วัน: 31 ธันวาคม 2025

ใครจะคว้าชัยในปี 2026?: ทำนายกันเลย!

อีกหนึ่งปีของวงการฟุตบอลได้ผ่านพ้นไปแล้ว และถึงเวลาที่จะต้องมองไปข้างหน้าสู่ปี 2026!

พรีเมียร์ลีกจะปิดฉากลงในเดือนพฤษภาคม โดย อาร์เซนอล ตั้งเป้าที่จะคว้าแชมป์แรกในรอบกว่าสองทศวรรษ – แต่ “ปืนใหญ่” จะสามารถทำสำเร็จได้หรือไม่?

สโมสรจากอังกฤษจะสามารถครองแชมป์ยุโรปได้หรือไม่? แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล, เชลซี, อาร์เซนอล และ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ต่างก็มุ่งมั่นที่จะผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย

การครองความยิ่งใหญ่ของ เชลซี ในศึกวีเมนส์ ซูเปอร์ลีก ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้วหรือยัง? แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การนำของ Andree Jeglertz กำลังนำเป็นจ่าฝูงในการแข่งขันชิงแชมป์ที่น่าตื่นเต้น

ฟุตบอลโลกที่ขยายเป็น 48 ทีม พร้อมด้วยรอบ 32 ทีมเป็นครั้งแรก ยิ่งใหญ่กว่าที่เคย – แต่ใครจะเป็นผู้ชนะ?

นอกจากนี้ เราจะได้รู้ผลผู้ชนะในศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกหญิง บัลลงดอร์ และสกอตติช พรีเมียร์ชิพ ด้วยเช่นกัน

ถึงเวลาของคุณแล้ว! มาร่วมทำนายว่าใครจะเป็นผู้คว้าถ้วยรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทั้งในระดับประเทศและระดับโลกในปี 2026 มาดูกันว่าใครจะแม่นที่สุดในการทำนายว่า ใครจะคว้าชัยในปี 2026?

มาร่วมสนุกและแสดงความคิดเห็นกันว่าทีมไหนหรือนักเตะคนใดที่คุณคิดว่าจะสร้างชื่อเสียงและคว้าชัยชนะในปี 2026 ที่กำลังจะมาถึงนี้

ใครจะคว้าชัยในปี 2026?

ทำนายแชมป์พรีเมียร์ลีก: ใครจะคว้าชัยในปี 2026?

การแข่งขันพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้าคาดว่าจะดุเดือดเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม ด้วยการเสริมทัพของแต่ละทีมและการขับเคี่ยวเพื่อแย่งชิงพื้นที่ยุโรป ใครจะเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดและสามารถยืนระยะจนคว้าแชมป์ได้? แมนเชสเตอร์ ซิตี้จะยังคงรักษาความยิ่งใหญ่ไว้ได้หรือไม่ หรืออาร์เซนอลจะกลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้ง หรืออาจจะมีทีมเซอร์ไพรส์โผล่ขึ้นมา?

ทำนายแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก: มหาอำนาจลูกหนังทีมใดจะคว้าชัยในปี 2026?

ในเวทียุโรปนั้น การแข่งขันก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน บรรดาทีมชั้นนำจากทั่วยุโรปต่างก็ต้องการที่จะคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกมาครอง เรอัล มาดริดจะยังคงเป็นทีมที่น่ากลัวเสมอ บาเยิร์น มิวนิคก็พร้อมที่จะทวงความยิ่งใหญ่กลับคืนมา ส่วนทีมจากอังกฤษก็มีศักยภาพที่จะสอดแทรกขึ้นมาได้เช่นกัน คุณคิดว่าทีมใดจะมีโอกาสมากที่สุด?

ทำนายแชมป์วีเมนส์ ซูเปอร์ลีก: ศึกชิงจ้าวลูกหนังหญิง ใครจะคว้าชัยในปี 2026?

วีเมนส์ ซูเปอร์ลีกกำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และการแข่งขันก็ทวีความเข้มข้นขึ้นทุกปี เชลซีจะยังคงเป็นทีมที่แข็งแกร่ง แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี้และทีมอื่นๆ ก็พร้อมที่จะท้าทายบัลลังก์ คุณคิดว่าทีมใดจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์ได้?

ทำนายแชมป์ฟุตบอลโลก: ประเทศใดจะคว้าชัยในปี 2026?

ฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดขึ้นในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก จะเป็นการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยจำนวนทีมที่เพิ่มขึ้นเป็น 48 ทีม โอกาสในการสร้างเซอร์ไพรส์ก็มีมากขึ้นเช่นกัน บราซิล อาร์เจนตินา ฝรั่งเศส และทีมอื่นๆ ต่างก็เป็นตัวเต็ง แต่ก็มีหลายทีมที่พร้อมจะสร้างปรากฏการณ์ คุณคิดว่าชาติใดจะเป็นแชมป์โลก?

นอกจากการทำนายแชมป์รายการใหญ่ต่างๆ แล้ว อย่าลืมจับตาดูการพัฒนาของนักเตะดาวรุ่งและทีมชาติที่น่าสนใจ เพราะพวกเขาอาจจะกลายเป็นกำลังสำคัญในการแข่งขัน ใครจะคว้าชัยในปี 2026?

ดังนั้น อย่ารอช้า! มาร่วมแสดงความคิดเห็นและทำนายผลการแข่งขันต่างๆ ในปี 2026 กันได้เลย!

