วัน: 9 กุมภาพันธ์ 2026

“จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล

“จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-นโยบาย เป็นประเด็นร้อนหลังผลการเลือกตั้งทั่วไปล่าสุด เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 (ตามข้อมูล) ที่พรรคเพื่อไทยได้อันดับ 3 สร้างความสนใจให้กับนักการเมืองและประชาชนอย่างมาก วันนี้เราจะมาสรุปสถานการณ์และคำให้สัมภาษณ์สำคัญๆ กัน

“จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-นโยบาย

บรรยากาศที่ทำการพรรคเพื่อไทยคึกคักตั้งแต่เช้า แกนนำพรรคทยอยเข้ามา เช่น นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้า, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาฯ, นายภูมิธรรม เวชยชัย และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่ใช้ประตูหลังเพื่อประชุมประเมินสถานการณ์หลังเลือกตั้ง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ เปิดเผยตอน 13.59 น. ว่า ยังไม่มีการติดต่อจากพรรคภูมิใจไทยเรื่องร่วมรัฐบาล เพียงแค่มา

คุยกันเฉยๆ

ชูศักดิ์ย้ำต้องคิดให้หนักก่อนร่วมรัฐบาล

เวลา 15.06 น. นายชูศักดิ์ให้สัมภาษณ์หลังประชุมว่า ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไร วิเคราะห์ผลเลือกตั้งที่ต่ำกว่าคาดจากหลายปัจจัย มีทั้งข้อดีข้อเสียของการร่วมรัฐบาล ต้องฟังทุกฝ่ายรวมถึงกองเชียร์ เพราะมีผลต่ออนาคตการเมืองครั้งหน้า ย้ำว่าต้องตัดสินใจดีๆ ไม่ใช่เรื่องเล็ก

ต่อมา 15.50 น. นายจุลพันธ์ยอมรับเสียใจผลเลือกตั้งเล็กน้อย แต่ตั้งหลักได้แล้ว พรรคมี ส.ส.เกือบ 80 คน ไม่ใช่น้อย จะเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อ สำหรับข่าวลือพรรคภูมิใจไทยทาบทาม พรรคเพื่อไทยยังไม่ถูกทาบ และรอให้พรรคเสียงมากสุดนำจัดตั้ง จุดยืนเปิดกว้าง หากตรงอุดมการณ์-นโยบาย อะไรก็เกิดขึ้นได้

วิเคราะห์ผลเลือกตั้งและบทเรียนพรรคเพื่อไทย

นายจุลพันธ์ชี้ว่าผลต่ำกว่าคาดเพราะตั้งเป้าสูงเพื่อประชาชน แต่ยอมรับการตัดสินใจของประชาชน แม้มีอุปสรรคจากการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลก่อนหน้า แต่ฐานเสียงยังอยู่ โดยเฉพาะ ส.ส.เกือบ 80 ที่จะทำงานต่อ ในพื้นที่เชียงใหม่ที่แคนดิเดตนายกฯ 2 คนไม่ได้ที่นั่ง ไม่ใช่ปิดฉาก แต่ต้องปรับปรุงนโยบาย ตัวบุคคล ให้ตอบโจทย์มากขึ้น พรรคเพื่อไทยไม่สูญพันธุ์ เป็นสถาบันการเมืองที่พร้อมสู้ครั้งหน้า

ส่วนปัจจัยแพ้ เช่น กระแสชาตินิยมช่วยภูมิใจไทย คลิปอังเคิลกระทบ หรือยกจังหวัดในพื้นที่แข็ง นายจุลพันธ์บอกมีหลายองค์ประกอบ จะลงพื้นที่ถอดบทเรียนกับเลขาฯประเสริฐ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้ง ย้ำให้รอหัวหน้าพรรค

  • ยังไม่มีการทาบทามจากภูมิใจไทย
  • ตัดสินใจจากอุดมการณ์-นโยบายเป็นหลัก
  • พรรคเพื่อไทยตั้งหลักได้ รักษาฐานเสียง
  • เตรียมถอดบทเรียนเพื่อเลือกตั้งหน้า

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งนี้ชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนนำ จะเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยในฐานะอันดับ 3 มีบทบาทสำคัญหากถูกเชิญ แต่จุลพันธ์ย้ำ “จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-นโยบาย ทำให้อนาคตยังเปิดกว้าง

มุมมองอนาคต: พรรคเพื่อไทยจะกลับมาแข็งแกร่ง?

จากประสบการณ์การเมืองไทย พรรคที่ปรับตัวดีมักคัมแบ็คได้ พรรคเพื่อไทยมีนโยบายประชาชนศูนย์กลาง หากถอดบทเรียนได้ดี โดยเฉพาะพื้นที่แดนไทบ้านอย่างเชียงใหม่ และจัดการปัจจัยภายนอก น่าจะกลับมานำในอนาคต ในมุมนี้ การไม่รีบตัดสินใจร่วมรัฐบาลแสดงถึงความรอบคอบ

ติดตามพัฒนาการการจัดตั้งรัฐบาลได้ที่บล็อกนี้ เราจะอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดเพื่อคุณ! ความเห็นส่วนตัว: การเมืองไทยต้องเน้นนโยบายที่ชัดเจนเพื่อประชาชนจริงๆ ถึงจะยั่งยืน

ที่มา – “จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-นโยบาย

เลือกตั้งพิจิตร เจอบัตรเขย่งเกือบ 3 หมื่น

หลังจากที่มีกระแสฮือฮาในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับ เลือกตั้งพิจิตร เจอบัตรเขย่งเกือบ 3 หมื่น ใบ ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการนับคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.พิจิตร เขต 1 ล่าสุด กกต.พิจิตร ได้ออกมาแจงข้อเท็จจริงแล้วว่า ไม่ใช่เรื่องทุจริต แต่เป็นความผิดพลาดทางเทคนิคของเจ้าหน้าที่เท่านั้น วันนี้เราจะมาดูรายละเอียดกันให้ชัดเจน

เลือกตั้งพิจิตร เจอบัตรเขย่งเกือบ 3 หมื่น สาเหตุจริงๆ คืออะไร?

