วัน: 6 มกราคม 2026

ทภ.2 แจงเหตุระเบิดที่ช่องบก ทหารไทยเจ็บ – สรุป

กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีเหตุระเบิดที่ช่องบก ซึ่งส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 1 นาย โดยขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้ได้กำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ทภ.2 ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โดยระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 07.25 น. ได้รับรายงานเหตุระเบิดที่ช่องบก บริเวณเนิน 469 ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ จ่าสิบเอกปรัชญา พิลาชัย ผู้บังคับหมวดปืนเล็กที่ 1 กองร้อยทหารราบ 6021 (RDF) ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณแขนขวา ซึ่งแพทย์ได้ประเมินอาการเป็นผู้ป่วยระดับเขียว และได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกุดเชียงมุน และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลน้ำยืนเพื่อรับการรักษา โดยอาการของผู้บาดเจ็บปลอดภัยและอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุของเหตุระเบิดที่ช่องบก อย่างละเอียด

กองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความห่วงใยต่อกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ และได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติภารกิจอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งจะรายงานความคืบหน้าให้ผู้บังคับบัญชาและสาธารณชนทราบต่อไป

ทั้งนี้ ทภ.2 ขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ รอบคอบ และยึดมั่นในความปลอดภัยเป็นสำคัญ

เหตุระเบิดที่ช่องบก

รายละเอียดเหตุการณ์ระเบิดที่ช่องบก

  • วันเวลาเกิดเหตุ: 6 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 07.25 น.
  • สถานที่เกิดเหตุ: บริเวณเนิน 469 ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี
  • ผู้ได้รับบาดเจ็บ: จ่าสิบเอกปรัชญา พิลาชัย
  • อาการบาดเจ็บ: บาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณแขนขวา
  • สถานะ: ปลอดภัย อยู่ในการดูแลของแพทย์
  • สาเหตุ: อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

การระเบิดในพื้นที่ชายแดนเช่นนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวล และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต การเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย และการให้ความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – ทภ.2 แจงเหตุระเบิดที่ช่องบก ทหารไทยเจ็บ 1 นาย กำชับทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวัง

ศาลปารีสลงโทษ! ไซเบอร์บูลลี่ “บริจิตต์ มาครง”



จำเลย 8 ชาย 2 หญิง ถูกศาลฝรั่งเศสชี้ว่ามีความผิดฐานกลั่นแกล้งทางออนไลน์ จากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและถ้อยคำดูหมิ่นต่อบริจิตต์ มาครง สตรีหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศส หลายรายได้รับโทษจำคุกรอลงอาญา บางรายถูกสั่งพักใช้โซเชียลมีเดีย ขณะที่ฝ่ายกฎหมายย้ำเป็นหมุดหมายสำคัญในการรับมือความเกลียดชังออนไลน์

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (5 ม.ค.) ศาลในกรุงปารีสมีคำพิพากษาตัดสินให้จำเลย 10 ราย เป็นชาย 8 คน หญิง 2 คน มีความผิดจริงในข้อหากลั่นแกล้งทางออนไลน์ ต่อนางบริจิตต์ มาครง ภริยาของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง โดยกลุ่มจำเลยได้แพร่กระจายข่าวลืออันเป็นเท็จเกี่ยวกับเพศสภาพและรสนิยมทางเพศของเธอ รวมถึงการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามเกี่ยวกับช่องว่างระหว่างวัยของคู่รักมาครงที่ห่างกันถึง 24 ปี

บทลงโทษและคำตัดสินของศาลผู้พิพากษาระบุว่า จำเลยทั้งหมดกระทำการด้วยเจตนาที่ชัดเจนในการสร้างความอับอายและด้อยค่าสตรีหมายเลขหนึ่ง โดยส่วนใหญ่ได้รับโทษจำคุกสูงสุด 8 เดือน แต่ให้รอลงอาญา มีจำเลย 1 รายถูกสั่งจำคุกทันทีเนื่องจากไม่มาปรากฏตัวต่อศาล และมีการสั่งระงับบัญชีโซเชียลมีเดียของจำเลยบางราย และสั่งให้เข้ารับการอบรมเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ

คดีนี้ยืดเยื้อมาจากการที่จำเลยบางส่วน เช่น นาตาชา เรย์ (นักข่าวอิสระ) และ อาม็องดีน รัว (หมอดูออนไลน์) เคยถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานหมิ่นประมาทในปี 2024 หลังกุเรื่องว่า “บริจิตต์ มาครง ไม่มีอยู่จริง” แต่เป็นพี่ชายของเธอที่ผ่าตัดแปลงเพศมาสวมรอยแทน แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์จะยกฟ้องโดยให้เหตุผลว่าการกล่าวหาเรื่องแปลงเพศ “ไม่ถือเป็นการทำลายเกียรติยศ” แต่ปัจจุบันทางครอบครัวมาครงได้ยื่นเรื่องสู้คดีต่อในศาลฎีกาแล้ว

ทิฟเฟน ออซิแยร์ บุตรสาวของบริจิตต์จากการแต่งงานครั้งก่อน ได้ขึ้นแถลงต่อศาลว่า การบูลลี่เหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตของแม่เธอ ทำให้ต้องระมัดระวังแม้กระทั่งการเลือกเสื้อผ้าหรือท่วงท่าการเดิน เพราะกังวลว่าจะถูกนำภาพไปบิดเบือน นอกจากนี้ หลานๆ ของเธอยังถูกล้อเลียนที่โรงเรียน ซึ่งสิ่งนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก

ชัยชนะในคดีนี้ถูกมองว่าเป็นการ “โหมโรง” ก่อนการฟ้องร้องครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา โดยสามีภรรยามาครงได้ยื่นฟ้อง แคนเดซ โอเวนส์ อินฟลูเอนเซอร์ฝ่ายขวาชื่อดัง ในข้อหาหมิ่นประมาท หลังจากที่โอเวนส์ยืนยันผ่านพอดแคสต์และโซเชียลมีเดียว่าเธอ “ยอมเอาชื่อเสียงเป็นประกัน” ว่าสตรีหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศสแท้จริงแล้วเป็นผู้ชาย

เดิมทีประธานาธิบดีมาครงได้รับคำแนะนำให้เพิกเฉยต่อข่าวลือเหล่านี้เพื่อไม่ให้เป็นการขยายความ แต่เมื่อปีที่ผ่านมาพวกเขาตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์และเดินหน้าฟ้องร้องอย่างเต็มตัว เนื่องจากขนาดของการโจมตีนั้นรุนแรงและกว้างขวางเกินกว่าจะยอมรับได้อีกต่อไป

ทั้งนี้ บริจิตต์ มาครง พบกับ เอ็มมานูเอล มาครง ครั้งแรกขณะที่เธอเป็นครูในโรงเรียนมัธยมของเขา ทั้งคู่แต่งงานกันในปี 2007 โดยขณะนั้นมาครงมีอายุ 29 ปี และบริจิตต์มีอายุในวัย 50 กลางๆ ซึ่งทฤษฎีสมคบคิดเรื่องเพศสภาพของเธอเริ่มแพร่ระบาดอย่างหนักนับตั้งแต่มาครงชนะการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2017 เป็นต้นมา.

ศาลปารีสตัดสินลงโทษ 10 ราย ฐานไซเบอร์บูลลี่ “บริจิตต์ มาครง” ภริยาประธานาธิบดีฝรั่งเศส

คดีศาลปารีสตัดสินลงโทษ 10 ราย ฐานไซเบอร์บูลลี่ “บริจิตต์ มาครง” ภริยาประธานาธิบดีฝรั่งเศส สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ถูกกระทำ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

ผลกระทบของไซเบอร์บูลลี่ที่มีต่อ บริจิตต์ มาครง

จากคำแถลงของบุตรสาวของบริจิตต์ มาครง แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการถูกไซเบอร์บูลลี่นั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ตัวเธอเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงครอบครัวและคนรอบข้างอีกด้วย การที่ต้องระมัดระวังในการใช้ชีวิตประจำวัน การถูกล้อเลียนที่โรงเรียน ล้วนเป็นบาดแผลทางใจที่ยากจะเยียวยา

คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสังคมในการตระหนักถึงพิษภัยของการกลั่นแกล้งออนไลน์ และความจำเป็นในการร่วมมือกันเพื่อต่อต้านพฤติกรรมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ การสร้างความเข้าใจ หรือการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์สำหรับทุกคน

ที่มา – ศาลปารีสตัดสินลงโทษ 10 ราย ฐานไซเบอร์บูลลี่ “บริจิตต์ มาครง” ภริยาประธานาธิบดีฝรั่งเศส

ภูมิใจไทยร้องเอาผิด ปมสแกนม่านตาคนไทย

พรรคภูมิใจไทยเตรียมยื่นหนังสือถึง DSI และ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิด “ประเสริฐ” และ “ปลัดดีอี” กรณีปล่อยให้บริษัทสิงคโปร์ทำ MOU สแกนม่านตาคนไทยกว่า 1.2 ล้านราย หวั่นถูกใช้ทำบัญชีม้า ชี้เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

นายศุภชัย ใจสมุทร แกนนำพรรคภูมิใจไทย แถลงถึงกรณีพบความผิดปกติในการปฏิบัติหน้าที่ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และปลัดกระทรวงฯ เกี่ยวกับการปล่อยให้บริษัทเอกชนจัดเก็บข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) ของประชาชนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

นายศุภชัย กล่าวว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2567 กระทรวงดีอีได้ทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัทจากสิงคโปร์ในเครือของนายเบน สมิธ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็น “เจ้าพ่อสแกมเมอร์ระดับโลก” อย่างรวดเร็วผิดปกติ มีการส่งเรื่องให้กฤษฎีกา อัยการสูงสุด และกระทรวงการต่างประเทศพิจารณาในวันที่ 25 มีนาคม 2567 และลงนามทันทีในวันเดียวกัน โดยมีนายประเสริฐร่วมเป็นสักขีพยาน

ต่อมาในเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2568 บริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส (TIDC Metaverse) ในเครือของนายเบน สมิธ ได้พยายามขออนุญาตดำเนินโครงการ World ID เพื่อเก็บข้อมูลสแกนม่านตาแลกกับสินทรัพย์ดิจิทัลต่อหน่วยงานในกำกับของกระทรวงดีอี (ETDA และ PDPC) แต่หน่วยงานไม่อนุญาตเนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย

วันที่ 11 มิถุนายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตรวจพบว่ามีการใช้เทคโนโลยีสแกนม่านตาคนไทยเพื่อแลกกับสินทรัพย์ดิจิทัล และมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ไปแล้วกว่า 1,200,000 ราย ปลัดกระทรวงฯ ได้รายงานเรื่องนี้ให้นายประเสริฐทราบ แต่นายประเสริฐกลับเพิกเฉย

ภูมิใจไทยร้องเอาผิด ปมสแกนม่านตาคนไทย

นายศุภชัยกล่าวว่า การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวทำให้ข้อมูลอ่อนไหวของคนไทยตกอยู่ในความเสี่ยง อาจถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ เช่น การสร้างบัญชีม้า หรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และกฎหมาย ป.ป.ช.

ทำไมภูมิใจไทยถึงร้องเอาผิดปมสแกนม่านตาคนไทย?

