วัน: 9 มกราคม 2026

“สวนสัตว์เปิดเขาเขียว” ชวนเที่ยววันเด็ก 2569

“สวนสัตว์เปิดเขาเขียว” ชวนเที่ยวงาน “วันเด็กแห่งชาติ 2569” ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ พร้อมเปิดให้เด็กๆ เข้าฟรี 10-11 ม.ค.นี้

วันที่ 9 ม.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นายณรงวิทย์ ชดช้อย ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียว เผยว่า ขอเชิญชวนเด็กๆ และครอบครัว ร่วมเฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2569 ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติแสนร่มรื่นของสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี เต็มอิ่มทั้งความสนุก ความสุข และสาระการเรียนรู้พิเศษเฉพาะวันที่ 10–11 ม.ค. 2569 สวนสัตว์เปิดเขาเขียว เปิดให้เด็กเข้าชมฟรี (เด็กที่มีความสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร)

เตรียมพบกับกิจกรรมสุดพิเศษมากมายในงาน “วันเด็กแห่งชาติ 2569” ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว! ปีนี้ทางสวนสัตว์จัดเต็มกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้น้องๆ หนูๆ ได้สนุกสนานและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันตลอดทั้งวัน เตรียมตัวพบกับความตื่นตาตื่นใจที่รอคอยทุกคนอยู่

“สวนสัตว์เปิดเขาเขียว” ชวนเที่ยว “วันเด็กแห่งชาติ 2569”

รวมจัดกิจกรรมวันเด็กสุดคึกคักตลอดทั้งสองวัน ให้เด็กๆ ได้ปล่อยพลังและแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ อาทิ เวทีของเด็กๆ เปิดโอกาสให้เยาวชนโชว์ความสามารถ ร้อง เล่น เต้น และการแสดงสุดสร้างสรรค์ ใกล้ชิดสุดอบอุ่นกับพี่มาสคอตสัตว์ป่าแสนน่ารัก พร้อมถ่ายภาพเก็บความประทับใจ บูทเกมมหาสนุก แจกของรางวัลและของขวัญมากมายให้เด็กๆ แบบไม่อั้น ตื่นตาตื่นใจกับการแสดง “ไดโนเสาร์ขยับได้” จากสวนไดโนเสาร์พัทยา เสมือนได้ย้อนเวลากลับไปยุคดึกดำบรรพ์ชมยุทโธปกรณ์จริง ทั้งปืนใหญ่และปืนเล็ก จากพี่ๆ ทหาร กรมทหารปืนใหญ่ที่ 21 รักษาพระองค์ กิจกรรม Inspiration For Young Minds เปิดโลกการเรียนรู้ จุดประกายความฝันและแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชน

นอกจากกิจกรรมที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายที่รอให้น้องๆ หนูๆ ได้มาสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการให้อาหารสัตว์อย่างใกล้ชิด การชมการแสดงความสามารถของสัตว์ต่างๆ และการเรียนรู้เรื่องราวของสัตว์ป่านานาชนิดจากทั่วโลก รับรองว่ามาเที่ยว “วันเด็กแห่งชาติ 2569” ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จะได้ทั้งความสนุกและความรู้กลับบ้านไปอย่างแน่นอน

กิจกรรมไฮไลท์วันเด็กที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว

  • ชมการแสดงไดโนเสาร์ขยับได้สุดอลังการ
  • สนุกกับบูทเกมและรับของรางวัลมากมาย
  • ใกล้ชิดมาสคอตสัตว์ป่าแสนน่ารัก
  • ชมการแสดงความสามารถของเด็กๆ บนเวที
  • เรียนรู้เรื่องราวของสัตว์ป่านานาชนิด

อย่างไรก็ตาม สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ขอเชิญผู้ปกครองพาบุตรหลานมาใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน สร้างรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความทรงจำแสนพิเศษ ในงาน “วันเด็กแห่งชาติ 2569” ณ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี.

อย่าพลาดโอกาสที่จะพาเด็กๆ มาสนุกและเรียนรู้ในวันเด็กปีนี้ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว! รับรองว่าจะเป็นการผจญภัยที่น่าจดจำสำหรับทุกคนในครอบครัว

ที่มา – “สวนสัตว์เปิดเขาเขียว” ชวนเที่ยว “วันเด็กแห่งชาติ 2569” เด็กเข้าฟรี 10-11 ม.ค.

เชลซีภายใต้โรเซนียร์ จะเล่นแบบไหน?

เลียม โรเซนียร์ เป็นหัวหน้าโค้ชเต็มเวลาคนที่ห้าที่เข้ามารับหน้าที่ที่ เชลซี ในรอบห้าปี แต่บอสคนใหม่จะนำอะไรมาสู่สแตมฟอร์ด บริดจ์?

อดีตผู้จัดการทีมสตราสบูร์กกล่าวว่าเขาต้องการให้แฟนๆ “ลุกจากที่นั่งใน 10 นาทีแรก” ของทุกแมตช์ แต่การทำเช่นนั้นกับทีมสิงห์บลูส์ที่ไม่มีชัยชนะมา 5 เกมเป็นสิ่งที่ท้าทาย

บีบีซี สปอร์ต จะพาไปดูรูปแบบการเล่นของกุนซือวัย 41 ปี และรูปแบบการจัดทีม เชลซี ที่เขาอาจจะใช้

โรเซนียร์จะให้เชลซีภายใต้โรเซนียร์ จะเล่นแบบไหน?

จากช่วงเวลาที่เขาคุมทีมฮัลล์ ซิตี้ และ สตราสบูร์ก เรามีแนวคิดที่ชัดเจนว่าโรเซนียร์ชอบจัดทีมอย่างไร โดยเน้นที่การป้องกันไม่ให้คู่ต่อสู้มีความได้เปรียบเชิงจำนวนในแนวรับสุดท้าย

เมื่อคู่แข่งวางผู้เล่น 5 คนในแนวรุก โดยมีผู้เล่นริมเส้น 2 คน กองกลางตัวรุก 2 คน และกองหน้า 1 คน ทีมของโรเซนียร์จะปรับไปใช้รูปแบบกองหลัง 5 คนขณะป้องกันใกล้ประตูของตนเอง

สิ่งนี้อาจหมายถึงกองหลัง 5 คนที่ประกอบด้วยเซ็นเตอร์แบ็ค 3 คนและวิงแบ็ค 2 คน แต่บางครั้งโรเซนียร์จะสร้างแนวรับ 5 คนโดยขอให้ปีกคนหนึ่งลงมาเล่นข้างๆ กองหลัง 4 คน

