วัน: 1 มกราคม 2026

ของขวัญปีใหม่ 2569 ขยายฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

สำนักงานประกันสังคม มอบของขวัญปีใหม่ 2569 ขยายฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทั้งปี – เสริมสิทธิผู้ประกันตน ม.40 หวังให้ผู้ประกันตนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 นางมารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม แถลงว่า เนื่องในโอกาสปีใหม่ สำนักงานประกันสังคมขอมอบ “ของขวัญปีใหม่” ให้เเก่ผู้ประกันตน โดยการเพิ่มเเละขยายสิทธิประโยชน์ที่สำคัญ 2 เรื่อง เพื่อดูเเลสุขภาพเเละคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนให้ครอบคลุมเเละทั่วถึง

ของขวัญปีใหม่ 2569 ขยายฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทั้งปี – เสริมสิทธิผู้ประกันตน ม.40

ของขวัญชิ้นเเรกคือ การขยายการให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้เเก่ผู้ประกันตนมาตรา 33 เเละมาตรา 39 ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ตลอดทั้งปี! สำนักงานประกันสังคมได้ขยายเวลาการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ จากเดิมที่ให้บริการเฉพาะช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคมของทุกปี เป็นการให้บริการตั้งเเต่เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคมของทุกปี เเละจะเริ่มดำเนินการตั้งเเต่ปี พ.ศ.2569 เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกันตนเข้ารับบริการได้สะดวกมากยิ่งขึ้น รวมถึงเปิดโอกาสให้สถานพยาบาลในโครงการประกันสังคม จำนวน 273 เเห่ง สามารถจัดบริการเชิงรุกได้ ซึ่งการให้บริการต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยวัคซีนที่ให้บริการเป็นวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ชนิด 3 สายพันธุ์ ตามคำเเนะนำขององค์การอนามัยโลกเเละกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

รายละเอียดการขยายฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

การขยายเวลาการให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่นี้ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับผู้ประกันตน เพราะจะช่วยให้สามารถเข้ารับวัคซีนได้สะดวกยิ่งขึ้น ไม่ต้องรอเฉพาะช่วงเวลาที่กำหนดเท่านั้น นอกจากนี้ การที่สถานพยาบาลสามารถจัดบริการเชิงรุกได้ ก็จะช่วยให้ผู้ประกันตนที่อาจจะไม่สะดวกในการเดินทางไปโรงพยาบาล สามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ของขวัญชิ้นที่สองคือ การเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้เเก่ผู้ประกันตนมาตรา 40 ภายใต้เเนวคิด ‘เพิ่มสิทธิมีสุขกับมาตรา 40’ ซึ่งสำนักงานประกันสังคมได้เพิ่มความคุ้มครองในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเงินทดเเทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพ, การเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตร, การเพิ่มเงินทดเเทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย รวมถึงการปรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับใบรับรองเเพทย์กรณีป่วยด้วยโรคโควิด 19 เเละการปรับปรุงบทบัญญัติกรณีผู้ประกันตนเสียชีวิตก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือก่อนที่จะได้รับประโยชน์ทดเเทนกรณีชราภาพ โดยคาดว่าจะมีผู้ประกันตนมาตรา 40 ได้รับสิทธิประโยชน์ในส่วนนี้จำนวน 505,056 คน คิดเป็นวงเงินรวม 743.39 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มสิทธิพิเศษด้านส่วนลด (Promotion) โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชน เเละจัดให้มีตลาดมาตรา 40 บนเเอปพลิเคชัน SSO Plus เพื่อเป็นช่องทางการประชาสัมพันธ์สินค้าให้เเก่เครือข่ายผู้ประกันตนมาตรา 40 ที่ให้ผู้ประกันตน รวมถึงประชาชนทั่วไป สามารถเข้ามาเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ได้อย่างสะดวกเเละได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม พร้อมกันนี้ สำนักงานประกันสังคมยังอำนวยความสะดวกในการเบิกสิทธิประโยชน์ โดยการเชื่อมโยงระบบใบรับรองเเพทย์ดิจิทัล “หมอพร้อม” บน Digital Health Platform ของกระทรวงสาธารณสุข เข้ากับระบบเบิกจ่ายประโยชน์ทดเเทนมาตรา 40 ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Self Service) ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ประกันตนมาตรา 40 ได้รับประโยชน์จากการเชื่อมโยงระบบดังกล่าวจำนวน 188,100 คน

ด้วยของขวัญปีใหม่ 2569 ขยายฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่และสิทธิประโยชน์ต่างๆ นี้ เป็นสิ่งที่สำนักงานประกันสังคมตั้งใจมอบให้แก่ผู้ประกันตนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม พร้อมยกระดับการให้บริการให้มีความทันสมัย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง

ผู้ประกันตนอย่าลืมรักษาสิทธิประโยชน์ของตนเอง และติดตามข่าวสารจากสำนักงานประกันสังคมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสดีๆ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – ของขวัญปีใหม่ 2569 ขยายฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทั้งปี – เสริมสิทธิผู้ประกันตน ม.40

เลขดังงวดนี้: หวยปฏิทินจีน 2/1/69 มาแล้ว!

