วัน: 27 มกราคม 2026

แทนไท ณรงค์กูล กับชีวิตที่วนเวียนอยู่กับคดี

แทนไท ณรงค์กูล นักธุรกิจชื่อดัง ยังคงเป็นที่จับตาของสังคม ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว โดยระบุว่าชีวิตของตนเองวนเวียนอยู่กับคดีความต่างๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองโดยตรง ทำให้เกิดความท้อแท้ใจ

แทนไท ณรงค์กูล กับคดีความที่วนเวียน

จากกรณีที่ศาลอาญาได้ออกหมายจับ แทนไท ณรงค์กูล ในคดีละเมิดลิขสิทธิ์และฟอกเงินเว็บไซต์ภาพยนตร์ออนไลน์ ซึ่งมีความเสียหายสูงถึง 4.5 พันล้านบาท โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พบหลักฐานที่เชื่อมโยงนายแทนไท ณรงค์กูล กับเครือข่ายเว็บการพนัน ทั้งในด้านการจัดทำเว็บไซต์ การลงโฆษณา การซื้อขายไฟล์ภาพยนตร์ และการรับเงินค่าโฆษณาผ่านบัญชีม้า รวมถึงการติดต่อสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันไลน์

ในระหว่างการเข้าตรวจค้น นายแทนไท ณรงค์กูล ไม่ได้ปรากฏตัว และยังไม่ได้ติดต่อเพื่อเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และการติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด นายแทนไท ได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม ใจความว่า “ชีวิตวนเวียนอยู่แต่กับคดีความ เก่าไปใหม่มา ไม่ใช่เรื่องของผมแท้ๆ อะไรก็แทนไท ท้อแท้” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกอัดอั้นและท้อแท้ที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่

แทนไท ณรงค์กูล

ความเชื่อมโยงกับคดีและการตอบโต้

แม้ว่านายแทนไท ณรงค์กูล จะออกมาแสดงความรู้สึกว่าตนเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีความต่างๆ โดยตรง แต่ด้วยพยานหลักฐานที่ DSI ได้รวบรวมมา ทำให้ชื่อของเขายังคงเป็นที่สนใจและถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด การออกมาเคลื่อนไหวผ่านทางโซเชียลมีเดียครั้งนี้ ยิ่งทำให้ประเด็นดังกล่าวกลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง

ประเด็นสำคัญที่สังคมให้ความสนใจคือ ความเชื่อมโยงระหว่างนายแทนไทกับเครือข่ายเว็บพนัน รวมถึงบทบาทของเขาในการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีละเมิดลิขสิทธิ์และฟอกเงิน การที่เจ้าตัวออกมาปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง อาจเป็นเพียงการแสดงความเห็นส่วนตัว แต่ในทางกฎหมายแล้ว หลักฐานและการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีความสำคัญมากกว่า

สิ่งที่น่าสนใจคือ หลังจากนี้ นายแทนไท ณรงค์กูล จะดำเนินการอย่างไรต่อไป จะเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ หรือจะยังคงหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกระบวนการยุติธรรม สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นคำถามที่รอคำตอบ

การที่นายแทนไทออกมาโพสต์ข้อความลักษณะนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรืออาจเป็นเพียงการระบายความรู้สึกส่วนตัว อย่างไรก็ตาม สังคมยังคงเฝ้ารอความจริงที่จะปรากฏ และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถดำเนินการได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ทั้งนี้ การออกมาเคลื่อนไหวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของบุคคลที่มีชื่อเสียงและเกี่ยวข้องกับคดีความต่างๆ เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะอาจมีผลกระทบต่อรูปคดี และอาจถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีได้

ในท้ายที่สุด การพิสูจน์ความจริงและความบริสุทธิ์ของนายแทนไท ณรงค์กูล ขึ้นอยู่กับกระบวนการทางกฎหมายและพยานหลักฐานต่างๆ ที่จะถูกนำเสนอในชั้นศาล

ที่มา – แทนไท ณรงค์กูล เคลื่อนไหวผ่านไอจี บอกชีวิตวนเวียนอยู่แต่กับคดีความ

สลด! เด็กหญิงวัย 14 ถูกลูกหลงกระสุนปืนเจาะแก้ม

เรื่องเศร้าเกิดขึ้นเมื่อเด็กหญิงวัย 14 วิ่งเล่นกับเพื่อน ถูกลูกหลงกระสุนปืนเจาะเข้าแก้มซ้าย ในจังหวัดสงขลา ขณะนี้กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล และตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี

เด็กหญิงวัย 14 วิ่งเล่นกับเพื่อน ถูกลูกหลงกระสุนปืนเจาะเข้าแก้มซ้าย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา พ.ต.อ.ชาตรี รัตนคช ผกก.สภ.สิงหนคร ได้รับแจ้งเหตุยิงกัน มีผู้บาดเจ็บบริเวณซอยชุมชนหัวเขา หมู่ที่ 4 ซอย 2 ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบกองเลือดจำนวนมาก ซึ่งเป็นของเด็กหญิงวัย 14 วิ่งเล่นกับเพื่อน ถูกลูกหลงกระสุนปืนเจาะเข้าแก้มซ้าย ทราบชื่อคือ เด็กหญิงชัลซาร่า อายุ 14 ปี ชาวบ้านได้นำตัวส่งโรงพยาบาลสงขลาไปก่อนหน้านี้แล้ว

จากการตรวจสอบพบปลอกกระสุนปืน 11 มม. จำนวน 1 ปลอก ส่วนผู้ก่อเหตุทราบชื่อ นายนาบาวี้ หรือ วี อายุ 26 ปี ได้หลบหนีไปพร้อมอาวุธปืน