ที่ เชลซี ปีกอย่าง เปโดร เนโต้ อาจได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นี้เนื่องจากความขยันในการทำงานของเขา

กองหลัง 5 คนได้รับการคุ้มกันจากกองกลางตัวกลาง 2 คนและกองหน้า 3 คนที่ยืนค่อนข้างแคบ โดยพวกเขาพยายามป้องกันไม่ให้ทีมต่างๆ เล่นบอลผ่านตรงกลางสนาม

เมื่อขึ้นไปสูงขึ้น โรเซนียร์มักจะคงรูปแบบ 5-2-3 นี้ไว้ โดยใช้แรงกดดันที่เข้มข้นขึ้นเมื่อต้องการแย่งบอลกลับคืนมา

ในบางครั้ง จากตำแหน่งป้องกันที่สูงขึ้น ทีมอาจเพรสซิ่งจากรูปแบบเริ่มต้น 4-4-2 ซึ่งมักจะทำเช่นนี้หากคู่ต่อสู้สร้างเกมด้วยกองหลัง 4 คน แทนที่จะเป็นกองหลัง 3 คน

การเพรสซิ่งในรูปแบบ 4-4-2 เมื่อเจอกับกองหลัง 4 คนจะช่วยลดระยะทางที่ผู้เล่นริมเส้นของโรเซนียร์ต้องวิ่งเพื่อกดดันฟูลแบ็คของคู่ต่อสู้

วิธีที่โรเซนียร์วางระบบเมื่อมีบอล

แท็คติกการครองบอลของโรเซนียร์อาจเป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุดในกลยุทธ์ของเขา ทีมของเขาจะขยับไปอยู่ในรูปแบบ 3-2-2-3 เมื่อมีบอล ไม่ว่าจะมีกองหลังธรรมชาติอยู่ในสนามกี่คนก็ตาม

จุดอ้างอิงที่ดีคือรูปแบบที่ เอนโซ่ มาเรสก้า ผู้สืบทอดตำแหน่งก่อนหน้าเขาใช้ที่ เชลซี มาเรสก้าก็เลือกใช้รูปแบบ 3-2-2-3 ที่กลายเป็น 3-1-6 ที่โจมตีมากขึ้นในบางครั้ง

ข้อเท็จจริงที่ว่าโรเซนียร์ใช้รูปแบบการเล่นเดียวกันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเขา เนื่องจากเจ้าของทีมหวังว่าการเปลี่ยนแปลงของเขาและทีมจะเป็นไปอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ

กองกลาง 2 คนที่อยู่หน้ากองหลัง 3 คนคือจุดที่รูปแบบ 3-2-2-3 ของโรเซนียร์แตกต่างจากของมาเรสก้า

อดีตบอสของทีมสิงห์บลูส์มักจะเลือกที่จะให้ฟูลแบ็คคนหนึ่งเข้ามาเล่นเป็นกองกลางตัวกลาง ควบคู่ไปกับมอยเซส ไกเซโด้ เพื่อสร้างเป็นกองกลาง 2 คน

โรเซนียร์ชอบให้ผู้เล่นทั้งสองคนในตำแหน่งนี้เป็นกองกลางตัวกลางตั้งแต่แรก

การหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้เล่นต้องสลับบทบาท ดูเหมือนจะเป็นแนวทางที่ปลอดภัยกว่า เนื่องจากช่วยลดโอกาสที่ตรงกลางสนามจะถูกเปิดโล่งในเวลาใดก็ตาม

หัวหน้าโค้ชคนใหม่จะต้องพิจารณาว่าใครเหมาะสมที่สุดกับบทบาทข้างกายไกเซโด้

รีซ เจมส์ แบ็คขวาและกัปตันทีม เชลซี อาจได้รับการพิจารณาให้เล่นในตำแหน่งกองกลางตัวกลางภายใต้โรเซนียร์

จากการที่เคยคุมทีมอังเดรย์ ซานโตส ที่สตราสบูร์กเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โรเซนียร์จะรู้วิธีดึงสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากชาวบราซิลในแดนกลาง ดังนั้นเขาจึงอาจเป็นตัวเลือกหนึ่ง

เอ็นโซ เฟอร์นานเดซ เป็นอีกตัวเลือกที่ชัดเจน แต่เมื่อพิจารณาจากการมีส่วนร่วมในเกมรุก โรเซนียร์อาจเลือกใช้ชาวอาร์เจนตินาในตำแหน่งที่สูงขึ้นไปในสนาม

วิธีที่โรเซนียร์ใช้รูปแบบการโจมตีที่หลากหลาย

ตำแหน่งกองกลางตัวรุก 2 ตำแหน่งและตำแหน่งริมเส้น 2 ตำแหน่งทำให้โรเซนียร์สามารถทดลองได้

บทบาททั้ง 4 นี้มักจะถูกครอบครองโดยการผสมผสานระหว่างปีก ฟูลแบ็ค หรือวิงแบ็ค

หากกองหลังริมเส้นมีความสามารถในการเล่นตรงกลางสนาม โรเซนียร์จะให้อิสระแก่พวกเขาในการเคลื่อนที่เข้าไปในตำแหน่งหลังกองหน้า เช่นเดียวกับที่มาเรสก้าเคยใช้ มาร์ค กูกูเรย่า และ มาโล กุสโต้ ในบางครั้ง สิ่งนี้จะได้ผลหากจับคู่กับปีกที่มีความสามารถในการเลี้ยงบอลที่แข็งแกร่งและยืนคุมพื้นที่ริมเส้นได้ดี

อีกทางเลือกหนึ่ง หากกองหน้าที่เลือกทำได้ดีกว่าในการเคลื่อนที่เข้าข้างใน เช่น โคล พาลเมอร์ หรือ เอสเตเวา วิลเลียน การเล่นกับกองหลังริมเส้นที่เหมาะกับการยืนชิดเส้นข้างสนามก็สมเหตุสมผล

โรเซนียร์ยังเคยใช้ฟูลแบ็ค 1 คนและกองหน้า 1 คนในตำแหน่งกองกลางตัวรุก โดยมีฟูลแบ็คอีก 1 คนและกองหน้าในตำแหน่งโจมตีริมเส้น สำหรับ เชลซี นี่อาจเป็นภาพของ กูกูเรย่า และ พาลเมอร์ ที่เล่นอยู่หลังกองหน้า โดยมี การ์นาโช่ และ กุสโต้ อยู่ริมเส้น