คอหวยห้ามพลาด! งวดนี้มาส่อง “เลขดังงวดนี้” จาก “หวยปฏิทินจีน 2/1/69” เพื่อนำไปซื้อ “ลอตเตอรี่” เสี่ยงโชคกันดีกว่า ใครจะรู้ อาจเป็นงวดของคุณ!

เลขดังงวดนี้ จากหวยปฏิทินจีน 2/1/69

บรรยากาศการซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 2 มกราคม 2569 คึกคักเป็นพิเศษ หลายคนต่างแสวงหาเลขเด็ดเลขดัง เพื่อหวังเป็นเศรษฐีต้อนรับปีใหม่ หนึ่งในเลขที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือ “เลขดังงวดนี้” จาก “หวยปฏิทินจีน 2/1/69” ที่เคยให้โชคมาแล้วหลายงวดติดต่อกัน

เฟซบุ๊กแม่จำเนียรได้เปิดเผยข้อมูลแนวทางตัวเลขขายดีประจำงวดนี้ พบว่า “เลขปฏิทินจีน” ยังคงเป็นที่ต้องการของนักเสี่ยงโชค โดยเฉพาะเลขชุดที่เคยสร้างปรากฏการณ์ถูกรางวัลมาแล้วอย่างต่อเนื่อง ทำให้แผงลอตเตอรี่หลายแห่งขายเลขชุดดังกล่าวในราคาที่สูงขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีนักเสี่ยงโชคจำนวนมากที่ยอมจ่าย เพื่อแลกกับโอกาสที่จะได้เป็นผู้โชคดี

สำหรับเลขที่กำลังมาแรงจาก “หวยปฏิทินจีน 2/1/69” ได้แก่เลข:

  • 87
  • 76
  • 08
  • 876
  • 078

อย่างไรก็ตาม การซื้อลอตเตอรี่เป็นเพียงการเสี่ยงโชค ควรซื้อแต่พอดีและไม่ควรทุ่มเงินทั้งหมดไปกับการซื้อหวยเพียงอย่างเดียว

เคล็ดลับเสี่ยงโชค เลขดังงวดนี้

นอกจากการซื้อ “ลอตเตอรี่” ตาม “เลขดังงวดนี้” จาก “หวยปฏิทินจีน 2/1/69” แล้ว ยังมีเคล็ดลับอื่นๆ ที่นักเสี่ยงโชคสามารถนำไปปรับใช้ได้ เช่น การทำบุญ การขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือการสังเกตเลขจากสิ่งรอบตัว

การทำบุญ: หลายคนเชื่อว่าการทำบุญจะช่วยเสริมดวงให้ดีขึ้น โดยอาจเป็นการบริจาคเงินให้กับวัด โรงเรียน หรือมูลนิธิต่างๆ

การขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์: การขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่นักเสี่ยงโชคนิยมทำกัน โดยอาจไปไหว้พระขอพรที่วัดดัง หรือขอพรจากพระที่บ้าน

การสังเกตเลขจากสิ่งรอบตัว: บางครั้งเลขเด็ดอาจมาจากสิ่งที่เราไม่ได้คาดคิด เช่น เลขทะเบียนรถ เลขที่บ้าน หรือแม้แต่ความฝัน

ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้วิธีใด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีสติและไม่ประมาทในการเสี่ยงโชค ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการซื้อลอตเตอรี่งวดนี้!

อย่าลืมติดตามชม “ถ่ายทอดสดการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล” งวดประจำวันที่ 2 มกราคม 2569 ได้ทางไทยรัฐทีวี และไทยรัฐออนไลน์ ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป และสามารถตรวจหวย 2 มกราคม 2569 ทุกรางวัลได้ที่ไทยรัฐออนไลน์

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน การเสี่ยงโชคก็เช่นกัน ควรเล่นอย่างมีสติและไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

บวรศักดิ์ ลงนามถวายพระพรชัยมงคลในหลวง-ราชินี ปีใหม่ 69

เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นผู้แทนในการลงนามถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี แสดงความจงรักภักดีและความเคารพอย่างสูงยิ่ง

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 เวลา 08.30 น. ณ ห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ด้านตะวันออก ในพระบรมมหาราชวัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมในพิธีด้วย

ในพิธีอันเป็นมงคลนี้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ชุดที่ 1 ในนาม “นายกรัฐมนตรีและคู่สมรส” เพื่อแสดงความเคารพและถวายพระพร

ต่อมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ชุดที่ 2 ในนาม “คณะรัฐมนตรี” เพื่อแสดงความจงรักภักดีและถวายพระพรชัยมงคล

จากนั้น รองนายกรัฐมนตรี บวรศักดิ์ ลงนามถวายพระพรชัยมงคลในหลวง-ราชินี ในวันปีใหม่ 69 และถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เป็นอันเสร็จพิธี

บวรศักดิ์ ลงนามถวายพระพรชัยมงคลในหลวง-ราชินี ในวันปีใหม่ 69

การที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แทนในการบวรศักดิ์ ลงนามถวายพระพรชัยมงคลในหลวง-ราชินี ในวันปีใหม่ 69 แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลให้ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีของประชาชนชาวไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ความสำคัญของการถวายพระพรชัยมงคล

