วัน: 15 กุมภาพันธ์ 2026

กกต. ย้ำ กปน. เผยรายละเอียดคนมาใช้สิทธิผิดกฎหมาย

กกต. ย้ำ กปน. เผยรายละเอียดคนมาใช้สิทธิมีความผิด เป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง เนื่องจากมีรายงานว่าบางหน่วยเลือกตั้งมีการแชร์ข้อมูลผู้มาใช้สิทธิผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อยืนยันการปฏิบัติหน้าที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงต้องออกมาประชาสัมพันธ์ทันที เพื่อย้ำเตือนถึงกฎหมายที่ห้ามการกระทำดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

กกต. ย้ำ กปน. เผยรายละเอียดคนมาใช้สิทธิมีความผิด ยัน กฎหมายห้ามเปิดเผย

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ประชาสัมพันธ์หลักประกันตามกฎหมายที่คุ้มครองความลับของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการลงคะแนนเสียงจะเป็นไปโดยตรงและลับ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

ตามมาตรา 146 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ในระหว่างเวลาเปิดการออกเสียงลงคะแนนจนถึงเวลาปิดการออกเสียงลงคะแนน หากกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) เปิดเผยให้แก่ผู้ใดทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดมาลงคะแนนหรือยังไม่มาลงคะแนน เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โทษทางกฎหมายสำหรับ กปน. ที่ฝ่าฝืน

  • จำคุกไม่เกิน 1 ปี สำหรับการกระทำที่ร้ายแรง
  • ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หากเป็นการกระทำที่ไม่ตั้งใจแต่ผิดกฎหมาย
  • ทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการเลือกตั้ง

ข้อมูลเกี่ยวกับการมาใช้สิทธิเลือกตั้งถือเป็นข้อมูลที่กฎหมายคุ้มครองอย่างเข้มงวด และห้ามเปิดเผยโดยเด็ดขาด ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และป้องกันไม่ให้เกิดการกดดัน แทรกแซง หรือการซื้อสิทธิขายเสียงในกระบวนการเลือกตั้ง

หลักการสำคัญของการเลือกตั้ง: ออกเสียงโดยตรงและลับ

หลักการนี้เป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตย โดยรัฐธรรมนูญไทยกำหนดให้การเลือกตั้งต้องดำเนินการด้วยวิธีการที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนด้วยตนเอง โดยตรง และเป็นลับ เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกผู้แทนได้โดยไม่ถูกบังคับหรือข่มขู่ หากข้อมูลการมาใช้สิทธิถูกเปิดเผย อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ เช่น การติดตามกดดันผู้ที่ยังไม่มาโหวต หรือการให้รางวัลแก่ผู้ที่มาแล้ว ซึ่งจะบ่อนทำลายความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้ง

ในอดีต ประเทศไทยเคยเกิดกรณีคล้ายคลึงกัน เช่น ในบางท้องถิ่นที่ กปน. ถ่ายรูปบัตรลงคะแนนหรือรายชื่อผู้มาใช้สิทธิ แล้วโพสต์ลงโซเชียล ส่งผลให้ถูกดำเนินคดีและถูกตัดสิทธิ์ปฏิบัติหน้าที่ตลอดชีวิต กกต. จึงย้ำเตือนล่วงหน้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกคนตระหนักและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ กกต. ยังมีมาตรการตรวจสอบและลงโทษอย่างรวดเร็ว หากพบการกระทำผิด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเองก็สามารถร้องเรียนได้ผ่านช่องทาง hotline หรือแอปพลิเคชันของกกต. เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม

กกต. ย้ำ กปน. เผยรายละเอียดคนมาใช้สิทธิมีความผิด ชี้แจงว่าทุกขั้นตอนของการเลือกตั้งมีกฎหมายรองรับ เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิได้อย่างมั่นใจ ข้อมูลส่วนบุคคลและการตัดสินใจจะได้รับการคุ้มครองเต็มที่

สรุปแล้ว การมีกฎหมายห้ามเปิดเผยข้อมูลนี้ไม่เพียงป้องกันความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทุกคนในการเข้าร่วมกระบวนการประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่แท้จริงต้องอิสระและลับ เพื่อให้เสียงของทุกคนมีน้ำหนักเท่ากัน

หากคุณเป็นกรรมการประจำหน่วยหรือผู้สนใจเรื่องการเลือกตั้ง แนะนำให้ศึกษากฎหมายเพิ่มเติมและหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลใดๆ ที่อาจผิดกฎหมาย แชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น สนับสนุนให้การเลือกตั้งไทยเป็นไปอย่างมีคุณภาพ

ที่มา – กกต. ย้ำ กปน. เผยรายละเอียดคนมาใช้สิทธิมีความผิด ยัน กฎหมายห้ามเปิดเผย

ม็อบมิวนิกนับแสนหนุนปาห์ลาวี จี้เปลี่ยนระบอบอิหร่าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสทั่วโลกกันดีกว่าครับ ม็อบมิวนิกนับแสน รวมตัวกันอย่างยิ่งใหญ่เพื่อสนับสนุน “มกุฎราชกุมารปาห์ลาวี” หรือเรซา ปาห์ลาวี ผู้นำที่ลี้ภัยของอิหร่าน พวกเขาจี้ให้นานาชาติออกแรงกดดันรัฐบาลอิหร่านให้เปลี่ยนระบอบปกครอง สู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 14 ก.พ. บริเวณพื้นที่จัดการประชุมความมั่นคงมิวนิก ในเยอรมนี

จำนวนผู้ชุมนุมทะลุ 250,000 คนเลยทีเดียว มากกว่าที่ผู้จัดคาดไว้ซะอีก! บรรยากาศคึกคักสุดๆ เต็มไปด้วยเสียงกลองดังกระหึ่ม เสียงตะโกนคำขวัญ “Change, change, regime change” หรือ “เปลี่ยน เปลี่ยน เปลี่ยนระบอบปกครอง” ทุกคนโบกธงชาติอิหร่านสมัยก่อนปฏิวัติอิสลามปี 1979 สีเขียว-ขาว-แดง พร้อมรูปสิงโตและดวงอาทิตย์ สัญลักษณ์ของราชวงศ์ปาห์ลาวีที่เคยปกครองอิหร่านอย่างสงบสุข