คำจำกัดความคลาสสิกของกองหลัง กองหน้า และปีก อาจไม่จำเป็นต้องมีผลบังคับใช้

วิธีที่โรเซนียร์ใช้ผู้รักษาประตูของเขา

จากการเตะจากประตูและการสร้างเกม ไมค์ เปนเดอร์ส ผู้รักษาประตูของสตราสบูร์กของโรเซนียร์ มีส่วนร่วมอย่างมากในการเล่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ โรเบิร์ต ซานเชซ จะต้องทำความเข้าใจให้ได้

สตราสบูร์กมักจะจัดทีมในรูปแบบ 5-2-4 จากการเตะจากประตู หากคุณรวมผู้รักษาประตูให้เป็นส่วนหนึ่งของแนวรับแรก โดยเลือกที่จะเล่นบอลสั้นที่เสี่ยง

แนวคิดนี้คือการล่อให้คู่ต่อสู้เพรสด้วยผู้เล่นจำนวนมาก ซึ่งตามทฤษฎีแล้วจะเปิดพื้นที่ให้ทีมของโรเซนียร์โจมตีในแดนสูงขึ้นไปในสนาม

เมื่อพื้นที่เหล่านี้เปิดขึ้น คาดหวังว่า เชลซี จะเร่งเกมด้วยผู้เล่น 4 หรือ 5 คนในพื้นที่ส่วนกลาง โดยเล่นบอลให้น้อยที่สุด ใช้การจ่ายบอลแบบหนึ่งสอง และการวิ่งของคนคนที่สามบ่อยๆ ผู้เล่นที่ยืนคุมพื้นที่ริมเส้นจะมองหาการวิ่งทะลุแนวรับ โดยมีผู้เล่นกองกลางคอยหาช่องจ่ายบอลให้กับพวกเขา

แนวทางนี้ดูดีเมื่อได้ผล

อย่างไรก็ตาม ข้อผิดพลาดในแนวรับที่นำไปสู่การเสียประตูเป็นเรื่องที่ค่อนข้างพบได้บ่อย สตราสบูร์กมีข้อผิดพลาดที่นำไปสู่การเสียประตูมากที่สุดร่วมกันในลีกเอิงฤดูกาลนี้

ด้วยผู้เล่นที่ดีกว่าที่ เชลซี ความหวังคือข้อผิดพลาดเหล่านี้จะลดลง แต่การเพรสซิ่งในพรีเมียร์ลีกอาจมีประสิทธิภาพมากกว่าสิ่งที่โรเซนียร์เคยเจอมา

บางทีมตัดสินใจที่จะไม่เพรสทีมของโรเซนียร์อย่างเข้มข้น เมื่อทีมต่างๆ ป้องกันในรูปแบบบล็อกกลางหรือต่ำ สตราสบูร์กจะจ่ายบอลไปด้านข้างระหว่างแนวรับหลายครั้ง

แนวคิดนี้คือการส่งบอลไปอีกฝั่งอย่างรวดเร็ว โดยที่คู่ต่อสู้ไม่มีเวลาขยับตาม เซ็นเตอร์แบ็คที่อยู่ริมเส้นจะพยายามส่งบอลโดยตรงไปยังกองกลางตัวรุกในตำแหน่งที่เป็นอันตราย

เมื่อเจอกับเกมรับที่เหนียวแน่น สตราสบูร์กครองบอลได้ดี แต่พบกับความยากลำบากในการเจาะแนวรับ รูปแบบ 3-2-2-3 หมายความว่าพวกเขาอยู่ในตำแหน่งที่ดีในการป้องกันหากเสียบอล โดยมีผู้เล่น 5 คนอยู่หลังบอล แต่สิ่งนี้จะทำให้มีผู้เล่นเพียง 5 คนในการโจมตี

ในบางครั้ง โรเซนียร์เลือกที่จะดันกองกลางคนหนึ่งขึ้นไปเล่นในรูปแบบ 3-1-6 แต่ไม่บ่อยเท่าที่มาเรสก้าใช้รูปแบบนี้ สถานการณ์เหล่านี้ก่อให้เกิดคำถามที่ใหญ่ที่สุดสำหรับบอสใหม่ของ เชลซี

ศักยภาพสูง แต่แรงกดดันสูงยิ่งกว่า

เชลซีภายใต้โรเซนียร์ จะเล่นแบบไหน?

เป็นที่ชัดเจนว่าโรเซนียร์เป็นโค้ชหนุ่มที่น่าประทับใจและมีหลักการที่ชัดเจน แต่ย่อมมีคำถามเกี่ยวกับว่าระบบของเขาจะปรับขนาดให้เข้ากับพรีเมียร์ลีกได้อย่างไร

ทักษะการจ่ายบอลของ ซานเชซ ผู้รักษาประตูจะถูกทดสอบ และการได้เห็นว่าโค้ชชาวอังกฤษยังคงยึดมั่นในรูปแบบและแท็คติกของเขาหรือไม่จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ หากเกิดข้อผิดพลาด

พรีเมียร์ลีกมีทีมและโค้ชที่สามารถคิดค้นและปรับตัวเข้ากับแผนของคู่ต่อสู้ได้อย่างรวดเร็ว

คงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นทีมต่างๆ ถอยร่นเมื่อเจอกับ เชลซี ของโรเซนียร์ โดยท้าทายให้พวกเขาเจาะแนวรับ

สำหรับผู้จัดการทีมคนใหม่ทุกคน ต้องใช้เวลาและความอดทน

แต่ในสภาพแวดล้อมที่มีแรงกดดันสูง สิ่งนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีผลการแข่งขันที่ดีตั้งแต่เนิ่นๆ และเกมในวันพรุ่งนี้กับชาร์ลตันคือโอกาสแรกของเขาในการสร้างความเชื่อมั่น

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจต้องใช้เวลา แต่ด้วยแท็คติกที่น่าสนใจและผู้เล่นที่มีคุณภาพ โรเซนียร์อาจเป็นคนที่ใช่สำหรับการนำเชลซีกลับสู่ความสำเร็จ

ที่มา – How will Chelsea play under new boss Rosenior?

TOYOTA GR GT และ GR GT3 เปิดตัวครั้งแรก!

