วัน: 3 มกราคม 2026

ระทึก! 3 ชีวิตหนีตาย เก๋งชนเกาะกลางถนนไฟไหม้

อุบัติเหตุระทึกขวัญ! 3 ชีวิตหนีตายระทึก เก๋งเสียหลักชนเกาะกลางถนน ไฟลุกท่วมวอดทั้งคัน เหตุเกิดเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา โชคดีพลเมืองดีเข้าช่วยเหลือได้ทันเวลา ก่อนที่ไฟจะลุกลามไหม้รถทั้งคัน พบผู้บาดเจ็บมีกลิ่นสุราคละคลุ้ง

เมื่อเวลา 03.00 น. ของวันที่ 3 มกราคม 2569 ร.ต.ท.สุทธิพงศ์ สังเทศ รอง สว.(สอบสวน) สภ.โคกสำโรง ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์เก๋งชนเกาะกลางถนน บนถนนพหลโยธิน บริเวณบ้านหนองคู ต.ห้วยโป่ง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี พร้อมรายงานว่ามีไฟลุกไหม้รถอย่างรุนแรง จึงประสานรถดับเพลิงจากสมาคมกู้ภัยโคกสำโรงสงเคราะห์ และหน่วยงานใกล้เคียง รุดไปยังที่เกิดเหตุเพื่อระงับเหตุ

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุ พบรถยนต์เก๋งยี่ห้อหนึ่ง ทะเบียนกรุงเทพมหานคร กำลังถูกเพลิงโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งฉีดน้ำเพื่อควบคุมเพลิง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงสามารถดับไฟได้สำเร็จ แต่รถยนต์เก๋งคันดังกล่าวถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด ตรวจสอบในซากรถไม่พบผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ได้รับแจ้งว่าพลเมืองดีได้ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บออกจากรถก่อนหน้านี้แล้ว จำนวน 3 ราย ทราบชื่อคือนายเถลิงศักดิ์ อายุ 42 ปี (คนขับ) นายภัทรพงศ์ อายุ 43 ปี และ น.ส.ประไพ อายุ 31 ปี ทั้งหมดได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษา

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่ารถเก๋งคันดังกล่าวเดินทางมาจาก อ.เมืองลพบุรี มุ่งหน้าไปยัง อ.โคกสำโรง เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นเกาะกลางถนนสำหรับกลับรถ รถเกิดเสียหลักพุ่งชนเกาะกลางถนนอย่างจัง ทำให้ใต้ท้องรถครูดไปกับพื้นถนนเป็นระยะทางกว่า 10 เมตร คาดว่าประกายไฟที่เกิดจากการครูดกับพื้นถนนได้ลุกลามไปติดกับน้ำมัน ทำให้เกิดไฟไหม้อย่างรวดเร็ว

โชคดีที่ขณะเกิดเหตุมีพลเมืองดีผ่านมาเห็นเหตุการณ์ และรีบเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทั้ง 3 ราย ออกจากรถได้อย่างปลอดภัย ก่อนที่ไฟจะลุกลามไหม้รถทั้งคัน หากไม่มีพลเมืองดีเข้าช่วยเหลือ เหตุการณ์อาจเลวร้ายกว่านี้

3 ชีวิตหนีตายระทึก เก๋งเสียหลักชนเกาะกลางถนน ไฟลุกท่วมวอดทั้งคัน

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการบันทึกภาพสถานที่เกิดเหตุ และสอบสวนพยานแวดล้อม เพื่อหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ จากการตรวจสอบอาการบาดเจ็บของผู้ประสบเหตุ พบว่ามีกลิ่นสุราคละคลุ้งออกมาจากตัว ทำให้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากเมาแล้วขับ จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว อย่างไรก็ตาม จะต้องทำการสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

อุทาหรณ์จากอุบัติเหตุ: 3 ชีวิตหนีตายระทึก เก๋งเสียหลักชนเกาะกลางถนน ไฟลุกท่วมวอดทั้งคัน

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ขับขี่ทุกท่านเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลที่มีการเดินทางเป็นจำนวนมาก ควรพักผ่อนให้เพียงพอ งดดื่มสุรา หรือของมึนเมา ก่อนขับรถ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และควรตรวจเช็คสภาพรถให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้ร่วมใช้ถนน

  • พักผ่อนให้เพียงพอ: การพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้สมรรถภาพในการขับขี่ลดลง
  • งดดื่มสุรา: แอลกอฮอล์ทำให้ความสามารถในการตัดสินใจ และการตอบสนองช้าลง
  • ตรวจเช็คสภาพรถ: ตรวจสอบระบบเบรก ยาง และไฟส่องสว่าง ให้อยู่ในสภาพดี
  • ขับรถด้วยความระมัดระวัง: ปฏิบัติตามกฎจราจร และมีสติในการขับขี่ตลอดเวลา

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของท่านเองและผู้อื่น

3 ชีวิตหนีตายระทึก เก๋งเสียหลักชนเกาะกลางถนน ไฟลุกท่วมวอดทั้งคัน เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ด้วยความประมาท และขาดความระมัดระวัง ก็อาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่คาดฝันได้ ดังนั้น การขับขี่ด้วยความปลอดภัย จึงเป็นสิ่งที่ควรตระหนักอยู่เสมอ

ที่มา – 3 ชีวิตหนีตายระทึก เก๋งเสียหลักชนเกาะกลางถนน ไฟลุกท่วมวอดทั้งคัน

ปีใหม่! สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น เสด็จออกมหาสมาคม

สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะแห่งญี่ปุ่น พร้อมด้วยสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จออกมหาสมาคมในโอกาสวันปีใหม่ ณ พระราชวังอิมพีเรียล ใจกลางกรุงโตเกียว

ประชาชนจำนวนมากต่างโบกธงชาติญี่ปุ่นและเปล่งเสียงถวายพระพร ขณะที่สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะแห่งญี่ปุ่น พร้อมด้วยสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จออกมหาสมาคมและอวยพรปีใหม่จากระเบียงพระราชวัง

ปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่ เจ้าชายฮิซาฮิโตะ พระราชนัดดาในสมเด็จพระจักรพรรดิ เสด็จร่วมพิธีอย่างเป็นทางการ หลังทรงก้าวเข้าสู่พระชนม์วัยที่สามารถเข้าร่วมพระราชพิธีของราชสำนัก และทรงเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ลำดับที่สอง รองจากพระบิดา

การเสด็จออกทักทายประชาชนรับปีใหม่เป็นธรรมเนียมประจำปี และมีประชาชนจำนวนมากเดินทางฝ่าความหนาวเย็นเพื่อร่วมถวายพระพร

แม้สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นจะไม่มีอำนาจทางการเมือง แต่ทรงมีบทบาทเชิงสัญลักษณ์ และทรงเน้นย้ำสารแห่งสันติภาพ โดยในพระราชดำรัสล่วงหน้า ทรงกล่าวถึงวาระครบรอบ 80 ปี การสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง และความสำคัญของสันติภาพ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก

พระองค์ยังทรงแสดงความห่วงใยต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นช่วงที่ผ่านมา ทั้งแผ่นดินไหว ฝนตกหนัก หิมะ และไฟป่า

ทั้งนี้ พิธีถวายพระพรปีใหม่เมื่อปี 2024 เคยถูกยกเลิก หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในคาบสมุทรโนโตะ ขณะที่ในปี 2021 และ 2022 ถูกยกเลิกจากสถานการณ์โควิด-19.

สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นเสด็จออกมหาสมาคมรับปีใหม่ “เจ้าชายฮิซาฮิโตะ” ร่วมพิธีเป็นครั้งแรก

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา สิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือ สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นเสด็จออกมหาสมาคมรับปีใหม่ “เจ้าชายฮิซาฮิโตะ” ร่วมพิธีเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นภาพที่สร้างความประทับใจเเละเป็นสิริมงคลแก่ประชาชนชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง

ความสำคัญของ สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นเสด็จออกมหาสมาคมรับปีใหม่

งาน สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นเสด็จออกมหาสมาคมรับปีใหม่ ถือเป็นธรรมเนียมที่สำคัญอย่างยิ่งในวัฒนธรรมญี่ปุ่น เป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้เข้าเฝ้าและถวายพระพรแด่พระจักรพรรดิและพระราชวงศ์ เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคลและความหวัง

นอกจากนี้ การที่เจ้าชายฮิซาฮิโตะได้เข้าร่วมพิธีเป็นครั้งแรกยังเป็นการแสดงถึงการสืบทอดราชบัลลังก์และการเตรียมพร้อมสำหรับบทบาทในอนาคต

การปรากฏพระองค์ของพระราชวงศ์ในพิธีนี้ ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมงานอย่างเนืองแน่น แสดงให้เห็นถึงความเคารพและความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

บทบาทของสมเด็จพระจักรพรรดิในปัจจุบัน

ถึงเเม้ว่าสมเด็จพระจักรพรรดิจะไม่มีอำนาจทางการเมืองโดยตรง แต่พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสามัคคี และเป็นสัญลักษณ์แห่งความต่อเนื่องของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่น

พระราชดำรัสที่เน้นย้ำถึงสันติภาพและความห่วงใยต่อภัยพิบัติ แสดงให้เห็นถึงความใส่พระทัยในความเป็นอยู่ของประชาชนและความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น

พิธี สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นเสด็จออกมหาสมาคมรับปีใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ประเพณี แต่เป็นการแสดงออกถึงความรักและความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนชาวญี่ปุ่น

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการธำรงรักษาวัฒนธรรมและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติญี่ปุ่น

ที่มา – สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นเสด็จออกมหาสมาคมรับปีใหม่ “เจ้าชายฮิซาฮิโตะ” ร่วมพิธีเป็นครั้งแรก

จับอาการ! เกียร์ออโต้ใกล้พัง สังเกตก่อนสาย

เกียร์คือระบบส่งกำลังส่วนเชื่อมต่อที่สำคัญระหว่างเครื่องยนต์กับล้อ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับการขับเคลื่อนรถยนต์ ไม่ว่าคุณจะใช้เกียร์ธรรมดาหรือเกียร์อัตโนมัติ ระบบส่งกำลังที่ซับซ้อนนี้ก็ต้องรับแรงกดดันสูงสุดทุกครั้งที่เร่งความเร็ว ลดความเร็ว หรือเปลี่ยนเกียร์ การส่งกำลังอย่างต่อเนื่องจากเครื่องยนต์ไปยังล้อ ส่งผลให้ชิ้นส่วนระบบส่งกำลังสึกหรออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฟันเฟืองเสียดสีกันหลายพันครั้งในระยะทางแค่ 5 กิโลเมตร แผ่นคลัตช์ทำงานอย่างหนักและน้ำมันเกียร์ที่มีแรงดันและอุณหภูมิสูงไหลเวียนอยู่ การใช้งานอย่างต่อเนื่องย่อมต้องเกิดการสึกหรอเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าขับระวังดูแลดีๆ เกียร์บางรุ่นเครื่องพังไปแล้วเกียร์ยังใช้งานได้ดีอยู่ก็มีเยอะแยะ

เกียร์อัตโนมัติที่เริ่มเสื่อมสภาพหรือเริ่มมีอาการไม่ปกติ มีสัญญาณเตือนจากอาการต่างๆ ที่โผล่ออกมาขณะขับใช้งาน หากเป็นคนใช้รถที่รู้จักเอาใจใส่หมั่นดูแลรถยนต์ของตนเองโดยเฉพาะระบบส่งกำลัง อายุการใช้งานของเกียร์ลูกนั้นก็จะอยู่กับคุณไปจนรถพังแล้วเกียร์ก็ยังใช้งานได้อยู่ บางค่ายบอกว่าไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตลอดอายุการใช้งาน แต่เอาเข้าจริงๆ เกียร์จะพังที่ระยะใช้งานเกิน 100,000 กิโลเมตรเกือบทุกคันถ้าไม่มีการเปลี่ยนถ่ายของเหลวหล่อลื่นในเกียร์ รวมถึงตัวกรองน้ำมันเกียร์ ถ้าไม่อยากพังก็ควรจะเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ที่ระยะ 30,000-40,000 กิโลเมตร รวมถึงขับแบบถนอมเกียร์ ไม่เปลี่ยนเกียร์เล่นบ่อยๆ ไม่ขับแบบลากเกียร์ซึ่งจะเป็นการบั่นทอนอายุการใช้งานของเกียร์ออโต้ให้หดสั้นลง

ถึงจะดูแลอย่างไร ความสึกหรอจากการใช้งานก็เกิดขึ้นอยู่ดี ลางบอกเหตุว่าจับอาการเกียร์ออโต้ใกล้พัง มาในสองรูปแบบทั้งจากการมองเห็น เช่น น้ำมันเกียร์รั่วไหลนองพื้น หรือยัดเกียร์ D เพื่อเดินหน้าหรือเกียร์ R เพื่อถอยหลัง แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น รถยังคงนิ่งไม่ยอมขยับหรือต้องรอกันนานมากกว่ารถจะเคลื่อนตัว

อีกเรื่องที่ไม่เห็นด้วยกับบริษัทรถก็คือ การที่บอกว่า… ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตลอดอายุการใช้งาน สุดท้าย เกียร์พังครับ บางคันพังใกล้หมดการรับประกันก็ดีไป ได้เคลมเกียร์ใหม่ แต่ส่วนใหญ่เกียร์จะพังหลังหมดประกันแสนหรือแสนห้าหมื่นกิโลเมตรทั้งนั้น ไม่ว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่ แพงครับ ถ้าการรับประกันหมดก็ยับ

อันนี้ไม่เห็นด้วยอย่างแรงเรื่องน้ำมันเกียร์ไม่ต้องเปลี่ยนตลอดอายุการใช้งาน รถในไทยราคาแพงจากอัตราภาษี เป็นทรัพย์สินที่มีราคาสูงกว่าประเทศอื่น และเราก็ใช้รถเยอะถ้ามีแค่คันเดียว บางคันปีนึงวิ่งไปสามสี่หมื่นกิโลเมตร ถือเป็นเรื่องปกติ