“เรื่องนี้เคยมีบรรทัดฐานเดียวกับคดีจำนำข้าวที่ศาลเคยพิพากษาลงโทษอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน ผมจึงขอเรียกร้องให้มีการสอบสวน และจะนำเรื่องนี้ไปร้องต่อ DSI และ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการกับนายประเสริฐ และปลัดกระทรวงดีอีต่อไป” นายศุภชัยกล่าว

ประเด็นสแกนม่านตาคนไทยนี้ กลายเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน และอาจนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้ หากไม่มีการควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มงวด การดำเนินการของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้จึงเป็นการแสดงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของข้อมูลประชาชน และต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

การเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะข้อมูลชีวมิติ เช่น ม่านตา เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความปลอดภัยและวัตถุประสงค์ในการใช้งาน หากไม่มีมาตรการป้องกันที่รัดกุม ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย และสร้างความเสียหายให้กับประชาชนได้ ดังนั้นการออกมาเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการกระตุ้นเตือนให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และเรียกร้องให้ภาครัฐมีการกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง

นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าสนใจคือ บริษัทที่เข้ามาดำเนินการเก็บข้อมูลสแกนม่านตาคนไทยนั้น มีประวัติที่ไม่น่าไว้วางใจ ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของโครงการ การที่กระทรวงดีอีปล่อยให้มีการทำ MOU กับบริษัทดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้เกิดความกระจ่างและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างบรรทัดฐาน และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การที่พรรคภูมิใจไทยยื่นเรื่องให้ DSI และ ป.ป.ช. ดำเนินการสอบสวน จึงเป็นขั้นตอนที่ถูกต้องและจำเป็น เพื่อให้ความจริงปรากฏ และผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกฎหมาย

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การเก็บข้อมูลชีวมิติของประชาชนควรมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดกว่านี้หรือไม่?

ที่มา – ภูมิใจไทย จ่อร้อง DSI-ป.ป.ช. เอาผิด “ประเสริฐ-ปลัดดีอี” ปม MOU บ.สิงคโปร์ สแกนม่านตาคนไทย

เตือนนายจ้าง! ชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 69

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เตือนนายจ้างให้ความสำคัญกับการชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2569 และการรายงานค่าจ้างปี 2568 ให้ทันตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกจ้าง

เตือนนายจ้างชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประกันสังคมปี 2569 ตามกำหนด

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ออกมาแจ้งเตือนนายจ้างทุกแห่งให้ดำเนินการชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประจำปี 2569 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2569 ที่จะถึงนี้ การดำเนินการอย่างตรงต่อเวลาจะช่วยให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเงินทดแทนอย่างเต็มที่

ช่องทางการชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนนั้นมีความหลากหลายและสะดวกสบาย นายจ้างสามารถเลือกชำระผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ของธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งประกอบด้วยธนาคารชั้นนำหลายแห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน), ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน), ธนาคารดอยซ์ แบงก์, ธนาคารออมสิน, ธนาคารเจพีมอร์แกน เซส และบริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด รวมถึงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ช่องทางเหล่านี้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ นายจ้างยังสามารถชำระเงินได้ที่เคาน์เตอร์ธนาคาร หรือ หน่วยบริการของธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด

รายงานค่าจ้างกองทุนเงินทดแทนคืออะไร?

นอกเหนือจากการชำระเงินสมทบแล้ว นายจ้างยังมีหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การรายงานค่าจ้างกองทุนเงินทดแทน ประจำปี 2568 ซึ่งต้องดำเนินการภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีช่องทางให้เลือก 2 ช่องทางหลัก ได้แก่:

  • รายงานค่าจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wage): ระบบนี้ช่วยให้นายจ้างสามารถรายงานค่าจ้างได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้
  • รายงานค่าจ้างที่สำนักงานประกันสังคม: นายจ้างสามารถยื่นรายงานค่าจ้างได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานคร/จังหวัด/สาขา

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมเน้นย้ำว่า หากนายจ้างพบว่าจำเป็นต้องชำระเงินสมทบเพิ่มเติมหลังจากรายงานค่าจ้างแล้ว จะต้องดำเนินการชำระเงินภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569

สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือ หากนายจ้างไม่ชำระเงินสมทบภายในกำหนดเวลา หรือ ชำระไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่กำหนด จะต้องชำระเงินเพิ่มตามกฎหมายในอัตราร้อยละ 2 ของจำนวนเงินสมทบต่อเดือนที่ค้างชำระ การไม่ปฏิบัติตามกำหนดเวลาไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการเงินกองทุนโดยรวม และอาจส่งผลต่อการให้สิทธิประโยชน์และความคุ้มครองแก่ลูกจ้างตามกฎหมาย ดังนั้น สำนักงานประกันสังคมจึงขอความร่วมมือนายจ้างทุกท่านให้ปฏิบัติตามกำหนดเวลาและช่องทางที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างและช่วยให้การบริหารกองทุนเงินทดแทนมีประสิทธิภาพสูงสุด การชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2569 ให้ตรงเวลาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

การชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2569 และการรายงานค่าจ้างอย่างถูกต้องและทันเวลาเป็นหน้าที่สำคัญของนายจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างได้รับการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับอย่างครบถ้วน อย่าลืมชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2569 ตามกำหนดนะครับ

การเอาใจใส่และปฏิบัติตามกฎระเบียบของกองทุนเงินทดแทนไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อลูกจ้างและสังคมโดยรวมอีกด้วย การมีส่วนร่วมในการสร้างระบบสวัสดิการที่ดีจะนำมาซึ่งความมั่นคงและความผาสุกของทุกคนในสังคม

ที่มา – เตือนนายจ้างชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประกันสังคมปี 2569 ตามกำหนด