เตรียมตัวพบกับความแรงเร้าใจ! TOYOTA เปิดตัวไฮไลต์ GR GT และ GR GT3 ครั้งแรกในงาน Tokyo Auto Salon 2026 สุดยอดรถสปอร์ตที่มาพร้อมโครงสร้างตัวถังอลูมิเนียมทั้งคันและเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ 4 ลิตร

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 คุณอากิโอะ โตโยดะ ประธานคณะกรรมการบริหารของ บริษัท โตโยต้า คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น หรือที่รู้จักกันในนาม Master Driver MORIZO ได้เป็นประธานเปิดบูธ TOYOTA GAZOO Racing หรือ TGR พร้อมนำรถยนต์จาก TGR ร่วมจัดแสดงในงานโตเกียวออโต้ ซาลอน 2026 สุดยิ่งใหญ่

TOYOTA GR GT และ GR GT3 เปิดตัวครั้งแรก

TOYOTA GR GT และ GR GT3 เปิดตัวครั้งแรกในงาน Tokyo Auto Salon 2026

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ GR GT และ GR GT3 สองรุ่นเรือธงใหม่จาก TGR ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงโมเดลผ่าครึ่งของโครงสร้างตัวถังอลูมิเนียมทั้งคัน รวมถึงเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ 4 ลิตร ในรถรุ่น GR GT และ GR GT3 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโตโยต้าที่จะนำเครื่องยนต์นี้มาใช้ในรถยนต์ที่ผลิตเพื่อจำหน่ายจริง

GR GT และ GR GT3

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงรถยนต์รุ่นอื่นๆ อีกมากมาย เช่น GR Yaris MORIZO RR ที่อยู่ในระหว่างการพัฒนา และ GR Yaris Sébastien Ogier 9x World Champion Edition รวมถึงรถคอนเซปต์คาร์ที่น่าสนใจอีกหลายรุ่น

มีข่าวดีสำหรับแฟนๆ รถสปอร์ต! มีรายงานว่ารถยนต์ต้นแบบ GR GT และ GR GT3 มีแผนจะผลิตออกมาจำหน่ายในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อให้ผู้ที่ชื่นชอบได้มีโอกาสเป็นเจ้าของ โดยคาดว่าจะมีจำนวนจำกัด และประเทศไทยเองก็มีลุ้นที่จะได้นำเข้ารถรุ่นนี้มาจำหน่ายเช่นกัน

GR GT

ไฮไลต์อื่นๆ ในบูธ TOYOTA GAZOO Racing

ภายในบูธ TOYOTA GAZOO Racing ยังมีการจัดแสดง GR PERFORMANCE SOFTWARE ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่จาก GR Parts ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของ Circuit Mode ที่มีอยู่ในรถยนต์บางรุ่น ทำให้การขับขี่สนุกมากยิ่งขึ้น และปลดปล่อยศักยภาพสูงสุดของรถยนต์ในทุกสถานการณ์ นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดง GR Parts จำนวนมาก รวมถึงชิ้นส่วนที่มีกำหนดจะวางจำหน่ายในอนาคต และชิ้นส่วนที่อยู่ระหว่างการพัฒนา

GR PERFORMANCE SOFTWARE

สำหรับนักสะสมและแฟนพันธุ์แท้ GR ยังมีสินค้าที่ระลึกมากมายให้เลือกซื้อ ทั้งโมเดลรถขนาด 1/43 ของ Toyota 2000GT, Lexus LFA, GR GT, แว่นกันแดดที่ร่วมมือกับแบรนด์ Oakley และสินค้าที่พัฒนาร่วมกับแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังจากอเมริกาอย่าง New Era

สินค้าที่ระลึก

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวและให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น GR app เพื่อสนับสนุนไลฟ์สไตล์การขับขี่ของลูกค้าจาก GR Passport โดยมีการปรับปรุงใหม่และเปิดให้ดาวน์โหลดได้ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

ใครที่เป็นแฟน TOYOTA และรถสปอร์ตห้ามพลาด! งาน Tokyo Auto Salon 2026 ครั้งนี้เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้นและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะทำให้คุณหลงรักรถยนต์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเปิดตัว TOYOTA GR GT และ GR GT3 ครั้งแรกในงาน Tokyo Auto Salon 2026 ที่จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการรถยนต์อย่างแน่นอน

ที่มา – TOYOTA เปิดไฮไลต์ GR GT และ GR GT3 ครั้งแรกในงาน Tokyo Auto Salon 2026

ไทยสร้างไทย ชูนโยบาย ปฏิวัติการศึกษา เรียนฟรี!

ไทยสร้างไทย มอบของขวัญวันเด็ก ชูนโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน 3-4 ปี เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ.

วันที่ 9 มกราคม 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่พบปะคณะครู อาจารย์ และนักเรียนโรงเรียนสตรีวิทยา 2 เขตลาดพร้าว เพื่อรับฟังความคิดเห็นและนำเสนอนโยบายด้านการศึกษาของพรรคในการพลิกโฉมอนาคตเด็กไทย โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น

คุณหญิงสุดารัตน์ได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะเข้ามาช่วยให้คนไทยหายเหนื่อยจากภาระค่าเทอมที่หนักอึ้งและวงจรหนี้สินที่ผูกมัดผู้ปกครองมาอย่างยาวนาน หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้คือการผลักดันนโยบายเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพจนจบปริญญาตรี ซึ่งถือเป็นการยกระดับจากเดิมที่รัฐสนับสนุนเพียงแค่ 12 ปีตามกฎหมาย ให้กลายเป็นการดูแลจนจบปริญญาตรี

พรรคไทยสร้างไทยยืนยันว่ารัฐต้องสนับสนุนงบประมาณเพื่อการเรียนฟรีอย่างแท้จริง เพื่อให้เด็กไทยทุกคนเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาขั้นสูงสุดได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเล่าเรียนอีกต่อไป ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับประเทศ

โดยจะลดระยะเวลาการศึกษาในระดับประถม มัธยม และมหาวิทยาลัยลงรวมประมาณ 3-4 ปี เพื่อให้เยาวชนไทยสามารถจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีได้ตั้งแต่อายุเพียง 18 ปีเท่านั้น การปรับลดเวลาเรียนนี้ไม่ได้เป็นการตัดทอนเนื้อหาสำคัญ แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ให้กระชับและตรงจุด เพื่อให้เด็กไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานและเริ่มทำมาหากินได้เร็วขึ้น ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ผู้ปกครอง และที่สำคัญคือการเพิ่มกำลังแรงงานที่มีทักษะสูงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้รวดเร็วขึ้น

