วัน: 4 มกราคม 2026

“คุณหญิงสุดารัตน์” เอาผิด “โดม” แม้ขอโทษ!

คุณหญิงสุดารัตน์” ยืนยันเดินหน้าเอาผิดทางกฎหมายกับ “โดม ปกรณ์ ลัม” แม้จะเข้ามาขอโทษแล้วก็ตาม ด้าน “จินนี่” พร้อมให้ปากคำตำรวจ แต่จะไม่เผชิญหน้า ย้ำเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองในการเปลี่ยนแนวคิดและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 เวลา 15:30 น. ที่ลิโด้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมแคนดิเดตนายกของพรรค ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี โดม ปกรณ์ ลัม นักร้อง นักแสดงชื่อดังที่แสดงความคิดเห็นคุกคาม นางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือ จินนี่ บุตรสาว ว่า โดม ปกรณ์ ลัม ได้ติดต่อมาตั้งแต่ก่อนปีใหม่ แต่ไม่ได้ติดต่อโดยตรง แต่ติดต่อผ่านคนรอบข้าง เพื่อขอเข้าพบ ซึ่งในวันที่ข่าวออกว่าโดมได้เดินทางมาที่ทำการพรรค แต่พวกเราไม่ได้อยู่ที่ทำการพรรค โดมจึงฝากกระเช้าไว้กับ รปภ. และแจ้งผ่านคนที่ติดต่อมาว่าหลังปีใหม่ค่อยพูดคุยกัน ยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เพื่อต้องการให้สังคมหยุดมองผู้หญิงเป็นวัตถุ และหันมาเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเพศใด ทั้งผู้หญิง, ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ, ผู้ชาย, คนพิการ และเด็ก

“วันนี้มีการแสดงเจตจำนงชัดเจนในการดำเนินคดี เพื่อให้สังคมตระหนักว่าการมองผู้หญิงเป็นวัตถุ ในปี พ.ศ.นี้ ควรจบได้แล้ว” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว

พรรคไทยสร้างไทยเป็นพรรคการเมือง เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เราจึงต้องปกป้องในกรณีอื่นๆ และกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองที่ต้องทำเพื่อเปลี่ยนความคิดของคนในสังคม ให้เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากใครโดนแบบนี้ ไม่ใช่แค่ลูกสาวตน แต่เป็นลูกหลานใครก็ควรได้รับการเคารพเช่นกัน

“คุณหญิงสุดารัตน์” เดินหน้าเอาผิด “โดม” แม้จะมาขอโทษ

เมื่อถูกถามถึงแนวคิดในการเพิ่มโทษสำหรับการคุกคามทางออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับดาราหรืออินฟลูเอนเซอร์ ที่ไม่เกรงกลัวกฎหมาย คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า กฎหมายนี้เพิ่งประกาศใช้ และกำลังพิจารณาช่องโหว่ทางกฎหมาย เพื่อให้เกิดความรัดกุมยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นนโยบายที่สำคัญในการสร้างสังคมที่ปลอดภัย ทั้งด้านการกดขี่ทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

เมื่อถามว่า หากโดมเข้ามาขอโทษ จะรับคำขอโทษหรือไม่? คุณหญิงสุดารัตน์ ตอบว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องความแค้น แต่ต้องสื่อสารให้เข้าใจว่าสังคมควรมองกันอย่างเป็นพี่น้อง ครอบครัวเดียวกัน และเอื้ออาทรต่อกัน ไม่ใช่ดูหมิ่นหรือดูถูกใคร ไม่ว่าเขาจะยากจนแค่ไหน แต่ต้องมีการพูดคุยกันก่อน และในช่วงหลังปีใหม่นี้ยังไม่ได้ติดต่อจาก โดม ปกรณ์ ลัม

ส่วนเรื่องการให้ปากคำกับตำรวจ สน.พหลโยธิน และโอกาสที่จะเผชิญหน้ากับคู่กรณี คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ในทางกฎหมายคงไม่มีการเผชิญหน้ากันอย่างแน่นอน จินนี่เองตอนแรกรู้สึกเสียใจ แต่เมื่อตั้งสติได้ก็เข้มแข็ง และสามารถแก้ปัญหาและไตร่ตรองทุกอย่างด้วยสติ

สำหรับการดำเนินการหลังจากนี้ให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งจินนี่เองต้องเข้าให้ปากคำตามกฎหมาย ส่วนจะเข้าไปวันไหนนั้นยังไม่มีการนัดหมาย

น.ส.ยศสุดา กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องนัดหมายกับทีมทนายอีกครั้ง หลังจากผ่านช่วงปีใหม่ หลังจากนั้นจะดำเนินการตามกระบวนการต่อไป

ทำไม “คุณหญิงสุดารัตน์” ถึงยังยืนยันที่จะดำเนินคดี?

