วัน: 12 กุมภาพันธ์ 2026

“จ่าสิงห์” ลุยล้างบ่อขยะเถื่อนแปดริ้ว 30 วัน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวดีสำหรับชาวฉะเชิงเทราและคนที่รักสิ่งแวดล้อมกันบ้างนะครับ “จ่าสิงห์” ลุยล้างบ่อขยะเถื่อนแปดริ้ว กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง เพราะปัญหาบ่อขยะหนามแดงที่ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นและน้ำเสียเน่าเสียมานานกว่า 20 ปี กำลังจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง!

“จ่าสิงห์” ลุยล้างบ่อขยะเถื่อนแปดริ้ว

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือที่รู้จักกันในชื่อ จ่าสิงห์ ได้นำคณะทำงานบูรณาการลงพื้นที่ตรวจสอบบ่อขยะชุมชนหนามแดง หมู่ 5 ตำบลหนามแดง อำเภอแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือที่เรียกกันว่าแปดริ้วนั่นเอง การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่มาดูเฉยๆ นะครับ แต่เป็นการลงมือแก้ปัญหาตรงๆ ประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อยุติความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ต้องทนกลิ่นเหม็นและน้ำเสียไหลลงลำรางสาธารณะมานานแสนนาน

ปัญหาที่พบในบ่อขยะเถื่อนแปดริ้ว

จากการตรวจสอบพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 75 ไร่ เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติเพียบเลยครับ โดยเฉพาะโรงงานคัดแยกสิ่งปฏิกูลที่ติดตั้งเครื่องจักรคัดแยกขยะถึง 2 เครื่อง แต่ไม่มีในรายการที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ! นอกจากนี้ยังมีการดัดแปลงอาคารไม่ตรงตามแผนที่ขออนุมัติ ไม่มีการแบ่งเขตพื้นที่ระหว่างโรงงานกับบ่อขยะให้ชัดเจนตามระเบียบด้วย สิ่งเหล่านี้ละเมิดกฎหมายชัดๆ

  • ติดตั้งเครื่องจักรคัดแยกขยะ 2 เครื่อง โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ดัดแปลงอาคารไม่ตรงตามที่อนุมัติ
  • ไม่แบ่งเขตโรงงานและบ่อขยะให้ชัดเจน
  • ก่อมลพิษกลิ่นเหม็นและน้ำเสียกระทบชุมชน

สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทราจึงไม่รอช้า ออกคำสั่งตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ให้ผู้ประกอบการ รื้อถอนเครื่องจักรเถื่อนและปรับปรุงผังโรงงานให้ถูกต้องภายใน 30 วัน ถ้าไม่ทำตามก็โดนฟันตามกฎหมายแน่นอน

จ่าสิงห์ ขีดเส้นตาย 30 วัน สั่งรื้อถอนทันที

จ่าสิงห์ประกาศกร้าวเลยครับว่าจะกลับมาตรวจติดตามด้วยตัวเองเมื่อครบ 30 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างได้รับการแก้ไขครบถ้วน ไม่ให้ปัญหาค้างคาแบบนี้ต่อไป นี่จะเป็นต้นแบบในการจัดระเบียบโรงงานจัดการขยะทั่วประเทศ ให้ทุกแห่งปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกัน ไม่สร้างมลพิษทำลายสุขภาพและคุณภาพชีวิตชาวบ้านอีก

“ผมจะกลับมาติดตามผลด้วยตนเอง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกประเด็นได้รับการแก้ไขครบถ้วน… เพื่อให้การดำเนินกิจการเป็นไปตามกฎหมายและไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ” จ่าสิงห์กล่าวทิ้งท้ายแบบเด็ดขาด

ปัญหาขยะเถื่อนแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในไทยนะครับ โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้ชุมชนที่ขยายตัวเร็ว มลพิษจากกลิ่นและน้ำเสียส่งผลต่อสุขภาพ เช่น โรคทางเดินหายใจ ผิวหนัง และระบบนิเวศในลำราง การที่จ่าสิงห์ลงมือแบบนี้เป็นสัญญาณดี แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถ้าทุกหน่วยงานร่วมมือกัน เราจะจัดการปัญหาขยะได้ทั่วถึงแน่นอน

เพื่อนๆ คิดยังไงกับการลงพื้นที่ของจ่าสิงห์ครั้งนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตหลัง 30 วัน ว่าบ่อขยะเถื่อนแปดริ้วจะสะอาดเอี่ยมขนาดไหน! การแก้ปัญหาแบบนี้คือก้าวแรกสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืนครับ

ที่มา – “จ่าสิงห์” ลุยล้างบางบ่อขยะเถื่อนแปดริ้ว ขีดเส้นตาย 30 วันสั่งรื้อถอนเครื่องจักรเถื่อน

ไทย-สวิส มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้นคืนไทย

ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เมื่อ ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์ สิ่งของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์เหล่านี้จะได้กลับบ้านเกิด เพื่อรับการตรวจสอบ อนุรักษ์ และขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติอย่างถูกต้อง

ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

พิธีในครั้งนี้จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมาย โดยมีนางสาวพรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบิร์น เป็นผู้รับมอบแทนประเทศไทย ส่วนฝั่งสวิส มีนางฟาเบียนน์ บารากา หัวหน้าหน่วยงานเชี่ยวชาญด้านการส่งมอบทรัพย์สินทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ จากสำนักงานวัฒนธรรมแห่งสหพันธ์รัฐสวิส กระทรวงมหาดไทยสวิส เป็นผู้มอบ โบราณวัตถุทั้ง 11 ชิ้นนี้มาจากผู้ครอบครองชาวสวิสที่ไม่ประสงค์ออกนาม ซึ่งสมัครใจส่งคืนด้วยความเคารพต่อประวัติศาสตร์ไทย

ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

แหล่งกำเนิดโบราณวัตถุจากบ้านเชียง

เบื้องต้นเชื่อว่าโบราณวัตถุเหล่านี้มีต้นกำเนิดจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยยูเนสโก บ้านเชียงเป็นหลักฐานสำคัญของอารยธรรมยุคสัมฤทธิ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก พบเครื่องปั้นดินเผ่ หินขัด และเครื่องมือที่บ่งบอกถึงสังคมโบราณที่เจริญรุ่งเรืองเมื่อกว่า 5,000 ปีก่อน การที่โบราณวัตถุหลุดรอดออกนอกประเทศมักเกิดจากการค้าขายผิดกฎหมาย แต่ครั้งนี้ผู้ครอบครองเลือกทางที่ถูกต้องด้วยการส่งคืนอย่างสมัครใจ

นอกจากผู้แทนจากทั้งสองประเทศแล้ว ยังมีผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศไทยสวิส กระทรวงมหาดไทยสวิส และชุมชนไทยในสวิตเซอร์แลนด์มาร่วมเป็นสักขีพยาน ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความภาคภูมิใจ

พิธีมอบโบราณวัตถุจากสวิสคืนไทย

ความสำคัญของการคืนโบราณวัตถุและความร่วมมือไทย-สวิส

ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ถือเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพอันดีระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะในด้านวัฒนธรรม สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในการอนุรักษ์มรดก และการมีหน่วยงานเฉพาะทางอย่างสำนักงานวัฒนธรรมแห่งสหพันธ์ฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการต่อต้านการค้าของผิดกฎหมาย

หลังพิธี สถานทูตไทยจะเร่งส่งโบราณวัตถุเหล่านี้กลับประเทศไทยทันที เพื่อมอบให้กรมศิลปากรตรวจสอบทางวิชาการ อนุรักษ์ และขึ้นทะเบียน จากนั้นอาจนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนทั้งไทยและต่างชาตได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์อันยาวนานของเรา

บทบาทของกรมศิลปากรในการอนุรักษ์

  • ตรวจสอบอายุและแหล่งที่มาโดยละเอียด
  • ฟื้นฟูสภาพโบราณวัตถุให้สมบูรณ์
  • ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติ
  • วางแผนจัดแสดงเพื่อการศึกษา

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยประสบความสำเร็จในการเรียกคืนโบราณวัตถุจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป เหตุการณ์ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ นี้ เป็นอีกก้าวสำคัญที่ยืนยันถึงความรับผิดชอบร่วมกันของนานาชาติในการปกป้องมรดกวัฒนธรรม

บ้านเชียงไม่ใช่แค่แหล่งโบราณคดี แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถของบรรพบุรุษไทยที่พัฒนาอารยธรรมก่อนใครในภูมิภาค การได้คืนโบราณวัตถุเหล่านี้จะช่วยเติมเต็มช่องว่างในพิพิธภัณฑ์ของเรา และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างประเทศสามารถนำสิ่งมีค่ากลับบ้านได้ หากทุกฝ่ายมีจิตสำนึก หากคุณชื่นชอบเรื่องประวัติศาสตร์และโบราณคดี อย่าลืมติดตามข่าวสารเพิ่มเติม และแชร์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการปกป้องมรดกชาติของเราด้วยนะครับ

ที่มา – ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

นายกฯ ร่วมงานวันชาติญี่ปุ่น ถวายพระพร ย้ำ 140 ปี

วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์ที่น่าประทับใจกันดีกว่า นายกฯ ร่วมงานวันชาติญี่ปุ่น อย่างเป็นทางการ โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เข้าร่วมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการยืนยันมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยและญี่ปุ่น คุณรู้มั้ยครับว่าความสัมพันธ์สองประเทศนี้มีมาถึง 140 ปีแล้ว นับเป็นความผูกพันที่แน่นแฟ้นมาก!

นายกฯ ร่วมงานวันชาติญี่ปุ่น อย่างอบอุ่น

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองที่จัดโดยนายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ทุกคนต้อนรับอย่างอบอุ่นมาก บรรยากาศเต็มไปด้วยความยินดีและเคารพ

ในงาน นายกฯ ร่วมงานวันชาติญี่ปุ่น ครั้งนี้ ท่านได้กล่าวถวายพระพรชัยมงคลถึงสมเด็จพระจักรพรรดิ ขอให้ทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรง ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน และยังส่งความปรารถนาดีไปยังประชาชนชาวญี่ปุ่นทุกท่านให้มีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป เป็นการแสดงออกถึงความเคารพและมิตรภาพอย่างจริงใจ

ถวายพระพรชัยมงคลในงานวันชาติญี่ปุ่น

คำกล่าวถวายพระพรของนายกรัฐมนตรีนั้นประทับใจมาก เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ไทยและญี่ปุ่นพร้อมยืนเคียงข้างกันในการรักษาความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความร่วมมือในเอเชียยุคใหม่

