วัน: 8 มกราคม 2026

“แรมโบ้” อ้อนขอโอกาสแก้ปัญหาเขต 10 โคราช

“แรมโบ้อีสาน” แฉมีผู้ประกอบการลักลอบนำเข้ามันสำปะหลังจากกัมพูชาราคาถูก ส่งผลให้ของเกษตรไทยตกต่ำและถูกนายทุนกดราคา ปูดข่าวเขต 10 โคราช จ่อซื้อเสียงรอบแรกแล้วหัวละ 1,000 อ้อนขอโอกาสเลือกเข้าสภาไปแก้ปัญหา

วันที่ 8 มกราคม 2569 นายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 10 พรรคโอกาสใหม่ ให้สัมภาษณ์ว่าภายหลังจากการลงพื้นที่พบกับพี่น้องประชาชนเขต 10 โคราช ประกอบด้วย อำเภอครบุรี อำเภอโชคชัย และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ได้รับการต้อนรับจากประชาชนเป็นอย่างดียิ่ง และสิ่งที่ชาวบ้านอยากให้แก้ปัญหามากที่สุดคือราคามันสำปะหลังที่ตกต่ำทุกปี เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเพราะประสบปัญหาขาดทุน

นายเสกสกล ระบุต่อไปว่า เรื่องนี้เกิดจากมีผู้ประกอบการลักลอบนำเข้ามันสำปะหลังราคาถูกจากประเทศกัมพูชา แล้วนำมาสวมสิทธิ์มันสำปะหลังของไทย ส่งผลให้มันสำปะหลังไทยขายไม่ได้ราคาและถูกพ่อค้านายทุนกดราคาอีกด้วย อีกทั้งยังมีปัญหาที่ชาวบ้านอยากให้มีการแก้ไขทั้งเรื่องปัญหาช้างป่าทับลานออกมากินและทำลายพืชไร่ของชาวบ้าน รวมถึงปัญหาแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ทับที่ทำกินของชาวบ้าน ซึ่งตนก็ขออาสาเข้าไปแก้ปัญหาทั้ง 3 เรื่องนี้ให้หากประชาชนชาวเขต 10 โคราช ให้โอกาสเลือกเข้าไปเป็นผู้แทนราษฎร

นอกจากนี้ ตนได้รับทราบจากพี่น้องประชาชนว่ามีผู้สมัครบางคนเตรียมใช้เงินซื้อเสียงจากชาวบ้านในเบื้องต้นแล้วหัวละ 1,000 บาท ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง เพราะถ้าผู้สมัคร สส. ลงทุนใช้เงินซื้อเสียงมหาศาลแบบนี้ แล้วประชาชนเลือกเข้าไปเป็นผู้แทนก็จะเข้าไปถอนทุนคืนอย่างแน่นอน จึงฝากให้พี่น้องประชาชนในเขต 10 โคราช คิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนจะเลือก สส. ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

“ผมขอโอกาสจากพี่น้องชาวโคราชอีกสักครั้ง ผมจะอาสาเป็นผู้แทนท่านเข้าไปแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง พูดแล้วต้องปฏิบัติทันทีไม่ใช่แค่พูดเฉพาะตอนมาหาเสียง”

ขณะเดียวกัน นายเสกสกล ยังกล่าวถึงผลงานที่ผ่านมาที่ตนทำสำเร็จเกิดประโยชน์แก่พี่น้องชาวเขตเลือกตั้งที่ 10 คือการไปของบประมาณจาก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสมัยนั้น มาก่อสร้างถนน 4 เลนจากอำเภอโชคชัย-ครบุรี จนทำให้การคมนาคมสะดวกสบายยิ่งขึ้น ซึ่งเดิมถนนสายนี้มีเพียง 2 เลนเท่านั้น และตนยังเข้าไปเป็นคณะทำงานของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงพื้นที่แก้ปัญหา ทั้งเรื่องช้างป่าที่ออกหากินนอกพื้นที่ ผลักดันให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ สร้างแหล่งอาหารในป่าให้เกิดความอุดมสมบูรณ์เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าออกมาหากินนอกพื้นที่

ตลอดจนในสมัยที่ตนทำงานในรัฐบาลของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้มีการแก้ปัญหาเรื่องแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับที่ทำกินของราษฎรด้วยการจัดทำ One Map คือบูรณาการกำหนดแผนที่แนวเขตอุทยานใหม่ ส่วนไหนที่ไปทับที่ทำกินของชาวบ้านและไม่ใช่ป่าอุดมสมบูรณ์ก็ให้ชาวบ้านพิสูจน์สิทธิ์แล้วกันออกเพื่อให้เขาได้มีที่ดินทำมาหากินเลี้ยงชีพ ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าเรื่องมันไปติดอยู่ตรงไหนทั้งๆ ที่เป็นมติ ครม. ไปแล้ว ครั้งนี้ตนจะขอโอกาสเข้าไปแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง ถ้าประชาชนเขต 10 โคราช เลือกเสกสกล อัตถาวงศ์ หมายเลข 5 และเลือกพรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 44

“แรมโบ้” อ้อนประชาชนเลือกเข้าสภาฯ ไปแก้ปัญหา เขต 10 โคราช

ทำไมเขต 10 โคราชถึงสำคัญ

การเลือกตั้งในเขต 10 โคราชมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่นี้ การตัดสินใจของท่านจะส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาปากท้อง, ปัญหาราคาสินค้าเกษตร และความเป็นอยู่โดยรวมของทุกคน

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่พี่น้องประชาชนในเขต 10 โคราช ประสบอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคามันสำปะหลังที่ตกต่ำ ปัญหาช้างป่า หรือปัญหาที่ดินทำกิน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ท่านจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของท่านให้ดีขึ้นได้

อย่าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป ร่วมกันออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงของท่าน เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับเขต 10 โคราช

การเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันคือเรื่องของเราทุกคน มาร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีกว่าเดิมด้วยมือของท่านเอง

ที่มา – “แรมโบ้” อ้อนประชาชนเลือกเข้าสภาฯ ไปแก้ปัญหา ปูดเขต 10 โคราช จ่อซื้อเสียงหัวละ 1,000

ด่วน! กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ของ เฉิน จื้อ

ธนาคารกลางกัมพูชา (NBC) สั่ง กัมพูชาสั่งชำระบัญชีและยุติการให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ” ทันที หลังผู้ก่อตั้งถูกส่งตัวให้ทางการจีน

กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ มีผลให้ธนาคารกลางกัมพูชา (NBC) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 8 มกราคม สั่งให้ธนาคาร “ปรินซ์แบงก์” เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี (Liquidation) ตามกฎหมายของราชอาณาจักรกัมพูชา พร้อมแต่งตั้งบริษัทตรวจสอบบัญชี Morisonkak MKA เป็นผู้ชำระบัญชีอย่างเป็นทางการ

แถลงการณ์ระบุว่าปรินซ์แบงก์ถูกสั่งระงับการให้บริการธนาคารใหม่ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการรับฝากเงินและการให้สินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ทาง NBC ได้แจ้งแนวทางปฏิบัติสำหรับลูกค้าดังนี้ ผู้ฝากเงินสามารถถอนเงินได้ตามปกติ โดยเตรียมเอกสารประกอบการถอนเงินให้พร้อม ส่วนผู้กู้เงินยังคงต้องชำระหนี้และปฏิบัติตามพันธกรณีเงินกู้ตามปกติ

ทำไม กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์? “ปรินซ์แบงก์” เป็นบริษัทในเครือของ Prince Holding Group หนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในกัมพูชา ซึ่งก่อตั้งโดย นายเฉิน จื้อ มหาเศรษฐีชาวจีนสัญชาติกัมพูชา ซึ่งขณะนี้ตกเป็นเป้าหมายสำคัญของนานาชาติ โดยเมื่อเดือนตุลาคม 2025 เขาถูกทางการสหรัฐฯ และอังกฤษประกาศคว่ำบาตร ในข้อหาบงการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์ที่ใช้แรงงานเหยื่อค้ามนุษย์ในกัมพูชา

ในฝั่งของสหรัฐอเมริกา นายเฉินถูกฟ้องร้องในข้อหาสมคบคิดฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการฟอกเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยึดบิทคอยน์จำนวนประมาณ 127,271 BTC ซึ่งมีมูลค่าในปัจจุบันสูงกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.8 แสนล้านบาท) หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในสหรัฐฯ เขาอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 40 ปี

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มบริษัท Prince Group ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดก่อนหน้านี้ ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และทางการจีนยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจับกุมและการส่งตัวในครั้งนี้

เฉิน จื้อ หรือ วินเซนต์ เฉิน เป็นเจ้าของ Prince Holding Group หรือ ปรินซ์ กรุ๊ป ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2015 ในกัมพูชา ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุด ที่ประกอบด้วยบริษัทหลายแห่ง มีธุรกิจมากกว่า 100 แห่งในกัมพูชา ทั้งด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การธนาคาร การเงิน การบิน การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ เทคโนโลยี อาหารและเครื่องดื่ม เขามีความใกล้ชิดกับกลุ่มนักการเมืองระดับสูงของกัมพูชา เริ่มจากการเป็นที่ปรึกษาให้กับ ซอร์ เค็ง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ในปี 2017 จากนั้นไต่เต้าไปเรื่อยๆ สนิทสนมใกล้ชิดกับนักการเมืองระดับผู้นำประเทศ จนกลายเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาโดยตรงของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และได้รับการแต่งตั้งให้เป็น เนี๊ยะออกญา เฉิน จื้อ.