การถวายพระพรชัยมงคลในวาระสำคัญต่างๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่แสดงถึงความเคารพและความปรารถนาดีที่ประชาชนมีต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ การที่รัฐบาลเป็นผู้แทนในการดำเนินการดังกล่าว ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทยเสมอมา และทรงเป็นศูนย์รวมแห่งความรักและความสามัคคีของคนในชาติ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

การบวรศักดิ์ ลงนามถวายพระพรชัยมงคลในหลวง-ราชินี ในวันปีใหม่ 69 ถือเป็นกิจกรรมที่เป็นสิริมงคลในช่วงเริ่มต้นปีใหม่ และเป็นแบบอย่างที่ดีงามในการแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ที่มา – นายกฯ มอบ “บวรศักดิ์” ลงนามถวายพระพรชัยมงคลในหลวง-ราชินี ในวันปีใหม่ 69

7 วันอันตราย: วันที่ 2 ดับเพิ่ม น่าห่วง!

7 วันอันตราย

วันที่สองของ “7 วันอันตราย” ช่วงเทศกาลปีใหม่ ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 53 ศพ รวมอุบัติเหตุ 469 ครั้ง บาดเจ็บ 452 คน และเสียชีวิตรวม 86 ศพ ตัวเลขที่น่าตกใจและต้องตระหนักถึงความปลอดภัยบนท้องถนน

เมื่อวันที่ 1 มกราคม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่สองของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 271 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 262 คน และเสียชีวิตถึง 53 ศพ

สาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุในช่วง 7 วันอันตราย

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังคงเป็น ขับรถเร็ว คิดเป็นร้อยละ 40.96 และ ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 27.31 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ คิดเป็นร้อยละ 74.44 ส่วนใหญ่เกิดบนถนนทางตรง ร้อยละ 82.29 และบนถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 39.48 รวมถึงถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 32.47 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือช่วง 18.01 – 21.00 น. ร้อยละ 18.82 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 40 – 49 ปี ร้อยละ 17.46

จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ เพชรบุรี (12 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุดคือ พะเยา และสุราษฎร์ธานี (จังหวัดละ 12 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุดคือ นครราชสีมา และสุพรรณบุรี (จังหวัดละ 4 ราย)

สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 2 วันของการรณรงค์ (30 – 31 ธ.ค. 68) เกิดอุบัติเหตุรวม 469 ครั้ง ผู้บาดเจ็บรวม 452 คน ผู้เสียชีวิตรวม 86 ศพ จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดคือ เพชรบุรี (19 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุดคือ ภูเก็ต (20 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุดคือ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา ปทุมธานี และสุพรรณบุรี (จังหวัดละ 5 ราย) จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 36 จังหวัด

ถึงแม้ว่าหลายจังหวัดจะไม่มีผู้เสียชีวิต แต่ภาพรวมของประเทศยังคงน่าเป็นห่วง หลายหน่วยงานยังคงเฝ้าระวังและอำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง

จากข้อมูลสถิติ พบว่า พฤติกรรมการขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วง “7 วันอันตราย” นี้

ทาง ศปถ. ได้กำชับให้กวดขันพฤติกรรมเสี่ยงบนท้องถนน และเน้นย้ำให้ด่านชุมชนปฏิบัติการเชิงรุก เพื่อป้องปรามผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ให้สวมหมวกนิรภัย และไม่ขับขี่ด้วยความคึกคะนองและเสี่ยงอันตราย

หากใครที่กำลังจะเดินทางในช่วงนี้ ควรเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ ง่วงอย่าขับ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ขับรถเร็ว!

การเริ่มต้นปีใหม่ควรเป็นไปด้วยความสุขและความปลอดภัย ร่วมมือกันลดอุบัติเหตุบนท้องถนน และเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัยในช่วง “7 วันอันตราย” นี้นะคะ

ที่มา – “7 วันอันตราย” วันที่ 2 ดับเพิ่ม 53 ศพ สาเหตุหลักขับรถเร็ว-เมาแล้วขับ

ผบ.ตร. ส่งสารปีใหม่ 2569 ขอบคุณตำรวจ

ผบ.ตร. ส่งสารปีใหม่ 2569 ขอบคุณเพื่อนตำรวจ ร่วมแรงร่วมใจผ่านพ้นทุกสถานการณ์ สดุดีเหล่าพี่น้องตำรวจกล้าผู้สละชีพ พร้อมให้คำมั่นดูแลความผาสุกประชาชน

วันที่ 1 มกราคม 2569 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีสารเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม 2569 ส่งความสุขและความปรารถนาดีไปยังข้าราชการตำรวจและครอบครัว รวมทั้งพี่น้องประชาชนด้วยความจริงใจ ความว่า