เกียร์ออโต้ลูกนึงมีราคา 30% ของราคารถ เราใช้รถเยอะเนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ชอบระบบขนส่งมวลชนที่ไม่ค่อยจะครอบคลุม รถยนต์ที่ซื้อมาใช้ กว่าจะขายทิ้ง บางทีมี 200,000 กิโลเมตรหรือมากกว่านั้น อากาศในไทยร้อนทั้งปีทั้งชาติ เกียร์ทำงานที่อุณหภูมิสูงต่อเนื่องตลอดเวลา 40,000 กิโลเมตร ควรเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทิ้งใส่ของใหม่ เคยเห็นรถเกียร์พังที่ใกล้แสนกิโลเมตรเพราะไม่เคยเปลี่ยนของเหลวหล่อลื่น แกะเกียร์ออกมา น้ำมันเกียร์ เละเป็นช้อคโกแลตครับ เกียร์ใหม่รถญี่ปุ่น ราคาแสนกว่าหรือมากกว่านั้น ส่วนเกียร์รถยุโรป ลูกนึงมีสามสี่แสนหรือทะลุห้าแสนก็มีครับ

เกียร์อัตโนมัติสมัยใหม่มีความทนทานเป็นรองเกียร์ธรรมดาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เสมอไป อยู่ที่วิธีการขับและการบำรุงรักษาเพื่อยืดอายุการใช้งาน เนื่องจากเกียร์ออโต้สมัยใหม่ในปัจจุบัน มีชิ้นส่วนมากกว่า มีระบบไฟฟ้าเข้าไปเกี่ยวข้อง แถมยังมีความสลับซับซ้อนมากกว่าหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็นเกียร์สายพานพูเล่ย์ CVT หรือเกียร์ออโต้แบบเฟืองต่างขนาดทอร์คคอนเวอร์เตอร์ อาการก่อนการลาจากของเกียร์ออโต้ก็มีหลากหลายให้ได้สัมผัส เช่น

จับอาการเกียร์ออโต้ใกล้พัง!

จับอาการเกียร์ออโต้ใกล้พัง มีอะไรบ้าง? มาดูกัน:

  • 1-อาการกระตุกกระชากเวลาเกียร์เปลี่ยน
  • 2-การตอบสนองต่อการทดกำลังเชื่องช้าอืดอาดไม่ทันใจหรือไม่ได้อย่างใจเหมือนตอนใหม่ๆ
  • 3-เกียร์ก็ไม่เปลี่ยน หรือแม้แต่จะขับถอยหลัง พอยัดเกียร์ R รถก็ยังนิ่งสนิทไม่ขยับ

สังเกตอาการเริ่มต้น เกียร์ R มีปัญหา

ส่วนมาก อาการเริ่มแรกส่วนมากจะเกิดกับเกียร์ถอยหลังหรือเกียร์ R เวลาเครื่องเย็นเข้าเกียร์ถอยหลังหรือเกียร์ R บางทีก็ช้ามา หรือเข้าแล้วเกิดอาการกระตุกกระชาก ไม่นิ่มนวล หลังจากนั้นวิ่งไปสักระยะ พอเครื่องร้อนขึ้น อาการจะกลับมาเป็นปกติแบบเป็นๆ หายๆ

หลังจากเกิดอาการยัดเกียร์ถอยแล้วรถไม่ถอย สักระยะก็จะมีอาการนี้ตามมาช่วงจังหวะในการเปลียนเกียร์จะมีอาการลื่นของผ้าคลัตช์ในช่วงเปลียนเกียร์และการเปลียนเกียร์จะไม่นิ่มนวล

เข้าเกียร์แล้วไม่วิ่ง ออกตัวไม่ได้ ต้องรอเครื่องร้อนๆ หรือบางทีต้องเลื่อนคันเกียร์เพื่อออกตัวที่เกียร์ 2 ก่อน วิ่งไปสักพักค่อยเปลี่ยนกลับมาที่ตำแหน่ง D ได้

อาการต่อมาเวลาเข้าเกียร์ถอยหลังจากที่เกิดการกระชากในตอนแรกตอนนี้จะมีอาการเกียร์ถอยหลังไม่เข้าคือรถไม่ถอยหลังในตอนเครื่องเย็นพอ warm เครื่องร้อนขึ้นเกียร์ถอยหลังถึงจะเริ่มทำงานปกติ

เวลาเหยียบคันเร่ง รอบเครื่องยนต์พุ่งกวาดขึ้นแต่ไมล์ความเร็วไม่ขึ้นตาม รถเร่งความเร็วได้แบบห่วยแตก เร่งไม่ไป อืดเป็นเรือบรรทุกข้าว หรือความเร็วขึ้นช้ามากๆ ซึ่งอันตรายมากหากอยู่ในจังหวะที่ต้องการเร่งแซง

น้ำมันเกียร์ พร่องผิดปกติ (กินน้ำมันเกียร์หรือน้ำมันเกียร์รั่ว)

ใส่เกียร์ D หรือ R แล้วรถเคลื่อนตัวช้ากว่าปกติหรือต้องรอสักพักกว่าจะไป (อาการระยะสุดท้ายก่อนพัง) อาการเกียร์จะกลับบ้าน เข้า N ไป D เข้า N ไป R จะช้ารอนานกว่าจะเคลื่อนตัวหรือไม่เคลื่อนตัวเลยจอดนิ่งอยู่กับที่ แม้จะเร่งเครื่องก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น รถไม่ยอมวิ่ง เวลาเปลี่ยนเกียร์ก็จะเกิดอาการกระชาก วิ่งๆ อยู่เกียร์หลุด หรือเร่งไม่ไปกดเท่าไรก็ยังคลานเป็นเต่า ไม่ว่าจะตอนเครื่องเย็นเพิ่งสตาร์ตแล้ววิ่ง หรือวิ่งมานานจนเครื่องร้อน เกียร์ก็ดื้อไม่เปลี่ยนซะงั้น บางทีวิ่งๆ อยู่เกียร์เข้า limp home mode (วิ่งเกียร์เดียว นั่นก็คือเกียร์ 3)

งานที่ไม่สามารถทำเองได้ ต้องให้ช่างระบบส่งกำลังที่มีความชำนาญ เช่น ทำความสะอาดชุดโซลินอยล์ กล่องสมอง น้ำมันเกียร์ที่สดใหม่ กรองเกียร์ใหม่ เปลี่ยนตามระยะ 30,000-40,000 กิโลเมตร ขับแบบถนอมไม่กระโชกโฮกฮาก รอจนหยุดแล้วค่อยใส่เกียร์ถอย ลุยน้ำมาก็ควรให้ช่างตรวจสอบน้ำมันเกียร์ว่ามีน้ำเจือปนหรือไม่ ไม่เปลี่ยนเกียร์เล่นโดยไม่มีความจำเป็นเพราะขับทางราบ เหล่านี้ก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานของเกียร์อัตโนมัติให้ยืนยาวออกไปได้.

หากจับอาการเกียร์ออโต้ใกล้พัง ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และรีบแก้ไข จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงได้มากเลยทีเดียว อย่าละเลยสัญญาณเตือนจากรถของคุณนะครับ

ที่มา – จับอาการเกียร์ออโต้ใกล้พัง!

ทรัมป์ขู่แทรกแซงอิหร่าน? อย่าล้ำเส้น!

โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนอิหร่าน! สหรัฐฯ พร้อมแทรกแซง หากอิหร่านสังหารผู้ประท้วง! เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงระหว่างประเทศ ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดอิหร่านเตือนกลับ ทรัมป์อย่าล้ำเส้น!

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2568 สถานการณ์การประท้วงในอิหร่านทวีความตึงเครียดขึ้น เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาเตือนรัฐบาลอิหร่านอย่างเปิดเผยว่า หากรัฐบาลยังใช้ความรุนแรงและสังหารผู้ชุมนุม สหรัฐฯ จะไม่อยู่นิ่งเฉยและพร้อมเข้าช่วยเหลือในทันที

ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความสั้น ๆ ผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า หากอิหร่านยังคงยิงและสังหารผู้ประท้วงอย่างสันติ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาทำอยู่เป็นประจำ สหรัฐฯ จะเข้าไปให้ความช่วยเหลืออย่างแน่นอน พร้อมทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำที่แข็งกร้าวว่า สหรัฐฯ พร้อมเต็มที่ และเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติการแล้ว แต่ไม่ได้มีการระบุอย่างชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะดำเนินการในรูปแบบใด

ถ้อยแถลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการประท้วงครั้งใหญ่ในหลายเมืองของอิหร่าน ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว อันเนื่องมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ค่าเงินเรียลที่อ่อนค่าลงอย่างรุนแรง และความไม่พอใจต่อรัฐบาลศาสนา โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ศพ

ทางด้านอิหร่านก็ได้รีบออกมาตอบโต้ในทันที อาลี ลาริจานี ที่ปรึกษาของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้เตือนทรัมป์ให้ระมัดระวังคำพูด พร้อมระบุว่าการแทรกแซงกิจการภายในของอิหร่านนั้น จะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพไปทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง และจะทำลายผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เองอีกด้วย

ทรัมป์ขู่ สหรัฐฯ พร้อมแทรกแซง หากอิหร่านสังหารผู้ประท้วง เจอสวนกลับเตือนทรัมป์อย่าล้ำเส้น

รายงานจากสื่ออิหร่านระบุว่า การประท้วงในครั้งนี้ถือว่ามีความรุนแรงมากที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ลุกฮือเมื่อปี 2565 โดยมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ศพจากเหตุปะทะในหลายพื้นที่ ทั้งในเมืองลอร์เดกัน อัซนา คูห์ดัชต์ ฟูลัดชาห์ร์ และมาร์วดัชต์ โดยในบางกรณียังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นผู้ชุมนุมหรือเจ้าหน้าที่ ขณะที่ภาพจากโซเชียลมีเดียได้เผยให้เห็นภาพของรถยนต์ที่ถูกเผา และการไล่ล่ากันระหว่างผู้ประท้วงและกองกำลังความมั่นคง

ทำไมทรัมป์ขู่ สหรัฐฯ พร้อมแทรกแซง หากอิหร่านสังหารผู้ประท้วง?

การที่ทรัมป์ออกมาขู่ว่า สหรัฐฯ พร้อมแทรกแซง หากอิหร่านสังหารผู้ประท้วง นั้นมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ประการแรกคือ สหรัฐฯ มักจะออกมาแสดงท่าทีปกป้องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในต่างประเทศอยู่เสมอ การที่อิหร่านใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วงจึงเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ มองว่ายอมรับไม่ได้

ประการต่อมาคือ สหรัฐฯ มีความขัดแย้งกับอิหร่านมาอย่างยาวนาน การประท้วงในอิหร่านเป็นโอกาสให้สหรัฐฯ กดดันรัฐบาลอิหร่านให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่ สหรัฐฯ ขู่ว่าพร้อมแทรกแซง หากอิหร่านสังหารผู้ประท้วง ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดมากขึ้นได้

สถานการณ์นี้ยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการอย่างไรต่อไป และอิหร่านจะตอบสนองต่อท่าทีของสหรัฐฯ อย่างไร

ความเคลื่อนไหวของทรัมป์ที่ขู่ว่า สหรัฐฯ พร้อมแทรกแซง หากอิหร่านสังหารผู้ประท้วง นั้นส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นได้ หากทุกฝ่ายไม่พยายามหาทางออกร่วมกัน

สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างประเทศเช่นนี้ กระตุ้นให้เราต้องติดตามข่าวสารและความเป็นไปอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยและทั่วโลก

ที่มา – ทรัมป์ขู่ สหรัฐฯ พร้อมแทรกแซง หากอิหร่านสังหารผู้ประท้วง เจอสวนกลับเตือนทรัมป์อย่าล้ำเส้น

วิเคราะห์: นานซี่ ป้องกันตัวเองท่ามกลางศึก Old Firm

การสัมผัสถึงความร้อนระอุเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับผู้จัดการทีม Old Firm ทุกคน และ วิลฟรีด นานซี่ บอสของ Celtic ก็กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ยากลำบาก

เพียงสี่สัปดาห์หลังจากที่เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดถาวรของ Brendan Rodgers เขาก็แพ้ไปแล้ว 5 จาก 7 นัดที่คุมทีม

ด้วยเหตุนี้ นานซี่ จึงอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างมากก่อนเกมดาร์บี้กับ Rangers ในวันเสาร์นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแฟนบอลของสโมสรเอง

หลังจากความพ่ายแพ้ต่อ Hearts และ Dundee United ใน Scottish Premiership, Roma ใน Europa League และ St Mirren ใน Premier Sports Cup รอบชิงชนะเลิศ ชัยชนะในลีกติดต่อกันเหนือ Aberdeen และ Livingston ดูเหมือนจะช่วยให้สถานการณ์มั่นคงขึ้น

อย่างไรก็ตาม Celtic กลับเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานและถูก Motherwell เอาชนะไปอย่างขาดลอย 2-0 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และความโกรธจากแฟนบอลทีมเยือนก็ปรากฏให้เห็นตลอดทั้งเกม

Celtic ตามหลัง Hearts จ่าฝูงอยู่สามแต้ม ในขณะที่ Rangers จะมีแต้มเท่ากับทีมของ นานซี่ ที่ 38 แต้ม หากพวกเขาชนะที่ Parkhead

ในการแถลงข่าวที่น่าทึ่งก่อนเกมดาร์บี้ครั้งใหญ่ครั้งแรกของเขา นานซี่ ได้เปิดตัวการป้องกันตัวเองและทีมของเขาอย่างดุเดือดเมื่อวันศุกร์

เขาตอบคำถามเกี่ยวกับวิธีการของเขาอย่างไม่ธรรมดา รวมถึงคำตอบหนึ่งที่กินเวลาถึงเจ็ดนาที ในขณะที่ตัวเกมเองกลายเป็นเรื่องรองไปเมื่อเทียบกับชาวฝรั่งเศสและความมั่นคงในงานของเขา

“ผมรู้ว่างานของคุณคือการโจมตีผม หรือถามคำถามมากมาย ไม่มีปัญหากับสิ่งนั้น” นานซี่ กล่าว “งานของผมคือการเป็นโค้ช งานของคุณคือการถามคำถาม”

“ถ้าคุณต้องการตัดสินผมตอนนี้ คุณสามารถทำได้ ผมไม่มีผลลัพธ์ที่เราต้องการ – มันเป็นความจริง ผมไม่สามารถปฏิเสธได้”