แม้ว่าโดม ปกรณ์ ลัม จะออกมาขอโทษแล้ว แต่คุณหญิงสุดารัตน์ยังคงยืนยันที่จะดำเนินคดีต่อไป เหตุผลสำคัญไม่ใช่เรื่องความแค้นส่วนตัว แต่เป็นการส่งสัญญาณไปยังสังคมว่าการคุกคามทางเพศและการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ การดำเนินคดีนี้จึงเป็นเหมือนการสร้างบรรทัดฐานใหม่ เพื่อให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพซึ่งกันและกัน

การตัดสินใจของคุณหญิงสุดารัตน์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิสตรีและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดในสังคม การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ทุกคนควรได้รับ และการกระทำใดๆ ที่เป็นการลดทอนคุณค่าของความเป็นมนุษย์ไม่ควรถูกมองข้าม

ที่มา – “คุณหญิงสุดารัตน์” เดินหน้าเอาผิด “โดม” แม้จะมาขอโทษ เดือดต้องหยุดมองผู้หญิงเป็นวัตถุ

ผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ

พ.ต.อ.กฤษดา มินทร์เสน ผกก.สภ.เกาะช้าง ยืนยันความตรงไปตรงมาในคดีผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ ชน ดร.ต่าย เจ้าของโรงแรมดังเกาะช้างเสียชีวิต พร้อมชี้แจงถึงการปล่อยตัวโดยไม่มีการประกันตัว

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 พ.ต.อ.กฤษดา มินทร์เสน ผกก.สภ.เกาะช้าง จ.ตราด ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับกรณี จ.อ.อภิเดช เทียนน่วม อายุ 23 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.วังตะเคียน อ.เขาสมิง จ.ตราด สังกัด ศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเล กองทัพเรือ เกาะช้าง (ศรภ.ทร.เกาะช้าง) ขับรถเก๋งฮอนด้า ซีวิค สีขาว ทะเบียน ขอ 2533 ระยอง ชน นายดำรงชัย ชีวะสุขะ หรือ ดร.ต่าย อายุ 61 ปี เสียชีวิตขณะออกกำลังกายริมถนน บริเวณปากทางเข้า ซิฟฟรอน ออน เดอะซี หมู่ 4 ต.เกาะช้าง เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 1 มกราคม 2569

ผกก.สภ.เกาะช้าง กล่าวว่า หลังเกิดเหตุ จ.อ.อภิเดช อยู่ในที่เกิดเหตุ ไม่ได้หลบหนี และยินยอมให้ตรวจวัดแอลกอฮอล์ พบว่ามีปริมาณ 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนเป็นอย่างดี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา จ.อ.อภิเดช ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และขับรถขณะมึนเมาสุรา โดยผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้ดื่มสังสรรค์กับเพื่อนในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่และนอนที่บ้านเพื่อน ก่อนจะขับรถกลับที่ทำงานในเช้าวันเกิดเหตุ ซึ่งระหว่างทางเกิดอาการวูบหลับใน ทำให้รถเสียหลักไปชนผู้เสียชีวิต

ผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ

ในการสอบปากคำ จ.อ.อภิเดช มีนายทหารพระธรรมนูญร่วมฟังด้วย หลังจากลงบันทึกประจำวัน พนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัว จ.อ.อภิเดช โดยไม่ต้องประกันตัว โดย **ผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ** ว่าเนื่องจากผู้ต้องหาไม่ได้ถูกจับกุมหรือควบคุมตัว มีผู้บังคับบัญชารับทราบ และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ขั้นตอนต่อไปคือพนักงานสอบสวนจะเรียกทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกันที่ สภ.เกาะช้าง จากนั้นจะรวบรวมพยานหลักฐานสรุปสำนวนส่งฟ้องอัยการและศาลต่อไป ยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดี ผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ

ศพของ ดร.ดำรงชัย ชีวะสุขะ ตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดคลองสน อ.เกาะช้าง จ.ตราด ระหว่างวันที่ 2-6 มกราคม 2569 และมีพิธีประชุมเพลิงในวันที่ 7 มกราคม 2569 โดยมีผู้มาร่วมงานจำนวนมาก หัวหน้าศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเล กองทัพเรือ เกาะช้าง (ศรภ.ทร.เกาะช้าง) ได้จัดกำลังพลกว่า 10 นาย พร้อมด้วย จ.อ.อภิเดช มาร่วมจัดสถานที่และอำนวยความสะดวกภายในงานศพทุกคืน

นายยงยุทธ ชีวะสุขะ พี่ชายของ ดร.ดำรงชัย กล่าวว่า ทางญาติไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นผู้ขับขี่ และทางผู้ขับขี่และครอบครัวได้แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องคดีก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

ดร.ดำรงชัย ชีวะสุขะ เป็นเจ้าของโรงแรมดู-ทะเล และธุรกิจที่พักอีกหลายแห่งในเกาะช้าง อดีตเคยเป็นที่ปรึกษาของนายกเทศมนตรี ต.เกาะช้าง เป็นคนอัธยาศัยดี ชอบช่วยเหลือสังคม และเป็นที่รักใคร่ของคนในพื้นที่

กรณีผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการบังคับใช้กฎหมาย และความสำคัญของการพิจารณาปัจจัยต่างๆ ในการดำเนินคดี หวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ที่มา – ผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ ชน ดร.ต่าย เจ้าของโรงแรมดัง ดับ

ไทยรัฐโพล: สส.ย้ายพรรค? “อุดมการณ์” ชนะ!