กัมพูชาสั่งชำระบัญชี-ยุติให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ”

ผลกระทบจาก กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ ต่อผู้บริโภค

การที่กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ ย่อมส่งผลกระทบต่อลูกค้าของธนาคารโดยตรง โดยเฉพาะผู้ฝากเงินและผู้กู้เงิน ดังนั้น การทำความเข้าใจแนวทางปฏิบัติที่ NBC กำหนดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถจัดการกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม

  • สำหรับผู้ฝากเงิน: ควรตรวจสอบเอกสารประกอบการถอนเงินให้พร้อม และติดต่อธนาคารเพื่อดำเนินการถอนเงินตามขั้นตอนที่กำหนด
  • สำหรับผู้กู้เงิน: ยังคงต้องชำระหนี้และปฏิบัติตามพันธกรณีเงินกู้ตามปกติ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือ ควรติดต่อธนาคารเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

อนาคตของ Prince Holding Group หลังจาก กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง เนื่องจากกลุ่มบริษัทนี้มีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจของกัมพูชา การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

ที่มา – กัมพูชาสั่งชำระบัญชี-ยุติให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ” หลังถูกส่งตัวให้ทางการจีน

รทสช. **พิฆาตคนชั่ว**! พีระพันธุ์เปิดยุทธศาสตร์

“พีระพันธุ์” นำทีม รทสช. เปิดยุทธศาสตร์ พิฆาตคนชั่ว โชว์เครื่องประหารหัวพยัคฆ์ ลั่นไม่ยอมก้มหัวให้ทุนเทา ชงแก้กฎหมายเอาผิดสแกมเมอร์ เผยไม่ปิดประตูร่วม “ปชน.-พท.” ถ้าทำชัดเจน 3 ข้อ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 มกราคม 2568 ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ พร้อมแกนนำและผู้สมัคร สส. ของพรรค เปิดยุทธศาสตร์และแสดงจุดยืน “พิฆาตคนชั่ว” โดยเสนอนโยบายคุกกลางทะเล เพิ่มโทษสูงสุดกระบวนการค้ายาเสพติด สแกมเมอร์ และปราบปรามการทุจริต โดยนายพีระพันธุ์ กล่าวว่า มีคำที่ว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” วันนี้ตนเองเชื่อว่า สังคมและพี่น้องประชาชน รู้สึกถึงคำหลังมากกว่าคำข้างหน้า เพราะทุกวันนี้ทำชั่วได้ดีมีถมไปจริง ๆ ที่เป็นแบบนี้ เพราะว่าสังคมถูกกลุ่มคนชั่วเข้ามาครอบงำทั้งหมด คนชั่วที่เป็นข้าราชการเข้ามาทุจริต นักการเมืองที่เข้ามาไม่ได้ทำงานเพื่อประชาชน แต่เข้ามาเพื่อร่วมกันทุจริตหาประโยชน์ ข้าราชการมีอำนาจหน้าที่รังแกประชาชน ประชาชนด้วยกันเองรวมหัวกันฉ้อโกงประชาชน

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า การกระทำของคนชั่วพวกนี้ จึงต้องได้รับผลตอบแทนอย่างสาสม เพื่อปกป้องคนดี คนดีต้องมีที่ยืน สังคมต้องไม่โดดเดี่ยว สุภาษิตที่บอกว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ต้องกลับมา นี่คือสิ่งที่พรรครทสช.ประกาศนโยบาย พิฆาตคนชั่ว พรรคจะไม่รวมสังฆกรรมและเอาจริงกับการทุจริต ยืนยันว่าเราจะไม่ยอมก้มหัวให้ทุนเทา ไม่ยอมให้มาครอบงำพรรค และครอบงำประเทศ ไม่ยอมให้ข้าราชการทุจริต ปล้นเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นเงินของคนทั้งประเทศลอยนวล โดยไม่มีการจัดการอย่างเด็ดขาดและเฉียบขาด

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า โดยเห็นได้ว่าปัญหาเหล่านี้มันทวีคูณขึ้นจนกลายเป็นวิกฤติหนึ่งของประเทศ ต้องแก้ไขโดยเด็ดขาดเพื่อพลิกโฉมประเทศ คนดีจะมีพรรครทสช.ยืนอยู่ด้วย และปกป้องตลอดเวลา ขอโอกาสพรรครทสช.เข้าไปจัดการคนชั่วเหล่านี้ อย่าให้ทำชั่วได้ดีมีถมไป อีกต่อไป

ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม นายพีระพันธุ์ พร้อมด้วยผู้บริหารพรรค ได้ร่วมกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการเปิดใบมีดเครื่องประหารหัวพยัคฆ์ เพื่อสื่อถึงการ พิฆาตคนชั่ว คนโกง ให้หมดไปจากแผ่นดินไทย

จากนั้น นายพีระพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ว่า นโยบาย พิฆาตคนชั่ว ของพรรค ไม่ได้มุ่งเน้นที่ข้าราชการที่ทุจริตประพฤติมิชอบโกงเงินแผ่นดินอย่างเดียว แต่รวมถึงผู้ที่กระทำความผิดที่มีผลกระทบกับประชาชน เช่น ไปช่วยกันให้กลุ่มสแกมเมอร์พ้นผิด หรือไม่จับกุม ถือเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด ซึ่งปัญหาสแกมเมอร์ขณะนี้ไม่มีกฎหมายรองรับ เราไปเน้นการจับกุม แต่ไม่มีกฎหมายจัดการ ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคจะเร่งดำเนินการทันที

เมื่อถามย้ำว่า ประเทศไทยมีปัญหานี้มานาน จะจัดการได้ใช่หรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า สแกมเมอร์โดยพื้นฐานก็เกิดจากการฉ้อโกง แต่กฎหมายที่มีอยู่กำหนดไว้ก็ไม่คิดว่าจะฉ้อโกงในลักษณะนี้ กฎหมายไทยเป็นความผิดอาญาธรรมดา จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือความผิดเรื่องฉ้อโกงประชาชน ในอดีตกฎหมายระบุความผิดเป็นเรื่องตัวต่อตัว หากมี 1-3 คนร่วมกันทำ แต่กฎหมายไม่ได้ครอบคลุมถึงการใช้เทคโนโลยี เครือข่ายอาชญากรรม หรืออาชญากรรมข้ามชาติ และผลกระทบจากการฉ้อโกงก็ไม่เคยใหญ่ถึงระดับหลายแสนล้าน ดังนั้นการกระทำผิดนี้ควรมีโทษเป็นการเฉพาะ เพื่อให้สาสมกับสิ่งที่ทำ

นอกจากนี้ ก่อนจะมีโทษ ก็ต้องผ่านกระบวนการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญ แต่ผู้มีอำนาจไม่ปฏิบัติ หรือกลับไปช่วยกันทำพยานหลักฐานให้อ่อน ลักษณะแบบนี้คือการร่วมกระทำความผิด ต้องมีโทษเช่นกัน การนำพยานหลักฐานส่งฟ้องศาล ต้องแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิธีพิจารณาความให้เกิดความรวดเร็วในการปฏิบัติ เมื่อไปถึงชั้นศาล เมื่อศาลตัดสิน ต้องให้มีการทำตามคำพิพากษาตามเวลาที่กำหนด ไม่ใช่ตัดสินแล้วไปนอนรอในเรือนจำ ไม่มีการบังคับคดี จนบางคนไปตั้งฮาเร็มในเรือนจำ

ส่วนหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องการทุจริต แต่ทำความผิดเสียเอง ต้องมีกฎหมายเข้ามาควบคุมหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระเหล่านี้ ได้กำหนดโทษไว้อยู่แล้ว หากคนที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ไปทำความผิดเสียเอง จะมีโทษเพิ่มขึ้น 3 เท่า แต่ปัญหาวันนี้คือ กระบวนการเอาผิดหรือสอบสวน ไม่ได้กำหนดว่าต้องมีลักษณะพิเศษหรือรวดเร็วแค่ไหน จึงต้องวนมาที่การปรับปรุงการทำงานให้รวดเร็ว เพื่อให้มีกรอบที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยไปเรื่อย ๆ

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า วันนี้เรามีหลายคดีที่เป็นลักษณะพิเศษ แต่กฎหมายที่ใช้วันนี้เขียนมาอย่างน้อย ๆ เกือบ 100 ปีแล้ว ซึ่งในยุคนั้นเขาไม่ได้คิดว่าจะมีลักษณะพิเศษอะไรแบบนี้ แต่เราไม่เคยมีการปรับปรุงกฎหมายเหล่านี้เลย เมื่อมีการกระทำความผิดที่หนักขึ้น รุนแรงขึ้น จึงเห็นว่าประเทศไทยต้องแก้ไขสิ่งเหล่านี้เพื่อเป็นการบังคับให้คนที่กระทำความผิดได้รับโทษรวดเร็วขึ้น และคนที่มีอำนาจหน้าที่หากไปเข้าด้วยช่วยกัน ไม่ว่าจะองค์กรอิสระ เจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ หรืออัยการ จะถือว่าเป็นการกระทำความผิด เป็นความผิดเดียวกันหมด