เขาวิงวอนขอความอดทน แต่ยอมรับทันทีว่านี่คืองานที่ความเสี่ยงสูงหมายถึงความอดทนมีน้อย

“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น โดยปกติเราจะมีช่วงปรีซีซั่นสี่หรือห้าสัปดาห์ ผมไม่มีสิ่งนั้น” นานซี่ กล่าว

“ความจริงก็คือ ก่อนที่ผมจะมา ผมรู้ว่าถ้าผมไม่ชนะเกม ผมจะต้องเจอปัญหา นี่เป็นส่วนหนึ่งของงาน ผมยินดีที่ได้อยู่ที่นี่และผมรู้ว่าเราอยู่ที่ไหนตอนนี้”

ชัยชนะในวันเสาร์นี้อาจสร้างความแตกต่างอย่างมากให้กับ นานซี่ และทีมของเขาอาจจะคว้าแชมป์ในเดือนพฤษภาคมได้

อย่างไรก็ตาม ความพ่ายแพ้จะเพิ่มแรงกดดันขึ้นไปอีกระดับใหม่

เมื่อเขาเดินเข้ามาที่ Celtic ในช่วงต้นเดือนธันวาคม นานซี่ พบสโมสรที่แฟนบอลกำลังขัดแย้งกับผู้บริหาร

ท่ามกลางการขาดการลงทุนในช่วงซัมเมอร์ที่รับรู้ได้ Celtic ไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นใน Champions League และสะดุดล้มในประเทศภายใต้การนำของ Rodgers

Rodgers ลาออกเมื่อปลายเดือนตุลาคม ท่ามกลางข้อกล่าวหาจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ Dermot Desmond ว่ามีพฤติกรรม “แตกแยก ทำให้เข้าใจผิด และเห็นแก่ตัว”

เขาถูกแทนที่ชั่วคราวโดย Martin O’Neill ตำนานของสโมสร ซึ่งชนะ 7 จาก 8 นัดของเขาและฟื้นฟูความปรารถนาดีในหมู่ผู้สนับสนุน

นานซี่ ได้ยกเลิกระบบ 4-3-3 ที่ O’Neill ใช้และหันมาใช้ระบบ 3-4-3 ของตัวเอง และยอมรับว่าทีมของเขาเล่นได้ต่ำกว่าระดับที่เขาต้องการ

“ลองดูวิธีที่ผมเป็นโค้ช เป็นผู้จัดการทีม และสิ่งที่ผมต้องการนำมา และคุณจะเห็นว่าเรายังไม่ถึงจุดนั้น” นานซี่ กล่าว

“ถ้าคุณทำงานของคุณ คุณจะเห็นสิ่งที่ผมทำ ถ้าคุณอดทน – ผมรู้ว่าคุณไม่สามารถอดทนในงานนี้ได้ – คุณจะเห็นสิ่งที่ผมทำได้ ทีมและผู้เล่นของผม

“นี่คือข้อความของผมสำหรับทุกคน – แฟนบอล พวกคุณ ทุกคน – นี่คือความเป็นจริงและเรารู้เรื่องนั้นมาก่อนกับบอร์ดเมื่อผมมา”

เพราะเราแพ้ไปสองสามเกม มันก็เหมือนว่าเราอยู่ท้ายตาราง

นานซี่ กล่าวว่าเขาเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงคำวิจารณ์ที่มาพร้อมกับการเริ่มต้นที่ไม่น่าประทับใจของเขา แต่กล่าวว่าเขา “ทุกข์ทรมาน” เพราะผู้เล่นของเขา “ไม่พร้อม”

“ผมทุกข์ทรมาน” เขากล่าว “ไม่ใช่คำวิจารณ์ เพราะนั่นเป็นส่วนหนึ่งของงานของผม ผมทุกข์ทรมานที่ผมรู้ว่าถ้า [ผู้เล่น] เข้ามาอยู่ในตำแหน่งนี้ เราสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ แต่เขาไม่พร้อมที่จะทำ”

“ผมโจมตีด้วยวิธีที่แตกต่างกัน แต่ผู้เล่นของผมต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการทำ”

“คุณไม่ชนะ คุณก็ถูกฆ่า คุณชนะ ก็โอเค”

ชาวฝรั่งเศสกล่าวว่าเขารู้ว่าเขากำลังทำอะไรที่ Parkhead และเน้นย้ำว่านี่เป็นเพียงต้นเดือนมกราคมและยังมีหนทางอีกยาวไกลในฤดูกาลนี้

เกี่ยวกับความผิดหวังในหมู่ผู้สนับสนุน เขากล่าวว่า “ผมเข้าใจเรื่องนั้นอย่างสมบูรณ์แบบและผู้คนมีสิทธิ์ที่จะไม่มีความสุข ในทุกสโมสรของผม การเชื่อมต่อกับแฟนบอลนั้นยอดเยี่ยมมาก”

“ผมเข้ามาในช่วงกลางฤดูกาล – พวกเขากำลังชนะ ตอนนี้เราแพ้ ผมต้องใช้เวลาและผมเข้าใจว่า Celtic คือ Celtic ผมเข้าใจวัฒนธรรม แต่ผมไม่ชอบที่จะสัญญาอะไร”

“สิ่งที่ผมจะสัญญาคือผมจะทำทุกอย่างให้สอดคล้องกัน ถ้าผมไม่เข้าใจผิด เราเป็นเพียงอันดับสองเท่านั้น ฤดูกาลนี้ยาวนาน”

“เพราะเราแพ้ไปสองสามเกม มันก็เหมือนว่าเราอยู่ท้ายตาราง ผมเข้าใจเรื่องเล่า ผมไม่ได้บอกว่าผมยอมรับมัน”

“ผมไม่ได้บอกว่าอันดับสองนั้นดี ผมแค่ให้บริบทว่าเราอยู่ที่ไหนตอนนี้ ผมไม่ได้พยายามซื้อเวลา เวลาเดียวที่จะซื้อเวลาคือตอนที่เราชนะเกม”

‘ฉันไม่ใช่คนเล่นกองหลังห้าคน’

แม้จะยอมรับว่าผลการแข่งขันไม่ดีพอ นานซี่ ก็โต้แย้งว่ากลยุทธ์ของเขาคือสิ่งที่ต้องตำหนิ โดยกล่าวว่ามีเพียงหนึ่งใน 15 ประตูที่เสียไปใน 7 นัดของเขาคือความล้มเหลวของระบบของเขา

“ผมคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างทุกครั้ง” เขากล่าว “ผมวิเคราะห์สิ่งที่เราทำได้ ดูประตูทั้งหมดที่เราเสียไป และถ้าสิ่งนี้เกี่ยวกับระบบ”

“ผมทำมันแล้วและนี่ไม่ใช่กรณี เราเสียประตูมากมายจากลูกตั้งเตะ ช่วงเวลาเดียวที่เรามีปัญหากับระบบ – และนี่เป็นเรื่องปกติ – คือประตูที่สองที่เสียให้กับ Roma”

“ณ เวลานี้ ในแง่ของผลลัพธ์ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ แต่ในขณะเดียวกันผมก็เห็นหลายสิ่งที่ผมชอบจริงๆ”