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2569 ที่สำนักงาน กกต.พิจิตร นายไกรรินทร์ ทั่งทอง ผู้สมัคร ส.ส.พิจิตร เขต 1 จากพรรคประชาชน ได้นำทีมงานมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นายอมร รัชตังกูร ผอ.กกต.พิจิตร ขอให้ตรวจสอบและนับคะแนนใหม่ หลังพบพิรุธจากป้ายประกาศผลคะแนนที่ว่าการอำเภอเมืองพิจิตร

ปัญหาคือ ยอดรวมผู้ใช้สิทธิไม่ตรงกับคะแนนดิบ มีส่วนต่างสูงถึง 29,345 ใบ ซึ่งถูกเผยแพร่ภาพในโซเชียล ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องบัตรเขย่งจำนวนมาก แต่ ผอ.กกต.พิจิตร ยืนยันว่าเป็นการติดป้ายคะแนนผิดช่อง โดยเจ้าหน้าที่นำตัวเลขคะแนนรวมของผู้สมัครหมายเลข 1 ถึง 8 ไปใส่ซ้ำในช่องคะแนนรายอำเภอ ส่งผลให้ยอดรวมดูสูงเกินจริง

ตัวเลขคะแนนที่ถูกต้องหลังตรวจสอบ

เพื่อความชัดเจน กกต.ได้ตรวจสอบและแก้ไขแล้ว โดยตัวเลขจริงคือ

  • บัตรดีทั้ง 8 หมายเลข: 91,069 ใบ
  • บัตรเสีย: 5,084 ใบ
  • บัตรไม่ลงคะแนนผู้สมัคร: 4,677 ใบ
  • ยอดรวมผู้ใช้สิทธิที่แท้จริง: 100,830 คน

ส่วนผลการเลือกตั้ง นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ จากพรรคภูมิใจไทย ชนะด้วยคะแนน 53,148 เสียง เหนือ นายไกรรินทร์ ทั่งทอง จากพรรคประชาชน ที่ได้ 23,172 เสียง

กรณี เลือกตั้งพิจิตร เจอบัตรเขย่งเกือบ 3 หมื่น นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบทุกระดับ โดยเฉพาะในป้ายประกาศผลที่เป็นจุดเริ่มต้นของความไว้วางใจจากประชาชน แม้จะเป็นความผิดพลาดเล็กน้อย แต่หากไม่แจงให้ชัด ก็อาจนำไปสู่ข่าวลือและการเมืองบ่อนทำลาย

บทเรียนจากกรณีเลือกตั้งพิจิตร

จากเหตุการณ์นี้ เราสามารถเรียนรู้ได้หลายประการ เช่น

  • การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่: ต้องเน้นย้ำขั้นตอนการปิดบัญชีและติดป้ายให้ถูกต้อง
  • ระบบดิจิทัลช่วยเหลือ: ใช้โปรแกรมตรวจสอบอัตโนมัติเพื่อลด human error
  • การสื่อสารทันที: กกต.ตอบสนองเร็ว ทำให้สถานการณ์คลี่คลาย

ในบริบทการเมืองไทยที่ทุกคะแนนมีค่า การเลือกตั้งพิจิตรครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่าความโปร่งใสสามารถกอบกู้ความเชื่อมั่นได้ หากมีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ พรรคภูมิใจไทยคว้าชัยในเขตนี้ แสดงถึงฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ส่วนพรรคประชาชนที่ได้คะแนนรองลงมา ก็ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับอนาคต หากปรับกลยุทธ์ให้ตรงจุด

สุดท้าย ผู้เขียนเห็นว่า กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ กกต. และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้น เพื่อรักษาความศรัทธาในระบบประชาธิปไตย อย่าปล่อยให้ความผิดพลาดเล็กๆ กลายเป็นประเด็นใหญ่ คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เลือกตั้งพิจิตร เจอบัตรเขย่งที่เกือบ 3 หมื่น กกต.แจงแค่เจ้าหน้าที่ปิดคะแนนผิดช่อง

ปชน. น้อมรับความพ่ายแพ้ พบพิรุธนับคะแนนหลายเขต

ผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดสร้างความฮือฮาในวงการเมืองไทย เมื่อ ปชน. น้อมรับความพ่ายแพ้ อย่างนอบน้อม แม้จะมีรายงานความผิดปกติในการนับคะแนนหลายเขต นี่คือประเด็นสำคัญที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้แถลงเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคคาดการณ์ว่าจะได้ ส.ส. รวม 116 ที่นั่ง แบ่งเป็น ส.ส. เขต 85 ที่นั่ง และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 31 ที่นั่ง แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนสนใจคือข้อสังเกตต่อกระบวนการนับคะแนนที่ดูผิดปกติในหลายพื้นที่

ปชน. น้อมรับความพ่ายแพ้ ท่ามกลางพิรุธนับคะแนนหลายเขต

แม้ ปชน. น้อมรับความพ่ายแพ้ แต่พรรคไม่ได้นิ่งนอนใจกับข้อมูลที่ได้รับจากทีมงาน พบปัญหาบัตรเสียและบัตรเขย่งจำนวนมากในเขตที่คะแนนสูสี โดยเฉพาะพื้นที่ที่ส่วนต่างคะแนนแพ้ชนะเพียงหลักร้อยหรือพัน แต่บัตรเสียกลับพุ่งสูงผิดปกติ นี่อาจเป็นสัญญาณของความไม่โปร่งใสที่ต้องตรวจสอบอย่างเร่งด่วน พรรคได้ส่งทีมกฎหมายลงพื้นที่ทันที เพื่อขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นับคะแนนใหม่ในจุดที่สงสัย