รทสช. เปิดยุทธศาสตร์พิฆาตคนชั่ว

ส่วนเราจะประกาศได้ชัดเจนหรือไม่ว่าจะไม่ร่วมงานกับทุนเทาหรือนักการเมืองที่เป็นสีเทา นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า มีความชัดเจนอยู่แล้ว ถ้ามีความผิดมีหลักฐานดำเนินคดีเลย ซึ่งถ้าไม่มีการดำเนินคดีเราอยู่ด้วยไม่ได้

ส่วนเรื่องความชัดเจน ของพรรค รทสช. ว่าจะไม่จับมือกับพรรคไหนนั้น นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ตนพูดมาตลอดว่าการทำงานทางการเมืองของพรรควันนี้เราพร้อมทำงานร่วมกับ 1. พรรคที่มีนโยบายชัดเจนในการจัดการเรื่องปัญหาไทย-กัมพูชา 2. ต้องชัดเจนในเรื่องจัดการพวกกังฉินทั้งหลาย คนชั่วของแผ่นดิน และ 3. ต้องไม่มีอะไรที่จะกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ ทั้ง 3 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องพิจารณาในการที่จะทำงานร่วมกับใคร แต่เมื่อทำงานไปแล้วมีสถานการณ์อื่นเกิดขึ้นก็ถือเป็นเรื่องอนาคต การร่วมรัฐบาลเราต้องรู้ว่าแนวทางการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองไปด้วยกันได้หรือไม่

ส่วนจะสามารถจับมือกับพรรคประชาชน (ปชน.) ได้หรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ถ้าเขาทำ 3 เรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับสถาบันหลักของชาติก็ทำงานด้วยกันได้ ตนทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองเพื่อประชาชนให้เดินไปข้างหน้า ตนไม่มีนโยบายโค่นล้มชาติบ้านเมือง

ขณะที่กับพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ก่อนหน้านี้มีกรณีเรื่องคลิปเสียงอังเคิลจะทำงานร่วมกันได้หรือไม่ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า อันนั้นน่าจะเป็นเรื่องเฉพาะตัวของอดีตนายกรัฐมนตรี ตนเชื่อว่าพรรคไม่ได้เกี่ยวข้อง พวกเราแต่ละคนสามารถกระทำความผิดที่เป็นเฉพาะตัว ถ้าทุกอย่างเป็นเรื่องส่วนรวมไปหมดมันไม่มีทางเจริญได้หรอก เพราะทุกพรรคก็มีปัญหาหมด เราไม่สามารถควบคุมคนในพรรคแต่ละคนได้ แต่ถ้าคนไหนทำให้พรรคมีปัญหาหรือเสื่อมเสียเราก็ต้องเอาออกไปเท่านั้นเอง แต่พรรคยังต้องอยู่ต่อ

ยุทธศาสตร์พิฆาตคนชั่วของ รทสช. คืออะไร?

ยุทธศาสตร์ พิฆาตคนชั่ว ของพรรครวมไทยสร้างชาติแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในสังคมไทยอย่างจริงจัง การนำเสนอนโยบายที่เข้มแข็งและชัดเจนเช่นนี้ เป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่า จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชนได้หรือไม่

ที่มา – รทสช. เปิดยุทธศาสตร์พิฆาตคนชั่ว “พีระพันธุ์” เปิดเครื่องประหารหัวพยัคฆ์ จัดการคนโกง

วิกฤตสหรัฐฯ-เวเนฯ กระทบไทยระยะสั้น: สนค.แนะปรับตัว

สนค. ชี้วิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้น แนะภาครัฐและเอกชนเร่งปรับตัวรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แม้ว่าผลกระทบโดยตรงในปัจจุบันจะยังจำกัด

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เฝ้าติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิด โดยประเมินว่าผลกระทบในระยะสั้นต่อการค้าและเงินเฟ้อของไทยมีจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการค้าระหว่างไทยและเวเนซุเอลามีน้อยมาก และราคาน้ำมันโลกยังไม่พุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว สถานการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการจัดระเบียบโลกใหม่ ซึ่งภาครัฐและเอกชนไทยควรเตรียมพร้อมรับมือ

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. เปิดเผยว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อการควบคุมแหล่งพลังงานและการตัดวงจรอิทธิพลของมหาอำนาจในลาตินอเมริกา แม้ว่าในเบื้องต้นตลาดโลกจะยังไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง และราคาน้ำมันดิบไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้น แต่ความเสี่ยงและความผันผวนในตลาดการเงินโลกกลับเพิ่มขึ้น นักลงทุนเริ่มโยกย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐและทองคำ

สนค. ประเมินว่าในระยะสั้น ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้นค่อนข้างจำกัด ทั้งในด้านการค้าและการเงิน มูลค่าการค้าระหว่างไทยและเวเนซุเอลาในปี 2568 มีเพียง 55.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.01% ของการค้ารวม นอกจากนี้ ไทยก็ไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากเวเนซุเอลาโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในด้านพลังงานและเงินเฟ้อ หากสหรัฐฯ สามารถควบคุมแหล่งน้ำมันและเพิ่มกำลังการผลิตในเวเนซุเอลาได้สำเร็จ จะส่งผลให้อุปทานน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในระยะกลางถึงยาว แม้ว่าราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยลดต้นทุนค่าครองชีพและเงินเฟ้อได้ แต่ก็อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาสินค้าเกษตรของไทย เช่น ยางพาราและพืชพลังงาน ซึ่งมักมีความสัมพันธ์กับราคาน้ำมัน

นอกจากนี้ ในด้านค่าเงินบาท หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง มูลค่าการนำเข้าของไทยก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งอาจทำให้ความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐลดลงและส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย

สถานการณ์วิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้นนี้ยังเป็นสัญญาณของการจัดระเบียบโลกใหม่และการแทรกแซงประเทศอื่น ๆ ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น การกีดกันทางเทคโนโลยี และการแบ่งขั้วห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าโลกโดยรวมและทำให้การส่งออกของไทยชะลอตัว

วิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม นายนันทพงษ์ มองว่า ท่ามกลางวิกฤตและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย ในฐานะประเทศที่วางตัวเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และขั้วอำนาจตรงข้าม เช่น จีน จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมายังภูมิภาคอาเซียนเร็วขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า ทำให้ไทยมีโอกาสดึงดูดเงินลงทุนและส่งออกสินค้าทดแทนไปยังสหรัฐฯ

แนวทางรับมือผลกระทบจากวิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยไทยต้องรักษาจุดยืนความเป็นกลางเพื่อรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มสหรัฐฯ และกลุ่มพันธมิตรเดิมของเวเนซุเอลา (จีน รัสเซีย) ควบคู่ไปกับการเร่งเจรจาการค้าเชิงรุก เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมที่ต้องการย้ายฐานการผลิตหรือต้องการลดความเสี่ยงจากสงครามการค้าเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย

ภาคเอกชนเองก็ต้องเน้นความคล่องตัว บริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และกระจายตลาดส่งออกเพื่อลดการพึ่งพาประเทศคู่ขัดแย้งมากเกินไป เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับระเบียบโลกใหม่ได้อย่างมั่นคง

โดยสรุป แม้ว่าวิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้นในวงจำกัด แต่ภาครัฐและเอกชนไทยต้องเตรียมตัวรับมือกับความผันผวนและความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว โดยการปรับตัวเชิงรุกและการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นคง และคว้าโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก

ที่มา – สนค.ชี้วิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้น แนะภาครัฐ-เอกชนเร่งปรับตัว

Ferrari 126 CK: ทวินเทอร์โบบ้าพลัง รถแข่ง Gilles Villeneuve

นับตั้งแต่ Ferrari ได้นำ 126 CK เปิดตัวต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกในระหว่างการฝึกซ้อมที่สนามแข่งอิตาเลียนกรังด์ปรีซ์ ปี 1980 ที่เมืองอิโมลา โดยมี Gilles Villeneuve นักขับในทีมม้าลำพองเป็นผู้ขับทดสอบ หลังมีข่าวลือจากมาราเนลโลว่า Ferrari จะเลิกใช้เครื่องยนต์ 3 ลิตรแบบไม่มีระบบอัดอากาศ สำหรับการแข่งขันฟอร์มูลาวัน ขุมกำลังที่เข้ามาแทนก็คือ เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบ โดยใช้เทอร์โบชาร์จแบบกังหันเทอร์ไบน์ไอเสีย หลังจากเปลี่ยนขุมกำลังใหม่ในปี 1980 ทีม Ferrari ที่ใช้เครื่องเทอร์โบชาร์จ ก็คว้าชัยชนะในการแข่งขันครั้งแรกที่สนามโมนาโก ในเดือนพฤษภาคม 1981 ถือเป็นความสำเร็จสำหรับเครื่องยนต์ที่ออกแบบใหม่หมดและยังไม่ได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพตามเกณฑ์

ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจากประวัติการแข่งขัน F1 เครื่องยนต์ V8 ของ Ferrari ยังไม่ค่อยดีเท่าที่ควร แน่นอนว่าช่างเครื่องในมาราเนลโลนั้นคุ้นเคยกับการปรับแต่งเครื่องยนต์ V12 แต่เครื่อง 12 กระบอกสูบนั้นซับซ้อนและเทอะทะไปหน่อย ส่วนเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ของ 126 CK ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ V6 รุ่นใหม่ขนาดกะทัดรัด เบาและแรงเอาเรื่อง จุดที่เหนือกว่าเครื่อง V12 ก็คือ ระบบอัดอากาศเทอร์โบ วิศวกรของ Ferrari ติดตั้งชุดเทอร์โบชาร์จเจอร์ KKK สองชุด หรือเรียกง่ายๆ ว่ามีหอยถึงสองตัว ไว้ที่ด้านบนของเครื่องยนต์ ใกล้กับผนังด้านหลังของถังเชื้อเพลิง นั่นโคตรเสี่ยงและทำให้เกิดความร้อนสะสมในบริเวณที่มีวัสดุป้องกันการแพร่ความร้อน ระบบท่อทางต่างๆ ดูเหมือนเป็นฝันร้ายของงานออกแบบทางวิศวกรรม ท่อเชื้อเพลิง ท่อเวคคัม ท่อระบาย ท่อระบบหล่อเย็น และอรีกสารพัด แต่การทดสอบที่สนามอีโมลาเมื่อเดือนกันยายน 1980 สร้างความประทับใจให้กับผู้บริหาร เครื่อง V6 เร็วรอบได้รุนแรงกว่าเครื่องยนต์ V12 T5 flat-12 ตัวเก่า เสียงเครื่องยนต์เหมือนเครื่องเทอร์โบรุ่นเก่าของเรโนลต์ ค่อนข้างทื่อๆ เรียบๆ มีเสียงแผดดังสนั่นและมีอาการสะดุดเมื่อเร่งความเร็ว ต่อเมื่อไอเสียทำให้กังหันเทอร์ไบน์หมุนไปยังรอบสูงสุด และคอมเพรสเซอร์ก็หมุนเพื่ออัดไอดีเข้าไปในช่องรับอากาศ (ตั้งแต่ 20-35 ปอนด์/ตารางนิ้ว) เสียงเครื่องยนต์ในรอบสูงสุดเหมือนสัตว์ร้ายที่กำลังเกรี้ยวกราด นั่นเป็นคำอธิบายที่ไม่ต้องแปรความหมายใดๆอีกแล้ว

การเปิดตัว Ferrari F1 เครื่อง V6 Twin Turbo เป็นครั้งแรกนั้น ทีมสคูเดอเรียแสดงให้เห็นว่าเครื่องใหม่ตัวนี้ ยังไม่พร้อมสำหรับการแข่งขัน และไม่มีความตั้งใจที่จะนำไปแข่งในอเมริกา แน่นอนว่ามันจะพร้อมสำหรับฤดูกาล 1981 มีข้อมูลมากมายจากอิตาลีที่บอกว่าเครื่องยนต์ Ferrari เทอร์โบวิ่งเร็วมาก และ “อาการหน่วงของคันเร่ง” ซึ่งเป็นปัญหาร้ายแรงที่เครื่องยนต์จะชะลอความเร็วลงเมื่อแรงดันไอเสียลดลง ถูกกำจัดออกไป หนึ่งในผลลัพธ์ดังกล่าว คือ Ferrari ยกเลิกการใช้เทอร์โบชาร์จเจอร์แบบขับเคลื่อนด้วยไอเสีย แล้วหันไปใช้ซูเปอร์ชาร์จเจอร์ Comprex Pressure-wave ที่ขับเคลื่อนด้วยแรงดัน ผลิตโดย Brown Boveri ในสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจากชุด Comprex ขับเคลื่อนด้วยสายพานแบบฟันเฟืองโดยตรงจากเครื่องยนต์ ทำให้ชุด Comprex ไม่สามารถลดความเร็วลงเมื่อคนขับยกคันเร่ง เช่นเดียวกับเครื่องยนต์เองก็ไม่ลดรอบความเร็วเครื่องลงเช่นกัน เมื่อทีมงานม้าลำพองเดินทางมาถึงลองบีชเพื่อลงทำการแข่งขันกรังด์ปรีซ์แรกในรายการ FIA World Championship ดูเหมือนว่าซูเปอร์ชาร์จเจอร์ Comprex Pressure-wave จะเป็นไปตามที่คาดหวังไว้ แม้ว่าจะมีระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ KKK ติดตัวมาด้วยก็ตาม

ปรากฏว่าระบบ Comprex เกิดปัญหาให้แก้ใขกันหูตาแหก หลังจากนั้นก็ถูกยกเลิกก่อนการฝึกซ้อมจะสิ้นสุดลง ทีมม้าลำพองตัดสินใจหันไปใช้ชุดเทอร์โบคอมเพรสเซอร์แบบใช้ไอเสียที่ผลิตโดย Kuhnle, Kausch & Kopf (KKK) นั่นทำให้ Ferrari F1 126C เครื่องเทอร์โบออกตัวจากจุดสตาร์ทได้เร็วและแม่นยำกว่า Renault F1 เครื่องเทอร์โบ เมื่อ Villeneuve ขึ้นนำในโค้งหักศอกแรกที่สนามลองบีช เสียงเครื่องยนต์ 126C ฟังดูจัดจ้านสุดๆ และเมื่อเข้าโค้ง เครื่องยนต์รุ่นใหม่ก็เร็วพอๆ กับเครื่อง V8 ของ Cosworth หรืออาจจะเร็วกว่าด้วยซ้ำ ระหว่างการฝึกซ้อม เมื่อมองไปที่ส่วนท้ายของรถแข่งที่กำลังวิ่นผ่าน จะเห็นแสงสีส้มสว่างวาบขึ้นมาถึงสองดวง แสงสว่างสีส้มเกิดขึ้นเมื่อนักแข่งยกคันเร่ง และไฟสีส้ม คือไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่ในท่อไอเสีย ไม่ใช่ที่ปลายท่อด้วยซ้ำ แต่ลึกลงไปถึงชุดกังหันเทอร์ไบน์ที่ร้อนจัดจนแดงโร่ ทันทีที่นักแข่งเปิดคันเร่งปลายโค้ง ไฟสีส้มที่ท่อก็หายไป และวิธีที่รถ Ferrari 126C ออกตัวจากกริดสตาร์ทนั้นชัดเจนว่าไม่มี “อาการหน่วงคันเร่ง” เกิดขึ้นแม้แต่น้อย ทั้งๆที่ในยุคนั้นยังไม่มีเทอร์โบไฟฟ้าป้องกันอาการแล็กด้วยซ้ำ!

โดยพื้นฐานแล้ว ปัญหาของเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบขับเคลื่อนด้วยไอเสียก็คือ เมื่อยกคันเร่ง แรงดันไอเสียที่ลดลงจะทำให้กังหันทำงานช้าลง ส่งผลให้คอมเพรสเซอร์อัดอากาศทำงานช้าลงไปด้วย และแรงดันในท่อร่วมไอดีก็ลดลงเช่นกัน จนกว่าไอเสียจะมีแรงดันมากพอที่จะสามารถหมุนกังหันกลับมาที่ความเร็วทำงานได้ คอมเพรสเซอร์ถึงจะส่งแรงดันไอดีที่ต้องการไปยังท่อร่วมไอดีได้ มีวิธีการบางอย่าง เพื่อทำให้กังหันเทอร์ไบน์ทำงานที่ความเร็วสูงสุด หรือใกล้เคียงกับความเร็วสูงสุด แน่นอนว่า การขับเคลื่อนกังหันเทอร์ไบน์เชิงบวก ช่วยแก้ปัญหาแรงดันเทอร์โบได้ แต่การขับเคลื่อนดังกล่าว กลับดูดซับพลังงานและขัดขวางเป้าหมายหลักของเทอร์โบชาร์จ หลักการที่ Ferrari ใช้ คือ แนวคิดทำให้กังหันเทอร์ไบน์ทำงานเป็นกังหันพลังงานเมื่อเผชิญกับแรงดันไอเสียต่ำ ซึ่งทำได้โดยการปรับให้กังหันเทอร์ไบน์กลายเป็นกังหันก๊าซเมื่อปิดคันเร่ง

เมื่อปิดคันเร่ง อากาศที่อัดควบแน่น จะยังคงอยู่ในท่อร่วมไอดี แม้ว่าแรงดันจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อคอมเพรสเซอร์ทำงานช้าลง แรงดันอากาศที่เหลือ ถูกป้อนผ่านวาล์วเข้าไปยังท่อทางเข้ากังหันเทอร์ไบน์ และส่งต่อไปยังใบพัดหรือครีบเทอร์ไบน์ที่มีอุณหภูมิสูง ก๊าซที่ยังไม่เผาไหม้จากกระบอกสูบที่บรรจุเชื้อเพลิง จะไหลผ่านระบบไอเสีย เนื่องจากระบบหัวฉีดน้ำมันเบนซินของ Ferrari ถูกปรับตั้งให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หากปรับความเข้มข้นของส่วนผสมและอุณหภูมิภายในกังหันเทอร์ไบน์ให้มีความเหมาะสม (นั่นแม่งโคตรยาก) การเผาไหม้ภายในกังหันเทอร์ไบน์ก็จะขยายตัว และทางออกเดียวคือการหมุนกังหันและระบายออกทางท่อไอเสีย ดังนั้น ขณะที่กังหันกำลังจะชะลอตัวลดความเร็วลง เนื่องจากแรงดันก๊าซไอเสียจากเครื่องยนต์ลดลง การเผาไหม้ในลักษณะดังกล่าวจึงเกิดขึ้น ชุดกังหันเทอร์ไบน์จะกลายเป็นกังหันก๊าซ และคอมเพรชเซอร์จะถูกอัดอากาศกลับเข้าสู่ความเร็วปกติ ท่อร่วมไอดีจะถูกเติมด้วยอากาศแรงดันสูง ผสมคลุกเคล้ากับปริมาณเชื้อเพลิงที่ถูกต้อง และพร้อมทันที่จะระเบิดออกมาเป็นพลังงานมหาศาล ซึ่งก็คือ เมื่อคนขับเปิดคันเร่งอย่างเต็มที่นั่นเอง