ย้ำสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นกว่า 14 ทศวรรษ

นายกรัฐมนตรีได้ชูความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในโอกาสที่กำลังจะครบรอบ 140 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 ท่านแสดงความยินดีกับนางทากาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่ที่เพิ่งชนะเลือกตั้ง และยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ให้สูงขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ ยังพูดถึงความชื่นชอบในดนตรีที่ผู้นำทั้งสองมีร่วมกัน ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงที่น่ารัก ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายและเป็นกันเองมากขึ้น สุดท้าย ท่านเชิญแขกผู้มีเกียรติดื่มอวยพรและกล่าว “บันไซ” ร่วมกัน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพนิรันดร์

ความร่วมมืออนาคตในยุคดิจิทัล

ในส่วนของความร่วมมือ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงการขยายสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันในหลายด้าน เช่น:

  • นวัตกรรมดิจิทัลและ AI: พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความก้าวหน้าที่ยั่งยืน
  • พลังงานสีเขียว (Green Energy): ลดคาร์บอน สู่สังคมคาร์บอนต่ำ
  • ห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น: เสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมหลังวิกฤตโควิด
  • ความมั่นคงภูมิภาค: ร่วมมือในอินโด-แปซิฟิกเพื่อสันติภาพ

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นไม่ใช่แค่มิตรภาพ แต่เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยขับเคลื่อนอนาคตของทั้งสองชาติ

จากมุมมองของผม เหตุการณ์ นายกฯ ร่วมงานวันชาติญี่ปุ่น ครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจน ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน คุณคิดเห็นอย่างไรกับความสัมพันธ์นี้? แชร์ความคิดในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองและต่างประเทศจากเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญนะครับ!

ที่มา – นายกฯ ร่วมงานวันชาติญี่ปุ่น ถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระจักรพรรดิ ย้ำสัมพันธ์ 14 ทศวรรษ

น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ใกล้ได้เปเรร่าเป็นกุนซือใหม่

ข่าวใหญ่ในวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เมื่อ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ใกล้ได้เปเรร่า เข้ามารับตำแหน่งเฮดโค้ชคนใหม่ หลังจากทีมไล่ออก Sean Dyche ไปเมื่อไม่นานมานี้ สโมสรจากเมืองน็อตติ้งแฮมกำลังเผชิญวิกฤตรอดตกชั้น โดยตอนนี้อยู่อันดับ 3 เหนือโซนตกชั้นแค่ 3 คะแนนเท่านั้น ด้วยแมตช์เหลือ 12 นัด

เหตุการณ์พลิกผันเกิดขึ้นหลังจากเกมล่าสุดที่เสมอแบบไร้สกอร์ 0-0 กับ Wolverhampton Wanderers ทีมบ๊วยของตาราง ทำให้บอร์ดบริหารตัดสินใจเด็ดขาด ปลด Dyche ออกจากตำแหน่งทันที BBC Sport รายงานก่อนหน้านี้ว่า ฟอเรสต์ได้เปิดเจรจากับ Vitor Pereira อดีตกุนซือ Wolves แล้ว และล่าสุดการพูดคุยก้าวหน้าไปมาก จนตอนนี้ใกล้บรรลุข้อตกลงเต็มที

น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ใกล้ได้เปเรร่า: ประวัติและเหตุผลที่เหมาะสม

วิโต้ เปเรร่า วัย 57 ปี ชาวโปรตุเกส กลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งทันที เขาเคยทำงานภายใต้ Evangelos Marinakis เจ้าของฟอเรสต์มาก่อน สมัยอยู่ Olympiacos ในกรีซ ทำให้มีความสัมพันธ์ที่ดีอยู่แล้ว ปีที่แล้ว Pereira สร้างปาฏิหาริย์พากับ Wolves รอดตกชั้นได้สำเร็จ แม้จะเข้ามารับช่วงกลางฤดูกาล แต่สุดท้ายก็โดนไล่ออกในเดือนพฤศจิกายน หลังจากทีมเก็บได้แค่ 2 คะแนนจาก 10 นัด

เปเรร่าจะเป็นกุนซือคนที่ 4 ของฤดูกาลนี้

หากดีลนี้สำเร็จ Pereira จะกลายเป็นผู้จัดการทีมคนที่ 4 ของน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในฤดูกาลนี้ ต่อจาก Nuno Espirito Santo, Ange Postecoglou และ Sean Dyche การเปลี่ยนตัวโค้ชบ่อยขนาดนี้ สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของทีม แต่แฟนบอลยังคงหวังว่าประสบการณ์ของ Pereira จะช่วยพลิกสถานการณ์ได้

ทำไมฟอเรสต์ถึงเลือก Pereira? นอกจากความสัมพันธ์กับเจ้าของทีมแล้ว สไตล์การคุมทีมของเขายังเน้นเกมรุกและการปรับตัวได้ดีในสถานการณ์คับขัน โดยเฉพาะกับทีมที่มีปัญหา เขาเคยพิสูจน์ตัวเองในลีกใหญ่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นกรีซหรือพรีเมียร์ลีก ทำให้แฟนๆ มองว่าเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล

  • จุดเด่นของเปเรร่า: ชำนาญพาทีมรอดตกชั้น
  • เคยทำงานกับ Marinakis ที่ Olympiacos
  • ประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกกับ Wolves
  • สไตล์โค้ชที่เน้นเกมบุกแหลก

สถานการณ์ของฟอเรสต์ตอนนี้กดดันมาก การเสมอ Wolves ทำให้คะแนนห่างจากโซนอันตรายน้อยลง หาก Pereira เข้ามาได้ทันเวลา ทีมอาจมีลุ้นพลิกเกมในนัดที่เหลือ โดยเฉพาะเกมเหย้าที่ City Ground ที่แฟนบอลคอยหนุนหลังอย่างเหนียวแน่น

นักวิเคราะห์ฟุตบอลหลายคนมองว่า การดึง Pereira อาจเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญ แต่จำเป็น ทีมต้องเร่งฟอร์มให้ดีก่อนถึงช่วงท้ายฤดูกาล คุณคิดอย่างไรกับดีลนี้? คอมเมนต์บอกกันได้เลย!