ตัวอย่างเขตเลือกตั้งที่มีพิรุธนับคะแนนชัดเจน

  • ลำปาง เขต 2: บัตรเสียกว่า 7,000 ใบ ทั้งที่ส่วนต่างคะแนนแพ้ชนะมีเพียง 2,000 คะแนน สถิติบัตรเสียสูงขนาดนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้เกิดคำถามถึงความถูกต้อง
  • ขอนแก่น เขต 3: พบปัญหาบัตรเขย่งและบัตรเสียจำนวนมาก ในขณะที่คะแนนระหว่างผู้สมัครใกล้เคียงกันสุดๆ ทีมงานพรรคยืนยันว่ามีหลักฐานชัดเจน
  • ปทุมธานี: มีรายงานเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย (กปน.) ปิดห้องนับคะแนนอย่างกะทันหัน สร้างความไม่ไว้วางใจให้กับผู้สังเกตการณ์

ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่集中在เขตที่พรรคประชาชนมีโอกาสชนะสูง สะท้อนถึงความจำเป็นในการตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งให้โปร่งใสยิ่งขึ้น การเลือกตั้งปี 2569 ถือเป็นสนามรบทางการเมืองที่เข้มข้น พรรคต่างๆ ใช้กลยุทธ์หลากหลาย รวมถึงการ “หลบเขต” หรือย้ายฐานเสียงไปสู้ในพื้นที่ที่อ่อนแอของคู่แข่ง ทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนแปลงจากปี 2566 แม้คะแนนรวมของพรรคประชาชนจะไม่ลดลง แต่บริบทใหม่นี้ทำให้ต้องปรับกลยุทธ์

นายณัฐพงษ์ ย้ำจุดยืนชัดเจนว่า พรรคน้อมรับมติมหาชน และเคารพสิทธิของพรรคที่ได้คะแนนอันดับหนึ่งอย่างพรรคภูมิใจไทยให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่พรรคประชาชนจะไม่เข้าร่วมรัฐบาลที่มีภูมิใจไทยเป็นหัวใจหลัก แทนที่จะเป็นรัฐบาล พรรคพร้อมสวมบทฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง เพื่อตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง นี่คือหลักการที่พรรคยึดมั่นมาตลอด

หลังจากนี้ พรรคจะเก็บความผิดหวังไว้ ถอดบทเรียนจากความพ่ายแพ้ครั้งนี้ โดยเน้นการทำงานเชิงเครือข่ายในพื้นที่ให้แน่นหนากว่าเดิม รู้เท่าทันกลยุทธ์การเมืองแบบเก่าๆ ที่ล้าสมัย และมุ่งนำวาระก้าวหน้าอย่างประชาธิปไตย การปฏิรูปสังคม และสิทธิประชาชน มาชนะใจมวลชนในอนาคต การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง หากกกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบพิรุธเหล่านี้ จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบประชาธิปไตยได้มาก

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ ปชน. น้อมรับความพ่ายแพ้ แบบนี้ แสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่ทางการเมือง แม้จะมีพิรุธ แต่การเลือกทางสายกลางโดยไม่ฟ้องร้องวุ่นวาย แต่เน้นถอดบทเรียนและทำฝ่ายค้านแทน เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? ฝ่ายค้านเข้มแข็งจะเปลี่ยนเกมการเมืองไทยได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนไทยทุกคน!

ที่มา – ปชน. น้อมรับความพ่ายแพ้ แม้หลายเขตพบพิรุธนับคะแนน “เท้ง” บอกเก็บความผิดหวังไปถอดบทเรียน

รัสเซียถล่มยูเครนต่อเนื่อง เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมเด็กชาย 10 ขวบ

รัสเซียถล่มยูเครนต่อเนื่อง เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมเด็กชาย 10 ขวบ สถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงรุนแรงขึ้นไม่หยุดหย่อน ล่าสุดรัสเซียเปิดฉากโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธจำนวนมาก ถล่มหลายเมืองทั่วยูเครนตลอดคืน สร้างความสูญเสียให้กับประชาชนอย่างน่าเศร้า โดยเฉพาะเด็กชายวัย 10 ขวบที่กลายเป็นเหยื่อรายหนึ่ง

รัสเซียถล่มยูเครนต่อเนื่อง เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมเด็กชาย 10 ขวบ

ตามรายงานจากกองทัพอากาศยูเครน รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธนำวิถีจำนวน 11 ลูก และส่งโดรนโจมตีกว่า 149 ลำ ซึ่งรวมถึงโดรน “ชาเฮด” ที่ผลิตโดยอิหร่าน ตั้งแต่ค่ำวันอาทิตย์จนถึงเช้ามืดวันจันทร์ (9 ก.พ.) แม้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนจะสกัดกั้นได้กว่า 100 ลำ แต่ยังมีหลายจุดที่ถูกโจมตีสำเร็จ ส่งผลให้เกิดความเสียหายหนักและมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย

ความเสียหายในเมืองหลัก ๆ

การโจมตีครอบคลุมหลายภูมิภาค โดยเมืองโอเดสซา เมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ ถูกถล่มหนักจนอาคารหลายหลังพังทลาย เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งช่วยเหลือท่ามกลางซากปรักหักพัง มีรายงานผู้เสียชีวิตชายวัย 35 ปี 1 ราย และบาดเจ็บ 2 ราย นายมิไคโล พนักงานไปรษณีย์วัย 32 ปี เล่าว่าได้ยินเสียงโดรนหึ่งก่อนระเบิดดังสองครั้ง หน้าต่างแตกกระจาย รถยนต์เสียหายหนัก นักศึกษาวัย 17 ปีก็บอกว่าแรงระเบิดทำให้กรอบประตูระเบียงหลุดออกมา

ที่ภูมิภาคคาร์คิฟทางตอนเหนือ พบร่างผู้เสียชีวิต 2 รายใต้ซากอาคารหลังโดรนโจมตี ได้แก่หญิง 1 รายและเด็กชายวัย 10 ขวบ ซึ่งเป็นภาพที่สะเทือนใจอย่างยิ่ง ส่วนที่เชอร์นีกิฟ ชายชราวัย 71 ปี เสียชีวิตขณะนอนอยู่บนเตียงในบ้านพักหมู่บ้านนอว์โกรอด-ซีเวอร์สกี จากการถูกโดรนรัสเซียถล่ม