ผลสำรวจล่าสุดจากไทยรัฐออนไลน์ชี้ชัดว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากให้ความสำคัญกับอุดมการณ์ของพรรคการเมืองมากกว่าตัวบุคคล หาก สส. เขตเดิมย้ายพรรค โอกาสที่จะได้รับการเลือกตั้งซ้ำก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนได้รับความนิยมอย่างมากในระบบบัญชีรายชื่อ

การสำรวจ “ส่องกระแสเลือกตั้ง: ความเชื่อมั่นต่อตัวบุคคลและพรรคการเมืองของคนไทย” โดยไทยรัฐโพล ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569 โดยมีผู้เข้าชมโพลถึง 1.75 ล้านครั้ง และมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามมากถึง 11,419 คน ซึ่งผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางทางการเมืองที่น่าสนใจในปี 2569

ไทยรัฐโพล: สส.ย้ายพรรค? “อุดมการณ์” ชนะ!

ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองคือ ทัศนคติของประชาชนที่มีต่อ สส. ที่ย้ายพรรค คำถามสำคัญคือ “หาก สส. เขตเดิมของคุณย้ายพรรค ในการเลือกตั้งครั้งนี้คุณจะยังเลือกเขาอยู่หรือไม่?” คำตอบจากผลสำรวจนี้อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับนักการเมืองหลายท่าน

ผลสำรวจพบว่า 56.47% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าจะไม่เลือก สส. ที่ย้ายพรรคอีกต่อไป โดยให้เหตุผลว่า พวกเขาชื่นชอบที่พรรค เมื่อ สส. เปลี่ยนพรรค ก็ถือว่าสิ้นสุดความสัมพันธ์ทางการเมือง

ในขณะเดียวกัน 18.69% ยังไม่ตัดสินใจ 15.34% รอดูแนวนโยบายใหม่ และเพียง 9.49% เท่านั้นที่ยังคงสนับสนุน สส. ที่ย้ายพรรค

สัญญาณเตือน สส. ย้ายพรรค จากไทยรัฐโพล: สส.ย้ายพรรค? “อุดมการณ์” ชนะ!

ตัวเลขเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับ สส. ที่คิดจะย้ายพรรค ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลทางการเมือง ผลประโยชน์ส่วนตัว หรือความอยู่รอด เพราะฐานเสียงเดิมอาจไม่ได้ตามไปสนับสนุนเสมอไป ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และอุดมการณ์ของพรรคมากกว่าความสัมพันธ์ส่วนตัว

ในการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ (Party List) พบว่าพรรคประชาชนได้รับความสนใจมากที่สุด โดยมีคะแนนนิยมสูงถึง 41.38% ทิ้งห่างพรรคเพื่อไทย (19.79%) และพรรคภูมิใจไทย (13.15%) อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ (10.53%) พรรคเศรษฐกิจ (5.57%) พรรครวมไทยสร้างชาติ (2.06%) พรรคไทยสร้างไทย (1.5%) และพรรคไทยก้าวใหม่ (1.12%) ก็ได้รับความสนใจตามลำดับ

ข้อมูลประชากรของผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานและวัยเกษียณ โดยผู้ที่มีอายุ 46-59 ปี ตอบมากที่สุด (34.34%) รองลงมาคือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (32.10%) กลุ่มอายุ 36-45 ปี (13.06%) กลุ่มอายุ 26-35 ปี (10.32%) และกลุ่มอายุ 18-25 ปี (10.18%)

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (41.93%) ภาคกลาง (18.72%) ภาคอีสาน (16.90%) ภาคเหนือ (11.91%) และภาคใต้ (10.54%)

จากการวิเคราะห์ผลสำรวจของไทยรัฐโพลชุดนี้ แสดงให้เห็นว่าประชาชนกำลังมองหาการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบายและอุดมการณ์ที่ชัดเจนของพรรค มากกว่าการพึ่งพาบารมีส่วนตัวหรือการย้ายพรรคเพื่อแสวงหาอำนาจ

ผลสำรวจนี้ย้ำเตือนนักการเมืองว่า การยึดมั่นในอุดมการณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนด้วยนโยบายที่จับต้องได้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการสร้างความสำเร็จในระยะยาว

ที่มา – ไทยรัฐโพล: เมื่อ “อุดมการณ์” ชนะ “บารมีส่วนตัว” ปิดตายทางรอด สส. ย้ายพรรค

ป.ป.ช. พิจารณาสำนวนคดี “บิ๊กโจ๊ก” ปมติดสินบน

ความคืบหน้าคดีดัง! ตำรวจ ปปป. เตรียมยื่นสำนวนคดี “บิ๊กโจ๊ก” ปมติดสินบน ให้ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป มาติดตามกันครับ

ตำรวจ ปปป. ส่งสำนวนคดี “บิ๊กโจ๊ก” ปมติดสินบน ให้ ป.ป.ช. พิจารณา

“บิ๊กเต่า” เผย วันที่ 5 มกราคมนี้ พนักงานสอบสวน บก.ปปป. เตรียมส่งสำนวน คดี “บิ๊กโจ๊ก” ปมติดสินบน ให้ ป.ป.ช. พิจารณาชี้ขาดภายใน 30 วัน ตามขั้นตอนของกฎหมาย เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับอดีตนายตำรวจระดับสูง

คดีนี้สืบเนื่องจากกรณีที่คณะชุดสืบสวนสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้ทำการตรวจค้น 11 จุด เพื่อหาหลักฐานเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการติดสินบนเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. โดยมีการกล่าวหาว่ามีการมอบทองคำแท่งจำนวน 246 บาท เพื่อแลกกับการช่วยเหลือคดีตั้งแต่ปี 2567 เหตุการณ์นี้นำไปสู่การที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรอง ผบ.ตร. ต้องเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา

วันที่ 4 มกราคม 2569 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ปมติดสินบน ว่าในวันรุ่งขึ้น พนักงานสอบสวน บก.ปปป. จะเดินทางไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อส่งมอบสำนวนคดีดังกล่าวให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาภายใน 30 วัน ตามกระบวนการทางกฎหมาย หลังจากนั้น ป.ป.ช. จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะรับเรื่องไว้ดำเนินการเอง หรือจะส่งสำนวนกลับให้พนักงานสอบสวนของ บก.ปปป. ดำเนินการต่อไป

ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างไรต่อไป?

หลังจากที่ ป.ป.ช. ได้รับสำนวนคดีแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอน โดยคณะกรรมการจะทำการตรวจสอบพยานหลักฐานที่ได้จากพนักงานสอบสวนอย่างละเอียด หากพบว่ามีมูลความจริง ก็จะดำเนินการไต่สวนต่อไป แต่หากเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ อาจจะสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม หรืออาจจะส่งสำนวนคืนให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไปก็เป็นได้

ความน่าสนใจของคดีนี้อยู่ที่การที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีตำแหน่งสูงในวงการตำรวจ ทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนต่างจับตามองว่า ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างไรต่อไป และผลของการพิจารณาคดีนี้จะเป็นอย่างไร

คดีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบความโปร่งใสและความยุติธรรมของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย ซึ่งประชาชนต่างคาดหวังว่าการพิจารณาคดีจะเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

การที่ตำรวจ ปปป. เร่งส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. พิจารณา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการคลี่คลายคดีนี้อย่างรวดเร็วและโปร่งใส แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การตัดสินว่ามีความผิดจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ ป.ป.ช. และกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

คดี “บิ๊กโจ๊ก” ปมติดสินบน นี้ ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และผลการพิจารณาของ ป.ป.ช. จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยจะสามารถจัดการกับคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลได้อย่างไร

ที่มา – ตำรวจ ปปป.เตรียมยื่น ป.ป.ช.พิจารณา สำนวนคดี “บิ๊กโจ๊ก” ปมติดสินบน วิ่งเต้นคดีเว็บพนัน

ยุทธการพิทักษ์ซำแต: เบื้องหลังเชลยศึกยอมแพ้

ยุทธการพิทักษ์ซำแต: เบื้องหลังเชลยศึกยอมแพ้

กองทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยคลิปภารกิจ ยุทธการพิทักษ์ซำแต อันมีชื่อว่า “โล่เหล็ก” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามใช้กำลังพล ยานเกราะ และรถถังในการโอบล้อมแนวรบที่สำคัญ นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่เชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 นายได้ถอดอาวุธและขอยอมแพ้แต่โดยดี ซึ่งเป็นผลงานของหน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารม้าที่ 614 หรือที่รู้จักกันในนาม “อัศวินแห่งสนามรบ”

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอภารกิจ ยุทธการพิทักษ์ซำแต พร้อมระบุข้อความว่า สมรภูมิซำแตในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่แห่งเกียรติยศในการรบบริเวณปีกซ้ายของยุทธบริเวณกันทรลักษ์ การปะทะในพื้นที่นี้เป็นไปอย่างเข้มข้นและเด็ดขาดระหว่างหน่วยยานเกราะและรถถังของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ท่ามกลางสถานการณ์ที่กดดันจากการยิงสนับสนุนและการยิงเล็งตรงอย่างต่อเนื่อง

ยุทธการพิทักษ์ซำแต

ภารกิจหลักในพื้นที่ซำแตคือการทำหน้าที่เป็น “โล่เหล็ก” เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามใช้กำลังยานเกราะและรถถังในการโอบตีแนวรบที่สำคัญในพื้นที่ภูผี สัตตะโสม และพระวิหาร การรักษาความมั่นคงของปีกซ้ายถือเป็นเงื่อนไขสำคัญสู่ชัยชนะในยุทธบริเวณทั้งหมด และซำแตได้ทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างสมศักดิ์ศรี

ชัยชนะในครั้งนี้เป็นผลงานของ “อัศวินแห่งสนามรบ” หน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารม้าที่ 614 ผู้ซึ่งยึดมั่นในวินัย ความกล้าหาญ และการทำงานเป็นทีม แม้ภายใต้สถานการณ์ความกดดันจากไฟสงคราม หน่วยยังคงสามารถรักษาพื้นที่ ยับยั้งการโอบตี และคุ้มครองเพื่อนร่วมรบได้อย่างเด็ดเดี่ยว