ในการแถลงข่าว 25 นาที โค้ชทีม Columbus Crew คนก่อนยังโต้แย้งความคิดที่ว่าเขาเล่นด้วยกองหลังห้าคน และกล่าวว่ามันซับซ้อนกว่านั้น

“ผมอยากให้คุณเข้าใจว่าผมไม่ได้เล่นด้วยกองหลังห้าคน” เขากล่าว “ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพูดถึงเรื่องนี้ ผมไม่ได้เล่นด้วยกองหลังห้าคน”

“วิธีที่เราป้องกันส่วนใหญ่ นี่คือแนวรับสี่คน หรืออาจจะเป็นแนวรับสามคน เมื่อคุณเล่นแนวรับสี่คน บางครั้งคุณอาจมีแนวรับห้าคนหรือหกคน ดังนั้นสำหรับผมแล้วมันไม่มีประโยชน์ที่จะพูดถึงเรื่องนั้น”

“ผมไม่เคยบอกว่าผมเป็นคนที่เล่นแนวรับห้าคน ผมไม่เคยพูดแบบนั้น ผมเล่นด้วยกองหลังสี่คน ผมเล่นด้วยกองหลังสามคน ผมเล่นด้วยกองหลังสองคน นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ผมต้องการเห็นบางสิ่งบางอย่าง และหลังจากนั้นผมจะวิเคราะห์”

นานซี่ ป้องกันตัวเองท่ามกลางศึก Old Firm

การที่ นานซี่ ออกมาปกป้องตัวเองอย่างแข็งขัน แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันมหาศาลที่เขากำลังเผชิญอยู่ การเปลี่ยนแปลงทีมและระบบการเล่นในช่วงกลางฤดูกาลไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องใช้เวลาเพื่อให้ผู้เล่นปรับตัวเข้ากับแนวทางใหม่ คำถามคือ Celtic จะให้เวลา นานซี่ มากแค่ไหนก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องอนาคตของเขา ชัยชนะในเกม Old Firm จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยลดแรงกดดันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งตัวเขาและทีมได้

ที่มา – ‘Nancy leaps to his own defence as he feels Old Firm heat’

โรดรีโก้ต้องการย้ายออกจากเรอัลมาดริด – ข่าวลือ

ข่าวลือล่าสุดในวงการฟุตบอล: โรดรีโก้ต้องการย้ายออกจากเรอัลมาดริด โดยมีสามสโมสรในพรีเมียร์ลีกให้ความสนใจ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด กลับมาให้ความสนใจในตัว Carlos Baleba อีกครั้ง ขณะที่ เวสต์แฮม กำลังตามล่า Taty Castellanos

ปีกชาวบราซิลวัย 24 ปี โรดรีโก้ ต้องการย้ายออกจาก เรอัลมาดริด ท่ามกลางความสนใจจาก อาร์เซนอล, แมนเชสเตอร์ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล (AS – ภาษาสเปน), external

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการเซ็นสัญญากับ Carlos Baleba กองกลางของ ไบรท์ตัน วัย 21 ปี แต่มีแนวโน้มที่จะรอจนถึงช่วงซัมเมอร์ (Sky Sports), external

เวสต์แฮม กำลังเจรจาเพื่อเซ็นสัญญากับ Taty Castellanos กองหน้าของ ลาซิโอ และทีมชาติอาร์เจนตินา วัย 27 ปี ด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ (Mail), external

เซ็นเตอร์แบ็คก็เป็นอีกตำแหน่งที่ เวสต์แฮม ให้ความสำคัญ โดยยังคงให้ความสนใจใน Charlie Cresswell กองหลังของ ตูลูส วัย 23 ปี ที่เคยเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษรุ่นอายุต่ำกว่า 21 ปี (Guardian), external

ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และ นิวคาสเซิล ต่างจับตาดู Othmane Maamma กองหน้าทีมชาติโมร็อกโกชุดอายุต่ำกว่า 20 ปี ของ วัตฟอร์ด วัย 20 ปี (Teamtalk), external

ยูเวนตุส ได้ติดต่อกับ เวสต์แฮม เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการคว้าตัว Guido Rodriguez กองกลางชาวอาร์เจนตินาวัย 31 ปี เนื่องจากพวกเขากำลังประเมินตัวเลือกที่เป็นไปได้ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะหน้าหนาว (La Corriere dello Sport – ภาษาอิตาลี), external

คริสตัลพาเลซ, ลีดส์ และ น็อตติงแฮมฟอเรสต์ ต่างให้ความสนใจใน Joe Willock กองกลางชาวอังกฤษวัย 26 ปี ของ นิวคาสเซิล (i paper – ต้องสมัครสมาชิก), external

นิวคาสเซิล กำลังวางแผนที่จะยื่นข้อเสนอให้ Dayann Methalie กองหลังชาวฝรั่งเศสวัย 19 ปี ซึ่งประเดิมสนามให้กับทีมชุดใหญ่ของ ตูลูส ในปี 2025 (Sun), external

ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต มั่นใจว่าจะเซ็นสัญญายืมตัว Arnaud Kalimuendo กองหน้าชาวฝรั่งเศสวัย 23 ปี จาก น็อตติงแฮมฟอเรสต์ (Athletic – ต้องสมัครสมาชิก), external

ฟูแล่ม กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในการเซ็นสัญญากับ Ricardo Pepi กองหน้าชาวอเมริกันวัย 22 ปี จาก PSV (Teamtalk), external

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด อนุญาตให้ Sam Mather วัย 21 ปี ออกจากทีมได้ในเดือนนี้ โดยมีทีมจากตุรกีและเมเจอร์ลีกซอกเกอร์ให้ความสนใจในตัวปีกชาวอังกฤษรายนี้ (Sun), external

เชลซี กำลังวางแผนที่จะยื่นข้อเสนอให้ Morgan Rogers กองกลางของ แอสตันวิลล่า และทีมชาติอังกฤษ วัย 23 ปี รวมถึง Ethan Nwaneri กองหน้าชาวอังกฤษวัย 18 ปี ของ อาร์เซนอล (CaughtOffside), external

โรดรีโก้ต้องการย้ายออกจากเรอัลมาดริด

การที่ โรดรีโก้ต้องการย้ายออกจากเรอัลมาดริด นั้น ถือเป็นข่าวใหญ่ในวงการฟุตบอล เพราะเขาเป็นผู้เล่นที่มีศักยภาพสูงและเป็นกำลังสำคัญของทีม เรอัลมาดริด การย้ายทีมของเขาอาจส่งผลกระทบต่อทั้ง เรอัลมาดริด และทีมใหม่ที่เขาจะย้ายไปร่วมทีม

ทำไมโรดรีโก้ต้องการย้ายออกจากเรอัลมาดริด?