สุดท้ายแล้ว น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ใกล้ได้เปเรร่า น่าจะเป็นข่าวดีที่แฟนๆ รอคอย หวังว่าจะช่วยให้ทีมรอดพรีเมียร์ลีกได้นะ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

กกต. ย้ำ สอบชลบุรีทุกมิติ บาร์โค้ดปลอดภัยชั้นดี

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเกี่ยวกับประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ กกต. ย้ำ สอบเหตุชลบุรีทุกมิติ-บาร์โค้ดบนบัตร เป็นมาตรฐานรักษาความปลอดภัยชั้นดี หลังจากเกิดเหตุการณ์วุ่นวายในการนับคะแนนเลือกตั้ง สส. ที่ชลบุรี กกต. ออกมาแถลงข่าวชี้แจงแบบละเอียดยิบ ไม่ยอมให้ใครมาบิดเบือน มาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่ประธาน กกต. และทีมงานพูดถึง

กกต. ย้ำ สอบเหตุชลบุรีทุกมิติ-บาร์โค้ดบนบัตร เป็นมาตรฐานรักษาความปลอดภัยชั้นดี

ที่สำนักงาน กกต. วันที่ 12 ก.พ. 2566 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. แถลงข่าวถึงความคืบหน้าการเลือกตั้ง สส. ทั่วไปและประชามติ โดยยืนยันว่ากกต. ทำงานตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญทุกประการ ไม่นิ่งนอนใจกับทุกเหตุการณ์ โดยเฉพาะกรณีชลบุรีที่ถูกกล่าวหาว่าล่าช้า

ประธาน กกต. บอกชัดว่าถูกข่มขู่ให้ติดคุก แต่สวนกลับทันควันว่า “ช้าตรงไหน? มีเวลา 60 วันในการรับรอง สส. แต่เราใช้เวลาแค่ 2 วันสอบสวนเหตุชลบุรีครบทุกมิติแล้ว” เขาย้ำว่าทุกอย่างยึดหลักกฎหมาย ไม่ทำตามอำเภอใจ กกต. ประชุมเกือบ 5 ชั่วโมง พิจารณาข้อมูลจากผู้ร้อง ผู้ปฏิบัติ และพยานทุกฝ่าย เหมือนเขียนคำพิพากษาเลยทีเดียว

กกต. ย้ำ สอบเหตุชลบุรีทุกมิติ ตรวจนับคะแนนสุจริตหรือไม่

สำหรับคำร้อง 3 ประเด็นในชลบุรี กกต. สอบทุกมุมแล้ว และยังมอบหมายเพิ่มเติมตรวจสอบการนับคะแนนว่าสุจริตเที่ยงธรรม รวมผลคะแนนด้วย ประธาน กกต. กล่าวว่า “เราไม่เอาเกียรติยศชื่อเสียงเสี่ยงกับเรื่องแบบนี้ และทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย” ถ้ามีการแจ้งความกลับว่าแจ้งความเท็จ กกต. ก็พร้อมดำเนินการตามขั้นตอน

เมื่อโดนถามเรื่องล่าช้า ประธาน กกต. ชี้แจงว่าไม่ใช่เอาตามอำเภอใจ กฎหมายกำหนดขั้นตอนชัดเจน หลังเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. กกต. ติดตามทุกวัน แม้บางเรื่องไม่เข้าข้อกฎหมายแต่ก็ตรวจสอบเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ยืนยันเปิดเผยข้อมูลทุกอย่าง ไม่ปิดบัง

  • นับคะแนนสุจริตหรือไม่: กำลังตรวจสอบเพิ่ม
  • รวมผลคะแนน: ดูแลละเอียด
  • เหตุชลบุรี 3 ประเด็น: สอบแล้วไม่เข้าข้อกฎหมาย แต่ยังเช็คต่อ

ส่วนการประเมินการเลือกตั้ง ประธานโยนให้สื่อคิดเอง “วันที่ 8 ก.พ. มีเหตุไม่สงบไหม? หลังจากนั้นเกิดอะไร คิดเอาเอง” แถมยังพูดถึงเหตุปาปลาร้าที่หน้าสำนักงาน บอกว่ากลัวแต่ต้องยืนหยัดทำหน้าที่

บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง: มาตรฐานรักษาความปลอดภัยชั้นนำ

ว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ชี้แจงเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรที่ถูกเข้าใจผิดว่าเห็นข้อมูลผู้เลือกตั้ง จริงๆ แล้วบาร์โค้ดคือมาตรฐานรักษาความปลอดภัยชั้นดี เพื่อระบุล็อตบัตร หน่วยเลือกตั้ง ควบคุมที่มาที่ไป ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง

เรื่องแจ้งความบุกรุกและเอาออกเอกสารราชการ รองเลขาฯ บอกว่าเป็นสิทธิผู้เสียหายปกป้องตัวเอง ส่วนผลเลือกตั้งจะประกาศอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ แต่ละจังหวัดกำลังเร่งส่งข้อมูลมาประมวลผล

กรณีบัตร สส. เขต กับบัญชีรายชื่อจำนวนไม่ตรงกัน อาจคลาดเคลื่อนเพราะยังไม่ใช่ผลสุดท้าย รอประกาศทางการจะชัดเจน 100%