คุณหญิงสุดารัตน์ ยังประกาศถึงเป้าหมายการทำให้เด็กไทยไม่เป็นหนี้ กยศ. อีกต่อไป เมื่อรัฐเข้ามาดูแลค่าใช้จ่ายจนจบปริญญาตรีและปรับลดเวลาเรียนลง ความจำเป็นในการกู้หนี้ยืมสินเพื่อการศึกษาจะลดลงไปด้วย ซึ่งเป็นการตัดวงจรหนี้ตั้งแต่วัยเริ่มทำงาน ช่วยให้คนรุ่นใหม่มีอิสระทางการเงินในการตั้งตัวและสร้างอนาคตได้ไวกว่าคนรุ่นก่อนๆ

สำหรับการเรียนการสอนจะเป็นกลไกผ่านระบบคูปองการศึกษาที่ให้อำนาจงบประมาณไปอยู่ที่ตัวเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถเลือกสถาบันหรือสาขาที่ต้องการได้อย่างอิสระ พร้อมปรับปรุงหลักสูตรให้เน้นทักษะที่ใช้ได้จริงในโลกยุคใหม่มากกว่าการยึดติดกับใบปริญญาเพียงอย่างเดียว โดยจะนำเทคโนโลยีแพลตฟอร์มออนไลน์และครูผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพให้เด็กทุกพื้นที่เข้าถึงคุณภาพมาตรฐานเดียวกัน

ไทยสร้างไทย ชูนโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ.

นโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ. ของพรรคไทยสร้างไทย กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชน โดยเฉพาะผู้ปกครองและนักเรียนนักศึกษาที่กำลังเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่สูงลิ่ว

ทำไมนโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ถึงสำคัญ?

การศึกษานับเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ การที่ประชาชนได้รับการศึกษาที่ดี มีคุณภาพ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม นโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ. จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างอนาคตที่สดใสให้กับประเทศไทย

หากนโยบายนี้ประสบความสำเร็จ จะทำให้เด็กไทยทุกคน ไม่ว่าจะมีฐานะทางครอบครัวอย่างไร ก็สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยปลดล็อกศักยภาพของเยาวชนไทย และสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้กับประเทศ

นอกจากนี้ การลดเวลาเรียนและการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน จะช่วยให้เยาวชนไทยสามารถเข้าสู่โลกของการทำงานได้เร็วขึ้น และมีทักษะที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การผลักดันนโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ. ให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมถึงต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน

นโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ. ถือเป็นความหวังของคนไทยหลายๆ คนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบการศึกษา การที่จะทำให้นโยบายนี้เป็นจริงได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการผลักดันและสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับเยาวชนไทยและประเทศไทยของเรา

ที่มา – ไทยสร้างไทย ชูนโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ.

สทศ. แจง! ภาพหลุดข้อสอบ O-NET คณิตศาสตร์ ป.6 ไม่ใช่ของจริง

เกิดกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์เมื่อมีการเผยแพร่ภาพที่อ้างว่าเป็นภาพข้อสอบ O-NET คณิตศาสตร์ ป.6 ว่อนเน็ต ทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนเกิดความสับสน สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จึงต้องออกมาชี้แจงเป็นการด่วน

สทศ. ยืนยัน ภาพข้อสอบ O-NET คณิตศาสตร์ ป.6 ที่แชร์กัน ไม่ใช่ของจริง

จากกรณีที่มีการแชร์ ภาพข้อสอบ O-NET คณิตศาสตร์ ป.6 ที่มีตราสัญลักษณ์ของ สสวท. และ สทศ. ปรากฏอยู่ พร้อมทั้งข้อความเชิญชวนให้ขอไฟล์ดังกล่าว ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่านี่คือข้อสอบจริงที่จะใช้ในการสอบวันที่ 31 มกราคม 2569 นั้น สทศ. ได้ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่า ภาพข้อสอบ O-NET คณิตศาสตร์ ป.6 ที่กำลังแพร่หลาย ไม่ใช่ข้อสอบที่จะใช้ในการสอบจริงอย่างแน่นอน

สทศ.เน้นย้ำว่ามีมาตรฐานในการจัดการทดสอบระดับชาติที่ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสร้างข้อสอบ การบริหารจัดการการทดสอบ การตรวจกระดาษคำตอบ ไปจนถึงการประกาศผลสอบ และมีการตรวจสอบการดำเนินการตามมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ จึงมั่นใจได้ว่าข้อสอบที่ดำเนินการโดย สทศ. จะไม่มีการรั่วไหลอย่างแน่นอน

แล้ว ภาพข้อสอบ O-NET คณิตศาสตร์ ป.6 ที่แชร์กันคืออะไร?

ถึงแม้ว่า ภาพข้อสอบ O-NET คณิตศาสตร์ ป.6 ที่กำลังแชร์กันจะไม่ใช่ข้อสอบจริงที่จะใช้ในการสอบครั้งนี้ แต่ สทศ. ก็มีนโยบายที่จะเผยแพร่ข้อสอบเก่าที่เคยใช้สอบแล้วผ่านทางเว็บไซต์ของ สทศ. เพื่อให้สาธารณชนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ฟรี เช่น ใช้ในการศึกษาแนวข้อสอบ หรือใช้เป็นแนวทางการสอน อย่างไรก็ตาม ข้อสอบที่เผยแพร่จะเป็นข้อสอบที่ผ่านการใช้งานจริงไปแล้วเท่านั้น

นอกจากนี้ สทศ. ยังได้เตือนว่าการปลอมแปลงหรือแอบอ้างเกี่ยวกับข้อสอบจนก่อให้เกิดความสับสน หรือลดทอนความน่าเชื่อถือในมาตรฐานการทดสอบระดับชาติ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และหากเกิดกรณีเช่นนี้อีก สทศ. จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ดังนั้น ผู้ปกครองและนักเรียนจึงควรติดตามข่าวสารที่ถูกต้องจาก สทศ. โดยตรง และอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่มีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและเสียเวลาไปกับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

การสอบ O-NET เป็นการสอบวัดผลระดับชาติที่มีความสำคัญ ดังนั้น การเตรียมตัวสอบอย่างถูกต้องและมีข้อมูลที่แม่นยำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด อย่าหลงเชื่อข่าวลือหรือข้อมูลที่ไม่มีแหล่งที่มาที่ชัดเจน และขอให้ทุกคนโชคดีกับการสอบ!