เหตุผลที่ โรดรีโก้ต้องการย้ายออกจากเรอัลมาดริด นั้นยังไม่ชัดเจน แต่มีข่าวลือว่าเขาไม่พอใจกับบทบาทของเขาในทีม และต้องการโอกาสในการลงเล่นมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่าเขามีปัญหากับผู้จัดการทีม Carlo Ancelotti

หาก โรดรีโก้ต้องการย้ายออกจากเรอัลมาดริด จริง จะมีหลายทีมที่ให้ความสนใจในตัวเขาอย่างแน่นอน เพราะเขาเป็นผู้เล่นที่มีความสามารถหลากหลายและสามารถเล่นได้ในหลายตำแหน่ง

  • อาร์เซนอล
  • แมนเชสเตอร์ซิตี้
  • ลิเวอร์พูล

ทีมเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนของทีมที่อาจให้ความสนใจในตัวโรดรีโก้

การที่โรดรีโก้อาจจะย้ายออกจากทีมนั้น แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในวงการฟุตบอล และพร้อมเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นนักเตะคนไหน หรือสโมสรไหนก็ตาม พวกเขาพร้อมที่จะแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ที่ดีกว่าเสมอ

ที่มา – Rodrygo wants Real Madrid exit – Saturday’s gossip

เวสต์แฮมเซ็นสัญญา ปาโบล เฟลิเป้ เสริมคม!

เวสต์แฮมเซ็นสัญญา ปาโบล เฟลิเป้ กองหน้าชาวบราซิลเลียน จากสโมสร กิล วิเซนเต้ ในโปรตุเกส ด้วยสัญญา 4 ปีครึ่ง อย่างเป็นทางการแล้ว! ถือเป็นการเสริมทัพที่น่าสนใจเพื่อแก้ไขปัญหาการจบสกอร์ของทีม

แข้งวัย 22 ปี ย้ายมาร่วมทีมขุนค้อนที่ ลอนดอน สเตเดียม ด้วยค่าตัว 25 ล้านยูโร (ประมาณ 21.8 ล้านปอนด์) กลายเป็นนักเตะคนแรกที่ นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ คว้าตัวมาร่วมทีมตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

กองหน้ารายนี้ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในลีกโปรตุเกส โดยยิงไปถึง 10 ประตู จากการลงเล่น 13 นัดในฤดูกาลนี้ และพร้อมที่จะลงสนามช่วยทีมในเกมพรีเมียร์ลีกที่จะบุกไปเยือน วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ในวันเสาร์นี้ทันที

“ผมมีความสุขมากๆ ผมจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อสโมสรแห่งนี้ จะแสดงทุกสิ่งที่มีในสนาม ทั้งความพยายาม ความมุ่งมั่นทั้งหมดของผม” เฟลิเป้ กล่าวอย่างมุ่งมั่น

“แฟนบอลชื่นชอบนักเตะที่สู้เพื่อตราสโมสร และผมสัญญาว่าจะทุ่มเทหยาดเหงื่อทุกหยดในสนามเพื่อสโมสรแห่งนี้”

“ผมต้องการส่งข้อความที่ชัดเจนว่าผมมาที่นี่เพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง” เฟลิเป้ กล่าวเสริม

เวสต์แฮมที่ประสบปัญหาในการทำประตูในช่วงครึ่งแรกของฤดูกาล ปัจจุบันรั้งอันดับ 18 ในตารางพรีเมียร์ลีก มีแต้มตามหลังพื้นที่ปลอดภัยอยู่ 4 คะแนน การมาของ เฟลิเป้ จึงเป็นความหวังที่จะช่วยให้ทีมยิงประตูได้มากขึ้นและหนีพ้นโซนตกชั้น

เวสต์แฮมเซ็นสัญญา ปาโบล เฟลิเป้ จริงจัง!

การเซ็นสัญญา ปาโบล เฟลิเป้ ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของเวสต์แฮมในการแก้ไขปัญหาแนวรุกที่ฝืดเคือง พวกเขาหวังว่าความสามารถในการจบสกอร์ของดาวเตะบราซิลเลียนจะช่วยให้ทีมกลับมาทำประตูได้อย่างต่อเนื่องและเก็บแต้มได้อย่างสม่ำเสมอ

ทำไมเวสต์แฮมถึงเซ็นสัญญา ปาโบล เฟลิเป้?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเวสต์แฮมถึงตัดสินใจทุ่มเงินคว้าตัว ปาโบล เฟลิเป้ มาร่วมทีม คำตอบง่ายๆ คือ พวกเขากำลังต้องการกองหน้าที่สามารถยิงประตูได้ การที่ เฟลิเป้ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในลีกโปรตุเกส ทำให้เวสต์แฮมเชื่อมั่นว่าเขาสามารถปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษได้อย่างรวดเร็วและช่วยทีมผลิตสกอร์ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

  • ความสามารถในการจบสกอร์: เฟลิเป้ มีสถิติการทำประตูที่ยอดเยี่ยม และเป็นที่ต้องการของหลายทีมในยุโรป
  • ความเร็วและความคล่องตัว: เฟลิเป้ มีความเร็วและความคล่องตัวสูง ทำให้สามารถสร้างความปั่นป่วนให้กับแนวรับของคู่ต่อสู้ได้
  • ความกระหายในชัยชนะ: เฟลิเป้ เป็นนักเตะที่มีความมุ่งมั่นและกระหายในชัยชนะ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับนักเตะที่ต้องการประสบความสำเร็จในพรีเมียร์ลีก

การมาถึงของ ปาโบล เฟลิเป้ ทำให้แฟนบอลเวสต์แฮมมีความหวังมากขึ้นว่าทีมจะสามารถทำผลงานได้ดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล พวกเขาคาดหวังว่า เฟลิเป้ จะเป็นกำลังสำคัญในการพาเวสต์แฮมรอดพ้นจากการตกชั้นและกลับมาอยู่ในเส้นทางที่ควรจะเป็น

แน่นอนว่าการปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษอาจต้องใช้เวลา แต่ด้วยความสามารถและศักยภาพที่ เฟลิเป้ มี เวสต์แฮมมั่นใจว่าเขาจะสามารถสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้อย่างแน่นอน

การเซ็นสัญญาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ ที่ต้องการพาทีมประสบความสำเร็จ และการมีนักเตะอย่าง ปาโบล เฟลิเป้ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เวสต์แฮมบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

สุดท้ายนี้ การมาของ ปาโบล เฟลิเป้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเสริมทัพ แต่มันคือสัญญาณที่บ่งบอกว่า เวสต์แฮม กำลังมุ่งหน้าไปสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวังและความสำเร็จ

ที่มา – West Ham sign Brazilian forward Pablo Felipe

เอียน เมอร์เรย์ รับตำแหน่งกุนซือมอร์ตันคนใหม่

เอียน เมอร์เรย์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมกรีน็อค มอร์ตัน โดยอดีตกองหลังทีมชาติสกอตแลนด์เซ็นสัญญาเป็นเวลา 18 เดือน

เมอร์เรย์เข้ามาแทนที่ ดูกี้ อิมรี ซึ่งออกจากมอร์ตันไปคุมทีมเรธ โรเวอร์ส ซึ่งเป็นสโมสรคู่แข่งในแชมเปี้ยนชิพเมื่อเดือนพฤศจิกายน

บทบาทการจัดการทีมล่าสุดของชายวัย 44 ปีคือที่เรธ หลังจากเคยคุมทีมดัมบาร์ตัน เซนต์เมียร์เรน และแอร์เดรียโนนียนส์

แกรี่ มิลเลอร์ ซึ่งรับหน้าที่คุมทีมมอร์ตันชั่วคราวในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จะอยู่กับสโมสรต่อไปในฐานะผู้ช่วยของเมอร์เรย์

“ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมกรีน็อค มอร์ตัน” เมอร์เรย์กล่าว

“รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสนี้ที่สโมสรที่น่าภาคภูมิใจเช่นนี้ และผมแทบรอไม่ไหวที่จะเริ่มต้น

“ผมตั้งตารอที่จะได้พบกับนักเตะ สตาฟฟ์ และแน่นอนว่าผู้สนับสนุน และเริ่มงานให้เร็วที่สุด

“มีหลายสิ่งที่น่าตื่นเต้น และผมกระตือรือร้นที่จะทุ่มเททุกอย่างที่ผมมีเพื่อขับเคลื่อนสโมสรไปข้างหน้าร่วมกัน”

เอียน เมอร์เรย์ รับตำแหน่งกุนซือมอร์ตันคนใหม่

การแต่งตั้ง เอียน เมอร์เรย์ รับตำแหน่งกุนซือมอร์ตันคนใหม่ ถือเป็นข่าวใหญ่สำหรับวงการฟุตบอลสกอตแลนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแฟนบอลของกรีน็อค มอร์ตัน ที่กำลังมองหาความเปลี่ยนแปลงและทิศทางใหม่ๆ ของทีม

เมอร์เรย์เป็นอดีตนักเตะที่มีประสบการณ์ และเคยคุมทีมมาแล้วหลายสโมสรในสกอตแลนด์ ทำให้เขามีความเข้าใจในฟุตบอลสกอตแลนด์เป็นอย่างดี การเข้ามาของเขาจึงเป็นที่คาดหวังว่าจะช่วยยกระดับทีมมอร์ตันให้ดีขึ้น

ความท้าทายของ เอียน เมอร์เรย์ กับมอร์ตัน

แน่นอนว่าการเข้ามาคุมทีมมอร์ตันของ เอียน เมอร์เรย์ รับตำแหน่งกุนซือมอร์ตันคนใหม่ นั้น มาพร้อมกับความท้าทายหลายประการ ประการแรกคือการสร้างทีมเวิร์คและความเข้าใจในแท็กติกของทีมให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากฤดูกาลกำลังดำเนินไป และทุกคะแนนมีความสำคัญ

นอกจากนี้ เมอร์เรย์ยังต้องเผชิญหน้ากับความคาดหวังของแฟนบอลที่ต้องการเห็นทีมประสบความสำเร็จ การตอบสนองต่อความคาดหวังเหล่านี้ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทีม จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพามอร์ตันไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

  • สิ่งที่เมอร์เรย์ต้องทำ:
  • สร้างทีมเวิร์ค
  • วางแท็กติกที่เหมาะสม
  • สร้างความเชื่อมั่นให้ทีม
  • ตอบสนองความคาดหวังของแฟนบอล

เอียน เมอร์เรย์ รับตำแหน่งกุนซือมอร์ตันคนใหม่ ถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของสโมสร และเป็นความหวังของแฟนบอลที่จะได้เห็นทีมพัฒนาและประสบความสำเร็จในอนาคต การสนับสนุนจากทุกคนในสโมสรและแฟนบอล จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เมอร์เรย์สามารถนำพามอร์ตันไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

การตัดสินใจครั้งนี้ บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นของทีมในการพัฒนาและก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เราหวังว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดี และสร้างความสุขให้กับแฟนบอลทุกคน

ที่มา – Murray appointed as new Morton manager

แผ่นดินไหว 6.5 เขย่าเม็กซิโก อพยพด่วน!

แผ่นดินไหวขนาด 6.5 แมกนิจูดเขย่ากรุงเม็กซิโกซิตี้และรัฐเกร์เรโร สัญญาณเตือนภัยดังกระหึ่ม ประธานาธิบดีต้องอพยพออกจากทำเนียบระหว่างแถลงข่าว เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายร้ายแรง

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2569 สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหว 6.5 แมกนิจูดที่สร้างความสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในกรุงเม็กซิโกซิตี้และรัฐเกร์เรโร ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่ ทำให้ประชาชนจำนวนมากตื่นตระหนก รีบอพยพออกจากอาคารสูงเพื่อความปลอดภัย หลังสัญญาณเตือนภัยแผ่นดินไหว 6.5 ดังสนั่นไปทั่วเมือง

ข้อมูลจากสำนักงานแผ่นดินไหวเม็กซิโกระบุว่า จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหว 6.5 ครั้งนี้ อยู่ห่างจากเมืองซาน มาร์กอส ในรัฐเกร์เรโรไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 14 กิโลเมตร หรือประมาณ 400 กิโลเมตรจากกรุงเม็กซิโกซิตี้ ขณะที่ USGS แจ้งว่าแรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นใกล้ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ทางตะวันออกของเมืองท่องเที่ยวชื่อดังอย่างอากาปุลโก โดยมีความลึกประมาณ 35 กิโลเมตร

แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว 6.5 ส่งผลให้ประธานาธิบดีคลอเดีย ไชน์บอม ต้องยุติการแถลงข่าวเช้าวันแรกของปีอย่างกะทันหัน และอพยพออกจากทำเนียบประธานาธิบดีพร้อมกับคณะผู้สื่อข่าว หลังจากสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีได้แจ้งให้ประชาชนทราบว่า ยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรง หรือผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งในกรุงเม็กซิโกซิตี้และรัฐเกร์เรโร

สื่อท้องถิ่นรายงานเพิ่มเติมว่า ในบางพื้นที่ของกรุงเม็กซิโกซิตี้ เกิดปัญหาไฟฟ้าดับเป็นช่วงๆ ทางการได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ตำรวจออกตรวจตราสถานการณ์ในเขตใจกลางเมืองอย่างเร่งด่วน แรงสั่นสะเทือนยังรับรู้ได้ในหลายภูมิภาคโดยรอบ อาทิ ตรัส เบเยส คอร์โดบา ซาลาปา โอริซาบา และโกอัตซาโกอัลกอส

แผ่นดินไหว 6.5 เขย่าเม็กซิโก

เม็กซิโกเป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกถึง 5 แผ่น ทำให้เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง โดยเฉพาะกรุงเม็กซิโกซิตี้ ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นดินโคลนของทะเลสาบโบราณ ทำให้เมืองนี้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดความเสียหายจากแผ่นดินไหว

ผลกระทบจากแผ่นดินไหว 6.5

ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรง แต่เหตุการณ์แผ่นดินไหว 6.5 ครั้งนี้ ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนชาวเม็กซิโกเป็นอย่างมาก หลายคนยังคงหวาดกลัวต่อสถานการณ์ และเฝ้าระวังติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ทางการเม็กซิโกได้ออกมาตรการเร่งด่วนในการให้ความช่วยเหลือประชาชน และประเมินความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราควรเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอยู่เสมอ การมีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดแผ่นดินไหว การมีแผนฉุกเฉิน และการเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น สามารถช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่คาดการณ์ไม่ได้ ดังนั้นการเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและคนที่เรารัก

ที่มา – แผ่นดินไหว 6.5 เขย่าเม็กซิโก อพยพประชาชนลงจากอาคารสูงอย่างเร่งด่วน ยังไม่พบความเสียหายรุนแรง