เพื่อนๆ ลองคิดดูนะครับ การเลือกตั้งเป็นเรื่องสำคัญของประชาธิปไตย กกต. ต้องโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ถ้าทุกคนเข้าใจกระบวนการตามกฎหมาย ก็จะไม่เกิดความเข้าใจผิดแบบนี้ การมีบาร์โค้ดยังช่วยป้องกันการปลอมแปลงได้ดีอีกด้วย ในยุคดิจิทัลมาตรฐานแบบนี้คือสิ่งที่จำเป็นจริงๆ

สุดท้ายนี้ อยากชวนทุกท่านติดตามข่าวสารการเมืองต่อไป และแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณมอง กกต. จัดการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างไร? เราเชื่อว่าความโปร่งใสจะนำไปสู่สังคมที่ดีขึ้นครับ

ที่มา – กกต. ย้ำ สอบเหตุชลบุรีทุกมิติ-บาร์โค้ดบนบัตร เป็นมาตรฐานรักษาความปลอดภัยชั้นดี

แรตคลิฟฟ์ขอโทษภาษาที่ทำให้บางคนไม่พอใจ

เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ เจ้าของร่วมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ออกมาขอโทษเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่คำพูดของเขาก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง การย้ายถิ่นฐาน ที่เขาบอกว่าอังกฤษถูก “colonised by immigrants” หรือถูกยึดครองโดยผู้อพยพ คำพูดนี้ทำให้หลายคนไม่พอใจ รวมถึงนายกรัฐมนตรี คีร์ สตาร์เมอร์ ที่เรียกว่า “ร้ายแรงและผิด”

แรตคลิฟฟ์ขอโทษภาษาที่ทำให้บางคนไม่พอใจ

ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แรตคลิฟฟ์ได้โพสต์ข้อความขอโทษ โดยระบุว่า “ผมขอโทษที่การเลือกใช้ภาษาของผมทำให้บางคนในสหราชอาณาจักรและยุโรปไม่พอใจและก่อให้เกิดความกังวล แต่เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องหยิบยกประเด็นการย้ายถิ่นฐานที่ได้รับการควบคุมและจัดการอย่างดี เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ” เขายังยืนยันว่าควรมีการถกเถียงอย่างเปิดกว้างในเรื่องนี้

ก่อนหน้านี้ แรตคลิฟฟ์ให้สัมภาษณ์กับ Sky News โดยบอกว่า “คุณไม่สามารถมีเศรษฐกิจที่คน 9 ล้านคนรับสวัสดิการและมีผู้อพยพจำนวนมากเข้ามาได้ อังกฤษถูกยึดครองโดยผู้อพยพจริงๆ ไม่ใช่เหรอ? มันแพงเกินไป” นอกจากนี้ เขายังให้ข้อมูลผิดพลาดว่าประชากรอังกฤษเพิ่มขึ้น 12 ล้านคนใน 5 ปี เป็น 70 ล้านคน ทั้งที่จริงเพิ่มแค่ 2.7 ล้านคน จาก 66.7 เป็น 69.4 ล้านคน ตามข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ

กระแสวิจารณ์และการตอบโต้จากบุคคลสำคัญ

  • คีร์ สตาร์เมอร์: เรียกคำพูดนี้ว่า “ร้ายแรงและผิด”
  • ทำเนียบรัฐบาล: ยืนยันว่าการขอโทษของแรตคลิฟฟ์เป็นเรื่องถูกต้อง
  • แอนดี้ เบิร์นแฮม: นายกเทศมนตรีแมนเชสเตอร์ กล่าวว่าคำพูดนี้ขัดกับค่านิยมของแมนเชสเตอร์
  • รีฟอร์ม ยูเค: ผู้นำพรรคสนับสนุน โดยบอกว่าอังกฤษเผชิญการย้ายถิ่นฐานจำนวนมากที่เปลี่ยนแปลงลักษณะของหลายพื้นที่

แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ดหลายกลุ่มก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน ขณะที่สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) กำลังตรวจสอบว่าคำพูดเหล่านี้ทำให้วงการฟุตบอลเสื่อมเสียหรือไม่ หากมีการสอบสวนจริง แรตคลิฟฟ์อาจถูกลงโทษเพิ่มเติม

ประวัติของแรตคลิฟฟ์และมุมมองทางการเมือง

แรตคลิฟฟ์เป็นมหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งบริษัทเคมี Ineos รายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เขาย้ายไปอยู่โมนาโกในปี 2020 เพื่อเลี่ยงภาษีรายได้และกำไรทุน ในปี 2024 เขาซื้อหุ้น 27.7% ในแมนฯ ยูไนเต็ด และปฏิรูประบบองค์กร ลดพนักงาน 450 คน เปลี่ยนผู้บริหารระดับสูง และไล่ผู้จัดการทีมสองคน

ด้านการเมือง เขาเคยรณรงค์ให้ออกจาก EU ในปี 2016 แต่ก่อนเลือกตั้ง 2024 เขาบอกว่าเบื่อพรรคอนุรักษ์นิยม และสนับสนุนพรรคแรงงานแทน

แรตคลิฟฟ์ขอโทษภาษาที่ทำให้บางคนไม่พอใจ แต่ยังยืนกรานว่าประเด็นนี้ต้องคุยกันให้ชัดเจน การย้ายถิ่นฐานเป็นหัวข้อร้อนที่กระทบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของอังกฤษมานาน ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นว่าการควบคุมการย้ายถิ่นฐานให้เหมาะสมจะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้จริง โดยไม่ก่อให้เกิดภาระส่วนเกิน

ในมุมมองของผู้เขียน การถกเถียงเรื่องนี้แบบเปิดเผยเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องใช้ข้อมูลที่ถูกต้องและภาษาที่ไม่ก่อให้เกิดความแตกแยก สุดท้ายแล้ว อังกฤษควรหาทางออกที่สมดุลระหว่างการเติบโตและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการสนทนา!