ที่มา – ภาพข้อสอบ O-NET คณิตศาสตร์ ป.6 ว่อน สทศ. ยันไม่ใช่ของจริง ขู่จัดการคนบิดเบือน

ทนาย”โจ๊ก” ร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำ

ทนาย “โจ๊ก” บุกสภาร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำ อ้างกระบวนการขัดต่อกฎหมาย

วันที่ 9 มกราคม 2569 นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เข้ายื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อไต่สวนการทำหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ปปป. และ ป.ป.ช. ในคดีสินบนทองคำแท่ง โดยอ้างว่ากระบวนการที่ผ่านมาขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

นายสัญญาภัชระระบุว่า คดีนี้มีบุคคลที่ถูกกล่าวหารวม 6 คน หนึ่งในนั้นคือกรรมการ ป.ป.ช. ตามกฎหมายพนักงานสอบสวนตำรวจไม่มีอำนาจสอบสวน และ ป.ป.ช. ก็ไม่มีอำนาจตรวจสอบพวกเดียวกันเองได้ การดำเนินการที่ผ่านมาจึงส่อว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยช่องทางที่ถูกต้องตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือต้องยื่นผ่านประธานรัฐสภา หรือเข้าชื่อ สว. เพื่อให้ศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระที่เป็นกลางมาไต่สวน

เมื่อถูกถามถึงคลิปหลักฐานการให้สินบนทองคำ ทนายความย้ำว่า ภาพจำกับข้อกฎหมายต่างกัน พร้อมปฏิเสธว่าการยื่นเรื่องครั้งนี้ไม่ใช่การแก้เกี้ยวหรือดึงเช็งเพื่อต่อรองคดี แต่เป็นการทำให้กระบวนการยุติธรรมเริ่มต้นอย่างถูกต้อง ไม่เช่นนั้นคดีอาจฟาล์วในภายหลัง

นายสัญญาภัชระยืนยันว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ไม่ได้หนี ยังคงอยู่ในประเทศและพบปะพูดคุยเรื่องคดีกับตนทุกวัน เหตุที่ไม่ปรากฏตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการตอบโต้ไปมาที่อาจถูกมองว่าเป็นการชี้นำสังคม อย่างไรก็ตามหากการสอบสวนเริ่มต้นโดยหน่วยงานที่ไม่มีอำนาจ พยานหลักฐานต่างๆ ก็อาจรับฟังไม่ได้ในชั้นศาล การยื่นเรื่องต่อวุฒิสภาจึงเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ได้รับความเป็นธรรมตามครรลองที่กฎหมายบัญญัติไว้

ทนาย “โจ๊ก” ร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำ

คดีความที่เกี่ยวข้องกับสินบนทองคำกำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่นายสัญญาภัชระ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ได้ยื่นเรื่องต่อวุฒิสภาเพื่อให้มีการพิจารณาอำนาจของ ปปป. และ ป.ป.ช. ในการสอบสวนคดีดังกล่าว การเคลื่อนไหวนี้จุดประกายคำถามสำคัญเกี่ยวกับความโปร่งใสและความถูกต้องในกระบวนการยุติธรรม

ทำไมทนาย “โจ๊ก” ถึงร้องเรียนเรื่องนี้?

เหตุผลหลักที่ทนาย “โจ๊ก” ยื่นเรื่องร้องเรียนคือความกังวลเกี่ยวกับอำนาจในการสอบสวนคดีของ ปปป. และ ป.ป.ช. โดยอ้างว่าการที่หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. เอง ทำให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์และอาจนำไปสู่การสอบสวนที่ไม่เป็นกลาง นอกจากนี้ ทนายยังชี้ให้เห็นถึงช่องทางตามกฎหมายที่ควรดำเนินการ ซึ่งก็คือการยื่นเรื่องผ่านประธานรัฐสภาหรือ สว. เพื่อให้ศาลฎีกาแต่งตั้งกรรมการอิสระเข้ามาไต่สวนข้อเท็จจริง

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาในคดีทนาย “โจ๊ก” ร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำ

  • อำนาจในการสอบสวน: หน่วยงานใดมีอำนาจในการสอบสวนคดีทนาย “โจ๊ก” ร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย?
  • ความเป็นกลาง: กระบวนการสอบสวนมีความเป็นกลางและโปร่งใสหรือไม่? มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์หรือไม่?
  • หลักฐาน: หลักฐานที่นำมาใช้ในการสอบสวนมีความน่าเชื่อถือและสามารถรับฟังได้ในชั้นศาลหรือไม่?
  • ผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม: การดำเนินการที่ผ่านมามีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมอย่างไร?

การที่ทนาย “โจ๊ก” ออกมาร้องเรียนในครั้งนี้ จึงเป็นการกระตุ้นให้สังคมหันมาพิจารณาถึงความสำคัญของการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ และการรักษากระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมและได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย

เรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าศาลฎีกาจะมีการพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเข้ามาไต่สวนหรือไม่ และผลการสอบสวนจะออกมาในทิศทางใด อย่างไรก็ตาม การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของคดี และความจำเป็นในการตรวจสอบความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม

การยื่นเรื่องทนาย “โจ๊ก” ร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำต่อวุฒิสภา เป็นการแสดงออกถึงความกังวลเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมที่อาจไม่เป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น หวังว่าการดำเนินการดังกล่าวจะนำไปสู่การตรวจสอบอย่างละเอียดและรอบด้าน เพื่อให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ที่มา – ทนาย “โจ๊ก” ร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำ

นอร์ทแบงค็อกโพล: คนยังไม่เลือกใครยังพุ่ง แต่ “ปชน.-เท้ง” ยังนำ

การเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกที หลายคนคงกำลังจับตาดูผลสำรวจความคิดเห็นต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะเลือกใครดี นอร์ทแบงค็อกโพลได้เผยผลสำรวจล่าสุดที่น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางเสียงของประชาชนหลังการรับสมัคร สส. ในหัวข้อ “จากเวทีดีเบตสู่คูหาเลือกตั้ง” ซึ่งผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์การเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และประชาชนจำนวนมากยังคงลังเลที่จะตัดสินใจเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด

นอร์ทแบงค็อกโพล เผย คนยังไม่เลือกใครยังพุ่ง แต่ “ปชน.-เท้ง” ยังนำ

ผลสำรวจนี้จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 8 มกราคม 2569 โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,400 คน จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและเป็นตัวแทนของประชากรไทยมากที่สุด ผลสำรวจนี้มีประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่าง ดังนี้

พรรคการเมืองที่ประชาชนอยากให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ผลสำรวจพบว่า พรรคการเมืองที่ประชาชนอยากให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลมากที่สุดคือ ยังไม่ตัดสินใจ คิดเป็นร้อยละ 39.40 ตามมาด้วย พรรคประชาชน ร้อยละ 28.00 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 10.50 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 10.30 และพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 6.40 ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนยังคงมีความลังเลที่จะเลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอย่างชัดเจน และยังเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองต่างๆ สามารถช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งได้