ม็อบมิวนิกนับแสน

ม็อบมิวนิกนับแสน ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “วันแห่งการลงมือทำระดับโลก” (Global Day of Action) เพื่อ声援ชาวอิหร่านในประเทศที่กำลังถูกปราบปรามอย่างโหดร้ายจากรัฐบาล เรซา ปาห์ลาวี ได้ออกมาเรียกร้องผ่านวิดีโอว่า “โลกจะยืนเคียงข้างประชาชนอิหร่านหรือไม่?” เขาเตือนว่าถ้านานาชาติยังนิ่งเฉย ผู้เสียชีวิตจะเพิ่มพูน และจะเป็นสัญญาณร้ายให้เผด็จการทั่วโลกที่ว่าถ้าฆ่าคนให้พอ ก็รักษาอำนาจได้

ม็อบมิวนิกนับแสนขยายไปทั่วโลก

ไม่ใช่แค่มิวนิกนะครับ การชุมนุมเกิดขึ้นหลายเมือง เช่น ที่โตรอนโต แคนาดา มีผู้เข้าร่วมถึง 350,000 คน ลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ และหน้าทำเนียบประธานาธิบดีในนิโคเซีย ไซปรัส ไฮไลต์เด็ดคือผู้ประท้วงบางคนสวมหมวกสีแดงเขียน “Make Iran Great Again” คล้าย MAGA ของทรัมป์ แถมวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ลินด์เซย์ เกรแฮม ยังมาร่วมปราศรัย ถือหมวกนั้นโชว์ด้วย!

  • จำนวนผู้ชุมนุมในมิวนิก: 250,000 คน
  • คำขวัญหลัก: Regime Change
  • สัญลักษณ์: ธงชาติเก่าราชวงศ์ปาห์ลาวี
  • ผู้สนับสนุนดัง: ลินด์เซย์ เกรแฮม
  • ชุมนุมคู่ขนาน: โตรอนโต, ลอสแอนเจลิส, นิโคเซีย

สถานการณ์ในอิหร่านยิ่งตึงเครียดหลังปราบปรามผู้ประท้วงเดือนที่แล้ว HRANA รายงานผู้เสียชีวิต 7,005 ราย (รวมเจ้าหน้าที่ 214) แต่รัฐบาลอิหร่านบอกราว 3,117 ราย ซึ่งหลายคนมองว่าต่ำเกินจริง ประธานาธิบดีทรัมป์เคยขู่ใช้อาวุธทหาร กดดันโครงการนิวเคลียร์ และบอกว่าการเปลี่ยนระบอบคือสิ่งดีที่สุดสำหรับอิหร่าน

ย้อนประวัติสั้นๆ ราชวงศ์ปาห์ลาวีปกครองอิหร่านก่อนปี 1979 จนถูกปฏิวัติอิสลามโค่นล้ม เรซา ลูกชายของชาห์โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ลี้ภัยตั้งแต่อายุ 17 วันนี้เขากลับมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังในการฟื้นฟูอิหร่านให้ยิ่งใหญ่

เห็นมั้ยครับ ม็อบมิวนิกนับแสน ไม่ใช่แค่ชุมนุมธรรมดา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่โต ชาวอิหร่านในและนอกประเทศพร้อมลุกขึ้นแล้ว นานาชาติควรตอบสนองทันทีเพื่อหยุดยั้งความรุนแรงและสนับสนุนประชาธิปไตย การปล่อยให้ระบอบปัจจุบันอยู่ต่อไปอาจนำภัยมาสู่ภูมิภาคทั้งหมด

ในมุมมองผม การชุมนุมครั้งนี้แสดงพลังของประชาชนที่ไม่อาจมองข้ามได้ มันคือช่วงเวลาสำคัญที่โลกต้องเลือกข้าง หากสนับสนุนอิหร่านใหม่ได้ จะเป็นชัยชนะของเสรีภาพทั่วโลกเลยล่ะครับ สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องการเมืองตะวันออกกลาง ลองติดตามข่าวอัปเดตในบล็อกเราเพิ่มเติมนะ อย่าลืมแชร์บทความนี้ถ้าคิดว่ามีประโยชน์!

ที่มา – ม็อบมิวนิกนับแสนรวมตัวหนุน “มกุฎราชกุมารปาห์ลาวี” จี้โลกกดดันอิหร่านเปลี่ยนระบอบ

“มงคลกิตติ์” พร้อมส่ง 1 สส. ร่วมรัฐบาล

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง ล่าสุดมีข่าวใหญ่จาก “มงคลกิตติ์” พร้อมส่ง 1 สส. ร่วมรัฐบาล แต่ต้องผลักดันนโยบายที่พรรคทางเลือกใหม่ ทำให้หลายคนต้องหันมามองพรรคเล็กแต่มีเอกลักษณ์นี้อย่างจับจ้อง นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เต้” ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรคทางเลือกใหม่ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ประกาศความพร้อมในการส่ง สส. 1 คนเข้าร่วมรัฐบาล แต่ติดเงื่อนไขสำคัญคือ รัฐบาลต้องผลักดันนโยบายที่พรรคหาเสียงไว้ให้สำเร็จ หากสนใจให้ติดต่อมาได้เลย

“มงคลกิตติ์” พร้อมส่ง 1 สส. ร่วมรัฐบาล แต่ต้องผลักดันนโยบายที่พรรคทางเลือกใหม่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.52 น. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่การเจรจาจัดตั้งรัฐบาลกำลังเข้มข้น “มงคลกิตติ์” ยืนยันชัดเจนว่าพรรคทางเลือกใหม่พร้อมสนับสนุน แต่ไม่ใช่แบบไร้เงื่อนไข นโยบายเหล่านี้เป็นจุดขายหลักที่ทำให้พรรคนี้โดดเด่นในสายตาเลือกตั้ง เพราะมีความแหวกแนว สร้างสรรค์ และบางข้อก็เรียกเสียงฮือฮาจากประชาชน นอกจากจะแสดงถึงวิสัยทัศน์ที่แตกต่างแล้ว ยังสะท้อนถึงความกล้าที่จะเสนอไอเดียใหม่ๆ ในระบบการเมืองที่มักวนเวียนอยู่กับนโยบายเดิมๆ

นโยบายสุดแหวกแนว 13 ข้อที่ต้องผลักดัน

มาดูกันว่านโยบายที่ “มงคลกิตติ์” กำหนดไว้มีอะไรบ้าง ซึ่งหากรัฐบาลโอเคทั้งหมด พรรคทางเลือกใหม่ก็พร้อมส่ง สส. เข้าไปช่วยงานทันที นโยบายเหล่านี้ครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่เทคโนโลยี สวัสดิการ สังคม ไปจนถึงความบันเทิงและวัฒนธรรม