ที่มา – Ratcliffe sorry language ‘offended some’ after immigration comments

“อนุทิน” เปิดดีลตั้งรัฐบาล เชิญเพื่อไทย-กล้าธรรม-ปชป.

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง “อนุทิน” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดดีลสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเตรียมเชิญพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์มานั่งหารือร่วมกัน แม้ในอดีตจะมีความขัดแย้ง แต่ครั้งนี้ย้ำชัดว่าจะไม่สนอดีต เพื่อมุ่งเน้นการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

“อนุทิน” เปิดดีลตั้งรัฐบาล เตรียมเชิญ “เพื่อไทย-กล้าธรรม-ปชป.” หารือ ไม่สนอดีต

จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 พรรคภูมิใจไทยภายใต้นายอนุทิน ได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อจัดตั้งรัฐบาล โดยมีว่าที่ ส.ส. จากพรรคอื่นๆ กว่า 30 คน แสดงเจตจำนงสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี บางกลุ่มได้เดินทางมาแสดงตัวที่พรรคแล้ว บางกลุ่มรอจังหวะเปิดตัวภายหลัง สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงฐานสนับสนุนที่กว้างขวางเกินกว่าพรรคเดียว

ในที่ประชุมพรรค นายอนุทินได้วางแนวทางชัดเจน เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยมีเสียงไม่พอตั้งรัฐบาลคนเดียว จึงต้องเจรจากับพรรคลำดับถัดไป หลังจากพรรคประชาชนซึ่งได้คะแนนอันดับ 2 ประกาศปฏิเสธการร่วมรัฐบาลไปแล้ว สายตาจึงจับจ้องไปที่พรรคอันดับ 3-4-5 ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และ พรรคประชาธิปัตย์

อนุทิน เปิดดีลตั้งรัฐบาล เน้นศรัทธาประชาชน

นายอนุทินย้ำกับสมาชิกพรรคว่า การจัดตั้งรัฐบาลจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการหลัง กกต. รับรองผลการเลือกตั้ง โดยจะคำนึงถึงศรัทธาของประชาชนเป็นหลัก ไม่ปิดกั้นพรรคใด แม้อดีตจะมีจุดยืนต่างกัน แต่หากมาร่วมงานต้องวางความขัดแย้งทั้งหมดทิ้ง เพื่อผลักดันนโยบายให้สำเร็จสูงสุด ผลการเจรจาจะนำกลับมาพิจารณาร่วมกันในพรรคก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในเกมการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่พรรคใหญ่หลายพรรคกำลังหาพันธมิตร พรรคเพื่อไทยซึ่งมี ส.ส.จำนวนมาก อาจเป็นกุญแจสำคัญในการรวมเสียงให้ถึงเกณฑ์ ขณะที่พรรคกล้าธรรมซึ่งได้คะแนนเด่นในบางพื้นที่ และพรรคประชาธิปัตย์ที่มีฐานเสียงเก่าแก่ ล้วนเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

  • พรรคเพื่อไทย: พรรคใหญ่ที่มีนโยบายประชานิยมชัดเจน การร่วมมืออาจช่วยเสริมด้านสวัสดิการประชาชน
  • พรรคกล้าธรรม: พรรคใหม่ที่เน้นธรรมาภิบาล อาจนำความสดใหม่มาสู่รัฐบาล
  • พรรคประชาธิปัตย์: มีประสบการณ์บริหารประเทศยาวนาน ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ

หากดีลนี้สำเร็จ รัฐบาลใหม่ภายใต้นายอนุทินอาจมีเสถียรภาพสูง โดยเฉพาะนโยบายเด่นของพรรคภูมิใจไทย เช่น การแก้ปัญหายาเสพติด สุขภาพ และเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าการรวมพรรคหลากหลายอาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายใน หากไม่จัดการดี

นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่ามี ส.ส.อิสระและกลุ่มเล็กๆ หลายคนพร้อมเข้าร่วม ซึ่งจะช่วยเสริมจำนวนที่นั่งให้มั่นคงยิ่งขึ้น การเมืองไทยหลังเลือกตั้งครั้งนี้เต็มไปด้วยการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ โดย “อนุทิน เปิดดีลตั้งรัฐบาล” กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การไม่สนอดีตของนายอนุทิน แสดงถึงวิสัยทัศน์ผู้นำที่ยืดหยุ่น ซึ่งอาจเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ แต่ประชาชนต้องเฝ้าดูว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจะตอบโจทย์ปัญหาเรื้อรังอย่างเศรษฐกิจ ถดถอย หนี้สินครัวเรือน และการปฏิรูปการเมืองได้หรือไม่

ติดตามพัฒนาการการเจรจาครั้งนี้ให้ดี เพราะอาจกำหนดทิศทางประเทศไทยในปีข้างหน้า คุณคิดว่ารัฐบาลพันธมิตรนี้จะยั่งยืนแค่ไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – “อนุทิน” เปิดดีลตั้งรัฐบาล เตรียมเชิญ “เพื่อไทย-กล้าธรรม-ปชป.” หารือ ไม่สนอดีต

โตโยต้า จัดงาน Drive Fin In Love โปรฟินที่ CTW

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวรถยนต์ทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีสุดฟินมาบอกกันเลยนะ กับ โตโยต้า จัดงาน Drive Fin In Love โปรโมชั่นสุดปังที่เอาใจคนเมืองโดยเฉพาะ จัดยิ่งใหญ่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ (CTW) เลยล่ะ งานนี้ไม่ใช่แค่มาเดินดูรถนะ แต่มีทดลองขับ มีคอนเสิร์ต มีดีลว้าวๆ เพียบ ใครที่กำลังมองหารถใหม่ต้องไม่พลาดเด็ดขาด!