การทำนายผลการแข่งขันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสนุกในโลกฟุตบอล สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการได้ร่วมเชียร์ทีมโปรดและสนุกไปกับเกมการแข่งขัน

ที่มา – Who will win what in 2026? Make your predictions

ทภ.1 แจงจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนสระแก้ว

กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงการจัดระเบียบพื้นที่ในเขตอธิปไตยไทย 3 หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว บริเวณ 3 หมู่บ้าน “คลองแผง-หนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” ซึ่งเป็นเขตอธิปไตยไทย เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย และปกป้องความมั่นคง ปลอดภัยของประชาชน

วันที่ 31 ธันวาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงเกี่ยวกับการปฏิบัติของฝ่ายไทยในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา จ.สระแก้ว โดยยืนยันว่า การดำเนินการของกองทัพภาคที่ 1 เป็นไปด้วยความรอบคอบ ยึดหลักความถูกต้อง และความรับผิดชอบต่อความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสำคัญ

โดยพื้นที่บริเวณ บ้านคลองแผง บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นพื้นที่ในอธิปไตยของประเทศไทยมาโดยตลอด

ภายหลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบภายในประเทศกัมพูชาในอดีต ฝ่ายไทยได้เปิดพื้นที่ดังกล่าวให้ประชาชนจากประเทศกัมพูชาเข้ามาพักพิงชั่วคราวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม รวมถึงการอำนวยความสะดวกให้หน่วยงานระหว่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม อันสะท้อนให้เห็นถึงบริบทของพื้นที่ในช่วงเวลาดังกล่าวว่าเป็นการรองรับด้านมนุษยธรรม มิใช่การโอนอำนาจหรือสิทธิใด ๆ ในพื้นที่

โดยต่อมา เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ฝ่ายไทยได้ตรวจพบว่าในพื้นที่ดังกล่าว มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในลักษณะเป็นที่ทำการของส่วนราชการของฝ่ายกัมพูชา รวมถึงการปรากฏตัวของกำลังติดอาวุธ และหน่วยรักษาความมั่นคงของกัมพูชา เข้ามาประจำการในพื้นที่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่จากเดิมที่เป็นการพักพิงด้านมนุษยธรรม ไปสู่ลักษณะที่กระทบต่อความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศ

การเข้าดำเนินการของกองทัพภาคที่ 1 ในการจัดระเบียบพื้นที่ในเขตอธิปไตยไทย 3 หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว รวมถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบางส่วน จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามความจำเป็น เพื่อฟื้นฟูให้เกิดความสงบเรียบร้อย ป้องกันการใช้พื้นที่ในลักษณะที่กระทบต่อความมั่นคง และยืนยันการดูแลพื้นที่ชายแดนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐไทย โดยมิได้มีเป้าหมายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ และยังคงคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง

กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่า ฝ่ายไทยไม่มีนโยบายรุกล้ำอธิปไตยของประเทศใด และการปฏิบัติทุกขั้นตอนเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสำคัญ

กองทัพภาคที่ 1 ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า การปฏิบัติภารกิจของกำลังพลเป็นไปด้วยความโปร่งใส รอบคอบ และตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงในพื้นที่ พร้อมยืนหยัดในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและความสงบสุขของประชาชนอย่างเต็มกำลัง

ทภ.1 ชี้แจงการจัดระเบียบพื้นที่ในเขตอธิปไตยไทย 3 หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว

ความสำคัญของการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน

การจัดระเบียบพื้นที่ในเขตอธิปไตยไทย 3 หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว ไม่ได้เป็นเพียงแค่การดำเนินการทางทหาร แต่เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของประชาชน การที่กองทัพภาคที่ 1 ออกมาชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคม

การดำเนินการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนมีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ การรักษาความสงบเรียบร้อยและการป้องกันการใช้พื้นที่ในทางที่ผิดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

นอกจากนี้ การจัดระเบียบพื้นที่ยังส่งผลดีต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน ทำให้พวกเขามีความมั่นใจในความปลอดภัยและได้รับการปกป้องจากภัยคุกคามต่างๆ การที่กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่าจะคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมในการดำเนินการ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจต่อประชาชน

การแก้ไขปัญหาความไม่สงบตามแนวชายแดนนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การสร้างความเข้าใจและการสื่อสารที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันถึงความจำเป็นในการดำเนินการและร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

การที่กองทัพภาคที่ 1 ออกมาชี้แจงข้อมูลอย่างละเอียด ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจให้กับประชาชน หวังว่าการดำเนินการครั้งนี้จะนำมาซึ่งความสงบสุขและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

การรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่แค่ของทหารหรือรัฐบาล เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัย หากเราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาชาติ เราก็จะสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง

ที่มา – ทภ.1 ชี้แจงการจัดระเบียบพื้นที่ในเขตอธิปไตยไทย 3 หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว

เลือกตั้งเมียนมาเฟสแรกเงียบเหงา ผู้ใช้สิทธิ 52%

การเลือกตั้งเฟสแรกในเมียนมาภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารเพิ่งผ่านพ้นไป ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าที่ควร เมื่อมีผู้มาใช้สิทธิเพียง 52% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเงียบเหงาและจำนวนผู้เข้าร่วมที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งในยุคของนางอองซานซูจี

เลือกตั้งเมียนมาเฟสแรกเงียบเหงา ผู้ใช้สิทธิ 52% ต่ำกว่ายุค “ซูจี”