  • ส่งคนไทยไปอวกาศ ท่องอวกาศ: ฝันใหญ่ของชาติ สร้างชื่อเสียงให้ไทยในเวทีโลก
  • เงินผดุงเกียรติทหารผ่านศึก-เงินคนชรา-คนพิการ 3,000 บาท/เดือน: สวัสดิการที่ช่วยเหลือผู้มีบุญคุณและกลุ่มเปราะบาง
  • เพาะพันธุ์ไดโนเสาร์: นโยบายวิทยาศาสตร์แฟนตาซีที่จุดประกายจินตนาการเยาวชน
  • สปานวดคนละครึ่ง: ส่งเสริมสุขภาพประชาชน ลดความเครียดในชีวิตประจำวัน
  • แก้กฎหมาย หญิงมีสามีได้ 4 คน หรือ ชายมีภรรยาได้ 4 คน: ปรับโครงสร้างครอบครัวให้ยืดหยุ่นตามยุคสมัย
  • เพิ่มขนาดอวัยวะเพศชาย-รีแพร์-ดึงหน้า-ศัลยกรรม-ปั๊มลูก: สนับสนุนสุขภาพและความงามแบบครบวงจร
  • ขุดคลองไทย เส้น 9A: พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเศรษฐกิจและการค้า
  • ออกหมายจับตามจับฮุนเซน: ยืนหยัดต่อต้านปัญหาชายแดน
  • ซื้อแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด-ลิเวอร์พูล: ยกระดับฟุตบอลไทยสู่ระดับโลก
  • Sex Worker, Sex Toy ถูกกฎหมาย: ปฏิรูประบบสังคมให้เปิดกว้างและปลอดภัย
  • วิดพื้น เพิ่มเงินเดือน-เกรด: ส่งเสริมสุขภาพและวินัยข้าราชการ
  • หาคู่ให้คนไทย: แก้ปัญหาคนโสด ลดอัตราการเกิดต่ำ
  • จัดตั้งกระทรวงเวทมนตร์: สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยจินตนาการ

นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะดึงดูดความสนใจในช่วงหาเสียง แต่ยังแสดงให้เห็นถึงแนวคิดที่กล้าท้าทายกรอบเดิมๆ ของพรรคทางเลือกใหม่ พรรคนี้ก่อตั้งโดยนายมงคลกิตติ์และทีมงานที่ต้องการเป็นทางเลือกใหม่ให้ประชาชน โดยเน้นนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงผสมผสานความสนุกสนาน หากรัฐบาลใหญ่รับนโยบายเหล่านี้จริง คงเป็นการพลิกโฉมการเมืองไทยครั้งใหญ่

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์การเมืองมองว่านโยบายบางข้ออาจเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อสร้างกระแส แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันทำให้พรรคนี้แตกต่างจากพรรคใหญ่ๆ ที่มีนโยบายซ้ำซาก ในสถานการณ์ที่การจัดตั้งรัฐบาลยังไม่นิ่ง การเคลื่อนไหวของ “มงคลกิตติ์” อาจเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยให้สมการเปลี่ยนแปลง

คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอนี้? นโยบายไหนที่โดนใจคุณมากที่สุด หรือคิดว่าเป็นไปได้จริงไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ติดตามข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “มงคลกิตติ์” พร้อมส่ง 1 สส. ร่วมรัฐบาล แต่ต้องผลักดันนโยบายที่พรรคทางเลือกใหม่

คนร้ายลอบวางระเบิดป่วน จ.นราธิวาส 7 จุด

เมื่อคืนวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ 2567 เกิดเหตุร้ายที่สร้างความตื่นตระหนกให้ชาว จ.นราธิวาส เมื่อคนร้ายลอบวางระเบิดป่วน จ.นราธิวาส 7 จุดในพื้นที่อำเภอยี่งอและอำเภอระแงะ โชคดีที่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นการจงใจสร้างความปั่นป่วน โดยเฉพาะก่อนเข้าสู่เดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสำคัญของชาวมุสลิม

คนร้ายลอบวางระเบิดป่วน จ.นราธิวาส 7 จุด

เหตุการณ์เริ่มต้นตั้งแต่เวลา 23.05 น. โดยเจ้าหน้าที่ สภ.ยี่งอ ได้รับแจ้งเหตุระเบิดครั้งแรกที่บริเวณถังขยะหน้าร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ เส้นทางไปโรงพยาบาลยี่งอเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ม.7 ต.ยี่งอ อ.ยี่งอ รถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ได้รับความเสียหาย แต่ไม่มีคนอยู่บริเวณนั้น โชคดีมาก เจ้าหน้าที่นำโดย ร.ต.ท.โบราณ พิธีนัตนานนท์ รองสารวัตรสอบสวน และ พ.ต.อ.นราวี บินแวอารง ผกก.สภ.ยี่งอ รีบรุดไปตรวจสอบและกันพื้นที่ทันที

รายละเอียดจุดเกิดเหตุในอำเภอยี่งอ

หลังจากนั้น เหตุการณ์ยังไม่หยุดนิ่ง จุดที่ 2 เกิดขึ้นเวลา 00.00 น. ห่างจากจุดแรกเพียง 300 เมตร ที่ถังขยะหน้าสำนักงานปศุสัตว์อ.ยี่งอ ถนนเทศบาล 3 ม.7 ต.ยี่งอ ตามด้วยจุดที่ 3 เวลา 02.00 น. ถังขยะหน้าร้านซ่อมโทรศัพท์มือถือไอโฟน ม.7 ต.ยี่งอ จุดที่ 4 เวลา 04.00 น. ริมถนนก่อนถึงสะพานเหล็กใกล้หอนาฬิกา ม.7 และจุดที่ 5 ล่าสุดที่พุ่มไม้ริมถนนก่อนทางออกอ.ยี่งอ ม.2 ต.ยี่งอ

  • จุด 1: ถังขยะหน้าร้านซ่อม จยย. ใกล้ รพ.ยี่งอ ม.7
  • จุด 2: ถังขยะหน้าปศุสัตว์ ถ.เทศบาล 3 ม.7
  • จุด 3: ถังขยะหน้าร้านซ่อมโทรศัพท์ ม.7
  • จุด 4: ริมถนนใกล้สะพานเหล็กและหอนาฬิกา ม.7
  • จุด 5: พุ่มไม้ริมถนน ม.2

ทั้ง 5 จุดในอำเภอยี่งอ เจ้าหน้าที่ได้ประสานหน่วยเก็บกู้ระเบิดเข้าตรวจสอบในช่วงเช้า และที่สำคัญ กล้องวงจรปิดจับภาพคนร้ายได้ชัดเจน 2 คน ขี่และซ้อนรถจักรยานยนต์มาวางระเบิดที่พุ่มไม้ริมถนน ก่อนมุ่งหน้าไปถนนเพชรเกษมสาย 42 ซึ่งจะเป็นเบาะแสสำคัญในการติดตามตัว