  • โอเดสซา: อาคารพัง ชายวัย 35 ปีเสียชีวิต บาดเจ็บ 2 ราย
  • คาร์คิฟ: หญิงและเด็กชาย 10 ขวบเสียชีวิตใต้ซากปรักหักพัง
  • เชอร์นีกิฟ: ชายชรา 71 ปี เสียชีวิตในบ้าน

เหตุการณ์รัสเซียถล่มยูเครนต่อเนื่องครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาสันติภาพที่ยังติดขัด โดยรัสเซียต้องการควบคุมโดเนตสค์ทั้งหมด ปัจจุบันยึดพื้นที่ยูเครนราว 20% สหรัฐฯ อยากให้สงครามจบกลางปีนี้ แต่คีฟและมอสโกยังขัดแย้งเรื่องเขตแดนและอธิปไตย

ผลกระทบต่อพลเรือนและอนาคตสงคราม

นอกจากความสูญเสียทางชีวิต การโจมตีเหล่านี้ยังทำลายโครงสร้างพื้นฐาน สร้างความหวาดกลัวให้ประชาชนยูเครนต้องหลบภัยในที่หลบภัยใต้ดิน สงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี ทำให้เกิดวิกฤตมนุษยธรรมรุนแรง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการใช้โดรนราคาถูกอย่างชาเฮด จะทำให้การโจมตีแบบนี้เกิดบ่อยขึ้น ยูเครนจึงต้องเสริมระบบป้องกันอากาศอย่างเร่งด่วน

ในมุมกว้าง สงครามนี้ไม่เพียงกระทบยูเครนและรัสเซีย แต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาพลังงานและอาหารที่พุ่งสูง ประชาคมโลกเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงและหาทางออกทางการทูต

อย่างไรก็ตาม รัสเซียยังคงกดดันทางทหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อบีบให้ยูเครนยอมรับเงื่อนไข ขณะที่ยูเครนได้รับอาวุธจากชาติตะวันตกเพื่อต่อสู้ ปฏิบัติการถล่มล่าสุดนี้ชี้ให้เห็นว่าสงครามยังห่างไกลจากจุดจบ

เราควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนความพยายามเพื่อสันติภาพ ผู้บริจาคสามารถช่วยเหลือองค์กรด้านมนุษยธรรมเพื่อยูเครนได้ เพื่อบรรเทาทุกข์ของผู้ประสบภัย

ที่มา – รัสเซียถล่มยูเครนต่อเนื่อง เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมเด็กชาย 10 ขวบ

เปิดสถิติคดีเลือกตั้ง 2569 ซื้อสิทธิ์ ขายเสียง 9 คดี

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข้อมูลสำคัญมาอัปเดตกันแบบเป็นกันเองเลยนะ เรื่อง คดีเลือกตั้ง 2569 ที่หลายคนจับตา ตำรวจจากศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ศลต.ตร. ได้เปิดสถิติล่าสุดแล้ว ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึง 5 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่ามีคดีความผิดเกิดขึ้นรวม 151 คดี เลยทีเดียว! ไม่ว่าจะเป็นการทำลายป้ายหาเสียง ทำให้เกิดความกลัว ร้องเรียน กกต. ดูหมิ่นซึ่งหน้า ใส่ร้ายด้วยความเท็จ ลักทรัพย์ จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชักชวนซื้อสิทธิ์ขายเสียง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และอื่นๆ อีกเพียบ เรียกได้ว่าครอบคลุมทุกมิติของการละเมิดกฎหมายเลือกตั้งเลยครับ

ซื้อสิทธิ์ ขายเสียง ในคดีเลือกตั้ง 2569 มีกี่คดี?

มาดูประเด็นร้อนที่ทุกคนอยากรู้กันก่อนเลย นั่นคือเรื่อง ซื้อสิทธิ์ ขายเสียง ซึ่งเป็นหัวใจของการทุจริตเลือกตั้ง พบว่ามีคดีเกิดขึ้นทั้งหมด 9 คดี เท่านั้น! โดยกองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 8 มากสุดถึง 4 คดี ส่วนภาค 2, 4, 5, 6 และ 7 แต่ละภาคละ 1 คดี น้อยกว่าที่หลายคนคาดไว้มาก แสดงให้เห็นว่าปีนี้ประชาชนตื่นตัว ไม่ยอมให้มีการซื้อโหวตง่ายๆ แล้วนะครับ ถือเป็นสัญญาณดีของการเลือกตั้งที่โปร่งใสมากขึ้น

คดีเลือกตั้ง 2569 แบ่งตามกองบัญชาการตำรวจ

สำหรับสถิติคดีทั้งหมด 151 คดี แบ่งตามพื้นที่ดังนี้ครับ

  • กองบัญชาการตำรวจนครบาล: 16 คดี
  • กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1: 27 คดี
  • ภาค 2: 7 คดี
  • ภาค 3: 9 คดี
  • ภาค 4: 20 คดี (เยอะรองลงมา)
  • ภาค 5: 18 คดี
  • ภาค 6: 11 คดี
  • ภาค 7: 26 คดี (สูงสุด!)
  • ภาค 8: 3 คดี
  • ภาค 9: 4 คดี

เห็นได้ชัดว่าภาค 7 และภาค 1 มีคดีเยอะสุด อาจเพราะเป็นพื้นที่ใหญ่และมีการแข่งขันสูงนั่นเองครับ

พรรคการเมืองไหนถูกทำลายป้ายหาเสียงมากที่สุดในคดีเลือกตั้ง 2569

อีกประเด็นหนึ่งที่เด่นคือการทำลายป้ายหาเสียง ซึ่งถือเป็นคดีหลักในสถิติ พบว่าพรรคประชาชนถูกทำลายมากสุดถึง 45 ป้าย คิดเป็น 39% รองลงมาเป็นพรรคเพื่อไทย 19 ป้าย (18%) พรรคภูมิใจไทย 18 ป้าย (15%) พรรคประชาธิปัตย์ 12 ป้าย (9%) และพรรคกล้าธรรม 9 ป้าย (6%) ส่วนพรรคอื่นๆ อีก 11 พรรค ถูกทำลายแค่ 1-2% ต่อพรรค สะท้อนว่าพรรคประชาชนอาจเป็นเป้าหมายหลักของผู้ไม่หวังดี ต้องระวังตัวกันหน่อยนะครับ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานคดีเพิ่มเติมจากวันที่ 7-8 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงเวลา 18.00 น. พบคดีฉีกบัตรเลือกตั้ง 15 คดี โดยภาค 4 เยอะสุด 6 คดี ภาค 5 3 คดี ภาค 2 2 คดี และนครบาล ภาค 6, 7, 9 ละ 1 คดี สำหรับคดีอื่นๆ อย่างถ่ายภาพและชี้นำการเลือกตั้ง พบภาค 5 3 คดี ภาค 8 2 คดี ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนขยายผลทุกคดีเลยครับ

โดยรวมแล้ว สถิติ คดีเลือกตั้ง 2569 แสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ค่อนข้างสงบเรียบร้อย แม้จะมีปัญหาบ้างแต่ไม่รุนแรงเท่าครั้งก่อนๆ นี่อาจเป็นเพราะประชาชนตื่นตัวมากขึ้น รู้จักสิทธิของตัวเอง และกล้าแจ้งเบาะแสทุจริต ผมคิดว่ามันเป็นก้าวสำคัญสู่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งของไทยครับ แต่ก็ยังต้องจับตาต่อไป โดยเฉพาะวันโหวตจริง

คุณล่ะครับ เจอเหตุการณ์ผิดกฎหมายเลือกตั้งแบบไหนบ้าง? หรือมีมุมมองยังไงกับสถิติซื้อสิทธิ์ ขายเสียงแค่ 9 คดีนี้ ลองคอมเมนต์แชร์ประสบการณ์กันด้านล่างเลยนะ จะได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันสนุกๆ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจการเมืองได้อ่านด้วย สนับสนุนการเลือกตั้งที่โปร่งใสไปด้วยกัน!

ที่มา – เปิดสถิติคดีเลือกตั้ง 2569 ตำรวจพบ “ซื้อสิทธิ์ ขายเสียง” ทั้งหมด 9 คดี ภาค 8 มากสุด

มติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด 44 สส.ก้าวไกล

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่ทุกคนกำลังจับตามอง นั่นคือมติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด 44 สส.ก้าวไกล จากกรณียื่นร่างแก้ไขมาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อ ม.112 ซึ่งถูกมองว่ามีเจตนาเซาะกร่อนและบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์แล้ว โดยชี้ว่าการกระทำนี้ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เรื่องนี้เริ่มต้นจากเมื่อ สส. พรรคก้าวไกล 44 คน นำโดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อปรับปรุงเนื้อหา ม.112 ป.ป.ช. เห็นว่าการเสนอร่างนี้ไม่ใช่แค่สิทธิปกติของ สส. แต่มีเนื้อหาที่ขัดรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ ซึ่งถือเป็นการไม่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

มติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด 44 สส.ก้าวไกล

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้แถลงความคืบหน้า หลังจากไต่สวนข้อเท็จจริงนานนับปี ตั้งแต่กลางปี 2568 ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 รายได้คัดค้านและขอชี้แจงทั้งเป็นหนังสือและด้วยวาจา ป.ป.ช. จึงใช้เวลาพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อความยุติธรรม สุดท้ายมีมติส่งสำนวนทั้งหมดไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ภายใน 30 วัน

เหตุผลหลักคือ การกระทำของทั้ง 44 คนมีเจตนาร่วมกัน ไม่สามารถแยกได้ว่าใครทำอะไรแยกต่างหาก ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 แม้เลขาธิการสภาฯ จะทักท้วงแล้ว แต่ สส. เหล่านี้ยังยืนยันเสนอต่อ นอกจากนี้ยังเอาเรื่องนี้เป็นนโยบายหาเสียง ซึ่งก่อความเสียหายต่อชาติอย่างร้ายแรง

ใครคือ 44 สส.ก้าวไกลที่ถูก ป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด

  • นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (ผู้ริเริ่ม)
  • นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์
  • นายธีรัจชัย พันธุมาศ
  • นายสมชาย ฝั่งชลจิตร
  • และอื่นๆ รวม 44 ราย (รายชื่อเต็มดูในข่าวต้นทาง)

ทั้งหมดถูกกล่าวหาฐานไม่พิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อความเสื่อมเสียต่อตำแหน่ง สส. และขัดมาตรา 219 รัฐธรรมนูญ ประกอบ พ.ร.บ.ปปช. มาตรา 28

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองในไทยที่รุนแรง โดยเฉพาะประเด็นสถาบันกษัตริย์ที่เป็นเส้นแดง การเสนอแก้ ม.112 ถูกตีความต่างกัน บางฝ่ายเห็นว่าเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่ ป.ป.ช. ชี้ว่าเกินขอบเขตจริยธรรม สส. ต้องยึดมั่นรัฐธรรมนูญ หากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผิด อาจนำไปสู่การสิ้นสุดสถานะ สส. และผลกระทบต่อพรรคก้าวไกล

ในมุมมองของผู้เขียน มติมติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด 44 สส.ก้าวไกลนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองไทยยังคงต้องเคารพหลักนิติธรรมและสถาบันหลัก หากละเลยอาจนำไปสู่ความแตกแยกยิ่งขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? มันจะส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างไรในอนาคต? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – มติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิดทั้ง 44 สส.ก้าวไกล ยื่นแก้ ม.112 เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน

เลือกตั้ง 2569: เพื่อไทย สิ้นมนต์ขลัง พ่ายยกเชียงใหม่

การเลือกตั้งปี 2569 สร้างความฮือฮาอย่างมาก โดยเฉพาะผลในจังหวัดเชียงใหม่ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการการเมืองไทย พรรคเพื่อไทยที่เคยครองพื้นที่อย่างเหนียวแน่น กลับต้องพบกับความพ่ายแพ้แบบยกจังหวัดทั้ง 10 เขต โดยพ่ายให้กับพรรคประชาชน 6 เขต และพรรคกล้าธรรม 4 เขต ปรากฏการณ์นี้ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า เพื่อไทย สิ้นมนต์ขลัง พ่ายยกเชียงใหม่ แล้วหรือ?