โตโยต้า จัดงาน Drive Fin In Love โปรสุดฟิน ดีลสุดว้าว

งานนี้เริ่มจัดไปเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 โดยบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด พื้นที่จัดแสดงหลักอยู่ที่ Central Court และ Eden Zone ชั้น 1 กลางห้างเซ็นทรัลเวิลด์ แถมยังปิดลาน Square A หน้า Apple Store มาเป็นลาน Test Drive สุดชิลล์ ให้เราได้ขับจริง เจอจริง เลือกเปรียบเทียบแบบครบครันในที่เดียว ฟินเวอร์!

โตโยต้า จัดงาน Drive Fin In Love ที่เซ็นทรัลเวิลด์

ไฮไลต์ของงานคือรถรุ่นใหม่ล่าสุดที่ยกทัพมาโชว์แบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% Toyota bZ4X ที่ล้ำสมัย ขับเงียบ ประหยัดพลังงาน เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมืองสุดๆ หรือ Toyota Yaris Cross Night Shade สีพิเศษเท่ห์ดุ ดึงดูดสายตาไปเลย, Toyota Corolla Cross GR Sport ใหม่ ที่เพิ่มความสปอร์ต แซ่บยิ่งขึ้น และรุ่นฮิตอื่นๆ อย่าง Veloz, Innova, Alphard ที่ครอบครัวไหนก็รัก

รถยนต์รุ่นใหม่ในงานโตโยต้า จัดงาน Drive Fin In Love

โปรโมชั่นในงานโตโยต้า จัดงาน Drive Fin In Love

จองรถในงานรับโชค 4 ชั้นทันที! เช่น ส่วนลดเงินสด ดอกเบี้ยพิเศษ บัตรกำนัลสูงสุด 2,000 บาท และข้อเสนอจาก TOYOTA LEASING THAILAND, KINTO บริการเช่าซื้อแบบยืดหยุ่น ใครสนใจลงทะเบียนกิจกรรมในงานยังลุ้นของที่ระลึกฟรีอีกด้วย สุดยอดไปเลยใช่มั้ยล่ะ

  • Toyota bZ4X: รถ EV สุดล้ำ ระยะทางไกล ระบบ AWD ปลอดภัย
  • Yaris Cross Night Shade: คอมแพ็คครอสโอเวอร์สีดำมุกเท่ห์
  • Corolla Cross GR Sport: ดีไซน์สปอร์ต เพิ่มสมรรถนะ GR
  • Veloz: MPV 7 ที่นั่ง ราคาคุ้มค่า
  • Innova: แข็งแกร่ง สำหรับครอบครัวใหญ่
  • Alphard: หรูหรา VIP สไตล์ญี่ปุ่นแท้

ทดลองขับรถในงาน Drive Fin In Love โตโยต้า

นอกจากนี้ยังมีมินิคอนเสิร์ตเวลา 18.00 น. ทุกวันที่ลาน Eden กับศิลปินสุดฮอตอย่าง ETC และแอลลี่ อชิรญา มาสร้างความคึกคัก บรรยากาศดีสุดๆ งานจัดถึง 15 กุมภาพันธ์ 2569 ไปกันเถอะเพื่อนๆ!

มินิคอนเสิร์ตในงานโตโยต้า จัดงาน Drive Fin In Love

งาน โตโยต้า จัดงาน Drive Fin In Love นี่แหละคือโอกาสทองสำหรับคนอยากได้รถโตโยต้าใหม่ ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดและโปรที่หาไม่ได้จากที่อื่น ในยุคที่รถไฟฟ้ากำลังมาแรง Toyota bZ4X ถือเป็นตัวเลือกที่ใช่สำหรับอนาคต การขับทดลองในลานกลางห้างยังช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นเยอะ ผมว่าใครไปรับรองติดใจ กลับมาบอกเล่าแบบฟินๆ แน่นอน

รีบไปเลยนะ! ลงทะเบียน จองรถ ทดลองขับ แล้วช้อปปิ้งต่อที่ CTW สุดสัปดาห์นี้รับรองคุ้มสุดๆ อย่าลืมแชร์ประสบการณ์ให้ฟังด้วยล่ะ

ที่มา – โตโยต้า จัดงาน Drive Fin In Love โปรสุดฟิน ดีลสุดว้าวเอาใจคนเมืองที่ CTW

จงอางเลื้อยเข้าบ้าน คอหวยส่องเลขเด็ดตรุษจีน

ช่วงตรุษจีนใกล้เข้ามาแล้ว ชาวบ้านใน จ.กระบี่ ตกใจหนักเมื่อพบ จงอางเลื้อยเข้าบ้าน ตัวใหญ่ยาวเกือบ 4 เมตร! เจ้าของบ้านรีบแจ้งกู้ภัยมาช่วยจับ ขณะที่คอหวยไม่พลาดแห่ส่อง เลขเด็ด จากเหตุการณ์นี้ เชื่อว่าเป็นงูเจ้าที่มาให้โชครับตรุษจีนปีนี้