เหตุระเบิดในอำเภอระแงะ

ส่วนในอำเภอระแงะ จุดที่ 6 เกิดเวลา 23.32 น. ที่ร้านขายของชำรัตน์เจริญ ม.7 ต.ตันหยงมัส โดยนายสุรัตน์ รัตน์เจริญ เจ้าของร้านแจ้ง พ.ต.อ.ศุภชัช ณ พัทลุง ผกก.สภ.ระแงะ สินค้าบนชั้นวางเสียหายหนัก หน่วยเก็บกู้ อโณทัย เข้าตรวจสอบทันที จุดสุดท้ายที่ 7 เวลา 01.00 น. ถังขยะตรงข้ามสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 3 ม.1 ต.ตันหยงมัส อีกครั้งไม่มีผู้บาดเจ็บ

  • จุด 6: ร้านขายของชำรัตน์เจริญ ม.7 ต.ตันหยงมัส
  • จุด 7: ถังขยะตรงข้ามสำนักงานการศึกษา ม.1 ต.ตันหยงมัส

เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นฝีมือกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่นัดหมายกันสร้างสถานการณ์ปั่นป่วนก่อนเดือนรอมฎอน เพื่อก่อความไม่สงบ สถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ครั้งนี้กระจายหลายจุดในเวลาสั้นๆ แสดงถึงการวางแผนมาดี

การตอบสนองของเจ้าหน้าที่หลังคนร้ายลอบวางระเบิดป่วน จ.นราธิวาส 7 จุด

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสอบสวนและหน่วยเก็บกู้ EOD รีบเข้าควบคุมพื้นที่ทั้งหมด ปิดกั้นเส้นทาง และตรวจสอบวัตถุระเบิดที่เหลือ ลักษณะระเบิดเป็นแบบขว้างหรือตั้งเวลา วางไว้ในถังขยะ ต้นไม้ พุ่มไม้ สถานที่สาธารณะเพื่อสร้างความหวาดกลัว ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มตื่นตัวมากขึ้น แนะนำให้หลีกเลี่ยงถังขยะสาธารณะและแจ้งเบาะแสทันทีหากพบสิ่งผิดปกติ

ในมุมกว้าง สถานการณ์ความมั่นคงในจังหวัดชายแดนใต้ยังคงตึงเครียด แม้จะมีความสงบมากขึ้นในช่วงหลัง แต่เหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดป่วน จ.นราธิวาส 7 จุดนี้ย้ำเตือนว่ายังต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง การเจรจาสันติภาพกำลังดำเนิน แต่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนยังไม่ยอมแพ้ เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และชุด ชรบ. กำลังเพิ่มมาตรการลาดตระเวน โดยเฉพาะย่านชุมชนและเส้นทางหลัก

จากประสบการณ์เหตุการณ์คล้ายๆ กันในอดีต เช่น การวางระเบิดตามตลาดนัดหรือสถานที่ราชการ มักเป็นกลยุทธ์สร้างความหวาดกลัวโดยไม่เน้นเป้าหมายบุคคล เพื่อให้ประชาชนหวาดระแวงและกดดันรัฐบาล สิ่งที่สำคัญคือความร่วมมือจากประชาชน รายงานเบาะแส และหลีกเลี่ยงข่าวลือที่อาจทำให้สถานการณ์บานปลาย

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการรักษาความสงบสุข แม้คนร้ายจะพยายามป่วน แต่ด้วยเทคโนโลยีกล้อง CCTV และทีมงานมืออาชีพ เชื่อว่าจะนำไปสู่การจับกุมได้เร็ววัน ชาวนราธิวาสและพื้นที่ใกล้เคียงโปรดเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะในช่วงค่ำคืน และติดตามประกาศจากทางการ หากมีข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งสายด่วน 191 หรือ 1134 ได้ตลอด 24 ชม.

ในฐานะที่ติดตามสถานการณ์ชายแดนใต้มานาน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า สันติภาพต้องสร้างด้วยความร่วมมือทุกภาคส่วน อย่าให้ความเกลียดชังมาทำลายความสงบที่เราต่อสู้มาอย่างยาวนาน ติดตามข่าวอัปเดตและเคล็ดลับความปลอดภัยเพิ่มเติมได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – คนร้ายลอบวางระเบิดป่วน จ.นราธิวาส 7 จุด พื้นที่อำเภอ “ยี่งอ-ระแงะ”

“แลร์รี่” แมวประจำทำเนียบนายกฯ อังกฤษ ครบ 15 ปี

“แลร์รี่” แมวประจำทำเนียบนายกฯ อังกฤษ คือแมวตัวดังที่ใครๆ ก็รู้จักในวงการการเมืองอังกฤษ วันนี้ (15 ก.พ.) มันเพิ่งฉลองครบรอบ 15 ปีในการปฏิบัติหน้าที่ “หัวหน้าฝ่ายจับหนูประจำสำนักคณะรัฐมนตรี” ที่บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิงสตรีทเลยนะครับ! จากแมวจรจัดธรรมดาๆ กลายเป็นขวัญใจนักการเมืองระดับโลก รับใช้ถึง 6 นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เรื่องราวของมันนี่น่ารักและน่าประทับใจมาก มาอ่านกันเลย

“แลร์รี่” แมวประจำทำเนียบนายกฯ อังกฤษ

ทุกคนคงเคยเห็นรูป “แลร์รี่” แมวประจำทำเนียบนายกฯ อังกฤษ นั่งเด่นสง่าอยู่หน้าประตูบ้านเลขที่ 10 บ้างแหละใช่ไหม? มันไม่ใช่แค่แมวเลี้ยงธรรมดา แต่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเป็นทางการเลยนะ หน้าที่หลักคือจับหนูที่อาจรบกวนทำเนียบ แต่เดี๋ยวนี้ประวัติบนเว็บรัฐบาลบอกว่ามันยังชอบต้อนรับแขก ตรวจระบบรักษาความปลอดภัย และทดสอบเฟอร์นิเจอร์โบราณว่าขนนุ่มพอให้งีบหรือเปล่า 555 น่ารักอ่ะ!