เชียงใหม่ถือเป็นฐานเสียงหลักของพรรคเพื่อไทยมานาน เพราะเป็นบ้านเกิดของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และเคยเป็นเมืองหลวงทางการเมืองของพรรคสีแดง แต่ครั้งนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป พรรคเพื่อไทยไม่ได้ที่นั่งสักเขตเดียว สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ภาคเหนือ

เพื่อไทย สิ้นมนต์ขลัง พ่ายยกเชียงใหม่: วิเคราะห์จากอาจารย์รัฐศาสตร์ มช.

ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาการเมืองและการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ออกมาถอดรหัสสาเหตุของความพ่ายแพ้ครั้งนี้ อาจารย์ณัฐกรชี้ว่าปัญหาหลักอยู่ที่พรรคเพื่อไทยขาดจุดยืนที่ชัดเจน ไม่แน่ใจว่าจะสานต่อการเมืองแบบเก่าแบบพรรคกล้าธรรมที่เน้นฐานท้องถิ่น หรือจะปรับตัวไปสู่การเมืองใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์เหมือนพรรคประชาชน

การทำการเมืองแบบครึ่งๆ กลางๆ ทำให้เพื่อไทยกลายเป็นพรรคอันดับ 3 ในเชียงใหม่ สูญเสียความน่าเชื่อถือจากฐานแฟนคลับเดิม แม้จะพยายามยกเครื่องพรรค ส่งผู้สมัครโปรไฟล์ดีลงแข่ง แต่ก็ไม่เวิร์ค

สาเหตุหลักที่ทำให้เพื่อไทย สิ้นมนต์ขลัง พ่ายยกเชียงใหม่

นอกจากจุดยืนที่คลุมเครือ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจารย์ณัฐกรวิเคราะห์ไว้ ดังนี้

  • ตัวผู้สมัครไม่ตอบโจทย์พื้นที่: แม้เพื่อไทยจะคัดผู้สมัครที่มีความรู้ แต่พรรคกล้าธรรมเลือกคนที่มีฐานเดิมในท้องถิ่น มีความพร้อมส่วนตัวสูงกว่า ทำให้เข้าถึงชาวบ้านได้ดี โดยเฉพาะในอำเภอห่างไกล
  • ขาดผลงานที่จับต้องได้: ตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาลแบบผสมขั้ว เพื่อไทยไม่มีผลงานเด่นชัดเหมือนยุคทักษิณที่เคยสร้างความสำเร็จด้านเศรษฐกิจและนโยบายประชานิยม ทำให้ไม่มีอะไรมาขายในการหาเสียง
  • ภาพลักษณ์เสียหายจากตระบัดสัตย์: การข้ามขั้วจัดตั้งรัฐบาลทำให้สูญเสียความเชื่อมั่น โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างเชียงใหม่ที่ประชาชนเริ่มเปิดกว้างกับพรรคใหม่
  • กลยุทธ์พรรคคู่แข่งเหนือกว่า: พรรคประชาชนเน้นอุดมการณ์ก้าวหน้า ดึงดูดคนรุ่นใหม่ ขณะที่พรรคกล้าธรรมโฟกัสพื้นที่เฉพาะเจาะจง เช่น เขต 6 (เชียงดาว เวียงแหง พร้าว), เขต 7 (ฝาง แม่อาย ไชยปราการ), เขต 9 (ดอยหล่อ จอมทอง), เขต 10 (อมก๋อย ดอยเต่า ฮอด แม่แจ่ม)

แม้แต่การส่ง ดร.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หลานชายทักษิณ ลงหาเสียงหลายรอบ ก็ไม่สามารถดึงคะแนนกลับมาได้ สุดท้ายเขต 10 ที่นางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ เจ้าของพื้นที่ ก็ยังแพ้ให้อดีต ส.ส. นายนรพล ตันติมนตรี จากพรรคกล้าธรรม

โอกาสกลับมาของพรรคเพื่อไทยหลังพ่ายยกเชียงใหม่

ผศ.ดร.ณัฐกร ยอมรับว่านาทีนี้ยากมากสำหรับเพื่อไทยที่จะกลับมาครองเชียงใหม่ เพราะผู้เลือกตั้งเปิดใจรับพรรคใหม่แล้ว การเมืองเชียงใหม่ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของพรรคใดพรรคหนึ่งอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม หากเพื่อไทยปรับจุดยืนให้ชัดเจน สร้างผลงานใหม่ และเลือกผู้สมัครที่เข้ากับท้องถิ่น ยังมีลุ้นในอนาคต

ปรากฏการณ์ เพื่อไทย สิ้นมนต์ขลัง พ่ายยกเชียงใหม่ นี้ สะท้อนเทรนด์การเมืองไทยที่กำลังเปลี่ยนจากระบบอุปถัมภ์สู่การเมือง基于อุดมการณ์และผลงานจริง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และพื้นที่ชนบทห่างไกล ต้องการตัวแทนที่ตอบโจทย์ปัญหาจริง ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงเก่าๆ

ในมุมมองของผู้เขียน ผลเลือกตั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนให้พรรคใหญ่ๆ ต้องปรับตัวด่วน มิเช่นนั้นจะเสียพื้นที่เพิ่มอีก หากคุณเป็นคนเชียงใหม่หรือสนใจการเมืองไทย คิดว่าพรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไรเพื่อกลับมา? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ!