ฟังดูง่าย แต่ไม่ต้องพูดก็รู้ว่าไม่หมู ทุกอย่างดูซับซ้อนและต้องการความเสถียรขณะหมุนในรอบสูงอย่างต่อเนื่องเป็นระยะทางกว่า 300 กิโลเมตรตลอดระยะเวลาของการแข่งขัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของ Marelli ที่วัดปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังชุดหัวฉีดจึงต้องมีความแม่นยำสูงสุด อย่างที่ทราบกันดีว่า หากส่วนผสมในกังหันเทอร์ไบน์ไม่ถูกต้อง ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรืออาจเกิดมากเกินไปในเวลาที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ ส่วนผสมยังต้องอยู่ในกระบอกสูบอย่างถูกต้อง เพื่อเตรียมพร้อมเมื่อเครื่องยนต์เริ่มทำงานเต็มกำลังอีกครั้ง การเชื่อมต่อระหว่างคันเร่งของคนขับ วาล์วเปลี่ยนทิศทางในท่อร่วมไอดี วาล์วผีเสื้อไปยังเครื่องอัดอากาศ ลิ้นปีกผีเสื้อไปยังแต่ละแถวของกระบอกสูบ และการควบคุมชุดวัดปริมาณเชื้อเพลิง อากาศ ล้วนมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง ชุดเทอร์โบทั้งสองชุด ติดตั้งอยู่ด้านบนของเครื่องยนต์ ชิดกันแบบติดอยู่บนแผ่นกันความร้อนระหว่างกังหันเทอร์ไบน์และคอมเพรสเซอร์เพื่อความกะทัดรัด

ท่อไอเสียสามท่อจากแถวกระบอกสูบด้านขวา จ่ายลมไปยังกังหันด้านซ้าย และอีกสามท่อจากแถวกระบอกสูบด้านซ้ายจะจ่ายลมไปยังกังหันด้านขวา การสลับข้างกันแบบนั้นย่อมมีเหตุผลของการทำงาน คอมเพรสเซอร์แต่ละตัวจะจ่ายลมเข้าสู่อินเตอร์คูลเลอร์ของตัวเอง ซึ่งติดตั้งอยู่ในฝักด้านข้างบริเวณส่วนหน้าเครื่องยนต์ และจากอินเตอร์คูลเลอร์แต่ละตัว จะมีท่อร่วมไอดีขนาดใหญ่แบบเรียวยาววิ่งไปด้านหลังเพื่อป้อนอากาศไปยังกระบอกสูบทั้งสามในด้านข้างของตัวเอง ใกล้กับทางออกของเครื่องอัดอากาศ มีท่อบาลานซ์พาดผ่านเครื่องยนต์ ตรงกลางเป็นวาล์วที่ปล่อยอากาศเข้าสู่ท่อไอเสีย ผ่านท่อแยกที่ต่อเข้ากับท่อร่วมของกังหัน แค่นึกภาพตามก็ปวดประสาทซะแล้วละครับ

ท่อร่วมไอดีทำจากอะลูมิเนียมและท่อไอเสียก็ทำจากเหล็กทนความร้อนอินโคเนล การเชื่อมต่อทั้งสองเข้าด้วยกัน ทำให้นักออกแบบบางคนเจอเข้ากับอาการมึนตึบปวดหัวได้! อากาศที่ไหลเข้าสู่เครื่องอัดอากาศจะไหลลงมาจากด้านบนของตัวถังส่งตรงไปยังท่อรูปตัวแอลสำหรับแต่ละชุด และที่ทางเข้าของท่อร่วมไอดีรูปตัวแอลแต่ละอัน จะมีวาล์วปีกผีเสื้อแบบธรรมดา วาล์วปีกผีเสื้อเหล่านี้ ติดตั้งอยู่บนแกนหมุนร่วมที่ควบคุมจากระบบเชื่อมต่อจากสายเคเบิลที่วิ่งไปข้างหน้า ไปยังแป้นเหยียบใน Cockpit สายเคเบิลนี้ ทำหน้าที่ควบคุมเพลาไขว้ด้านหน้าเครื่องยนต์ ซึ่งลิ้นปีกผีเสื้อ จะเลื่อนไปข้างหน้าและข้างหลัง ทำงานในท่อร่วมไอดีของแต่ละแถวของกระบอกสูบใกล้กับฝาสูบ สไลด์ด้านซ้าย ยังทำหน้าที่ควบคุมการเชื่อมต่อกับชุดวัดน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งติดตั้งอยู่ด้านหลังเครื่องยนต์ จากเพลาขวางที่เชื่อมต่อวาล์วปีกผีเสื้อทั้งสองตัวที่ทางเข้าคอมเพรสเซอร์ ก้านสูบ จะวิ่งลงไปยังวาล์วในท่อปรับสมดุล ซึ่งจะเปิดออกเมื่อวาว์ลตัวอื่นๆ ปิด สิ่งที่ยังไม่ทราบแน่ชัดก็ คือ ความสัมพันธ์จากการทำงานแบบเปิด-ปิด ระหว่างวาล์วลิ้นปีกผีเสื้อ วาล์วระบายไอเสีย สไลด์คันเร่ง และชุดวัดปริมาณอากาศและเชื้อเพลิง !

การทำงานของระบบนี้ เห็นได้ชัดจากรถแข่ง Ferrari 126CK ที่เร่งเครื่องและออกจากโค้ง ชัยชนะที่โมนาโก เริ่มชัดเจนขึ้น อาจสงสัยว่าทำไมทีม Renault ถึงไม่ใช้ระบบเดียวกันนี้ แต่การศึกษาโครงร่างของเครื่องยนต์ V6 แบบคร่าวๆ แสดงให้เห็นว่า ในเชิงกลไกแล้ว ระบบนี้ไม่สามารถทำได้ พวกเขาแยกชุดเทอร์โบสองตัวออกจากกันอย่างสมบูรณ์ โดยแต่ละตัวอยู่คนละด้านของเครื่องยนต์ เทอร์โบแต่ละตัว มีวาล์วระบายแรงดันส่วนเกิน (เวสท์เกต) ของตัวเอง เพื่อให้ทำงานแยกจากกัน ยกเว้นวาล์วปีกผีเสื้อที่เชื่อมต่อกับคอมเพรสเซอร์ ถ้าใครได้ยินเสียงวาล์วระบายแรงดันของเครื่องยนต์รุ่นนี้ จะต้องหลงรักมันอย่างแน่นอนที่สุด

การเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ในรถแข่งม้าลำพองยุค 1980 ระบบระบายแรงดันไอเสีย (เวสท์เกต) จะเป็นชุดเดียวตรงกลาง ป้อนแรงดันจากกังหันทั้งสองตัว พร้อมสกรูปรับเพียงตัวเดียว ทีม Renaul สามารถใช้ระบบนี้กับเครื่องยนต์แต่ละรูปแบบได้ แต่ก็พบกับความยุ่งยากมากกว่าความสำเร็จ เพราะอาจสร้างแรงดัน 30 ปอนด์/ตารางนิ้ว (psi) ที่กระบอกสูบหนึ่งชุด และเพียง 28 ปอนด์/ตารางนิ้ว (psi) ที่อีกชุดหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่ากังหันเทอร์ไบน์ “ติดไฟ” มากแค่ไหน ซึ่งอาจทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ! นอกจากนี้ ทีม Renault ไม่ได้ใช้ลิ้นเร่งแบบสไลด์ใกล้กับฝาสูบ ซึ่งอาจเป็นส่วนสำคัญในชัยชนะของทีม Ferrari.

Ferrari 126 CK: ทวินเทอร์โบบ้าพลัง รถแข่ง Gilles Villeneuve คันนี้ แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมยานยนต์ในยุคนั้นอย่างแท้จริง

Ferrari 126 CK: ทวินเทอร์โบบ้าพลัง ยังคงเป็นที่กล่าวขานถึงความแรงและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย

Ferrari 126 CK: ทวินเทอร์โบบ้าพลัง รถแข่ง Gilles Villeneuve

สำหรับใครที่สนใจเรื่องรถแข่งยุคเก่า Ferrari 126 CK: ทวินเทอร์โบบ้าพลัง เป็นรถที่ไม่ควรพลาดศึกษา

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

ที่มา – ทวินเทอร์โบบ้าพลังใน Ferrari 126 CK Gilles Villeneuve’s car

“อภิสิทธิ์” ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี

“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ รุดฟังปัญหาการศึกษาโรงเรียนขยายโอกาสใน จ.นนทบุรี สะท้อนเด็กเรียนน้อยลง เรียนฟรีไม่จริง ค่าอาหารกลางวันไม่พอ ยาเสพติด-บุหรี่ไฟฟ้า-กัญชาระบาด

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 8 มกราคม 2569 ที่ จ.นนทบุรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 พร้อมนายเมฆินทร์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคกลาง และนายเอิบ พงบุหงอ ผู้สมัคร สส.นนทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 3 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ร่วมลงพื้นที่รับฟังอุปสรรคระบบการศึกษา และการเรียนการสอนจากผู้อำนวยการโรงเรียนวัดใหม่ผดุงเขต จ.นนทบุรี