รัฐบาลภายใต้สภาบริหารแห่งรัฐของเมียนมาได้ออกมาเปิดเผยว่า มีผู้มาใช้สิทธิเพียง 52.13% ในการเลือกตั้งเมียนมาเฟสแรกเงียบเหงา ผู้ใช้สิทธิ 52% ซึ่งคิดเป็นจำนวนกว่า 6 ล้านคน จากผู้มีสิทธิทั้งหมดใน 102 อำเภอ ตัวเลขนี้ถือว่าต่ำกว่าการเลือกตั้งสองครั้งก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม พลตรี ซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหาร กลับระบุว่าอัตราการมาใช้สิทธิดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ และยังเปรียบเทียบว่าในบางประเทศพัฒนาแล้วก็มีอัตราผู้มาใช้สิทธิต่ำกว่า 50% เสียอีก

โฆษกรัฐบาลทหารเมียนมาได้เปิดเผยรายงานผลการเลือกตั้งเมียนมาเฟสแรกเงียบเหงา ผู้ใช้สิทธิ 52% ที่จัดขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงเล็กน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นสถิติที่ต่ำกว่าการเลือกตั้งสองครั้งล่าสุดอย่างเห็นได้ชัดเจน

ทำไมการเลือกตั้งครั้งนี้ถึงเงียบเหงา?

ปัจจัยหลายอย่างอาจส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร สถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่ การขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้ง ตลอดจนการที่พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลทหารไม่มีโอกาสเข้าร่วม ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากตัดสินใจไม่ไปใช้สิทธิ

พลตรี ซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหาร แถลงผ่านสื่อของรัฐว่า ในการลงคะแนนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (28 ธ.ค.) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 102 อำเภอ มีประชาชนมาใช้สิทธิ์กว่า 6 ล้านคน หรือคิดเป็น 52.13% ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด

แม้ตัวเลขจะดูน้อยลง แต่โฆษกรัฐบาลทหารกลับยืนยันว่าตัวเลขนี้เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ โดยกล่าวอ้างว่า “แม้แต่ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้ว ก็ยังมีสถานการณ์ที่ผู้มาใช้สิทธิไม่เกิน 50%” ซึ่งหากเปรียบเทียบกับสถิติจากการเลือกตั้งปี 2015 และ 2020 ในยุคของนางอองซาน ซูจี พบว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์สูงถึงประมาณ 70%

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การก่อรัฐประหารในปี 2021 และเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะสงครามกลางเมืองที่ยังดุเดือด โดยจะมีการเลือกตั้งรอบต่อไปในวันที่ 11 และ 25 มกราคมนี้ ครอบคลุม 265 เขตจากทั้งหมด 330 เขต เฉพาะพื้นที่ที่รัฐบาลทหารยังพอควบคุมได้

พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งมีแกนนำเป็นอดีตนายพลและมีความใกล้ชิดกับกองทัพ ได้รับการคาดหมายว่าจะได้รับชัยชนะและกลับมาครองอำนาจ ขณะที่นางอองซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพยังคงถูกคุมขัง และพรรคพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของเธอถูกประกาศยุบพรรคไปแล้ว

องค์การสหประชาชาติ (UN) พร้อมด้วยประเทศตะวันตกและกลุ่มสิทธิมนุษยชน ต่างประสานเสียงว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ “ไม่มีความเสรี เป็นธรรม หรือน่าเชื่อถือ” เนื่องจากพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลทหารไม่มีโอกาสได้ลงแข่ง และกฎหมายของรัฐบาลทหารยังระบุว่าการวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

ขณะที่เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งที่เสรี (ANFREL) ตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายการเลือกตั้งที่ร่างขึ้นโดยรัฐบาลทหารชุดนี้ ไม่มีการระบุเกณฑ์ขั้นต่ำ ของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ไว้ ทำให้ไม่ว่าคนจะออกมาใช้สิทธิน้อยเพียงใด การเลือกตั้งครั้งนี้ก็จะถูกอ้างว่ามีความชอบธรรมตามกฎหมายที่พวกเขาเขียนขึ้นเอง.

ผลการเลือกตั้งเมียนมาเฟสแรกเงียบเหงา ผู้ใช้สิทธิ 52% นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหาร และความจำเป็นในการสร้างกระบวนการทางการเมืองที่มีส่วนร่วมและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่ายในเมียนมา การที่ประชาชนไม่มั่นใจและไม่เข้าร่วมในการเลือกตั้งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงปัญหาที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ และรัฐบาลทหารจะต้องพิจารณาถึงแนวทางแก้ไขอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำพาประเทศไปสู่ความสงบสุขอย่างยั่งยืน

ที่มา – รัฐบาลทหารเมียนมาเผย เลือกตั้งเฟสแรกเงียบเหงา คนใช้สิทธิ 52% ต่ำกว่ายุค “ซูจี”

โคราชดับ 13 ศพ! ไข้หูดับ อาการและการป้องกัน

น่าตกใจ! โคราชพบผู้เสียชีวิตจาก “ไข้หูดับ” แล้วถึง 13 ราย สาธารณสุขเตือนประชาชนให้ระมัดระวังในช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมเผยอาการป่วยและวิธีการป้องกันโรคอย่างละเอียด

ไข้หูดับ: โคราชเสียชีวิตแล้ว 13 ศพ

สถานการณ์ “ไข้หูดับ” ในจังหวัดนครราชสีมาน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา (สสจ.นครราชสีมา) ระบุว่า พบผู้ป่วยโรค“ไข้หูดับ” สะสมแล้วถึง 93 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 13 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2566) ทำให้โคราชกลายเป็นจังหวัดที่มีผู้ป่วยโรคนี้มากที่สุดในประเทศ