เส้นทางชีวิตสุดมหัศจรรย์ของแลร์รี่

เรื่องราวของ “แลร์รี่” แมวประจำทำเนียบนายกฯ อังกฤษ เริ่มต้นแบบสมถะสุดๆ เลยครับ มันถูกรับเลี้ยงจากสถานสงเคราะห์สัตว์ชื่อดัง “Battersea Dogs and Cats Home” ในลอนดอน มาถึงดาวนิงสตรีทเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2011 สมัยเดวิด คาเมรอน ตอนนั้นคาดว่ามันอายุราว 4 ขวบ ปัญหาหนูเยอะมากเลยต้องมีแมวจับหนูประจำทำเนียบแบบนี้แหละ

ตลอด 15 ปี แลร์รี่เจอแต่ดราม่าการเมืองอังกฤษ ทั้งเบร็กซิต โควิด-19 Partygate ของบอริส ลิซ ทรัสส์ที่อยู่แค่ 49 วัน แต่แลร์รี่ชิลล์มาก สงบเยือกเย็นแบบแมวแท้ๆ นั่งเฝ้าประตูที่ช่างภาพทั่วโลกถ่ายรูปไม่หยุด กลายเป็นสัญลักษณ์ความมั่นคงท่ามกลางความวุ่นวาย

6 นายกรัฐมนตรีที่แลร์รี่รับใช้

นี่คือจุดเด่นเลยครับ “แลร์รี่” แมวประจำทำเนียบนายกฯ อังกฤษ อยู่มานานจนเห็นนายกฯ เปลี่ยนไป 6 คน! มาดูรายชื่อกัน:

  • เดวิด คาเมรอน (David Cameron) – นายกฯ คนแรกที่รับเลี้ยงแลร์รี่
  • เทเรซา เมย์ (Theresa May) – ยุคเบร็กซิตสุดปั่นป่วน
  • บอริส จอห์นสัน (Boris Johnson) – ดราม่า Partygate แต่แลร์รี่รอด
  • ลิซ ทรัสส์ (Liz Truss) – สั้นสุด แค่ 49 วัน!
  • ริชี ซูนัค (Rishi Sunak) – พยายาม稳สถานการณ์
  • เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) – นายกฯ ปัจจุบัน

แต่ละคนมาๆ ไปๆ แต่แลร์รี่อยู่ยงคงกระพัน ขนไม่เคยหลุดเพราะสแกนดัลการเมืองเลยครับ

ความดังระดับโลกของแลร์รี่

นอกจากหน้าที่จับหนูแล้ว “แลร์รี่” แมวประจำทำเนียบนายกฯ อังกฤษ ยังดังในโซเชียลมีเดียมาก มีบัญชี Twitter @Number10cat กว่า 100 万 followers! โพสต์รูปนั่งมองกล้องแบบเจ้าปัญหา ชอบแซวเจ้าหน้าที่ หรือนั่งประชุมแบบเท่ๆ คนทั่วโลกหลงรัก โดยเฉพาะในไทยที่ชาวเน็ตแชร์รูปกันเพียบ แม้แต่เซเลบกับนักการเมืองยังถ่ายรูปคู่

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องสนุกๆ เช่น แลร์รี่เคยไล่จับหนูจริงๆ ต่อหน้านายกฯ หรือนั่งขวางรถลีมูซีนแขกบ้านแขกเมือง กลายเป็นมีมดังไปทั่ว มันพิสูจน์แล้วว่าแมวตัวเดียวสามารถทำให้การเมืองดูน่ารักขึ้นได้จริงๆ

ในมุมมองผม “แลร์รี่” แมวประจำทำเนียบนายกฯ อังกฤษ สอนให้เราเห็นว่าความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และความสงบสุขสำคัญที่สุด ไม่ว่าสถานการณ์จะวุ่นวายแค่ไหน คุณล่ะ มีสัตว์เลี้ยงที่เป็นสัญลักษณ์ในบ้านคุณบ้างไหม? ลองแชร์เรื่องราวน่ารักๆ ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนกันสนุกๆ!

ที่มา – “แลร์รี” แมวประจำทำเนียบนายกฯ อังกฤษ ทำงานครบ 15 ปี – รับใช้ 6 นายกฯ

ผู้เชี่ยวชาญไอทีเผย ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีช่องโหว่

ในช่วงที่ทุกคนกำลังจับตามองการเลือกตั้ง 2569 ประเด็นเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลายเป็นเรื่องร้อนที่ไม่ควรพลาด ผู้เชี่ยวชาญไอทีออกมาเตือนว่า ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีช่องโหว่ ใหญ่หลวง ทำให้ใครก็สามารถดึงข้อมูลทั้งประเทศออกมาได้ง่ายๆ และนำไปขายต่อในราคาแค่หลักร้อยบาทเท่านั้น รู้ข้อมูลละเอียดยันชื่อพ่อแม่เลยทีเดียว

ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีช่องโหว่ อย่างไร

จากโพสต์ของนายธนรัตน์ เกื้อวัฒนาพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีภาคเอกชน เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ได้แชร์ข้อมูลจาก White Hacker ที่เจาะระบบตรวจสอบรายละเอียดผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พบว่าระบบไม่มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เหมาะสม ส่งผลให้ข้อมูลรั่วไหลทั้งประเทศ โดยเฉพาะลำดับในบัญชีรายชื่อที่ปรากฏในต้นขั้ว ทำให้สามารถคาดเดาได้ง่ายว่าผู้ใดไปใช้สิทธิเลือกตั้งอะไร

ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีช่องโหว่ รั่วไหลทั้งประเทศ

ช่องโหว่นี้เกิดจากระบบที่เปิดประตูอ้าซ่า ใครมีทักษะพื้นฐานก็ดูดฐานข้อมูลออกมาได้ทั้งหมด ต่อมาเจ้าตัวอัปเดตว่า “ระบบบัญชีผู้มีสิทธิ ได้รับการปกป้องแล้วนะครับ มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลทางไซเบอร์เบื้องต้นแล้วเรียบร้อย ไม่เปิดประตูอ้าซ่าแล้ว” แต่เรื่องยังไม่จบ

ผู้เชี่ยวชาญไอทีเผย ข้อมูลถูกนำไปขายต่อ

ไม่นานหลังจากนั้น นายธนรัตน์โพสต์ภาพชัดๆ เพิ่มเติมว่า มีคนดึงข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่หลุดล่าสุด ไปรวมกับข้อมูลเก่าที่เคยรั่ว ทำให้ได้ชุดข้อมูลสุดสะพรึง รู้ยันชื่อพ่อชื่อแม่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในกลุ่มซื้อขายข้อมูลเหล่านี้ ราคาแค่หลักร้อยบาทเท่านั้น! “โอเค ผมได้ภาพชัดๆ มาแล้วครับ มีคนดูดรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เพิ่งหลุด ไปรวมกับข้อมูลเดิมที่หลุด ได้ชุดข้อมูลที่น่าสะพรึงจริงๆ ครับ รู้ยันชื่อพ่อชื่อแม่ ในกลุ่มซื้อขายข้อมูลชุดนี้กัน แค่หลักร้อยบาทครับ”