ความสำคัญของยุทธการพิทักษ์ซำแต

ซำแตไม่ได้เป็นเพียงชื่อของพื้นที่ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความเสียสละและความภาคภูมิใจของทหารไทย เป็นเกียรติยศที่ถูกจารึกไว้ด้วยหัวใจของนักรบ และจะถูกเล่าขานในนามของหน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารม้าที่ 614 ตลอดไป

สรุป: ยุทธการพิทักษ์ซำแต แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ การปฏิบัติการครั้งนี้ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในการป้องกันแนวรบเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของกองทัพไทยในการเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 เปิดยุทธการพิทักษ์ซำแต เบื้องหลัง 18 เชลยศึกกัมพูชา ถอดปืน ขอยอมแพ้

ตร.ช่วยหนุ่ม 18 ถูกหลอกเปิดบัญชีม้า เอะใจแจ้งอายัด

ตำรวจบุกช่วยหนุ่มวัย 18 ปี อ้างถูกแก๊งจีนเทาและหญิงไทยหลอกให้เปิด บัญชีม้า เหยื่อไหวตัวทันแจ้งอายัดบัญชี กลับถูกลากขึ้นคอนโดขู่ฆ่ายกครัว! เรื่องราวนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีอะไรที่เราต้องระวังบ้าง ไปติดตามกันครับ

ตร.ช่วยหนุ่ม 18 ถูกหลอกเปิดบัญชีม้า เอะใจแจ้งอายัด

เมื่อเวลา 22.40 น. ของวันที่ 3 มกราคม 2569 พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก. พ.ต.ท.อรุษ สภานนท์ รอง ผกก.สส. พร้อมด้วยชุดสืบสวน และสายตรวจ สภ.เมืองพัทยา ได้เข้าช่วยเหลือนายอนุชิต อายุ 18 ปี ที่บริเวณคอนโดแห่งหนึ่ง ริมถนนสายสามพัทยา ม.9 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งว่านายอนุชิต ถูกกลุ่มชาวจีนทำร้ายร่างกายและกักขังหน่วงเหนี่ยว แต่ผู้เสียหายฉวยโอกาสวิ่งหนีออกมาขอความช่วยเหลือจากพนักงานของคอนโด

เบื้องต้นตำรวจสามารถช่วยเหลือนายอนุชิตได้อย่างปลอดภัย พร้อมให้การว่า ตนเองอยากมีรายได้เสริม จึงไปพบประกาศผ่านโซเชียลรับสมัครงานเปิดบัญชีวอลเล็ต เพื่อใช้ซื้อขายสินค้าออนไลน์ โดยให้ค่าจ้างบัญชีละ 1,500 บาท ด้วยความสนใจจึงติดต่อเจ้าของงานเพื่อขอสมัครทำงานดังกล่าว และทางเจ้าของก็รับเข้าทำงานโดยทันที ซึ่งในตอนนั้นตนเองไม่มีรถเดินทางไปทำงาน ทางเจ้าของก็เสนอตัวมารับถึงบ้าน

ต่อมาพบว่าชายชาวจีนและผู้หญิงไทยก็ขับรถมารับก่อนจะพามาที่คอนโดดังกล่าว จากนั้นก็ให้ตนเองเปิดบัญชีธนาคาร 2 บัญชี ซึ่งหลังจากมีการเปิดบัญชีทางกลุ่มชาวจีนและหญิงไทยได้ขอยึดบัตรประชาชนและโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน จึงทำให้ตนเองเริ่มรู้สึกเอะใจ แต่ตอนนั้นเกรงว่าจะเกิดอันตรายจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนที่กลุ่มชาวจีนจะเริ่มไว้ใจแล้วปล่อยตนเองกลับบ้าน จนกระทั่งเริ่มเห็นความผิดปกติ เพราะมีเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 400,000 บาท ยิ่งทำให้รู้สึกกลัว เหมือนว่าตนเองกำลังตกเป็นเหยื่อเกี่ยวกับเรื่องบัญชีม้าให้กับแก๊งจีนเทา จึงตัดสินใจแจ้งธนาคารขออายัดเงินทั้งหมด

ภายหลังอายัดเงิน ปรากฏว่าคนจีนและผู้หญิงไทยก็บุกมาที่บ้าน แล้วเข้ามารื้อค้นทรัพย์สินภายในบ้าน ก่อนที่จะบังคับตนเองขึ้นรถจักรยานยนต์ พาไปคอนโดที่เกิดเหตุ โดยขู่ว่าจะฆ่ายกครัว หากไม่ถอนเงินในธนาคารมาคืน พอถูกคุมตัวมาถึงคอนโด ตอนนั้นเริ่มใจคอไม่ดี เพราะชายชาวจีนได้ล็อกคอพยายามลากขึ้นไปบนคอนโด ชั้น 12 ตนเองจึงตัดสินใจฮึดสู้แล้ววิ่งหนีออกมา ขอความช่วยเหลือกับเจ้าหน้าที่คอนโด ก่อนจะรีบแจ้งตำรวจมาทำการช่วยเหลือดังกล่าว

ขณะเดียวกันในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังช่วยเหลือนายอนุชิต ปรากฏว่าหญิงไทยซึ่งผู้เสียหายชี้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ก่อเหตุ ได้ลงมาจากลิฟต์ คล้ายกับว่าลงมาตามผู้เสียหาย ตำรวจจึงแสดงตัวขอตรวจสอบ ทราบชื่อคือนางสาวดา อายุ 26 ปี ก่อนจะให้พาไปตรวจสอบห้องพักชั้น 13 จนสามารถควบคุมชายชาวจีนได้ 1 คน คือ นายหลี่ อายุ 27 ปี ชาวจีน พร้อมยึดยาเค พร้อมอุปกรณ์การเสพ, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และสมุดบัญชีอีกหลายเล่ม ตำรวจจึงยึดไว้ทำการตรวจสอบ

นอกจากนี้ยังควบคุมชายชาวจีนต้องสงสัยเพิ่มอีก 1 คน ตำรวจได้เชิญตัวทั้งหมดไปทำการสอบสวน และอยู่ในระหว่างการสืบสวนขยายผล โดยยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูล หากมีความคืบหน้าผู้สื่อข่าวจะรายงานให้ทราบต่อไป

อุทาหรณ์จากกรณี หนุ่ม 18 ถูกหลอกเปิดบัญชีม้า

  • ระวังการรับจ้างเปิดบัญชี: อย่าหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อที่ให้ค่าตอบแทนสูงเพื่อแลกกับการเปิดบัญชีให้ผู้อื่น เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
  • ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ: ก่อนตกลงทำงานใดๆ ควรตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือของบริษัทหรือบุคคลนั้นๆ อย่างละเอียด
  • อย่ามอบข้อมูลส่วนตัว: ไม่ควรให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น สำเนาบัตรประชาชน ข้อมูลบัญชีธนาคาร แก่บุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ
  • แจ้งความทันที: หากสงสัยว่าตนเองกำลังตกเป็นเหยื่อ ควรแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

เรื่องราวของนายอนุชิตเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่เตือนให้เราทุกคนต้องระมัดระวังตัว อย่าหลงเชื่อกลลวงของมิจฉาชีพที่มาในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการรับจ้างเปิดบัญชีม้า ซึ่งอาจนำมาซึ่งความเดือดร้อนและอันตรายถึงชีวิตได้ หากพบเจอสถานการณ์ที่น่าสงสัย ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางออนไลน์

ที่มา – ตร.ช่วยหนุ่ม 18 ถูกหลอกเปิดบัญชีม้า เอะใจแจ้งอายัด กลับโดนทำร้าย-ขู่ฆ่ายกครัว

“ไอซ์ รัชนก” หาเสียงปทุมธานี ชูพรรคเน้นนโยบาย

“ไอซ์ รัชนก” ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน หาเสียงตลาดปทุมธานี บอกตลอด 2 ปี 7 เดือนที่ผ่านมาพรรคเน้นขายนโยบายเป็นหลัก ผลักดันได้แล้วในนิติบัญญัติ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 มกราคม 2569 นางสาวรักชนก ศรีนอก (ไอซ์) สส. และผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินทางลงพื้นที่ตลาดปทุมธานี เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ นายวรชิต จันทร์แบบ (เปา) ผู้สมัคร สส. จังหวัดปทุมธานี เขต 2 เบอร์ 2 สังกัดพรรคประชาชน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปคู่กับไอซ์ รักชนก เป็นจำนวนมาก

ด้านนางสาวรัชนก ศรีนอก หรือไอซ์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้จังหวัดปทุมธานีเพิ่มมาอีก 1 เขตเลือกตั้ง ซึ่งทางพรรคประชาชนก็โฟกัสที่นโยบายและเน้นขายนโยบายเป็นหลัก ซึ่งตลอดระยะเวลา 2 ปี 7 เดือนที่ผ่านมาในสภาของพรรคประชาชนนั้นจะซัพพอร์ตสิ่งที่เราพูดไปและได้หาเสียงไป แม้ว่าเราไม่ได้เป็นรัฐบาลในครั้งที่ผ่านมา และมีนโยบายหลายๆ นโยบาย ซึ่งเราผลักดันให้เกิดขึ้นในอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งในส่วนของตัวผู้สมัครนั้น นายวรชิต จันทร์แบบ หรือ เปา เป็นคนในพื้นที่และเคยเป็นผู้ช่วย สส.พรรคประชาชนมาโดยตลอด ส่วนนายวรชิต จันทร์แบบ หรือ เปา ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เขต 2 เบอร์ 2 ได้ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นคนปทุมลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีความพร้อมที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาให้พ่อแม่พี่น้องชาวจังหวัดปทุมธานีอย่างเต็มความสามารถ