ไม่พลิกโผ! พรรคหนุนกองทัพเมียนมาคว้าชัยเลือกตั้ง


ในการเลือกตั้งเฟสแรกที่จัดขึ้นในเมียนมา พรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพเมียนมา ได้สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่ายด้วยการคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย กวาดที่นั่งในสภาล่างไปเกือบ 90% ผลลัพธ์นี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใสและความเป็นธรรมของการเลือกตั้ง

ไม่พลิกโผ พรรคหนุนกองทัพเมียนมาคว้าชัยเลือกตั้งเฟสแรก

ผลคะแนนอย่างเป็นทางการล่าสุดบ่งชี้ว่า พรรค USDP ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น โดยครองเก้าอี้เกือบ 90% ของที่นั่งทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งเฟสแรกนี้ การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่กองทัพเมียนมาเรียกว่าเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชน หลังจากการรัฐประหารในปี 2021 ที่โค่นล้มรัฐบาลพลเรือนของนางอองซาน ซูจี

อย่างไรก็ตาม นักการทูตตะวันตกและนักเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตยหลายคนมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงกลยุทธ์ในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับระบอบทหารมากกว่าที่จะเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมอย่างแท้จริง ท่ามกลางข้อกังขาและความไม่ไว้วางใจ การที่พรรคที่สนับสนุนกองทัพได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์ในเมียนมายุ่งยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ปัจจัยที่ส่งผลต่อชัยชนะของพรรคหนุนกองทัพในการเลือกตั้ง

มีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลต่อชัยชนะของพรรค USDP ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หนึ่งในนั้นคือการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากกองทัพเมียนมา ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเมืองและสังคมของประเทศ นอกจากนี้ การที่พรรค NLD ของนางอองซาน ซูจี ถูกยุบ และผู้นำฝ่ายค้านหลายคนถูกจับกุมหรือจำกัดสิทธิ ก็อาจมีส่วนทำให้พรรค USDP ได้เปรียบในการแข่งขัน

นอกจากนี้ การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้กองทัพมีที่นั่งในสภาและตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญโดยอัตโนมัติ ทำให้กองทัพยังคงมีอำนาจควบคุมการเมืองของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรก็ตาม

จากการรวบรวมข้อมูลผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการพบว่า พรรค USDP ชนะไป 89 จาก 102 ที่นั่งในสภาล่างที่เปิดให้เลือกตั้งในเฟสแรก คิดเป็นมากกว่า 87% ของที่นั่งทั้งหมดในรอบนี้ ส่วนที่นั่งที่เหลือส่วนใหญ่ตกเป็นของพรรคขนาดเล็ก ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ต่างๆ

  • ความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใส: การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความโปร่งใสและความเป็นธรรม

  • การขาดส่วนร่วม: พรรคการเมืองหลายพรรคถูกห้ามเข้าร่วม และผู้นำฝ่ายค้านถูกจำกัดสิทธิ

  • อิทธิพลของกองทัพ: กองทัพยังคงมีอำนาจควบคุมการเมืองของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

นักวิเคราะห์และองค์กรเฝ้าระวังประชาธิปไตยจำนวนมากมองว่า USDP เป็นพรรคตัวแทนของกองทัพ โดยชี้ให้เห็นถึงจำนวนอดีตนายทหารระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งสำคัญภายในพรรค

ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก เนื่องจากนางอองซาน ซูจี วัย 80 ปี ยังคงถูกคุมขังแบบตัดขาดจากโลกภายนอก, พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ถูกยุบ และไม่มีชื่ออยู่ในบัตรเลือกตั้ง รวมถึงพรรคฝ่ายค้าน นักเคลื่อนไหว และผู้เห็นต่างจำนวนมากถูกปราบปรามหรือจับกุม

ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งปี 2020 พรรค NLD เคยชนะถล่มทลายเหนือ USDP ก่อนที่กองทัพจะอ้างว่ามีการทุจริตอย่างกว้างขวาง และทำรัฐประหารยึดอำนาจในเวลาต่อมา

ซึ่งถึงแม้จะมีการเลือกตั้ง แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยกองทัพ กำหนดให้ 25% ของที่นั่งในสภาล่าง และตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญหลายกระทรวงยังถูกกันไว้ให้ทหารโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ขณะที่ผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการทั้งหมดจะประกาศหลังจบเฟสที่สามและเฟสสุดท้ายในวันที่ 25 มกราคม

ทั้งนี้ การรัฐประหารปี 2021 จุดชนวนให้เมียนมาตกอยู่ในสงครามกลางเมือง เมื่อผู้ประท้วงฝ่ายประชาธิปไตยจับอาวุธตั้งกองกำลังต่อต้าน ร่วมมือกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธที่ต่อสู้กับรัฐบาลกลางมานาน

กลุ่มกบฏหลายฝ่ายประกาศชัดว่าจะขัดขวางการเลือกตั้งในพื้นที่ที่ตนควบคุม ขณะที่รัฐบาลทหารยอมรับว่าไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ทั่วประเทศ และกำลังเปิดปฏิบัติการทางทหารเพื่อยึดคืนพื้นที่จากฝ่ายต่อต้าน.