จากการสอบถามพยานเบื้องต้นทราบว่า ขณะที่เด็กหญิงชัลซาร่ากำลังเดินอยู่กับเพื่อน ได้ยินเสียงนายนาบาวี้ทะเลาะกับวัยรุ่นชายอีกคน จากนั้นทั้งคู่ได้วิ่งไล่กันมา ก่อนที่นายนาบาวี้จะชักปืนยิงไล่หลังไป 1 นัด แต่กระสุนพลาดไปโดนแก้มซ้ายของเด็กหญิงชัลซาร่าที่กำลังเดินผ่านมาพอดี

อาการล่าสุดของเด็กหญิงวัย 14 ที่ถูกลูกหลง

เด็กหญิงชัลซาร่ารู้สึกเจ็บที่แก้มซ้าย และมีเลือดไหลออกมาจำนวนมาก ก่อนที่จะร้องขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน และสลบไป ชาวบ้านรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลสงขลา ส่วนนายนาบาวี้ได้หลบหนีไป

พ.ต.อ.ชาตรี รัตนคช ผกก.สภ.สิงหนคร ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนลงพื้นที่ติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุ พร้อมทั้งตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อหาเส้นทางการหลบหนี นอกจากนี้ยังได้พูดคุยกับพ่อแม่ของผู้ก่อเหตุ เพื่อขอให้ช่วยเกลี้ยกล่อมให้ลูกชายเข้ามอบตัว

แม่ของเด็กหญิงชัลซาร่าได้เดินทางมาจากจังหวัดภูเก็ต หลังทราบข่าวร้าย และได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงอาการบาดเจ็บของลูกสาว นางสาววาสนา หรือ แม่ลีน่า อายุ 35 ปี เล่าว่า ลูกสาวพักอาศัยอยู่ที่หมู่ 6 และไปนั่งเล่นที่บ้านเพื่อนที่หมู่ 4 ระหว่างนั้น มีคนข้างบ้านปีนกำแพงบ้านของผู้ก่อเหตุ ทำให้ผู้ก่อเหตุไม่พอใจและทะเลาะกัน ผู้ก่อเหตุจึงนำอาวุธปืนออกมาเพื่อยิงขู่ แต่กระสุนพลาดไปโดนแก้มน้อง

หลังเกิดเหตุ เด็กหญิงชัลซาร่าเห็นเลือดออกมาจำนวนมาก จึงสลบไป แพทย์ได้ทำการผ่าตัดนำเศษกระสุนออกจากโหนกแก้มซ้าย และแจ้งว่าโชคดีที่กระสุนไม่เข้าจุดสำคัญ อาการหลังผ่าตัดปลอดภัยแล้ว แต่ยังพูดคุยไม่ได้ โหนกแก้มบวมและยังเจ็บที่บาดแผลอยู่

นางสาววาสนาได้ฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยเร่งจับกุมคนก่อเหตุ และขอความเป็นธรรมให้กับลูกสาว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กหญิงวัย 14 วิ่งเล่นกับเพื่อน ถูกลูกหลงกระสุนปืนเจาะเข้าแก้มซ้าย ถือเป็นเรื่องที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความประมาทและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม การใช้อาวุธปืนโดยขาดความระมัดระวังสามารถนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่คาดฝันได้ หวังว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้โดยเร็ว และขอให้เด็กหญิงชัลซาร่าหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ววัน

ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาถึงการควบคุมการใช้อาวุธปืนอย่างจริงจัง รวมถึงการปลูกฝังจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายและความรับผิดชอบในการครอบครองอาวุธปืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าเช่นนี้ขึ้นอีก

ที่มา – เด็กหญิงวัย 14 วิ่งเล่นกับเพื่อน ถูกลูกหลงกระสุนปืนเจาะเข้าแก้มซ้าย

บทเรียนโฮโลคอสต์: ทูตอิสราเอลเตือนอย่าซ้ำรอย

ในฐานะลูกสาวของผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ “โฮโลคอสต์” ทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยชี้ว่า การบิดเบือนคำว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นการบ่อนทำลายศีลธรรม และย้ำว่าการรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวคือเกราะป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนั้นเกิดขึ้นซ้ำอีก

ฯพณฯ อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้เขียนบทความเปิดใจเนื่องในวันรำลึกถึงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 27 มกราคมของทุกปี โดยมีหัวข้อว่า: “เหตุใดการรำลึกถึงเหตุการณ์บทเรียนโฮโลคอสต์จึงยังคงมีความสำคัญต่อทุกคน”

มติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อปี พ.ศ. 2548 กำหนดให้วันที่ 27 มกราคมของทุกปีเป็นวันรำลึกถึงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวสากล เพื่อระลึกถึงวันที่ค่ายเอาชวิทซ์-เบียร์เคเนาได้รับการปลดปล่อยในปี 2488 ซึ่งเป็นค่ายมรณะของนาซีที่ใหญ่ที่สุดและโหดร้ายที่สุด วัตถุประสงค์ของมตินี้ชัดเจนและเร่งด่วน นั่นคือเพื่อให้ความทรงจำเกี่ยวกับบทเรียนโฮโลคอสต์และบทเรียนที่ตามมาจะไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

สหประชาชาติไม่ได้กำหนดวันนี้ขึ้นมาเพียงเพื่อรำลึกถึงความทุกข์ทรมานของชาวยิวเท่านั้น หากแต่เพื่อเตือนมนุษยชาติถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อความเกลียดชังกลายเป็นเรื่องปกติ เมื่อการลดทอนความเป็นมนุษย์ไม่ถูกท้วงติง และเมื่อประชาคมระหว่างประเทศเพิกเฉยกับสิ่งที่เกิดขึ้น วันนี้จึงถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