ภาพหลักฐานการขายข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีช่องโหว่

ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับดราม่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและ QR Code ที่สแกนแล้วขึ้นรหัสเฉพาะ จนเกิด #เลือกตั้งโมฆะ บนโซเชียล กกต. ชี้แจงว่าเป็นมาตรการควบคุมบัตรจากหน่วยไหน ล็อตไหน เพื่อตรวจสอบที่มา ไม่ใช่ของพรรคการเมือง แต่เรื่องข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีช่องโหว่ ยังคงเป็นห่วงใหญ่

ความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูล

  • ละเมิดความเป็นส่วนตัว: ชื่อ-นามสกุล บัตรประชาชน ลำดับรายชื่อ ทำให้รู้ชื่อพ่อแม่และประวัติส่วนตัว
  • กระทบการเลือกตั้ง: อาจนำไปใช้ซื้อเสียงหรือกดดัน เพราะรู้ว่าใครไปโหวต
  • อาชญากรรมไซเบอร์: ข้อมูลนำไปใช้หลอกลวง ฟิชชิ่ง หรือขายต่อใน dark web
  • ขาดมาตรฐาน: ไม่มี encryption หรือ access control ที่ดี

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าระบบต้องมี firewall, multi-factor authentication และ audit log เพื่อป้องกันตั้งแต่แรก หน่วยงานอย่าง กกต. ควรอัปเกรดระบบด่วนเพื่อความเชื่อมั่นของประชาชน

เรื่องนี้สะท้อนปัญหาความปลอดภัยข้อมูลในไทยที่ยังล้าหลัง โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญทางการเมือง หากไม่แก้ไข อาจกระทบประชาธิปไตยได้ ลองคิดดูสิ ถ้าข้อมูลส่วนตัวหลุดไปอยู่ในมือไม่หวังดี จะเกิดอะไรขึ้น คุณควรตรวจสอบข้อมูลตัวเองและเรียกร้องให้หน่วยงานรับผิดชอบ

คำแนะนำ: อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวกับแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ และติดตามการอัปเดตจาก กกต. อย่างใกล้ชิด หากพบข้อมูลหลุด รายงานทันทีเพื่อปกป้องสิทธิเลือกตั้งของคุณ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีช่องโหว่ นี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ กันนะครับ

ที่มา – ผู้เชี่ยวชาญไอทีเผย ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีช่องโหว่ คนดึงไปขาย รู้ยันชื่อพ่อแม่

นิด้าโพล ชี้ ทุจริตเลือกตั้ง ไม่เชื่อ กกต.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน หลังจากวันเลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านพ้นไป ทุกคนยังคงให้ความสนใจกับประเด็นร้อนอย่างการทุจริตเลือกตั้งกันมากเลยนะครับ ล่าสุด นิด้าโพล ชี้ กลุ่มคนมองมีเรื่องทุจริตเลือกตั้ง ไม่เชื่อ กกต. จะลงโทษผู้กระทำผิดได้ ผลสำรวจจากศูนย์นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ทำการเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศกว่า 1,310 คน อายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค อาชีพ ระดับการศึกษาและรายได้ ทำให้เราได้เห็นมุมมองของประชาชนจริงๆ ต่อการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต.

นิด้าโพล ชี้ กลุ่มคนมองมีเรื่องทุจริตเลือกตั้ง ไม่เชื่อ กกต. จะลงโทษผู้กระทำผิดได้

ผลสำรวจนี้ทำระหว่างวันที่ 11-12 กุมภาพันธ์ 2569 ถามถึงประเด็นสำคัญๆ หลายอย่าง โดยเริ่มจาก การทุจริตการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งของตัวเอง พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังมองในแง่บวกครับ

สถานการณ์ทุจริตเลือกตั้งในเขตของคุณเป็นอย่างไร

  • 40.08% ระบุว่า ไม่มีแน่นอน – ส่วนใหญ่เชื่อมั่นในเขตตัวเอง
  • 23.51% ไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า
  • 19.54% อาจจะมี
  • 16.87% มีแน่นอน

เห็นได้ชัดว่าประชาชนกว่าสี่ในสิบมองว่าไม่มีทุจริตเลย ซึ่งเป็นสัญญาณดีต่อระบบเลือกตั้งไทย แต่สำหรับกลุ่มที่ระบุว่ามีหรืออาจมี (รวม 36.41% หรือ 477 ตัวอย่าง) เมื่อถามถึงความสามารถของ กกต. ในการลงโทษผู้กระทำผิด พวกเขาก็ไม่ค่อยเชื่อมั่นเท่าไหร่

ประชาชนไม่เชื่อมั่น กกต. ลงโทษทุจริตเลือกตั้ง

  • 58.28% บอกว่า จะไม่สามารถลงโทษใครได้เลย – สูงสุด!
  • 28.93% อาจจะลงโทษได้บ้าง บางกรณี
  • 11.32% จะสามารถลงโทษได้แน่นอน
  • 1.47% ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ตัวเลขนี้สะท้อนปัญหาความเชื่อมั่นในองค์กรอิสระอย่าง กกต. ได้ดีเลยครับ ทำไมถึงเป็นแบบนี้? อาจเพราะประสบการณ์ในอดีตที่เคยมีข่าวการทุจริตแต่ลงโทษช้า หรือบางครั้งก็ไม่ครบถ้วน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ากฎหมายยังไม่เข้มแข็งพอ นอกจากนี้ยังถามถึง ความพึงพอใจต่อการทำงานของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้ง ในเขตตัวเองด้วย

  • 38.55% ค่อนข้างพอใจ
  • 22.29% พอใจมาก
  • 20.84% ไม่ค่อยพอใจ
  • 17.63% ไม่พอใจเลย
  • 0.69% ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

โดยรวมแล้ว ประชาชนกว่า 60% พอใจหรือค่อนข้างพอใจการจัดการเลือกตั้ง แสดงว่าการเลือกตั้งครั้งนี้โดยรวมราบรื่นดี แต่ประเด็นทุจริตยังเป็นจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขด่วน