“ตลอดปีที่ผ่านมา ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ได้ร่วมแรง ร่วมใจกันทำงาน แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนและประเทศได้ผ่านพ้นเหตุการณ์หรือวิกฤตต่าง ๆ จนผ่านพ้นไปอีกปีหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาอาชญากรรมและภัยคุกคามได้มีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ภัยจากอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติดและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่ได้สร้างความเดือดร้อนและความเสียหายอย่างร้ายแรงอันส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน รวมทั้งภัยธรรมชาติ ปัญหาความมั่นคงทางชายแดน ภัยคุกคามที่ส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชน ความคาดหวังที่ประชาชนมีต่อตำรวจนั้นสูงมาก แม้ว่าเราจะมีภารกิจที่หลากหลายด้าน ตำรวจทุกนายยังคงต้องมีความพร้อมในการปฏิบัติงานและสามารถเผชิญเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งอำนวยความยุติธรรม พัฒนาองค์ความรู้ ยุทธวิธี โดยนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการทำงานให้มีความสะดวก รวดเร็วและเท่าทันต่อสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ศรัทธา ให้กับพี่น้องประชาชน

สำหรับปีใหม่ 2569 นี้ ขอสดุดีเหล่าพี่น้องตำรวจกล้า ที่ได้เสียสละชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ห้วงที่ผ่านมา และขอให้พวกเราทุกคนได้ตั้งใจทำงาน ดูแลความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยให้แก่ประชาชน ทั้งในมิติด้านอาชญากรรม ด้านความมั่นคงของประเทศ ด้านปัญหาความเดือดร้อนและการดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ด้วยจิตใจที่ตั้งมั่นต่อไป

ในวาระศุภมงคลนี้ ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก อีกทั้งเดชะพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ได้โปรดดลบันดาลพระราชทานพรให้พี่น้องประชาชน ข้าราชการตำรวจและครอบครัว จงประสบแต่ความสุขความเจริญ อุดมด้วยจตุรพิธพรชัย มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ สัมฤทธิ์ผล ในสิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการ

ผบ.ตร. ส่งสารปีใหม่ 2569 ขอบคุณเพื่อนตำรวจ

เนื่องในโอกาสปีใหม่ 2569 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ส่งสารเพื่อขอบคุณและให้กำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจทุกนายที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละตลอดปีที่ผ่านมา สารดังกล่าวแสดงความขอบคุณต่อความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและรับมือกับวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพและนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อให้ทันต่อภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป

สารสำคัญจาก ผบ.ตร. ถึงเพื่อนตำรวจ

  • ขอบคุณ: ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ร่วมแรงร่วมใจทำงาน
  • ตระหนักถึงภัยคุกคาม: อาชญากรรมข้ามชาติ, ยาเสพติด, อาชญากรรมทางเทคโนโลยี
  • ให้ความสำคัญกับการพัฒนา: นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการทำงาน
  • สดุดี: ตำรวจกล้าที่เสียสละชีวิต

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ยังได้กล่าวถึงความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อตำรวจ และเน้นย้ำว่าตำรวจทุกนายต้องมีความพร้อมในการปฏิบัติงานและเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การอำนวยความยุติธรรม การพัฒนาองค์ความรู้ และการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับพี่น้องประชาชน

สำหรับประชาชนทั่วไป สารจาก ผบ.ตร. ส่งสารปีใหม่ 2569 ขอบคุณเพื่อนตำรวจ นี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดูแลความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ ขอเป็นกำลังใจให้ตำรวจทุกท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งต่อไป

การได้รับกำลังใจและความขอบคุณจากผู้บังคับบัญชาเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อดูแลความปลอดภัยและความผาสุกของประชาชนอย่างแท้จริง ผบ.ตร. ส่งสารปีใหม่ 2569 ขอบคุณเพื่อนตำรวจ สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจและห่วงใยที่ผู้บังคับบัญชามีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และเป็นแรงผลักดันให้ตำรวจทุกนายมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

ที่มา – ผบ.ตร. ส่งสารปีใหม่ 2569 ขอบคุณเพื่อนตำรวจ พร้อมให้คำมั่นดูแลความผาสุกประชาชน

D-Iron RCV: ประกอบไทยยิงทำลายบังเกอร์

D-Iron RCV (Robotic Combat Vehicle) คือ ยานยนต์รบไร้คนขับทางยุทธวิธีที่พัฒนาโดยสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) ของไทย ร่วมกับพันธมิตร เป็นอาวุธแห่งอนาคตของกองทัพบกไทยที่เข้าสู่สมรภูมิสู้รบกับเขมรเป็นครั้งแรก โดยมีพื้นฐานจากระบบ THeMIS UGV ของบริษัท Milrem Robotics  สามารถติดตั้งอาวุธหนักเพื่อจู่โจมได้ เช่น ปืนใหญ่ 30 มม. ใช้สำหรับปฏิบัติการรบแทนทหารในพื้นที่เสี่ยง ลดความสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตของทหาร ลักษณะสำคัญของ D-Iron RCV: ออกแบบให้เป็นยานยนต์ภาคพื้นดินแบบไร้คนขับ (Unmanned Ground Vehicle – UGV)