นพ.วิชาญ คิดเห็น สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา ได้ออกมาเตือนประชาชนผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ “สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา” ให้เพิ่มความระมัดระวังในการบริโภคเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์จากหมู โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่มักมีการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์

ทำความรู้จักกับ “ไข้หูดับ”

โรค “ไข้หูดับ” มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Streptococcus suis ซึ่งพบได้ในทางเดินหายใจและเลือดของหมูที่ป่วย โรคนี้สามารถติดต่อสู่คนได้ 2 ทางหลักๆ คือ

  • การบริโภคเนื้อหมูและเลือดหมูที่ไม่สุก: โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารประเภทลาบเลือดดิบ ก้อยดิบ แหนมหมูดิบ หรือเนื้อหมูกระทะที่ปรุงไม่สุกดี
  • การสัมผัสกับหมูที่ติดเชื้อ: เชื้อแบคทีเรียสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผล รอยขีดข่วน หรือเยื่อบุตา

หลังจากได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการแสดงภายใน 1-14 วัน โดยอาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ไข้สูง
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
  • เวียนศีรษะจนทรงตัวไม่ได้
  • อาเจียน
  • คอแข็ง

หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เชื้ออาจลุกลามไปยังระบบประสาท ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หูหนวกถาวร หรือเสียชีวิตได้

วิธีป้องกันโรคไข้หูดับ

เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคไข้หูดับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมาแนะนำให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อหมู เลือด และเครื่องในหมูที่ไม่สุก: ควรปรุงอาหารให้สุกทั่วถึงเสมอ
  2. แยกอุปกรณ์ทำครัว: ใช้เขียงและมีดสำหรับหั่นเนื้อหมูดิบและผักแยกกัน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อ
  3. เลือกซื้อเนื้อหมูจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ควรเลือกซื้อเนื้อหมูจากร้านค้าที่ได้มาตรฐานและมีการตรวจสอบคุณภาพ
  4. ระมัดระวังในการรับประทานหมูกระทะ: แยกตะเกียบสำหรับคีบเนื้อหมูดิบและเนื้อหมูที่สุกแล้ว
  5. ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับหมู: หลังจากการทำงาน ควรอาบน้ำและทำความสะอาดร่างกายทันที

ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ขอให้ทุกคนระมัดระวังในการบริโภคอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีส่วนผสมของเนื้อหมู เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรค “ไข้หูดับ” และรักษาสุขภาพให้แข็งแรงตลอดช่วงเวลาแห่งความสุข

การตระหนักถึงอันตรายและปฏิบัติตามคำแนะนำในการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ “ไข้หูดับ” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าลืมใส่ใจสุขภาพของตัวเองและคนที่คุณรักเสมอนะคะ

ที่มา – โคราชพบผู้เสียชีวิตจาก “ไข้หูดับ” แล้ว 13 ศพ เช็กอาการป่วย แนะวิธีการป้องกัน

ช่องจอมไม่คึกคัก! นักท่องเที่ยวไม่มั่นใจ

วันสิ้นปีที่เงียบเหงา… สถานการณ์ที่ตลาดชายแดนช่องจอมไม่คึกคัก นักท่องเที่ยวและประชาชนยังคงไม่มั่นใจในสถานการณ์ แม้ว่าจะผ่านพ้นช่วงเวลาหยุดยิง 72 ชั่วโมงไปแล้วก็ตาม

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานสถานการณ์จากตลาดการค้าชายแดนช่องจอม ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ พบว่ามีประชาชนเดินทางมาเลือกซื้อสินค้าสดต่างๆ เพื่อเตรียมนำไปประกอบอาหารสำหรับฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันมากขึ้น ทำให้บรรยากาศร้านค้าขายของสด ทั้งพืชผัก เนื้อสัตว์ และอาหารทะเล บริเวณตลาดการค้าชายแดนช่องจอมมีความคึกคักกว่าเดิม แม้จะไม่หนาตาเท่าช่วงเทศกาลที่ผ่านมา หรือคิดเป็นประมาณ 20% ของจำนวนประชาชนที่เดินทางมาซื้อสินค้าในช่วงเทศกาลต่างๆ ที่ผ่านมา

สถานการณ์เช่นนี้ อย่างน้อยก็ทำให้พ่อค้าแม่ค้าชายแดนพอจะลืมตาอ้าปากได้บ้าง มีรายได้เข้ากระเป๋าพอให้ได้จับจ่ายใช้สอย แม้ว่าจะยังไม่กล้าซื้อสินค้ามาตุนไว้ขายมากนัก ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่น่าไว้วางใจ โดยเฉพาะหลังจากครบกำหนดเวลาหยุดยิง 72 ชั่วโมง เมื่อช่วงเที่ยงของวันก่อนหน้า และล่วงเลยมาเกือบ 24 ชั่วโมงของอีกวัน ซึ่งยังคงไร้เสียงปืนอยู่ในขณะนี้

บรรยากาศตลาดชายแดนช่องจอม

โดยปกติแล้วในช่วงเทศกาลต่างๆ จะมีประชาชนที่เดินทางกลับมาจากต่างจังหวัดจำนวนมากเพื่อมาซื้อสินค้าที่ตลาดการค้าชายแดนช่องจอม แต่สาเหตุที่ปีนี้มีคนเข้ามาน้อยลงเนื่องจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์และความปลอดภัย ทำให้หลายคนไม่กล้าเดินทางกลับมาฉลองปีใหม่ที่บ้านเกิด และต่างรอให้สถานการณ์สงบลงก่อน แต่ก็ยังมีบางส่วนที่เดินทางกลับมาเยี่ยมครอบครัว ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก ทำให้หมู่บ้านและชุมชนในพื้นที่ชายแดนเงียบเหงาและไม่คึกคักเท่าที่ควร รวมไปถึงนักท่องเที่ยวที่แทบจะไม่มีเลย