มาวิเคราะห์กันหน่อยนะครับ ทำไมกลุ่มที่เห็นทุจริตถึงไม่เชื่อ กกต.? อาจเพราะระบบรายงานการทุจริตยังไม่สะดวก หรือหลักฐานยากเก็บ กกต. เองก็มีบุคลากรจำกัดในการตรวจสอบเขตใหญ่ๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ สื่อสังคมออนไลน์ยังเต็มไปด้วยข่าวลือ ทำให้ประชาชนสับสนระหว่างข้อเท็จจริงกับข่าวปลอม ในทางกลับกัน ตัวเลขที่บอกไม่มีทุจริต 40% แสดงถึงความสำเร็จของมาตรการป้องกันที่ กกต. ทำไว้ เช่น การติดกล้อง CCTV ที่คูหา หรือแอปพลิเคชันรายงานผิดปกติ

แต่เพื่อให้การเลือกตั้งไทยโปร่งใสยิ่งขึ้น ผมคิดว่าเราต้องมีกลไกใหม่ๆ เช่น AI ช่วยตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ หรือให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลมากกว่านี้ นอกจากนี้ การลงโทษที่รวดเร็วและเปิดเผยจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้เยอะเลยครับ

ส่วนตัวผมมองว่าผลสำรวจนี้เป็น wake-up call สำหรับ กกต. และนักการเมืองทุกฝ่าย ถ้าต้องการประชาธิปไตยที่แข็งแกร่ง ต้องกำจัดทุจริตให้สิ้นซาก คุณล่ะครับ สัมผัสทุจริตในเขตตัวเองไหม? พอใจ กกต. ขนาดไหน? มาคอมเมนต์แชร์ประสบการณ์กันด้านล่างเลยนะครับ จะได้ช่วยกันผลักดันให้ระบบดีขึ้น!

นอกจากนี้ อย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – นิด้าโพล ชี้ กลุ่มคนมองมีเรื่องทุจริตเลือกตั้ง ไม่เชื่อ กกต. จะลงโทษผู้กระทำผิดได้

เลขาฯ กกต. แจงบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งยังลับ

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังกังวลกัน นั่นคือ เลขาฯ กกต. แจงปมบาร์โค้ดบนบัตร ยืนยัน การออกเสียงของประชาชนยังเป็นความลับ นะครับ หลังจากมีภาพบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อหลุดออกมา พร้อมบาร์โค้ดที่ทำให้หลายคนตั้งคำถาม ว่ามันจะกระทบความลับในการลงคะแนนหรือเปล่า? อย่าตกใจไปก่อนเลย เพราะเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ “แสวง บุญมี” ได้ออกมาชี้แจงแบบชัดเจนแล้ว รับรองว่าการออกเสียงของคุณยังเป็นความลับ 100% แน่นอน

เลขาฯ กกต. แจงปมบาร์โค้ดบนบัตร ยืนยัน การออกเสียงของประชาชนยังเป็นความลับ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.48 น. นายแสวง โพสต์ภาพบัตรเลือกตั้งผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อยืนยันหลักการสำคัญ 2 อย่าง คือ “การออกเสียงโดยตรงและลับ” และ “ความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง” ซึ่งทั้งหมดอ้างอิงจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ของสหประชาชาติ พูดง่าย ๆ คือ คุณลงคะแนนด้วยตัวเอง และไม่มีใครรู้ว่าคุณเลือกใคร ย้ำเลยนะว่าบาร์โค้ดไม่ได้มาเพื่อละเมิดความลับนี้

หลักการสำคัญที่ต้องรู้ก่อน

  • หลักการโดยตรงและลับ: คุณไปลงคะแนนเอง ไม่มีตัวแทน และไม่มีใครแอบดูได้ ตามสิทธิทางการเมืองสากล
  • หลักการความปลอดภัย: ป้องกันบัตรปลอม ใช้บัตรซ้ำ หรือข้ามเขต เพื่อให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม

บาร์โค้ดถูกนำมาใช้เพื่อเสริมหลักความปลอดภัยเท่านั้น โดยไม่กระทบหลักลับเลย เช่น ช่วยติดตามบัตรว่ามาจากหน่วยไหน จ่ายโดยใคร แต่ข้อมูลการลงคะแนนจริง ๆ ถูกแยกออกมาแบบสุดยอด

ลองนึกภาพดูนะครับ ตั้งแต่คุณไปแสดงตัวรับบัตร เข้าคูหา หย่อนลงหีบ จนถึงนับคะแนนและเก็บรักษา ทุกขั้นตอนถูกออกแบบให้ตรวจสอบข้ามกันได้ แต่แยกส่วนชัดเจน เช่น

  • เก็บบัตร ต้นขั้วบัตร และบัญชีผู้ใช้สิทธิ ในถุงแยก รัดสาย แล้วเก็บคนละหีบ
  • ใช้บุคลากรต่างชุด เช่น กรรมการประจำหน่วย (กปน.) รับบัตรโดยอนุอำเภอ จัดเก็บโดยสำนักงาน กกต.จังหวัด

บาร์โค้ดกระทบการออกเสียงลับหรือไม่?

คำถามยอดฮิต: ถ้าถ่ายรูปบัตรที่มีบาร์โค้ด จะรู้ได้ไหมว่าลงคะแนนให้ใคร? คำตอบคือ ไม่รู้แน่นอน! เพราะบาร์โค้ดแค่บอกข้อมูลบัตรเปล่า เช่น หน่วยไหน จ่ายโดยใคร แต่หลังลงคะแนน บัตรจริง ต้นขั้ว และรายชื่อถูกเก็บแยก ไม่มีใครเข้าถึงได้ ถ้าจะเปิดต้องมีคำสั่งศาลเท่านั้น และเปิดเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการร้องเรียน ไม่เปิดหมด

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้ามี กปน. หรือใครพยายามถ่ายรูปบัตร ถือเป็นเจ้าหน้าที่กระทำผิด ทำให้เลือกตั้งไม่สุจริต บาร์โค้ดช่วยติดตามได้ทันทีว่าบัตรจากไหน จ่ายโดยใคร ปัจจุบันมี 2 รายที่กำลังตรวจสอบแล้วครับ

สรุปคือ เลขาฯ กกต. แจงปมบาร์โค้ดบนบัตร ยืนยัน การออกเสียงของประชาชนยังเป็นความลับ แบบแยกชัดเจน ไม่ต้องกลัวเลย กระบวนการทั้งหมดป้องกันการทุจริตได้ดีเยี่ยม

ในฐานะประชาชนอย่างเรา ๆ ควรศึกษาให้เข้าใจ เพื่อความมั่นใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้ามีข้อสงสัย ลองไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมจาก กกต. นะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ รับรู้ด้วยกัน ช่วยให้การเลือกตั้งไทยโปร่งใสยิ่งขึ้น!