จงอางเลื้อยเข้าบ้าน

เหตุการณ์สุดระทึกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บ้านเลขที่ 199 หมู่ 8 ต.ลำทับ อ.ลำทับ จ.กระบี่ ชาวบ้านเจ้าของบ้านเห็น จงอางเลื้อยเข้าบ้าน ตัวใหญ่ยาวเกือบ 4 เมตร เลื้อยคลานมาอยู่หน้าบ้าน สร้างความหวาดกลัวให้กับคนในบ้าน โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ เจ้าของบ้านจึงรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิกระบี่พิทักษ์ประชา เพื่อขอความช่วยเหลือทันที เกรงว่างูยักษ์ตัวนี้จะบุกเข้ามาในบ้านและก่อให้เกิดอันตราย

เมื่อทีมกู้ภัยมาถึง พบเจ้าของบ้านยืนรอด้วยสีหน้าตื่นตระหนก บอกว่าตนเองพยายามไล่งูไปรวมไว้ในกองไม้ข้างบ้านระหว่างรอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ไม่รอช้า ใช้ไม้ยาวเขี่ยกองไม้เพื่อตรวจดู สุดท้ายก็เจองูจงอางนอนขดตัวหลบอยู่ใต้กองไม้ ทีมกู้ภัยใช้อุปกรณ์จับงูเฉพาะทาง ผูกเชือกคล้องส่วนหัว แล้วดึงร่างยาวของมันออกมาอย่างระมัดระวัง ก่อนนำใส่กระสอบและปล่อยคืนสู่ธรรมชาติในป่าห่างไกลจากชุมชน

คอหวยแห่ส่องเลขเด็ดจากจงอางเลื้อยเข้าบ้าน

หลังจากเหตุการณ์ จงอางเลื้อยเข้าบ้าน คลี่คลาย ชาวบ้านและคอหวยใกล้เคียงต่างพากันตีความว่านี่คือลางบอกโชค โดยเฉพาะในช่วงใกล้เทศกาลตรุษจีนที่ทุกคนเฝ้ารอเลขเด็ดไปเสี่ยงโชค เลขที่บ้าน 199 จึงกลายเป็น เลขเด็ด ที่ฮอตฮิตทันที บางคนตีเป็น 19, 91, 99 หรือรวมเป็น 199 บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ชาวบ้านเชื่อว่างูจงอางตัวนี้คือ “งูเจ้า” ที่มาให้โชคใหญ่ในปีนี้

ในวัฒนธรรมไทย งูจงอางหรือพญานาคถือเป็นสัตว์มงคล หากปรากฏตัวใกล้บ้านมักถูกตีความว่าเป็นเคล็ดรับโชคลาภ โดยเฉพาะงูขนาดใหญ่แบบนี้ ยิ่งเพิ่มความศรัทธาเข้าไปอีก คอหวยหลายคนเล่าว่าเคยถูกรางวัลจากลางสังหรณ์แบบนี้มาแล้ว

ข้อมูลเกี่ยวกับงูจงอางและวิธีรับมือ

งูจงอาง หรือ King Cobra เป็นงูพิษร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่งในไทย มีพิษประสาทรุนแรง หากถูกกัดอาจถึงตายได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ขนาดตัวยาวได้ถึง 5 เมตร ช่วงหน้าแล้งและฤดูผสมพันธุ์แบบนี้ งูมักออกจากป่ามาหาแหล่งน้ำและอาหาร ทำให้พบเห็นบ่อยในชุมชน

  • หากเจอจงอางเลื้อยเข้าบ้าน: อย่าตื่นตระหนก อย่าไล่ตีเพราะอาจถูกงับ
  • ถอยห่าง อย่าสัมผัส และแจ้งกู้ภัยหรือหน่วยกู้ภัยท้องถิ่นทันที
  • ปิดประตูหน้าต่าง ป้องกันไม่ให้เข้าบ้าน
  • อย่าพยายามจับเอง เว้นแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญ
  • เตรียมแผลหากถูกกัด: อย่าตัดหรือดูดพิษ รีบไปโรงพยาบาล

เจ้าหน้าที่กู้ภัยฝากเตือนประชาชนให้ระวังตัวเป็นพิเศษในช่วงนี้ หากพบเห็นงูทุกชนิด อย่าปล่อยไว้ รีบแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อความปลอดภัย

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความตื่นเต้น แต่ยังจุดประกายความหวังให้คอหวยทั่วประเทศ สะท้อนถึงวัฒนธรรมการตีเลขเด็ดจากสิ่งลี้ลับของคนไทย หากคุณกำลังมองหาเลขเด็ดตรุษจีน ลองนำ 199 ไปลองเสี่ยงโชคดู แต่จำไว้ว่าให้เล่นอย่างมีสตินะครับ สนุกแต่ไม่ประมาท

คุณเคยเจอเหตุการณ์จงอางเลื้อยเข้าบ้านหรือลางบอกโชคแบบนี้ไหม? แชร์ประสบการณ์และเลขเด็ดของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง สมัครรับข่าวเลขเด็ดอัปเดตทุกวันได้เลย!

ที่มา – แจ้งกู้ภัยจับ “จงอาง” จะเลื้อยเข้าบ้าน คอหวยแห่ส่อง “เลขเด็ด” เชื่อมาให้โชครับตรุษจีน