สำหรับผู้คนจำนวนมากทั่วโลก เหตุการณ์บทเรียนโฮโลคอสต์อาจดูห่างไกลหรือเป็นเพียงนามธรรม ทว่ามันคือหนึ่งในอาชญากรรมที่มีการบันทึกไว้อย่างละเอียดที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ระหว่างปี 2476 ถึง 2488 นาซีเยอรมนีและผู้สมรู้ร่วมคิดได้สังหารชาวยิวอย่างเป็นระบบถึงหกล้านคน ทั้งชาย หญิง และเด็กๆ เพียงเพราะพวกเขาเป็นชาวยิว ชุมชนทั้งชุมชนถูกทำลายล้างไปทั่วยุโรป ไม่ว่าจะเป็นในเยอรมนี โปแลนด์ ยูเครน ฮังการี ลิทัวเนีย เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส กรีซ และประเทศอื่นๆ อีกมากมาย ชาวยิวถูกประหารหมู่ ถูกปล่อยให้อดอยากในเขตกักกัน (เก็ตโต) ถูกลำเลียงไปยังที่อื่นด้วยรถไฟที่ใช้ขนสัตว์ และถูกสังหารในค่ายมรณะที่ถูกออกแบบมาเพื่อการฆ่าจำนวนมหาศาล

โฮโลคอสต์มีลักษณะเฉพาะตัว ทั้งด้านเจตนาและขอบเขต นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ประเทศหนึ่งระดมทรัพยากรทั้งหมดของตนด้านกฎหมาย ระบบราชการ กองทัพ และเทคโนโลยี เพื่อกำจัดชนชาติหนึ่งให้สิ้นซากไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใดก็ตาม

ชาวยิวไม่ได้เป็นเป้าหมายเพราะการกระทำของพวกเขา เพราะสิ่งที่พวกเขาเชื่อ หรือเพราะสิ่งที่พวกเขาครอบครอง แต่เป็นเพราะเขาเป็นชาวยิว เป้าหมายในการสังหารชาวยิวไม่ใช่การเอาชนะ ไม่ใช่เพื่อให้เปลี่ยนศาสนา หรือเพื่อขับไล่ แต่เป็นการทำลายล้างอย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งผู้คน วัฒนธรรม ความทรงจำ รวมไปถึงอนาคตของพวกเขา เป็นการมุ่งทำลายเชื้อชาติยิวอย่างสิ้นเชิง

ไม่ใช่เป็นความบังเอิญที่คำว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (genocide) ถูกบัญญัติขึ้นหลังเหตุการณ์โฮโลคอสต์ ด้วยเหตุนี้เอง ดิฉันที่เป็นบุตรสาวของผู้รอดชีวิตจากโฮโลคอสต์และเป็นชาวอิสราเอล จึงรู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นการนำคำว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาใช้ในปัจจุบันอย่างไม่ระมัดระวังและขาดความรับผิดชอบ โดยเฉพาะเมื่อนำคำนี้มาใช้โจมตีอิสราเอล ข้อกล่าวหาเช่นนี้มองข้ามต้นกำเนิดทางประวัติศาสตร์ เป็นการบั่นทอนความหมายที่มีความชัดเจนทั้งในเชิงกฎหมายและศีลธรรม ทั้งยังลดทอนความสำคัญให้กลายเป็นเพียงคำขวัญทางการเมือง

การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเป็นสิ่งที่ชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย แต่การปฏิเสธสิทธิของอิสราเอลในการดำรงอยู่ การปฏิเสธสิทธิในการปกป้องประชาชนของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นชาวยิว มุสลิม คริสเตียน หรืออื่นๆ และการบิดเบือนให้อิสราเอลถูกมองว่าเป็นรัฐอาชญากร ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง

เมื่ออิสราเอลเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกทำให้เป็นปีศาจ และถูกกล่าวหาว่าประกอบอาชญากรรมที่ซ้ำรอยอุดมการณ์เดียวกับที่ครั้งหนึ่งเคยมุ่งกำจัดชนชาติยิว เราจำเป็นต้องเรียกสิ่งเหล่านี้ตามชื่อที่แท้จริง นั่นก็คือ การต่อต้านชาวยิว (antisemitism) ที่ซ่อนเร้นอยู่ในภาษาที่ใช้ทางการเมือง

บทเรียนโฮโลคอสต์ สำคัญอย่างไร?

ดังนั้น วันรำลึกเหตุการณ์โฮโลคอสต์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีตเท่านั้น แต่ยังปรากฏให้เห็นอย่างเจ็บปวดในปัจจุบัน โฮโลคอสต์เกิดขึ้นมาแล้วกว่าแปดสิบปี แต่ชาวยิวยังคงถูกสังหารเพียงเพราะเป็นชาวยิว โบสถ์ยิวถูกเผา บ้านของชาวยิวถูกพ่นสีเป็นสัญลักษณ์สวัสดิกะ การต่อต้านชาวยิวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างเปิดเผยและรุนแรงไปทั่วทุกทวีป

พัฒนาการเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลต่อชาวยิวเท่านั้น ประวัติศาสตร์สอนเราว่า ความเกลียดชังไม่เคยหยุดอยู่ที่เป้าหมายเดียว โฮโลคอสต์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยค่ายสังหาร แต่เริ่มจากคำพูด คำมดเท็จ และความเพิกเฉย เริ่มจากการทำให้ความเกลียดชังกลายเป็นเรื่องปกติ การศึกษาที่ล้มเหลว การมีวาทกรรมอย่างเปิดเผย และการเข้าแทรกแซง

ทำไมเราต้องเรียนรู้บทเรียนโฮโลคอสต์?

นั่นคือเหตุผลที่การศึกษาเรื่องบทเรียนโฮโลคอสต์เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในทุกแห่งหน รวมถึงในประเทศที่อยู่ห่างไกลจากยุโรป ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ บทเรียนที่ได้จากโฮโลคอสต์เป็นสากล ในยุคแห่งความไม่แน่นอนในปัจจุบัน ความแตกแยก และความโกลาหลที่เกิดขึ้น สังคมโลกเปราะบางต่อวาทกรรมที่มาจากความหวาดกลัวและการหาผู้รับผิด

การรำลึกถึงโฮโลคอสต์ไม่ใช่การกล่าวโทษอย่างไม่รู้จบ แต่เป็นการตระหนักรู้ถึงสัญญาณเตือนภัย และการยืนยันความรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะในยามที่โลกเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ความเกลียดชังย่อมมองหาเหยื่ออยู่เสมอ วันนี้อาจเป็นชาวยิว วันพรุ่งนี้…อาจเป็นผู้อื่น.