นายบุญตรี โพธิ์เงิน พ่อค้าขายไข่ในตลาดการค้าชายแดนช่องจอม ได้กล่าวว่า บรรยากาศวันสิ้นปีนั้นเงียบเหงามาก ตนเองได้นำสินค้ามาลงขายบ้าง แต่ก็ยังไม่มีลูกค้ามากนัก ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ คนในชุมชน และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่ไม่กล้าเข้ามา เนื่องจากกลัวว่าจะเกิดการยิงกันรอบที่ 3 และไม่เชื่อใจประเทศเพื่อนบ้าน นายบุญตรีกล่าวว่าตนเองหยุดขายตั้งแต่เริ่มมีการยิงกันครั้งแรก

หลังจากนั้นมา การขายก็ไม่ค่อยดีจนถึงปัจจุบัน ทำให้ต้องลดปริมาณสินค้าที่นำมาขายลง ตอนนี้มีคนมาซื้อของประมาณ 20% เท่านั้น ส่วนนักท่องเที่ยวแทบจะไม่มีเลย คนที่เดินทางกลับบ้านเกิดในช่วงปีใหม่ก็ยังไม่เห็นใคร ส่วนทหารไทยนั้นสุดยอดมากทุกนาย นายบุญตรีกล่าวพร้อมทั้งแสดงความชื่นชมในหัวใจและความเสียสละของทหารที่รักษาแผ่นดินไทยไว้ได้ พร้อมทั้งกล่าวว่าไทยเรามีโอกาสที่จะได้ดินแดนคืนมาทั้งหมด เนื่องจากกัมพูชารุกล้ำมาหลายปีแล้ว จึงไม่อยากให้ยอมแพ้ และขอบคุณทหารไทยทุกคน

ตลาดชายแดนช่องจอมไม่คึกคักเพราะอะไร?

ความไม่มั่นใจในสถานการณ์ส่งผลกระทบต่อตลาดชายแดนช่องจอม

ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดชายแดนช่องจอมไม่คึกคักเหมือนแต่ก่อนคือความไม่มั่นใจในสถานการณ์ชายแดน แม้จะมีการหยุดยิงแล้ว แต่ความกังวลเรื่องความปลอดภัยยังคงอยู่ ทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการเดินทางมายังพื้นที่เสี่ยง

  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น
  • จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง
  • ความกังวลของประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบ เช่น สภาพเศรษฐกิจโดยรวม และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค แต่ความไม่มั่นใจในสถานการณ์ชายแดนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้บรรยากาศในตลาดชายแดนช่องจอมไม่คึกคักเหมือนในอดีต

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคงชายแดน การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรยากาศของตลาดชายแดนช่องจอมให้กลับมาคึกคักดังเดิม

ในฐานะที่เราเป็นคนไทยคนหนึ่ง เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและส่งเสริมให้สถานการณ์ชายแดนกลับมาสงบสุขได้ โดยการให้กำลังใจและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ การเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย

ที่มา – ตลาดชายแดนช่องจอมไม่คึกคัก นักท่องเที่ยวไม่มั่นใจ แม้ผ่านหยุดยิงแล้ว 72 ชั่วโมง

“ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส

“ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส เชื่อ “พลภูมิ” จะได้กลับมา

ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง “ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส โดยเชื่อมั่นว่า “พลภูมิ” จะกลับมาเป็น ส.ส. อีกครั้ง พร้อมเน้นย้ำถึงนโยบายที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่สดใสกว่าเดิม

“ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรค นำทีมลงพื้นที่หาเสียงในเขต 14 และ 15 กรุงเทพมหานคร โดยมีนายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 15 และนายพงศกร รัตนเรืองวัฒนา ผู้สมัคร ส.ส. เขต 14 ร่วมขบวน

บรรยากาศการหาเสียงเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและสะท้อนปัญหาต่างๆ ที่พวกเขาเผชิญ โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความต้องการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และโครงการหวยเกษียณที่ช่วยสร้างความมั่นคงในชีวิตบั้นปลาย

นายยศชนันกล่าวว่า เขตนี้เบอร์ 6 พรรคเพื่อไทยเบอร์ 9 และปีหน้า 69 ต้องเลือกทั้งคนทั้งพรรค ขออย่าเลือกผิด นอกจากนี้ยังได้ทดลองปิ้งหมูร่วมกับแม่ค้า และไหว้พระสงฆ์ที่มาบิณฑบาต

นโยบายเพื่อปากท้องและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายยศชนันเน้นย้ำว่า นายพลภูมิไม่เคยทิ้งประชาชน และมั่นใจว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีกครั้ง เขากล่าวว่า สิ่งที่สำคญคือการส่งมอบนโยบายที่ถูกต้องให้กับคนในพื้นที่ โดยเฉพาะเรื่องปัญหาปากท้อง หนี้สิน และความต้องการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

นโยบายที่พรรคเพื่อไทยจะผลักดัน ได้แก่ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย รถเมล์แอร์ 10 บาท ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3.70 บาท โดยการนำระบบไฟฟ้าพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์ กลับมาใช้ เพื่อลดค่าไฟฟ้าอย่างยั่งยืน รวมถึงโครงการหวยเกษียณที่จะสร้างการออมเงินเพื่อใช้ในวัยเกษียณ