ผู้นำทางการเมืองที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี

ในส่วนของผู้นำทางการเมืองที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป พบว่า ยังไม่ตัดสินใจ ยังคงเป็นอันดับหนึ่งที่ร้อยละ 44.60 ตามมาด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 21.80 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 13.00 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 7.40 และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 7.00 ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกผู้นำทางการเมืองคนใดเป็นพิเศษ และยังคงเปิดกว้างสำหรับผู้สมัครนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองต่างๆ

การเลือกผู้สมัคร สส. ในเขตพื้นที่

เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ตั้งใจจะเลือกผู้สมัคร สส. ในเขตพื้นที่ของตน ผลสำรวจพบว่า ยังไม่ตัดสินใจ ยังคงเป็นอันดับหนึ่งที่ร้อยละ 42.30 ตามมาด้วย พรรคประชาชน ร้อยละ 26.30 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 10.20 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 9.30 และพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 6.40 เช่นเดียวกับผลสำรวจในประเด็นอื่นๆ ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงลังเลที่จะตัดสินใจเลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใด

ปัจจัยในการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร สส.

เมื่อถามว่าในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขต จะคำนึงถึงสิ่งใดเป็นหลัก ผลสำรวจพบว่า คำนึงถึงทั้งพรรคการเมืองที่สังกัดและตัวผู้สมัคร ร้อยละ 38.10 คำนึงถึงพรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัดเป็นหลัก ร้อยละ 18.50 พิจารณาตัวผู้สมัครเป็นหลัก ร้อยละ 15.80 และ ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 27.60 ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับทั้งพรรคการเมืองและตัวผู้สมัครในการตัดสินใจเลือกตั้ง

การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต

เมื่อถามว่าในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) และ สส. แบบแบ่งเขต จะเลือกทั้งพรรคและบุคคลอย่างไร ผลสำรวจพบว่า เลือกทั้งพรรคและบุคคลจากพรรคเดียวกัน ร้อยละ 48.20 ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 35.40 และเลือกพรรคหนึ่ง แต่เลือกผู้สมัครอีกพรรคในระบบแบ่งเขตอีกพรรคหนึ่ง ร้อยละ 16.40

ความตั้งใจในการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 78.30) ตั้งใจที่จะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 อย่างแน่นอน ในขณะที่ร้อยละ 20.30 ยังไม่ตัดสินใจ และร้อยละ 1.40 ไม่ไปแน่นอน ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งและต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

โดยสรุปแล้ว ผลสำรวจของนอร์ทแบงค็อกโพล เผย คนยังไม่เลือกใครยังพุ่ง แต่ “ปชน.-เท้ง” ยังนำ แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์การเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และประชาชนจำนวนมากยังคงลังเลที่จะตัดสินใจเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ดังนั้น พรรคการเมืองต่างๆ จึงต้องเร่งทำการบ้านและนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

ที่มา – นอร์ทแบงค็อกโพล เผย คนยังไม่เลือกใครยังพุ่ง แต่ “ปชน.-เท้ง” ยังนำทุกพรรค

สลด! คนร้ายดักยิง “มาดามปัท” เสียชีวิต

เกิดเหตุสลด คนร้ายดักยิง “มาดามปัท” เสียชีวิตคาถนน ในจังหวัดพัทลุง สร้างความตกใจและเสียใจให้กับผู้ใกล้ชิด คาดการณ์ว่าคนร้ายน่าจะรู้ความเคลื่อนไหวของผู้ตายเป็นอย่างดี ตำรวจเร่งสอบสวนคดีอย่างละเอียด โดยยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง

เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันที่ 9 มกราคม 2569 ร.ต.อ.วิโรจน์ ปราบปรี ร้อยเวร สภ.ป่าบอน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุบริเวณถนนสาย กรป.-ควนเคี่ยม ท้องที่ หมู่ 2 บ้านควนต้นบก ต.ป่าบอน อ.ป่าบอน จ.พัทลุง หลังได้รับแจ้งเหตุพบผู้เสียชีวิต

ในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบศพของ นางสาวปัทมา หรือ มาดามปัท มณีสุวรรณ อายุ 39 ปี ชาวจังหวัดพัทลุง ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม. นอนคว่ำหน้าอยู่ในคูข้างถนน บริเวณแผ่นหลังของศพ พบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 1 ปลอก เหมือนจงใจวางไว้ นอกจากนี้ ยังพบปลอกกระสุนปืนอีก 1 ปลอกบนถนน ห่างจากศพไปประมาณ 2 เมตร ใกล้กันนั้นพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ 110i สีน้ำเงินดำ ทะเบียนพัทลุงของผู้ตายล้มอยู่

มาดามปัท

จากการตรวจสอบร่างกายของ “มาดามปัท” พบว่ามีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืนเข้าที่บริเวณราวนมซ้าย ทะลุแผ่นหลัง 1 นัด บริเวณเอวด้านหลัง ทะลุหน้าท้อง จำนวน 1 นัด และถูกจ่อยิงที่บริเวณศีรษะอีก 1 นัด บาดแผลฉกรรจ์เหล่านี้บ่งบอกถึงความรุนแรงและเจตนาของผู้ก่อเหตุ

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าผู้ตายทำงานเป็นลูกจ้างเขียงหมูในตลาดสดเทศบาลตำบลแม่ขรี โดยก่อนเกิดเหตุ ในเวลาประมาณ 02.00 น. ผู้ตายได้โทรศัพท์ปลุกเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้เตรียมตัวไปขายหมูที่เขียง ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวัน ต่อมาในเวลาประมาณ 03.10 น. นายจ้างและเพื่อนร่วมงานเริ่มสงสัยว่าทำไมผู้ตายยังไม่เดินทางมาถึงเขียงหมู เกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง จึงขับรถออกตามหา และพบว่า “มาดามปัท” ถูกยิงเสียชีวิต ห่างจากบ้านพักประมาณ 3 กิโลเมตร จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