เราต้องไม่ลืมเหตุการณ์ครั้งสำคัญนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และสร้างสังคมที่เคารพซึ่งกันและกัน

ที่มา – ทูตอิสราเอลในไทย ชี้บทเรียนโฮโลคอสต์ไม่ใช่แค่อดีต เตือนโลกอย่าปล่อยความเกลียดชังซ้ำรอย

นายกฯ สั่งเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ คุมเข้มสนามบิน

โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ พร้อมกำชับมาตรการคัดกรองผู้โดยสารที่สนามบินอย่างเข้มงวด

วันนี้ 27 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) อย่างใกล้ชิด ภายหลังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 5 ราย และผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเบงกอลตะวันตก สาธารณรัฐอินเดีย เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายสิริพงศ์ ระบุว่า ปัจจุบันสถานการณ์ในประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศ อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการเฝ้าระวังและการคัดกรองผู้เดินทาง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในสนามบินนานาชาติ 3 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภูเก็ต เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศ

นายสิริพงศ์ ยังเน้นย้ำว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังโรคและการประเมินความเสี่ยงเชิงรุก โดยสั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและท่าอากาศยาน ดำเนินมาตรการตั้งจุดคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศอินเดีย ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมด้านระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ทั้งด้านบุคลากร เวชภัณฑ์ และแนวทางการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งประสานติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงและยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม

“ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และยังไม่มีรายงานผู้ป่วยในประเทศ อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังผู้เดินทางอย่างต่อเนื่อง หากพบผู้ที่มีอาการเข้าได้กับโรค จะมีการคัดกรองเพิ่มเติม ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดทันที ทั้งนี้ โรคดังกล่าวยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน รัฐบาลจึงขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์พาหะหรือการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด”

อนึ่ง โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ต้องรายงานทันทีเมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีพาหะสำคัญคือค้างคาว และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือดและน้ำลาย ผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูง ปอดอักเสบ สมองอักเสบ ชัก และพบอัตราการเสียชีวิตสูงร้อยละ 40–75 ซึ่งถือว่าสูงกว่าโรคโควิด-19 หลายเท่า

นายกฯ สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์

มาตรการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ที่สนามบิน

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ในต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะที่สนามบินนานาชาติหลักของประเทศ ได้แก่ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภูเก็ต มาตรการดังกล่าวรวมถึงการติดตั้งจุดคัดกรอง การตรวจวัดอุณหภูมิ และการสอบถามประวัติการเดินทางของผู้โดยสาร

หากพบผู้ที่มีอาการต้องสงสัย จะมีการส่งตัวเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และดำเนินการตามแนวทางการป้องกันและควบคุมโรคที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในประเทศไทย

รัฐบาลยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจและสามารถป้องกันตนเองได้อย่างเหมาะสม ข้อมูลดังกล่าวรวมถึงอาการของโรค ช่องทางการติดต่อ และวิธีการป้องกัน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เตรียมความพร้อมด้านการรักษาพยาบาล หากเกิดกรณีพบผู้ป่วยในประเทศ โดยมีการเตรียมสำรองเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ในประเทศไทยยังไม่น่ากังวล แต่การเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ ถือเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และปกป้องสุขภาพของประชาชน

ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนในการติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อร่วมกันป้องกันการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว

ที่มา – นายกฯ สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ กำชับมาตรการคัดกรองผู้โดยสารที่สนามบินเข้มงวด

ระดมล่า! นักโทษยาเสพติดแหกคุกดอยฮาง

ระดมล่า นักโทษยาเสพติดแหกคุกดอยฮาง คาดมุ่งหน้าชายแดนแม่อาย-ฝาง

เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อนักโทษยาเสพติดรายหนึ่งได้หลบหนีออกจากเรือนจำดอยฮาง จังหวัดเชียงราย ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้อง ระดมล่า นักโทษยาเสพติดแหกคุกดอยฮาง คาดมุ่งหน้าชายแดนแม่อาย-ฝาง อย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันการหลบหนีออกนอกประเทศ

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีนักโทษหลบหนีจากสถานกักขัง ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ล่าสุดเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางเชียงรายได้เปิดเผยข้อมูลและรูปพรรณสัณฐานของนักโทษรายดังกล่าว เพื่อประสานขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 18.30 น. เจ้าหน้าที่เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จ.เชียงราย ได้ตรวจพบว่า น.ช.ดนุภัทร จะกา อายุ 37 ปี นักโทษในคดียาเสพติด ได้อาศัยจังหวะช่วงเย็นหลบหนีออกจากที่คุมขัง ซึ่งจากการตรวจสอบประวัติพบว่า น.ช.ดนุภัทร เพิ่งถูกย้ายมาจากเรือนจำอำเภอฝาง เมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา เพื่อเข้ารับการอบรมใน “โครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย” (หลักสูตร 5 เดือน) ก่อนจะมาก่อเหตุหลบหนีหลังจากย้ายมาได้เพียง 4 วันเท่านั้น

ลักษณะของนักโทษที่กำลัง ระดมล่า นักโทษยาเสพติดแหกคุกดอยฮาง คาดมุ่งหน้าชายแดนแม่อาย-ฝาง คือ น.ช.ดนุภัทร จะกา อายุ 37 ปี (ชาติพันธุ์ลาหู่) สูงประมาณ 150-160 เซนติเมตร ผิวคล้ำ รูปร่างสันทัด ผมสั้นเกรียน ภูมิลำเนา ในพื้นที่หมู่ 5 ต.แม่นาวาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ มีภรรยาอยู่ที่ ต.แม่นาวาง และมีญาติพี่น้องหนาแน่นในพื้นที่ อ.แม่อาย และ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