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่เมียนมาต้องเผชิญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุมและความโปร่งใสในการเลือกตั้งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนชาวเมียนมาสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างอิสระ

ที่มา – ไม่พลิกโผ พรรคหนุนกองทัพเมียนมาคว้าชัยเลือกตั้งเฟสแรก กวาดที่นั่งสภาล่างเกือบ 90%

จับแล้ว! ฆ่าปาดคอจ่าทหาร เพื่อนบ้านรับเสพยา

คดีสะเทือนขวัญ! ตำรวจรวบตัวเพื่อนบ้านโหดเหี้ยม ฆ่าปาดคอจ่าทหาร ได้แล้ว หลังหลบหนีหลายวัน สารภาพเสพยาบ้าก่อนลงมือ อ้างเหตุไม่พอใจผู้ตายทะเลาะกันเรื่องเสียงดังมาตลอด

จากเหตุการณ์ฆาตกรรม จ.ส.อ.อำนาจ อย่างโหดเหี้ยม ที่จังหวัดปราจีนบุรี ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุม นายนก ผู้ต้องหาในคดีนี้ได้แล้ว หลังใช้เวลาติดตามตัวนานกว่า 4 วัน

ฆ่าปาดคอจ่าทหาร เพื่อนบ้านรับเสพยาบ้าก่อนลงมือ

การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มกราคม เวลาประมาณ 22.00 น. โดยตำรวจภูธรภาค 2 ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี และชุดสืบสวน ได้ติดตามจนพบว่า นายนกหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องแถวแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมืองปราจีนบุรี

ผู้ต้องหาได้งัดห้องเข้าไปพักอาศัย เจ้าหน้าที่จึงทำการปิดล้อมและสามารถควบคุมตัวได้โดยไม่มีการขัดขืน

จากการตรวจค้น พบของกลางที่ใช้ในการหลบหนี ได้แก่ รถจักรยานยนต์ Honda Wave สีน้ำเงิน และอาวุธมีดปลายแหลม ยาว 35 เซนติเมตร ซึ่งมีคราบเลือดติดอยู่ นอกจากนี้ยังพบเสื้อผ้าที่ผู้ต้องหาสวมใส่ในวันก่อเหตุอีกด้วย

หลังจากการจับกุม พล.ต.ต.เกียรติศักดิ์ สระทองออย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 ได้ทำการสอบปากคำผู้ต้องหาด้วยตนเอง นายนกให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือฆ่าปาดคอจ่าทหารจริง

ผู้ต้องหาให้การว่า มีปัญหากับผู้เสียชีวิตมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการปิดประตูเสียงดัง และการฉีดน้ำใส่รถยนต์ ทำให้เกิดความไม่พอใจสะสม ก่อนเกิดเหตุ ได้เสพยาบ้าไป 3 เม็ด และดื่มสุรากับเพื่อนจนถึงเวลาประมาณตี 3 ในเช้าวันเกิดเหตุ ได้ยินเสียงผู้เสียชีวิตปิดประตูเสียงดัง จึงออกมานอกบ้านเพื่อหลีกเลี่ยง แต่กลับเผชิญหน้ากับผู้เสียชีวิต ด้วยความโมโหและพกมีดติดตัวอยู่แล้ว จึงใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียชีวิตจนเสียชีวิต

แรงจูงใจในการ ฆ่าปาดคอจ่าทหาร

เมื่อสอบถามถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุ นายนกอ้างว่า ผู้เสียชีวิตพยายามกรีดรถและก่อกวนตนหลายครั้ง เมื่อถูกถามว่าต้องการกล่าวขอโทษญาติผู้เสียชีวิตหรือไม่ ผู้ต้องหาปฏิเสธที่จะตอบคำถามและไม่กล่าวขอโทษแต่อย่างใด นอกจากนี้ ผู้ต้องหามีบาดแผลที่นิ้วมือจากการก่อเหตุ และร้องขอให้เจ้าหน้าที่พาไปทำแผล

นายภานุวัฒน์ หรือ นก อายุ 39 ปี กล่าวว่า ตนดื่มเหล้าและเสพยาบ้า รถคันนั้นแม่ซื้อมาทำมาหากิน ตนไม่เคยไปทำอะไรให้เขา ตนเสพยาก็จริงแต่ก็ไม่เคยไปวุ่นวาย ตนเคยติดคุกคดีเสพออกมาหลายเดือนแล้ว บ้านแม่ก็ซื้อมาจะมาบังคับให้เขาขายทำไม

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการสอบสวนเพิ่มเติมอย่างละเอียดอีกครั้ง และในวันนี้ พล.ต.ต.ศรัณย์พัฒน์ ยศสมบัติ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี เตรียมนำตัวผู้ต้องหาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างเพื่อนบ้านที่สามารถนำไปสู่ความรุนแรงได้ง่าย และการใช้ยาเสพติดยิ่งทำให้ขาดสติในการควบคุมตนเอง ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าและสูญเสียเช่นนี้

ที่มา – จับได้แล้ว เพื่อนบ้านสังหารโหด ฆ่าปาดคอจ่าทหาร รับเสพยาบ้าก่อนลงมือ

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม อ้างทุจริตจริงหรือ?

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคมกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ใน 5 รัฐเดโมแครต อ้างเหตุผลเรื่องการทุจริต เงินจำนวนมหาศาลนี้ถูกระงับการจ่ายเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้เงินที่ไม่ถูกต้อง

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม 5 รัฐเดโมแครต 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างทุจริต

รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตัดสินใจระงับงบประมาณจำนวนมากที่ตั้งใจไว้สำหรับโครงการบริการสังคมใน 5 รัฐที่บริหารงานโดยพรรคเดโมแครต การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้เงินอย่างไม่โปร่งใสและการทุจริตที่อาจเกิดขึ้น

เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เปิดเผยข้อมูลกับสำนักข่าวชื่อดังอย่าง นิวยอร์ก โพสต์ ว่าคณะทำงานของทรัมป์กำลังดำเนินการตัดลดงบประมาณสนับสนุนด้านบริการสังคมและการดูแลเด็ก ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ งบประมาณส่วนนี้เดิมทีถูกจัดสรรไว้ให้กับ 5 รัฐที่อยู่ภายใต้การบริหารของพรรคเดโมแครต โดยมีข้อกังวลว่าสวัสดิการเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการส่งต่อไปยังผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน

กระทรวงสาธารณสุขและบริการสังคม (HHS) จะเป็นหน่วยงานหลักในการอายัดงบประมาณดังกล่าว ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน เงินเหล่านี้อยู่ในกองทุนพัฒนาการดูแลเด็ก (CCDF), โครงการช่วยเหลือชั่วคราวสำหรับครอบครัวที่ขัดสน (TANF) และโครงการเงินอุดหนุนบริการสังคม (Social Services Block Grant)