คนร้ายดักยิง “มาดามปัท” เสียชีวิต

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าคนร้ายน่าจะรู้ความเคลื่อนไหวของ “มาดามปัท” เป็นอย่างดี จึงดักซุ่มรอสังหารจนเสียชีวิต จากการสอบสวนเพิ่มเติมพบว่า ผู้ตายเคยขายหวย และตั้งแชร์แบบขั้นบันไดหลายวง กระทั่งในปี 2567 แชร์ล่ม ทำให้ “มาดามปัท” เป็นหนี้สินจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสันนิษฐานว่าเหตุการณ์นี้อาจมีมูลเหตุจูงใจมาจากการทวงหนี้ แม้ว่าผู้ตายจะพยายามหาเงินมาชดใช้หนี้สิน ไม่ว่าจะเป็นการนำรถกระบะและวัวพื้นเมืองที่เลี้ยงไว้ไปขายก็ตาม อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ตัดประเด็นอื่น ๆ ทิ้ง และจะทำการสอบสวนบุคคลใกล้ชิดเพื่อขยายผลติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่เกิดเหตุ

ตำรวจตรวจสอบ

ประเด็นที่น่าสนใจในคดีคนร้ายดักยิง “มาดามปัท” เสียชีวิต

  • พฤติการณ์ของคนร้ายที่ดูเหมือนจะรู้ความเคลื่อนไหวของผู้ตายเป็นอย่างดี
  • มูลเหตุจูงใจที่เป็นไปได้ ทั้งเรื่องหนี้สินจากการเล่นแชร์ และประเด็นอื่น ๆ ที่ยังไม่ตัดทิ้ง
  • การเร่งติดตามตัวคนร้ายของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อนำตัวมาดำเนินคดี

คดี คนร้ายดักยิง “มาดามปัท” เสียชีวิต นับเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่สร้างความสะเทือนขวัญให้กับสังคม และแสดงให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย เราหวังว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถจับกุมคนร้ายมาลงโทษได้ในเร็ววัน และนำความยุติธรรมมาสู่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต

ที่มา – คนร้ายดักยิง “มาดามปัท” เสียชีวิตคาถนน คาดคนร้ายรู้ความเคลื่อนไหวดี

พาณิชย์ดัน! วัสดุก่อสร้างสีเขียว เชื่อม TATA

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นำทีมเจรจากับผู้บริหาร TATA Group เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มในอินเดีย โดยมุ่งเน้นการผลักดันวัสดุก่อสร้างสีเขียวและสินค้าไลฟ์สไตล์คุณภาพสูงสู่ตลาดพรีเมียม

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าการหารือกับ TATA Group ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วม การหารือมุ่งเน้นการเชื่อมโยงภาคเอกชนไทยเข้ากับเครือข่ายของ TATA Group ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในอินเดีย กระทรวงพาณิชย์จะเป็นแพลตฟอร์มกลางในการจับคู่ความต้องการ (ดีมานด์) และซัพพลาย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทั้งสองฝ่าย

“เราต้องการหาจุดที่ไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ TATA Group ได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านอีคอมเมิร์ซ, วัสดุก่อสร้างสีเขียว, อสังหาริมทรัพย์ หรืออุตสาหกรรมใหม่ๆ กระทรวงพาณิชย์พร้อมเป็นตัวกลางให้เอกชนไทยเชื่อมต่อกับผู้เล่นสำคัญในตลาดอินเดีย ซึ่งมีศักยภาพสูงมาก” นางศุภจี กล่าว

วัสดุก่อสร้างสีเขียว บุกตลาดอินเดีย

นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า อินเดียให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองและอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ “วัสดุก่อสร้างสีเขียว” กลายเป็นสิ่งที่มีความต้องการสูง ไทยจึงมีโอกาสในการนำเสนอวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น วัสดุจากยางพารา, วัสดุทดแทนไม้และซีเมนต์, ไม้เอ็นจิเนียริ่ง, สารเคมีสีเขียว, สิ่งทอทางเทคนิค รวมถึงโซลูชันด้าน Modular construction ที่สามารถนำไปผลิตในระดับ Mass ได้

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงโอกาสในการร่วมลงทุนผลิตในประเทศไทย เพื่อส่งออกไปยังอินเดีย โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างอาคารสีเขียวและที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านอุตสาหกรรมเหล็ก, เทคโนโลยี AI และแนวคิด Zero waste ซึ่งเป็นทิศทางที่ TATA Group ให้ความสำคัญ

สำหรับสินค้าไลฟ์สไตล์ นางศุภจี กล่าวว่า อินเดียมองสินค้าไทยเป็นสินค้าพรีเมียมและลักชัวรี จึงได้ผลักดันให้ TATA Group โดยเฉพาะ TATA CLiQ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ พิจารณานำสินค้าไทย เช่น เครื่องประดับ, เครื่องแต่งกาย และของตกแต่งบ้าน ไปจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้และความต้องการในตลาดอินเดีย

TATA Unistore ซึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม TATA CLiQ ได้เริ่มหารือกับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) เพื่อคัดเลือกแบรนด์เครื่องประดับไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น เพื่อจัดแสดงและสร้างคำสั่งซื้อล่วงหน้า นอกจากนี้ TATA CLiQ ยังได้รับเชิญให้เข้าร่วมงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 73 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อขยายความร่วมมือเชิงพาณิชย์

โอกาสทอง! วัสดุก่อสร้างสีเขียว และสินค้าไทยในอินเดีย

TATA CLiQ ยังให้ความสนใจสินค้าหัตถกรรมไทย เช่น เครื่องแต่งกาย, ของใช้ และของตกแต่งบ้าน กระทรวงพาณิชย์ได้แนะนำให้ประสานงานกับสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) และได้ส่งแคตตาล็อกสินค้าให้พิจารณา พร้อมเตรียมจัดประชุมออนไลน์เพื่อผลักดันความร่วมมือในขั้นต่อไป

นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้เตรียมความพร้อม โดยใช้เครือข่ายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทั้ง 3 แห่งในอินเดีย เป็นกลไกสำคัญในการชี้เป้าโอกาสทางการค้าให้ตรงกับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยและความต้องการของผู้บริโภคอินเดีย เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนบนหลักของผลประโยชน์ร่วมกัน

การผลักดันวัสดุก่อสร้างสีเขียวและสินค้าไลฟ์สไตล์ไทยเข้าสู่ตลาดอินเดียครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดและเพิ่มยอดขาย ด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอินเดียและการสนับสนุนจากภาครัฐ โอกาสในการเติบโตในตลาดอินเดียจึงเปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการไทยที่พร้อมปรับตัวและพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด

ที่มา – รมว.พาณิชย์ นำทีมถกผู้บริหาร TATA Group เชื่อมเอกชนไทยสู่แพลตฟอร์มอินเดีย ดันวัสดุก่อสร้างสีเขียว