เจ้าหน้าที่เร่ง ระดมล่า นักโทษยาเสพติดแหกคุกดอยฮาง คาดมุ่งหน้าชายแดนแม่อาย-ฝาง

เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่า น.ช.ดนุภัทร ซึ่งมีความคุ้นเคยกับภูมิประเทศพื้นที่สูงและแนวชายแดนในเขต อ.ฝาง และ อ.แม่อาย เป็นอย่างดี อาจกำลังพยายามเดินทางกลับไปหาญาติหรือหลบหนีออกนอกประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติ โดยทันทีที่ทราบเหตุ เจ้าหน้าที่เรือนจำได้ระดมกำลังออกติดตามอย่างเร่งด่วน พร้อมประสานงานร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และฝ่ายปกครอง เพื่อตั้งจุดตรวจจุดสกัดตามเส้นทางหลักและเส้นทางรองที่มุ่งหน้าสู่ จ.เชียงใหม่

สถานการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการปล่อยให้ผู้ต้องหาคดียาเสพติดหลบหนีไปได้ อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ดังนั้นการ ระดมล่า นักโทษยาเสพติดแหกคุกดอยฮาง คาดมุ่งหน้าชายแดนแม่อาย-ฝาง จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มงวด

เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เน้นย้ำว่า “การให้ที่พักพิงหรือช่วยเหลือผู้ต้องขังหลบหนี มีโทษหนักทั้งจำคุกและปรับ” หากประชาชนท่านใดพบเห็นบุคคลที่มีลักษณะคล้ายในภาพ หรือมีเบาะแสความเคลื่อนไหว โปรดแจ้งสายด่วน 191 หรือ เรือนจำกลางเชียงราย ได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง.

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องนำไปพิจารณาปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยในเรือนจำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต ความร่วมมือของประชาชนในการแจ้งเบาะแสจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้อย่างรวดเร็ว

ที่มา – ระดมล่า นักโทษยาเสพติดแหกคุกดอยฮาง คาดมุ่งหน้าชายแดนแม่อาย-ฝาง

เทคนิคการขับแซงรถใหญ่: ทำไมวิ่งประกบอันตราย?

อุบัติเหตุจากการแซงมักเกิดจากการกะระยะผิดพลาดหรือใช้คันเร่งไม่เต็มที่ ซึ่งอาจนำไปสู่ความสูญเสีย! การเทคนิคการขับแซงรถใหญ่ โดยเฉพาะรถบรรทุกพ่วง อาจดูง่ายสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ แต่ก็ประมาทไม่ได้

หลายคนมักขับรถโดยไม่คำนึงถึงสิ่งรอบข้าง โดยเฉพาะการขับตีคู่รถพ่วง 20 ล้อ หรือการใช้คันเร่งไม่เด็ดขาดในการแซง ทำให้การแซงไม่พ้นและเกิดอันตราย โดยเฉพาะรถที่มีกำลังเครื่องยนต์ไม่เกิน 120 แรงม้า

เทคนิคการขับแซงรถใหญ่

เมื่อต้องการแซงรถบรรทุก ควรทิ้งระยะห่างให้มากพอที่จะมองเห็นทัศนวิสัยด้านหน้า เพื่อการแซงที่ปลอดภัย กะระยะให้ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะแซงพ้นหรือไม่พ้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ทิ้งระยะห่างจากรถบรรทุกให้มากพอเพื่อเปิดการแซงทันทีที่ไม่มีรถสวนมา

สมาธิเป็นสิ่งสำคัญ อย่าใจลอย คิดถึงเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขับรถ ต้องจดจ่อดูให้แน่ใจว่ารถบรรทุกที่คุณกำลังจะแซงบรรทุกหนักหรือวิ่งเปล่า เป็นรถ 10 ล้อ หรือ 20 ล้อ สภาพแวดล้อมในการแซงก็สำคัญ อาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เช่น ทางขึ้นเขาลงเขา หรือแซงบนสะพาน ซึ่งไม่ควรทำ

ความเร็วของรถบรรทุกในการขึ้นและลงเขาแตกต่างกัน ความแตกต่างนี้คืออันตรายที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ รถบรรทุกที่บรรทุกหนักเวลาขึ้นเขาจะใช้ความเร็วต่ำ และเครื่องยนต์มีเสียงดังจากการเร่ง ส่วนการขับตามรถบรรทุกที่ลงเขา ต้องระวังอย่าปาดหน้า เพราะรถบรรทุกหนักที่ลงเขาจะเบรกได้ยาก

วิธีแซงรถบรรทุกอย่างปลอดภัย

ตัวแปรต่างๆ ในการขับแซงรถบรรทุก ทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวัง การคาดการณ์ต้องแม่นยำ เพราะแทบไม่มีโอกาสแก้ไขเมื่อเกิดความผิดพลาด เมื่อตัดสินใจจะแซงรถใหญ่และเห็นว่าทางข้างหน้าโล่ง มีระยะแซงที่ปลอดภัย ไม่มีรถสวนมา ให้รีบแซงทันที โดยกดคันเร่งให้มิด

ถ้ารถคุณไม่ได้มีกำลังมาก ควรแซงให้ขาดทีเดียว ไม่ควรวิ่งประกบรถบรรทุกค่อยๆ เร่งแซง เพราะรถพ่วงอาจส่ายไปมา หรือเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น ยางระเบิด หากรถมีกำลังเหลือเฟือ กดพรวดเดียวแซงขาด ก็ต้องระวังเรื่องความเร็วด้วย แซงพ้นแล้ว ควรกลับมาใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนด

ทางขึ้นลงเนินเขาเป็นจุดแซงที่มองไม่เห็นรถที่สวนมา ทางที่ดีคือใจเย็น ขับตามไปก่อน จนกว่าจะเห็นว่าไม่มีรถสวนมาแล้วค่อยแซง ทางที่มีเนินบดบังสายตา ก็ควรใจเย็น ทิ้งระยะห่างให้ปลอดภัย และช่วยลดปัญหาหินกระเด็นใส่กระจกหน้ารถ