นายพลภูมิกล่าวเสริมว่า เขามีความมั่นใจที่จะชนะการเลือกตั้งในพื้นที่ของตนเอง เพราะตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เขาได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และประชาชนได้เห็นถึงความตั้งใจในการทำงานของเขา

“ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส โดยกล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อยากให้มีการเลือกตั้งแบบแฟร์ว่า สิ่งสำคัญคือต้องมองไปข้างหน้า มองที่ประเทศ มองที่ประชาชนที่เดือดร้อน ปีหน้าเป็นปีแห่งโอกาสที่จะให้ของขวัญกับประชาชนเป็นนโยบายที่ทำให้เขาได้ใช้ชีวิตกลับขึ้นมาอีกครั้ง

นายจุลพันธ์กล่าวถึงเรื่องการทุจริตการเลือกตั้งว่า พรรคเพื่อไทยได้ตั้งกองตรวจสอบเหตุทุจริตการเลือกตั้ง โดยมีนายชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นหัวหน้าทีม เพราะพรรคเพื่อไทยถูกกระทำมาหลายครั้ง และเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ก็อาจจะมีการทุจริตเกิดขึ้น

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย มาร่วมกันตัดสินใจ เลือกคนที่ใช่ พรรคที่ชอบ เพื่อสร้างสรรค์ประเทศไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนทุกคนจะได้ร่วมกันกำหนดอนาคตของประเทศ และพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์สังคมไทยให้ดีขึ้น

ที่มา – “ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส เชื่อ “พลภูมิ” จะได้กลับมา

รถไฟมาชูปิกชูชน ดับ1 เจ็บ40 นักท่องเที่ยวติดค้าง

เกิดอุบัติเหตุสุดสลด รถไฟท่องเที่ยวมาชูปิกชูชนประสานงา บนเส้นทางรถไฟมุ่งหน้าสู่มาชูปิกชู เมืองโบราณชื่อดังของเปรู เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บกว่า 40 ราย รวมถึงนักท่องเที่ยวจำนวนมากยังติดค้างอยู่ในพื้นที่

อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นบนเส้นทางรถไฟที่คดเคี้ยวและทุรกันดาร ทำให้การเข้าถึงจุดเกิดเหตุเป็นไปด้วยความยากลำบาก เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งลำเลียงผู้บาดเจ็บไปยังโรงพยาบาลในเมืองกุสโกเป็นการด่วน ท่ามกลางความกังวลของผู้ที่รอคอยความช่วยเหลือ

รถไฟท่องเที่ยวมาชูปิกชูชนประสานงา

แรงกระแทกจากการชนประสานงา ส่งผลให้พนักงานขับรถไฟเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 40 ราย ในจำนวนนี้มีผู้บาดเจ็บสาหัสถึง 20 ราย สถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศเปรูได้ยืนยันว่ามีพลเมืองอเมริกันได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

สื่อท้องถิ่นรายงานว่ามีนักท่องเที่ยวหลายร้อยคนยังคงติดค้างอยู่ในบริเวณจุดเกิดเหตุ และกำลังรอคอยการอพยพออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากภูมิประเทศที่เป็นหุบเขาสูงชัน การเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุต้องใช้เวลาราว 90 นาทีโดยรถไฟ รถไฟทั้งสองขบวนที่ประสบอุบัติเหตุอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทเปรูเรลและอินคาเรล

สาเหตุของ รถไฟท่องเที่ยวมาชูปิกชูชนประสานงา ยังไม่ชัดเจน

ถึงแม้ว่าสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุรถไฟท่องเที่ยวมาชูปิกชูชนประสานงา ในครั้งนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างผู้ให้บริการขนส่งไปยังมาชูปิกชู โดยชุมชนท้องถิ่นได้ออกมาแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับกระบวนการประมูลสัมปทานที่ไม่โปร่งใส

มาชูปิกชู หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ตั้งตระหง่านอยู่บนเทือกเขาแอนดิส การเดินทางไปยังมาชูปิกชูสามารถทำได้โดยการนั่งรถไฟและต่อรถบัส หรือเดินเท้าผ่านเส้นทางอินคาเทรลเท่านั้น ทำให้ธุรกิจขนส่งในแถบนี้มีการแข่งขันสูงมาก ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการท่องเที่ยวที่มากเกินไปในปัจจุบัน

อุบัติเหตุรถไฟท่องเที่ยวมาชูปิกชูชนประสานงา ครั้งนี้นับเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้า และตอกย้ำถึงความสำคัญของการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในการขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีภูมิประเทศทุรกันดารและมีนักท่องเที่ยวเดินทางเป็นจำนวนมาก เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างละเอียด และนำไปสู่การปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – รถไฟท่องเที่ยวมาชูปิกชูชนประสานงา ดับ 1 เจ็บกว่า 40 ราย นักท่องเที่ยวนับร้อยติดค้าง

“ฮุน มาเนต” เยี่ยมทหารชายแดนให้กำลังใจ!