จากการหารือในเบื้องต้นมีการสะท้อนปัญหาเรื่องงบประมาณอุดหนุนค่าอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง และจำนวนนักเรียน เช่น เด็กต่ำกว่า 40 คน จะได้อุดหนุนค่าอาหารกลางวันรายหัว/วัน จะได้ 36 บาท แต่ถ้าหากมีเด็กนักเรียนมากกว่า 40 คนจะได้ค่าอาหารลดเหลือเพียง 22 บาท/หัว/วัน ซึ่งไม่เพียงพอ ทางโรงเรียนจึงฝากให้พรรคประชาธิปัตย์ช่วยผลักดันแก้ไขในเรื่องนี้ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะกระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็กนักเรียนที่เป็นอนาคตของชาติ

จากนั้นคณะของนายอภิสิทธิ์ พบปะกับนักเรียนที่ทำกิจกรรมอยู่ที่บริเวณลานสนามหน้าเสาธง โดยได้พูดคุยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และถามว่ารู้จักหรือไม่ว่าเป็นใคร เด็กชั้น ม.1 จึงตอบว่า “รู้จัก เป็นนายกฯ เก่าของประเทศไทย” นายอภิสิทธิ์ จึงกล่าวต่อไปว่า “แน่ใจนะ อาจจะเป็นนายกฯ ใหม่ก็ได้” เด็กนักเรียนจึงได้กล่าวต่อมาว่า “ก็เป็นไปได้”

ต่อมา นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า ตนตั้งใจมาโรงเรียนขยายโอกาส เนื่องจากโรงเรียนมีหลายรูปแบบและมีสภาพปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งโรงเรียนขยายโอกาสมีขนาดใกล้เคียงกับโรงเรียนขนาดเล็ก และมีการเรียนการสอนถึงแค่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เด็กส่วนใหญ่จะไปต่อสายอาชีพ ซึ่งพบว่าพื้นที่อื่นๆ เริ่มมีปัญหาจำนวนเด็กที่เรียนต่อลดลง วันนี้มาติดตามนโยบายหลายเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์เคยทำไว้ เช่น การเรียนฟรี ซึ่งปัจจุบันยังมีปัญหาไม่ฟรีจริง มีการติดขัดด้านงบประมาณต่างๆ จึงมีการจ้างบุคลากรเพิ่มเติม ซึ่งโรงเรียนนี้โชคดีที่มีองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ให้การสนับสนุน น่าจะเป็นจังหวัดเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่น 

และจากนี้จะเห็นปัญหาในเชิงโครงสร้างการเชื่อมโยงแม้กระทั่งความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น เรื่องการกู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) รวมไปถึงปัญหาสังคมที่ทำให้การจัดการศึกษานั้นยากขึ้น รวมไปถึงเด็กสมาธิสั้นลง อีกทั้งมีเรื่องยาเสพติดในชุมชน บุหรี่ไฟฟ้า รวมไปถึงการลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ก็พบว่ามีสะท้อนปัญหาเรื่องกัญชาเข้ามามากในหมู่นักเรียนและเยาวชน.

“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา

จากการลงพื้นที่“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา พบว่าปัญหาการศึกษาไทยยังคงเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณที่ไม่เพียงพอต่อค่าอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน หรือปัญหาเรื่องยาเสพติดที่แพร่ระบาดในหมู่นักเรียนและเยาวชน

สิ่งที่ “อภิสิทธิ์” ได้จากการฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี

จากการรับฟังปัญหาจากผู้อำนวยการโรงเรียนวัดใหม่ผดุงเขต ทำให้ “อภิสิทธิ์” ได้เห็นภาพรวมของปัญหาการศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาส ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีขนาดใกล้เคียงกับโรงเรียนขนาดเล็ก และมีการเรียนการสอนถึงแค่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทำให้ “อภิสิทธิ์” เข้าใจถึงความต้องการและความจำเป็นของโรงเรียนเหล่านี้มากยิ่งขึ้น

  • ปัญหาเรื่องงบประมาณค่าอาหารกลางวันไม่เพียงพอ
  • ปัญหาเรื่องการเรียนฟรีที่ไม่ฟรีจริง
  • ปัญหายาเสพติดและบุหรี่ไฟฟ้าแพร่ระบาด
  • ปัญหาเด็กสมาธิสั้น
  • ปัญหาการกู้ยืมเงิน กยศ.

ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการแก้ไขอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

ดังนั้น การที่ “อภิสิทธิ์” ลงพื้นที่“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย เพราะการรับฟังปัญหาจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง จะช่วยให้เข้าใจถึงปัญหาอย่างแท้จริง และสามารถนำไปสู่การหาแนวทางแก้ไขที่ตรงจุดและยั่งยืนได้

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาการศึกษาไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงจากทุกฝ่าย หากเราต้องการเห็นการศึกษาไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น เราต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ หากเราสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยได้ เราก็จะสามารถสร้างอนาคตที่ดีให้กับลูกหลานของเราได้

การติดตาม“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา ครั้งนี้ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการรับฟังปัญหาจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม

ที่มา – “อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา

ไทยก้าวใหม่ ลุยหาเสียง ยกระดับอาชีวะสู่สากล

ไทยก้าวใหม่ ลุยหาเสียง ยกระดับอาชีวะสู่สากล

พรรคไทยก้าวใหม่ ลุยหาเสียงกับนักเรียนอาชีวะ ประกาศพร้อมยกระดับนักเรียนอาชีวะเป็นแรงงานทักษะสูง ระดับโลกที่วิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 นายก้องเกียรติ กรสูต เลขาธิการพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วยผู้บริหารพรรค ดร.เศรษฐฐากรณ์ วงษ์อารยะสกุล (เค บุรณพนธ์) และ ทนายเนติธร พรพิทักษ์สิทธิ์ ลงพื้นที่วิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบคีรีขันธ์ พบปะประชาชน คณะครู ผู้ปกครอง และน้องๆ นักเรียนอาชีวะ เพื่อรับฟังปัญหาเรื่องการจ้างงานหลังจบการศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นงานที่ไม่มั่นคงและมีรายได้ไม่สูงนัก

นายก้องเกียรติ กรสูต กล่าวว่า พรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนานักเรียนอาชีวะให้เป็นแรงงานทักษะสูง ป้อนสู่ตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต โดยเน้นทำให้ผู้เรียน “เก่งจริง รู้ลึก รู้จริง ทำงานได้จริง และมีรายได้ที่มั่นคง” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา ไทยก้าวใหม่ ลุยหาเสียงกับนักเรียนอาชีวะ ในครั้งนี้

นอกจากนี้ พรรคยังมีนโยบายสนับสนุนผู้ที่จบการศึกษาไปแล้ว ให้สามารถพัฒนาทักษะเดิม หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Upskill/Reskill) ผ่านแพลตฟอร์ม Digital Transformation ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ อาชีวศึกษา อุดมศึกษา และสถานประกอบการ เพื่อให้มีทักษะและความรู้ที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานอย่างแท้จริง ตอบโจทย์การ ไทยก้าวใหม่ ลุยหาเสียงกับนักเรียนอาชีวะ ที่มุ่งเน้นการสร้างงานสร้างรายได้ที่มั่นคง

ไทยก้าวใหม่ ลุยหาเสียงกับนักเรียนอาชีวะ ประกาศพร้อมยกระดับเป็นแรงงานทักษะสูง ระดับโลก

ดร.เศรษฐฐากรณ์ วงษ์อารยะสกุล กล่าวเสริมว่า พรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบายในการเชื่อมโยงสถาบันการศึกษาอาชีวะกับการเรียนการสอนกับสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีระดับโลก และสถานประกอบการชั้นนำ เพื่อให้นักเรียนอาชีวะได้เรียนรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ เพิ่มโอกาสในการจ้างงานที่มั่นคงและมีรายได้สูง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการ ไทยก้าวใหม่ ลุยหาเสียงกับนักเรียนอาชีวะ ที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ

ทนายเนติธร พรพิทักษ์สิทธิ์ หัวหน้าทีมกฎหมายของพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า ทางพรรคสนับสนุนการยกระดับการคุ้มครองดูแลแรงงานสายอาชีวะให้มีความเป็นธรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของช่างฝีมือทั้งในโรงงานและผู้ที่ทำธุรกิจส่วนตัว

นโยบายที่น่าสนใจของไทยก้าวใหม่ สำหรับนักเรียนอาชีวะ

  • ยกระดับนักเรียนอาชีวะให้เป็นแรงงานทักษะสูง
  • เชื่อมโยงการศึกษากับสถาบันเทคโนโลยีระดับโลก
  • สนับสนุนการ Upskill/Reskill ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
  • คุ้มครองแรงงานสายอาชีวะให้มีความเป็นธรรม

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากน้องๆ นักเรียนอาชีวะ ที่ได้พบกับ ดร.เศรษฐฐากรณ์ หรือ “เค บุรณพนธ์” และ “พี่เอก” จากภาพยนตร์ ตำนานอาชีวะยุค 90 ตัวจริง ซึ่งสร้างความประทับใจและเป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารพรรคไทยก้าวใหม่ ยังได้ร่วมหาเสียงให้กับผู้สมัคร สส.ของพรรค ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทั้ง 3 เขต ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างดีจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่