ไอซ์ รัชนก หาเสียงปทุมธานี

ไอซ์ รัชนก ช่วยหาเสียง

พรรคประชาชน เน้นนโยบาย

ปทุมธานี เลือกตั้ง

รัชนก ศรีนอก

“ไอซ์ รัชนก” หาเสียงปทุมธานี บอกพรรคประชาชนเน้นขายนโยบายเป็นหลัก

การลงพื้นที่หาเสียงในจังหวัดปทุมธานีครั้งนี้ของ “ไอซ์ รัชนก” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการผลักดันนโยบายต่างๆ ที่ได้เคยสัญญาไว้กับประชาชน แม้ว่าจะไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ก็ยังคงทำงานในส่วนของนิติบัญญัติอย่างเต็มที่

“ไอซ์ รัชนก” ย้ำ! พรรคประชาชนเน้นขายนโยบาย

“ไอซ์ รัชนก” ได้กล่าวเน้นย้ำถึงจุดยืนของพรรคประชาชนที่ “ไอซ์ รัชนก” หาเสียงปทุมธานี บอกพรรคประชาชนเน้นขายนโยบายเป็นหลัก” มาโดยตลอด โดยเชื่อว่านโยบายที่ดีจะเป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน การโฟกัสที่นโยบายจึงเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานของพรรค

นอกจากนี้ การที่พรรคส่งผู้สมัคร สส. ที่เป็นคนในพื้นที่อย่าง นายวรชิต จันทร์แบบ ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเข้าใจปัญหาและความต้องการของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพื่อที่จะสามารถนำเสนอแนวทางแก้ไขที่ตรงจุดและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างเหมาะสม

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนชาวปทุมธานี จะได้พิจารณาและตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาจังหวัดไปสู่การพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าได้อย่างแท้จริง โดยพิจารณาจากนโยบาย ความสามารถ และความตั้งใจจริงของผู้สมัครแต่ละคน

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวและนโยบายของพรรคประชาชน สามารถติดตามได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของพรรค เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

อย่าลืมติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การตัดสินใจของท่านเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ ขอเชิญชวนทุกท่านออกไปใช้สิทธิใช้เสียงของท่านอย่างเต็มที่

การที่ “ไอซ์ รัชนก” ลงพื้นที่หาเสียงในปทุมธานี สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของจังหวัดนี้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ และการที่พรรคประชาชนเน้นขายนโยบาย ก็ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจในการพัฒนาการเมืองไทยในอนาคต

ที่มา – “ไอซ์ รัชนก” หาเสียงปทุมธานี บอกพรรคประชาชนเน้นขายนโยบายเป็นหลัก

ซิมป์สัน-พูเซย์ ย้ายจากเซลติกไปโคโลญจน์ – ข่าวลือ

ข่าวลือล่าสุดในวงการฟุตบอลสก็อตแลนด์และยุโรป! มาอัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับ ซิมป์สัน-พูเซย์ ย้ายจากเซลติกไปโคโลญจน์ พร้อมด้วยประเด็นร้อนแรงอื่นๆ ที่น่าสนใจกัน

ซิมป์สัน-พูเซย์ ย้ายจากเซลติกไปโคโลญจน์

Jahmai Simpson-Pusey กองหลังจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เตรียมย้ายไปร่วมทีมโคโลญจน์ด้วยสัญญายืมตัว หลังจากไม่สามารถสร้างความประทับใจได้ในการยืมตัวกับเซลติก โดยได้ลงเล่นเพียง 64 นาทีในช่วงครึ่งฤดูกาลแรก

นอกจากนี้ ยังมีข่าวความเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่น่าสนใจดังนี้:

  • เรนเจอร์ส ยื่นข้อเสนอให้ AEK Athens พิจารณาเพื่อคว้าตัว James Penrice แบ็คซ้ายวัย 27 ปี อดีตนักเตะ Heart of Midlothian แต่ถูกสโมสรจากกรีกปฏิเสธ
  • Islam Chesnokov นักเตะใหม่ของ Hearts พลาดชมเกมที่ทีมชนะ Livingston 1-0 เนื่องจากเที่ยวบินจากอัมสเตอร์ดัมล่าช้า แต่โค้ช Derek McInnes ยืนยันว่านักเตะวัย 26 ปี เดินทางถึงสก็อตแลนด์แล้ว และจะดำเนินการเรื่องวีซ่าในวันจันทร์
  • Hearts ประกาศเปิดตัวกลยุทธ์ใหม่ด้านพรสวรรค์ “The Hearts Way” ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบสอดแนม Jamestown Analytics โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนผู้เล่นเยาวชนของสโมสร

สถานการณ์ที่เซลติก: การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่?