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 อาจารย์รัฐศาสตร์ มช. ถอดสาเหตุ “เพื่อไทย” สิ้นมนต์ขลัง พ่ายยกเชียงใหม่

สรุปผลการเลือกตั้ง 2569 ล่าสุด “ชลบุรี” แบ่งครึ่ง “ประชาชน-ภูมิใจไทย”

วันนี้เรามีข้อมูลร้อนๆ มาอัปเดตให้เพื่อนๆ ฟังกันแล้วนะครับ สำหรับ สรุปผลการเลือกตั้ง 2569 ล่าสุด “ชลบุรี” แบ่งครึ่ง “ประชาชน-ภูมิใจไทย” ซึ่งเป็นผลไม่เป็นทางการจาก กกต. ที่นับคะแนนไปถึง 94% แล้ว จังหวัดชลบุรีทั้ง 10 เขตเลือกตั้ง แบ่งกันสนุกเลย พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ควงคู่กันได้ไปคนละ 5 เขต! นี่คือสัญญาณบอกอะไรได้บ้าง มาดูรายละเอียดกันเลย

สรุปผลการเลือกตั้ง 2569 ล่าสุด “ชลบุรี” แบ่งครึ่ง “ประชาชน-ภูมิใจไทย”

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้อัปเดตผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของจังหวัดชลบุรีแล้วครับ ซึ่งนับเสร็จสิ้น 94% จากทั้ง 10 เขต สุดมันส์มากเพราะสองพรรคใหญ่แบ่งครึ่งกันเป๊ะๆ พรรคภูมิใจไทยคว้าเขต 1,3,4,5,8 ไป ส่วนพรรคประชาชนได้เขต 2,6,7,9,10 ไป ผลนี้ต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการนะ แต่ตอนนี้เรามาไล่ดูคะแนนแต่ละเขตกันแบบละเอียดยิบเลย

ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1

  • อันดับ 1: สุชาติ ชมกลิ่น (พรรคภูมิใจไทย) 44,622 คะแนน
  • อันดับ 2: วรท ศิริรักษ์ (พรรคประชาชน) 40,559 คะแนน
  • อันดับ 3: สรัลชา ศรีชลวัฒนา (พรรคประชาธิปัตย์) 2,840 คะแนน

ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2

  • อันดับ 1: วรรณิดา นพสิทธิ์ (พรรคประชาชน) 29,708 คะแนน
  • อันดับ 2: ธนวัฒน์ ภาวสุทธิ์ (พรรคภูมิใจไทย) 28,576 คะแนน
  • อันดับ 3: จองชัย วงศ์ทรายทอง (พรรคประชาธิปัตย์) 14,191 คะแนน

ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 3

  • อันดับ 1: สิทธิพัฒน์ ภาวสุทธิ์ (พรรคภูมิใจไทย) 42,501 คะแนน
  • อันดับ 2: ชวาล พลเมืองดี (พรรคประชาชน) 37,164 คะแนน
  • อันดับ 3: พายุ เนื่องจำนงค์ (พรรคเพื่อไทย) 3,641 คะแนน

ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4

  • อันดับ 1: จิรวุฒิ สิงห์โตทอง (พรรคภูมิใจไทย) 45,517 คะแนน
  • อันดับ 2: นภัสวรรณ มณีรัตน์โรจน์ (พรรคประชาชน) 24,082 คะแนน
  • อันดับ 3: อารยะ โรจนวณิชชากร (พรรคประชาธิปัตย์) 6,401 คะแนน

ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 5

  • อันดับ 1: อนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ (พรรคภูมิใจไทย) 52,506 คะแนน
  • อันดับ 2: ณรงธร โพธิ์หมื่น (พรรคประชาชน) 24,735 คะแนน
  • อันดับ 3: ประมวล เอมเปีย (พรรคเพื่อไทย) 7,711 คะแนน

ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 6

  • อันดับ 1: นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต (พรรคประชาชน) 40,174 คะแนน
  • อันดับ 2: สุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ (พรรคภูมิใจไทย) 34,345 คะแนน
  • อันดับ 3: ษรกฤต ผลลูกอินทร์ (พรรคเพื่อไทย) 3,812 คะแนน

ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 7

  • อันดับ 1: สหัสวัต คุ้มคง (พรรคประชาชน) 39,278 คะแนน
  • อันดับ 2: สงกรานต์ ภาชนะ (พรรคภูมิใจไทย) 31,471 คะแนน
  • อันดับ 3: นฤพล นิยมทรัพย์ (พรรคเพื่อไทย) 2,933 คะแนน

ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 8

  • อันดับ 1: เชาวลิตร แสงอุทัย (พรรคภูมิใจไทย) 37,526 คะแนน
  • อันดับ 2: มนัสวิน จันทร์เจริญ (พรรคประชาชน) 34,536 คะแนน
  • อันดับ 3: ชาญยุทธ เฮงตระกูล (พรรคเพื่อไทย) 4,424 คะแนน

ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 9

  • อันดับ 1: ยอดชาย พึ่งพร (พรรคประชาชน) 27,413 คะแนน
  • อันดับ 2: แมน อินทร์พิทักษ์ (พรรคภูมิใจไทย) 23,516 คะแนน
  • อันดับ 3: รัฐกิจ เฮงตระกูล (พรรคเพื่อไทย) 5,570 คะแนน

ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 10

  • อันดับ 1: ธนาธาร ประมูลพงษ์ (พรรคประชาชน) 26,531 คะแนน
  • อันดับ 2: พนธกร ใคร่ครวญ (พรรคภูมิใจไทย) 23,046 คะแนน
  • อันดับ 3: สะถิระ เผือกประพันธุ์ (พรรคกล้าธรรม) 22,537 คะแนน

จาก สรุปผลการเลือกตั้ง 2569 ล่าสุด “ชลบุรี” แบ่งครึ่ง “ประชาชน-ภูมิใจไทย” จะเห็นว่าคะแนนสูสีมากในหลายเขต เช่น เขต 1 ที่ภูมิใจไทยชนะประชาชนแค่ไม่กี่พันคะแนน หรือเขต 10 ที่ประชาชนชนะแบบฉิวเฉียด สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ชลบุรีซึ่งเป็นจังหวัดอุตสาหกรรมและท่องเที่ยว มีฐานเสียงกระจายตัวดี สองพรรคนี้แข่งกันดุเดือด พรรคอื่นๆ อย่างเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ได้คะแนนรองลงมา

ในมุมมองของผม การแบ่งครึ่งแบบนี้แสดงถึงความหลากหลายของความคิดเห็นประชาชนชลบุรี ที่ไม่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งชัดเจน อาจเป็นเพราะนโยบายเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และปัญหาชายฝั่งที่แต่ละพรรคนำเสนอแตกต่างกัน หากผลอย่างเป็นทางการออกมาเหมือนนี้ ก็น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการเมืองท้องถิ่นต่อไป

ติดตามผลการเลือกตั้งเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ กกต. และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากเพื่อนๆ สนใจนะครับ หรือคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณเชียร์พรรคไหนในชลบุรี!