ผู้พัฒนา: DTI (สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร พัฒนาต่อยอดจาก THeMIS UGV ของ Milrem Robotics (เอสโตเนีย) ใช้ในการรบทางยุทธวิธีแทนทหาร การระดมยิงที่หมายด้วยอาวุธหนักในระยะประชิด ทำให้ลดการสูญเสียกำลังพล อาวุธของ D-Iron RCV (Robotic Combat Vehicle) ติดตั้งปืนอัตโนมัติ หรือปืนใหญ่ 30 มม. เพื่อโจมตีเป้าหมาย พัฒนาและทดสอบเพื่อนำมาใช้ในกองทัพไทย

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศแห่งประเทศไทยและกองทัพบกได้ร่วมกันทดสอบรถไร้คนขับ D-Iron RCV ในด้านการเดินทางบนทางลาดชัน การลุยน้ำ และการนำทางในภูมิประเทศ ในจังหวัดสระบุรีเมื่อปลายเดือนกันยายน 2566 นอกจากนี้ รถรบอัตโนมัติดังกล่าว ยังทำการทดสอบยิงกระสุนจริง ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินโดยคณะกรรมการมาตรฐานอาวุธยุทโธปกรณ์ กระทรวงกลาโหม รถไร้คนขับ D-Iron RCV สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม THeMIS Combat UGV ของ Milrem Robotics โดยสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศได้จัดแสดงครั้งแรกเมื่อปลายปี 2562 ปัจจุบันติดตั้งสถานีอาวุธควบคุมระยะไกล R400S-Mk2 จากบริษัท Electro Optic Systems ของออสเตรเลีย และปืนกล M230LF ขนาด 30 มม. ของ Northrop Grumman สามารถติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีต่อต้านรถถังได้

D-IRON เป็นหุ่นยนต์ทางยุทธวิธี ผลงานของ DTI ร่วมกับกองทัพบก เป็นยานติดอาวุธไร้คนขับทำให้มีความปลอดภัย แต่การปฎิบัติการเป็นแบบอัตโนมัติใช้การควบคุมจากระยะไกล มีเสียงเงียบเหมาะสำหรับการลาดตระเวน ตรวจการณ์และค้นหาทำลายเป้าหมายเฉพาะจุด ออกแบบมาให้เป็นยานสายพานจึงใช้งานในภูมิประเทศได้ดี ปฏิบัติการได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

D-IRON เป็นการนำเอาหุ่นยนต์ THeMis UGV (Tracked Hybrid Modular Infantry System Unmanned Ground Vehicle) ของ Milrem Robotics จากเอสโตเนีย ที่มีขนาดเล็ก มาเป็นยานเพื่อติดตั้งป้อมติดอาวุธอัตโนมัติ RWS (Remote Weapon Station)) แบบ EOS R400 Mk2 ของ Electro Optic systems จากออสเตรเลีย ที่มีน้ำหนักเบา ติดตั้งปืน M230LF Chain Gun ขนาด 30 มม. ของ Northrop Grumman Innovation Systems จากสหรัฐฯ พร้อมกระสุนบรรจุ 150 นัด ทำให้มันกลายเป็นยานหุ่นยนต์รบที่มีอำนาจในการทำลายล้างที่ทรงอานุภาพ สามารถใช้ยิงทำลายบังเกอร์แข็งแรง สังหารบุคคล ทำลายยานรบแม้กระทั่งรถหุ้มเกราะหรือรถถังที่มีเกราะไม่หนาจนเกินไป ได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

โดยป้อม EOS R400 Mk2 นี้ติดตั้งกล้องมองกลางวันมีระยะตรวจจับ 12,000 เมตรและกล้อง Thermal Imager มีระยะตรวจจับ 13,700 เมตร และ Laser Range Finder ระยะ 4,000 เมตร มีระยะ Line of sight 1.5 กม. ซึ่งเท่ากับระยะยิงหวังผลของปืน 30 มม. (ระยะยิงไกลสุดของปืน 4,000 เมตร) มีน้ำหนักรวม 455 กก.

ส่วนหุ่นยนต์ทางยุทธวิธี RCV  มีขนาดยาว 240 ซม. กว้าง 200 ซม. สูง 115 ซม. มีน้ำหนักเปล่า 1,630 กก. น้ำหนักบรรทุกสูงสุด 1,200 กก. เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 25-30 กม./ชม. วิ่งได้นาน (Hybrid) 15 ชม. โดยใช้น้ำมันและ (Electric) 1.5 ชม. (Mode เงียบ)วิ่งในน้ำลึกได้ 60 ซม. วิทยุบังคับระยะปฏิบัติงานในภูมิประเทศ 1,200 เมตร ในพื้นที่โล่ง 2,000 เมตร ใช้จนท.บังคับ 2 นาย คือ บังคับรถและบังคับการยิงอาวุธ ราคาคันละ 60-70 ล้านบาท

D-Iron RCV เป็นหุ่นยนต์โจมตีที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับการเฝ้าระวังชายแดน การลาดตระเวน การปราบปรามการก่อความไม่สงบ การต่อต้านรถถัง และการขนส่งทางโลจิสติกส์ ก่อนหน้านี้ กรมการค้าและอุตสาหกรรม (DTI) ได้ลงนามในบันบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาระบบอากาศยานไร้คนขับและระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ ความสนใจของประเทศไทยในยานพาหนะภาคพื้นดินไร้คนขับติดอาวุธนั้น สอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ออกคำขอต้นแบบยานรบหุ่นยนต์เร็ว (RCV) เพื่อตอบสนองความต้องการของกองทัพบกสหรัฐฯ สำหรับ RCV ที่มีน้ำหนักเบาและขนส่งได้ง่าย โดยมีการส่งมอบต้นแบบระบบที่สมบูรณ์เพื่อพิจารณาในไตรมาสแรกของปี 2025 รวมถึงการผลิตและการใช้งานจริงภายในปี 2030.