การสนับสนุนและผลักดันนักเรียนอาชีวะให้เป็นแรงงานทักษะสูงระดับโลก ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของนักเรียนอาชีวะเอง แต่ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่ออนาคตของประเทศไทยอีกด้วย พรรคไทยก้าวใหม่จึงมุ่งมั่นที่จะสานต่อนโยบายนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงในเวทีโลก

ที่มา – ไทยก้าวใหม่ ลุยหาเสียงกับนักเรียนอาชีวะ ประกาศพร้อมยกระดับเป็นแรงงานทักษะสูง ระดับโลก

เตือน! หยุด “ปากกาลดน้ำหนัก” น้ำหนักเด้งกลับไว

สาวๆ ที่อยากผอมต้องระวัง! งานวิจัยล่าสุดเตือนว่าการใช้ ปากกาลดน้ำหนัก หรือยาฉีดลดน้ำหนักยอดฮิตอย่าง Mounjaro, Wegovy และ Ozempic อาจไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด เพราะถึงแม้จะช่วยให้ผอมลงได้ในช่วงแรก แต่ถ้าหยุดใช้เมื่อไหร่ น้ำหนักก็มีสิทธิ์เด้งกลับมาเร็วกว่าที่คาดไว้มากเลยทีเดียว

เตือนสาว! หยุดใช้ “ปากกาลดน้ำหนัก” น้ำหนักเด้งกลับไว

งานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร British Medical Journal ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ผู้ที่ใช้ปากกาลดน้ำหนักเพื่อหวังลดความอ้วน เมื่อหยุดฉีดยาแล้ว มีแนวโน้มที่จะกลับมาอ้วนขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจจะกลับไปมีน้ำหนักเกือบเท่าเดิมภายในเวลาไม่ถึง 2 ปีเท่านั้นเอง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดได้ทำการทบทวนงานศึกษาทั้งหมด 37 งาน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 9,000 คน โดยครอบคลุมยาฉีดลดน้ำหนักทุกชนิดที่ได้รับอนุญาต ไม่ได้จำกัดเฉพาะ GLP-1 เท่านั้น โดยข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์นั้นมาจากกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ยาเฉลี่ย 10 เดือน และมีระยะติดตามผลหลังจากหยุดยาไปแล้ว 8 เดือน

ผลการวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มยาฉีด GLP พบว่า จาก 6 งานวิจัย ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,700 คน กลุ่มที่ใช้ยากลุ่มนี้สามารถลดน้ำหนักได้มากกว่าวิธีอื่นๆ จริง แต่ก็กลับมาอ้วนเร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัด

โดยเฉลี่ยแล้ว กลุ่มที่ใช้ยาลดน้ำหนักทั่วไปจะสามารถลดน้ำหนักได้ประมาณ 8.3 กิโลกรัม ในปีแรก แต่น้ำหนักจะกลับมา 4.8 กิโลกรัม และกลับสู่น้ำหนักเดิมภายใน 20 เดือน

ในขณะที่กลุ่มที่ใช้ยาฉีด GLP สามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 14.7 กิโลกรัม แต่น้ำหนักกลับเด้งกลับมาถึง 2 ใน 3 ภายในปีเดียว และกลับสู่น้ำหนักเดิมใน 18 เดือน

ดร.แซม เวสต์ หนึ่งในทีมวิจัย ได้กล่าวว่า ผู้ที่ใช้ยากลุ่ม GLP สามารถลดน้ำหนักได้มากจริง แต่เมื่อหยุดยา น้ำหนักก็กลับคืนมาเร็วกว่าที่คิด

ศาสตราจารย์ ซูซาน เจ็บบ์ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การกลับมาอ้วนหลังจากลดน้ำหนักเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ความเร็วในการเพิ่มน้ำหนักในกลุ่มที่ใช้ยาฉีด ซึ่งเธอคาดว่าอาจมีสาเหตุมาจาก การที่คนที่ควบคุมอาหารจะต้องฝึกควบคุมความอยากด้วยตัวเอง แต่ยาฉีดจะช่วยกดความหิวแทนทั้งหมด ดังนั้นเมื่อหยุดยา ร่างกายและจิตใจจึงยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับความอยากอาหารได้

ยาเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่ม GLP-1 medicines ซึ่งเดิมทีใช้ในการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคอ้วน โดยทำงานผ่านการเลียนแบบฮอร์โมนที่ร่างกายหลั่งหลังรับประทานอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว อิ่มนาน และอยากอาหารน้อยลง

สำหรับ Mounjaro จะออกฤทธิ์กับฮอร์โมนอีกตัวหนึ่งด้วย ทำให้ควบคุมความอยากอาหารและระดับน้ำตาลในเลือดได้มากขึ้น ส่งผลให้การลดน้ำหนักเห็นผลชัดเจน จนเกิดกระแสนิยมในการนำมาใช้ลดหุ่นในเชิงความงาม แม้จะไม่ได้มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ก็ตาม

องค์การ NHS ของอังกฤษระบุว่า การลดน้ำหนักเพียง 5–10% ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ความดัน และมะเร็งบางชนิดได้ แต่ดร.เวสต์เตือนว่า เมื่อน้ำหนักกลับมาเพิ่มขึ้น ผลดีต่อหัวใจและหลอดเลือดก็จะหายไปด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยอมรับว่า ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าควรใช้ยานานแค่ไหน หรือควรหยุดยาอย่างไรจึงจะดีที่สุด เพราะยากลุ่มนี้ยังค่อนข้างใหม่ และยังมีข้อมูลระยะยาวไม่เพียงพอ ดังนั้นผลวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นว่า จำเป็นต้องวางแผนดูแลผู้ที่หยุดยาปากกาลดน้ำหนักให้ดีกว่านี้ หรืออาจจะต้องพิจารณาการใช้ยาระยะยาวในบางราย

ทำไม “ปากกาลดน้ำหนัก” ถึงทำให้น้ำหนักเด้งกลับง่าย?

กลไกการทำงานของปากกาลดน้ำหนัก หรือยาฉีดกลุ่ม GLP-1 คือการเข้าไปควบคุมฮอร์โมนในร่างกายที่เกี่ยวกับการควบคุมความอยากอาหาร เมื่อหยุดยา กลไกธรรมชาติของร่างกายก็จะกลับมาทำงานตามปกติ ทำให้ความอยากอาหารกลับมา และหากไม่สามารถปรับพฤติกรรมการกินได้ น้ำหนักก็จะกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • การปรับพฤติกรรมการกิน: สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้เหมาะสม เน้นอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารแปรรูป น้ำตาล และไขมันสูง
  • การออกกำลังกาย: การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและรักษาน้ำหนัก
  • การปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ: ขอคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเพื่อวางแผนการลดน้ำหนักที่เหมาะสมและยั่งยืน

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจใช้ปากกาลดน้ำหนัก ควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำความเข้าใจถึงผลข้างเคียง และวิธีการดูแลตัวเองหลังหยุดยา เพื่อให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างปลอดภัยและยั่งยืน

ที่มา – เตือนสาวอยากผอมเร็ว งานวิจัยชี้ ปากกาลดน้ำหนัก ถ้าหยุดใช้น้ำหนักเด้งกลับไว

เบรนท์ฟอร์ดทะยานสู่ยุโรป: บราซิลเลียนสุดแกร่ง

เกินครึ่งทางของฤดูกาล เบรนท์ฟอร์ดอยู่ในช่วงเวลาที่เหมือนฝัน

ด้วยชัยชนะสี่ครั้งในห้าเกม และกองหน้าชาวบราซิลที่ยิงประตูได้อย่างต่อเนื่อง แฟนๆ ของทีมผึ้งเริ่มฝันถึงการเดินทางไปมิลาน มิวนิก และบาร์เซโลนาในฤดูกาลหน้า

ชัยชนะ 3-0 อย่างท่วมท้นเหนือซันเดอร์แลนด์ ทำให้ทีมของคีธ แอนดรูว์ส ขยับขึ้นไปอยู่อันดับที่ห้าในพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นอันดับที่ดีพอที่จะคว้าตั๋วไปเล่นแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลที่แล้ว

มีเพียงอาร์เซนอลจ่าฝูงเท่านั้นที่เก็บแต้มได้มากกว่าในช่วงหกเกมที่ผ่านมา

ยังคงมีหนทางอีกยาวไกล แต่เบรนท์ฟอร์ดอยู่ในสนามรบเพื่อชิงตั๋วไปเล่นฟุตบอลยุโรปอย่างเต็มตัว

ไม่มีใครคาดการณ์เรื่องนี้เมื่อฤดูร้อนที่แล้ว

โธมัส แฟรงค์ อำลาทีมไปร่วมทีมท็อตแนม ฮอตสเปอร์ หลังจากคุมทีมมาเจ็ดปี ซึ่งในช่วงเวลานั้นเขาไม่เพียงแต่ทำให้สโมสรได้รับการเลื่อนชั้นเท่านั้น แต่ยังสร้างทีมให้แข็งแกร่งในลีกสูงสุดอีกด้วย

คริสเตียน นอร์การ์ด กัปตันทีมย้ายไปอาร์เซนอล และคู่หูกองหน้า ไบรอัน เอ็มบิวโม และ โยอัน วิสซ่า ซึ่งทำประตูรวมกันได้ 39 ประตูในฤดูกาล 2024-25 ก็ย้ายออกไปด้วยเช่นกัน โดยไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ นิวคาสเซิล ตามลำดับ

แอนดรูว์ส โค้ชลูกตั้งเตะได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้มาแทนที่แฟรงค์ ในขณะที่ไม่มีกองหน้าในการเซ็นสัญญาช่วงซัมเมอร์

มีการทำนายว่าจะเป็นปีที่ยากลำบาก บางทีอาจจะถึงขั้นตกชั้น แต่ตอนนี้เราอยู่ในเดือนมกราคม และเบรนท์ฟอร์ดอยู่ในห้าอันดับแรก

พวกเขาทำได้อย่างไร?