ที่มา – สรุปผลการเลือกตั้ง 2569 ล่าสุด “ชลบุรี” แบ่งครึ่ง “ประชาชน-ภูมิใจไทย”

สรุปผลการเลือกตั้ง 2569 สระแก้ว สรวงศ์ เทียนทอง สอบตก

สรุปผลการเลือกตั้ง 2569 สระแก้ว ล่าสุดกำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง! หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 หลังปิดหีบเมื่อวาน (8 ก.พ.) พบความพลิกผันที่น่าตกใจในเขต 3 พื้นที่ชายแดน โดย “สรวงศ์ เทียนทอง” แชมป์เก่าจากพรรคเพื่อไทย ต้องสอบตก ชวดเก้าอี้ ส.ส. ให้กับ “สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์” จากพรรคกล้าธรรม ที่ปักธงได้สำเร็จ

สรุปผลการเลือกตั้ง 2569 สระแก้ว

การเลือกตั้งครั้งนี้ในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนสำคัญติดกับกัมพูชา ดึงดูดความสนใจจากทั่วประเทศ โดยอัปเดตผลนับคะแนน 94% เมื่อเวลา 10.48 น. แสดงให้เห็นภาพชัดเจนของแต่ละเขต สระแก้วมี 3 เขตเลือกตั้ง โดยตระกูลเทียนทองที่ครองอิทธิพลมานานยังเหนียวแน่นในเขต 1 และ 2 แต่พลาดท่าในเขต 3 ที่มีความขัดแย้งชายแดนล่าสุด ทำให้พรรคใหม่อย่างกล้าธรรมบุกทะลวงได้

สรุปผลการเลือกตั้ง 2569 สระแก้ว เขต 1

  • อันดับ 1: บดี เทียนทอง (พรรคพลังประชารัฐ) – นำเดี่ยวแบบไม่ต้องลุ้น
  • อันดับ 2: เอกอนันต์ หูแก้ว (พรรคประชาชน)
  • อันดับ 3: ชาญ สุคนธ์ (พรรคไทยก้าวใหม่)

เขต 1 เป็นฐานที่มั่นของตระกูลเทียนทองมาอย่างยาวนาน พื้นที่นี้ส่วนใหญ่เป็นอำเภอเมืองและใกล้เคียง ผู้สมัครจากพลังประชารัฐคว้าชัยได้อย่างสบายมือ สะท้อนถึงอิทธิพลทางการเมืองท้องถิ่นที่ยังแข็งแกร่ง

ผลการเลือกตั้งสระแก้ว เขต 2

  • อันดับ 1: ตรีนุช เทียนทอง (พรรคพลังประชารัฐ) – สานต่อความสำเร็จของครอบครัว
  • อันดับ 2: ยุทธชัย รำไพวรรณ์ (พรรคประชาชน)
  • อันดับ 3: ศิริพงศ์ ทวีวงศ์ (พรรคเศรษฐกิจ)

เขต 2 ครอบคลุมพื้นที่อรัญประเทศและใกล้ชายแดนเช่นกัน แต่ตระกูลเทียนทองยังรักษาเก้าอี้ไว้ได้ ตรีนุชที่เป็นสมาชิกตระกูล ได้รับคะแนนนำขาดลอย แสดงถึงการสนับสนุนจากชาวบ้านที่คุ้นเคยกับชื่อนี้

ไฮไลต์เขต 3: สรวงศ์ เทียนทอง พ่ายแพ้ให้กล้าธรรม

  • อันดับ 1: สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ (พรรคกล้าธรรม) – ผู้ชนะหน้าใหม่
  • อันดับ 2: สรวงศ์ เทียนทอง (พรรคเพื่อไทย) – แชมป์เก่าต้องอกหัก
  • อันดับ 3: ศตพัฒน์ พิมพ์คำ (พรรคประชาชน)

เขต 3 เป็นพื้นที่แนวชายแดนที่เคยมีเหตุปะทะ ทำให้ประชาชนให้ความสำคัญกับประเด็นความมั่นคง พรรคกล้าธรรมซึ่งอาจเน้นนโยบายด้านนี้ สามารถดึงคะแนนได้มากพอที่จะโค่นแชมป์เก่า นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองสระแก้ว ที่ตระกูลใหญ่เริ่มเสียพื้นที่ให้พรรคหน้าใหม่

สรุปผลการเลือกตั้ง 2569 สระแก้ว ยังคงต้องรอผลทางการจาก กกต. แต่จากแนวโน้มนี้ พรรคพลังประชารัฐได้เปรียบใน 2 เขต ขณะที่กล้าธรรมสร้างเซอร์ไพรส์ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่ต้องการนโยบายเฉพาะเจาะจง จังหวัดสระแก้วซึ่งมีเศรษฐกิจหลักจากการค้าชายแดนและเกษตรกรรม การเลือกตั้งครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนเริ่มมองหาทางเลือกใหม่นอกเหนือจากตระกูลการเมืองเก่าแก่

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นน่าสนใจ เช่น อัตราการมาเลือกตั้งสูงในเขตชายแดน และบทบาทของพรรคเล็กที่กำลังโต การเมืองท้องถิ่นสระแก้วอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หากคุณอาศัยในพื้นที่หรือสนใจการเมือง อย่าลืมติดตามผลอย่างเป็นทางการและวิเคราะห์แนวโน้ม ส.ส.ชุดใหม่จะนำพาอะไรมาสู่จังหวัดนี้

ความเห็นส่วนตัว: ผลครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าการเมืองไทยกำลัง多元化มากขึ้น พรรคใหม่มีโอกาสถ้าจับประเด็นท้องถิ่นได้ถูกจุด ชาวสระแก้วฉลาดเลือกแล้ว! คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุด

ที่มา – สรุปผลการเลือกตั้ง 2569 สระแก้ว “สรวงศ์ เทียนทอง” แชมป์เก่าสอบตก ชวด สส. เขต 3