ประกอบไทยยิงทำลายบังเกอร์ D-Iron RCV ยานยนต์รบไร้คนขับทางยุทธวิธี

ยานยนต์รบ D-Iron RCV ถือเป็นก้าวสำคัญของเทคโนโลยีทางการทหารของไทย การพัฒนาและใช้งานจริงจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการป้องกันประเทศได้อย่างมาก

D-Iron RCV: ความสามารถในการยิงทำลายบังเกอร์

D-Iron RCV ได้รับการออกแบบมาเพื่อภารกิจที่หลากหลาย รวมถึงการยิงทำลายบังเกอร์ ด้วยปืนขนาด 30 มม. ทำให้สามารถทำลายเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

D-Iron RCV นับเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีป้องกันประเทศของไทย ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและศักยภาพของกองทัพไทยในอนาคต ประกอบไทยยิงทำลายบังเกอร์ D-Iron RCV ยานยนต์รบไร้คนขับทางยุทธวิธี คืออนาคตของการรบสมัยใหม่

การพัฒนา ประกอบไทยยิงทำลายบังเกอร์ D-Iron RCV ยานยนต์รบไร้คนขับทางยุทธวิธี แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของกองทัพ

ที่มา – ประกอบไทยยิงทำลายบังเกอร์ D-Iron RCV ยานยนต์รบไร้คนขับทางยุทธวิธี

นักท่องเที่ยวแห่รับแสงแรกแห่งสยามที่ผาชะนะได


นักท่องเที่ยวนับพันแห่ชมความงาม รับแสงแรกแห่งสยาม ปี 2569 ณ จุดชมวิวผาชะนะได ท่ามกลางอุณหภูมิ 13 องศาเซลเซียส พร้อมอวยพรขอให้แสงแรกแห่งสยามนี้เป็นแสงสว่างนำทางประเทศไทย

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ ได้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติกว่า 1,000 คน มารวมตัวกันที่จุดชมวิวผาชะนะได อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อชมบรรยากาศแสงแรกแห่งสยามก่อนใคร เพื่อเสริมพลังความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิต และรับความสดใสสว่างรุ่งโรจน์เหมือนแสงตะวันในวันปีใหม่ ปี 2569 โดยในวันนี้พระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าในเวลา 06:30 น. ท่ามกลางอุณหภูมิที่ลดต่ำลงถึง 13 องศาเซลเซียส

นักท่องเที่ยวแห่รับแสงแรกแห่งสยาม

นายปรีดา ด๊ะศิริ นักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ วัย 24 ปี ได้กล่าวว่า ในทุกๆ ปีใหม่ เขาจะเดินทางมาเยี่ยมคุณยายที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคุณแม่ สำหรับผาชะนะไดนั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันซีนที่สวยงามมานานแล้ว แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก ปีใหม่ปีนี้จึงเป็นปีแรกในชีวิตของเขาและครอบครัวที่ได้มาเยือนสถานที่แห่งนี้ ซึ่งสร้างความประทับใจเป็นอย่างมาก ผาชะนะไดมีความพิเศษตรงที่ความสวยงามของธรรมชาติและวลีเด็ดที่ว่า “แสงแรกแห่งสยาม

บรรยากาศผาชะนะได

ในปี 2569 นี้ ขอเชิญชวนทุกท่านให้มาท่องเที่ยวที่ผาชะนะได เพราะถนนหนทางสะดวกสบายกว่าเมื่อก่อน สามารถขับรถขึ้นมาได้ง่าย และขอฝากกำลังใจให้กับแนวรบของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงที่มีการปะทะกับประเทศเพื่อนบ้าน ถึงแม้สถานการณ์จะผ่อนคลายลงบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงส่งกำลังใจให้กับทหารแนวหน้าที่ปกป้องรักษาแผ่นดินไทย และรักษาชีวิตของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้แสงแรกแห่งสยาม ณ จุดนี้ เป็นแสงสว่างนำทางให้กับประชาชน และพี่น้องทหารแนวหน้าทุกคน

แสงแรกแห่งสยาม

นักท่องเที่ยวแห่รับแสงแรกแห่งสยามที่ผาชะนะได

นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมายังผาชะนะได จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อชมและสัมผัสบรรยากาศของแสงแรกแห่งสยามในวันขึ้นปีใหม่ 2569 ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิลดต่ำถึง 13 องศาเซลเซียส กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคล แต่ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่อีกด้วย

ทำไมต้องไปชมแสงแรกแห่งสยามที่ผาชะนะได?