งบประมาณจากโครงการ TANF อย่างน้อย 7.35 พันล้านดอลลาร์ จะถูกระงับไม่ให้ส่งไปยังรัฐแคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, อิลลินอยส์, มินนิโซตา และนิวยอร์ก นอกจากนี้ ยังมีการตัดลดงบประมาณจากกองทุน CCDF จำนวนเกือบ 2.4 พันล้านดอลลาร์ และอีก 869 ล้านดอลลาร์จากโครงการเงินอุดหนุนบริการสังคม ซึ่งจะไม่ถูกส่งไปยังรัฐทั้ง 5 เช่นกัน

การสั่งระงับการจ่ายงบประมาณครั้งนี้จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการผ่านจดหมายที่ส่งถึงแต่ละรัฐในวันจันทร์ โดยอ้างถึงความกังวลว่าสวัสดิการเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้อย่างไม่โปร่งใส โดยเฉพาะการส่งต่อไปยังผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน

ทำไมถึงมีการ ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ เกิดขึ้นหลังจากที่สำนักงานตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุขและบริการสังคม (HHS) ได้ตรวจพบเมื่อกว่า 6 ปีก่อนว่า นครนิวยอร์กได้เรียกเก็บเงินสำหรับเงินอุดหนุนการดูแลเด็กจากรัฐบาลกลางอย่างไม่ถูกต้อง เป็นจำนวนเงินกว่า 24.7 ล้านดอลลาร์

นิวยอร์ก โพสต์ รายงานก่อนหน้านี้ว่า เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา HHS เคยส่งจดหมายถึงผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ทิม วอลซ์ และนายกเทศมนตรีเมืองมินนิแอโพลิส เจคอบ เฟรย์ เพื่อสอบถามว่าเงินภาษีจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์ ได้ช่วยส่งเสริมการย้ายถิ่นฐานที่ผิดกฎหมาย และไหลบ่าเข้ามาเป็นจำนวนมากของผู้อพยพอย่างผิดกฎหมายหรือไม่

การสอบถามเหล่านั้นเกิดขึ้นจากการสืบสวนโดยกระทรวงการคลัง และคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อตรวจสอบกรณีอื้อฉาวเรื่องการทุจริตที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรหลายแห่ง ที่มีความเชื่อมโยงกับชุมชนชาวโซมาลีในพื้นที่เมืองมินนีแอโพลิส และ เซนต์พอล หรือที่เรียกกันว่า “ทวินซิตี้” (Twin Cities)

จากข้อมูลของศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) ระบุว่า ณ ปี 2566 มีผู้อพยพผิดกฎหมายประมาณ 130,000 คนอาศัยอยู่ในมินนิโซตา ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 40,000 คนจากปี 2019 และคิดเป็นประมาณ 2% ของประชากรในรัฐ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่มินนิแอโพลิส-เซนต์พอล

อัยการรัฐบาลกลางได้ดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิดไปแล้วหลายสิบราย ที่เกี่ยวข้องกับเงินจำนวน 250 ล้านดอลลาร์ ที่ถูกขโมยไปโดยหนึ่งในองค์กรที่เชื่อมโยงกับชาวโซมาลีที่ชื่อ “Feeding Our Future” ซึ่งได้นำเงินที่ได้มาโดยมิชอบไปซื้อรถยนต์หรู และถือครองอสังหาริมทรัพย์

ขณะที่โจ ทอมป์สัน ผู้ช่วยอัยการสหรัฐฯ ประจำรัฐมินนิโซตา กล่าวหาในเวลาต่อมาว่า “ความรุนแรงของเรื่องนี้ไม่ถือว่าเกินจริงเลย และอ้างว่ากลุ่มมิจฉาชีพได้ยักยอกเงินไปมากถึง 9 พันล้านดอลลาร์แล้ว”

“สิ่งที่เราเห็นในมินนิโซตาไม่ใช่แค่กลุ่มคนไม่ดีไม่กี่คนที่ก่ออาชญากรรม แต่มันคือการทุจริตในระดับอุตสาหกรรมที่น่าตกใจมาก” ทอมป์สันบอกกับผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.

นิก เชอร์ลีย์ ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ได้เพิ่มแรงกดดันด้วยการลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลเด็กประมาณ 10 แห่งในรัฐ ซึ่งได้รับเงินภาษีไปถึง 111 ล้านดอลลาร์ และรายงานของหนังสือพิมพ์ มินนิโซตา สตาร์ ทริบูน ในเวลาต่อมายืนยันว่า มีศูนย์เพียงไม่ถึงครึ่งจากจำนวนดังกล่าว ที่ดูเหมือนจะเปิดทำการจริง

วอลซ์ยอมรับถึงความกังวลเรื่องการทุจริตในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ ซึ่งเขาประกาศยุติการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเป็นสมัยที่สามอีกด้วย

“เราไม่สามารถดำเนินโครงการและบริการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเราไม่สามารถสร้างความไว้วางใจจากสาธารณชนได้” นายวอลซ์กล่าว ก่อนจะตอบโต้ประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “เราจะชนะการต่อสู้กับพวกมิจฉาชีพ แต่เกมการเมืองที่เรากำลังเห็นจากฝั่งรีพับลิกันมีแต่จะทำให้การต่อสู้นั้นยากขึ้น”

ทางด้านทรัมป์ได้โต้กลับผ่านโพสต์บน Truth Social เมื่อวันจันทร์ว่า: “ผู้ว่าการรัฐที่ฉ้อฉลของมินนิโซตาอาจจะต้องออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาจะไม่ได้ลงสมัครอีกครั้งเพราะเขาถูกจับได้แบบ ‘คาหนังคาเขา’ พร้อมกับ อิลฮาน โอมาร์ และเพื่อนชาวโซมาลีคนอื่น ๆ ของเขา ว่าขโมยเงินภาษีหลายหมื่นล้านดอลลาร์”