สุดท้ายนี้ การเลือกตั้งคือสิทธิของคุณ ใช้สิทธิอย่างมีสติ แล้วอนาคตของประเทศจะสดใสแน่นอน

ที่มา – เลขาฯ กกต. แจงปมบาร์โค้ดบนบัตร ยืนยัน การออกเสียงของประชาชนยังเป็นความลับ

คาด “ตะโขง” ป่าพรุตากใบ มีไม่น้อยกว่า 2 ตัว!

ข่าวดีมาจากป่าพรุภาคใต้ของไทย เมื่อกรมอุทยานแห่งชาติฯ ยืนยันการค้นพบตะโขง ป่าพรุตากใบในธรรมชาติ คาดว่ามีจำนวนไม่น้อยกว่า 2 ตัว นี่คือสัญญาณบวกที่แสดงถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งยกระดับการลาดตระเวนเพื่อปกป้องสัตว์หายากชนิดนี้ ถ้าคุณรักธรรมชาติ เรื่องนี้ต้องอ่าน!

ตะโขง ป่าพรุตากใบ: การค้นพบที่สร้างความหวัง

ตะโขง หรือ False Gharial (Tomistoma schlegelii) เป็นสัตว์เลื้อยคลานหายากที่มีลำตัวยาว จมูกแหลมยาวคล้ายกิ้งก่าลาย แต่ใหญ่กว่าเยอะ ขนาดตัวเต็มวัยยาวได้ถึง 4-5 เมตรเลยทีเดียว มันชอบอาศัยในป่าพรุและคลองน้ำจืดที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งตะโขง ป่าพรุตากใบในจังหวัดนราธิวาสคือตัวอย่างชัดเจน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 ชาวบ้านนายณัฐวุฒิ ยืนชนม์ บันทึกภาพตะโขงตัวใหญ่ยาว 3 เมตรริมคลองยามพลบค่ำ ตามด้วยทีมนักวิจัยจากสถานีวิจัยสัตว์ป่า ป่าพรุ-ป่าฮาลาบาลา ที่พบตัวเล็กยาว 1.5 เมตรใกล้กัน ข้อมูลนี้ยืนยันว่ามีตะโขง ป่าพรุตากใบอย่างน้อย 2 ตัว และอาจมีมากกว่านั้น เพราะขนาดต่างกันบ่งชี้ถึงการขยายพันธุ์ได้

ทำไมตะโขง ป่าพรุตากใบ ถึงสำคัญมาก?

ในอดีต ตะโขงเคยกระจายพันธุ์กว้างขวางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ตอนนี้ใกล้สูญพันธุ์ IUCN จัดเป็น Endangered เหลือตัวเต็มวัยไม่เกิน 2,500 ตัวทั่วโลก ในไทยเคยมีแต่คำบอกเล่าจนคิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว การพบครั้งนี้พิสูจน์ว่าป่าพรุตากใบยังเป็นแหล่งสุดท้ายที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะกับสัตว์กินปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็กอย่างตะโขง

  • ภัยคุกคามหลัก: การบุกรุกป่าพรุทำเกษตร สร้างเขื่อน ล่าสัตว์ผิดกฎหมายเพื่อหนังและเนื้อ
  • สถานะกฎหมาย: สัตว์ป่าคุ้มครอง Appendix I CITES ห้ามค้าขายเด็ดขาด
  • บทบาทในระบบนิเวศ: ควบคุมประชากรปลาและสัตว์น้ำ ช่วยสมดุลอาหาร链

แผนอนุรักษ์ตะโขง ป่าพรุตากใบ เริ่มแล้ว

นายสุขี บุญสร้าง ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ระบุว่าระบบนิเวศที่นี่ยังดีเยี่ยม หลังจากนี้จะร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติฯ ดำเนินการดังนี้

  • ยกระดับลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (Smart Patrol) ใช้เทคโนโลยี GPS และกล้องดักถ่าย
  • วิจัยเชิงลึกเพื่อประเมินจำนวนประชากรจริง
  • จัดทำแผนอนุรักษ์ยั่งยืน ร่วมกับชุมชนท้องถิ่น เพื่อลดการบุกรุก
  • รณรงค์ให้ความรู้ ป้องกันการล่าและรบกวน

Smart Patrol คือการลาดตระเวนอัจฉริยะที่วิเคราะห์ข้อมูลเส้นทางสัตว์ ทำให้มีประสิทธิภาพสูง หวังว่าจะช่วยปกป้องตะโขง ป่าพรุตากใบไม่ให้สูญหายไปจากไทย

ป่าพรุภาคใต้: สมบัติล้ำค่าของไทย

ป่าพรุตากใบเป็นส่วนหนึ่งของป่าพรุใหญ่ที่สุดในไทย มีพื้นที่กว่า 100,000 ไร่ เป็นแหล่งน้ำจืดสำคัญ เก็บกักคาร์บอน และเป็นบ้านของสัตว์หายากหลายชนิด นอกจากตะโขงแล้ว ยังมีชะนี ลิงอุรังอุตัง และนกหลายร้อยชนิด การรักษาที่นี่คือการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพทั้งภูมิภาค

แต่ปัญหายังมี เช่น การเพาะยางพาราและน้ำมันปาล์มที่รุกล้ำ ชุมชนบางส่วนยังล่าหรือตกปลาด้วยวิธีทำลายล้าง ต้องอาศัยความร่วมมือทุกฝ่าย

การค้นพบตะโขงครั้งนี้ไม่ใช่แค่ข่าวดี แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่าธรรมชาติไทยยังมีพลังฟื้นตัว ถ้าเราดูแลดีๆ ในอนาคตอาจเห็นลูกตะโขงเพิ่มขึ้น! ลองคิดดูสิ ถ้าไม่มีป่าพรุแบบนี้ ระบบนิเวศทั้งภาคใต้จะพังทลายแน่ๆ

คุณช่วยได้อย่างไร? แชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ รู้ สนับสนุนโครงการอนุรักษ์ หรือไปเที่ยวเชิงนิเวศที่ยั่งยืน อย่าลืมปฏิบัติตามกฎ ไม่ทิ้งขยะ และรายงานถ้าพบสัตว์ป่าให้เจ้าหน้าที่ มาสร้างไทยเขียวด้วยกันนะ!

ที่มา – คาด “ตะโขง” ป่าพรุตากใบ มีไม่น้อยกว่า 2 ตัว เร่งยกระดับลาดตระเวน ทำแผนอนุรักษ์