ผาชะนะไดเป็นจุดชมวิวที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความสวยงามของทัศนียภาพ และเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นจุดที่สามารถมองเห็นแสงแรกของวันใหม่ได้ก่อนใครในประเทศไทย ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยประสบการณ์ที่พิเศษและน่าจดจำ การเดินทางไปชมแสงแรกแห่งสยามที่ผาชะนะไดจึงเป็นเหมือนการเติมพลังให้กับชีวิต และเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความหวังและความสดใส

นอกจากนี้ การเดินทางไปยังผาชะนะไดในปัจจุบันก็สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ถนนหนทางได้รับการพัฒนา ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย นักท่องเที่ยวสามารถขับรถยนต์ส่วนตัวขึ้นไปยังจุดชมวิวได้โดยง่าย

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปรับแสงแรกแห่งสยาม

หากคุณวางแผนที่จะเดินทางไปชมนักท่องเที่ยวแห่รับแสงแรกแห่งสยาม ที่ผาชะนะได สิ่งสำคัญคือการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางและสภาพอากาศที่หนาวเย็น ควรเตรียมเสื้อผ้าที่อบอุ่น หมวก ถุงมือ และผ้าพันคอ เพื่อป้องกันความหนาวเย็น นอกจากนี้ ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง และเตรียมอุปกรณ์จำเป็นอื่นๆ เช่น กล้องถ่ายรูป เพื่อบันทึกภาพความประทับใจ

การเดินทางไปสัมผัสแสงแรกแห่งสยามที่ผาชะนะได เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าและน่าจดจำ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักท่องเที่ยวที่ต้องการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคล หรือผู้ที่ต้องการสัมผัสความสวยงามของธรรมชาติ ที่นี่ก็พร้อมต้อนรับและมอบประสบการณ์ที่พิเศษให้กับคุณอย่างแน่นอน

ที่มา – นักท่องเที่ยวแห่รับแสงแรกแห่งสยาม ที่ผาชะนะได ท่ามกลางอุณหภูมิ 13 องศาฯ

กทม.อ่วม! **ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งเกินมาตรฐาน** กระทบ 68 พื้นที่

เช้านี้คนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศอีกครั้ง เมื่อ **ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งเกินมาตรฐาน** ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 68 เขตที่เริ่มได้รับผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว

ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งเกินมาตรฐาน

รายงานจากศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 เวลา 07.00 น. พบว่า **ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งเกินมาตรฐาน** อยู่ระหว่าง 37.4-70.3 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลให้คุณภาพอากาศอยู่ในระดับสีส้ม ซึ่งเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจาก ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งเกินมาตรฐาน

พื้นที่ที่ตรวจพบ**ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งเกินมาตรฐาน** และอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้ม) มีจำนวนถึง 68 แห่ง กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพมหานคร ดังนี้:

  • เขตจตุจักร บริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ : 70.3 มคก./ลบ.ม.
  • เขตดอนเมือง ด้านข้างสำนักงานเขตดอนเมือง : 68.7 มคก./ลบ.ม.
  • เขตลาดกระบัง ด้านหน้าโรงพยาบาลนคราภิบาล : 68.2 มคก./ลบ.ม.
  • เขตประเวศ ด้านหน้าห้างสรรพสินค้าซีคอน สแควร์ : 68.2 มคก./ลบ.ม.
  • เขตบางกอกน้อย บริเวณหน้าสถานีตำรวจรถไฟบางกอกน้อย : 67.6 มคก./ลบ.ม.
  • เขตบึงกุ่ม ภายในสำนักงานเขตบึงกุ่ม : 67.2 มคก./ลบ.ม.
  • เขตทวีวัฒนา ทางเข้าสนามหลวง 2 : 66.4 มคก./ลบ.ม.
  • เขตบางนา บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี บางนา : 65.8 มคก./ลบ.ม.
  • เขตปทุมวัน หน้าห้างสามย่านมิตรทาวน์ : 64.3 มคก./ลบ.ม.
  • เขตมีนบุรี สวนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ตรงข้ามสำนักงานเขตมีนบุรี : 64.3 มคก./ลบ.ม.
  • เขตคลองเตย ภายในสำนักงานเขตคลองเตย : 64.1 มคก./ลบ.ม.
  • เขตยานนาวา ใกล้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่ : 64.0 มคก./ลบ.ม.
  • เขตสายไหม ป้ายรถเมล์ด้านหน้าสำนักงานเขตสายไหม : 63.3 มคก./ลบ.ม.
  • เขตสัมพันธวงศ์ บริเวณหน้าหัวมุม ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ (วงเวียนโอเดียน) : 62.6 มคก./ลบ.ม.
  • เขตคลองสามวา ภายในสำนักงานเขตคลองสามวา : 62.6 มคก./ลบ.ม.
  • เขตบางบอน ใกล้ตลาดบางบอน : 62.1 มคก./ลบ.ม.
  • เขตคันนายาว บริเวณปากทางถนนสวนสยามตัดกับถนนรามอินทรา : 62.0 มคก./ลบ.ม.
  • เขตบางขุนเทียน ภายในสำนักงานเขตบางขุนเทียน : 61.7 มคก./ลบ.ม.
  • เขตสาทร สี่แยกหน้าสำนักงานเขตสาทร ถนนเซนต์หลุยส์ : 61.1 มคก./ลบ.ม.
  • และอื่นๆ อีกมากมาย รวม 68 พื้นที่

