับต้องได้ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เช่น โครงการ คนละครึ่งพลัส ที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง การบริหารจัดการเรื่องชายแดน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้พูดอย่างเดียว แต่ทำให้เห็นแล้ว

ทำไมต้องเลือก “คนละครึ่งพลัส” และนโยบายความมั่นคง?

นโยบาย 2 อย่างที่ น.ส.ศุภมาส เน้นย้ำคือด้านเศรษฐกิจและด้านความมั่นคง โดย คนละครึ่งพลัส เป็นนโยบายที่ช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดรายจ่าย และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก ขณะที่นโยบายความมั่นคงเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับคนไทยทุกคน เพราะเป็นการปกป้องสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

เมื่อถูกถามว่าทำไมต้องเลือกพรรคภูมิใจไทย นายเอกนัฏ ตอบว่า ผู้สมัครของพรรคมีความหลากหลาย ตั้งแต่รุ่นเก่า หน้าใหม่ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย และอีกหลายๆ คน ซึ่งเป็นการผสมผสานประสบการณ์และความคิดใหม่ๆ เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชน

เกี่ยวกับเป้าหมายจำนวนที่นั่ง สส.กทม. น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ยังไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่นอนได้ในขณะนี้ แต่ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีเป้าหมายที่ชัดเจน และจะทำงานกันเป็นทีมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น

เมื่อถามว่าพื้นที่ กทม. จะแพ้ไม่ได้ใช่หรือไม่ น.ส.ศุภมาส ตอบว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้คิดถึงเรื่องแพ้ แต่จะทำทุกวิถีทางให้ดีที่สุด เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน และพร้อมที่จะนำเสนอมืออาชีพเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติ

สำหรับความเป็นไปได้ที่จะเห็น นายเอกนิติ และนางศุภจี มาช่วยหาเสียงในพื้นที่ กทม. นางสาวศุภมาศ ยืนยันว่าทั้งสองท่านจะมาช่วยหาเสียงอย่างแน่นอน เพราะเป็นผู้ช่วยหาเสียงที่ถูกต้องตามกฎหมาย

  • คนละครึ่งพลัส: นโยบายสานต่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
  • ความมั่นคง: ปกป้องสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
  • ทีมผู้สมัคร สส.กทม. ที่มีความหลากหลายและประสบการณ์

พรรคภูมิใจไทยมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์และนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่พร้อมจะทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ดังนั้น อย่าลืมติดตามข่าวสารและนโยบายของพรรคภูมิใจไทย เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – “ศุภมาส-เอกนัฏ” นำทีมผู้สมัคร สส.กทม. พรรคภูมิใจไทย ชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส-ความมั่นคง”

ปชน. จัดรถเมล์ EV สีส้ม ขนผู้สมัคร สส.กทม.

ปชน. จัดรถเมล์ EV สีส้ม ขนผู้สมัคร สส.กทม. 33 คน ไปลงสมัคร สส.เขต

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา พรรคประชาชน (ปชน.) ได้สร้างสีสันให้กับการเลือกตั้งที่จะมาถึง ด้วยการปชน. จัดรถเมล์ EV สีส้ม ขนผู้สมัคร สส.กทม. จำนวน 33 คน เพื่อเดินทางไปลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.เขต ณ สนามกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครไทย-ญี่ปุ่น การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคในการส่งผู้สมัครลงชิงชัยในการเลือกตั้งครั้งสำคัญ

รถเมล์ไฟฟ้าสีส้มคันดังกล่าว ไม่เพียงแต่เป็นพาหนะในการเดินทาง แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงนโยบายด้านพลังงานสะอาดและความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมของพรรคประชาชน ด้านหน้ารถมีการสกรีนสัญลักษณ์ของพรรคอย่างเด่นชัด ส่วนด้านข้างรถประดับด้วยข้อความเชิญชวนให้ประชาชน “เลือกตั้ง เลือกอนาคต” สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของพรรคว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการตัดสินใจที่สำคัญต่ออนาคตของประเทศ

บรรยากาศที่อาคารไทยซัมมิท ทาวเวอร์ เต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้สมัคร สส.ทยอยเดินทางมาถึงเพื่อเตรียมตัวขึ้นรถเมล์ โดยมีนายธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้สมัคร สส.เขต 18 หนองจอก-มีนบุรี-ลาดกระบัง นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้สมัคร สส.เขต 31 ทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน และนายนฤพล เลิศปัญญาโรจน์ ผู้สมัคร สส.เขต 27 บางขุนเทียน-บางบอน (เฉพาะแสมดำ) เป็นสามท่านแรกที่เดินทางมาถึง

นายธีรัจชัยได้กล่าวถึงความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยเน้นย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเลือกอนาคตของประเทศและเลือกรัฐบาลที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง

นายอนุสรณ์ กล่าวเสริมถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน โดยตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤตต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ และเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของประเทศ จึงขอให้ประชาชนเลือกอย่างเด็ดขาด

ความตั้งใจของผู้สมัคร สส.