“ฮุน มาเนต” พร้อมภริยา ไปเยี่ยมให้กำลังใจทหาร-ตร.บาดเจ็บจากการสู้รบตามแนวชายแดน ซึ่งถูกส่งตัวไปรักษาต่อในกรุงพนมเปญ ยกย่องความกล้าหาญพร้อมขอบคุณทีมแพทย์

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา พร้อมด้วยนางเพชร จันมุนี ภริยา ได้เดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในสนามรบ ซึ่งถูกส่งตัวไปรับการรักษาต่อในโรงพยาบาลหลายแห่งในกรุงพนมเปญ การไปเยี่ยมให้กำลังใจครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจของรัฐบาลกัมพูชาต่อผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ

นายกฯ กัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุว่า ตัวเขาและภริยาได้เข้าเยี่ยมเพื่อส่งกำลังใจแก่ทหารและตำรวจผู้กล้าหาญ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปกป้องประเทศ และขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของทุกนาย ในภารกิจปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา การแสดงความขอบคุณนี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังอวยพรให้ทหารและตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บทุกนาย ฟื้นตัวโดยเร็ว มีสุขภาพแข็งแรง เพื่อจะได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่และกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวอีกครั้ง คำอวยพรนี้ แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีและความหวังดีของผู้นำประเทศต่อผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ

ขณะเดียวกัน ฮุน มาเนต ได้กล่าวขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ที่ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ในการดูแล เคลื่อนย้าย และรักษาทหาร–ตำรวจจากโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดน มายังสถานพยาบาลในกรุงพนมเปญด้วยความเอาใจใส่สูงสุด การขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ แสดงให้เห็นถึงการตระหนักถึงความสำคัญของทีมแพทย์ในการดูแลรักษาผู้บาดเจ็บ

การเยี่ยมครั้งนี้สะท้อนท่าทีของรัฐบาลกัมพูชาในการพยายามสร้างภาพให้ความสำคัญต่อสวัสดิภาพของกำลังพล หลังเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาที่เพิ่งยุติลง ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา

“ฮุน มาเนต” พร้อมภริยา ไปเยี่ยมให้กำลังใจทหาร-ตร.บาดเจ็บจากการสู้รบตามแนวชายแดน

การที่นายกรัฐมนตรี “ฮุน มาเนต” เดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจทหารและตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบตามแนวชายแดนนั้น ถือเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลกัมพูชาให้แก่กำลังพลและความมั่นคงของประเทศ

ทำไมการเยี่ยมให้กำลังใจของ “ฮุน มาเนต” จึงมีความสำคัญ?

  • แสดงความขอบคุณและความห่วงใย: การเดินทางไปเยี่ยม แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการเสียสละของทหารและตำรวจ
  • สร้างขวัญและกำลังใจ: การได้รับกำลังใจจากผู้นำประเทศ จะช่วยให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บมีกำลังใจในการรักษาตัวและกลับไปปฏิบัติหน้าที่
  • ส่งเสริมความสามัคคี: การเยี่ยมครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ

การให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของกำลังพล ไม่เพียงแต่เป็นการดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาวอีกด้วย การที่ทหารและตำรวจได้รับการดูแลเป็นอย่างดี จะทำให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่และปกป้องประเทศชาติอย่างเต็มที่

การที่ผู้นำประเทศลงพื้นที่ไปดูแลและให้กำลังใจทหารและตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บนั้น เป็นสิ่งที่ควรยกย่องและสนับสนุน เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความห่วงใยที่ผู้นำมีต่อประชาชนและประเทศชาติ และด้วยการสนับสนุนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เราจะสามารถสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมั่นคงได้

การที่ “ฮุน มาเนต” พร้อมภริยา ไปเยี่ยมให้กำลังใจทหาร-ตร.บาดเจ็บจากการสู้รบตามแนวชายแดน นับเป็นเรื่องที่ดีและควรได้รับการชื่นชม และเราหวังว่ากำลังพลทุกท่านจะหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว

ที่มา – “ฮุน มาเนต” พร้อมภริยา ไปเยี่ยมให้กำลังใจทหาร-ตร.บาดเจ็บจากการสู้รบตามแนวชายแดน

ยานยนต์ไทยรัฐ: รวมรถขับดีปี 2568 ที่ไม่ควรพลาด

ปี 2568 กำลังจะผ่านพ้นไป พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการยานยนต์ไทย หนึ่งในไฮไลท์สำคัญคือการมาของผู้เล่นรายใหม่จากจีน ที่นำเสนอรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) พร้อมราคาที่ดึงดูดใจ ทำให้ผู้บริโภคชาวไทยหันมาให้ความสนใจรถยนต์จากแดนมังกรมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของรถยนต์สันดาปภายในเองก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเช่นกัน GWM Tank 300 Diesel สามารถสร้างยอดขายแซงหน้าเจ้าตลาดเดิมที่อยู่ในช่วงท้ายของโมเดล ในขณะที่ Jaecoo 5EV เอสยูวีขนาดกะทัดรัด ก็สร้างความฮือฮาด้วยการส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมมอบค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเป็นของขวัญปีใหม่ ส่วน ORA Goodcat รถยนต์ไฟฟ้าขวัญใจมหาชน ก็ผลิตจนครบตามมาตรการ EV 3.0 ทำให้หลายคนกังวลว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้นหลังจากมาตรการสิ้นสุดลง

เมื่อภาครัฐประกาศให้มาตรการ EV 3.0 สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และเริ่มต้น EV 3.5 ในวันที่ 1 มกราคม หลายค่ายรถยนต์จึงต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ แล้วรถยนต์รุ่นไหนบ้างที่โดดเด่นและน่าสนใจในปี 2568 ที่ผ่านมา? วันนี้เราจะมาสรุปยานยนต์ไทยรัฐ: รวมรถขับดีปี 2568 ที่เราได้ทำการทดสอบกัน