สามารถตรวจสอบค่าฝุ่น PM 2.5 แบบเรียลไทม์ในพื้นที่ของคุณได้ที่แอปพลิเคชัน AirBKK หรือเว็บไซต์ www.airbkk.com

คำแนะนำสำหรับประชาชน:

  • ประชาชนทั่วไป: ควรสวมหน้ากากป้องกัน PM 2.5 ทุกครั้งเมื่อออกนอกอาคาร และหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องใช้แรงมาก
  • กลุ่มเสี่ยง (เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ): ควรหลีกเลี่ยงการออกนอกอาคาร หากจำเป็น ควรสวมหน้ากากป้องกัน PM 2.5 และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ทางกรุงเทพมหานครกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยขอความร่วมมือประชาชนในการลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นละออง เช่น การใช้รถยนต์ส่วนตัว การเผาขยะ และการก่อสร้าง

สถานการณ์**ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งเกินมาตรฐาน** ในกรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การป้องกันตัวเองและร่วมมือกันลดมลพิษทางอากาศเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน

ที่มา – เช้านี้คนกรุงอ่วม ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งเกินมาตรฐาน เริ่มกระทบสุขภาพ 68 พื้นที่

ปูติน มั่นใจรัสเซียชนะสงครามยูเครน ปี 2026

“วลาดิเมียร์ ปูติน” ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปีใหม่ 2026 ย้ำชัยชนะต้องเป็นของรัสเซีย พร้อมชื่นชมทหารสู้เพื่อแผ่นดิน ความจริง และความยุติธรรม แม้เผชิญแรงกดดันจากนานาชาติเพิ่ม หลังจากที่ ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026

วันที่ 1 มกราคม 2569 นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย กล่าวสุนทรพจน์ถึงประชาชนชาวรัสเซีย เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2026 พร้อมส่งสัญญาณแข็งกร้าวย้ำความเชื่อมั่นว่า รัสเซียจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในสงครามกับยูเครน ซึ่งต่อสู้ยืดเยื้อมานานเกือบ 4 ปีแล้ว

โดยโอกาสนี้ ผู้นำรัสเซียยังได้กล่าวชื่นชมเหล่าทหารรัสเซียที่กำลังปฏิบัติการอยู่ในยูเครนว่าเป็นวีรบุรุษที่กำลังต่อสู้เพื่อแผ่นดินเกิด สู้เพื่อความจริง และความยุติธรรม พร้อมกันนี้ปูตินยังย้ำว่า รัสเซียจะเดินหน้าสนับสนุนปฏิบัติการพิเศษทางทหารต่อไป แม้จะเผชิญแรงกดดันจากชาติตะวันตกและตัวเลขการสูญเสียที่เพิ่มขึ้น ซึ่งท่าทีแข็งกร้าวของปูตินมีขึ้นในช่วงที่สงครามรัสเซีย-ยูเครน กำลังเข้าสู่ปีที่ 4 อย่างเต็มรูปแบบ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้.

ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026 มั่นใจชัยชนะสงครามยูเครน

สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อมาเกือบ 4 ปี ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างมาก ท่าทีของ ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าต่อสู้ต่อไป แม้จะเผชิญกับความท้าทายมากมาย

ปูตินย้ำชัยชนะต้องเป็นของรัสเซีย

การที่ ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026 และแสดงความมั่นใจในชัยชนะของรัสเซีย บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพทางทหารและเศรษฐกิจของประเทศ แม้ว่านานาชาติจะคว่ำบาตรรัสเซียอย่างหนัก แต่รัสเซียก็ยังคงสามารถประคับประคองสถานการณ์และดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อไปได้

สถานการณ์ในยูเครนยังคงมีความผันผวนและไม่แน่นอน การเจรจาเพื่อสันติภาพยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก การที่ปูตินออกมาแสดงความมั่นใจในชัยชนะ อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังยูเครนและชาติตะวันตกให้ยอมรับข้อเสนอของรัสเซีย

ผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาพลังงานที่ผันผวนและภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น การที่สงครามยืดเยื้อต่อไปจะยิ่งทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกแย่ลง

ถึงเเม้สถานการณ์จะดูตึงเครียดเเละยังไม่เห็นทางออกในเร็ววัน เเต่การที่ผู้นำประเทศออกมาให้ความมั่นใจเช่นนี้ อาจเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้เเก่ประชาชน เเละสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะนำพาประเทศไปสู่ชัยชนะอย่างเเน่วเเน่

ในขณะเดียวกัน การที่รัสเซียยืนกรานที่จะเดินหน้าสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารต่อไป อาจทำให้สถานการณ์ในยูเครนเลวร้ายลง และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เกิดความเสียหายเเละส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการเจรจาเกิดขึ้นเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับท่าทีของปูติน? คุณคิดว่ารัสเซียจะได้รับชัยชนะในสงครามกับยูเครนหรือไม่? ร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย!

ที่มา – ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026 มั่นใจชัยชนะสงครามยูเครน