“ผมมั่นใจว่าความจริงจะปรากฏ และมันจะเผยให้เห็นกลุ่ม ‘คนสอพลอ’ ที่ไร้ศีลธรรมและร่ำรวยอย่างยิ่ง” ประธานาธิบดีระบุทิ้งท้าย

ขณะที่นาง เคิร์สเตน จิลลิแบรนด์ สว.จากรัฐนิวยอร์กสังกัดพรรคเดโมแครต ออกมาตำหนิการดึงงบประมาณกลับคืนในครั้งนี้อย่างรุนแรงว่า “การใช้อำนาจของรัฐบาลเพื่อทำร้ายชาวอเมริกันที่ขัดสนที่สุดนั้นเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมและไม่สามารถยอมรับได้”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่เป็นเรื่องของการแก้แค้นทางการเมืองที่ลงโทษเด็กยากจนที่ต้องการความช่วยเหลือ ฉันขอเรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยกเลิกการอายัดงบประมาณนี้ และหยุดการโจมตีเด็ก ๆ ของเราอย่างหน้าไม่อายเช่นนี้” นางจิลลิแบรนด์ระบุในแถลงการณ์

แม้ว่าการ ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม จะมีเหตุผลเบื้องหลัง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา

ที่มา – ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม 5 รัฐเดโมแครต 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างทุจริต

แรชฟอร์ดอาจกลับแมนยูฯ? อัพเดทข่าวลือล่าสุด

แรชฟอร์ดอาจกลับแมนยูฯ? หรือไม่! ข่าวลือล่าสุดเกี่ยวกับเส้นทางกลับสู่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของ มาร์คัส แรชฟอร์ด, สามแข้งอาจอยู่ต่อหลังการจากไปของ รูเบน อโมริม, และยูเวนตุสสนใจดึง เฟเดริโก้ เคียซ่า กลับทีม

การที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปลด รูเบน อโมริม อาจเป็นช่องทางให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าทีมชาติอังกฤษวัย 28 ปี ซึ่งปัจจุบันถูกยืมตัวไปอยู่กับบาร์เซโลน่า ได้กลับคืนสู่ถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด (Mirror)

โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ กลายเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในการเข้ามาแทนที่ อโมริม ที่ถูกปลดออกไป ผู้บริหารสโมสรชื่นชมกุนซือชาวออสเตรียวัย 51 ปีรายนี้อย่างมาก ซึ่งสัญญาของเขากับ คริสตัล พาเลซ จะหมดลงในช่วงซัมเมอร์นี้ (Telegraph – subscription required)

ฟูแล่ม กำลังเตรียมรับมือกับการทาบทาม มาร์โก ซิลวา ผู้จัดการทีมชาวโปรตุกีสของพวกเขาจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Sun)

ค็อบบี้ ไมนู กองกลางทีมชาติอังกฤษวัย 20 ปี, โจชัว เซิร์กซี กองหน้าชาวดัตช์วัย 24 ปี และ มานูเอล อูการ์เต้ กองกลางชาวอุรุกวัยวัย 24 ปี ต่างต้องการย้ายออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเดือนมกราคม หาก อโมริม ยังคงอยู่ (Mail – subscription required)

ยูเวนตุส เริ่มต้นการเจรจากับลิเวอร์พูล เกี่ยวกับการยืมตัว เฟเดริโก้ เคียซ่า โดยกองหน้าทีมชาติอิตาลีวัย 28 ปีรายนี้เปิดกว้างสำหรับการกลับไปเล่นในสโมสรเซเรีย อา ซึ่งเขาเคยใช้เวลาสองฤดูกาลระหว่างปี 2022-2024 (La Gazzetta dello Sport – in Italian)

บอร์นมัธ เตรียมที่จะจ่ายเงิน 40 ล้านยูโร (34.7 ล้านปอนด์) เพื่อคว้าตัว เจมี่ เลเวลิง ปีกของสตุ๊ตการ์ทและทีมชาติเยอรมนี เพื่อมาแทนที่ อองตวน เซเมนโย่ ปีกทีมชาติกานาวัย 25 ปีของพวกเขา ซึ่งกำลังจะย้ายไปแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่สโมสรบุนเดสลีกาปฏิเสธข้อเสนอของเดอะ เชอร์รีส์ (Sky Sports – in German)

เชลซี จะต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วหากพวกเขาต้องการเซ็นสัญญากับ เฌเรมี่ ฌักเกต์ วัย 20 ปี จากแรนส์ โดยมี ลิเวอร์พูล, อาร์เซนอล, เรอัล มาดริด และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่างก็สนใจกองหลังชาวฝรั่งเศสรายนี้ (Teamtalk)

บาร์เซโลน่า ได้ยื่นข้อเสนอขอยืมตัว เชา กังเซโล่ กองหลังอัล-ฮิลาล และทีมชาติโปรตุเกสวัย 31 ปี โดยมี อินเตอร์ มิลาน ก็ให้ความสนใจเช่นกัน (La Gazzetta dello Sport – in Italian)

อนาคตของ เอดู หัวหน้าฝ่ายฟุตบอลของ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน เนื่องจากสโมสรยังคงประสบกับฤดูกาลที่ผันผวน (Telegraph – subscription required)

คริสตัล พาเลซ เตรียมที่จะแข่งขันกับ เวสต์แฮม เพื่อเซ็นสัญญากับ ยอร์เกน สแตรนด์ ลาร์เซ่น กองหน้าชาวนอร์เวย์วัย 25 ปี จากวูล์ฟแฮมป์ตัน (Mail – subscription required)

ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ได้เจรจากับซานโตส เกี่ยวกับข้อตกลงสำหรับ ซูซ่า แบ็กซ้ายดาวรุ่งชาวบราซิลวัย 19 ปี ซึ่งนิวคาสเซิลก็ให้ความสนใจเช่นกัน (Teamtalk)

คัลลัม วิลสัน กองหน้าทีมชาติอังกฤษวัย 33 ปี กำลังเจรจาเพื่อยุติสัญญากับเวสต์แฮม หลังจากอยู่กับสโมสรได้เพียงห้าเดือน (Athletic – subscription required)

แกรี่ โอนีล อดีตผู้จัดการทีมวูล์ฟแฮมป์ตัน ได้เจรจาเกี่ยวกับการเป็นหัวหน้าโค้ชคนใหม่ของสตราสบูร์ก โดย เลียม โรเซนเนียร์ ผู้จัดการทีมคนปัจจุบันของสโมสรฝรั่งเศสรายนี้ กำลังจะเข้ามาแทนที่ เอ็นโซ มาเรสก้า ที่เชลซี (Athletic – subscription required)

โรแม็ง เอสเซ่ กองหน้าทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 21 ปีวัย 20 ปี ของคริสตัล พาเลซ เตรียมที่จะใช้เวลาที่เหลือของฤดูกาลด้วยสัญญายืมตัวกับ โคเวนทรี ซิตี้ จ่าฝูงของแชมเปี้ยนชิพ (Sky Sports)

แรชฟอร์ดอาจกลับแมนยูฯ?

โอกาสที่ แรชฟอร์ดอาจกลับแมนยูฯ มีความเป็นไปได้จริงหรือ?

ข่าวลือการย้ายทีมในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในโลกฟุตบอล การเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมเพียงครั้งเดียวสามารถเปลี่ยนเส้นทางอาชีพของผู้เล่นได้ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งตัวนักเตะ สโมสร และข้อตกลงทางการเงิน

อนาคตของ มาร์คัส แรชฟอร์ด กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด การเปลี่ยนแปลงในทีมและการเข้ามาของผู้จัดการทีมใหม่ อาจเป็นโอกาสให้เขาได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง และกลับมาเป็นกำลังสำคัญของทีม

การย้ายทีมของนักเตะเป็นเรื่องปกติในวงการฟุตบอลอาชีพ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ข่าวลือเหล่านี้มีผลต่อขวัญและกำลังใจของนักเตะ รวมถึงแฟนบอล การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลจึงเป็นสิ่งสำคัญ

แรชฟอร์ดอาจกลับแมนยูฯ หรือไม่ การตัดสินใจครั้งนี้ จะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – Rashford may have route back to Man Utd – Tuesday’s gossip

เดลซี โรดริเกซ รักษาการ ปธน.เวเนซุเอลาแล้ว

เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีแล้ว หลังจากการจับกุมตัวอดีตประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร โดยทางการสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ได้มีพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีของนางเดลซี โรดริเกซ โดยมีนายฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสมัชชาแห่งชาติ ซึ่งเป็นพี่ชายของนางโรดริเกซ เป็นผู้ดำเนินการในพิธี

เดลซี โรดริเกซ สาบานตนรับตำแหน่ง รักษาการ ปธน.เวเนซุเอลาแล้ว

เดลซี โรดริเกซ แถลงว่าเธอเข้ารับตำแหน่งด้วยความรู้สึกหนักอึ้งต่อเหตุการณ์ที่เธอเรียกว่า การ ‘ลักพาตัว’ ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ซิเลีย ฟลอเรส

“ดิฉันมาที่นี่ในฐานะรองประธานาธิบดีฝ่ายบริหารของนาย นิโกลัส มาดูโร ผู้เป็นประธานาธิบดีตามรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐโบลีวาร์แห่งเวเนซุเอลา เพื่อสาบานตนเข้ารับตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย” นางโรดริเกซกล่าว

ทำไมการเข้ารับตำแหน่งของ เดลซี โรดริเกซ จึงสำคัญ?

การเข้ารับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีของเดลซี โรดริเกซ ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญและเต็มไปด้วยความท้าทายสำหรับประเทศเวเนซุเอลา ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงผู้นำอย่างกะทันหันนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพภายในประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สถานการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาภายในประเทศเวเนซุเอลา และบทบาทของมหาอำนาจภายนอกที่มีต่อการเมืองของประเทศ การตัดสินใจและความเคลื่อนไหวของเดลซี โรดริเกซ ในฐานะรักษาการประธานาธิบดี จะเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากนานาชาติ

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนชาวเวเนซุเอลาเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ รัฐบาลรักษาการจะต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

ในระยะยาว สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการเมืองในเวเนซุเอลา การเลือกตั้งใหม่ หรือการเจรจาต่อรองระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ ล้วนเป็นสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาสันติภาพและความมั่นคงของประเทศ และให้ประชาชนชาวเวเนซุเอลามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงไม่แน่นอน และต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ความสามารถของเดลซี โรดริเกซ ในการนำพาประเทศผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของเวเนซุเอลาในอีกหลายปีข้างหน้า

การที่นางโรดริเกซ ขึ้นมาเป็นรักษาการประธานาธิบดีนั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาระบอบการปกครองเดิม และการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ย่อมนำมาซึ่งความไม่แน่นอน และความท้าทายต่างๆ ที่รออยู่เบื้องหน้า

การตัดสินใจของเดลซี โรดริเกซ ในช่วงเวลานี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเวเนซุเอลาในอนาคต และเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดจากประชาคมโลก

ที่มา – เดลซี โรดริเกซ สาบานตนรับตำแหน่ง รักษาการ ปธน.เวเนซุเอลาแล้ว