นายนฤพล ได้แสดงความตั้งใจที่จะพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

ตามกำหนดการ ปชน. จัดรถเมล์ EV สีส้ม ขนผู้สมัคร สส.กทม. ทั้ง 33 เขตไปรวมตัวกันที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นผู้นำในการเดินทางครั้งนี้ การรวมตัวของผู้สมัคร สส.ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพและความสามัคคีของพรรคประชาชน

การที่พรรคประชาชนเลือกใช้รถเมล์ EV สีส้มในการขนส่งผู้สมัคร สส. ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างความโดดเด่นและเป็นที่สนใจ แต่ยังเป็นการสื่อสารไปยังประชาชนถึงนโยบายและวิสัยทัศน์ของพรรคในการให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

สรุปแล้ว การที่ ปชน. จัดรถเมล์ EV สีส้ม ขนผู้สมัคร สส.กทม. ไปลงสมัครรับเลือกตั้ง ถือเป็นการเปิดตัวที่น่าสนใจและแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคในการเข้าสู่สนามเลือกตั้งอย่างเต็มตัว การใช้รถเมล์ EV ยังเป็นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของพรรคอีกด้วย

ที่มา – ปชน. จัดรถเมล์ EV สีส้ม ขนผู้สมัคร สส.กทม. 33 คน ไปลงสมัคร สส.เขต

ไอซ์ รักชนก ท้าชน! หน้าพรรคภูมิใจไทย ชลบุรี

“ไอซ์ รักชนก” เย้ยถึงถิ่น! อัดคลิปหน้าพรรคภูมิใจไทย ชลบุรี บอกมาถึงแล้ว แขวนเพจข่าว หลังโพสต์ระดมพลขับไล่ ยกมือไหว้ บอก “อย่าทำหนูเลย หนูกลัวแล้ว” ตื่นเต้นจะได้เจอ “พี่เฮ้ง”

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา น.ส.รักชนก ศรีนอก ว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ทำการโพสต์คลิปวิดีโอลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นภาพขณะเช็กอินอยู่ที่หน้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทย จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีป้ายรูปภาพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรากฏอยู่

ทั้งนี้ น.ส.รักชนก ได้กล่าวในคลิปวิดีโอ พร้อมทั้งลงภาพโพสต์แขวนเพจข่าวที่ทำการระดมพลเพื่อขับไล่เธอว่า

“ตอนนี้มาถึงชลบุรีแล้วนะคะทุกคน รอไปจับเบอร์กับว่าที่ผู้สมัคร สส. ทั้ง 10 เขตเลือกตั้ง วันนี้มาเช็กอินที่นี่ค่ะ เขาบอกว่าเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญของชลบุรีเลยทีเดียว ก็สวัสดีท่านรองนายกฯ และท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะคะ พรุ่งนี้อาจจะมีโอกาสได้เจอกัน เพราะว่ารอบนี้พี่เฮ้งลงสมัคร สส. แบบเขต เอ๊ะ ได้ข่าวมาว่าอาจจะมีการระดมพลให้คนออกมาทำการขับไล่ดิฉันด้วย ก็รู้สึกกลัวขึ้นมาแล้วค่ะ ตอนนี้เพจข่าวในชลบุรีเริ่มทำการระดมพลขับไล่รักชนกแล้ว กลัวมากเลยค่ะ พี่อย่าทำหนูเลย หนูกลัวแล้วจริง ๆ กลัวมาก แค่มาช่วยเพื่อนจับเบอร์เฉย ๆ เอง”

ไอซ์ รักชนก กับการเยือนพรรคภูมิใจไทย ชลบุรี

การปรากฏตัวของ ไอซ์ รักชนก ในครั้งนี้ สร้างความฮือฮาในโลกโซเชียลเป็นอย่างมาก หลายคนต่างจับจ้องถึงเหตุผลและเบื้องหลังการเดินทางมายังจังหวัดชลบุรีของเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เธอได้กล่าวถึงการระดมพลเพื่อขับไล่ตนเอง ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าสถานการณ์ทางการเมืองในพื้นที่นั้นเป็นอย่างไร

ไอซ์ รักชนก กลัวจริงหรือแค่สร้างกระแส?

ท่าทีที่แสดงออกถึงความหวาดกลัวของ ไอซ์ รักชนก ก็เป็นอีกประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ บางส่วนมองว่าเป็นเพียงการสร้างกระแสเพื่อดึงดูดความสนใจ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งเชื่อว่าเธออาจจะรู้สึกกังวลใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ ทั้งนี้ การระดมพลเพื่อขับไล่ทางการเมืองถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามอง และสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่

อย่างไรก็ตาม การเดินทางมายังพรรคภูมิใจไทย ชลบุรี ของ ไอซ์ รักชนก ในครั้งนี้ ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ และอาจส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองในพื้นที่ดังกล่าวได้ในอนาคต

การเมืองไทยนั้นเต็มไปด้วยสีสันและการเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาได้ยาก การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของนักการเมืองแต่ละคนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจถึงทิศทางและอนาคตของประเทศได้

ที่มา – “ ไอซ์ รักชนก” เย้ยถึงถิ่น อัดคลิปหน้าพรรคภูมิใจไทย ชลบุรี บอกตื่นเต้นจะได้เจอ “พี่เฮ้ง”