สถานการณ์ภายในทีม เซลติก กำลังอยู่ในช่วงที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด Shaun Maloney ผู้ช่วยของ Martin O’Neill เป็นเต็งหนึ่งที่จะเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของเซลติก โดยมีข่าวลือว่า Wilfried Nancy อาจถูกปลดออกจากตำแหน่งหลังจากการพ่ายแพ้ต่อ Rangers 3-1

กลุ่มแฟนบอล Celtic Fans Collective ได้เรียกร้องให้ปลดผู้จัดการทีม Wilfried Nancy และให้คำมั่นว่าจะเพิ่มระดับการประท้วงต่อต้านบอร์ดบริหารของสโมสร

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าแฟนบอลเซลติกบางส่วนแสดงความไม่พอใจต่อบอร์ดบริหารของสโมสรอย่างรุนแรง หลังเกมที่พ่ายแพ้ต่อ Rangers 3-1 โดยมีกระทั่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องเข้าแทรกแซง

แม้แต่แร็ปเปอร์ชื่อดังอย่าง Stormzy ก็ตกเป็นเป้าของการถูกตะโกนด่าทอขณะออกจาก Celtic Park หลังเกมที่พ่ายแพ้ให้กับ Rangers

อย่างไรก็ตาม Stormzy ยังได้ถ่ายภาพร่วมกับ Youssef Chermiti ผู้เล่นของ Rangers ที่ทำประตูได้ 2 ประตูในเกมดังกล่าว ซึ่ง Chermiti ได้แชร์ภาพดังกล่าวบน Instagram

แฟนบอล Rangers ได้ต้อนรับนักเตะของพวกเขากลับสู่ Ibrox ด้วยการจุดพลุฉลองชัยชนะเหนือเซลติก 3-1

การ ซิมป์สัน-พูเซย์ ย้ายจากเซลติกไปโคโลญจน์ เป็นเพียงหนึ่งในหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวงการฟุตบอลสก็อตแลนด์ในช่วงนี้ การเปลี่ยนแปลงผู้เล่น การบริหารทีม และความคาดหวังของแฟนบอล ล้วนเป็นปัจจัยที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – ‘Simpson-Pusey exits Celtic for Cologne’ – gossip

พิจิตรไฟไหม้ห้องแถวตลาดเขาทราย เสียหาย 50 ล้าน

พิจิตรไฟไหม้ห้องแถว ตลาดเขาทราย วอด 50 ล้าน

เกิดเหตุเศร้าสลด ไฟไหม้พิจิตรไฟไหม้ห้องแถว ตลาดเขาทราย อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร เพลิงโหมกระหน่ำวอด 10 คูหา สร้างความเสียหายมูลค่าประเมินเบื้องต้นกว่า 50 ล้านบาท! เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ซึ่งเป็นลูกชายของเจ้าของบ้านต้นเพลิงไปสอบสวน หลังมีปากเสียงกับแม่เรื่องขอเงิน

เหตุการณ์พิจิตรไฟไหม้ห้องแถว ตลาดเขาทรายนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. ของวันที่ 4 มกราคม 2569 ร.ต.อ.ชุติเดช ณ พิกุล รอง สว.(สอบสวน) สภ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บริเวณตลาดเขาทราย เป็นห้องแถวสองชั้น หมู่ 10 ต.เขาทราย อ.ทับคล้อ จึงรีบรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.ภีมภณ ม่วงศรี ผกก. สภ.ทับคล้อ และ นายภูวนาท สุวรรณพรหม นายอำเภอทับคล้อ

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากเทศบาล ต.เขาทราย และพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 20 คัน ระดมกำลังเข้าควบคุมเพลิงที่กำลังลุกไหม้อย่างรุนแรง เนื่องจากเป็นบ้านไม้ที่ปลูกติดกัน ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมงจึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

ความเสียหายจากเหตุไฟไหม้ห้องแถวตลาดเขาทราย

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าไฟได้ลุกไหม้ห้องแถวจำนวน 10 คูหา มูลค่าความเสียหายโดยประมาณ 50 ล้านบาท ต้นเพลิงมาจากบ้านเลขที่ 158 หมู่ 10 เขาทราย ซึ่งเป็นร้านขายแก๊สหุงต้มของนางวรรณา อายุ 62 ปี

พยานให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ นางวรรณาได้มีปากเสียงทะเลาะกับลูกชาย ชื่อนายยุทธนา หรือกุ้ง อายุ 36 ปี ซึ่งมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยนายยุทธนาได้ขอเงินจากนางวรรณา แต่ถูกปฏิเสธ ทำให้นายยุทธนาขู่ว่าจะเผาบ้าน หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้น

ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงได้ช่วยกันแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาควบคุมตัวนายยุทธนาในฐานะผู้ต้องสงสัย และนำตัวไปสอบปากคำที่ สภ.ทับคล้อ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานกำลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้

เหตุการณ์ พิจิตรไฟไหม้ห้องแถว ตลาดเขาทราย ครั้งนี้ สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับผู้ที่อาศัยและทำมาหากินในบริเวณตลาดเขาทราย หลายครอบครัวต้องสูญเสียบ้านและทรัพย์สินไปในพริบตา

ทางหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านที่พักอาศัย อาหาร และเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงการเยียวยาด้านอื่นๆ ที่จำเป็น

สำหรับประชาชนทั่วไป ควรเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ไฟฟ้าและประกอบกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประกายไฟ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่อากาศแห้งและร้อนจัด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ง่าย

ขอแสดงความเสียใจกับผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ พิจิตรไฟไหม้ห้องแถว ตลาดเขาทราย ในครั้งนี้ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านสามารถกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้โดยเร็ว

ที่มา – พิจิตรไฟไหม้ห้องแถว ตลาดเขาทราย วอด 50 ล้าน ตร.คุมตัวผู้ต้องสงสัย สอบปากคำ