ผลงานทำลายสถิติของ อีกอร์ ติอาโก้

การตัดสินใจของเบรนท์ฟอร์ดที่จะไม่ซื้อกองหน้าคนอื่นเป็นเพราะสถานการณ์บางอย่าง โดยการย้ายทีมของวิสซ่าไม่เสร็จสิ้นจนถึงวันสุดท้ายของการซื้อขายนักเตะ

แต่พวกเขาก็รู้ด้วยว่าพวกเขามีกองหน้าราคา 30 ล้านปอนด์รออยู่แล้ว

อีกอร์ ติอาโก้ ย้ายมาจากคลับ บรูจ ในเดือนกรกฎาคม 2024 ด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติสโมสรในขณะนั้น แต่ได้รับบาดเจ็บรบกวนในการเปิดตัว ทำให้ไม่สามารถทำประตูได้ในการลงเล่น 8 นัด

อย่างไรก็ตาม ดาวเตะวัย 24 ปีรายนี้ได้ชดเชยเวลาที่เสียไปในฤดูกาลนี้ ด้วยการทำสองประตูในเกมกับซันเดอร์แลนด์ ทำให้เขายิงไปแล้ว 16 ประตูในลีก ซึ่งเป็นจำนวนประตูที่มากที่สุดโดยผู้เล่นชาวบราซิลในฤดูกาลเดียวของพรีเมียร์ลีก

เมื่อพิจารณาถึงเพื่อนร่วมชาติที่เคยเล่นมาก่อนหน้านี้ นั่นถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหลืออีก 17 เกม

“เขาเป็นเหมือนสายลมแห่งความสดชื่น” แดนนี เมอร์ฟี อดีตกองกลางของลิเวอร์พูลกล่าวในรายการ Match of the Day ของ BBC

“เขามีร่างกายที่น่าเกรงขาม รวดเร็ว แข็งแกร่ง แต่มีเทคนิคที่ดีกว่าที่หลายคนคิด เล่นกับเท้าได้ดีทั้งสองข้าง เขาสามารถทำประตูได้ทั้งสองเท้า คุณจะเห็นได้ว่าเขามั่นใจเต็มเปี่ยม

“ตัวเลขเหล่านี้ยอดเยี่ยมมาก เขาต้องภูมิใจมาก นั่นเป็นคำชมที่ยิ่งใหญ่สำหรับเขา”

มีเพียง เออร์ลิง ฮาแลนด์, แฮร์รี เคน และ คีเลียน เอ็มบัปเป้ เท่านั้นที่ทำประตูได้มากกว่าในห้าลีกชั้นนำของยุโรป แสดงให้เห็นถึงระดับที่เขากำลังเล่นอยู่

และไม่ใช่แค่ปริมาณเท่านั้น แต่จังหวะเวลาของการทำประตูก็มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเบรนท์ฟอร์ด

ประตูแรกของเขาในเกมกับแมวดำคือประตูเปิดเกมที่เจ็ดของฤดูกาล เมื่อพิจารณาว่าเรามักจะบอกถึงความสำคัญของประตูแรกในเกมบ่อยแค่ไหน การมีใครสักคนที่คุณสามารถไว้วางใจได้ในการคว้าโอกาสสำคัญครั้งแรกนั้นไม่สามารถประเมินค่าต่ำเกินไปได้

ก่อนเกมกับซันเดอร์แลนด์ ไม่มีผู้เล่นคนใดที่พยายามยิงอย่างน้อย 30 ครั้งในฤดูกาลนี้ที่มีความแม่นยำในการยิงที่ดีกว่าอีกอร์ ติอาโก้ ที่ 59.1%

เขายิงเข้าเป้า ทำแบบนั้นบ่อยพอ และประตูจะมาเอง – และก็เป็นเช่นนั้น

เมื่อพิจารณาถึงความยากลำบากที่เขาเคยเจอในชีวิตก่อนหน้านี้ ซึ่งเขาเคยทำงานเป็นช่างก่ออิฐเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวหลังจากการเสียชีวิตของพ่อ บางทีก็ไม่น่าแปลกใจที่ความกดดันในสนามเป็นสิ่งที่เขารับมือได้อย่างสบายๆ

“ทีมสรรหานักเตะสมควรได้รับคำชมมากมายสำหรับประเภทของผู้เล่นที่พวกเขานำเข้ามาและบุคลิกภาพ” แอนดรูว์สกล่าวกับ Match of the Day

“มันน่าประทับใจจริงๆ เขาเป็นคนพิเศษจริงๆ ที่เข้ากับชีวิตได้อย่างดี เขาต้องได้รับเส้นทางนี้ เขาได้รับเส้นทางของเขาและทำงานหนัก

“เขามีความมุ่งมั่นอย่างจริงจังเกี่ยวกับบุคลิกของเขา เขากำลังพัฒนาชุดทักษะของเขาอย่างต่อเนื่อง และเรากำลังเรียนรู้เกี่ยวกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ เขาเป็นกองหน้าตัวกลางที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ”

แอนดรูว์สพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้ที่สงสัยคิดผิด

อีกอร์ ติอาโก้ คือชายแห่งช่วงเวลา แต่เบรนท์ฟอร์ดไม่ใช่และไม่เคยเป็นทีมที่มีคนเพียงคนเดียวเป็นศูนย์กลาง

ในขณะที่พวกเขามีผู้เล่นระดับสตาร์ เช่น อีวาน โทนีย์, คริสเตียน อีริคเซ่น, เอ็มบิวโม และ วิสซ่า เป็นต้น ภายใต้การคุมทีมของแฟรงค์ พวกเขามักจะถูกมองว่าเป็นทีมที่แข็งแกร่งกว่าผลรวมของส่วนประกอบต่างๆ ของพวกเขา

ความกลัวคือเมื่อชาวเดนมาร์กจากไป สิ่งนั้นอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น และผลรวมของส่วนประกอบของเบรนท์ฟอร์ดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะอยู่รอดได้

ด้วยเหตุนี้ การแต่งตั้งแอนดรูว์ส ซึ่งไม่มีประสบการณ์ในการจัดการทีมมาก่อน และเพิ่งอยู่กับสโมสรเพียงหนึ่งปี จึงถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงอย่างมากจากภายนอกสโมสร

งานผู้จัดการทีมครั้งแรกเป็นความท้าทายสำหรับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเกิดขึ้นในพรีเมียร์ลีก และได้ก้าวกระโดดจากโค้ชลูกตั้งเตะไปสู่ตำแหน่งสูงสุด

แต่เมื่อพิจารณาว่า คีแรน แม็กเคนนา ผู้จัดการทีมอิปสวิชเป็นตัวเลือกเดียวที่เบรนท์ฟอร์ดมองหา พวกเขาจึงมั่นใจว่ามีคนที่เหมาะสม

จนถึงตอนนี้ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ซึ่งมักจะเป็นเช่นนั้นกับผู้มีอำนาจตัดสินใจหลักของเบรนท์ฟอร์ด

แอนดรูว์สชนะเพียงหนึ่งในห้าเกมแรกในลีก แต่ชัยชนะครั้งใหญ่ในบ้านเหนือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล และ นิวคาสเซิล ตามมา

ชัยชนะที่อาจมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในการแข่งขันเพื่อชิงตั๋วไปยุโรป หลังจากฟอร์มอันยอดเยี่ยมล่าสุดของพวกเขา

“เราอยู่ในฟอร์มที่ดีและเล่นได้ดีจริงๆ เรากำลังเล่นด้วยความกล้าหาญและความเชื่อมั่นในทุกสิ่งที่เราทำทั้งที่มีและไม่มีบอล” แอนดรูว์สกล่าวเสริม

“เรามีความสุขกับสิ่งที่เรากำลังทำ แต่เราต้องการที่จะผลักดันต่อไป”

ในลีกที่อันดับสี่และอันดับที่ 15 ปัจจุบันมีคะแนนห่างกันเพียงแปดแต้ม พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น เพราะสถานการณ์อาจดูแตกต่างออกไปอย่างรวดเร็ว

แต่สำหรับตอนนี้ เบรนท์ฟอร์ดกำลังท้าทายความคาดหมาย เบรนท์ฟอร์ดทะยานสู่ยุโรป และยิ่งนานเท่าไหร่ ความฝันเหล่านั้นก็จะยิ่งเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น เบรนท์ฟอร์ดทะยานสู่ยุโรป

สรุป: เส้นทางสู่ยุโรปของเบรนท์ฟอร์ดและความสำเร็จของอีกอร์ ติอาโก้

เบรนท์ฟอร์ดทะยานสู่ยุโรป ด้วยผลงานที่น่าประทับใจและการทำประตูของอีกอร์ ติอาโก้ ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่น่าจับตามองในฤดูกาลนี้ ความมุ่งมั่นและความกล้าหาญของทีมภายใต้การนำของแอนดรูว์ส ทำให้พวกเขากำลังท้าทายความคาดหมายและเข้าใกล้ความฝันที่จะได้ไปเล่นในยุโรป

ที่มา – Brilliant Brazilian and defying the odds – Brentford’s European charge