นักขับบางคนจี้ท้ายรถบรรทุกก่อนแซง ซึ่งอันตรายมาก เมื่อพ้นจากเนิน มองเห็นว่าไม่มีรถโผล่มาแน่นอนแล้ว จึงค่อยแซง การกดคันเร่งจนสุดจะช่วยให้แรงบิดออกมาทั้งหมด โดยเฉพาะรถเล็กที่เครื่องยนต์เล็ก การมองและกะระยะให้ปลอดภัยถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการเทคนิคการขับแซงรถใหญ่สำหรับรถเล็กกำลังน้อย

อย่าแซงตามรถคันหน้า ปล่อยให้เขาแซงไปในจังหวะของเขาเอง ส่วนคุณก็กะจังหวะแซงใหม่ มองให้แน่ใจแล้วค่อยแซง อย่าใจร้อนแซงตามรถคันหน้า อุบัติเหตุจากการแซงเพราะมองไม่เห็น มักเกิดจากการแซงตามรถคันอื่น ตัดสินใจด้วยตัวคุณเอง ห้ามแซงจี้ท้ายรถคันหน้าที่กำลังแซงเด็ดขาด

ข้อควรระวังในการแซง:

  • วางตำแหน่งให้ถูกต้อง
  • ใช้ความเร็วให้เหมาะสม ทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าพอสมควรเพื่อสังเกตการณ์
  • มองข้างหน้าว่าโล่ง มองกระจกข้างขวาก่อนแซง
  • หากมีรถแซงซ้อน ให้เริ่มขั้นตอนการแซงใหม่ทันที

ข้อห้ามเด็ดขาดในการแซง:

  • ห้ามแซงมุมอับหรือจุดบอดที่มองไม่เห็น
  • ห้ามแซงมุมอับที่รถคันอื่นมองไม่เห็น
  • ห้ามแซงบริเวณทางโค้ง
  • ห้ามแซงบนทางที่คับแคบ
  • ห้ามแซงบริเวณทางแยก
  • ห้ามแซงบนสะพาน (ยกเว้นรถบรรทุกวิ่งชิดซ้ายในช่องทางแบบสี่ช่อง)
  • ห้ามแซงบริเวณทางม้าลาย
  • ห้ามแซงบริเวณด้านหน้าทางรถไฟ
  • ห้ามแซงบริเวณเส้นทึบแบ่งเลน
  • ห้ามแซงบนเนินเขาที่มองไม่เห็นรถสวนมา

การขับรถอย่างปลอดภัยต้องอาศัยสติและความรอบคอบเสมอ การเทคนิคการขับแซงรถใหญ่ ที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้มาก

ที่มา – เทคนิคการขับแซงรถใหญ่ จะวิ่งประกบไปทำไมมันอันตราย!

ฝรั่งเศสแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 15: มาครงปกป้องเยาวชน

ฝรั่งเศสเดินหน้าจริงจัง! สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายสำคัญที่มุ่งเป้าไปที่การแบนการใช้งานโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปกป้องเยาวชนจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้หน้าจอมากเกินไป ประธานาธิบดีมาครงได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องสมองของเยาวชนจากอิทธิพลที่ไม่พึงประสงค์

ร่างกฎหมายนี้ได้รับการอนุมัติจากสภาล่างด้วยคะแนนเสียง 130 ต่อ 21 หลังจากที่มีการอภิปรายอย่างเข้มข้นข้ามคืน ขั้นตอนต่อไปคือการส่งร่างกฎหมายไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาก่อนที่จะมีการประกาศใช้เป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ การผลักดันกฎหมายฝรั่งเศสแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 15 นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีของเยาวชน

ฝรั่งเศสแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 15

ประธานาธิบดีมาครงได้แสดงความยินดีกับผลการลงมติในครั้งนี้ โดยเน้นย้ำว่ากฎหมายนี้เป็นก้าวสำคัญในการปกป้องเด็กและเยาวชนของฝรั่งเศส นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังครอบคลุมถึงการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนมัธยมปลาย ซึ่งทำให้ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่สองของโลกที่ใช้มาตรการในลักษณะนี้ ต่อจากออสเตรเลียที่ได้ประกาศแบนโซเชียลมีเดียสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีไปเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

ประธานาธิบดีมาครงกล่าวว่า “อารมณ์และความรู้สึกของเด็กและวัยรุ่นของเราไม่ควรถูกซื้อขายหรือชักใย โดยไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มจากสหรัฐฯ หรืออัลกอริทึมจากจีนก็ตาม” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่อเยาวชน

ทำไมฝรั่งเศสถึงแบนโซเชียลมีเดียเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี?

รัฐบาลฝรั่งเศสมีเป้าหมายที่จะเริ่มบังคับใช้มาตรการนี้กับบัญชีใหม่ตั้งแต่ช่วงเปิดปีการศึกษา 2026 เป็นต้นไป อดีตนายกรัฐมนตรี กาเบรียล อัตตาล หวังว่าวุฒิสภาจะอนุมัติร่างกฎหมายนี้ภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อให้การแบนมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กันยายน แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะมีเวลาจนถึงวันที่ 31 ธันวาคมในการปิดใช้งานบัญชีที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์อายุที่กำหนด

อัตตาลยังเน้นย้ำว่านอกเหนือจากการลดผลกระทบด้านสุขภาพจิตของวัยรุ่นแล้ว มาตรการนี้จะช่วยรับมือกับอำนาจที่พยายามครอบงำความคิดของเยาวชนผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ร่างกฎหมายระบุอย่างชัดเจนว่า “ห้ามผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าถึงบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์” ยกเว้นแพลตฟอร์มด้านการศึกษาและสารานุกรมออนไลน์