ยานยนต์ไทยรัฐ: รวมรถขับดีปี 2568

Hyundai Santa Fe

Hyundai Santa Fe: หลายคนอาจจะไม่ชอบดีไซน์ไฟท้าย แต่สิ่งที่ Hyundai Santa Fe มอบให้คือช่วงล่างที่ปรับปรุงใหม่จนลงตัว ผสานกับความอเนกประสงค์ของพื้นที่ใช้สอย และเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร เทอร์โบ + ระบบไฮบริดที่เน้นการประหยัดน้ำมัน ทำให้ Santa Fe เป็นรถ SUV ที่ขับสนุกเกินคาด แม้จะเป็นรถทรงกล่องที่มีความสูง แต่ระบบกันสะเทือนสามารถจัดการอาการโคลงได้อย่างดีเยี่ยม

BMW X3 XDrive M50

BMW X3 XDrive M50: X3 รุ่นแรงที่ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบ รหัส B58B30M2 กลายเป็นจุดแข็งของรถ M Performance ด้วยฟิลลิ่งการขับขี่ที่เต็มไปด้วยพลังและจิตวิญญาณ เหมาะสำหรับคนที่ต้องเดินทางไกลและไม่ชอบการรอคิวชาร์จไฟ เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง เทอร์โบชาร์จ 3.0 ลิตร ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้มีกำลังรวมถึง 393 แรงม้า แรงบิด 580 นิวตันเมตร

Mercedes-Benz E-Class E220d AMG Line

Mercedes-Benz E-Class E220d AMG Line: รถซาลูนไซส์กลางสุดไฮเทคที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล Mercedes-Benz OM 654 ช่วยลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและการปล่อย CO2 ลง 13 เปอร์เซ็นต์ เทคโนโลยี Mild Hybrid 48 โวลต์ รองรับประสิทธิภาพรวมของฟังก์ชันไฮบริด ทำให้การสตาร์ทและดับเครื่องยนต์เป็นไปอย่างนุ่มนวล ช่วงล่างให้ความนุ่มนวลและมั่นใจ ทำให้ E-Class เป็นรถที่ขับสบายและประหยัดน้ำมัน

นวัตกรรมยานยนต์ที่น่าสนใจ

New NISSAN X-TRAIL e-POWER x e-4ORCE

New NISSAN X-TRAIL e-POWER x e-4ORCE: รถยนต์ที่ให้ฟิลลิ่งการขับขี่แบบรถยนต์ไฟฟ้า ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ระบบ e-Power ผสานกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อไฟฟ้า e-4ORCE ทำให้ X-Trail e-Power ออกตัวได้เร็วกว่ารถขับสี่เครื่องยนต์สันดาป 2.0 ลิตร การยึดเกาะถนนทำได้ดีมาก พวงมาลัยมีน้ำหนักที่เหมาะสม ทำให้เป็นรถที่เหมาะกับการใช้งานทั้งในและนอกเมือง

Ford Ranger Wildtrak (Extra Pack) 2.0L Turbo 4x2 6AT (Arctic White)

Ford Ranger Wildtrak (Extra Pack) 2.0L Turbo 4×2 6AT (Arctic White): กระบะยกสูงดับเบิ้ลแค็บเจเนอเรชันใหม่ที่ประกอบในประเทศไทย เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร โบเดี่ยว ให้กำลัง 170 แรงม้า กับแรงบิด 405 นิวตันเมตร มีประสิทธิภาพมากพอที่จะทำให้เกิดความสนุกบนทางไฮเวย์ข้ามจังหวัด

รถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดที่น่าจับตามอง

A5 Sportback e-Hybrid Quattro

A5 Sportback e-Hybrid Quattro: รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดแบบปลั๊กอิน (PHEV) ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ HV รุ่นใหม่ ความจุเพิ่มขึ้น และสามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าเพียวๆ ได้ไกลถึง 110 กิโลเมตร (ในสภาพการขับขี่จริงประมาณ 96 กิโลเมตร) เครื่องยนต์ 2.0 TFSI ให้กำลัง 252 แรงม้า ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้เป็นรถที่ประหยัดน้ำมันและขับสนุก

BMW i5 M60 XDrive

BMW i5 M60 XDrive: รถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงที่มาพร้อมมอเตอร์คู่ ขับสี่ล้อ พลัง 601 แรงม้า แรงบิด 820 นิวตันเมตร เป็นรถ M ไฟฟ้าที่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี มีประสิทธิภาพด้านพลังงานอย่างน่าตกใจ และให้การควบคุมที่มั่นคงเมื่อขับเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง

Mercedes-Benz CLE 300 4MATIC Coupé AMG Dynamic (นำเข้า)

Mercedes-Benz CLE 300 4MATIC Coupé AMG Dynamic (นำเข้า): รถยนต์คูเป้ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง Mercedes 2.0 เทอร์โบ + Mild Hybrid 48V โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่สะอาดตาและลื่นไหล เครื่องยนต์ให้กำลัง 258 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร ผสานกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ทำให้เป็นรถที่ขับสนุกและมั่นใจ

สรุปยานยนต์ไทยรัฐ: รวมรถขับดีปี 2568

เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของยานยนต์ไทยรัฐ: รวมรถขับดีปี 2568 ที่เราได้ทำการทดสอบในปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าตลาดรถยนต์มีความหลากหลายและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านของรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์สันดาปภายใน แต่ละรุ่นก็มีจุดเด่นและเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความชอบและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค

การเลือกซื้อรถยนต์สักคันจึงไม่ใช่แค่การเลือกซื้อยานพาหนะ แต่เป็นการเลือกสิ่งที่ตอบโจทย์การใช้งานและสะท้อนความเป็นตัวตนของคุณเอง หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์คันใหม่ และขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการเดินทางในปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงนะครับ

ที่มา – ยานยนต์ไทยรัฐส่งท้ายปี รวมรถขับดีในปี 2568