สำนักงานเฝ้าระวังด้านสาธารณสุขของฝรั่งเศส (ANSES) รายงานว่าแพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Snapchat และ Instagram ส่งผลเสียต่อวัยรุ่น โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง ความเสี่ยงที่ถูกระบุ ได้แก่ การกลั่นแกล้งทางออนไลน์และการเข้าถึงเนื้อหาที่มีความรุนแรง

การบังคับใช้กฎหมายฝรั่งเศสแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 15 จะต้องมีระบบยืนยันอายุที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาในระดับสหภาพยุโรป

อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากบางฝ่าย ส.ส. อาร์โนด์ แซงต์-มาร์แตง มองว่ามาตรการนี้เป็นการปกครองเชิงดิจิทัลและเป็นคำตอบที่ง่ายเกินไปสำหรับผลกระทบด้านลบของเทคโนโลยี นอกจากนี้ องค์กรคุ้มครองเด็กหลายแห่งเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการกับแพลตฟอร์มมากกว่าที่จะแบนเด็กออกจากโซเชียลมีเดีย

การตัดสินใจของฝรั่งเศสแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 15 เป็นประเด็นที่น่าสนใจและอาจเป็นแบบอย่างให้กับประเทศอื่น ๆ ที่กำลังพิจารณาถึงผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเยาวชน การปกป้องเด็กและเยาวชนจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในโลกออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ต้องคำนึงถึงเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลด้วยเช่นกัน

ที่มา – ฝรั่งเศสเอาจริง ผ่านกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 มาครงชี้ถึงเวลาปกป้องสมองเยาวชน

สหรัฐฯ อ่วม! **ดับแล้ว 20 ศพ พายุฤดูหนาวถล่ม**

สถานการณ์ในสหรัฐอเมริกาตอนนี้เรียกได้ว่าวิกฤตหนัก! พายุฤดูหนาวที่พัดกระหน่ำกว่าครึ่งประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน่าเศร้าถึง 20 ศพ ไม่เพียงเท่านั้น เที่ยวบินต่างๆ ยังถูกยกเลิกไปแล้วนับพันถึงหมื่นเที่ยวต่อวัน สร้างความปั่นป่วนให้กับการเดินทางอย่างมาก และที่สำคัญ ประชาชนอีกหลายแสนรายยังคงต้องเผชิญกับปัญหาไฟฟ้าดับ

**ดับแล้ว 20 ศพ พายุฤดูหนาวถล่ม** สหรัฐฯ วิกฤตหนัก!

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ความรุนแรงของพายุฤดูหนาวที่พัดถล่มสหรัฐฯ ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อสายการบินต่างๆ ที่จำเป็นต้องยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก และยังทำให้เที่ยวบินอื่นๆ ล่าช้าอีกเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (26 มกราคม 2569) โดยสาเหตุหลักมาจากการที่ฝนเยือกแข็งและหิมะตกหนัก ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างยากลำบาก และโครงข่ายคมนาคมแทบจะเป็นอัมพาต

จากข้อมูลของ FlightAware พบว่า เมื่อช่วงบ่ายของวันจันทร์ มีเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกไปแล้วประมาณ 5,300 เที่ยว และมีเที่ยวบินดีเลย์อีกกว่า 4,300 เที่ยว ก่อนหน้านี้ในวันอาทิตย์ ก็มีการยกเลิกเที่ยวบินไปแล้วมากกว่า 11,000 เที่ยว ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดต่อวัน นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ด้านการบิน Cirium

สถานการณ์ไฟฟ้าดับก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ข้อมูลจากเว็บไซต์ PowerOutage.us ระบุว่า ในวันจันทร์ ยังมีประชาชนกว่า 800,000 รายที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาไฟฟ้าดับในหลายรัฐ ตั้งแต่รัฐเทนเนสซีไปจนถึงกลุ่มรัฐแคโรไลนา โดยรัฐเทนเนสซีเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่

ยอดผู้เสียชีวิตจากพายุฤดูหนาวเพิ่มสูงขึ้น

น่าเศร้าที่พายุฤดูหนาวครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนในสหรัฐฯ ไปแล้วอย่างน้อย 20 ศพ ทั้งทางตรงและทางอ้อม มีรายงานผู้เสียชีวิต 8 รายในรัฐนิวยอร์กนับตั้งแต่วันศุกร์ และยังมีรายงานผู้เสียชีวิตในรัฐอื่นๆ อีก เช่น เทนเนสซี, ลุยเซียนา, แมสซาชูเซตส์, แคนซัส และเพนซิลเวเนีย นอกจากนี้ ตำรวจในรัฐเท็กซัสยังระบุว่า มีเด็กสาววัย 16 ปีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุขณะเล่นเลื่อนหิมะอีกด้วย

สำนักงานบริการสภาพอากาศ (NWS) ของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า ความกดอากาศต่ำทางตอนใต้ของนิวอิงแลนด์จะเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกเหนือมหาสมุทรแอตแลนติกในวันจันทร์ ซึ่งจะทำให้มีหิมะตกหนักในบางพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเกิดฝนเยือกแข็งในพื้นที่ส่วนต่างๆ ของภูมิภาคมิด-แอตแลนติก

NWS ยังเตือนด้วยว่า มีความเป็นไปได้เพิ่มมากขึ้นที่จะเกิดพายุฤดูหนาวรุนแรงอีกลูก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกาในช่วงสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ และย้ำว่ายังเร็วเกินไปที่จะทราบรายละเอียดที่แน่ชัด แต่จะคอยแจ้งข้อมูลอัปเดตอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์

ผู้เชี่ยวชาญจาก AccuWeather ประเมินว่า พายุฤดูหนาวที่พัดถล่มรัฐต่างๆ กว่า 24 รัฐในครั้งนี้ คาดว่าจะสร้างความเสียหายเบื้องต้นและความสูญเสียทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระหว่าง 1.05 แสนล้านดอลลาร์ ถึง 1.15 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เหตุไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่ในลอสแอนเจลิส

สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) แจ้งเตือนว่า ข้อจำกัดด้านสภาพอากาศ ทั้งหิมะ ฝนเยือกแข็ง และทัศนวิสัยต่ำ กำลังส่งผลกระทบต่อศูนย์กลางการบินหลักๆ เช่น บอสตัน และน่านฟ้าในบริเวณพื้นที่นิวยอร์ก

เว็บไซต์จองโรงแรมออนไลน์ HotelPlanner รายงานว่า อัตราการยกเลิกการจองโรงแรมทั้งในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาพุ่งสูงขึ้นถึง 36% ในช่วงก่อนหน้าและระหว่างที่พายุเฟิร์น (Fern) พัดถล่ม

พายุลูกนี้ยังส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าด้วยเช่นกัน บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการส่งพัสดุอย่าง UPS ระบุว่าสภาพอากาศที่รุนแรงอาจทำให้บริการในบางพื้นที่หยุดชะงัก พร้อมเตือนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเพิ่มเติมต่อเครือข่ายการขนส่งทางอากาศ รวมถึงที่ศูนย์กระจายสินค้าหลักในเมืองลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี

จากสถานการณ์ดับแล้ว 20 ศพ พายุฤดูหนาวถล่ม สหรัฐครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนถึงผลกระทบรุนแรงจากสภาพอากาศแปรปรวน การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – ดับแล้ว 20 ศพ พายุฤดูหนาวถล่มสหรัฐฯ ไฟยังดับกระทบคนเฉียดล้าน

ทรัมป์ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” คุม ICE ในมินนิโซตา

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปควบคุมปฏิบัติการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ICE) ในรัฐมินนิโซตา หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยิงประชาชนเสียชีวิต 2 ราย สร้างความไม่พอใจและการประท้วงอย่างรุนแรง

ทรัมป์ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” คุม ICE ในมินนิโซตา

เมื่อวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า เขาตัดสินใจส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ทิม โฮแมน ไปยังรัฐมินนิโซตา และได้พูดคุยกับ ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาแล้ว หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ ICE สังหารประชาชนรายที่ 2 ในเมืองมินนิอาโพลิส

เมืองมินนิอาโพลิสตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดจากการประท้วง หลังจากเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ยิงนายอเล็กซ์ เพรตติ พยาบาลแผนกไอซียู เสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการสังหาร เรเน กูด คุณแม่ลูกสาม

“ผมกำลังส่ง ทอม โฮแมน ไปยังมินนิโซตาในคืนนี้ เขาไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่นั้นมาก่อน แต่เขารู้จักและชื่นชอบผู้คนที่นั่นหลายคน ทอมเป็นคนเด็ดขาดแต่ยุติธรรม และจะรายงานตรงต่อผม” ทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขา

ทำเนียบขาวระบุว่า โฮแมน ซึ่งเป็นมือขวาของทรัมป์ด้านความมั่นคงชายแดน จะทำหน้าที่ “บริหารจัดการการปฏิบัติการของ ICE ในพื้นที่รัฐมินนิโซตา เพื่อเดินหน้าจับกุมอาชญากรต่างด้าวผิดกฎหมายที่เลวร้ายที่สุดต่อไป” การตัดสินใจครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณของการปรับเปลี่ยนแนวทาง เนื่องจากทรัมป์ต้องการเน้นการปฏิบัติการที่เจาะจงเป้าหมายมากกว่าการจู่โจมตรวจคนเข้าเมืองแบบฉับพลัน ซึ่งเป็นแนวทางที่ คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสนับสนุน

ทำไมทรัมป์ต้องส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปคุม ICE?

นายทรัมป์กล่าวว่า เขาได้พูดคุยกับ ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา และเป็นการพูดคุยที่ดีมาก “อันที่จริง เราดูเหมือนจะมีคลื่นความถี่ที่ตรงกัน” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่าวอลซ์เป็นฝ่ายโทรหาเขา “ด้วยคำร้องขอที่จะทำงานร่วมกัน”

“ผมบอกผู้ว่าฯ วอลซ์ว่า ผมจะให้ ทอม โฮแมน โทรหาเขา และสิ่งที่เรากำลังมองหาอยู่คืออาชญากรทุกคนที่พวกเขาควบคุมตัวไว้” ทรัมป์ระบุเพิ่มเติมในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย

ในขณะเดียวกัน ความโกรธแค้นต่อการสังหารเพรตติวัย 37 ปี พุ่งสูงขึ้น ทำให้ประชาชนจำนวนมากออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรม แม้แต่สมาชิกวุฒิสภาหลายคนจากพรรครีพับลิกันของทรัมป์เองก็เรียกร้องให้มีการสืบสวนเหตุสังหารนี้อย่างละเอียด หลังคำพูดของฝ่ายรัฐบาลขัดแย้งกับภาพที่ปรากฏในคลิปวิดีโอขณะเกิดเหตุ

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงนายเพรตติเพื่อป้องกันตัว โดยอ้างว่า ผู้ต้องสงสัยที่มีอาวุธได้ขัดขืนการปลดอาวุธของเจ้าหน้าที่อย่างรุนแรง แต่ภาพที่ปรากฏกลับแสดงให้เห็นว่า นายเพรตติไม่ได้ขัดขืน

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัฐบาลกลางและประชาชนในประเด็นการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง นอกจากนี้ยังเป็นการทดสอบความสามารถของ “ผู้ตรวจการชายแดน” ที่ทรัมป์ส่งไปควบคุมสถานการณ์ว่าจะสามารถจัดการความขัดแย้งและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้หรือไม่

การตัดสินใจของทรัมป์ในการส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปยังมินนิโซตา สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอดูว่ามาตรการนี้จะนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยหรือจะยิ่งเพิ่มความขัดแย้งและความไม่พอใจให้กับประชาชน

ที่มา – ทรัมป์เผย คุยผู้ว่าฯ มินนิโซตาแล้ว ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปคุม ICE